[ Fic Conan ] Bourbon and Merlot Secret Love

ตอนที่ 32 : Chapter 32 The secret of cherry blossom viewing

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    27 พ.ย. 63

 

“คีร์ ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอหน่อย”ซีลวาเนพูดขึ้น ขณะที่สายตาจับจ้องไปบนท้องถนน

 

คีร์หันมามองหน้าอีกฝ่าย เธออยู่บนรถสปอร์ตคันหรูของซีลวาเนเพื่อไปทำภารกิจลอบสังหาร

 

“เรื่องอะไรล่ะ?”

“เรื่องการตายของอากาอิ ชูอิจิ”

 

คีร์ชะงักไปเล็กน้อย เธอหวังว่าซีลวาเนคงจะไม่ได้ยินที่เธอคุยโทรศัพท์ในตอนก่อนที่จะเริ่มทำภารกิจหรอกนะ

 

“การตายของอากาอิมันทำไมเหรอ หรือว่ายินไม่ได้บอกเธอ”คีร์พยายามถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด

 

“เธอช่วยเล่าทุกอย่างในตอนนั้นให้ฟังหน่อยจะได้มั้ย?”

“เธออยากจะรู้ไปทำไมล่ะ ตายก็คือตายไม่ใช่เหรอ?”หญิงสาวผมดำนึกสงสัย ทำไมซีลวาเนถึงอยากรู้เรื่องการตายของอากาอิขนาดนั้น

 

“ยินบอกฉันแค่ว่าหมอนั่นตายแล้ว แต่ก็ไม่ได้เล่าทุกอย่างให้ฉันฟังฉันก็เลยอยากมาถามกับเธอไง หรือว่า...เธอมีเรื่องที่บอกไม่ได้”เจ้าของนัยน์ตาสีเฮเซลปรายตามองอีกฝ่าย

“ฉันไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ฉันเป็นคนฆ่าหมอนั่นเองกับมือนะ”

“ถ้างั้นก็เล่ามาสิ...”

 

ร่างบางของหญิงสาวผมสีบลอนด์ทองนั่งจ้องจี้รูปปีกนางฟ้านิ่งอยู่บนโซฟาในห้องของตน พลางนึกถึงบทสนทนาที่เธอเคยคุยกับคีร์เมื่อไม่นานมานี้

 

ทั้งๆที่เป็นคนมีความสามารถขนาดที่คนในองค์กรกลัวจนให้ฉายาว่า Silver Bullet แท้ๆ ไม่คิดว่าจะมาจบชีวิตลงง่ายๆแบบนี้

 

ซีลวาเนสลัดความคิดในหัว สวมจี้รูปปีกนางฟ้าที่คอตามเดิม หลังจากที่เธอทำงานลอบสังหาร ส.ส. ทาคิซาวะพลาด ยินก็สั่งไม่ให้เธอทำภารกิจอื่นอีกเพื่อหลบพวก FBI ไปสักพัก แต่เธอก็เริ่มเบื่อๆแล้วเหมือนกัน

 

วันนี้ขอออกไปเปลี่ยนบรรยากาศหน่อยแล้วกัน...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บนรถ RX-7 บทสนทนาของชายหนุ่มผมบลอนด์เรียกสนใจจากเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอมเทาที่กำลังนั่งท้าวคางมองวิวนอกรถได้เป็นอย่างดี

 

“FBI เหรอ?”แมร์โลเอ่ยถามอย่างสงสัย

“ใช่ ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ถ้าอยากสืบเรื่องของอากาอิก็ต้องเข้าหาพวก FBI”เบอร์เบิ้นพูดพลางยกยิ้มมุมปาก

“แล้วจะทำยังไงล่ะ นายคิดว่าจะมี FBI คนไหนที่จะยอมปริปากบอกเรื่องของอากาอิง่ายๆกัน”

“ก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอ? คนที่จะหลุดปากเรื่องของอากาอิออกมาโดยที่พวกเราไม่ต้องเสียเวลาเค้นคอให้เหนื่อยน่ะ”

“ใครล่ะ? อย่าบอกนะว่าเป็น FBI ที่นายเคยเจอที่คดีปล้นธนาคารเทโตะ”แมร์โลถาม เธอนึกถึงเรื่องที่เบอร์เบิ้นเคยเล่าให้ฟัง ตอนที่เธอไปทำภารกิจอยู่ที่อเมริกาและช่วงนั้นอากาอิยังตายได้ไม่นาน เพื่อตรวจสอบว่าอากาอิตายจริงหรือเป็นการเล่นละครตบตาของพวก FBI เบอร์เบิ้นจึงปลอมตัวเป็นอากาอิไปปรากฏตัวใกล้ๆตัวคนรู้จักเพื่อดูปฏิกิริยา และก็ได้รู้ถึงความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างอากาอิกับเจ้าหน้าที่FBI คนหนึ่ง

 

“ใช่ ถ้าเป็นเธอคนนั้นล่ะก็คงจะหลุดปากเรื่องอากาอิออกมาได้ง่ายๆเลยล่ะ”

“ท่าทางจะมีอดีตร่วมกันมาเยอะนะระหว่างอากาอิกับผู้หญิง FBI คนนั้นน่ะ”หญิงสาวตั้งข้อสงสัย

“ก็คงจะอย่างนั้นนะ แต่งานนี้คงต้องใส่หน้ากากเข้าหากันสักหน่อยล่ะ”ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม

“หน้ากากเหรอ?”แมร์โลนึกแปลกใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ว้าว ซากุระนี่สวยจังเลยนะ”อายูมิพูดพร้อมกับเงยหน้ามองเหล่าดอกซากุระที่กำลังเบ่งบานงดงาม

“นั่นสินะ...”เก็นตะพยักหน้ารับ

“สมกับเป็นงานชมดอกไม้ของศาลเจ้าเลยนะครับ”มิซึฮิโกะพูด

 

เด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชนกำลังตื่นเต้นกับเทศกาลชมดอกไม้ในศาลเจ้าที่ด็อกเตอร์อากาสะพามา

 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังเบ่งบานเต็มที่ เหมาะแก่การชมดอกไม้เป็นที่สุด แต่ก็มีใครบางคนที่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับบรรยากาศโดยรอบเลย นัยน์ตาสีครามภายใต้กรอบแว่นกำลังสอดส่ายสายตาหาอะไรบางอย่างอยู่ จนเด็กสาวผมน้ำตาลที่เดินอยู่ข้างเริ่มสงสัย

 

“นี่ นายกำลังมองหาใครอยู่น่ะ?”ไฮบาระถาม

“ปะ...เปล่า ไม่ได้หาใคร”อีกฝ่ายตอบปฏิเสธ แล้วสอดส่ายสายตามองไปรอบๆต่อ

 

จนไฮบาระเริ่มนึกสงสัย

 

ไม่ได้มองหาใครแต่ท่าทางของนายดูมีพิรุธสุดๆเลยนะ เอโดงาวะคุง.....

 

“ด็อกเตอร์พวกหนูจะไปเสี่ยงเซียมซีกันช่วยจองที่ให้ด้วยนะคะ”เด็กสาวหันไปบอกชายร่างท้วม

“อ่า...ได้สิ”

 

“เย้!!! พวเราไปเสี่ยงเซียมซีกันเถอะ”

 

เด็กๆทั้งสามร้องดีใจก่อนวิ่งนำหน้าออกไป

 

 

 

 

 

“ฉันได้โชคดีล่ะ”เก็นตะพูดแล้วชูใบเสี่ยงเซียมซีให้เพื่อนๆดู

“อายูมิได้ดีปานกลาง”

“ส่วนผมได้ดวงดีในอนาคต”

 

แล้วทำไมของฉันถึงได้ดวงแย่ล่ะเนี่ย...

 

โคนันคิด พลางจ้องมองกระดาษเซียมซีในมือด้วยสีหน้าเอือมๆ

 

“พวกเราไปผูกใบเซียมซีกันเถอะ”อายูมิพูด

 

“เดี๋ยวก่อน อุตส่าห์ได้ใบดวงดีมาแล้วก็ควรจะเอากลับบ้านสิ ที่ควรไปผูกน่ะคือเวลาที่ได้ดวงไม่ดีและต้องการจะเปลี่ยนดวงต่างหากล่ะ”ชายชราคนหนึ่งเดินถือไม้เท้าเข้ามาบอกพวกเด็กๆ

 

“....”

