นิยาย ตำนานศาสตราวุธ
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 , 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>
ความคิดเห็นที่ 447(จากตอนที่ 48)
รุปทหารข้างบนนั้น ใช่ Cromwellหรือป่าวอะ
Name : Phu-chan < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Phu-chan [ IP : 124.120.113.123 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 มิถุนายน 2553 / 16:34
ความคิดเห็นที่ 446
พี่ป่านพอจะมีข้อมูลทหารตั้งแต่ยุค1800-1900หริือป่าวครับ ผมสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลิกใช้หมวกtricorneด้วยอะ
Name : Phu-chan < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Phu-chan [ IP : 124.120.113.123 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 มิถุนายน 2553 / 16:29
ความคิดเห็นที่ 445
ตอบ น้องยกสนาม
ปืนไฟและปืนใหญ่ของเราที่ส่งไปบรรณาการที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้ถูกทำลายหมดแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ เพราะบรรณาการทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ที่ปราสาทในนางาซากิ ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 2 ที่ถูกระเบิดปรมาณูของฝ่ายสัมพันธมิตรนั่นเอง
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.151.139 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 มิถุนายน 2553 / 19:00
ความคิดเห็นที่ 444
ขอบคุณครับ ไม่เสียดายที่เกิดมาเป้นชายชาติสยาม เอ่อว่าแต่ ปืนที่ญี่ปุ่นซื้อเราไปใช้ยังมีให้เห้นอีกมั้ยครับ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.103.127 ]

วันที่: 3 มิถุนายน 2553 / 20:15
ความคิดเห็นที่ 443
ตอบ น้องยกสยาม
                 สำหรับปืนไฟในกองทัพสยามโน่นนั้น เราสามารถผลิตเองได้ตั้งนานก่อนที่พวกยุโรปจะเข้ามาแล้วครับ เพราะได้รับศิลปวิทยาการมาจากจีนนั่นเอง ซึ่งปรากฏหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวพระราเมศวรยกทัพขึ้นไปตีกรุงเชียงใหม่และใช้ปืนใหญ่ยิงกำแพงเชียงใหม่พังราบลงมา และในพงศาวดารล้านนากล่าวถึงคราวศึกพญาเลอไท กษัตริย์สุโขทัยเข้าตีเมืองภูกามยาว (พะเยา) ก็ใช้ปืนใหญ่ที่ทำจากทองเหลืองยิงใส่กำแพงเมือง และคราวพญาติโลกราชปราบเมืองแพร่-น่านนั้น ก็มีการใช้ปืนใหญ่ที่ชื่อว่า "ปู่เจ้า" ยิงข่มขวัญชาวเมืองแพร่จนยอมจำนนเช่นกัน
