[ Fic Conan ] Bourbon and Merlot Secret Love

ตอนที่ 34 : Chapter 34 A scarlet secret

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    8 ส.ค. 63


“นี่ นายจะบอกฉันได้หรือยังว่าเรามาทำอะไรที่นี่”หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีส้มอ่อนเอ่ยถาม


 

พวกเขากำลังนั่งอยู่บนรถ RX-7 จอดอยู่ใกล้ๆกับสวนสาธารณะในยามค่ำคืน เพื่อเฝ้ารออะไรบางอย่าง ที่บอกว่าเฝ้ารอก็คงจะมีแต่เบอร์เบิ้นเท่านั้นล่ะมั้ง เพราะตอนนี้แมร์โลก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเบอร์เบิ้นถึงพาเธอมาที่นี่ เขาบอกกับเธอแค่ว่าเจออะไรบางอย่างน่าสนใจที่อาจจะทำให้เขาเจอสิ่งที่กำลังตามหา


 

“นี่ไงล่ะ...”เบอร์เบิ้นยื่นโทรศัพท์ของตนให้ร่างบางดูรูปของใครบางคน เป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่ง

“ผู้หญิงคนนี้...ใครกัน?”แมร์โลขมวดคิ้วนึกสงสัย

“เธอชื่อ ชิบุยะ นัตสึโกะ อายุ 28 ปี เป็นครูโรงเรียนประถมน่ะ”

“แล้ว...ผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับนายล่ะ?”

“เป็นผู้ว่าจ้างของฉันเอง แถมอาจจะเป็นคนที่ช่วยค้นหาชิ้นส่วนของปริศนาชิ้นสำคัญที่เรากำลังตามหากันอยู่ก็ได้นะ”ชายหนุ่มพูดด้วยความมั่นใจ


 

หญิงสาวผมสีส้มอ่อนขมวดคิ้วยุ่งอย่างไม่เข้าใจ ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าชิ้นส่วนของปริศนาที่เบอร์เบิ้นว่าคืออะไร แต่ที่เธอไม่เข้าใจคือครูโรงเรียนประถมเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่พวกเขาตามสืบอยู่ด้วย


 

“นายควรอธิบายให้ฉันฟังมากกว่านี้นะ”ร่างบางว่า

“ท่าทางแบบนั้นคงไม่ได้กำลังหึงฉันอยู่ใช่มั้ย?”ร่างสูงแกล้งหยอก เมื่อเห็นท่าทางไม่พอใจของอีกฝ่าย

“อย่าหลงตัวเองนักเลย ฉันไม่ใช่นายนะที่พาลหึงคนอื่นไปเรื่อย”

“แต่ที่ฉันหึงน่ะมันก็เพราะเธอไม่ใช่เหรอ?”เบอร์เบิ้นยื่นหน้าเข้าไปใกล้เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอมเทา


 

นัยน์ตาต่างสีสบกันนิ่งก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูด


 

“ไม่คิดจะโทษตัวเองหน่อยเหรอ? เบอร์เบิ้น”แมร์โลว่าพลางยกยิ้มมุมปากอย่างยั่วยวน มือบางยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของชายหนุ่ม


 

เบอร์เบิ้นปรายตามองเล็กน้อย มือหนาจับข้อมือบางของหญิงสาวที่กำลังลูบไล้ใบหน้าเขาอยู่


 

แมร์โลชะงัก เธอแค่อยากจะแกล้งเบอร์เบิ้นเล่นฆ่าเวลาสักหน่อยแต่ดูท่าทางเขาจะไม่มีอารมณ์เล่นกับเธอเสียแล้ว


 

“หึงก็ยอมรับมาเถอะ แมร์โล”ชายหนุ่มผมบลอนด์เหยียดยิ้ม พลางเข้าไปกระซิบข้างหูร่างบาง ปลายจมูกคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียน


 

“พอเลยนะ...”แมร์โลดันอกแกร่งออก จากที่เธอจะเป็นฝ่ายแกล้งเขาดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายแกล้งเธอเสียมากกว่า

“หึๆๆ...”เบอร์เบิ้นหัวเราะในลำคอ การทำให้คนที่มีความมั่นใจสูงอย่างแมร์โลเสียอาการได้ก็นับว่าเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งสำหรับเขา ถึงแม้ว่าเธอจะชอบหว่านเสน่ห์ใส่เขา และมันก็ได้ผลแทบจะทุกครั้งด้วยก็เถอะ


 

“แล้ว...นายจะบอกฉันได้หรือยังล่ะว่าคุณครูคนนั้นเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เรากำลังตามหาชิ้นส่วนของปริศนานั่นด้วย”แมร์โลเอ่ยถามอย่างจริงจัง

“เอาไว้เธอรอดูจะดีกว่านะ”


 

“เฮ้อ...นายนี่ก็เจ้าความลับเสียจริงนะ”ร่างบางว่า พลางถอนหายใจ เบอร์เบิ้นมักจะชอบทำอะไรเป็นปริศนาไม่ให้ใครรู้ไม่เว้นแม้แต่เธอด้วย


 


 


 

ตุบ!!!


 


 


 

จู่ๆเบอร์เบิ้นและแมร์โลก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างตกลงมาจากบันไดด้านบนของสวนสาธารณะ


 

“เมื่อกี้มีคนตกลงมาจากบันได...”แมร์โลเหมือนเห็นเงาคนลางๆ


 

เบอร์เบิ้นมองผ่านกระจกส่องหลังของรถและหันไปมองผ่านกระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เขาเห็นเงาคนสีดำยืนอยู่บนบันไดชั้นบนสุดก่อนที่เขาจะวิ่งหนีไป


 

สองหนุ่มสาวเดินลงมาจากรถ และแมร์โลก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น


 

ผู้หญิงคนนี้คือ ชิบุยะ นัตสึโกะ ที่เบอร์เบิ้นเล่าให้เธอฟังเมื่อครู่...