“คนสมัยนี้ได้อะไรมาก็ชอบเอาไปผูกกันเสียหมดจนเป็นนิสัย”เขาบ่นเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป

 

“งั้นคนที่ต้องเอาไปผูกคือ เอโดงาวะคุง คนเดียวสินะ”ไฮบาระพูด พลางเหลือบสายตามองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

หนอย! ยัยนี่...ดันมาแอบดูของคนอื่นเขาเสียได้...

 

“แล้วเธอได้อะไรมาล่ะ?”โคนันถาม

“อยากรู้เหรอ?”เด็กหญิงแกล้งถาม

“ปะ...เปล่าซะหน่อย”โคนันเบือนหน้าหนี

“ช่วยไม่ได้นะ...”ไฮบาระชูใบเซียมซีให้อีกฝ่ายดู พลางยกยิ้มอย่างเหนือกว่า

“โชคดีมากงั้นเหรอ...”

“สุดยอดไปเลย ไอจัง”อายูมิว่า

 

 

“แต่ว่าในบางครั้งดวงแย่ก็หยิบมาได้ยากในทางกลับกันบางคนเขาถือว่าเป็นดวงดีนะ”

 

เสียงคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง พวกเด็กๆหันไปก็พบกับ ร่างบางของหญิงสาวผมสั้นสีบลอนด์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

 

“อาจารย์โจดี้!!!”โคนันร้องเรียกอีกฝ่าย

 

เด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชนวิ่งมาหาหญิงสาว

 

“อาจารย์โจดี้ก็มาชมดอกไม้เหมือนกันเหรอครับ?”มิซึฮิโกะถาม

“Oh Yes! ฉันชอบซากุระมากๆเลยล่ะ”โจดี้พูด

“เข้าใจล่ะ คงมีเรื่องที่เป็นความลับคุยกับเอโดงาวะคุงสองคนก็เลยเรียกอาจารย์มาที่นี่ใช่มั้ยล่ะ?”ไฮบาระเอ่ยถามอย่างรู้ทัน

 

เรียกสีหน้าเหวอๆจากโคนันและอาจารย์โจดี้ได้เป็นอย่างดี

 

“เพราะว่าสวนสาธารณะเป็นสถานที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลของพวกสายลับอยู่แล้วนี่ อ้าวพวกเราไปกันเถอะดูเหมือนว่าพวกเขามีเรื่องที่ต้องคุยกันสองคนน่ะ”เด็กหญิงพูดพร้อมกับหันไปเอ่ยชวนพวกเด็กๆให้ออกจากวงสนทนา

 

“เอ๋!?”

 

ขบวนการนักสืบเยาวชนได้แต่ทำหน้าแปลกใจ

 

“แต่ก็...ระวังคนของสันติบาลไว้หน่อยก็ดีนะคะ”ไฮบาระเอ่ยเตือนไว้แค่นั้นก่อนจะเดินนำพวกเด็กๆออกไป

“อะ...โอเค”FBI สาวตอบรับอย่างเกร็งๆ

 

ในขณะที่โคนันได้แต่ทำสีหน้าเอือมๆ

 

ยัยนี่...รู้ทันเขาเสมอเลยจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ซากุระสวยจังเลย”อายูมิพูด

 

เด็กหญิงวิ่งนำหน้าทุกคน แต่ไม่ทันได้มองข้างหน้าจึงวิ่งไปชนใครบางคนจนล้มลง

 

“โอ๊ย! เจ็บจังเลย”อายูมิบ่น

“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?”หญิงสาวคนถูกชนเอ่ยถาม

 

อายูมิเงยหน้ามองหญิงสาว เธอเป็นคนรูปร่างสมส่วน ผิวขาว มีผมสีบลอนด์ทอง นัยน์ตาสีเดียวกัน หน้าตาสะสวย น่าจะเป็นชาวต่างชาติ

 

“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ”เด็กหญิงเผลอจ้องมองอีกฝ่ายอยู่นาน

 

หญิงสาวย่อตัวลงค่อยๆพยุงตัวเด็กหญิงขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆปัดฝุ่นตามเสื้อและร่างกายให้

 

“ไม่มีบาดแผล แต่คราวหน้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ”หญิงสาวผมสีบลอนด์ทองเอ่ยเตือน

“คะ...ค่ะ”

 

“อายูมิ...”

“อายูมิจัง...”

 

เก็นตะและมิซึฮิโกะที่เดินตามมารีบวิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นว่าเพื่อนของพวกเขากำลังคุยอยู่กับคนแปลกหน้า

 

“อะ...เก็นตะคุง มิซึฮิโกะคุง”

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? อายูมิจัง”เด็กชายหน้าตกกระรีบถาม

“ไม่เป็นไร พอดีว่าอายูมิวิ่งไม่ทันระวังก็เลยไปชนพี่สาวคนนี้เข้าน่ะ ขอบคุณนะคะพี่สาว”

“จ๊ะ แต่คราวหน้าต้องระวังอย่าไปวิ่งชนคนอื่นอีกนะจ๊ะ”ร่างบางยิ้มรับ พร้อมกับเอ่ยเตือนอีกครั้ง

 

หญิงสาวผมสีบลอนด์ทองยืนขึ้นเต็มความสูง หันหลังเตรียมจะเดินออกไปแต่ก็ถูกเด็กชายร่างท้วมเรียกเอาไว้เสียก่อน

 

“เดี๋ยวก่อนครับ นี่กระเป๋าสตางค์ของพี่สาวหรือเปล่าครับ?”เก็นตะร้องถาม แล้วก้มกระเป๋าสตางค์ใบเล็กสีขาวที่ตกอยู่บนพื้น

“อะ ของฉันเองจ๊ะ ขอบใจนะ”หญิงสาวรับกระเป๋าสตางค์มา ส่งยิ้มให้เด็กๆเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป

 

 

ไฮบาระที่เดินตามมาทีหลังนึกสงสัยกับท่าทีของพวกเด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชน จึงเอ่ยถาม

 

“มีอะไรกันงั้นเหรอ?”

“อะ ไอจัง พอดีว่าอายูมิเผลอวิ่งไปชนพี่สาวคนเมื่อกี้ล้มน่ะเขาก็เลยช่วยไว้”มือเล็กๆของเด็กหญิงชี้ไปที่ร่างบางของหญิงสาวที่เดินออกไปไกล

“น่าจะเป็นชาวต่างชาตินะครับ”มิซิฮิโกะพูด

“เป็นคนที่สวยมากๆเลยล่ะ”เก็นตะเสริม

 

ไฮบาระมองตามทิศทางที่อายูมิชี้ไป ก็เห็นแผ่นหลังบางของหญิงสาวกับเรือนผมสีบลอนด์ทอง เธอชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง เธอรู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนั้นเหลือเกิน

 

เหมือนกับ...เธอ ไม่ผิดเลย...

 

 

 

 

 

 

 

 

ทางด้านโคนันและโจดี้ก็พูดคุยกันถึงเรื่องสมาชิกองค์กรชุดดำที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ใกล้ตัวพวกเขา ตอนแรกโคนันคิดว่าหลังจากจัดการกับเป้าหมายอย่างเชอร์รี่แล้ว พวกมันจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับพวกเขาแล้วแท้ๆ แต่กลับผิดคาดพวกมันก็ยังมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆตัวพวกเขาอีก ดังนั้นเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันมีเป้าหมายอะไรอีกและเขาก็ต้องการที่จะตรวจสอบเรื่องพวกมันด้วยถึงได้เรียกอาจารย์โจดี้มา

 

“ที่เรียกฉันมาก็เพื่อจะให้ตรวจสอบเรื่องของสองคนนี้เหรอ?”โจดี้ถาม ก้มตัวลงมองภาพในโทรศัพท์มือถือของเด็กแว่นชั้นประถม

 

เป็นภาพของชายหนุ่มผิวเข้ม ผมสีบลอนด์ มีนัยน์ตาสีคราม

 

“ครับ ผู้ชายคนนี้มีโค้ดเนมว่า เบอร์เบิ้น ใช้ชื่อปลอมว่า อามุโร่ โทโอรุ ทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านปัวโรต์”

“....”

“ส่วนผู้หญิงคนนี้คือ แมร์โล ใช้ชื่อปลอมว่า คุโรชิยะ นานามิ ทำงานเป็นอาจารย์พาร์ทไทม์อยู่ที่โรงเรียนของพวกพี่รันตามที่อาจารย์รู้”โคนันสไลด์ภาพถัดไปให้โจดี้ดู เป็นภาพของหญิงสาวผิวขาว รูปร่างเพรียวบาง นัยน์ตาสีม่วงอมเทา

“....”

