นิยาย ตำนานศาสตราวุธ
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 , 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>
ความคิดเห็นที่ 347
หายไปนานกลับมาแล้ว กองทหารล้านนามีพลอะไรที่เก่งๆบ้าง ครับ แล้วหมวกกุ๊บศึกมีใช้ทั้งล้านนาและล้านช้างเลยหรือ แล้วที่พระเจ้าติโลกราชรบทัพกับเวียดนามถึง4แสนได้ชัย(ทหารเวียดนามห่วยแตกขนาดนั้นเลยเหรอ)และกับพวกฮ่อ ฮ่อคือใคร กองทหารแบบไหน ในสมัยใดอ่ะครับ แล้วใครบัญชามาตีล้านนา
Name : ยกสยาม [ IP : 203.147.53.73 ]

วันที่: 28 ธันวาคม 2552 / 15:14
ความคิดเห็นที่ 346(จากตอนที่ 61)
อึ้งจริงๆกับคนสมัยก่อนหง่า
Name : aidol < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ aidol [ IP : 125.24.95.189 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2552 / 12:13
ความคิดเห็นที่ 345(จากตอนที่ 41)
ผมคิดว่าในยุคพระนเรศวรนั้น สยามมีความเจริญทางด้านการทหารสูงสุด เราอย่าคิดว่าทหารไม่ใช้เกราะเป็นความล้าหลังด้านการทหาร ผมคิดว่าด้านคงกระพันชาตรี อาบน้ำว่าน เคี้ยวว่าน(ยังคงอยู่ถึงปัจจุบันกรณีว่านคางคก ที่นักมวยดังบางคนชอบใช้)เป็น ศาสตร์ด้านการทหารอย่างหนึ่งของสยาม เสื้อเกราะมีใช้แน่นอนแน่นอนแต่น่าจะเป็นเกราะเบาตามอย่างเสปนหรือโปตุเกสเพื่อแสดงเกียรติของนายทัพ(คนไทยถึงอย่างไรก็เห่อของนอก) แต่ศาสตร์ด้านคงกระพันในยุคพระองค์ท่านจะต้องสุดยอดแน่นอน คิดดูครับปืนใหญ่ยังหล่อเอง,เรือรบสร้างเอง(ท้ังลำน้ำและทะเล)ปืนเล็กยาวสั่งจากโปตุเกส,เสปน(ก้าวหน้ากว่ายุคนี้เยอะ) ทำไมจะสร้างหรือซื้อเกราะมาใช้ไม่ได้นอกจากไม่จำเป็นต้องใช้เพราะสยามก็มีดีของเราเหมือนกัน
การทหารในยุคพระองค์ท่านน่าจะเป็นระบบทหารอาชีพ ซึ่งต่างจากตะเบงชะเวตี้,บุเรงนองที่เกณท์คนมารบหมดทั้งอิระวดี แต่สังเกตดูครับ
๑ มีหลักฐานการซ้อมรบที่เขาพนมจ.พิษณุโลกบ่อยครัง สมัยอื่นหรือประเศอื่นย่านนี้ไม่ปรากฏ
๒ ใช้เวลาเพียง ๑ วัน พายเรือตามพระยาจีนจันตุ และยิงกันที่ปากน้ำ ฝีพายต้องสุดยอด
๓ จดหมายเหตของโปตุเกสกล่าวไว้ว่า การรับทูตจากกรุงละแวกทรงใช้พลธนู ๒๐๐๐๐ นาย เรียงรายตามแนวฝั่งแม่น้ำ แสดงว่ากำลังพลส่วนนี้อยู่ใกล้ชิดพระองค์สามารถเรียกได้ทันที
๔ การเกณท์ ทัพ เกือบทุกครั้ง พระองค์จะใช้ทหาร ๑๐๐๐๐๐ คนโดยประมาณ เกณท์ได้ในทันทีแบบพลธนูข้างต้นนั่นคือกำลังพลเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านเช่นกัน
ที่สำคัญอีกเรื่องครับหลังจากศึกตองอูทรงประทับที่เพชรบุรีตลอด น่าจะไม่เคยประทับอยุธยาในช่วงหลัง นักประวัติศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่าทรงเสียพระทัยที่พ่ายศึกตองอู ยิ่งกว่านั้นพงศาวดารยะไข่ถึงกล่าวว่า พระเอกาทศรถถูกยะไข่จับได้ และพระองค์ท่านต้องเสียค่าไถ่แลกตัวพระอนุชาอันนี้จดหมายเหตุโปรตุเกสทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า พงศาวดารหอแก้วเองก็มิได้กล่าวไว้ แต่ขอให้สังเกตุว่าหลังจากศึกครั้งนี้ ตองอูหมดสภาพในการรุกราณเมืองอื่นและค่อยๆลดบทบาทหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์พม่าจริงอู่ทรงยึดตองอูไม่ได้ แต่อะไรเกิดบตองอูในศึกครั้งนี้บ้าง สิ่งนี้เป็นเหตุให้ตองอูหมดศักยภาพในการรุกราณสยามประเทศ แต่เมืองที่พระองค์ทรงวิตกแทนที่จะเป็นตองอูกลับเป็นอังวะ ถึงขนาดสั่งเสียใให้พระเอกาฯทำลายอังวะให้พินาศ ดูต่อไปครับใครเป็นผู้ทำลายอยุธยาใน ๑๗๐ ปีถัดมา ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำมาก
เรามาดูเหตุที่พระองค์ประทับที่เพชรบุรีจนตลอดพระชนม์ชีพ
พระองค์ทรงเป็นนักการทหารยังไงก็โปรดที่จะอยู่กับทหาร ในปลายรัชกาลของพระองค์มีการซ้อมรบทางทะเลถึงขนาดกล่าวว่าเรือของแม่ทัพนายกองติดอาวุธพร้อมเต็มท้องมหาสมุทร นั่นคือจะต้องมีการสร้างกำปั่นรบจำนวนมาก และฐานทัพเรือของสยามจะต้องอยู่ที่เพชรบุรี
พระองค์คงไม่มองไปที่ญี่ปุ่น,เวียดนามหรืออังวะ แต่ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
นักการทหารที่ยิ่งใหญ่อย่างพระองค์ทำไมจะคาดไม่ได้จากภัยของชาติตะวันตกและการใช้กำปั่นรบปิดปากอ่าวไทยครั้งแรกเกิดในแผ่นดินพระนารายญ์ ๕๐ ปีหลังจากนั้น
นั่นคือทั้งหมดมีเกราะใช้แน่นอน จะไส่็ก็ได้ไม่็ก็ได้ตามความเหมาะสม ผมคิดว่าศาสตร์ด้านการทหารของสยามในยุคพระองค์ท่านไม่เป็นรองใครทั้งยุโรปและเอเซีย นักการทหารที่ยิ่งใหญ่อย่างอย่างพระองค์ท่านมองเกมขาดล่วงหน้าเป็น ๑๐๐ ปี ทำไมจะมองความเหมาะสมของการใช้เกราะไม่ได้