                 อ้อ ส่วนอาวุธปืนแบบพกพาที่เรียกว่าปืนไฟนั้น ก็ปรากฏเมื่อคราวสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยกทัพไปรบกับเชียงใหม่ พญาติโลกราชอีกนั่นเองก็ยกทัพมาตั้งรับที่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ซึ่งในศึกคราวนั้น สมเด็จพระอินทราชา เจ้าเมืองกำแพงเพชรก็ต้องปืนไฟฝ่ายเชียงใหม่เข้าที่พระพักตร์ (แต่ไม่สิ้นพระชนม์) ทำให้ฝ่ายทัพอยุธยาถอยหนีกราวรูดลงมาเลยทีเดียวล่ะครับ และถ้าใครอยากจะรู้ว่าหน้าตาของปืนใหญ่และปืนไฟโบราณเป็นอย่างไรก็บอกยากครับ อยากรู้ก็ไปดูในบทความปืนไฟและปืนใหญ่ของจีนก็แล้วกันนะครับ หน้าตาคงจะคล้ายๆกัน
ทว่า ปืนไฟอย่างจีนนั้นยิงไม่ค่อยไกลนัก แถมขาดความแม่นยำอยู่มาก มีดีอย่างเดียวคือเสียงดังเท่านั้นเอง ทำให้ปืนใหญ่แบบเก่าไม่เป็นที่นิยมในสนามรบ คงมีไว้เพียงยามเข้าตีเมืองแล้วเท่านั้น (อย่างการที่กองทัพเชียงใหม่ยิงปืนใหญ่ข่มขวัญเมืองน่านไงล่ะครับ) ส่วนปืนไฟนี่ยิ่งแล้วครับ มีเอาไว้เพื่อยิงระยะประชิดแล้วจริงๆ อย่างที่พระอินทราชาโดนยิงเข้าที่หน้านั่นล่ะ ฉะนั้นแล้ว ธนูและหน้าไม้ก็ยังถือว่าเป็นอาวุธยิงหลักของกองทัพสยามในสมัยนั้นเสมอมา
                 จนกระทั่งการเข้ามาของพวกโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 นั้น ก็ยังมิได้ปรากฏหลักฐานว่าเรามีปืนไฟและปืนใหญ่อย่างยุโรปใช้ในราชการสงคราม ลุจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชานั่นเองที่เราได้จัดจ้างกองทหารโปรตุเกสเข้าเป็นกองอาสาต่างชาติอย่างเป็นทางการ ดังปรากฏว่ามีกองทหารโปรตุเกส 120 คนช่วยราชการทัพตีเมืองเดิงกรายน์ (เชียงกราน) นั่นเอง และนับแต่นั้นมา กองทัพสยามของเราก็ผลิตปืนไฟอย่างยุโรปใช้เองเสมอมา แถมยังเป็นปืนที่มีคุณภาพสูงเสียด้วย ชนิดที่ว่าโชกุนโตกุกาว่า อิเอยาสุผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องเจรจาขอซื้อปืนไฟ ปืนใหญ่และดินดำ (ดินปืน) จากเราเลยครับ ซึ่งความในพระราชสาส์นนั้นก็ยกยอสรรพคุณดินปืนของเราว่าเป็น "ดินดำที่ดีเป็นเลิศอย่างประหลาด"
                  เห็นไหมครับ ชาติไทย (สมัยก่อน) ไม่แพ้ใครในโลกนี้จริงๆ
                  ส่วนคำถามที่ว่ากองพลปืนสวมเกราะหรือไม่ มีไพร่ใช้ปืนมากไหมนั้น ตอบได้ว่ามีแน่นอนครับ แต่ก็เป็นพวกทหารประจำการอย่างพวกกรมพระตำรวจทั้งหลายนั่นเอง และยังปรากฏชื่อกองทหารอีกอย่างหนึ่งคือ "กองหัดเกณฑ์อย่างฝรั่ง" ซึ่งกองทหารนี้จะถูกฝึกระเบียบแถวและการใช้อาวุธอย่างกองทัพยุโรปนั่นล่ะครับ ส่วนพวกไพร่สามัญชนทั่วไปนั้น จะไม่มีปืนไฟเก็บไว้กับตัวหรอกครับ แต่หลวงเขาก็จะแจกจ่ายปืนไฟและอาวุธให้ไว้ตามคุ้มบ้านหรือตำบลเป็นกองกลาง เมื่อเกิดศึกสงครามแล้วก็จะไปเบิกจ่ายออกมาใช้นั่นเองครับ