“ผมอยากให้อาจารย์โจดี้ตรวจสอบเรื่องของพวกเขาอย่างละเอียดน่ะครับ”

“อ่อ...เข้าใจแล้วล่ะ”FBI สาวพยักหน้ารับ

“แล้วผมก็มีเรื่องอยากจะถามอาจารย์โจดี้ด้วยครับ”

“หืม? เรื่องอะไรเหรอ?”

“ที่ก่อนหน้านี้อาจารย์โจดี้เคยบอกว่าเจอคุณอากาอิที่มีแผลไฟลวกที่หน้าจริงหรือเปล่าครับ?”โคนันถาม

“อะ...อืม ใช่ ฉันจำไม่ผิดแน่ต้องเป็นชูแน่ๆ”โจดี้ตอบด้วยความมั่นใจ

“ผมว่าเขาไม่ใช่คุณอากาอิหรอกครับ แต่คงจะเป็นเบอร์เบิ้นสมาชิกขององค์กรชุดดำที่ปลอมตัวมามากกว่า”เด็กแว่นพูดถึงข้อสันนิษฐานของตนเอง

 

ซึ่งทำให้ FBI สาวมีสีหน้าช็อคไปชั่วขณะหนึ่ง

 

“อะ...อะไรนะ!?”

“ผมว่าพวกมันคงต้องการจะตรวจสอบว่าคุณอากาอิตายจริงหรือว่าเป็นการเล่นละครตบตาของพวก FBI ถ้าหากไปปรากฏตัวคลุกคลีอยู่กับคนรู้จักของคุณอากาอิเพื่อดูปฏิกิริยาก็จะรู้ได้ครับ แต่ว่าดูเหมือนว่าเรื่องบนรถไฟด่วน Bell Tree ที่ระเบิดพวกมันให้เบลม็อทปลอมตัวเป็นคุณอากาอิแทนเบอร์เบิ้น”

“เอ๋! เรื่องบนรถไฟด่วน Bell Tree นั่นก็เป็นฝีมือของพวกมันงั้นเหรอ?”

“ครับ...”เด็กแว่นพยักหน้ารับ

“ดีล่ะ คราวหน้าถ้าเจอผู้ชายที่หน้ามีแผลไฟลวกนั่นอีกจะจับมากระชากหน้ากากแล้วเค้นคอถามให้ได้เลย”หญิงสาวชูกำปั้นขึ้น แต่เธอก็เหมือนฉุกคิดขึ้นมาได้

 

ถ้าหากว่าชูที่เธอเจอเมื่อตอนนั้นเป็นเบอร์เบิ้นปลอมตัวมา ถ้าอย่างงั้นชูก็...

 

“เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าอย่างนั้นชู...ชูเขาก็...”โจดี้จับไหล่ของเด็กชายแน่น แววตาสั่นไหว

 

โคนันเองก็มีสีหน้าลำบากใจ

 

ขอโทษนะครับ...อาจารย์โจดี้...

 

 

 

 

“อ้าว หรือว่าคุณจะเป็นผู้หญิงชาวต่างชาติที่เคยถูกจับเป็นตัวประกันในคดีปล้นธนาคารเทโตะครับ”

 

ชายวัยกลางคนผิวเข้ม เดินเข้ามาหาพวกเขา เสียงอู้อี้ภายใต้หน้ากากอนามัยเอ่ยทัก

 

โจดี้หันไปมองด้วยความแปลกใจ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?

 

“จำผมได้มั้ยครับ? ผมเป็นคนที่นั่งเฉียงอยู่ด้านหลังของคุณ ผู้หญิงที่ใช้เทปปิดปาก ปิดตาคุณตอนนั้นน่ะเป็นภรรยาของผมเอง”ร่างสูงอธิบาย แล้วเปิดหน้ากากอนามัยออก

“อะ...ค่ะ”โจดี้พยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ตอนนั้นมีผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์คนหนึ่งเอ่ยขออนุญาตเพื่อจะใช้เทปปิดปากและปิดตาเธอ

 

“แล้วถ้าอย่างนั้นผู้ชายที่มีแผลไฟลวกที่หน้าเมื่อตอนนั้นเป็นแฟนคุณเหรอครับ?”

“เอ๊ะ? เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

“อ่อ...ปะ..เปล่าครับ งั้นก็แล้วไป พอดีเมื่อ 2-3 วันก่อนเจอเขาน่ะครับ”ชายวัยกลางคนพูด พร้อมกับหันหลังเตรียมจะเดินออกไป

 

“เจอที่ไหนครับ?”โคนันรีบถาม

“นี่คุณรีบตอบมาสิ”FBI สาวคว้าแขนชายร่างสูงเอาไว้

“อะ...เอ่อ ผมจำไม่ได้แล้วล่ะครับ”

 

 

โจดี้พยายามซักไซร้ถามชายวัยกลางคนว่าเขาเคยเจอ อากาอิ ชูอิจิที่ไหน แต่เขาก็ยังนึกไม่ออก และเขาเองก็ดูจะไม่สบาย เพราะตอนที่เขาคุยกับโจดี้และโคนันก็ไอเกือบตลอดเวลา

 

“ถ้างั้นคุณอาจจะเคยเจอเขาที่หน้าตู้ขายกาแฟกระป๋องก็ได้นะคะ”โจดี้สันนิษฐาน

“กาแฟกระป๋อง เขาชอบดื่มเหรอครับ?”

“ค่ะ ดื่มอยู่บ่อยๆ ตอนนั้นก็เหมือนกัน...”โจดี้เพิ่งฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ตอนที่องค์กรจะมาชิงตัวมิซึนาชิ เรย์นะ อากาอิก็ดื่มกาแฟกระป๋องอยู่ด้วย

 

“อะไรเหรอครับ?”ชายวัยกลางคนถามเมื่อเห็นท่าทีแปลกๆของหญิงสาว

“ปะ...เปล่าค่ะไม่มีอะไร”

 

โคนันขมวดคิ้วยุ่งอย่างนึกสงสัย

 

ทั้งๆที่เรื่องบนรถไฟด่วน Bell Tree เบอร์เบิ้นก็มั่นใจว่าคุณอากาอิตายไปแล้วแท้ๆ แล้วทำไมถึงต้องปลอมตัวอีก...

 

 

ชายวัยกลางคนผิวเข้มไออย่างหนักจนเหล่าขบวนการนักสืบเยาวชนเอ่ยทักเรื่องอาการไอของเขา พวกเขายืนพูดคุยกันอีกนิดหน่อยทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนโวยวายเรียกความสนใจของทุกคน

 

“โจรล้วงกระเป๋า!!! ช่วยด้วยค่ะ โจรล้วงกระเป๋า!!!”

 

หญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งร้องตะโกนวิ่งฝ่าฝูงชนในงานชมดอกไม้ก่อนจะมาชนกับเจ้าหน้าที่ FBI สาวจนล้มลง

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”โจดี้แล้วค่อยประคองเธอให้ลุกขึ้น

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? คุณป้า”

 

เด็กขบวนการนักสืบเยาวชนวิ่งเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

 

“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ พอดีว่าเมื่อกี้มีคนพยายามจะล้วงกระเป๋าฉันน่ะค่ะ”หญิงสาวร่างท้วมพูด

“ในที่ที่คนเยอะแบบนี้คงต้องระวังพวกโจรล้วงกระเป๋าหน่อยนะครับ”ชายร่างสูงเอ่ยเตือน

 

หญิงสาวร่างท้วมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย ตัวเธอกลับมีท่าทีตกใจทำให้เขารู้สึกแปลกใจ แต่เธอก็รีบขอตัวออกไป

 

พวกโคนันก็พูดคุยกับชายวัยกลางคนคนนั้นอีกนิดหน่อยก่อนที่เขาจะเอ่ยขอตัวออกไป

 

 

พวกเด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชนก็ไปสั่นกระพรวนและบริจาคเงิน โคนัน โจดี้และไฮบาระก็ยืนรออยู่รอบนอก

 

ไฮบาระที่ได้ยินเรื่องของอากาอิก็เริ่มนึกสงสัย เธอรู้สึกว่าผู้ชายที่ชื่อ อากาอิ คนนั้นคล้ายกับ โมโรโบชิ ไดคนรักของพี่สาวเธอ

 

“นี่ คนที่ชื่ออากาอิคนนั้นเป็นคนยังไงเหรอ?”ไฮบาระถาม

“ทะ...ทำไมเหรอ?”โคนันถาม

“ก็แบบว่าคนที่ชื่อ อากาอิ นั่นเหมือนกับคนที่ฉันรู้จักน่ะสิ”

“คงจะคิดไปเองล่ะมั้ง จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ”โคนันเหงื่อตก

 

จะให้ไฮบาระรู้เรื่องคุณอากาอิไม่ได้เด็ดขาด...