 


 

“ดูเหมือนว่าชิ้นส่วนของปริศนาทุกตัวจะครบสมบูรณ์แล้วนะ”ชายหนุ่มผมบลอนด์พูด พลางเหยียดยิ้ม


 

พวกเขาจัดการโทรเรียกรถพยาบาลเพื่อให้มารับตัวคนเจ็บ หลังจากที่รถพยาบาลมาถึงแล้วเบอร์เบิ้นก็เลือกที่จะไปส่งแมร์โลที่คอนโด เพราะเขาไม่อยากให้เธอเข้ามายุ่งยากกับเรื่องนี้ เดี๋ยวพวกตำรวจนครบาลก็คงต้องเรียกตัวเขาไปสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องของ ชิบุยะ นัตสึโกะแน่


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

“เฮ้!!! โคนันเราไปเตะบอลกันก่อนกลับบ้านดีมั้ย?”เก็นตะร้องถาม แต่เมื่อหันมาก็ไม่เห็นร่างของเด็กแว่นเสียแล้ว

“พอกริ๊งดังปุ๊บเขาก็รีบออกวิ่งออกจากห้องไปเลยล่ะครับ”มิซึฮิโกะบอก

“อะ...อยู่นั่นไง”อายูมิที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างพูดขึ้น เด็กหญิงชี้ให้เพื่อนดูร่างเล็กของเด็กชายที่วิ่งอย่างรีบร้อนไปที่หน้าประตูโรงเรียนเพื่อขึ้นรถยนต์คันหนึ่ง


 

“มีรถมารับด้วยล่ะครับ”

“ฉันว่าคงเป็นรถของคุณลุงสำนักงานนักสืบแน่เลย”


 

“ไม่ใช่หรอกนั่นเป็นรถนอกสุดหรูราคาแพงตาลุงนักสืบไม่มีปัญญาเช่ารถแพงๆแบบนั้นหรอก”ไฮบาระแย้ง

“บางทีอาจจะเป็นรถของอาจารย์โจดี้ก็ได้นะครับ เป็นชาวต่างชาติจะใช้รถนอกก็คงไม่แปลก”มิซึฮิโกะพูด

“เอาล่ะ ไม่ต้องสนใจคนบ้าสืบสวนแบบนั้นหรอกพวกเรารีบไปบ้านด็อกเตอร์กันเถอะ วันนี้ด็อกเตอร์บอกว่าซื้อเค้กไอศกรีมมาด้วย”

“เย้!!!”


 

เมื่อได้ยินไฮบาระพูด พวกเด็กๆก็ดีใจกันใหญ่รีบวิ่งออกไปนอกห้องเรียนทันที


 

เด็กหญิงผมสั้นสีน้ำตาลเหลือบไปมองรถยนต์คันหรูอีกครั้งหนึ่ง เธอเคยเห็นรถคันนั้นมาก่อน รถคันนั้นเป็นของ FBI ที่เธอเคยเจอที่สวนสาธารณะไฮโด้เมื่อครั้งที่พวกองค์กรชุดดำคิดจะวางแผนลอบสังหารส.สโดมง ยาสึเทรุ เธอจำได้ดี


 

และเธอก็รู้สึกด้วยว่าช่วงนี้เอโดงาวะคุงดูแปลกๆไปคงต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ แต่เขากลับไม่ยอมบอกอะไรเธอเลย ไฮบาระได้แต่หวังว่าคุณนักสืบคนเก่งจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย


 


 

ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะต้องเป็นฝ่าย สูญเสีย ทุกอย่าง...


 


 


 


 


 


 


 


 


 

“แล้วสรุปโทรเรียกฉันมามีอะไรงั้นเหรอ? โคนันคุง”โจดี้เอ่ยถามเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ ขณะที่สายตาของเธอจ้องมองไปยังท้องถนน


 

“อาจารย์โจดี้จำคนที่ชื่อ คุสึดะ ริคุมิจิได้มั้ยครับ?”โคนันรีบถามเข้าเรื่อง

“คุสึดะ ริคุมิจิ...อ่อ หมายถึงสมาชิกขององค์กรชุดดำที่ลอบเข้ามาในโรงพยาบาลไฮโดเพื่อสืบข่าวของมิซึนาชิ เรย์นะพอถูกจับได้ก็หนีแล้วพอโดนชูไล่ล่าก็ตัดสินใจยิงปืนฆ่าตัวตายสินะ”

“ครับ...ผมอยากให้อาจารย์โจดี้บอกกับ FBI คนอื่นๆว่าให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับน่ะครับ เพราะดูเหมือนว่าสมาชิกขององค์กรที่ชื่อ เบอร์เบิ้นกับแมร์โลน่ะกำลังตามสืบเรื่องนี้อยู่น่ะสิครับ”

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วล่ะ แล้ว...โทรให้ฉันมารับเพื่อบอกเรื่องแค่นี้น่ะเหรอ?”

“ครับ ผมกลัวว่าถ้าคุณทางโทรศัพท์ก็อาจจะถูกดักฟังก็ได้ แล้วผมมีเรื่องที่อยากจะบอกด้วย”นักสืบม.ปลายในร่างเด็กประถมขมวดคิ้ว ครุ่นคิดถึงท่าทีบางอย่างของเบอร์เบิ้นที่เขาเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อน


 

ท่าทางของหมอนั่นตอนที่ได้ยินคำว่า Zero แล้วก็ชื่อเล่นในวัยเด็กของเขา บางที...หมอนั่นอาจจะ...


 


 

Rrrrrrrrrrrr~


 


 

เสียงโทรศัพท์ของอาจารย์โจดี้ดึงให้โคนันหลุดออกจากห้วงความคิด


 

“โทษทีนะ ขอจอดรถข้างทางคุยโทรศัพท์ก่อนนะ”FBI สาวพูด พลางก้มมองรายชื่อของคนที่โทรเข้ามา


 

“ฮัลโหล มีอะไรงั้นเหรอ? คาเมล”

“....”

