[ Fic Conan ] Bourbon and Merlot Secret Love

ตอนที่ 20 : Chapter 20 Beware

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 679
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    12 ธ.ค. 62


ตอนนี้นานามิไม่รู้ว่าเธอควรจะดีใจหรือเสียใจดีเพราะตรงหน้าของเธอตอนนี้คือร่างไร้วิญญาณของประธานบริษัทบัญชีในสภาพที่นั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้และมีรอยถูกยิงหลายจุด ที่สำคัญคือเขาคือเป้าหมายที่องค์กรต้องการจัดการเป็นรายต่อไป เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะรู้สึกยังไงดี จะดีใจที่ตัวเองไม่ต้องมือเปื้อนเลือด ไม่ต้องลงมือฆ่าคนหรือควรจะเสียใจที่ไม่สามารถทำภารกิจขององค์กรให้ลุล่วงได้ แต่พอคิดอีกทีมันก็คงจะดีแล้วเธอจะได้ไม่ต้องวางแผนซับซ้อนให้เหนื่อย


 


 

“ผู้ตายชื่อ เทนโนจิ คาซึโยชิ เป็นประธานบริษัทบัญชีครับ”หมวดทาคางิอธิบาย

“แล้วเวลาเสียชีวิตล่ะ...”สารวัตรเมงูเระถาม

“เอ่อ...คาดว่าน่าจะประมาณ 10 นาทีก่อนหน้านี้ครับ”

“เอ๋? แล้วทำไมหมวดทาคางิมาถึงที่นี่เร็วล่ะครับ”โคนันเอ่ยถาม

“อ่อ พอดีว่าฉันสืบคดีอยู่แถวนี้พอดีน่ะก็เลยมาถึงที่นี่เร็ว”

“นี่ พวกเธออีกแล้วเหรอ? โคนันคุง”สารวัตรเมงูเระถามพร้อมกับกวาดสายตามองเหล่าแก๊งค์นักสืบเยาวชนและสองหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“เอ่อ...พอดีพวกเรามาทานอาหารกันที่ห้องอาหารของโรงแรมนี้น่ะครับ”ด็อกเตอร์อากาสะอธิบาย

“ส่วนพวกเรามาเจอกันโดยบังเอิญน่ะครับ เพราะเราสองคนก็มาทานอาหารที่โรงแรมนี้เหมือนกัน”อามุโร่อธิบายด้วยน้ำเสียงที่มักจะใช้ตอนทำงานเป็นพนักงานร้านปัวร์โรต์

“งั้นเหรอ...”สารวัตรเมงูเระมองด้วยสีหน้าเอือมๆ และกลับไปให้ความสนใจกับคดีตรงหน้า

“แล้วเรื่องผู้ต้องสงสัยล่ะ?”

“เอ่อ...เราสอบถามกับเลขาของผู้ตายแล้วครับ วันนี้ประธานเทนโนจิมีการนัดพบกับลูกค้าคนหนึ่งแต่ว่าเลขาของเขายังไม่เคยพบหน้าเลยน่ะครับ ใช่มั้ยครับ คุณเฮเลนน่า”ทาคางิอธิบายพร้อมกับหันไปถามหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนทำหน้าซีดอยู่ ลักษณะของเธอเหมือนคนต่างชาติมากกว่าคนญี่ปุ่น

“เอ่อ...ใช่แล้วค่ะเพราะลูกค้าที่นัดมาในวันนี้เป็นลูกค้าใหม่ฉันก็เลยยังไม่เคยพบหน้าเขาน่ะค่ะ”หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงแปร่งๆของชาวต่างชาติที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ชัด

“แล้วคุณแน่ใจเรื่องเวลาที่เกิดเหตุได้ยังไงกันล่ะครับ”

“เพราะ 5 นาทีก่อนหน้านี้ท่านประธานสั่งให้ฉันเช็คข้อมูลบางอย่างน่ะค่ะแต่พอจะโทรไปรายงานผลก็พบว่ากลายเป็นระบบฝากข้อความไปแล้ว”

“แล้วแบบนี้จะหาตัวคนร้ายได้ยังไงกันล่ะ”สารวัตรเมงูเระเริ่มคิดหนัก

“เอ่อ...เท่าที่ฉันทราบมาลูกค้าใหม่ที่ท่านประธานนัดมาพบวันนี้รู้สึกว่าจะเป็นชาวเยอรมันนะคะ”

“ชาวเยอรมันงั้นเหรอ?”

“ค่ะ วันนี้ท่านประธานนัดเขามาก็เพื่อที่จะรับทำบัญชีให้กับเขานี่แหละค่ะ”

“แต่ว่านี่มันก็นานมาแล้วนะครับ คนร้ายคงจะออกจากโรงแรมนี้ไปแล้ว”ทาคางิพูด

“ไม่หรอกครับ ผมว่าคนร้ายยังต้องอยู่ในโรงแรมนี้แน่”โคนันแย้งขึ้น

“ทำไมล่ะ? โคนันคุง”

“ก็เพราะลิฟต์ในโรงแรมนี้น่ะมี 3 ตัวแต่ว่ามีลิฟต์ 2 ตัวที่เสียเพราะฉะนั้นก็มีลิฟต์แค่ตัวเดียวที่สามารถใช้ได้แต่ทุกคนก็แห่กันไปใช้จึงต้องรอนานมาก คนก็ต้องเต็มเพราะลูกค้าที่ลงมาจากภัตตาคารแน่ๆเลย”

“จริงด้วยสิ...ถ้าคนเต็มอาจจะขึ้นไม่ได้ก็ได้นะ”