 

 

 

“เอ๊ะ ตายแล้วเหรอ?”

“ใช่ เห็นคนเอะอะกันอยู่ที่หลังห้องน้ำน่ะ”

 

บทสนทนาของชายหนุ่มสองคนดึงความสนใจของนักสืบชั้นประถม ขณะเดียวกันโทรศัพท์ของเด็กชายก็ดังขึ้นพอดี เป็นด็อกเตอร์อากาสะที่โทรมา พอเขารับสายด็อกเตอร์ก็บอกให้เขารีบไปที่หลังห้องน้ำหญิงเพราะมีคนถูกฆ่าตายและด็อกเตอร์กลายเป็นพยานเห็นเหตุการณ์

 

ทุกคนจึงรีบวิ่งไปยังที่เกิดเหตุเห็นกลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ที่หลังห้องน้ำหญิงโคนันและโจดี้รีบฝ่าฝูงชนเข้าไปดูก็พบกับร่างไร้ลมหายใจของหญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่ง สภาพมีเลือดออกที่ศีรษะ หลังพิงกับผนัง

 

โคนันและโจดี้จำได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือ คนที่วิ่งมาชนพวกเขาตอนที่หนีโจรล้วงกระเป๋า พวกเขาจึงรีบเข้าไปตรวจสอบสภาพศพทันที

 

“ดูเหมือนว่าเธอจะถูกฆ่าเมื่อไม่นานมานี้เองนะ”โจดี้พูด

“หืม?”โคนันสังเกตเห็นเหรียญ 5 เยนที่ถูกมาร์คเกอร์ระบายทับจนเป็นสีดำวางอยู่บนพื้นข้างๆกับศพ

 

“คุโรเบ้....”เด็กชายพึมพำ

“คุโรเบ้เหรอ?”โจดี้สงสัย

“โจรล้วงกระเป๋าน่ะครับ เพราะ มีการใส่เหรียญ 5 เยนสีดำ 3 เหรียญไว้ในกระเป๋าของผู้เคราะห์ร้ายก็เลยเรียกกันแบบนั้น”

“ทำไมต้องทำแบบนั้นล่ะ?”

“เขาลือกันว่า เลข 5 คือ โกะ ปากกามาร์คเกอร์ก็คือ คุโระ 3 เหรียญก็คือ ซัง จะได้เป็น โกะ คุโระ ซังเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้เคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ขโมยของยังไงล่ะครับ”เด็กชายอธิบาย

“งั้นแปลว่าเธอคนนี้อาจจะถูกคุโรเบ้ฆ่าสินะ”FBI สาวสันนิษฐาน

“ไม่หรอกครับ ดูจากกระเป๋าสตางค์ของเธอที่มีแต่เหรียญ 5 เยนสีดำท่าทางเธอนี่แหละที่จะเป็นคุโรเบ้เสียเอง”โคนันใช้ผ้าเช็ดหน้าจับที่กระเป๋าสตางค์ของผู้ตายเพื่อไม่ให้เกิดรอยนิ้วมือ

“เอ๋!?”

“แล้วก็...”มือเล็กหยิบบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ในธนบัตรปึกใหญ่ที่โจรล้วงกระเป๋าขโมยมา

 

“นี่มัน...เครื่องส่งสัญญาณ GPS ใช้มือถือจับสัญญาณก็จะรู้ที่อยู่ในระยะ 5 เมตร”

“การที่ของซึ่งมียางมัดปิดมิดชิดขนาดนั้นมาอยู่ในตัวโจรได้ก็แสดงว่า...”

“ใช่ คนที่คุโรเบ้ไปล้วงกระเป๋ามาก็คือ คนร้าย”

“ว่าไงนะ!!!”ทุกคนตกใจกับข้อสันนิษฐานของโคนัน

 

 

 

เมื่อตำรวจมาถึงโจดี้ออกคำสั่งในนามของ FBI ให้ทำการปิดทางเข้า-ออกของศาลเจ้า สารวัตรเมงูเระและหมวดทาคางิเป็นผู้มาทำคดีนี้

 

“ไม่ได้นะครับ คุณโจดี้ถึงจะเป็น FBI แต่มาออกคำสั่งแทนตำรวจญี่ปุ่นแบบนี้มันคงจะดูไม่ดีนะครับ อีกอย่างคุณก็ใช้โควต้าวันหยุดมาญี่ปุ่นด้วย”ทาคางิดุ

“ขอโทษนะคะ มันติดเป็นนิสัยน่ะค่ะ”โจดี้พูด

“แต่ยังไงก็ช่วยได้มากเลยนะครับ”

 

 

“ว่าแต่จริงเหรอที่ผู้ตายเป็นคุโรเบ้น่ะ”สารวัตรเมงูเระเอ่ยถาม

“คิดว่าไม่ผิดแน่ครับ เพราะในกระเป๋าสตางค์ของคุณป้าคนนี้มีเหรียญ 5 เยนสีดำใส่อยู่”โคนันพูด

“แล้วเรื่องที่คุโรเบ้คนนี้ถูกทุบตีจนเสียชีวิตน่ะจริงเหรอครับ คุณอากาสะ”

“เอ่อ...ครับ ผมไปเห็นเข้าหลังจากที่ทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้วกำลังจะเดินออกมา แต่เพราะมีเงาต้นไม้บังอยู่ผมก็เลยคิดว่าเขากำลังทำท่าอะไรอยู่”

“แล้วหน้าของคนร้ายล่ะครับ?”

“ตอนนั้นเงามันบังหมดเลยน่ะครับ แต่ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นเขาสวมหมวกแล้วก็กำลังใช้ท่อยาวประมาณ30 เซนติเมตร ตีผู้เคราะห์ร้ายอยู่”

“อย่างนี้นี่เองนั่นคงจะเป็นอาวุธสินะ”สารวัตรเมงูเระสันนิษฐาน

“แล้วลักษณะพิเศษของคนร้ายล่ะครับ?”ทาคางิรีบถาม

“อืม...นั่นสินะ จะว่าไปตอนที่คนร้ายเดินออกไปดูเหมือนเขาจะขาเจ็บด้วยนะ เจ็บจนน่าเป็นห่วงเลยล่ะ”ด็อกเตอร์อากาสะบอก

“แล้วยังไงต่อครับ?”

“เขาทำเป็นไม่สนใจแล้วก็เดินต่อ กว่าจะรู้ว่าเขาเป็นคนร้ายที่เข้ามาตีผู้หญิงคนนี้จนเสียชีวิตเขาก็อยู่ในกลุ่มคนแล้ว”

 

“สารวัตรครับถ้าหากคนร้ายขาเจ็บจริงก็ไม่น่าจะไปไหนได้ไกลนะครับ”ทาคางิหันไปกระซิบกับสารวัตรเมงูเระ

“อืม นั่นสิ แต่ว่า...การจะหาตัวคนร้ายจากผู้เข้าชมดอกไม้ทั้งศาลเจ้าเนี่ยมันก็ออกจะยากไปสักหน่อยนะ”สารวัตรเมงูเระพูด พร้อมกับหันไปมองกลุ่มคนจำนวนมากที่ถูกกักตัวอยู่ในศาลเจ้า

 

“ลองคิดดูให้ดีสิครับ กระเป๋าในตัวคุณป้าน่ะมีของแปลกๆด้วยนะครับ”โคนันพูดแทรกขึ้น

“หืม? ของแปลกๆเหรอ?”

 

“เครื่องส่งสัญญาณ GPS ที่ถูกธนบัตรพันเอาไว้”โจดี้เสริม

“ทำไมถึงมีของแบบนั้นล่ะครับ?”