Name : คนกวาดมูลช้าง [ IP : 202.151.4.24 ]

วันที่: 23 ธันวาคม 2552 / 13:55
ความคิดเห็นที่ 344
ตอบ คห.344
เรื่องที่ว่ารัฐบาลฮิเดโยชิสนับสนุนกองโจรสลัดปล้นสะดมจีนนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ผมเรียนตามตรงว่าไม่ทราบครับ แต่จากพฤติกรรมแล้วก็อาจเป็นไปได้ทีเดียว เพราะปัญหาโจรสลัดญี่ปุ่นที่ปล้นสะดมชายฝั่งทะเลจีนนั้น มิได้เพิ่งมีในสมัยฮิเดโยชิ หากแต่ย้อนกลับไปตอนปลายสมัยรัฐบาลตระกูลอาชิกางะแล้วครับ 
เพราะเรื่องราวที่หลายท่านอาจจะไม่ทราบก็คือว่า เมื่อเดิมมานั้น ญี่ปุ่นส่งราชบรรณาการให้กับราชสำนักหมิงมาก่อน ด้วยความเกรงกลัวในอำนาจกองเรือรบอันเกรียงไกรนั่นล่ะครับ แต่ต่อมาราชสำนักหมิงยกเลิกให้ความสำคัญด้านการเดินเรือและการป้องกันชายฝั่งลงไปมาก เพราะต้องไปรับศึกมองโกลที่ยังคงบุกเข้ามาจากทางตะวันตกอยู่เนืองๆ เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นไม่เกรงกลัวจีนอีกแล้ว ซึ่งนอกจากจะละเว้นการส่งบรรณาการให้แล้ว พวกไดเมียวในเขตชายฝั่งตะวันตก ได้รวมมือกับพวกโจรสลัด และโรนิน (ซามูไรไร้สังกัด) ที่ลี้ภัยสงครามออกมาร่วมด้วยช่วยปล้นกับเขาอีกต่างหาก จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิงทีเดียวครับ เพราะพวกโจรสลัดมิได้ปล้นเฉพาะเรือสินค้าหรือเรือหลวง แต่พี่แกเล่นยกทัพบุกขึ้นฝั่งไปฉุดคร่าชาวบ้านมาเป็นทาสกันเลยล่ะครับ โดยเส้นทางการโจมตีของพวกโจรสลัดญี่ปุ่นนั้นครอบคลุมตั้งแต่แนวชายฝั่งทะเลเหลือง ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดติดกับเกาหลี เรื่อยลงมาจนถึงชายฝั่งทะเลฮกเกี้ยนโน่นเลย ชนิดที่ว่ากันง่ายๆคือ "ปูพรมปล้น" กันเลยครับ
จนกระทั่งรัชศกวั่นลี่ (รัชกาลจักรพรรดิหมิงเสินจง) ราชสำนักจึงส่งแม่ทัพใหญ่สองคนนาม "ชีจี้กวง" และ "อวี๋ต้าโหย่ว"มาปราบกองโจรสลัดญี่ปุ่นพวกนี้ ซึ่งต้องเวลากว่าสิบปีถึงจะกำราบหมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง ส่วนคราวที่ฮิเดโยชิประกาศศึกกับจีนและเกาหลีนั้น ก็อีกหลายสิบปีหลังจากนั้นครับผม
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 125.25.197.11 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 ธันวาคม 2552 / 01:32
ความคิดเห็นที่ 343(จากตอนที่ 61)
อยากให้เล่าเรื่อง กองทัพโจรสลัดญี่ปุ่นที่บุกจีนในสมัยหมิงนะครับ จริงหรือที่รัฐบาลโทโยโทมิ สนับสนุนกองโจรสลัดให้กวาดปล้นจีน แล้วนำส่วนแบ่งมาแบ่งกับรัฐบาลฮิเดโยชิ
Name : jin [ IP : 203.131.210.3 ]

วันที่: 17 ธันวาคม 2552 / 13:25
ความคิดเห็นที่ 342(จากตอนที่ 61)
แหกม กว่าจาเขียน รอน้านนานโน๊ะ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.122.11.218 ]

วันที่: 15 ธันวาคม 2552 / 22:14
ความคิดเห็นที่ 341(จากตอนที่ 20)
เขมรไม่ใช่ขอม พวกอพยพจนกลืนเมือง
Name : ลูกน้องตองเจ [ IP : 222.123.202.218 ]