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 มิถุนายน 2553 / 23:16

PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.147.226 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 มิถุนายน 2553 / 23:13
ความคิดเห็นที่ 442
เอ่อ พี่ครับมีคำถามเรื่องปืนไฟว่า กองทหารไทยเรานิยมใช้ปืนหรือธนูมากกว่ากันแล้วปืนไฟเนี่ย มีรุ่นไหมครับ แบบ"กองพลนู้นเขาใช้ปืนรุ่นดีกว่าสั่งใหม่มา ทำไมหกองพลเราใช้ปืนรุ่นเก่าวะ "หรือมีแค่แบ่งว่าคาบศิลา นกสับ คาบชุด แล้วกองทหารปืนไฟของเรามีชุดเกราะมั้ยครับหรือว่าเป็นไพร่ธรรมดาอีกเช่นกัน ฉะนั้นหายากที่จะใส่อะไรแบบนี้?
Name : ยกสยาม [ IP : 124.122.239.26 ]

วันที่: 2 มิถุนายน 2553 / 15:47
ความคิดเห็นที่ 441(จากตอนที่ 63)
 ชอบใจหลายๆ
PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.122.68.105 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 มิถุนายน 2553 / 14:09
ความคิดเห็นที่ 440
ตอบ คห.439
พวกแฟรงค์และกอธนั้น เป็นพวกอนารยชนเชื้อสายเจอร์มานิค (Germanic - ก็พวกเยอรมันนั่นล่ะครับ) จากดินแดนยุโรปเหนือครับ โดยพวกแฟรงค์ (Frank) นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นชนเผ่าเจอร์มานิคที่ชำนาญการรบบนหลังม้าเป็นอันมาก ซึ่งรูปแบบการรบและจารีตนักรบของพวกแฟรงค์จะเป็นจุดเริ่มต้นของพวกอัศวิน (Knight) และเป็นผู้ก่อตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman empire) และประเทศฝรั่งเศส (France) ในกาลต่อมา (คำว่า France - ฟรานซ์ ก็เพี้ยนมาจากคำว่าแฟรงค์นี่ล่ะครับ)
ส่วนพวกกอธ (Goth) นั้นก็เป็นเจอร์มานิคกลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็นสองเผ่าคือ วิสิกอธ (Visigoth) และออสโตรกอธ (Ostrogoth) โดยเผ่ากอธนี้เดิมทีอาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบ ยุโรปตะวันออก แต่ต่อมาถูกพวกฮั่น (Hun) ชนเผ่าเร่ร่อนจากเอเชียกลางเข้าโจมตีจนต้องหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางตะวันตก พวกกอธจึงบุกเข้าโจมตีแผ่นดินโรมันและเผากรุงโรมจนพินาศ มาถึงตรงนี้พวกกอธก็แยกออกจากกันเป็นสองกลุ่ม คือพวกวิสกอธได้อพยพเข้าไปในแหลมไอบีเรียและเป็นบรรพบุรุษชาวสเปนในกาลต่อมา ส่วนพวกออสโตรกอธนั้น เป็นสาขาหนึ่งของพวกวิสิกอธครับ แต่พวกนี้เลือกที่จะตั้งมั่นอยู่ในอิตาลีต่อไปและจะกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวอิตาลีครับผม
ตอบ คห.441
นี่บทความตูนะเฮ้ย ใครมาถามก็ต้องตอบไปตามมารยาท นี่ - -
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.10.52 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 พฤษภาคม 2553 / 17:00
ความคิดเห็นที่ 439
แหม คห. 439 ก็ - - นี่มันเรื่อง ศาสตราวุธนี่ครับ ไม่ใช่เรื่องชนชาติ
Name : ยกสยาม [ IP : 110.168.8.27 ]

วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 / 22:39
ความคิดเห็นที่ 438(จากตอนที่ 14)
เศร้า ญี่ปุ่นแพ้ T.T
Name : Phu-chan < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Phu-chan [ IP : 124.122.156.149 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 / 15:28
ความคิดเห็นที่ 437(จากตอนที่ 4)
อยากรู้ว่าพวกกอธกับพวกแฟรงเป็นใคร สำคัญอย่างไร แล้วก็มีใครเป็นบรรพบุรุษ ไม่ได้อยากรู้เรื่องขวานเลย
แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ก็ดีเหมือนกัน ได้รู้จักขวานมากยิ่งขึ้น ขอบคุณนะ
Name : sassy-girl-ha [ IP : 115.67.221.58 ]

วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 / 11:03
ความคิดเห็นที่ 436(จากตอนที่ 63)
เรือไทยสุโค่ย *-* งามหลายๆ
Name : aidol < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ aidol [ IP : 113.53.183.112 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 / 21:26
ความคิดเห็นที่ 435
เอ แล้วท่านไม่ได้สวรรคตตั้งแต่ระหว่างการทำศึกที่ตองอูแล้วหรือครับ? เรื่องผมไม่แน่ใจนะถ้าเข้าใจผิดช่วยอธิบายให้ทีคร๊าบ (หนังสือประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ใกล้มือด้วยสิ - -)
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.94.5 ]

วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 / 23:53
ความคิดเห็นที่ 434(จากตอนที่ 63)
ติดตามผลงานมาโดยตลอด ขอชื่นชมในอัจฉริยะและความพยายามครับ
กระผมขอเพิ่มข้อมูล การใช้กองเรือรบของสมเด็จพระนเรศวรในการปราบปรามโจรสลัดในย่านอ่าวไทย และท่านได้ล่องเรือเพื่อศึกษาภูมิประเทศแนวชายฝั่งแถบจังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขัณฑ์ไปด้วย จนชายฝั่งตรงนี้ได้ชื่อว่าชายฝั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครับ อีกทั้งยังมีเรื่องราวเกร็ดประวัติเกี่ยวกับพระองค์อีกมากมายในเรื่องนี้ครับ บ้างก็ว่าท่านได้ทรงเสียพระทัยจากการที่ทรงตั้งพระทัยว่าจะปราบตองอูให้ได้ แต่ไม่สำเร็จหลังจากที่ปราบหงสาวดีๆได้แล้ว แต่ไม่สามารถตีตองอูแตกได้เนื่องจากขาดเสบียงจึงหาหนทางยกทัพไปตีใหม่ด้วยยกทัพไปทางทะเล ที่สามารถส่งกำลังบำรุงได้ง่ายกว่าทางบก อีกทั้งยังกล่าวว่าท่านทรงมีแนวคิดในการขุดคลองลัดจากอ่าวไทยไปยังมหาสมุทรอินเดียด้วย
Name : ifeelsogood [ IP : 118.173.97.56 ]

วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 / 15:19
ความคิดเห็นที่ 433
เกราะที่โชว์นี่อยู่ส่วนไหนของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ครับจะไปดูให้เสียเดี๋ยวนี้(เคยไป2ครั้งแล้วหาไม่เจอ)
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.102.163 ]

วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 / 17:00
ความคิดเห็นที่ 432
ตอบ คุณศรีสิทธิสงคราม
โอ้ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆที่คุณศรีสิทธิสงครามมาร่วมด้วยช่วยถกประเด็นชุดเกราะไทยในบทความของผมเช่นนี้ นับเป็นการให้เกียรติกับผมอย่างยิ่งทีเดียว เพราะผมได้ยินกิตติศัพท์และชื่อเสียงของคุณศรีสิทธิสงครามมานานแล้ว เลื่อมใสๆ
เอาล่ะ ว่ากันไปตามแต่ละประเด็นกันเลยก็แล้วกันนะครับ
1.เรื่องเกราะกร่ายนั้น ผมได้ไปสืบค้นข้อมูลในเชิงลึกจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (ซึ่งผมไม่ขอบอกชื่อท่านผู้นั้นก็แล้วกันนะครับ) เอาเข้าจริงแล้ว เกราะกร่ายไม่ใช่เกราะโซ่ถักครับ แต่เป็นเกราะแผ่นเหล็กที่ร้อยด้วยห่วงเหล็กเข้าด้วยกันเป็นชุด เหมือนอย่างเกราะแขกนั่นล่ะครับ ซึ่งถ้าถามเรื่องที่มาของเกราะกร่าย ก็คงไม่ใช่ยุโรปแน่ๆ แต่คงเป็นจากรัฐมุสลิมอย่างเปอร์เซีย อินเดีย (เพราะมีรายงานว่า พม่าเองก็สั่งซื้อเกราะจากอินเดีย) หรือจีนก็เป็นไปได้ เพราะในพงศาวดารล้านนาที่ผมใช้อ้างในบทความนั้น ก็บอกว่ากองทัพหมิงใช้เกราะกร่ายเหมือนกันครับ
2.สำหรับเรื่องวิชายุทธนั้น ผมคงไม่ขออธิบายมาก เพราะฝึกมาอย่างงูๆปลาๆ เรียกว่าพอเอาตัวรอดได้บ้าง ส่วนเรื่องอาวุธนั้น ผมเห็นด้วยเหมือนกับคุณศรีสิทธิสงครามครับ และผมก็ไม่เคยเขียนลงบทความว่าดาบไทยเราสามารถทำลายเกราะให้ฉีกขาดหรือแตกหักได้ แต่ผมบอกว่าต้องใช้อาวุธหนักอย่างง้าว ทวน หรือขวานเท่านั้นล่ะครับ ถึงจะทำลายเกราะได้ เพราะลำพังแค่ตีเกราะให้ยุบ ก็ทำเอานักรบลำบากแล้วครับ คือถ้าสถานเบาก็ทำเอาอ่วมเป็นจ้ำๆ แต่ถ้าเป็นสถานหนักก็ถึงขึ้นซี่โครงหักหรือปอดเปิดฉีกกันพอดีล่ะครับ เจ็บหนักกว่าเกราะขาดอีกนะนั่น
3.สำหรับเรื่องเกราะหนังจากหนังแรดหนังช้างที่คุณศรีสิทธิสงครามยกมากล่าวนั้น นับว่าเป็นความรู้ใหม่และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่ผมขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมเสียหน่อยว่าเกราะกร่าย เกราะบุกำมะหยี่ (อ้างจากชุดเกราะกำมะหยี่ขลิบทอง) หรือเกราะชุดนั้น ย่อมเป็นของหายากราคาสูง คงจะมีเฉพาะพวกเจ้านายชั้นสูงที่มีอัฐเบี้ยมากที่พอจะซื้อหามาประดับบารมีและให้กองทหารในสังกัดตนได้สวมใส่
แต่ก็นั่นล่ะครับ อย่างที่ผมได้ชี้แจงแล้วว่า ตัวเกราะเหล็กไม่ได้หนักมากมายอย่างที่เราคิด เพราะผมเองก็เคยลองสวมมาบ้างแล้ว หนักครับ แต่ไม่ได้หนักเท่าที่คิด อีกอย่างนะครับ นักรบสมัยก่อนก็สวมเกราะยืนเข้าเวรที่หน้าประตูวังหรือฝึกอาวุธอยู่แล้ว เรื่องของน้ำหนักที่มากเกินไปและความไม่คุ้นชินนั้น ตัดไปได้เลยครับ
ส่วนเรื่องเกราะที่เคยจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นารายณ์ราชนิเวศน์ที่คุณศรีสิทธิสงครามเคยกล่าวต่อว่าในบอร์ดพันทิพนั้น มีคนมากระซิบบอกผมว่า "ถูกต้องตามแบบโบราณแล้ว" จริงๆครับ
สำหรับประเด็นการส่งออกผืนหนังนั้น ผมเพิ่งทราบมาว่า หนังกวางที่เราส่งไปญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้เอาไปทำเกราะหรอกครับ เขาเอาไปทำซองปืนไฟครับ เพราะช่างเกราะญี่ปุ่นทำเกราะเหล็กล้วนๆ มาตั้งแต่ช่วงกลางสงครามกลางเมืองแล้วล่ะครับ แต่ส่วนมากก็จะเป็นแผ่นเกราะเหล็กที่เอามาร้อยหรือบุยึดเข้าด้วยกันอย่างเกราะจีน ส่วนพวกเจ้าเมืองหรือไดเมียวชั้นสูงๆถึงจะสวมเกราะที่นำเข้าจากยุโรป หรือตีทรงอย่างยุโรปที่เขาเรียกว่า "นันบันโดะ" นั่นเอง
ตอบ น้องยกสยาม
กรุณาอ่านประเด็นที่เขามาถกดีๆแล้วค่อยตอบ เพราะถ้าทำแบบนี้ ไม่เรียกว่า "ถก" แต่เขาเรียกว่า "เถียง" แล้ว อายเขา!
ตอบ ขุนศึกอยุธยา
อยากทำก็ทำครับ เพราะที่นี่คือบอร์ดความรู้สาธารณะ ถ้ามีความรู้หรือความคิดเห็นอะไร ก็เอามาลองเสนอได้ ตามสบาย