“สำหรับโจรล้วงกระเป๋าคุโรเบ้คนนี้ถ้าไม่เห็นว่าเธอใส่เหรียญ 5 เยนสีดำให้ใครล่ะก็...ก็ไม่มีทางรู้ว่าเธอคือ คุโรเบ้ ดังนั้นคนร้ายจึงจงใจใส่เครื่องติดตาม GPS เอาไว้ในกระเป๋าเพื่อตามหาเธอด้วยมือถือ จากนั้นก็รอให้คุโรเบ้อยู่ในที่ลับตาคนแล้วลงมือฆ่าเสีย”

“งั้นคนร้ายก็คือผู้เสียหายอย่างนั้นน่ะเหรอครับ?”ทาคางิถาม

“แต่ว่าโจรล้วงกระเป๋ามักจะมากันหลายคนเธออาจจะถูกพวกเดียวกันทำร้ายก็ได้นะ”สารวัตรเมงูเระสันนิษฐาน

“ผมว่าไม่หรอกครับ เพราะเห็นเขาตะโกนว่า มีโจรล้วงกระเป๋าด้วย”โคนันแย้ง

“เอ๊ะ? หมายความว่ายังไงน่ะ”FBI สาวถามอย่างไม่เข้าใจ

“มันเป็นวิธีที่มักจะนิยมใช้น่ะครับ ก็ถ้าเกิดว่ามีคนตะโกนว่า มีโจรล้วงกระเป๋า เราก็จะรีบเช็คว่ากระเป๋าสตางค์ของเราอยู่หรือเปล่าทำให้เขารู้ว่าเราเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ตรงไหน ผมว่าบางทีกระเป๋าของอาจารย์โจดี้ก็...”เด็กชายอธิบาย

“เอ๊ะ? กระเป๋าสตางค์ฉันหายไปแล้ว”โจดี้รีบล้วงหากระเป๋าสตางค์ที่เก็บไว้ในเสื้อแต่ก็ไม่มี

“ผมคิดว่าคงจะล้วงไปตอนที่ช่วยพยุงเธอลุกขึ้นนั่นแหละครับ”

 

โจดี้ทำหน้าเซ็ง พลางจ้องมองเหรียญ 5 เยนสีดำในมือ

 

“แต่ว่าโจรล้วงกระเป๋าก็เสียชีวิตไปแล้ว เราจะไปตามหาตัวผู้เสียหายจากไหนล่ะ”สารวัตรเมงูเระว่า

“ผมว่าอีกเดี๋ยวก็รู้ครับ”โคนันพูด

 

พอดีกับที่เด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชนติดต่อผ่านมาทางเข็มกลัดนักสืบ พวกเด็กๆเจอของที่เขาวานให้หาแล้ว มันถูกทิ้งไว้ในถังขยะตามบริเวณต่างๆของศาลเจ้า โคนันจึงบอกให้รีบนำของเหล่านั้นมาที่เกิดเหตุ

 

ของที่พวกเด็กๆนำมาให้ก็คือ กระเป๋าสตางค์เปล่า 5 ใบที่ถูกทิ้งไว้ในถังขยะ

 

“กระเป๋าสตางค์ที่เก็บมาได้มีแค่ 5 ใบนี้เท่านั้นสินะ”สารวัตรเมงูเระถาม พลางจ้องมองหลักฐานตรงหน้า

“ค่ะ เจ้าหน่าที่เขาก็บอกว่าพวกเราเข้าไปหาทันก่อนที่จะถูกเก็บไปทิ้งน่ะค่ะ”ไฮบาระบอก

 

“ใบสีน้ำเงินนั่นเป็นของฉันเองค่ะ”โจดี้พูด พร้อมกับชี้ไปที่กระเป๋าสตางค์ของตนเอง

“งั้นคุณก็เป็นผู้ต้องสงสัยน่ะสิ”สารวัตรเมงูเระว่า

“เอ๊ะ!?”หญิงสาวชาวต่างชาติมีสีหน้าตกใจ

 

“อาจารย์โจดี้ไม่ใช่นะคะ”

“หลังจากที่ถูกคุณป้าคนนั้นวิ่งมาชน อาจารย์เขาก็อยู่กับพวกเราตลอดเลย”

“ไม่มีเวลาจะไปฆ่าใครได้หรอกครับ”

 

พวกเด็กๆขบวนการนักสืบเยาวชนรีบแย้ง

 

“งะ...งั้นเหรอ”

“ถ้างั้นคนร้ายก็อาจจะเป็นหนึ่งในเจ้าของกระเป๋า 4 ใบนี้นะครับ”ทาคางิพูด

 

สารวัตรเมงูเระหยิบกระเป๋าขึ้นมาตรวจเช็คทีละใบ กลายเป็นว่าพวกเด็กๆกลับรู้จักเจ้าของกระเป๋าทั้ง 4 ใบ และรีบอาสาไปตามตัวเจ้าของกระเป๋าที่น่าจะอยู่ในงานชมดอกไม้ทันที

 

“ถ้าในบรรดาผู้ต้องสงสัยมีใครพกท่อยาวประมาณ 30 เซนติเมตรก็ดีน่ะสิ”สารวัตรเมงูเระพูด

“ถึงไม่มีก็น่าจะรู้ทันทีนะครับ”โคนันแย้ง

“หมายความว่ายังไงน่ะ? โคนันคุง”

“ก็คนร้ายน่ะอุตส่าห์วางเหรียญ 5 เยนสีดำ 3 เหรียญไว้ข้างศพโจรล้วงกระเป๋าด้วย”

“เอ๋?!”

“เหรียญที่มีเอกลักษณ์ขนาดนี้ใช่ว่าจะเตรียมกันได้ง่ายๆนะครับ”

“เข้าใจล่ะ 1 ใน 4 คนนั้นถ้าใครไม่มีเหรียญ 5 เยนสีดำของคุโรเบ้อยู่คนนั้นก็คือคนร้ายสินะ”โจดี้เริ่มเข้าใจสิ่งที่นักสืบตัวน้อยกำลังจะสื่อ

 

“ใช่แล้วล่ะครับ” โคนันยกยิ้มอย่างมั่นใจ

 

สักพักพวกเด็กขบวนการนักสืบเยาวชนก็รีบพาตัวผู้ต้องสงสัยมายังที่เกิดเหตุ

 

ผู้ต้องสงสัยคนแรกคือ ชายวัยกลางคนผิวเข้มที่เข้ามาทักอาจารย์โจดี้ ผู้ต้องสงสัยคนที่สองคือ ชายชราที่ถือไม้เท้าที่เข้ามาทักพวกเด็กๆตอนที่กำลังจะเอาใบเซียมซีไปผูก ผู้ต้องสงสัยคนที่สามคือ ผู้หญิงชาวต่างชาติที่อายูมิวิ่งชนจนล้ม ส่วนผู้ต้องสงสัยคนที่สี่คือ หญิงสาวที่เข้ามาทักพวกเด็กๆตอนที่กำลังสั่นกระพรวนและบริจาคเงิน

 

 

 

 

 

ทำไม...ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ซีลวาเน

 

ไฮบาระตกใจหน้าถอดสี เธอกลัวว่าจะมีพวกมันคนอื่นอยู่ที่นี่อีก เด็กหญิงผมน้ำตาลเริ่มระแวดระวังตัวมากขึ้น พอดีกับเจ้าของนัยน์ตาสีเฮเซลหันมาสบตากับเธอเข้าพอดี หญิงสาวทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยก่อนที่จะยกยิ้มมุมปาก

 

 

ซีลวาเนเดินเล่นชมดอกซากุระอยู่ในศาลเจ้า จู่ๆก็มีคนเอะอะโวยวายว่ามีคนถูกฆ่าตรงหลังห้องน้ำหญิง เธอไม่ค่อยอยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากนักแต่เธอก็ไม่สามารถออกไปจากศาลเจ้าเพราะ มีการปิดทางเข้า-ออก เธอจึงพยายามอยู่วงนอกไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดี แต่แล้วก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเธอ ซีลวาเนจำได้ว่าเป็นกลุ่มเด็กที่วิ่งเข้ามาชนเธอในตอนนั้น พวกเขาบอกให้เธอไปที่เกิดเหตุเพราะ มีโจรล้วงกระเป๋าถูกฆ่าและเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัย ตอนแรกเธอก็นึกแปลกใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเธอแต่พอเช็คกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในเสื้อก็ปรากฏว่ามันหายไป คงจะถูกล้วงไปตอนที่อยู่ในกลุ่มคนเยอะๆ เธอจึงจำใจต้องตามพวกเด็กๆไปที่เกิดเหตุ

 

เมื่อมาถึงหญิงสาวผมบลอนด์ทองก็เห็นว่ามีคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว มี 2 คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หญิงสาวชาวต่างชาติอีก 1 คน เด็กประถมอีกคนหนึ่ง และคนที่น่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนเหมือนกับเธอ

 

ซีลวาเนหรี่ตามองหญิงสาวชาวต่างชาติที่สวมแว่นที่ยืนอยู่ในที่เกิดเหตุอย่างพินิจพิจารณา เธอกลับรู้สึกว่าเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนมาก่อน ก่อนที่จะลอบถอนหายใจ ถ้าเธอจำไม่ผิดผู้หญิงคนนี้คือเจ้าหน้าที่ FBI ถึงแม้จะไม่เคยเผชิญหน้ากันตรงๆแต่เธอก็เคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาบ้างและฟังจากคำบอกเล่าของเบลม็อท

 

ให้ตายสิ...ทั้งๆที่เธอพยายามหลบเลี่ยงพวก FBI อยู่แท้ๆกลับมาเจอพวก FBI ในที่แบบนี้เสียได้

 

แต่ก็ยังถือว่าโชคดี เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร...