วันที่: 14 ธันวาคม 2552 / 11:02
ความคิดเห็นที่ 340(จากตอนที่ 17)
นักรบมันทำไมหน้าใสจัง ยังกะสตรี แต่จิตใจหยังกะยักษ์มาร
Name : ลูกน้องตองเจ [ IP : 222.123.202.218 ]

วันที่: 14 ธันวาคม 2552 / 11:00
ความคิดเห็นที่ 339(จากตอนที่ 15)
ขี้ข้าหลายแผ่นดินนี้มีทหารด้วยรึ
Name : ลูกน้องตองเจ [ IP : 222.123.202.218 ]

วันที่: 14 ธันวาคม 2552 / 10:58
ความคิดเห็นที่ 338(จากตอนที่ 44)
ขออนุญาตเพิ่มเติม ของไทยเราก็ติดปืนใหญ่บนหลังช้างเช่นกันนะครับ ต่อมาติดปืนgatlingในสงครามปราบฮ่อด้วย
Name : ratice < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ratice [ IP : 222.123.164.208 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 ธันวาคม 2552 / 00:04
ความคิดเห็นที่ 337

ไม่เป็นไรหรอกท่านติมูร์ข่าน ข้อมูลนะ ยิ่งมี ยิ่งหา ยิ่งมาหลายๆด้านนั้นดีออก แบ่งๆกระจายความรู้กันไปได้ประโยชน์ ของท่านเองก็อ่านสนุก เกร็ดน้อยเกร็ดเล็กมีมากหลาย ข้าน้อยชอบอกชอบใจนักแล 
----

ปล. นี่ข้าน้อยเจอก็เรื่องบังเอิญแท้ๆ ถ้าไม่ค้นหาข้อมูลเขียนฟิกก็คงไม่เจอดอกท่าน เหอะๆ


PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.18.141 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 ธันวาคม 2552 / 10:11
ความคิดเห็นที่ 336(จากตอนที่ 22)
เหมือนไรหว่า อิอิ
Name : Phu Loopy < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Phu Loopy [ IP : 124.122.115.47 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 ธันวาคม 2552 / 23:01
ความคิดเห็นที่ 335
นี่......เอาภาพมาลงบ้างเสะคร๊าบบบบบบ ฮือๆ โผมก็อยากจาเห็นเหมือนกันน๊า เห็นให้หมด หน้ากากอีก เกราะด้วย เมื่อวานทะเลาะกะเพื่อนก็เรื่องเกราะนี่แหละ ดูถูกกองทัพสยามเหลือเกิ๊น ทนไม่ได้ เอามาให้ผมดูหน่อยสิคร๊าบ นี่ๆผมมีภาพเกราะกับขบวนให้ดูใกล้ๆแบบชัดๆ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=katathorn&month=24-07-2009&group=1&gblog=5
เชิญดูเต็มๆตากับขบวนทัพแบบซูม จะเห็นว่า ทหารสยาม ใช้หอกสั้น เกราะบนช้างน่าจะเกราะนวม ชุดเสนากุฎ แต่ไม่มีดาบพาดตะพายแล่งเลยครับ ข้อนี้สงสัยอยู่
Name : ยกสยาม [ IP : 124.122.47.53 ]