“เอ๊ะ!!! นัตสึโกะ...ให้ไปที่เกิดเหตุตอนนี้เหรอ?”โจดี้พูดด้วยความตกใจ


 

โคนันที่นั่งฟังอยู่เงียบก็เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด คงต้องมีคดีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ


 


 


 

โจดี้รีบขับรถมายังบริเวณสวนสาธารณะตามที่คาเมลบอก เมื่อมาถึงก็เห็นคาเมลกำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี


 


 

ชิบุยะ นัตสึโกะ คุณครูโรงเรียนประถมที่เป็นเพื่อนของอาจารย์โจดี้ถูกคนทำร้ายโดยการผลักตกจากบันไดของสวนสาธารณะ ที่คาเมลโทรเรียกโจดี้มาที่นี่เพราะ เมื่อวานนี้โจดี้เป็นคนใช้โทรศัพท์ของเขาโทรไปหาคุณครูชิบุยะ นัตสึโกะ พวกเขาโดนสอบถามอะไรอีกนิดหน่อย จนโคนันที่ยืนฟังอยู่ก็เริ่มพูดถึงข้อสังเกตที่คุณครูชิบุยะถูกทำร้าย เพราะว่าเธออาจจะไม่ได้ถูกทำร้ายที่สวนสาธารณะแต่อาจจะถูกทำร้ายมาจากที่อื่นแล้วนำร่างว่าไว้ที่สวนสาโดยที่คนร้ายจงใจทำให้คิดว่าเธอถูกทำร้ายระหว่างกลับบ้านนั่นเอง เมื่อทุกคนได้ข้อสรุปจึงพากันไปที่โรงเรียนประถมที่คุณครูชิบุยะทำงานอยู่ทันที


 

Attachment.png


 

Attachment_1.png


 

พวกตำรวจก็สอบถามเหล่าคุณครูที่เป็นเพื่อนร่วมงานของคุณครูชิบุยะ และหมวดทาคางิก็พาคนสองคนที่มีกำหนดการนัดพบกับคุณครูชิบุยะมาเพื่อสอบถามถึงหลักฐานที่อยู่ของพวกเขาในช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นก็คือคนที่ติดต่อทางโทรศัพท์กับคุณครูชิบุยะ นัตสึโกะ ครั้งล่าสุด


 


 


 

“ขอโทษนะครับที่ผมมาสาย”


 

ชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาในห้อง เรียกความสนใจจากทุกคนได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเด็กแว่นชั้นประถมที่ตอนนี้ยืนนิ่ง หน้าถอดสี


 

             เบอร์เบิ้น...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่!?


 

โคนันคิดขณะยืนจ้องมองร่างสูงของชายหนุ่มผิวเข้มที่กำลังพูดคุยอยู่กับสารวัตรเมงูเระ ทางด้านโจดี้และคาเมลเองก็ยืนจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาเช่นกัน
 

“แล้วพวกคุณสองคนนี้คือใครงั้นเหรอครับ?”อามุโร่แกล้งถามทั้งๆที่เขาก็รู้ดีอยู่แล้ว

“อ่อ พวกเขาสองคนเป็นเจ้าหน้าที่ FBI มีเหตุบางอย่างทำให้พวกเขามาช่วยเราในการสืบคดีนี้น่ะครับ”หมวดทาคางิรีบอธิบาย

“FBI งั้นเหรอครับ? มักจะเห็นในหนังหรือในละครอยู่บ่อยๆ เป็นพวกที่ชอบเข้าไปวุ่นกับงานสืบสวนของคนอื่นทำให้การสืบสวนเละเทะไปหมด”ชายหนุ่มผมบลอนด์พูดเหน็บแนม พลางปรายตามองเจ้าหน้าที่ FBI ทั้งสอง

โจดี้กับคาเมลขมวดคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ จนอามุโร่รีบพูดแก้ต่าง

”เอ่อ…ผมพูดตามที่เคยเห็นในทีวีน่ะครับ”

 

“ตอนนั้นคุณได้เห็นหน้าคนร้ายหรือเปล่าครับ?”ทาคางิถาม

”ครับ ผมเห็นเงาของคนร้ายลางๆน่ะครับ ผมเดาว่าคนร้ายอาจจะทำร้ายเธอจากที่อื่นแล้วก็นำร่างของเธอมาทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะเพื่อให้ดูเหมือนกับว่าเธอถูกทำร้ายระหว่างทางกลับบ้าน แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถจากด้านบนของสวนสาธารณะ แต่คนร้ายคงจะไม่เห็นรถของผมที่จอดอยู่ด้านล่างของสวนสาธารณะเพราะ รถผมมีต้นไม้บังอยู่”อามุโร่พูด แล้วหันไปมองบรรดาคุณครูคนอื่นๆที่ยืนอยู่

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ เพราะสวนสาธารณะไฮโด้สามารถเข้า-ออกได้ตลอด พอช่วงมืดค่ำก็จะไม่มีคนด้วย”ทาคางิหันไปพูดกับสารวัตรเมงูเระ

“แล้วทำไมคุณถึงไม่รออยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อให้ปากคำล่ะ?”สารวัตรเมงูเระเอ่ยถาม ติดจะตำหนิเล็กน้อย

“ขอโทษด้วยนะครับ พอดีว่าตอนนั้นในรถของผมมีผู้จ้างวานอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย ผมไม่อยากให้เธอมาพัวพันกับคดีน่ะครับ”อามุโร่อธิบาย

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ปล่อยให้นัตสึโกะนอนหมดสติอยู่กลางถนนน่ะเหรอ?”โจดี้ถามอย่างไม่พอใจ

“แน่นอนว่าผมต้องรอให้รถพยาบาลมาถึงก่อนแล้วค่อยไปสิครับ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอครับ?”อามุโร่เอ่ยถามอย่างกวนๆ จน FBI สาวถึงกับชักสีหน้าใส่แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก จนคาเมลต้องรีบปรามโจดี้ไม่ให้แสดงอาการมากเกินไป

“เอ่อ…เจ้าหน้าที่สืบสวนโจดี้เป็นเพื่อนสนิทของคุณครูชิบุยะน่ะครับ”ผู้หมวดหนุ่มบอก

”งั้นเหรอครับ ถ้างั้นคนร้ายก็อาจจะเป็นคนที่มีความแค้นส่วนตัวกับ FBI ก็ได้นะครับ”

”ว่าไงนะ…!!!”โจดี้กับคาเมลชักสีหน้าใส่อีกฝ่าย

“นี่ๆ ผมว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับ ผมว่าพวกเรามาสอบถามผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนก่อนดีกว่านะครับ”โคนันว่าเสียงใสพลางมองไปยังผู้ต้องสงสัยสามคนที่ถูกตำรวจเรียกตัวมา