 

นัยน์ตาสีเฮเซลกวาดมองไปรอบๆที่เกิดเหตุก็สบตากับเด็กหญิงผมสั้นสีน้ำตาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่กับพวกเด็กๆ เธอจำใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ดี อีกฝ่ายดูตกใจที่เห็นเธอและมีสีหน้าหวาดระแวง ซีลวาเนเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเท่านั้น

 

ยังมีชีวิตอยู่สินะ...เชอร์รี่

 

เธอคิดว่า เชอร์รี่ ตายไปตั้งแต่ตอนอยู่บนรถไฟด่วน Bell Tree แล้ว ตามที่เบอร์เบิ้นและเบลม็อทรายงานแต่การที่เห็นคนทรยศขององค์กรในร่างของเด็กผู้หญิงอยู่ที่นี่ก็แสดงว่าสองคนนั้นทำงานพลาด

 

 

“เอ่อ...ขอโทษนะครับคุณชื่ออะไรครับ?”ทาคางิเอ่ยถาม หญิงสาวชาวต่างชาติตรงหน้า เพื่อสอบปากคำ

“ฉันชื่อ ซิลเวีย อัลวาร์ต ค่ะ”หญิงสาวตอบ ชื่อนี้เป็นชื่อที่เธอใช้ทั่วไป

ซีลวาเนให้ปากคำพร้อมผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ พอตำรวจขอดูเหรียญ 5 เยนสีดำ 3 เหรียญ เธอก็ยื่นให้ดูอย่างไม่คิดอะไร และยอมให้ตรวจค้นร่างกาย

 

 

 

 

 

ดูเหมือนว่าการสืบสวนจะต้องยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนมี เหรียญ 5 เยนสีดำ 3 เหรียญอยู่กับตัวทุกคน แถมคนร้ายอาจจะลบแอพที่ใช้ติดตาม GPS ที่อยู่ในโทรศัพท์ไปแล้วก็ได้

 

หมวดทาคางิก็ไปสอบถามแก๊งค์นักสืบเยาวชนถึงพฤติกรรมแปลกๆของผู้ต้องสงสัยแต่ก็ไม่มีอะไรพอที่จะเป็นเบาะแสได้

 

จนกระทั่งมีตำรวจวิ่งเข้ามารายงานว่าพบหมวกกับเสื้อคลุมเปื้อนเลือดที่น่าจะเป็นของคนร้ายใต้กองกลีบดอกซากุระ สารวัตรเมงูเระจึงรีบให้ตรวจค้นหาอาวุธในกองกลีบดอกซากุระ

 

“เอ๋!!! ดอกซากุระอุตส่าห์ร่วงมากองรวมกันสวยเชียว”อายูมิร้องบอกอย่างเสียดาย

“ใช่ ถ้าร่วงลงมากองกันเยอะๆก็จะดูเหมือนพรมเลยนะ”ไฮบาระเสริม

 

แปล๊บ

 

โคนันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เด็กชายยกยิ้มมุมปาก

 

เข้าใจแล้ว...รู้แล้วว่าทำไมคนคนนั้นถึงทำแบบนั้น...

 

คนอื่นๆได้แต่มองท่าทางของเด็กแว่นอย่างนึกสงสัย ไฮบาระเหลือบสายตามองอีกฝ่ายอย่างนึกหมั่นไส้

 

ท่าทางมั่นอกมั่นใจของนักสืบชั้นประถมอยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา

 

ท่าทางแบบนั้นคงรู้ตัวคนร้ายแล้วสินะ...คุณนักสืบตัวน้อย

 

แต่เรื่องของทางนี้ ท่าทางจะยังไม่รู้ตัวสินะ...

 

 

 

 

พระอาทิตย์ยามเย็นใกล้ลับขอบฟ้า ผู้คนที่อยู่ในศาลเจ้าเริ่มไม่พอใจที่ถูกกักตัวนานเกินไป โคนันจึงรีบคลี่คลายโดยใช้เสียงของด็อกเตอร์อากาสะเหมือนอย่างเคย คนร้ายก็คือหญิงสาวที่เข้าไปทักพวกเด็กๆให้สั่นกระพรวนดังๆในตอนนั้นนั่นเอง วิธีการที่คนร้ายใช้คือ นำเหรียญ 5 เยนจำนวนมากมาร้อยกับเชือกให้มีความยาวเท่ากับท่อประมาณ 30 เซนติเมตร และเพื่อทำลายหลักฐานทิ้งคนร้ายจึงนำเหรียญไปบริจาค แต่ถ้านำเหรียญจำนวนมากไปบริจาคก็อาจจะถูกสงสัย ดังนั้นคนร้ายจึงเข้าไปบอกพวกเด็กๆให้สั่นกระพรวนดังๆ เพื่อให้เสียงกระพรวนกลบเสียงเหรียญที่ใส่ลงไปในกล่องรับบริจาค และสุดท้ายเธอก็จนมุมเพราะหลักฐานที่อยู่กับตัว เธอใช้เชือกรองเท้ามาร้อยเข้ากับเหรียญ 5 เยน ฉะนั้นตอนที่เธอเดินออกจากที่เกิดเหตุหลังจากทำการฆาตกรรมแล้วดูเหมือนคนขาเจ็บก็เพราะไม่มีเชือกผูกรองเท้าทำให้เดินไม่เป็นปกติ และหลังจากก่อเหตุก็ต้องมีเลือดของผู้ตายติดอยู่ที่เชือกรองเท้า หญิงสาวถูกหลักฐานมัดตัวจึงต้องยอมรับสารภาพ มูลเหตุจูงใจก็คือ การที่โจรล้วงกระเป๋าคุโรเบ้เคยไปล้วงกระเป๋าของเธอ และในกระเป๋านั้นก็มีกุญแจรถยนต์อยู่ด้วย ทำให้ลูกชายของเธอที่เป็นโรคหอบหืดติดอยู่ในรถจนเสียชีวิต

 

 

หลังจากทุกอย่างจบลงคนร้ายก็ถูกพาตัวไปสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำ

 

โคนันหันไปทักชายวัยกลางคนผิวเข้มที่เคยพูดคุยกับพวกเขา

 

“นี่ๆ คุณลุงน่ะมีปัญหาเรื่องสายตาเหรอครับ?”

“หืม? ทำไมล่ะ?”ชายร่างสูงย่อตัวลงมาถาม

“ก็คุณป้าที่เป็นโจรล้วงกระเป๋าน่ะเขาเห็นคุณลุงแล้วก็ตกใจ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะเขาเพิ่งจะล้วงกระเป๋าสตางค์ของคุณลุงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ว่าคุณลุงก็ไม่เห็นพูดอะไรเลย ทั้งๆที่เป็นการพบกันครั้งที่สองแท้ๆ”

“อะ...เอ่อ ใช่ ฉันสายตาไม่ค่อยดีน่ะ”

“สายตาไม่ดีถ้าไม่ใส่แว่นก็จะเห็นดอกซากุระนะ”เก็นตะพูด

“แล้วมาดูดอกไม้คนเดียวเหรอคะ?”อายูมิถาม

“ความจริงมาซื้อเครื่องรางน่ะ”

“เครื่องรางอะไรเหรอครับ?”มิซึฮิโกะถามต่อ

“เอ๊ะ? เอ่อ...”