วันที่: 2 ธันวาคม 2552 / 19:19
ความคิดเห็นที่ 334
ตอบ น้องมิลินท์
-------------- เสื้อเสนากุฎเป็นชุดทหารองครักษ์อย่างหนึ่งครับ และพี่ก็เคยเห็นของจริงมาแล้ว ซึ่งเป็นชุดพิมพ์ลายเกราะอย่างจีนเท่านั้นเอง แต่พี่ก็เคยเห็นภาพสลักทหารในชุดเสนากุฎจากบานประตูวัดแห่งหนึ่งแล้ว (ขออภัย จำชื่อวัดไม่ได้ครับ) เห็นได้ชัดว่า ชุดส่วนกรองคอและหัวไหล่นั้น ดูเหมือนจะ "ลอย" ออกมา คือแยกอิสระออกมาจากตัวชุดทีเดียว ดังนั้น พี่เชื่อว่าเสื้อเสนากุฎแบบเดิมนั้นน่าจะเป็นชุดเกราะอย่างหนึ่งครับ
ตอบ คุณธรรมคุณาอลังการ
------------- นับว่าข้อมูลที่คุณนำมาเสนอร่วมด้วยช่วยกันนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งทีเดียวครับ แต่ผมก็มีข้อเสนอแนะในเรื่องเกราะโซ่ถักเสียหน่อยครับ คือในสมัยโบราณนั้น นักรบจะต้องฝึกอาวุธทั้งที่อยู่ในชุดเกราะด้วยนะครับ คือเพื่อฝึกให้นักรบมีความคุ้นชินกับน้ำหนักของเกราะต้องสวมนั่นเอง อย่างในกรณีอัศวินยุโรปนั้นชัดเจนมากครับ เพราะผมพบว่าอัศวินจะต้องฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้เกราะเหล็กที่หนักกว่า 20-30 กิโลกรัม ซึ่งฝึกแม้กระทั่งการดึงข้อบาร์เดี่ยว หรือโหนแถวบาร์ ด้วยมือเพียงสองข้างเท่านั้น แบบฝึกทหารในปัจจุบันนี้นั่นล่ะครับ ซึ่งผมก็เชื่อแน่นอนว่า การฝึกเช่นนี้ ย่อมต้องใช้เวลาฝึกฝนและใช้ความอดทนสูงมาก 
------------- ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมข้อสำคัญประการหนึ่งนะครับคุณธรรมฯ นักรบสมัยก่อนเป็นนักรบอาชีพจริงๆ คือถูกฝึกมาให้รบโดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นคนธรรมดาที่ฝึกอาวุธตอนว่างๆ เป็นกีฬาหรืองานอดิเรกอย่างคุณและผม ซึ่งเมื่อฝึกเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปทำมาหากินตามอาชีพหลัก หรือนอนตีพุงดูหนังสบายใจเฉิบๆ ดังนั้น การที่คุณธรรมฯบอกว่าไม่คุ้นกับน้ำหนักเกราะโซ่ถักนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร และลองสังเกตดูสิครับ ศิลปะวิชายุทธด้านอาวุธโบราณทั้งหลายในปัจจุบัน (ยกเว้นเคนโด้) มิได้มีการสวมเกราะฝึกร่วมแต่อย่างใดอีกแล้วครับ 
------------ ส่วนตัวของผมเองน่ะครับ ผมมีหมวกทรงประพาสที่สั่งทำจากเหล็กใบหนึ่ง ซึ่งเพิ่งได้มาหมาดๆนี่เองครับ บอกตรงๆ...ใส่แล้วยังปวดกบาลกับปวดต้นคอเสียจริงๆ เพราะน้ำหนักมันมากเอาเรื่อง และผมก็มาลองถือดาบลองออกท่าทางต่างๆ แรกๆก็เขอะๆเขินๆหน่อย เพราะใบดาบหรือไม่ก็มือเราไปโดนยอดหมวกเข้าทุกที จนตอนนี้ก็เริ่มจะคุ้นทางบ้างแล้วล่ะครับ (เพราะอย่างที่ผมบอกไงครับ ทุกวันนี้เราฝึกดาบแค่ตัวเปล่าๆ ไม่ได้สวมเกราะฝึกอย่างเมื่อก่อนแล้ว) 
------------ อ้อ เกือบลืมไป ผมว่าเกราะโซ่ถักหรือเกราะเหล็กนั้น น่าจะจำกัดวงการใช้งานกับพวกทหารอาวุธหนักอย่าง กองทหารองครักษ์ กองทหารม้า หรือกองทหารช้างมากกว่า เพราะทหารพวกนี้ นอกจากจะเป็นกองทหารประจำการที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว นายเขาเลี้ยงไว้และซื้อเกราะกับอาวุธมาให้ต่างหากอยู่แล้วครับ (เว้นแต่พวกไพร่ในสังกัดที่ต้องหาอาวุธกันเอาเอง)  
------------- ส่วนเกราะนวมนั้น มิใช่เกราะผ้าล้วนๆนะครับ แต่เป็นเกราะหนังต่างหากครับผม เพราะในจดหมายของสมเด็จกรมพระนริศฯที่มีถึงพระยาอนุมานราชธน ก็บอกไว้ว่าเป็นชุดเกราะหนัง แต่ยัดนุ่นบุนวมไว้ข้างใน เพื่อมิให้ผู้สวมใส่รู้สึกกระด้างเนื้อตัว และสำหรับหน้ากากศึกนั้น ผมทราบมานานแล้ว และก็อยากรู้มากกว่านี้จริงๆครับ ถ้าคุณพอมีแบบภาพร่างคร่าวๆ ก็ไหว้วานส่งแบบมาให้ผมหน่อยเถิดครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูงทีเดียว
ตอบ คนเลี้ยงม้า
-------------- ต้องขออภัยจริงๆครับ ผมอ่านข้อมูลมาผิดจริงๆด้วย ซึ่งม้ามองโกลสูงเพียง 13 - 13 ฝ่ามือครึ่ง คือไม่เกิน 130 ซม.นั่นล่ะครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 125.25.203.61 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 ธันวาคม 2552 / 12:08
ความคิดเห็นที่ 333(จากตอนที่ 43)
ม้ามองโกลที่จริงสูงเพียง120ซม.เองคุณไปเอาข้อมูลมาจากไหน
Name : คนเลี้ยงม้า [ IP : 61.19.69.2 ]

วันที่: 2 ธันวาคม 2552 / 10:12
ความคิดเห็นที่ 332(จากตอนที่ 41)
.....สยามมีความเจริญรุ่งเรือง ต่างชาติมาติดต่อค้าขาย เดินทางผ่านมาก

ก็ไม่แปลก ที่จะมีอาวุธยุทฌธปกรณ์

ฝรั่งโปรตุเกส ฮอลันดา ติดต่อค้าขายกับเราเยอะครับ

เปอเซียร์ก็เช่นกัน ในสยามมีเกราะเปอเซีย เกราะแบบตาข่ายนั้นแหละ

เกราะเหล็กเรามีครับ(แต่ไม่เหมือนเกราะในหนังตำนานพระนเรศวร นั้นเขาแฟนตาซี)

แต่ ..ก็ต้องมาพิจารณากันด้วย ว่าเหมาะที่จะใส่หรือเปล่า

ไม่ว่าในเรื่อง ขนาดตัว สภาพภูมิอากาศ(ร้อน) สภาพภูมิประเทศ(หากฝนตก มิจมโคลนฤา) วิชาอาวุธ

.....แล้วถ้าพิจารณาถึงกระบวนวิชา การเคลื่อนตัว การใช้อาวุธ แบบเรานั้น

เราเน้นความคล่องตัวสูง เป็นหลัก บางทีการใส่เกราะเหล็ก เช่น เกราะตาข่าย ของเปอเซียร์

นั้นมีน้ำหนักมาก ผมฝึกดาบไทย สูง 187 ซม. ได้มีโอกาสใส่เกราะตาข่ายของเปอเซียร์

ของจริง ที่ค้นพบในสยาม ซึ่งเพียง 2 ส่วน คือตัวเสื้อเกราะ คลุมถึงหัวเข่า และเกราะคล้ายผ้าพันคอ ไว้ป้องกันคอ

