นิยาย ตำนานศาสตราวุธ
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 , 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>
ความคิดเห็นที่ 374

ตอบ คุณขุนกำแหง
แหม ดูท่าคุณกับผมคงมีบาปบุญและเวรกรรมร่วมกันมาแต่ครั้งกระโน้นกระมัง ถึงได้แสดงความสิเน่หามาเยือนผมและโพทนาเรื่องของผมในบอร์ดเสียยกใหญ่ทีเดียว
เอาล่ะครับ เข้าเรื่องที่คุณมาท้วงผมไว้ดีกว่า
ประการแรก ผมขอบอกว่าผมไม่ได้ด่าบรรพชนไทย เพราะผมก็คนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ผมต้องการชี้ถึงความบกพร่องของบรรพบุรุษ เพื่อให้ลูกหลานได้จดจำและเรียนรู้เอาไว้ จะได้ไม่ต้องเกิดเหตุ "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"
ส่วนเรื่องวิชาอาคมของขลังน่ะ ผมเชื่อครับว่ามีจริง ไม่ได้ว่าไม่มี แต่ผมถามว่า ถ้าเรื่องแบบนี้มันสำคัญมากถึงเพียงนั้น ทำไมพระเจ้าอยู่หัว ร.๑ สั่งริบของขลังทหารทั้งทัพแล้วเอาไปเผาประจานที่หน้าทัพล่ะครับ?
ถ้าคุณจะว่าผมเขียนบทความไม่เข้าท่า ผมก็ว่าคุณอ่านไม่ละเอียดพอกันนั่นล่ะนะ...
ส่วนเรื่องความเสื่อมของกรุงศรีอยุธยานั้น ผมยอมรับโดยดุษฎีตามที่คุณว่านั่นล่ะครับ แถมเผอิญว่าผมเพิ่งได้อ่านหนังสือพม่ารบไทย และพม่าอ่านไทยของ ดร.สุเนตรเมื่อเร็วๆนี้เอง ทำให้ผมทราบได้ในที่สุดว่า ความพ่ายแพ้ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นความอ่อนแอด้านการวางยุทธศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาเป็นหลักใหญ่ครับ เพราะในพงศาวดารพม่าอย่างมานานมหายาสะวินดอจี อูกาลามหายาสะวิน และคองบองเซ็ตมหายาสะวิน ล้วนบอกตรงกันว่า กษัตริย์เอกทัศน์ศัสตราธิราช (พระเจ้าเอกทักศน์ของเรานั่นแหละ) ทรงวางแผงการรับศึกพระนครได้อย่างเข้มแข็งมั่นคงมาก ซ้ำกองทัพพระนครศรีอยุธยาก็ตั้งรับการรุกโจมตีของศัตรู จนฝ่ายพม่าไม่อาจเอาชัยได้โดยง่ายเลย แต่เพราะความที่กรุงศรีอยุธยาประมาทย่ามใจว่าน้ำเหนือจะลงมาหนุน จนทำให้ทัพพม่าถอยทัพกลับไป แล้วจึงจะยกทัพออกไปไล่จับเชลยในภายหลังนั่นเอง
แต่การกลับกลายเป็นว่า ฝ่ายพม่าเตรียมการมาพร้อมกว่า คือเพียงแต่ถอยทัพกลับไปที่ดอนเท่านั้น และรอจนน้ำลดแล้วจึงยกทัพกลับมาตีกรุงอีกครั้ง ทำให้ฝ่ายอยุธยาที่กำลังขาแคลนเสบียงเป็นฝ่ายแพ้ไปในที่สุด...
ตกลงว่าข้อมูลที่ผมทราบมา ตรงกับคุณหรือยังครับ?...เอาเป็นว่า ผมจะแก้ข้อมูลให้ใหม่ก็แล้วกันนะครับ
ส่วนเรื่องเมื่อคราวสงครามครูเสดที่คุณเอามาอ้างหักล้างกับผมน่ะ ขอบอกว่า ผมก็ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับเขาหรอกครับ เพราะนโยบายของศาสนจักรในเวลานั้น คือการรวมศาสนจักรโรมันตะวันออกหรือออโธดอกซ์เข้ามาในอำนาจศาสนจักรโรมันตะวันตก...แต่ศาสนจักรโรมันตะวันตกเขาต้องการแพะ ก็เลยโยนให้เป็นความผิดของพวกมุสลิม ทั้งที่ตัวเองมีความแค้นผูกพันกับนิกายออโธดอกซ์มาอย่างยาวนานแล้ว
อีกอย่างนะครับ เรื่องการเปิดศึกระหว่างชนต่างศาสนา ไม่ปรากฏในคำสอนพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่ทราบว่าคุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ?
สรุปแล้ว สงครามครูเสดคือการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่ตัวศาสนาเอง!
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอน้อมขอบคุณสำหรับข้อชี้แนะของคุณก็แล้วกันนะครับ


PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.3.184 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 มกราคม 2553 / 16:35
ความคิดเห็นที่ 373
เน่ พ่อคุณให้มันเบาๆหกน่อยเด๋วเขาได้ปิดบล็อกแล้วผมจาเอาไรหาความรู้เล่า แหม จะศาสนาก็อยู่เรื่องศาสนาสิครับ ผมก็พุทธ ยังไม่เคยทะเลาะกับเขาเลย อย่าให้เรื่องประวัติศาสตร์มาทำให้แตกกันสิ บรรพชนคนไทยเราท่านคงไม่ชอบแน่ ส่วนเรื่องพระเจ้าเอกทัศน์น่ะ ท่านดีร้ายประการใดไม่ทราบแน่เพราะช่วงหลังๆนั้นมีความคิดใหม่เพราะ พงศาวดารช่วงนี้ ถูกเขียนขึ้นในสมัยราชวงจักรีแล้ว เหมือนที่ท่านคนกวาดมูลช้างกล่าวถึง ผมก้ว่าจะไปหาข้อมูลเพิ่มที่ศูนย์หนังสือจุฬาเนี่ย แต่ถ้ายุติกันไม่ได้ต่างคนไปแต่งบล็อกที่ถูกต้องที่สุดเต๊อะ หุหุ จาได้ไปอ่านทุกบล็อกเลย
Name : ยกสยาม [ IP : 124.121.93.182 ]

วันที่: 30 มกราคม 2553 / 16:34
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
ความคิดเห็นที่ 370(จากตอนที่ 57)

เรือฟรีเกตที่วางปืนใหญ่เกิน 2 แถวนั้นไม่ใช้กันทั่วโลกนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นของ"จักรวรรดิสเปน" และ"บริษัทอีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คอมปนีย์" ซึ่งมีเงินและไม้มากพอในการสร้าง (เงินในที่นี้รวมถึงเหล็กและทองเหลืองที่ใช้หล่อปืนใหญ่) 

ส่วนใหญ่เรือที่วางปืนใหญ่ 3 ชั้นซ้อนนั้นไม่ค่อยมีหรอกครับ อย่างที่รู้กันๆก็จะมี แมรี่โรส ของเฮนรี่ที่ 8 แพนดอร่า ของวิกตอเรีย ซึ่งจะเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่เลยทีเดียว


PS.  ข้าจะชิงบัลลังค์คืน โดยที่ไม่ให้เลือดของใครจะต้องหลั่งแม้แต่หยดเดียว
Name : จอมจักรพรรดินโปเลียนมหาราช < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จอมจักรพรรดินโปเลียนมหาราช [ IP : 124.121.128.26 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 มกราคม 2553 / 11:23
ความคิดเห็นที่ 369(จากตอนที่ 32)

ปืนใหญ่ของออตโตมานไม่ได้ชื่อว่าบาซิลิกซ์ครับ 

แต่ชื่อของมันคือ"The Great Bombard" 

หล่อขึ้นมาเพียงแค่ 52 กระบอกเท่านั้นในโลก

เพราะน้ำหนักถึง 2 ตัน และระยะการยิงไกล้มาก( 350 เมตรโดยประมาน) จึงไม่เหมาะเป็นแนวหลัง เพราะกระสุนหนักมาก จึงเคลื่อนตัวไม่ได้ไว


PS.  ข้าจะชิงบัลลังค์คืน โดยที่ไม่ให้เลือดของใครจะต้องหลั่งแม้แต่หยดเดียว
Name : จอมจักรพรรดินโปเลียนมหาราช < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จอมจักรพรรดินโปเลียนมหาราช [ IP : 124.121.128.26 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 มกราคม 2553 / 11:19
ความคิดเห็นที่ 368(จากตอนที่ 41)

สวัสดีปีใหม่ครับ คุณอัศวินฯ(ไม่รู้จะช้าไปไหมนี่ ฮิๆ)
ขอให้สุขภาพแข็งแร็ง มีพลังปัญญาที่ปราดเปรื่อง
พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ได้ติดตามชมกันต่อไปเรื่อยๆนะครับ

อ้อ...ตอนนี้ในบล็อกผมได้เพิ่มเติมเนื้อเรื่องของเกราะเกาหลีและญี่ปุ่นแล้วครับ
ซึ่งต้องขอขอบคุณคุณอัศวินฯมากๆเลยครับ สำหรับแหล่งข้อมูลอ้างอิง
Name : กุมารสยาม [ IP : 58.9.121.77 ]