 

“มาซื้อเครื่องรางให้ฉันใช่มั้ยล่ะ?”เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง

 

ทุกคนหันไปมองก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดคลุมท้อง จากหน้าท้องที่นูนออกมาบอกได้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้ว

“โมโตอิ...”

 

หญิงสาวส่งยิ้มให้กับผู้เป็นสามีก่อนจะเดินเข้ามาหา

 

“เพื่อเด็กคนนี้ยังไงล่ะจ๊ะ”เธอว่า พลางใช้มือลูบหน้าท้องเบาๆ

“ใช่แล้ว เด็กทารก”อายูมิพูด

“เป็นเครื่องรางที่ขอให้คลอดอย่างปลอดภัยสินะครับ”มิซึฮิโกะพูด

“บอกให้รออยู่ที่บ้านไม่ใช่หรือไง?”ชายร่างสูงหันไปพูดกับผู้เป็นภรรยา

“ก็เห็นคุณไม่กลับบ้านสักที ฉันก็เลยต้องตามมาดูน่ะสิคะ”

“นี่ หรือว่าคุณคือ คนที่อยู่ในคดีปล้นธนาคารที่มาติดเทปให้ฉันตอนนั้น”โจดี้เอ่ยทัก

“อะ...หรือว่าคุณคือ ผู้หญิงชาวต่างชาติเมื่อตอนนั้น ขอโทษนะคะ ตอนนั้นฉันกลัวมากก็เลยต้องทำไป อุ๊ก!!!”มือบางรีบปิดปากเมื่อรู้สึกเหมือนจะคลื่นไส้ขึ้นมา เธอเซไปชนเข้ากับโจดี้ อีกฝ่ายตกใจรีบรับเธอไว้

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

“ดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกไม่ค่อยดี ขอกลับก่อนได้มั้ยครับ”ชายวัยกลางคนค่อยๆประคองร่างของภรรยา ก่อนจะหันไปถามตำรวจ

“คะ...ครับ”ทาคางิตอบรับ

 

สองสามี-ภรรยาพากันเดินออกไปโดยผู้เป็นสามีค่อยๆโอบไหล่ประคองหญิงสาวไว้

 

 

“อาการแพ้ท้องจะมีตอนท้องช่วงแรกๆนี่”ไฮบาระทัก

“ใช่ แต่ถ้าท้องใหญ่ขนาดนั้นก็น่าจะสักประมาณ 6 เดือนได้แล้วล่ะนะ เอาเถอะคงมีอย่างอื่นที่ทำให้รู้สึกไม่ดีนั่นแหละนะ”โคนันพูด

“อืม...อะ...”เด็กหญิงพยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะหันไปสบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีเฮเซลที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากก่อนจะเดินหลบมุมออกไป

ไฮบาระจึงรีบวิ่งตามไปโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของเด็กแว่นชั้นประถม

 

“เฮ้!!! ไฮบาระนั่นเธอจะไปไหนน่ะ”

 

 

 

ไฮบาระวิ่งตามร่างบางของหญิงสาวผมสีบลอนด์ทองไป จนเห็นเธอหยุดเดินยืนหันหลังให้ แถวนี้เป็นที่ปลอดคน เพราะผู้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยออกจากศาลเจ้าหลังจากที่ตำรวจเปิดทางเข้า-ออก การที่เธอเดินมาแถวนี้ก็แปลว่าอีกฝ่ายก็มีเรื่องที่จะคุยกับเธอเหมือนกัน

 

“ซีลวาเน...”ไฮบาระเอ่ยเรียกโค้ดเนมของอีกฝ่าย

 

หญิงสาวหันมามองหน้าเธอก่อนจะเอ่ยทัก

 

“ไง ยังมีชีวิตอยู่สินะ เชอร์รี่

“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”เด็กหญิงรีบถามเข้าเรื่อง

“ก็แค่...มาชมดอกซากุระเปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้นเอง”

 

ไฮบาระหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อนัก

 

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันมาที่นี่คนเดียวไม่มีใครตามมาด้วยหรอก”ซีลวาเนเข้าใจความกังวลของคนตรงหน้าดี ตอนนี้เชอร์รี่แค่กำลังกลัวว่าจะมีพวกคนในองค์กรคนอื่นมาอยู่ที่นี่ด้วย

“....”

“เรื่องตอนรถไฟด่วน Bell Tree ฉันก็นึกว่าเธอจะตายไปแล้วเสียอีกนะ แต่พอเห็นเธอในร่างนี้ก็รู้ได้เลยว่าเบอร์เบิ้นกับเบลม็อททำงานพลาด”

 

ซีลวาเนเคยช่วยชีวิตเชอร์รี่เอาไว้ครั้งหนึ่งแต่ก็คงจะช่วยครั้งที่สองไม่ได้ หลังจากที่องค์กรเริ่มมีคำสั่งไล่ล่าตัวคนทรยศก็เป็นช่วงเดียวกันกับที่เธอถูกส่งไปทำงานที่อิตาลีพอดี เชอร์รี่จะถูกคนในองค์กรพบเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา แต่เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างเธอทำให้เธอมีชีวิตรอดมาจากเงื้อมมือองค์กรได้ทุกครั้ง

 

“เธอต้องการอะไร?”ไฮบาระเอ่ยถาม

 

แม้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้โดยการช่วยหาทางหนีออกมาจากองค์กรครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเรื่องที่เธอคือ มิยาโนะ ชิโฮะ จะไม่แตก ยิ่งกับผู้หญิงที่เป็นคนโปรดของยินไม่รู้ว่าเธอจะพูดเรื่องนั้นกับยินเมื่อไหร่

 

“หึ...ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องที่เธอคือ เชอร์รี่ คนทรยศขององค์กร ฉันเก็บไว้เป็น ความลับ อย่างดี แต่ว่า...ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ”

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”

“ฉันช่วยเธอแล้ว เธอก็ต้องช่วยฉันด้วย”

“ช่วยงั้นเหรอ...หมายความว่ายังไง?”ไฮบาระนึกสงสัย เธอเป็นคนที่ถูกองค์กรตามล่าตัวอยู่จะไปช่วยอะไรคนที่อยู่ในองค์กรอย่างซีลวาเนได้

“ไว้ถึงเวลาเธอจะรู้เอง ไปล่ะนะ Good luck, Sherry”ร่างบางเจ้าของผมสีบลอนด์ทองหันหลังโบกมือลาเด็กหญิงผมสั้นสีน้ำตาล แล้วเดินออกไป

 

ไฮบาระก็ยังไม่คลายความสงสัยว่าสิ่งที่ซีลวาเนจะให้เธอช่วยเมื่อถึงเวลาคืออะไร?

 

แต่เธอก็คงจะเบาใจได้เปราะหนึ่งอย่างน้อยซีลวาเนก็คงไม่ปริปากพูดเรื่องของเธอง่ายๆ

 

 

 

 

 

 

รถ Mazda RX-7 สีขาวกำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนในยามราตรี คู่สามี-ภรรยาตัวปลอมภายใต้หน้ากากรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ของงานในวันนี้เป็นอย่างมาก

 

“เป็นงานที่ยากเหมือนกันนะ ไม่คิดเลยนะว่าผู้ชายที่เราปลอมตัวไปจะถูกล้วงกระเป๋าได้”เสียงหวานเปรยขึ้น

“นั่นสินะ ตอนแรกเห็นไม่มีกระเป๋าสตางค์ก็ว่ามันแปลกๆอยู่ คิดถูกแล้วที่ฉันเอาเหรียญ 5 เยนสีดำแปลกๆติดตัวไปด้วย”ชายหนุ่มพูด ขณะที่ดวงตาจับจ้องไปบนท้องถนน

“แต่นายก็ยังอุตส่าห์เอากระเป๋าสตางค์ไปคืนให้เขาเนี่ยนะ”

“ถ้าเป็นเรื่องตอนหลังจะเดือดร้อนเอาน่ะ บัตรเครดิตกับใบขับขี่ก็อยู่ในนั้นด้วย”

“แต่...ยังไงก็ต้องขอบคุณฉันด้วยล่ะ เพราะเครื่องดักฟังที่นายแอบไปใส่ไว้ที่แขนเสื้อของผู้หญิงที่เป็น FBI คนนั้นน่ะเอาเก็บกลับมาให้แล้วล่ะ”มือบางชูเครื่องดักฟังขนาดจิ๋วให้อีกฝ่ายดู