มันหนักมากครับ แทบจะเคลื่อนตัวไม่ได้เลย

ดังนั้นในความคิดผม ถ้าเป็นผม ผมไม่คิดใส่เกราะตาข่ายออกศึก

.....เสื้อขนอบหรือเสื้อสักยันต์ มีแน่ๆครับ

กรองคอ ลักศณะสามเหลี่ยม ทำจากหนังสัตว์

.....หากจะกล่าวถึงเกราะเท่ๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้รู้

น่าจะเรียกว่า "เกราะนวม" ศิลปะแบบไทยๆ ไม่ใช่เหล็ก เป็นผ้า ผมเคยได้ยินว่ามีน้อยตัว อยู่ในวังกระมัง

นักรบสยามก็มีหน้ากากใส่ ลายวิจิตรด้วยนะ ขอบอก
Name : ธรรมคุณาลังการ [ IP : 158.108.12.46 ]

วันที่: 1 ธันวาคม 2552 / 20:09
ความคิดเห็นที่ 331(จากตอนที่ 2)
คุณค่าที่น่ายกย่องจิงขอรับ
Name : 1Oseris < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ 1Oseris [ IP : 125.26.87.151 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 / 23:45
ความคิดเห็นที่ 330
ขอบพระคุณครับ พี่ๆรู้จักชุดเสนากุฏไหมอ่ะครับ (พิมพ์ถูกป่าวหว่า) ที่เป็นชุดแนวจีนน่ะครับ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.93.114 ]

วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 / 21:51
ความคิดเห็นที่ 329
ตอบ คห. 327
คติที่น้องอ้างมานั้น มาจากคติธรรมในเรื่องมหาภารตะยุทธครับ ที่มีปรากฏว่า
1.นักรบแต่ละเหล่าจะต้องรบกับฝ่ายศัตรูที่เป็นเหล่าเดียวกันกับตนเท่านั้น คือ ทัพม้าต้องรบกับทัพม้า ทัพช้างต้องรบกับทัพช้าง และทัพรถศึกก็ต้องรบกับทัพรถศึก
2.การศึกสงครามจะเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ทอแสงจนถึงอาทิตย์ยอแสง จากนั้นจึงให้เลิกแล้วต่อกัน เพื่อให้ทหารทั้งสองฝ่ายได้พักผ่อนรักษาตัว ห้ามทำการรบในเวลากลางคืนเด็ดขาด และรอเวลามารบกันใหม่ในรุ่งเช้า
3. ห้ามนักรบทำร้ายรังแกเชลยศึก รวมถึงผู้หญิง เด็ก และคนชราโดยเด็ดขาด
แต่อย่างไรก็ตาม คตินี้ก็ไม่ได้เป็นยอมรับปฏิบัติกันจริงๆหรอกครับ เพราะในการรบจริงๆคือการเผด็จศึกให้ได้โดยเร็วที่สุดนั่นเอง การจะมาแบ่งเหล่ารบกันก็เป็นเรื่องของอุดมคติไปแล้ว  เพราะไม่เช่นนั้น ทัพช้างเขาจะมีกององครักษ์เดินเท้าพิทักษ์เจ้าเหนือหัวต่างหากทำไมล่ะครับ อย่างจตุลังคบาทนั่นประไรล่ะน่ะ ซึ่งเราเข้าใจผิดว่ามีกันเพียง ๔ คน แต่จริงๆแล้วมี ๘ นายนะครับ คือขาช้างข้างหนึ่งก็จะมีจตุลังคบาทสองคน คนในถือดาบ คนนอกถือทวนและโล่ และแต่ละนายมีทหารในสังกัด ๕๐๐ นาย เบ็ดเสร็จรวมกันได้ ๘,๐๐๐ นายเข้าไปแล้วล่ะครับ และในมนูญธรรมศาสตร์ ก็ยังมีบทบัญญัติเรื่องบำเหน็จศึกไว้ว่า หากพล (พลราบนี่แหละนะ) สังหารนายช้าง (พลช้าง) จะได้รางวัลบำเหน็จศึกแต่งตั้งเป็นนายช้าง ดังนั้น เรื่องที่ว่าไม่มีการทำร้ายพลช้างในสนามรบ จึงไม่เป็นความจริงแต่ประการใดครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.62.67 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 / 13:36
ความคิดเห็นที่ 328
ตอบน้องมิลินท์
เรื่องรายละเอียดในการบรรยายชนิดกองทหารในสนามรบ ตามแต่เอกสารประวัติศาสตร์ทางทหารนั้น ขึ้นอยู่กับคนเขียนและประเทศนั้นๆเป็นหลักครับ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นสงครามครั้งสำคัญจริงๆ อย่างยุทธการปราบทัพม้าเหล็กจินของแม่ทัพหยูเฟย (งักฮุย) ที่ใช้พลง้าวกับพลขวานไปไล่สับขาม้าศึก หรือยุทธการเครซี่ ที่กองทัพอังกฤษใช้ธนูยาวระดมยิงทัพม้าอัศวินฝรั่งเศสเสียแหลกยับเยินไปเช่นนั้นนั่นเอง อย่างพี่ไทยเราก็หวังยากครับ เพราะเอกสารทางประวัติศาสตร์ของไทยมีแต่ "พงศาวดาร" เท่านั้น ซึ่งก็ๆรู้กันอยู่ครับว่าเป็นเรื่องของกษัตริย์และราชวงศ์เป็นหลักใหญ่ พวกขุนทหารและไพร่ทั้งหลายไม่มีสิทธิ์แจมกับเขาหรอกครับ
 ส่วนพอจะขยักเว้นไว้ได้ก็เห็นจะมีแต่ตำนานและพงศาวดารทางล้านนา ที่พอจะดูมีสีสันกว่า เพราะไม่ได้บันทึกเรื่องราวของกษัตริย์อย่างเดียว หากแต่ยังมีเรื่องราวของขุนศึกที่เป็นราษฎร หรือชาวรากหญ้าอย่างเราๆ เช่นขุนศึกนามว่า "นายเพ็ดยศ" แต่ขอบอกก่อนนะครับว่า นายเพ็ดยศคนนี้ยังเป็น "เด็กชาย" อยู่นะครับ และถึงจะเป็นเด็กชาย นาเพ็ดยศได้ก่อวีรกรรมกล้าอันเป็นเลื่องลือในประวัติศาสตร์นครเชียงใหม่ก็คือ การนำพลพรรครักเอยอายุตั้งแต่ ๑๖ - ๓๐ เพียง ๒๐๐ คน บุกปล้นค่ายทัพพญาไสเลอไท (ไสลือไท - กษัตริย์สุโขทัยที่ทำการดัดแปลงอักษรลายสือไทยนั่นแหละครับ) ที่ยกทัพมาล้อมตีเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับนำหัวทหารสุโขทัยมาถวายแด่พญาสามฝั่งแกน กษัตริย์เชียงใหม่ในเวลานั้นอยู่ทุกวัน พญาสามฝั่งแกนจึงทรงแต่งตั้งให้นายเพ็ดยศให้ขึ้นเป็นพระยา และเพราะความที่นายเพ็ดยศยังเป็นเด็กชายอยู่ (ซึ่งพงศาวดารล้านนาก็ไม่ได้บอกว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่ตามธรรมเนียมโบราณแล้ว เราจะถือว่าผู้ชายพ้นวัยเด็กเมื่ออายุ ๒๐ ปีแล้ว ดังนั้น นายเพ็ดยศน่าจะอายุราวๆ ๑๕ - ๑๙ ปีเท่านั้น) พญาสามฝั่งแกนจึงสถาปนาตำแหน่ง "พระยาเด็กชาย" ให้เป็นตำแหน่งศักดินาขุนศึกทะลวงฟันในกองทัพล้านนามานับแต่นั้น ซึ่งถ้าน้องมิลินท์มีโอกาสได้อ่านพงศาวดารล้านนาและเจอขุนศึกที่มีคำว่า "เด็ก" อยู่ในชื่อแล้ว รู้ไว้เถิดครับ หมอนี่ไม่ธรรมดา
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเวลาแม่ทัพขี่ม้าหรือช้างลุยดะเข้าไปในสนามรบถึงไม่เป็นอะไร ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า 
1.แม่ทัพใหญ่เขาไม่ขี่ม้าออกนำหน้าทัพเดี่ยวๆหรอก มีแต่พวกนายกองประจำกอง หรือหัวหมู่ประจำแถวเท่านั้นแหละที่จะอยู่แนวหน้าจริงๆ และต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพหน้าแล้ว เขาก็อยู่ยังใจกลางทัพหน้าอยู่ดีนั่นแหละครับ เขาไม่บ้าจี้ขี่ม้าขี่ช้างชูดาบร้องเย้วๆกันหรอกครับ มีหวังได้โดนสอยก่อนพวกน่ะสิ แต่ยกเว้นไว้กับสมเด็จพระนเรศวรฯเถอะครับ เพราะคราวศึกทุ่งป่าโมกข์นั้น พระองค์และพระเอกาทศรถทรงเสด็จนำทัพเรือมาโอบตีทัพพม่า ปรากฏว่ายิงยันกันไปมาไม่ได้ความ ทั้งสองพระองค์จึงชักพระแสงดาบกระโจนลงจากเรือ บุกนำไพร่พลขึ้นฝั่งด้วยพระองค์เองเลยครับ เพราะเหตุนี้ ฝ่ายพม่าจึงกลัวและขยาดพระนเรศวรอย่างกับอะไรดี  
2.การใช้อาวุธยิงนั้น เขาจะใช้ตอนเริ่มศึกเท่านั้นครับ พอถึงเวลาเข้าประจัญบานกันแล้ว ก็จึงหมดหน้าที่ของพลยิง หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้อาวุธสั้นเข้าประจัญบานร่วมกับทหารหน่วยอื่นๆ เพราะถ้ายังทะลึ่งระดมยิงต่อไป เดี๋ยวมันจะโดนกันเองครับ เพราะฉะนั้น พวกแม่ทัพที่ขี่ม้าขี่ช้างลุยนำเข้าไปจึงรอดตัวด้วยประการฉะนี้
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.62.67 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 / 13:30
ความคิดเห็นที่ 327
ผมเคยได้ยินมาจากคนเก่าคนแก่ว่า เวลารบในสมัยกรุงศรีของไทยกับพม่า มีธรรมเนียนอยู่อย่างหนึ่งระหว่างไทยกับพม่าคือ ห้ามพลเดินเท้าทำร้ายคนที่ขี่ช้าง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ขี่ช้างด้วยกันให้สู้กันเอง ประเภนีนี้รับจากอินเดีย
Name : dki [ IP : 125.25.251.49 ]

วันที่: 29 พฤศจิกายน 2552 / 00:23
ความคิดเห็นที่ 326
ขอบพระคุณครับ พี่ครับ คำมสุดท้ายผมคงถามไม่กระจ่าง ขออภัยๆ ขอลองถามอีกครั้งครับ คือ ผมสงสัยว่า ทำไมเวลาการรบ เรื่องราวส่วนใหญ่มักกล่าวถึงแต่ชื่อแม่ทัพ ว่ารบชนะ ไม่ค่อยกล่าวถึงว่า กองทัพของ....ใช้พลหอกลุย ปะทะ ทหารดาบ หอกยาวกว่าแทงดาบตาย กลายเป้นชื่อแม่ทัพซะงั้น แล้วแม่ทัพไทย หรือนานาประเทศเวลาขี่ม้าลุย
ไม่มีโดนธนู หอกเสียบ ปืนใส่ บ้างเหรอครับกษัตริย์แต่ละพระองค์ ขี่ช้างอยู่ ห่าธนู ปืนไฟ ?? คงไม่บอกว่าหนังเหนียวนะ
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.90.246 ]

วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 / 22:29
ความคิดเห็นที่ 325
ตอบน้องมิลินท์
เรื่องค่ายกลทัพจีนนั้น เป็นเรื่องการทหารโบราณที่พี่ยังงงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะข้อมูลในบ้านเรามีน้อยมากครับ ส่วนมากก็จะเป็นข้อมูลผลุบๆโผล่ๆจากการ์ตูนไม่ก็ภาพยนตร์ แต่หารายละเอียดที่เป็นตำรา (ที่แปลเป็นไทยแล้ว) ไม่มีเอาเสียเลย แต่เราพออนุมานได้ว่า ค่ายกลนั้นก็คือกระบวนรบดีๆนี่แหละครับ เพียงแต่มีความซับซ้อนมากกว่า เพื่อใช้หลอกล่อและลวงตาศัตรูในสนามรบ 
ส่วนสาเหตุที่กระบวนรบทำนองค่ายกลไม่เป็นที่นิยมในยุคหลังๆ เพราะความซับซ้อนของมันนั่นแหละครับ ซึ่งเนื้อความตามตำราพิชัยสงครามซุนจื่อได้บัญญัติเอาไว้ว่า การที่จะรวมหูและตาของไพร่พลเอาไว้ได้ก็คือธงและกลองศึก กล่าวคือในกรณี หากทัศนะสนามรบปลอดโปร่ง สิ่งที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์สั่งการได้ชัดเจนที่สุดก็คือธงรบ แต่ถ้าทัศนะขมุกขมัวไม่ชัดเจน สิ่งที่จะใช้แทนธงคือกลองศึกหรือแตร ซึ่งเสียงสัญญาณเหล่านี้จะต้องถูกพัฒนาเป็นสัญญาณเฉพาะ เพื่อมิให้ไพร่พลหลงเสียงกับสัญญาณฝ่ายศัตรูได้ น้องมิลินก็ลองคิดดูสิครับว่า การฝึกทหารสมัยโบราณยากเย็นขนาดไหน แล้วยังจะกระบวนรบค่ายกลที่สุดแสนจะซับซ้อนอีก ย่อมต้องใช้เวลาในการฝึกนานเป็นสถานประมาณ และอาจจะทำให้ฝึกฝนทหารได้ไม่ทันใช้รบกันพอดี โดยเฉพาะการรบกับเผ่าเร่ร่อนที่ขึ้นชื่อเรื่องทัพม้าที่แข็งแกร่งทีสุดในแผ่นดินด้วยแล้ว การจะใช้ให้ทหารราบมาถือโล่แปรขบวนไปมา ก็ไม่ทันกินพวกเผ่าเร่ร่อนหรอกครับ เหนื่อยตายกลางทะเลทรายกันพอดี
 ส่วนเรื่องอภินิหารความเก่งกาจของขงเบ้งนั้น น้องมิลินอย่าได้ถือเป็นจริงจังเลยครับ เพราะขงเบ้งตัวจริงในประวัติศาสตร์ "ไม่เคยรบใครชนะซักครั้ง" ครับ ทำได้ดีที่สุดก็สังหารหมู่ชาวอวี๋คราวบุกแดนใต้เท่านั้น คิดแล้วก็น่าขำนะครับ ที่คนเราทุกวันนี้หลงไหว้อยู่เป็นวรรคเป็นเวร ทั้งๆที่สามก๊กฉบับที่แพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับเล่นงิ้ว ที่พวกแมนจูใช้มอมเมาชาวจีนมากว่า 400 ปีแล้ว หาใช่ประวัติศาสตร์สามก๊กของจริงไม่
สำหรับเรื่องขวัญกำลังใจททหารนั้น นับว่าเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนมากครับน้องมิลิน ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูตอนที่ตำรวจสลายการชุมนุมครั้งต่างๆสิครับ ลำพังเสียงปืนปังเดียวก็แทบถอยกันกราวรูดแล้ว และเราลองย้อนกลับไปในอดีตสิครับ ทหารส่วนใหญ่คือชาวนาที่ถูกเรียกเกณฑ์มารบ นานๆทีจะถูกเรียกไปฝึกทหารที จึงมีแต่จิตมีแต่ใจที่อยากจะกลับบ้านไปหาลูกหาเมียเป็นหลักทั้งนั้น  ขวัญกำลังใจพวกเขาย่อมสู้ทหารประจำการหรือทหารรับจ้างไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับ หรืออย่ากระนั้นเลย พวกทหารที่ไปรบตามชายแดนทั้งหลายที่พี่ได้ฟังเรื่องราวของพวกเขาแล้ว บอกตรงๆว่าคนละอารมณ์กับในละครเลยนะครับ ทำนองว่า "ถ้าไม่เคยรบ ย่อมไม่รู้จักการรบ"
คำถามสุดท้ายคือเรื่องกระบวนทัพนั้น เอาง่ายๆครับ หนังเขาทำเพื่อความบันเทิงเป็นหลักใหญ่ สาระเนื้อหาไม่ค่อยลงมากนัก แต่ในการรบจริงๆ เขาจะใช้ทหารราบเบาอย่างพวกไพร่ที่ถูกเรียกเกณฑ์มาเป็นกองหน้าสุดครับ ส่วนพวกทหารอาวุธหนักที่ชำนาญการรบ จะให้อยู่เป็นกองหนุนนะครับ ทำนองว่า พวกน้องใหม่ไปก่อน เดี๋ยวรุ่นพี่ตามไป เพราะหลักการรบนั้น การถนอมกำลังพลเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะพวกทหารแกร่งๆที่มีประสบการณ์ในสนามรบมากๆนั้น เขาไม่ค่อยให้ออกรบก่อนหรอกครับ เพราะกว่าจะฝึกมาได้ขนาดนี้ต้องใช้ทุนและกำลังคนมิใช่น้อย ให้ออกรบบ่อยๆ เดี๋ยวจะเสียกำลังไปเปล่าๆ เหลือแต่พวกหน้าใหม่รบไม่เป็น ถึงคราวคับขันก็ซวยตายเอาสิครับ ว่ากันง่ายๆงี้เลย เพราะฉะนั้น ในการรบจริงๆ เขาจะให้พวกมือใหม่ลุยก่อน แต่ถ้าสถานการณ์คับขันจำเป็นจริงๆ พวกมือเก๋าเกมส์ถึงจะลงสนามนั่นเอง
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.23.232 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 / 18:02
ความคิดเห็นที่ 324
ครับท่านพี่ พี่ครับ คำถาม1 ผมสังสัยมานานเกี่ยวกับค่ายกลน่ะครับ อย่างค่ายประตูแปดทิศที่ขงเบ้งทำเนี่ย ถ้าผมไม่เอาม้าบุกเข้าไปแต่ สมมุติว่า เอาธนูยิงสวนกลับหรือ นำทหารเข้าล้อมแทน เพราะแม่ทัพทุกคนก้น่าจามีความรู้กันดีแล้วถ้ามันไม่ตามแผนง่ะ ค่ายกลไม่เสียเลยหรอครับ คำถาม2 ในสงครามส่วนใหญ่ทำไมเวลากล่าวจะกล่าวถึงแต่แม่ทัพพอตายปุ๊บก้ถอย ความสามารถของทหารเลวไม่มีเลยหรอครับ แบบทหารทัพนี้ฝึกมาดี เพราะฟังดูแล้วเหมือนเอาแม่ทัพมาตีกันส่วนทหารตายเป็นใบไม้ร่วงแบบเกม warrior dynasty แล้วการจัดแบบพลธนูอยู่หน้าพลหอกข้างหลัง พลดาบอยู่ขนาบขวา ซ้ายไม่เคยเห็นเลย เห็นรบทีก็พลราบ พลม้า กรูเข้ากระทืบลูกเดียว จึงเรียนข้อสงสัยมา ณ ที่นี้
Name : มิลินแห่งสยาม [ IP : 124.121.95.215 ]