วันที่: 16 มกราคม 2553 / 11:39
ความคิดเห็นที่ 367(จากตอนที่ 41)
ล่า่สุดผมอ่านพบจากหนังสือเสียกรุงครั้งที่๒ อ.สุเนตรฯ เป็นมุมมองที่ค้นคว้าจากพงศาวดารคองบอง,หอแก้ว,คำให้การกรุงเก่าและหลวงประเสริฐ กล่าวว่าศึกครั้งนี้เราสู้อย่างเต็มที่,อาวุธกำลังพลพร้อม,พระเจ้าเอกทัศน์ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรมแต่เราแ้พ้เพราะวางแผนยุทธศาสตรผิดพลาด น่าอ่านครับ
เล่มนี้กล่าวถึงช้างศึกไทยใส่เกราะเหล็กบังอก,ติดปืนใหญ่ขนาดเล็กดุ๐แล้วยังกะรถถัง stringray อย่าคิดว่าอยุธยาทำไม่ได้นะครับ ลองค้นดูครับผมอ่านเจอจากใหนไม่ทราบนานมาแล้ว กล่าวว่ากรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าบรมโกศน์,พระเจ้าเอกทัศน์ ร่ำรวยมหาศาลขายข้าวให้จีนอย่างเดียวก็รวยจนเงินล้นท้องพระคลัง สร้างปืนใหญ่ขนาดยาว ๒๐ ศอก เพราฉะนั้นเรื่องการติดเกราะให้ช้างศึกหรือนักรบเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่จะถูกฝรั่ง,แขกหลอกเอก็อีกเรื่องหนึ่ง คิดๆดูแล้วคงเหมือนพ่อค้าอาวุธสมัยนี้ไม่มีผิด
Name : คนกวาดมูลช้าง [ IP : 125.27.71.126 ]