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 / 17:01

PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.94.62 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 / 16:46
ความคิดเห็นที่ 431(จากตอนที่ 63)
เรือไทย ไม่แพ้เรือใดในโลก 
ขอบคุณข้อมูลดีๆที่เล่าสู่กันฟัง
PS.  เคยเห็นแต่ในต่างประเทศ...หรือในหนัง...ไม่คิดว่าฉากแบบนี้จะมีในเมืองไทย...ฉากที่คนไทยฆ่ากันเอง...
Name : ยุงคาบช้าง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ยุงคาบช้าง [ IP : 125.26.239.149 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 / 14:39
ความคิดเห็นที่ 430
เคยได้ยินแต่หัวเสริมเหล็กนะครับ(ที่หัวเรือ) หุ้มเกราะไม่เคยได้ยินเหมือนกันครับ แต่สมัยนั้นเรือญี่ปุ่น เรือรบจีน ฝรั่งเศสก็มีกันพรึบแล้ว เห็นรบทางเรือของเราส่วนใหญ่ก็คงจะมีแต่ปล้นค่ายหรือไม่ก็กอบกู้แผ่นดินสมัยขุนวรวงศาเท่านั้น น่าจะใช้ความเร็วเป็นหลักใหญ่ เวลารบในแม่น้ำคงใหญ่พอจะใช้สำเภาได้ แต่ถ้าพม่าเข้าติดประชิดกำแพงก็คงจะเอาปืนใหญ่ยิงยันที่เชิงเทิน เรือยาวของเราน่าจะใช้เพื่อความเร็วเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าจะเสริมเกราะให้หนักนะครับ ถ้าจะรบใหญ่ก็คงสำเภาออกทะเล รบใหญ่ด้วยเรือเล็กในแม่น้ำก็เสี่ยงอยู่นะครับ เพราะถ้า2ฝ่ายมีปืนใหญ่ แถมสมัยนั้นก็มีหน่วยจู่โจมพิเศษเจาะท้องเรือด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าเราจะมีหรือเปล่าแต่น่าจะเป็นไปได้ครับ (ข้อมูลนี้อ้างอิงจากภาพสลักกองทัพเขมรรบกับจามที่โตนเลสาบ) ไอที่พายจ้ำบึดเนี่ย ที่จีนก็มีกีฬาแข่งเรือมังกรนี่ครับคงไม่ลอกเรามาอยู่แล้วเพราะเฮียแกอายุยาวขนาดนั้นก็พายเหมือนกันแถมดูอลังการกว่าด้วย เพราะเขาล่องแม่น้ำแยงซี มีกลองตีที่หวัเรือแต่ไม่มีคนพากย์มันส์แบบของเราเท่านั้นเองครับ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.92.92 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 23:39
ความคิดเห็นที่ 429(จากตอนที่ 63)
มีเรือดั้งทองสองลำ ชื่อ ทองแขวนฟ้า(ทองขวานฟ้า) กับ ทองบ้าบิ่น