“นะ...นั่นสินะ เราต้องหาตัวคนร้ายที่ตีหัวนัตสึโกะจนหมดสติแล้วเอาเธอไปทิ้งไว้ที่บันไดตรงสวนสาธารณะก่อน”โจดี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง


 

เมื่อสอบปากคำผู้ต้องสงสัยทั้งสามเสร็จแล้ว พวกเขาก็ตรวจดูรูปถ่ายของหลักฐานซึ่งก็คือ กระดาษคำตอบที่ตรวจเสร็จแล้วของคุณครูชิบุยะ ที่เธอนำกลับบ้านไปด้วย


 

“งั้นที่นัตสึโกะบอกก็คงจะจริงสินะเนี่ย”FBI สาวพูดขณะที่กำลังจ้องมองรูปกระดาษคำตอบ

“อะไรเหรอครับ?”สารวัตรเมงูเระถามด้วยความสงสัย

“ก็ที่อเมริกาน่ะถ้าได้ 100 คะแนนเต็มจะเขียนว่า Excellent แต่ว่าถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นก็จะวาดรูปดอกไม้แทนน่ะค่ะ”

“แค่นั้นเองเหรอครับ?”อามุโร่เอ่ยถามพลางปรายตามองเจ้าหน้าที่สาว

“แค่นั้นเอง หมายความว่ายังไงน่ะ?”หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพราะดูเหมือนว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะคอยหาเรื่องค่อนขอดเธอกับคาเมลอยู่ตลอด

“แล้วคุณที่เป็นคนเยอรมันล่ะครับ สังเกตเห็นอะไรบ้าง?”คราวนี้อามุโร่หันไปถามชายร่างใหญ่

“อืม...ถ้าวงกลมแบบนี้ก็แสดงว่าถูกก็ไม่น่ามีอะไรผิดปกตินี่ครับ”คาเมลพูด แล้วหยิบรูปถ่ายขึ้นมาพิจารณา

“ฮะๆๆๆๆ”อามุโร่กลับหัวเราะออกมาจนทุกคนแปลกใจ

“....”

“ถ้าอย่างนั้นคนที่จะไขปริศนานี้ได้ก็คงจะมีแต่ พวกผม สินะครับ”ชายหนุ่มผมบลอนด์พร้อมกับปรายตามองไปยังร่างเล็กของเด็กชายวัยประถม เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้ก็น่าจะรู้ตัวคนร้ายแล้วเหมือนกัน

พวกผม งั้นเหรอ?”

“ใช่มั้ยล่ะ โคนันคุง”

“เอ๊ะ...? อะไรเหรอครับ?”โคนันถามเสียงใส แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจกับคำถามของอามุโร่

“เธอคงจะรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าใครคือคนร้าย เพราะกระดาษคำตอบนั่นก็บอกอยู่แล้วนี่”

“เอ๋!? คนร้าย รู้ตัวคนร้ายแล้วอย่างนั้นเหรอ?”สารวัตรเมงูเระถามด้วยความตกใจ คนอื่นก็มีท่าทีไม่ต่างกัน พวกเขายังนึกสงสัยอยู่เลยว่าแค่กระดาษคำตอบไม่กี่แผ่นจะทำให้รู้ตัวคนร้ายได้ยังไง

“ครับ แต่ว่า...เพียงเท่านี้ปริศนาก็ไขกระจ่างแล้วว่าทำไมเธอถึงมาจ้างวานผมที่เป็นนักสืบให้ตามหาตัวโรคจิตที่สะกดรอยตามเธอทั้งๆที่มีเพื่อนเป็น FBI ตั้งคนหนึ่งแท้ๆ”ยังมิวายที่อามุโร่จะหันไปแขวะเจ้าหน้าที่ FBI

“เดี๋ยวสิ!!! นี่นายหมายความว่ายังไงจะบอกว่าฉันพึ่งพาไม่ได้งั้นเหรอ!?”โจดี้ถามอย่างไม่สบอารมณ์

“ไหว้วานกันลำบากมากกว่าน่ะครับ เพราะพวกเราแค่มาท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นเท่านั้น”คาเมลรีบแก้ต่าง

“งั้นเหรอครับ...มาท่องเที่ยวสินะ ถ้ามาท่องเที่ยวก็ต้องใช้วีซ่ารีบกลับอเมริกาไปก่อนที่วีซ่าจะหมดดีกว่านะครับ ออกไปจากประเทศญี่ปุ่นของผมสักที”อามุโร่เอ่ยด้วยแววตาจริงจัง


 

โจดี้กับคาเมลได้แต่ยืนขมวดคิ้วยุ่งกับท่าทีของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่แสดงออกกับพวกเขา


 

แต่นั่นก็ทำให้โคนันเริ่มสะกิดใจกับอะไรบางอย่าง


 

                          ญี่ปุ่นของผมงั้นเหรอ…?


 

“เอ่อ...คือว่า ซีโร่ เอ้ย! พี่อามุโร่มานี่หน่อยสิครับ”โคนันเดินเข้าไปกระซิบเรียกชายหนุ่มก่อนจะดึงมือเขาให้เดินตามไป โดยมีสายตาของเจ้าหน้าที่ FBI ทั้งสองมองตามอย่างนึกสงสัย


 

“นี่...พี่อามุโร่น่ะเป็น ศัตรู กับ พวกคนเลวๆ นั่นสินะครับ ใช่มั้ยล่ะครับ?”เด็กชายกระซิบถามเสียงแผ่วกับอามุโร่ที่ย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกัน


 

เจ้าของนัยน์ตาสีครามเพียงแค่จับจ้องร่างเล็กของเด็กชายวัยประถม


 

ซีโร่... นั่นเป็นฉายาในสมัยเด็กของฉันเอง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับฉันไปนิดหนึ่งนะ โคนันคุง”


 

คำพูดของอามุโร่ทำเอาโคนันหน้าถอดสีก่อนจะก้มหน้าลงต่ำไม่พูดอะไรอีก ชายหนุ่มผมบลอนด์จึงลุกขึ้นเต็มความสูงและกลับไปให้ความสนใจกับคดีต่อ


 

       เข้าใจผิดงั้นเหรอ?...จะบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดงั้นเหรอ...ซีโร่


 


 

โคนันตวัดสายตามองตามร่างสูงของชายหนุ่มผิวเข้ม


 

หมอนั่นเป็นคนฉลาดหลักแหลมสามารถไขคดีได้ภายในพริบตา ทั้งที่เรื่องที่เจอไฮบาระบนรถไฟแต่กลับไม่ฆ่าเธอ อีกทั้งท่าทีของเขาเมื่อได้ยินชื่อ ซีโร่ ทั้งคำพูดที่พูดกับเจ้าหน้าที่ FBI ความเชื่อมั่นแบบนั้น...