วันที่: 12 มกราคม 2553 / 00:00
ความคิดเห็นที่ 366
           ๒.ประเด็นเรื่องเรือเหล็กของโอดะ โนบุนางะที่คุณมีชี้แจงนี้ ผมขอขอบคุณมากครับ เพราะคาใจมานานหลายปีแล้ว ส่วนเรื่องที่ฮิเดโยชิตั้งใจส่งทหารไปตายในแผ่นดินใหญ่นั้น ก็ถือว่าเปนความจริงส่วนหนึ่งครับ เพราะอย่างไรเขาก็ต้องผลประโยชน์จากแผ่นดินใหญ่อยู่เหมือนกัน เพราะมีหลักฐานว่า ราชสำนักหมิงและญี่ปุ่นเคยมีการเจรจาอย่างลับๆว่า จะแบ่งเกาหลีออกเป็น ๒ ส่วน โดยให้จีนปกครองเกาหลีภาคเหนือ ส่วนญี่ปุ่นจะปกครองเกาหลีภาคใต้
            ๓.กลม้ากินสวน เป็นหนึ่งใน ๒๒ กลอนกลตำราพิชัยสงครามครับ คนละอย่างกับตำราขบวนทัพ
            ๔.ข้อมูลที่ผมลงไปในตอนที่ ๑๕ นั้น ยอมรับโดยดุษฎีว่า ในตอนที่เขียนนั้นผมขาดข้อมูลในเชิงลึกครับ เพราะรู้เพียงว่าทัพจีน-เกาหลีชนะ ก็เลยไพล่ไปว่าน่าจะโดนทัพม้าจีนยำแหลก แต่เมื่อได้ศึกษาจริงๆแล้ว ก็เป็นอย่างที่คุณว่า ซึ่งรายละเอียดที่แท้จริงผมก็ได้ลงไปในตอนล่าสุดแล้วครับ แต่กระนั้น กองทัพจีนก็ใช้ปืนมานานมากแล้วครับ เพียงแต่เป็นปืนไฟรุ่นเก่า (ที่จีนคิดทำขึ้นเอง) ซึ่งยิงได้ช้าและไม่ไกลเท่าปืนคาบชุด อย่างที่ญี่ปุ่นลอกแบบมาจากปืนโปรตุเกสอีกทีหนึ่งครับ     
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.149.125 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 17:14
ความคิดเห็นที่ 365
           ประการหนึ่ง สายการต่อสู้ของไทยแต่ดั้งเดิม ไม่ได้เน้นความเร็วเพียงอย่างเดียวเช่นที่คุณคิดหรอกครับ มันยังมีสายวิชาที่เน้นการโจมตีหนักด้วย ตัวอย่างที่หลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ก็วิชามือเปล่าอย่างพาหุยุทธที่เน้นการทุ่ม ทับ จับ หักเหมือนอย่างวิชากังฟูสายเหนือของจีน และยูยิทสูของญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นดินแดนที่นักรบสวมเกราะอยู่แล้ว) ส่วนสายอาวุธก็อย่างวิชาดาบยาว ทวนและง้าว ซึ่งนับว่าหนักมาก ไม่ทราบว่าเคยลองถือหรือเปล่าครับ? คุณอย่าได้ยึดติดภาพในหนังกับละคร หรือแม้แต่การแสดงศิลปะการต่อสู้ของพวกสำนักดาบในทุกวันนี้เลยครับ มันคนละเรื่อง!
            ข้อสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า นักรบโบราณเขาสวมเกราะฝึกอาวุธ (จริง) เป็นเรื่องธรรมดาครับ ไม่ใช่ใช้อาวุธปลอมและสวมเสื้อเปล่าๆอย่างทุกวันนี้  ก็เพื่อฝึกทักษะการใช้อาวุธและปรับสภาพร่างกายให้คุ้นชินกับการสวมเกราะนั่นเอง เพราะมีผู้ชำนาญการท่านนึงเคยบอกว่า ในการฝึกซ้อมอาวุธของนักรบไทยนั้น ก็ยังมีเกราะสำหรับฝึกต่างหากด้วยครับ ซึ่งถ้าหากสวมเกราะเฉพาะตอนออกรบอย่างเดียว ก็คงออกอาวุธในสนามรบไม่ไหวแน่ อีกอย่าง การรบคือการยกกำลังพลจำนวนมหาศาล ด้วยรูปขบวนทัพที่รัดกุมเป็นหลักนะครับ (ไม่งั้นจะบัญญัติหลักกระบวนทัพไว้ทำไม) หากคิดจะออกลีลาที่เน้นความเร็วอย่างที่คุณว่า ถ้าไม่ฟาดโดนพวกเดียวกันเอง ก็คงโดนทางโน้นฟันสวนแขนขาด้วนแน่ล่ะครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.149.125 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 17:14
ความคิดเห็นที่ 364
ตอบคุณขุนคำแหง
           ๑.สำหรับเรื่องชุดเกราะนั้น มันไม่ได้ถูกพม่าทำลายหมดหรอกครับ ซึ่งผมก็ได้บอกไปแล้วครับว่า มันยังมีอยู่จริง แต่อยู่กับพวกลูกหลานอดีต (หรือยังคงเป็น) เจ้าขุนมูลนายในสังคมไทยทุกวันนี้นี่แหละครับ แต่เขาไม่เปิดเผยหรือมอบให้ทางการเพื่อจัดแสดงอย่างเมืองนอกเขา เพราะเขาถือว่าเป็นสมบัติประจำตระกูล อันเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฏหมายที่จะถือครอบครองไว้ต่อไปได้นั่นเอง
            ส่วนเรื่องค่านิยมหรือคตินักรบเรื่องชุดเกราะที่คุณกล่าวอ้างนั้น ผมขอแย้งเชิงเสนอแนะเล็กน้อยนะครับ เพราะการสวมเกราะเป็นเรื่องของเกียรติยศครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของฝีมือในเชิงยุทธ อย่าเอามาปนกัน ถ้าไม่เชื่อลองอ่านลิลิตตะเลงพ่ายตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาทรงฉลองพระองค์เตรียมออกรบสิครับ โดยเฉพาะบทของพระมหาอุปราชานั้นกล่าวชัดเลยว่าทรงสวมเกราะออกรบ ซึ่งถ้าทั้งสองพระองค์ทรงห่วงเกียรติยศมากกว่าพระชนม์ชีพ หรือห่วงว่าจะแสดงฝีพระหัตถ์ในการรบมากกว่าแล้ว จะทรงสวมเกราะไปทำซากอะไรล่ะครับ? ส่วนเรื่องฝีมือยุทธของสมเด็จพระนเรศวรก็ถือว่าเป็นประจักษ์อยู่แล้ว คงไม่ต้องพูดถึงอีกนะครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.149.125 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 17:13
ความคิดเห็นที่ 363(จากตอนที่ 14)

บางตำราก็บอกว่าจีน เกาหลี แมนจู รวมกัน 500000 คน(ของจีน)

แล้วบอกว่า ทหารม้าจีนโดนไอยุ่นยิงปืนคาบศิลาอาวุธที่จีนไม่ใช่ตายเป็นอันมาก

จึงเริ่มใช้ปืนตั้งแต่สมัยนั้น....