เป็นเรือดั้งคู่ชัก ฝีพายต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ

ซึ่งทองขวานฟ้า  นั้น เกณฑ์คนจากบ้านใหม่ ส่วนทองบ้าบิ่นนั้น บ้านโพเรียง
ฝีพายเรือทั้งสองลำ พระราชทานมิให้โดนเฆี่ยน หรือถ้าจำต้องลงหวาน ต้องเป็นหวายห่อผ้าขาวเท่านั้น ไม่ให้ปรากฏรอยหวายได้

เรือพิฆาต ไม่ได้มีแค่เรือเสือ หากแต่มีมากกว่า แต่เหลือรอดมาแค่เรือเสือ เท่านั้น

ลักษณะของเรือดั้งโขนเรือจะเชิดกว่าเรือแซง มีลักษณะอีกสองสามอย่างที่ต่างๆกัน ต้องขอค้นก่อน

เรื่องของเรือนั้น อืม... อาจจะมีแค่บ้านเราละมั้ง ที่พายแบบแจวจ้ำบึ้ดๆ เห็นหลายๆที่ เขาพายกรรเชียงกันทั้งนั้น 

ส่วนที่มาของเรือหัวสัตว์นั้น เหมือนว่า ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้แปลงเรือแซ(ซึ่งตีกรรเชียง) เป็นเรือไชยและเรือศีรษะสัตว์ 

คิดว่า เรือรบสมัยก่อน ก็น่าจะติดเกราะด้วย เท่าที่อ่านในราชาธิราช มีเรือหุ้มเกราะเหล็ก หุ้มทองแดงอยู่หลาย เป็นเรือฝีพาย ขนาดจุไพร่พลขนาด 60-70 คน โดยประมาณ (เรือฉลากบาง มอญออกเสียงว่า ชะลากะบัง หรือที่เราเรียกว่า เรื่อชะล่า) ก็อดคิดไม่ได้ว่า กองเรือเราน่าจะมีเรือหุ้มเกราะบ้าง

อ้อ เรือพระที่นั่ง อเนกชาติภุชงค์ เป็นลำเดียวที่ไม่มีหัวสัตว์ แบบลำอื่น แต่จะแกะลายเป็นนาคพันตัว หัวเรือยกสูง แต่ไม่เท่าเรือไชย เท่านั้นครับ