 

คำว่า ซีโร่ เป็นโค้ดเนมลับที่แปลว่าไม่สังกัดองค์กรใดๆ แต่จะใช้ในองค์กรที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่น พวกตำรวจลับ ถ้าหมอนี่เป็นสายลับที่แฝงตัวเข้าไปในองค์กรล่ะก็...ถ้าเราบอกสถานการณ์ของเราให้รู้ก็อาจจะลดความยุ่งยากลงได้ แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะก็แผนที่เราอุตส่าห์วางไว้ก็คง...ความแตกแล้วหรือไง!? ไม่สิ ใจเย็นๆเข้าไว้ความยังไม่แตกหรอกเพราะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หมอนั่นยังไม่รู้ เพื่อการนั้นเขาถึงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อตามหาความจริง


 


 

หลังจากที่เขาลองเสี่ยงเดิมพันกับสมาชิกองค์กรอย่างเบอร์เบิ้นไปแล้ว  เด็กชายก็สะกิดใจกับอะไรบางอย่าง ความบังเอิญของการพบกันระหว่างสมาชิกองค์กรชุดดำอย่างเบอร์เบิ้นและเจ้าหน้าที่ FBI อย่างอาจารย์โจดี้และคุณคาเมล ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น...หรือว่า...!?


 

“นี่ๆ อาจารย์โจดี้ครับ”โคนันกวักมือเรียก

“หืม...?”หญิงสาวผมบลอนด์ทองเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะเดินไปหา


 

“มีอะไรงั้นเหรอ?”โจดี้ย่อตัวลงมาถาม

“ที่นัดดื่มกันน่ะ ใครเป็นคนชวนเหรอครับ?”โคนันถาม เขาอยากจะมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด

“นัตสึโกะเป็นคนส่งเมลมาชวนน่ะ แต่เธอกลับบอกว่าจำไม่ได้ว่าส่งเมลไปตอนไหนทั้งๆที่เมลนั่นก็ยังค้างอยู่ในเครื่องของเธอแท้ๆ สงสัยเธอคงจะทำงานหนักก็เลยลืมล่ะมั้ง”โจดี้คาดเดา

“อาจารย์โจดี้ครับ นั่นน่ะ...”


 

“ฟังอยู่หรือเปล่าครับ เจ้าหน้าที่โจดี้”อามุโร่เรียก ดึงความสนใจของ FBI สาว


 

“สนใจคดีหน่อยสิครับ ตอนนี้ผมกำลังช่วยตามหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายเพื่อนคุณอยู่นะ”

“ค่ะ...”โจดี้ขานรับก่อนจะกลับไปให้ความสนใจกับคดีเหมือนเดิม


 

ไม่ใช่...ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของหมอนั่น...


 

จากนั้นอามุโร่ก็อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมกระดาษคำตอบเพียงไม่กี่แผ่นสามารถชี้ตัวคนร้ายได้โดยมีสายตาของนักสืบม.ปลายในร่างเด็กประถมคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา


 

“ใช่ครับที่ญี่ปุ่นคำตอบที่ถูกจะวงกลมส่วนคำตอบที่ผิดจะขีดฆ่าเอาไว้ แต่ที่อเมริกาคำตอบที่ถูกต้องเขาจะขีดฆ่าเอาไว้ยังไงล่ะครับ”

“เอ๋!?”สารวัตรเมงูเระและหมวดทาคางิร้อง

“ใช่มั้ยครับ? เจ้าหน้าที่โจดี้”อามุโร่หันไปถามความเห็น

“ใช่ แต่มันไม่ใช่การขีดฆ่าแต่เป็น check mark ถ้าเป็น mark sheets ล่ะก็ที่ญี่ปุ่นก็ทำเครื่องหมายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

“แต่ว่าทำไมข้อที่ผิดถึงวงกลมล่ะครับ?”ทาคางิถาม

“วงกลมหมายถึงว่าคำตอบมันผิดให้ไปเช็คดูให้ดีอีกที แต่เรื่องวงกลมตรงข้อที่ผิดเนี่ยมันก็แล้วแต่ครูแต่ละคนนะ อะ...อย่าบอกนะว่ากระดาษด้านล่างเป็นกระดาษของนัตสึโกะที่คุ้นเคยกับวิธีการตรวจของคนอเมริกา ส่วนใบด้านบนเป็นของคนญี่ปุ่นที่คนร้ายวงกลมข้อที่ถูกเอาไว้น่ะ”โจดี้เพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้

“ครับ แล้วก็วงกลมบนกระดาษแผ่นหน้ามันจะเบี้ยวๆด้วยนะ มันเหมือนจะเลยออกไปจากช่องคำตอบนิดหนึ่งด้วยนะครับ”อามุโร่พูดต่อ

“ว่าแต่ทำไมล่ะ?”สารวัตรเมงูเระสงสัย

“ที่คิดได้ก็คือ คนร้ายไม่เชี่ยวชาญหรืออาจจะต้องการใช้หมึกแดงปกปิดอะไรสีแดงบนกระดาษ”

“อะ! รอยเลือด”FBI สาวว่า

“จริงด้วย รอยเลือดที่เธอถูกคนร้ายทุบหัว เลือดของเธอคงจะกระเด็นไปโดนกระดาษคำตอบที่ยังไม่ได้ตรวจ เพื่อปกปิดรอบนั้นคนร้ายก็เลยใช้ปากกาสีแดงวงกลมทับรอยเลือดสีแดง วงกลมก็เลยเบี้ยวไปหน่อย”คาเมลพูด

“ครับ แต่ปัญหาก็คือใครกันในสามคนนี้คือคนร้าย”ชายหนุ่มผิวเข้มพูด พร้อมทั้งหันไปมองผู้ต้องสงสัยทั้งสาม

“แล้วรู้แล้วใช่มั้ยว่าใครคือคนร้าย?”