วันที่: 26 พฤศจิกายน 2552 / 23:07
ความคิดเห็นที่ 323
ตอบ คห.น้องมิลิน
เรื่องเกราะไทยนั้น พูดไปก็ทำใจลำบากครับ เพราะเรามีเพียงหลักฐานที่เป็นเอกสารเท่านั้น ที่เป็นชิ้นเป็นอัน เจ้าของเขาก็ไม่ให้ดูกันง่ายๆหรอกครับ ส่วนจะพูดจากันยังไงกับพวกที่ไม่เชื่อว่ามี ก็ช่างหัวเขาเถอะครับ แต่ก็ให้นึกขำๆว่า ถ้าเมืองไทยเรามีกองทัพอมตะหนังเหนียวพรรค์นั้นจริงๆ เราคงพิชิตทั้งพม่าทั้งเวียดนามไปแล้ว แถมรบกันแต่ละครั้งก็ไม่ต้องเกณฑ์พลไปเป็นหมื่นเป็นแสนไปรบหรอก จริงไหมครับ?
ส่วนเรื่องเกราะไทยที่ให้ช่างฝรั่งเขาตีใหม่น่ะ พี่รู้และเห็นนานแล้ว แต่ไม่ขอบอกก็แล้วกันนะครับ ว่าเป็นเกราะของใคร
ตอบ คห.jonisporn yayimsinri
ขอกล่าวก่อนว่า การที่ออตโตมานเสื่อมอำนาจลง ส่งผลสำคัญต่อชาติยุโรปอย่างยิ่งยวดทีเดียวครับ เพราะการที่ชาติยุโรปได้ที่เข้ายึดครองดินแดนในอียิปต์และตะวันออกกลางนั้น เหล่าชาติยุโรปต่างร่วมมือกันขุดคลองสุเอซเพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ย่นระยะการเดินทางไปเอเชียจากเดิมที่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปที่แอฟริกาใต้ถึง 4,000 ไมล์เลยทีเดียว แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่ชาติยุโรปจะค้นพบแหล่งพลังงานสำคัญคือแหล่งปิโตรเลียมหรือน้ำมันในตะวันออกกลางนั่นล่ะครับ...ซึ่งเพราะการค้นพบน้ำมันในตะวันออกกลางนี่ล่ะครับ ที่เป็นต้นเหตุให้โลกอาหรับมุสลิมยังคงวุ่นวายจนถึงบัดนี้นั่นแล...
ตอบ คห.yimasa
เรื่องสงคราม 7 ปีนั้นมีสองช่วงจริงๆครับ แต่สงครามระหว่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่นนั้นเรียกอีกชื่อว่า "สงครามอินจิม" (Injim war) ครับผม ส่วนสงคราม 7 ปีในยุคหลังนั้น เป็นสงครามชิงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ใน 3 ทวีปของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างแข่งขันกันสร้างอาณานิคมในเอเชีย (อินเดีย) อเมริกาเหนือ รวมถึงการรบในภาคพื้นทวีปยุโรปอีกต่างหาก แต่สุดท้ายผู้ได้ชัยชนะเด็ดขาดในสงคราม 7 ปีนั้นก็เป็นของอังกฤษครับ อันส่งผลให้อังกฤษกลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลกโดยเด็ดขาดมานับแต่นั้น จวบจนการอุบัติขึ้นมาของจักรวรรดินิยมอเมริกาโน่นล่ะครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 125.25.207.221 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤศจิกายน 2552 / 13:15
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 , 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>