เอาไว้ผมมีเวลาค้นข้อมูลเรื่องเรือพระราชพิธีได้ จะเอามาลงเพิ่มให้ครับ

(ถ้าท่านเจ้าของห้องนี้อนุญาต นะ)
PS.  เราจะรบเคียงไหล่ เราจะตายเคียงกัน รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด Cavalry can do. เลือดข้า เลือดทหารม้า สีฟ้าหม่น
Name : ขุนศึกอยุธยา V.๐๒ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนศึกอยุธยา V.๐๒ [ IP : 124.157.153.236 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 20:31
ความคิดเห็นที่ 428
เอ กระผมว่ามันก็แล้วแต่นายนะครับ นายดีนายรวย ทาสอิ่ม ไพร่พลก็ต้องมีเกราะไว้เชิดหน้าบ้างละ แต่ว่าลองคิดดูว่าสมัยนั้นเราคนไทยต้องฝึกแต่ดาบไทยละครับ เกิดอ้ายกระผมไปเจ๊อะดาบญี่ปุ่นเข้า แล้วจะลองดูขึ้นมา เราก็ใส่เกราะซามูไรเสียเลยก็ได้นี่ครับ เกิดชอบเรเปียร์ก็ได้ ลองสังเกตุเวลามีพิธีวันฉัตรมงคลสิครับ พระแสงดาบญี่ปุ่นเพียบเลย ผมสังเกตุพระแสงไทยเล่มเดียวเท่านั้นเองครับ สมัยนี้ยังชอบเล่นเคนโด้กันเลย วิชาดาบเรามีวิชาเดียวหรือครับอันนี้สงสัย? ต้องพริ้วตลอด สมัยนั้นอาจารย์ก็มีมากน่าจะมีสักสำนักที่ปรับใช้กับเกราะและดาบชาติผสมกับเราได้ เพราะการสงครามเป็นสำคัญนี่ครับ เราจะไม่ปรับการทหารเพื่อช่วยบ้านเมืองให้พ้นภัยหรือ อย่างน้อยกษัตริย์ องครักษ์ ทหารม้าหนัก อีกทั้งกองทหารอาวุธหนักที่มีไว้ตรึงพื้นที่ในสนามรบ ต้องกันปืนกันดาบ ก็ต้องมีใส่ล่ะทั้งเกราะทั้งยันต์ อ้อ เรื่องเกราะกร่าย ผมได้ยินว่าเป็นเกราะแบบอินเดียครับชื่อว่าpangolin ลองไปหาดูครับ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.92.92 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 20:20
ความคิดเห็นที่ 427(จากตอนที่ 41)
ต้องไม่ลืมอีกอย่างว่า สยามขึ้นชื่อในเรื่องของการส่งออก "หนังสัตว์ " นะครับ

สยามส่งออก หนังกวาง เพื่อเอาไปเป็นส่วนประกอบในเกราะญี่ปุ่นต่อปีเป็นแสน ๆ ผืนนะครับ ยังไม่รวมถึง หนังช้าง และ หนังแรด ที่เรามีใช้เอง

ลองดูปืนที่เอาไว้ล้มช้างก็ได้ครับ จะต้องใช้กระสุนแบบไหนอย่างไร ถึงจะเอาช้างอยู่ ขนาดปืนสมัยนี้ยังต้องใช้กระสุนแบบพิเศษเพื่อจะล้มช้าง แล้วลองคิดดูสิครับว่าหนังช้างมันจะเหนียวขนาดไหน ?

ย้อนกลับไปอีก สมัยก่อนช้างบ้านเรานี่ดาดดื่นนะครับ แล้วแต่ละปีช้างต้องล้มไปเท่าไร ?

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาหนังช้างมาทำเกราะแบบไทย ๆ เพื่อกันดาบ, ลูกธนู ผมว่าก็เหลือเฟือแล้วครับ ยิ่งกระสุนปืนสมัยก่อนไม่ได้ตีเกลียวด้วย และไม่ได้ทำหัวแหลมเพื่อเอาไว้เจาะด้วย หนังช้างก็เหลือเฟือแล้วครับสำหรับทำเกราะ
Name : ศรีสิทธิสงคราม [ IP : 124.121.144.140 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 17:12
ความคิดเห็นที่ 426(จากตอนที่ 41)
ขอถกด้วยคนครับ

1..เรื่องข่ายทอง หรือ เกราะโซ่ ในสมัยนั้น ถ้ามีจริง ผมว่าก็แค่เอาไว้ประดับบารมีครับ ไม่ได้ใช้จริงแต่อย่างใด ในยุคของพระบรมไตรโลกนาถ สยามอยุธยายังไม่ได้ติดต่อกับฝรั่งเลยนะครับ

2..เรื่องวิชาการต่อสู้ของจีนพริ้วไหว แต่ทำไมยังใส่เกราะหนัก ตรงนี้จริงครับ...แต่...........