“ครับ เรื่องง่ายๆแค่นี้เองใช่มั้ย โคนันคุง”ร่างสูงหันไปถามความเห็นของเด็กแว่นชั้นประถม

“ครับ ลองสังเกตรูปดอกไม้ที่คุณครูชิบุยะวาดกับที่คนร้ายวาดสิครับ ก้นหอยที่อยู่ด้านในน่ะมันต่างกันใช่มั้ยล่ะครับ?”โคนันถาม

“จริงด้วย ก้นหอยที่คนร้ายวาดน่ะเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกาปกติมันวนตามเข็มนาฬิกาเข้าไปด้านในนะครับ”ทาคางิพูด

“ก็หมายความว่าคนร้ายคงจะไม่ใช่คนที่ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อด้วยมือขวา แล้วก็ไม่ใช่คนที่รับผ้าเช็ดหน้าด้วยมือขวาแต่เป็นคนที่ใช้ไฟแช็กจุดบุหรี่ด้วยมือซ้ายต่างหากล่ะครับ”


 

เมื่อโคนันพูดจบทุกสายตาพร้อมใจกันหันไปมองหนึ่งในผู้ต้องสงสัย และถึงแม้เขาจะพยายามแก้ตัวแต่ก็ถูกอามุโร่กดดันจนต้องยอมสารภาพความจริงว่าเขาเป็นคนลงมือทำร้ายคุณครูชิบุยะเอง และพอดีกับที่มีคนวิ่งมาแจ้งว่าคุณครูชิบุยะอาการทรุดหนักอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เมื่อโจดี้ได้ยินก็หน้าถอดสีรีบบอกให้คาเมลขับรถพาเธอไปโรงพยาบาลทันที


 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลโจดี้และโคนันก็รีบลงจากรถวิ่งเข้าไปในโรงพยาบาลก่อน คาเมลจึงเดินตามหลังไปแต่ก่อนที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลเขาก็รถ RX-7 สีขาวมาจอดข้างๆกัน พร้อมด้วยชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีครามที่เดินลงมาจากรถ


 

“นายมาที่นี่ทำไม?”คาเมลถาม

“ผมก็มาดูคุณครูชิบุยะสิครับ เพราะยังไงเธอก็เป็นผู้ว่าจ้างของผมนี่นา”อามุโร่พูด


 

คาเมลจึงเลิกให้ความสนใจกับชายหนุ่มเพราะถึงยังไงเขาก็ไม่ค่อยชอบหน้าหมอนี่สักเท่าไหร่นัก เพราะหมอนี่เป็นคนขององค์กรชุดดำ


 

“แล้วก็...ถ้าเป็นคุณน่ะน่าจะเป็นคนที่หลุดปากง่ายที่สุดยังไงล่ะ”

“หึ...ฉันไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก”คาเมลพูดอย่างมั่นใจ

“หรือว่า เพราะคุณเป็นแค่สมาชิกระดับล่างก็เลยไม่มีสิทธิ์ได้รู้ ความลับ อะไรงั้นสินะ”อามุโร่แกล้งพูดจายั่วโมโห

“ว่าไงนะ...!!!”


 

คาเมลไม่เข้าใจคำพูดของอามุโร่เท่าไหร่นัก แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรเขาก็ถูกโจดี้ดึงแขนเข้าไปในโรงพยาบาลเสียก่อน อามุโร่จึงจำต้องล่าถอยไป


 

      แต่ยังไงตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนของเขาแล้ว...อามุโร่คิดพลางยกยิ้มมุมปาก



 


 

“นี่ นายคงไม่ได้หลุดปากเรื่องคุสึดะ ริคุมิจิให้หมอนั่นฟังใช่มั้ย?”โจดี้กระซิบถามชายร่างใหญ่

“ครับ ยังไงผมก็ไม่มีทางหลุดปากเรื่องที่คุสึดะ ริคุมิจิยิงตัวตายในรถให้หมอนั่นฟังเด็ดขาด”

“งั้นเหรอ...”หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะผละตัวออกมาในจังหวะที่คาเมลเผลอ

“คุณโจดี้...”คาเมลยืนหันซ้ายหันขวามองหาหญิงสาวที่เป็นเพื่อนร่วมงาน เพราะจู่ๆคุณโจดี้ก็หายตัวไป


 

 


 


 


 

รถ Mazda Rx-7 แล่นเข้ามาจอดเทียบทางเท้าที่มีร่างบางของหญิงสาวผมสีบลอนด์ทองกำลังยืนสูบบุหรี่รออยู่ มือบางดีดบุหรี่ในมือทิ้งก่อนจะก้าวขึ้นรถ


 

“มาช้าจังเลยนะ ผมกำลังห่วงอยู่เลยว่าคุณจะไม่มาเสียแล้ว”เจ้าของรถ Rx-7 พูดขึ้น

“ก็ผ้าพันคอลายเดียวกับแม่นั่นมันหายากนี่นา”หญิงสาวบ่น


 

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็เหยียบคันเร่งออกรถมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่


 

“เป็นยังไงได้เรื่องมั้ย?”ชายหนุ่มผมบลอนด์ถาม

“ผู้ชายที่ชื่อ คุสึดะ ริคุมิจิ เป็นไปตามที่เธอคาดเขาใช้ปืนยิงตัวตายในรถของตัวเองน่ะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับค่อยๆถอดหน้ากากที่ตนสวมอยู่ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง


 

          ใบหน้าของแม่มดสาวพันหน้า...เบลม็อท


 


 

“ว่าแต่สมาชิกปลายแถวที่ไม่มีแม้แต่โค้ดเนมยิงตัวตายไปเองน่ะ มันมีอะไรงั้นเหรอ?”เบลม็อทถามอย่างสงสัย

“ถ้าสมมติว่าคุณจะยิงตัวตายคุณจะทำยังไงครับ?”อามุโร่ไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับตั้งคำถาม ถามเธอแทน

“นั่นสินะ ก็คงใช้ปากกระบอกปืนจ่อไปที่ขมับตัวเองแล้วก็ยิงล่ะมั้ง”

“ใช่ แล้วหัวกระสุนก็จะฝังอยู่ในกะโหลกต่อให้ศพถูกเผาก็ตาม”

“ถูกเผางั้นเหรอ?”