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 15:04
ความคิดเห็นที่ 362(จากตอนที่ 51)

ม้ากินสวนละ

ที่จริงไม่ใช่เพราะบ้าพิธีมากอะไร

แต่ทหารไทยนั้นขาดซ้อม มิได้ทำสงครามมานานนับร้อยปี

และที่สำคัญ

ไม่สามัคคีครับ อันนี้ของจริง


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:57
ความคิดเห็นที่ 361(จากตอนที่ 62)

เรือของโอดะ โนบุนากะ ไม่ได้ใช้ในสงครามทางเรือเกาหลีครับ

แต่ยังใช้เรือธรรมดา ไม่รู้เพราะอะไร แต่ว่าทั้งเกาหลีจีน และญี่ปุ่นตอนสงครามอิเมจิม อะไรสักอย่าง ไม่ได้กล่าวถึงเรือตัวนี้เลย

น่าจะเลิกใช่ตั้งแต่ เจ้าหนูหัวล้าน ขึ้นเป็นใหญ่แล้ว แล้วแผนส่วนใหญ่ก็กะจะให้ทหารซามูไรตนไปตาย(เพราะมาจากตระกูลข้าศึกเก่าทั้งนั้น) เพื่อลดจำนวนทหารไว้ จะฆ่าเสียปล่าวก็กระไรเลยบุกเพื่อนบ้านดังโบราณซะงั้น

อันนี้เพื่อนเชื้อญี่ปุ่นเล่ามา


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:54
  • ความคิดเห็นที่ 361-1 (จากตอนที่ 62)
    คืองี้ครับ ทัพเรือญี่ปุ่นจะไม่เน้นไปที่ศักยภาพการโจมตีของเรือครับ แต่เน้นใช้กลยุทธเข้าไปเกี่ยวตะขอ แล้วใช้ลูกเรือบุกเข้าไปฟัน เพราะทหารระยะประชิดญี่ปุ่นเก่งกาจ เรือของญี่ปุ่นจึงเน้นเบาและเร็ว ซึ่งส่งผลให้บรรทุกปืนใหญ่ได้ไม่มาก sekibune บรรทุกปืนใหญ่ได้แค่ 1 กระบอก เรือที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยคือ Atakebune บรรทุกได้แค่ 3-4 กระบอก ขณะที่เรื่อเกาหลีอย่าง Panokseon บรรทุกได้ 26 กระบอกตามมาตรฐาน แต่พอใช้จริง ติดตั้งไปถึง 50 กระบอก!!

    ที่เรือเต่ามีหลังคาหนามมาปิดก็เพราะจะป้องกันวิธีโจมตีแบบ grapple and board(เข้าใกล้แล้วเกี่ยวเรือ กระโดดลงเรือศัตรูสู้ระยะประชิด) เนื่องจากแม่ทัพลีซุนชินเห็นว่าทหารเกาหลีสู้ระยะประชิดกับทหารญี่ปุ่นไม่ไหวอยู่แล้ว ห่างชั้นกันเกินไป เลยทำหลังคากั้นไว้ให้สู้ระยะประชิดไม่ได้ซะเลย
    Name : จจจจจจจจ [ IP : 171.7.249.88 ]

    วันที่:10 กรกฎาคม 2558 / 23:21
ความคิดเห็นที่ 360(จากตอนที่ 41)

ที่เกราะไทยไม่หลงเหลือมีความเป็นไปได้ว่าทหารพม่านั้นไม่ต้องการให้อยุธยาเป็นเมืองได้อีก จึงต้องกวาดล้างเผาปล้นให้หมด ในจดหมายเหตุ คณะบาทหลวงฝรั่งยังเอ่ยเลยว่า แม้แต่ หวีของสตรีมันยังเก็บเอา แล้วเกราะจะเหลืออะไร น่ะ

ชาติเราไม่ใช่นักบันทึกเท่าไร จึงไม่ค่อยมีหลักฐานปรากฏแน่ชัด

แต่ที่แน่ๆมักใส่กระบังอก แบบทหารอโยธยาเสียมากกว่า

ยังไงเสียในคตินักรบ เขาหาได้ชื่นชมกันเพราะชุดเกราะ

แต่นักรบมักชื่นชมกันที่ฝีมือ มากกว่า

ไม่ใช่กษัตริย์หรือแม่ทัพคนไหนชมศัตรูเพราะเกราะสวยหรอก

ถึงใส่เกราะก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตาย สู้ว่องไวดีกว่า(เสียวเฉือยนิดๆ)


PS.  ละการเบียดเบียนผู้อื่น และต่างชาติ ขอประกาศตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต "การเอาชนะด้วยการทำลายอีกฝ่าย มิต่างอะไรกับวิถีของเดรัจฉาน"
Name : ขุนกำแหง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขุนกำแหง [ IP : 113.53.214.41 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2553 / 14:49
ความคิดเห็นที่ 359(จากตอนที่ 41)
ข้อมูลใหม่ พร้อมรูปประกอบแจ่มมากเลย :D ขอบคุณ
PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.9.5 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 มกราคม 2553 / 09:27
ความคิดเห็นที่ 358(จากตอนที่ 20)

ขอเพิ่มคำแนะนิดหนึ่งสำหรับบทนี้นะ 

น่าจะใส่หมายเลขหน้าตรงรูปลักษณะปลายดาบ ให้ตรงกับรูปที่นำมาเสนอ จะช่วยผู้อ่านได้ อย่างข้าน้อยอ่านนั้น อ่านดาบหน้าลูกไ่ก่ ก็เลื่อนสายตาภาพข้างบนแล้วอนุมานเอาว่า รูปแรกคงเป็นหน้าลูกเจี๊ยบ 