ถ้าเราไปดูความหนาของดาบพลทหารจีน(เต้า) หรือแม้แต่ พวกง้าว ทวน หรือธนูก็ตามจะพบว่า มีความหนากว่าดาบของสยามครับ

เอาง่าย ๆ ดาบของทหารเลวจีน กับ ดาบทหารเลวไทยก็หนาต่างกันแล้วครับ ของเราบางเฉียบเลย แต่ของเขาอย่างต่ำ ๆ ก็เป็นเซ็นติเมตรครับ

เพราะฉะนั้นคติในการใช้อาวุธก็ต่างกันครับ

3.. เรื่องวิชาดาบแบบไทย ๆ ที่เราเห็นซ้อมกับใช้งานจริง ตรงนี้ตัวดาบจะเป็นที่บอกได้ครับ ถ้าจะว่ากันต่อไป ก็ต้องลงลึกไปถึงเรื่องของ "กั่นดาบ " ว่าเป็นอย่างไร วิธีการประกอบดาบเป็นแบบไหน

ถ้าลองรื้อโครงสร้างของดาบเก่า(อายุเกิน 200 ปี ) มาดูจะเข้าใจมากขึ้นครับ มองแค่ที่เห็นเขาซ้อมนั่น เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
Name : ศรีสิทธิสงคราม [ IP : 124.121.144.140 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 16:59
ความคิดเห็นที่ 425
 อ่านสนุกไม่น่าเบื่อเหมือนตำราประวัติศาสตร์เลยค่ะ

ได้ความรู้พวกเรื่องการใช้อาวุธเต็มที่เลย(ชอบมากๆ)
Name : รักอาฆาต < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รักอาฆาต [ IP : 125.24.144.189 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 11:15
ความคิดเห็นที่ 424(จากตอนที่ 22)

ขอบอกกับผู้แต่งว่ากระพ้มชอบธนู มาก ๆๆๆๆๆเลย


PS.  ใครที่เม้นท์ให้เราขอให้หน้าตาดีทุกคนเลย มาเม้นท์ให้มายไอดีเราทุกวันเลยนะ เม้นท์ได้ทุกเพศทุกวัย ผิวขาวดัง(เมล็ด)สำลี (เมล็ดสำลีมันขาวตรงใหนวะ???)
Name : Dream Love Namcha < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Dream Love Namcha [ IP : 58.147.17.221 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 09:34
ความคิดเห็นที่ 423

              เอาล่ะครับๆ ขอให้ทุกท่านอย่าได้ใจร้อนมากล่าวโทษกันและกันเลย ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความคะนองมือคะนองปากของผมเอง ผมขอยอมรับโดยดุษฎีมิขอแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น
แต่เอาล่ะ ผมมีเหตุการณ์คราวหนึ่งในสมัยพุทธกาลมาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อยนะครับ
              คราวหนึ่ง เมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเผยแผ่พระศาสนาอยู่นั้น มีพราหมณ์ใจหยาบช้าผู้หนึ่งเข้ามาบริพาษด่าทอพระองค์ต่างๆนานา  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับทรงนิ่งเฉย มิได้กล่าวว่าโต้เถียงใดๆกับพราหมณ์ใจหยาบผู้นั้นแต่อย่างใด และเมื่อพราหมณ์ผู้นั้นด่าทอพระองค์ท่านจนจบและกำลังจะจากไปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเอ่ยโอษฐ์ขึ้นตรัสว่า
              "ดูกร พราหมณ์เอ๋ย เราใคร่ถามปัญหาท่านเสียประการหนึ่งได้หรือไม่"
              "ถามมาได้เลย สมณะ" พราหมณ์ผู้นั้นตอบรับอย่างจองหอง
              "การที่มีอาคันตุกะมาเยือนเรือนนั้น ผู้เป็นเจ้าของเรือนย่อมต้องนำน้ำและอาหารสำรับมาต้อนรับใช่หรือไม่" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถามอย่างสุภาพ
              "ถูกต้องแล้ว สมณะ"
              "แต่หากอาคันตุกะผู้มาเยือนมิได้ดื่มกินในน้ำและอาหารสำรับที่เจ้าบ้านมอบให้ สำรับนั้นย่อมต้องคืนเป็นของเจ้าบ้านใช่หรือไม่"
              "ใช่"
              "ฉันใดฉันนั้น พราหมณ์เอ๋ย คำบริพาษใดที่ท่านกล่าวต่อเรานั้น เรามิขอรับไว้ทั้งสิ้น" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบดังนั้น
              หวังว่านิทานธรรมนี้ คงเป็นที่ชอบใจของใครหลายๆท่านนะครับ ^^



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 18 พฤษภาคม 2553 / 01:08

PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.133.126 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 / 01:05
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 , 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>