“มันมีไม่ใช่เหรอครับ หลังจากที่คุสึดะตายไปไม่นานก็มีอีกคนที่ตายตามมา คนที่ถูกยิงที่หัวแถมศพก็ยังถูกไฟเผาเหมือนกันอีก”

“อย่าบอกนะว่า...”เบลม็อทเริ่มคาดเดาสิ่งที่ชายหนุ่มจะสื่อได้

“ใช่  เจ้าหน้าที่ FBI อากาอิ ชูอิจิ

“จะบอกว่าหมอนั่นยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?”

“ครับ ถ้าข้อสันนิษฐานของผมถูกต้องล่ะก็นะ”อามุโร่พูดอย่างมั่นใจ

“ฮะๆๆๆ ขอโทษทีนะแต่ข้อสันนิษฐานของเธอคงจะผิดแล้วล่ะ เพราะการตายของหมอนั่นถูกยืนยันเรียบร้อยแล้วล่ะ ที่สำคัญคนที่ยืนยันก็คือตำรวจญี่ปุ่นแล้ว FBI ก็เป็นคนยื่นเรื่องให้ตรวจสอบด้วย”เบลม็อทว่า

“....”

“เคยบอกไปแล้วนะว่าคีร์น่ะเป็นคนเล็งยิงที่หัวของเจ้าหมอนั่นเอง แล้วก็รอยนิ้วมือที่เก็บได้จากศพที่ถูกเผาไปพร้อมกับตัวรถกับรอยนิ้วมือของอากาอิที่ติดอยู่ที่โทรศัพท์ของนักสืบตัวน้อยคนนั้นน่ะมันตรงกัน”

“อย่างนี้นี่เอง แล้วเขาเก็บรอยนิ้วมือจากศพที่ถูกเผาได้ยังไงกันล่ะครับ?”

“เพราะว่าศพถูกเผาทั้งๆที่มือยังซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงที่ทำจากผ้ากันไฟน่ะสิ เป็นคนแบบนั้นนั่นแหละขนาดตอนที่ยิงฉันด้วย Short Gun หมอนั่นยังเอามือซุกกระเป๋ากางเกงไว้ข้างหนึ่งเลย”หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลพูด พลันนึกถึงตอนที่เธอถูกอากาอิยิงตอนที่วางแผนจะชิงตัวเชอร์รี่

“โห...ยิง Short Gun ด้วยมือเดียวเหรอครับ สมกับเป็นหมอนั่นจริงๆ แต่ว่าเพื่อให้มีการเก็บรอยนิ้วมือได้ภายหลังก็อาจจะมีการจัดฉากให้ศพเอามือซุกในกระเป๋าก็ได้นะครับ”

“ถ้าสงสัยมากขนาดนั้นล่ะก็...จะดูคลิปที่อากาอิถูกยิงด้วยมั้ยล่ะ?”

“หมายถึงภาพของกล้องที่ซ่อนไว้ที่สร้อยคอของคีร์น่ะเหรอครับ?”เบอร์เบิ้นจำได้ว่ามีการซ่อนกล้องไว้ที่ตัวของคีร์เพื่อที่จะดูว่ามีการเล่นตุกติกอะไรระหว่างอากาอิกับคีร์หรือเปล่า เพราะในตอนนั้นคีร์เพิ่งจะกลับเข้ามาในองค์กรการที่จะถูกสงสัยก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

“ใช่ ในคลิปนั่นน่ะมีภาพก่อนที่อากาอิจะขาดใจตายบันทึกไว้อย่างชัดเจน แล้วก็...ผู้ชายคนนั้นก่อนที่จะถูกยิงที่หัวเขาก็พูดออกมาว่า ไม่คิดเลยว่าจะมาลงเอยแบบนี้

ไม่คิดเลยว่าจะมาลงเอยแบบนี้...งั้นเหรอ”อามุโร่ขมวดคิ้วทบทวนคำพูดของอากาอิ


 

ยิ่งฟังสิ่งที่เบลม็อทบอกเบอร์เบิ้นก็เริ่มมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนเองมากขึ้น


 

“ขอพูดในฐานะนักแสดงก็แล้วกันนะ นั่นน่ะไม่ใช่บทที่เตี๊ยมกันไว้แต่เป็นคำพูดจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่ฉันก็ผิดหวังมากนะที่ให้ฉันมาเล่นละครปัญญาอ่อนแบบนี้น่ะ”เบลม็อทว่าด้วยท่าทีเบื่อหน่ายนิดๆ

“....”

“ว่าแต่ว่าแม่คู่หูของนายน่ะรู้เรื่องนี้ด้วยใช่มั้ย?”

“แมร์โลน่ะเหรอครับ แน่นอนครับเธอรู้อยู่แล้ว”

“นั่นสินะ...”


 

ไม่มีทางที่เบอร์เบิ้นจะสืบอะไรโดยที่แมร์โลไม่รู้หรอก แต่ดูจากท่าทางของเบอร์เบิ้นแล้วแมร์โลเองก็อาจจะคอยซัพพอร์ตหมอนี่อยู่ด้วย หมายความว่าแมร์โลเองก็สงสัยเรื่องการตายของอากาอิอยู่เหมือนกัน


 

“ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ให้ดูเองว่าข้อสันนิษฐานของผมถูกต้องหรือเปล่า จะไล่ต้อนให้จนมุมจนไม่มีทางแก้ตัวได้เลย”

“แปลว่ารู้ที่อยู่ของคุณพี่ตายโหงคนนั้นแล้วสินะ”เบลม็อทแกล้งถาม

“ยังครับ แต่เรื่องสืบข้อมูลน่ะสำหรับผมแค่วันเดียวก็เหลือเฟือแล้ว”เบอร์เบิ้นยกยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ
 

รถ Rx-7 ก็มุ่งหน้าไปยังเส้นทางของถนน ยามราตรีเรื่อยๆ


 


 


 


 


 


 


 


 

หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอมเทากำลังนั่งมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกของร้านกาแฟแห่งหนึ่งผ่านกระจกใสของร้าน วันนี้เบอร์เบิ้นนัดเธอออกมาพูดคุยเรื่องที่เขาไปตามสืบมา ดูเหมือนว่าเขาจะได้ข้อสรุปทุกอย่างแล้ว


 

“รอนานหรือเปล่า โทษทีนะที่มาช้า”ร่างสูงของชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยทัก ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามเธอ


 

“ก็ไม่นานมากหรอก นายสั่งอะไรดื่มก่อนมั้ย?”ร่างบางเอ่ยถาม เพราะดูจากท่าทางของเบอร์เบิ้นเขาก็ดูจะรีบร้อนอยู่เหมือนกัน


 


 

“ได้เรื่องอะไรมาบ้างล่ะ?”นานามิเอ่ยถาม หลังจากที่พวกเขานั่งจิบกาแฟกันอยู่พักหนึ่ง


 

“ก็ได้อะไรน่าสนใจมานิดหน่อย ว่าแต่...ฉันถามอะไรหน่อยสิ แมร์โล”

“อะไรล่ะ?”แมร์โลเลิกคิ้วสงสัย

“ช่วงนี้เธอรู้สึกว่ามีใครที่มีกลิ่นอายเหมือนอากาอิมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวหรือเปล่า?”


 

คำถามของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้นิ้วเรียวชะงักจากการจับหูถ้วยกาแฟ


 

“ท่าทางแบบนั้นคงมีสินะ”อามุโร่เดาได้จากท่าทีของหญิงสาว

“นายไม่น่าถามคำถามนี้กับฉันนะ เพราะฉันเชื่อว่านายเองก็รู้สึกได้เหมือนกัน”

“นั่นสินะ ฉันก็รู้สึกมาสักพักแล้วตั้งแต่ที่ได้เจอกับ ‘เขา’ ตอนนั้น”อามุโร่ยกยิ้มมุมปาก


 

หมายความว่าแมร์โลก็คงจะรู้สึกถึง ตัวตน ของ หมอนั่น เหมือนกัน ไม่สิ...เธออาจจะรู้มาได้สักพักแล้วแต่เธอไม่ได้บอกเขา ประกอบกับข้อมูลที่เขาไปตามสืบมาก่อนหน้าที่จะมาหาเธอก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจ


 

หลังจากนั้นอามุโร่จึงเล่าถึงข้อสันนิษฐานของเขารวมถึงข้อมูลที่เขาไปตามสืบมา


 

“งั้นมาลองดูกันว่าสิ่งที่เราสองคนคิดจะเป็นจริงหรือเปล่า”ชายหนุ่มผมบลอนด์ว่า พลางยกยิ้ม


 

“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน”แมร์โลพยักหน้ารับเบาๆ เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายที่เธอสงสัยเกี่ยวกับ ตัวตน ของเขามาตลอด เพราะเขามีกลิ่นอายที่เหมือนอากาอิ จะเป็นคนเดียวกับที่พวกเขาคิดไว้หรือเปล่า


 


 


 


 


 


 


 


 

ณ คฤหาสน์คุโด้ ร่างสูงของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีพีชกำลังนั่งไขว่ห้างพิงโซฟาตัวยาว ดูการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลทางโทรทัศน์


 

ติ๊ง หน่อง~


 

เสียงออดหน้าประตูดังขึ้น ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟาเพื่อไปเปิดประตู


 

“สวัสดีครับ คุณโอกิยะ สึบารุ ไม่ได้พบกันนานนะครับ”ชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยทัก เมื่อพบหน้าคนที่เขาต้องการเจอ

“คุณอามุโร่...”

“ขอเข้าไปด้านในจะได้มั้ยครับ? พอดีผมมีเรื่องจะคุยกับคุณน่ะ”

“ได้สิครับ ถ้าแค่คุณคนเดียวนะแต่ขอโทษนะครับถ้าจะให้ เพื่อนๆ ที่อยู่ข้างนอกเข้ามาด้วยผมคงต้องขอปฏิเสธ เพราะว่าผมมีถ้วยชาสำหรับแขกไม่พอ”สึบารุพูด

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ พวกนั้นชอบรออยู่ข้างนอกน่ะ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคำตอบของคุณจะทำให้พวกเขาบุกเข้ามาทั้งหมดหรือเปล่าไงล่ะครับ”อามุโร่พูด พร้อมกับเหลือบไปมองทางด้านหลังของเขาเล็กน้อย


 

  ดูท่าว่าหมอนี่จะรู้ตัวเร็วกว่าที่เขาคิดไว้เสียแล้ว เรื่องที่เขาพา เพื่อน มาด้วยน่ะ...


 

สึบารุเปิดประตูออกกว้างและผายมือเชิญแขกเข้ามาในบ้าน


 

คอยดูเถอะ อากาอิ ชูอิจิ ฉันจะเปิดโปง ความลับ ของนายและกระชาก หน้ากาก ที่นายสวมอยู่ออกมาให้ได้...


 

_________________________________________________________


 

ก่อนอื่นต้องขอโทษก่อนเลยนะคะที่ไรท์หายไปนาน พอดีไรท์ยุ่งอยู่กับการเรียนออนไลน์ของมหาวิทยาลัยนิดหน่อย แต่ตอนนี้ก็จะกลับมาอัพตามปกติแล้ว อย่าเพิ่งทิ้งกันน้า


 


 


 


 


 

 

Attachment.png
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #84 seirin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 18:10

    สู้ๆค่าไรท์ สนุกตลอด
    #84
    1
    • #84-1 Arwen(จากตอนที่ 34)
      20 กันยายน 2563 / 21:49
      ขอบคุณนะคะ☺️🥰
      #84-1
  2. #83 AngelOfTheDemons (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 07:25

    สู้ๆ ค่ะไรท์
    #83
    1
    • #83-1 Arwen(จากตอนที่ 34)
      8 สิงหาคม 2563 / 10:00
      ขอบคุณนะคะ
      #83-1
  3. #82 tfplmnp3 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 01:50

    ไม่ทิ้งแน่นอนเลยค่าาาไรท์
    #82
    1
    • #82-1 Arwen(จากตอนที่ 34)
      8 สิงหาคม 2563 / 09:59
      ขอบคุณนะคะ ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะ
      #82-1