ขอบคุณและชอบใจสำหรับข้อมูลที่อัพเดทใหม่ :D


PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.9.5 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 มกราคม 2553 / 09:26
ความคิดเห็นที่ 357
ไม่เป็ฺนไรหรอก ข้อมูลท่านเองก็กระตุ้นให้ข้าน้อยค้นคว้าเพิ่มเติม เมื่อได้มา เห็นแล้วน่าสนใจ ก็ย่อมอยากให้พี่ๆน้องๆได้ศึกษากัน คิดไม่ถึงว่าฝรั่งเขาจะศึกษากันแม้กระทั่งห่วงโซ่ของชุดเกราะ สุดยอดจริงๆ
PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.122.247.78 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มกราคม 2553 / 15:28
ความคิดเห็นที่ 356(จากตอนที่ 33)
ทามไมไม่ให้ก๊อบอ่า คนจาเอาไปส่งงานก้อไม่ได้ ขนาดเปนสมาชิกนะ
Name : รีน [ IP : 124.121.124.105 ]

วันที่: 5 มกราคม 2553 / 21:24
  • ความคิดเห็นที่ 356-1 (จากตอนที่ 33)
    ปัญญาอ่อนจังวะ เขาห้ามก็อปเพราะป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์

    แล้วคุณมึ.งจะหน้าด้านก็อปงานเขาไปส่งรายงานเนี่ยนะ? ชุ่ยไปป่ะ? การทำรายงานคือการก็อปส่งครูเหรอ? ใช้สมองส่วนไหนคิดว้ะ?
    PS.  ความอดทนคือเพื่อนแท้ผู้ไม่เคยทิ้งใคร นอกเสียจากใครคนนั้นจะทอดทิ้งเขา
    Name : BackHand < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ BackHand [ IP : 27.55.206.127 ]
    ส่งข้อความลับ
    วันที่:12 พฤศจิกายน 2559 / 12:32
ความคิดเห็นที่ 355
-------------- ตอบ คุณชิโรโร่
-------------- สำหรับกระทู้และเว็บไซด์ที่แนบอิงเรื่องเกราะโซ่ถักนี้ นับว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่ล้ำค่า แปลกใหม่ และเป็นของขวัญอันมากด้วยน้ำใจนัก ผมจึงขอขอบคุณและขอขอบคุณคุณชิโรโร่มาใน ณ ที่นี้อย่างสูงครับ 
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.142.236 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 มกราคม 2553 / 20:14
ความคิดเห็นที่ 354
(ต่อ)
------------- หลายท่านอาจจะยังคงไม่ทราบว่า ล้านนาเปนชาติที่ต้องรบกับชาติจีน มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของมองโกลจนถึงราชวงศ์หมิงแล้ว บางครั้งก็มีพวกญวนจากเวียดนามบุกข้ามดินแดนล้านช้างมาสมนาคุณด้วยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งบรรดาประชาชาติเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง และแน่นอนว่าสวมชุดเกราะหนักกันทั้งนั้น แต่หลักฐานฝ่ายล้านนาก็แสดงให้เห็นว่า เหล่าบรรพกษัตริย์แห่งล้านนาสามารถปักหลักยันกองทัพผู้รุกรานจากทางเหนือได้เสมอมา อาทิศึกฮ่อสมัยพญาสามฝั่งแกนนั้น ก็โดนทัพล้านนารุมสกรัมวายวอดทั้งทัพ
 ------------- อ้อ ขอแทรกนิดครับ พวกฮ่อก็คือชาวจีนจากหยุนหนาน (ยูนนาน - ซึ่งส่วนมากมักเป็นชาวมุสลิม เพราะในสมัยหยวนมีชาวมองโกลและเติร์กมาอาศัยอยู่มากนั่นเอง) โดยดินแดนหยุนหนานนั้น ถือว่าเป็นมณฑลในการปกครองของจีน มิใช่รัฐอิสระหรือรัฐประเทศราชแต่อย่างใดครับ  