“ขอบคุณมาก...ช่วยได้เยอะเลยล่ะ”

“แล้ว...ได้ฟังอะไรดีๆมาจาก FBI คนนั้นบ้างล่ะ”หญิงสาวถาม พร้อมกับกระชากหน้ากากที่สวมอยู่ออก เผยให้ใบหน้าสวยหวานที่แท้จริงกับเรือนผมสีส้มอ่อนเป็นเอกลักษณ์ และกดปล่อยลมที่หน้าท้องที่นูนออกมาปลอมๆนั่น

“อืม...ได้มาเยอะเลยล่ะ ได้ฟังเรื่องอดีตของเธอมาด้วย”มือหนากระชากหน้ากากที่สวมอยู่ออก พลางขยิบตาข้างหนึ่ง ชายหนุ่มผมบลอนด์เจ้าของใบหน้าหล่อเหลายกยิ้ม

 

“ถ้ามีเรื่องอะไรน่าสนใจก็มาบอกกันบ้างล่ะ”

“อ่า...ได้สิ”

 

การปลอมตัวในครั้งนี้ เบอร์เบิ้นไปขอให้เบลม็อทจัดการเรื่องหน้ากากแปลงโฉมให้โดยแลกกับการที่จะต้องสรุปเรื่องราวทุกอย่างให้เจ้าหล่อนฟังด้วย

 

“แต่คงต้องขอบอกอะไรก่อน”

“หืม?”

“เป็นผู้ชายที่น่ากลัวนะ...เด็กคนนั้นน่ะ

 

แมร์โลพอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร

 

“ก็นะ...เป็นคนที่น่ากลัวจริงๆนั่นแหละ”

“แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การที่เห็นผู้หญิงของยินอยู่ที่นั่นด้วย”เบอร์เบิ้นพูด ตอนที่เขาปลอมตัวอยู่และตกเป็นผู้ต้องสงสัย ผู้หญิงชาวต่างชาติที่ถูกล้วงกระเป๋าและตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งก็คือ ซีลวาเน

“ทั้งๆที่ยินก็สั่งว่าไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านให้พวก FBI จับได้แล้วแท้ๆนะ แต่ก็ถือว่าโชคดีแล้วล่ะนะที่ FBI คนนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นคนขององค์กร”

“ซิลเวีย อัลวาร์ต เห็นว่าใช้ชื่อนี้ล่ะนะ”

“งั้นเหรอ...โชคดีนะที่ยัยนั่นไม่รู้ว่าเราปลอมตัวมาเพื่อสืบข่าว ถ้ายัยนั่นรู้ล่ะก็คงได้ถึงหูยินแน่”

“ท่าทางเธอจะไม่ชอบคนของยินมากเลยนะ”ชายหนุ่มผมบลอนด์ปรายตามองร่างบาง เธอดูมีสีหน้าหงุดหงิดทุกครั้งที่เอ่ยถึงคนของยินไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ฉันก็แค่ไม่ไว้ใจคนของยิน แล้วก็อีกอย่างถ้าเรื่องนี้หลุดไปหมอนั่นจะไม่ระแวงนายมากกว่าเดิมหรือไง”

 

เพราะการสืบเรื่องการตายของอากาอิอีกครั้งหนึ่ง เป็นความคิดของเบอร์เบิ้นเองไม่เกี่ยวกับคำสั่งขององค์กร ซึ่งมีไม่กี่คนที่รู้ ถ้ายินรู้เข้าก็คงจะหวาดระแวงเบอร์เบิ้นไม่เลิก

 

“อย่างนี้นี่เอง เป็นห่วงฉันสินะ”

“อย่าหลงตัวเองนักสิ เบอร์เบิ้น”หญิงสาวว่า

“หึๆๆ ไม่ต้องห่วงหรอกฉันไม่มีทางยอมให้ยินมาเอาปืนจ่อหัวฉันง่ายๆหรอก”ร่างสูงยกยิ้ม

“อย่าลืมก็แล้วกันว่าเขาจับตาดูนายอยู่”

“อ่า...รู้แล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีลวาเนกลับมาถึงคอนโดในช่วงค่ำๆ วันนี้เธอรู้สึกเพลียๆคงเป็นเพราะ วันนี้เจอเรื่องหนักๆมาพอสมควร

 

ภายในห้องมืดสนิทแต่ซีลวาเนกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง มือบางค่อยๆหยิบปืนสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมา ดึงตัวสลักลำกล้อง นิ้วเรียวสอดเข้าไปที่ไกปืน พร้อมเหนี่ยวไกทุกเมื่อ มืออีกข้างเลื่อนไปเปิดสวิตซ์ไฟ

 

เมื่อแสงไฟในห้องสว่างปรากฎร่างของชายหนุ่มผมยาวสีเงินนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้อง เสื้อโค้ทยาวสีดำตัวเก่งถูกวางพาดไว้ตรงพนักโซฟา

 

“ยิน...”หญิงสาวเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่ว

“ซีลวาเน...เดี๋ยวนี้กล้าเอาปืนมาจ่อฉันแล้วเหรอ?”ยินเอ่ยถาม

“ฉันคิดว่านายเป็นคนอื่น...”ซีลวาเนลดปืนในมือลง

 

ยินหรี่ตามองหญิงสาวผมสีบลอนด์ทองที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาลุกขึ้นจากโซฟาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างบาง มือหนาคว้าปืนสั้นออกจากมือของซีลวาเนก่อนจะโยนลงไปบนโซฟา

 

“เธอหายไปไหนมา?”เสียงเข้มเอ่ยถาม

“ฉันก็แค่ออกไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ”ร่างบางเบือนหน้าหนี หลบสายตา

“ฉันบอกว่ายังไง...ไม่ให้เธอออกไปเพ่นพ่านให้พวก FBI มันจับได้ไม่ใช่เหรอ?”

“นายจะไม่ให้ฉันออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลยหรือไง?”ซีลวาเนถามกลับ

 

ที่ผ่านมาเธอก็ไม่ได้ออกไปเพ่นพ่านที่ไหนตามคำสั่งของยิน ไปที่ตึกขององค์กรแล้วก็กลับคอนโด ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่แค่นั้น จนเธอเริ่มเบื่อก็เลยออกไปชมดอกซากุระที่ศาลเจ้า

 

“แล้วทำไมเธอถึงกลับมาเอาป่านนี้?”ชายหนุ่มผมสีเงินถามต่อ

 

ซีลวาเนกลอกตา ตอนนี้เธอเหมือนนักโทษที่กำลังถูกสอบสวนอย่างนั้นแหละ

 

“พอดีเจอเรื่องยุ่งยากนิดหน่อยก็เลยกลับช้า”

 

มือหนาเชยคางหญิงสาวให้มาสบตากับตน

 

“คราวหลังจะไปไหนต้องบอกฉันก่อน”ยินว่า

“เข้าใจแล้ว...”

 

ใบหน้าคมคายโน้มลงมา แต่หญิงสาวเบือนหน้าหนี ปลายจมูกของร่างสูงจึงคลอเคลียอยู่ข้างแก้มก่อนจะผละออก

 

ยินเดินไปหยิบเสื้อโค้ทที่พาดไว้ที่พนักโซฟาขึ้นมาสวม ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู

 

“ถ้าไม่มีอะไร ฉันกลับก่อนแล้วกัน”

 

ซีลวาเนเดินไปส่งอีกฝ่ายตามมารยาท หลังจากที่ยินกลับไปแล้ว ซีลวาเนก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ดีที่ยินไม่ซักไซร้อะไรมาก เพราะเธอก็ไม่อยากตอบคำถามของเขานัก

 

เธอไม่อยากบอกกับยินเรื่องที่ไปพบ FBI โดยบังเอิญเพราะไม่อย่างนั้นยินคงโวยวายไม่เลิก และที่สำคัญที่สุดเธอจะไม่ปริปาก เรื่องที่เธอได้พบกับ เชอร์รี่ เป็นอันขาด

 

ถือเสียว่าเรามีข้อแลกเปลี่ยนร่วมกันก็แล้วกัน...

 

เมื่อถึงเวลาเธอได้ช่วยฉันแน่ เชอร์รี่

 

และจนกว่าจะถึงเวลานั้นฉันจะเก็บ ความลับ ของเธอเอาไว้เป็นอย่างดี...

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #104 icesupicha (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 05:46

    ผลประโยชน์ร่วมสินะ

    #104
    0