------------- นอกจากศึกฮ่อแล้ว ยังมีศึกญวน ๔๐๐,๐๐๐ (ซึ่งฟังดูออกจะมากไปหน่อย) ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ก็โดนทัพล้านนาบดขยี้ย่อยยับที่เมืองน่าน แถมยังโดนไล่ล่าข้ามฝั่งโขงจนข้ามพรมแดนล้านช้างไปโน่นเลย จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงจึงแต่งตั้งให้พระเจ้าติโลกราชเป็นถึง "ซีผิงหวาง" (ไซเผ็งอ๋อง) อันแปลว่า "ราชันย์พิชิตประจิมทิศ" ซึ่งถือว่าเป็นรองเพียงพระจักรพรรดิแห่งจีน ผู้ทรงพระยศเป็น "ไท่ตงหวาง" อันแปลว่า "ราชันย์แห่งอุปทิวาทิศ" นับว่าเป็นเกียรติยศอันสูงส่ง อย่างที่กษัตริย์สุโขทัยและอยุธยาไม่เคยได้รับมาก่อนครับ
-------------- ในขณะที่อยุธยารบกับพม่าและเขมรเท่านั้นเอง แต่เพราะความที่อยุธยาและพม่าต่างมีเมืองท่าใหญ่ จึงทำให้ทั้งสองอาณาจักรได้รับวัฒนธรรมการทหารจากยุโรปและตะวันออกกลางมามาก กอปรกับเป็นช่วงที่จีนเองก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงในภูมิภาคนี้แล้ว กรุงศรีอยุธยาและหงสาวดีจึงขับเคี่ยวกันชิงอำนาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาค โดยฝ่ายอยุธยานั้นเป็นฝ่ายเอาชนะทั้งพม่าและล้านนา และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งภูมิภาคอุษาคเนย์ในภายหลังนั่นเอง
------------- ดังนั้น ด้วยประวัติการณ์ทางการทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ของล้านนานั้น ก็ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่า กองทัพล้านนามีการสวมเกราะหนักและความแข็งแกร่งมิเป็นรองใครในภูมิภาคนี้เหมือนกันครับ  
------------- ส่วนเรื่องกองทัพม้านั้น มีปรากฏในจดหมายเหตุนายเฟอร์นาว แมนเดส ปินโต หรือนายปิ่นโตที่คนไทยรู้จักกันนั้น ได้บรรยายว่ากองทัพม้าล้านนานั้นองอาจห้าวหาญมาก โดยพี่ปิ่นโตแกก็สาธยายเสียเพ้อเจ้อไปหน่อยว่า กองทัพม้าล้านนามีมากมายถึง ๔๐,๐๐๐ คน ซ้ำยังไล่ตีกองทัพอยุธยาของสมเด็จพระไชยราชาแตกพ่ายเสียหลายครั้ง จนสามารถปลิดพระชนม์ชีพเจ้านายอยุธยาไปได้ถึง ๒ พระองค์ ซึ่งฟังความดูแล้ว ก็เหมือนจะดูเลื่อนลอยเกินไปหน่อย แต่หากเราศึกษาดีๆแล้ว ก็เห็นได้ว่ากองทัพล้านนาคงจะได้รับอิทธิพลเรื่องกองทัพม้ามาจากจีนอยู่มาก (เพราะความที่รบกันบ่อยครั้งนั่นเอง โดยกรณีตัวอย่างคราวหนึ่งคือศึกญวน ๔๐๐,๐๐๐ ที่ผมกล่าวไปแล้วนั้น เรื่องมีอยู่ว่าพระเจ้าติโลกราชกำลังรบอยู่ในดินแดนสิบสองปันนา แต่แล้วพวกญวนก็บุกมาตีล้านช้าง และข้ามแม่น้ำโขงมาตีเมืองน่าน พระเจ้าติโลกราชจึงรีบยกทัพลงมาจากสิบสองปันนา โดยที่ฝ่ายพญาน่านจึงสู้รักษาเมืองน่านอยู่สุดกำลังจนทานทัพญวนเอาไว้ได้ จนถ่วงเวลาให้กองทัพหลวงมากระหนาบเข้าตีทัพญวนแตกพ่ายไป ซ้ำยังไล่กระหน่ำตีทัพญวนจนพ้นพรมแดนล้านช้างไปอย่างยับเยิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองทัพล้านนานั้น สามารถเคลื่อนพลได้รวดเร็วปานใด โดยมิต้องพักสงสัยว่า การเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วเพียงนี้ ย่อมต้องอาศัยกำลังทัพม้าอย่างแน่นอนครับ
PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.142.236 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 มกราคม 2553 / 20:13
ความคิดเห็นที่ 353

------------ ตอบ น้องมิลินท์
------------ จุดเด่นพิเศษของกองทัพล้านนาก็คือกองกำลังอาวุธหนักและกองทัพม้าครับ เพราะถ้าน้องมิลินท์หรือใครก็ตามที่มีโอกาสได้พบเห็นอาวุธทางล้านนาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีขนาดใหญ่และยาวกว่าอาวุธของทางภาคกลางอยู่มาก เพียงดาบธรรมดาก็ยาวหวิด ๓ ฟุตกว่าแล้วครับ และถ้าเป็นดาบเจ้านายด้วยแล้วก็ยาวและโค้ง คล้ายๆกับดาบตาชิของญี่ปุ่นนั่นเลยทีเดียว อย่างรุ่นน้องของผมคนนึงที่ จ.เชียงใหม่ เคยบอกผมว่าเขามีดาบประจำตระกูลที่ตกทอดมาหลายร้อยปีแล้ว (เพราะเขาเป็นลูกหลานเจ้านายล้านนาครับ) โดยตัวดาบมีความยาวเกือบ ๔ ฟุต แต่ก็ยังคงคมกริบและพร้อมใช้การได้ โดยพระคุณท่านเล่นเอาดาบประจำตระกูลมาฟันขวดพลาสติกที่มีน้ำอยู่เต็มจนขาดได้ดาบเดียวเท่านั้น...ลองไม่ขาดสิครับ เกิดดาบหักขึ้นมาล่ะจะได้โดนผีปู่ย่ามาหลอกเอาให้หัวโกร๋นแน่ๆ
------------ นอกจากดาบลำลองทั่วไปแล้ว ก็ยังมีดาบเงี้ยวหรือดาบไทยใหญ่ (ซึ่งผมได้ลงในบทความไปแล้ว) มีขนาด ๓ - ๔ ฟุต โดยเราจะสังเกตได้ว่ามีลักษณะใบดาบกว้าง สันหนา และมีการตบแต่งเงี่ยงที่สันดาบ อันเป็นลักษณะเฉพาะที่พบได้ในดาบจีน ส่วนดาบยาวอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ดาบหลังช้าง" หรือ "ดาบลาว" นั้น (เพราะกองทัพล้านช้างก็มีดาบยาวเช่นนี้ด้วย - แต่คนภาคกลางเรียกอย่างอคติว่า "ดาบเชลย") จะมีความยาว ๖ - ๗ ฟุต หรือร่วมๆ ๒ เมตรนั่นเลยทีเดียว ส่วนง้าวล้านนาก็จะมีใบกว้าง และสันหนาหนักเหมือนกับง้าวของจีน ซึ่งการที่อาวุธฝ่ายล้านนามีขนาดใหญ่กว่าเช่นนี้ นอกจากจะได้รับอิทธิพลมาจากทั้งจีนและพม่าเป็นหลักใหญ่แล้ว และยังเป็นการยืนยันด้วยว่า อาวุธที่หนาหนักเช่นนี้มีไว้เพื่อทำลายเกราะนั่นเองครับ


PS.  หากฟ้าสวรรค์ปกครองด้วยพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวได้แล้วไซร้ ไฉนบนผืนพิภพจักมีจอมจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวมิได้ - ติมูร์เลน
Name : ติมูร์ข่าน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ติมูร์ข่าน [ IP : 118.172.142.236 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 มกราคม 2553 / 20:09
ความคิดเห็นที่ 352(จากตอนที่ 36)




Photos of Turkish plated mail  

http://rubens.anu.edu.au/raid1/cdroms/webready/england/leeds/museums/royal_armories/arms_and_armour/turkey/

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 ธันวาคม 2552 / 15:21
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 30 ธันวาคม 2552 / 15:21

PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.5.237 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 ธันวาคม 2552 / 15:19
ความคิดเห็นที่ 351(จากตอนที่ 43)

น่าเสียดาย ที่ม้าไทย ไม่ได้จดทะเบียนสายพันธุ์ไว้เป็นอย่างทางการเหมือน ม้าพม่า ที่ดูๆไปหน้าตาคล้าบกับม้าแกลบไทย(เผอิญชอบม้าเลยมี ม้าเอนไซโคพีเดียเก็บไว้อ่านเล่น)  เห็นมีม้าพม่าอยู่ในธรรมเนียบ 

เช่นเดียวกับอินเดีย มีสองพันธุ์ อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะ นี่มี 4 ถ้าจำไม่ผิดนะ ญี่ปุ่นก็ใช่ย่อย ไม่น้อยหน้า 4 เช่นกัน 

หน้าตาของม้า มาร์วารี นี่เหมือนในรูปจิตรกรรมที่พิพิธภัณฑ์เลยแอะ จำได้ว่าเขาวาดหูชี้เขาหากันแบบนี้เลยหละ


PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.5.237 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 ธันวาคม 2552 / 15:08
ความคิดเห็นที่ 350(จากตอนที่ 40)
เผอิญไปเจอมา เผื่อจะสนใจกัน การถักห่วงชุดเกราะ ตามลิงค์ไปกันเลย 

http://artofchainmail.com/patterns/japanese/index.html

ดูข้างล่างก็จะมีลิงค์ไป European Patterns  |  Japanese Patterns  |  Persian Patterns 
PS.   vbvb World of Warcraft Classes Rogue Hail~ Megatron!
Name : shiroro < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ shiroro [ IP : 124.120.5.237 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 ธันวาคม 2552 / 14:57
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 , 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>