“เอ๊ะ? ทำไมคะ”อายูมิทำหน้าสงสัย

“เพราะหลังจากที่ยิงปืนแล้วก็จะมีกลิ่นดินปืนแรงมากคงจะต้องเลี่ยงที่จะขึ้นลิฟต์ที่มีคนเต็มเป็นธรรมดาอยู่แล้วล่ะ”นานามิอธิบาย

“งั้นก็หมายความว่าบางทีคนร้ายอาจจะกำลังขึ้นบันไดไปที่ชั้นดาดฟ้าแล้วก็กำลังนั่งทานอาหารอยู่ที่ภัตตาคารหรือไม่ก็กำลังหลบอยู่ในห้องน้ำหรืออาจจะกำลังวิ่งลงบันไดอยู่ก็ได้ ใช่มั้ยโคนันคุง”อามุโร่สันนิษฐานพร้อมกับเหลือบตามองเด็กแว่นสมองใส

“ชะ...ใช่ครับ”โคนันตอบเสียงตะกุกตะกักเมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มผิวเข้มที่จ้องมองมายังตน


 

     ให้ตายสิ...ความรู้สึกนี้มันอะไรกันนะ


 

โคนันคิดและรู้สึกขนลุกวาบ สายตาของคุณอามุโร่เมื่อกี้นี้เหมือนกับสายตาของหมาป่าที่จ้องจะล่าเหยื่ออย่างนั้นแหละ

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงกันล่ะครับว่าใครเป็นชาวเยอรมัน”ทาคางิทำหน้าสงสัยเพราะแขกที่อยู่ในโรงแรมแห่งนี้ก็มีชาวต่างชาติอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย

“ก็ลองเช็คดูจากบัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่ก็เอกสารทางราชการที่ใช้ยืนยันสัญชาติได้สิคะ”นานามิเสนอ

“แล้วก็ตีกรอบผู้ต้องสงสัยให้เหลือแค่ที่ผมสันนิษฐานเอาไว้แค่นี้ก็ได้แล้วครับ”อามุโร่เสริม

“เข้าใจแล้วครับ...”ตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับ

“เอาเป็นว่าไปตามหาผู้ต้องสงสัยที่ว่านั่นก่อนก็แล้วกัน”สารวัตรร่างท้วมหันไปสั่งลูกน้องของตน


 

ในระหว่างที่รอให้ตำรวจคนอื่นๆไปตามหาผู้ต้องสงสัย ตำรวจอีกส่วนหนึ่งก็ทำการตรวจเช็คสภาพศพของผู้ตาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีนักสืบวัยประถมตัวน้อยกับนักสืบหนุ่มผมบลอนด์อยู่ด้วย

“เอ๊ะ? ดูเหมือนว่ามือขวาของเขาจะถืออะไรบางอย่างอยู่นะครับ”เด็กชายร้องทักขึ้นพลางชี้ไปที่มือของผู้ตายที่ดูผิดธรรมชาติ

“บางทีก่อนตายเขาอาจจะถืออะไรบางอย่างอยู่ก็ได้นะ อย่างเช่น....ปากกา”ชายหนุ่มผมบลอนด์จับคางครุ่นคิดสายตาเหลือบมองไปยังปากกาและสนุดโน้ตที่อยู่บนโต๊ะ


 

ซึ่งถ้าหากลองมองดูดีๆบนสมุดโน้ตนั้นก็มีรอยถูกฉีกออกไปและมีรอยเลือดอยู่ 2-3 จุด เมื่อได้ยินดังนั้นสารวัตรเมงูเระจึงหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาดู

“ดูเหมือนว่าที่กระดาษโน้ตมีรอยถูกกดเหมือนกับเคยเขียนอะไรบางอย่างอยู่ด้วยนะ”

“สารวัตรครับ เราพบตัวผู้ต้องสงสัยแล้วครับ”ทาคางิว่าพลางลากแขนผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับชิบะที่ลากผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งเข้ามาเช่นกัน

“เฮ้ๆๆ นี่มันอะไรกันครับ”หนึ่งในชายหนุ่มผู้ต้องสงสัยถึงกับโวยเมื่อเขาถูกลากเข้ามาในห้อง น้ำเสียงของเขาดูแปร่งๆเหมือนกับชาวต่างชาติ ส่วนชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็ทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่พูดอะไร

สารวัตรเมงูเระจึงอธิบายถึงเรื่องราวเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทาคางิจึงอธิบายเพิ่มเติมว่าพบชายคนนี้กำลังหลบอยู่ในห้องน้ำและเมื่อเช็คบัตรประจำตัวประชาชนของเขาแล้วพบว่าเขามีสัญชาติเป็นชาวเยอรมันชื่อว่า อาร์โน เวคเนอร์ มีอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศของบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนผู้ชายอีกคนหนึ่งชิบะก็อธิบายว่าเขากำลังนั่งทานอาหารอยู่ที่ภัตตาคารของโรงแรมและพอเช็คเอกสารที่เขาพกติดตัวมาด้วยก็พบว่าเขามีสัญชาติเป็นชาวเยอรมันจึงพาตัวมา แต่พอสารวัตรเมงูเระถามชื่อเขาๆกลับขมวดคิ้วทำหน้างงทุกคนจึงเข้าใจว่าเขาเป็นชาวต่างชาติซึ่งไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นแต่พอจะให้หมวดทาคางิพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกับเขาตำรวจหนุ่มก็พูดได้แค่งูๆปลาๆทำเอาเขาไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก

นานามิจึงเดินเข้าไปหาผู้ต้องสงสัยพร้อมกับพูดประโยคหนึ่งออกมา

“Wie ist dein Name? (คุณชื่ออะไรคะ?)”

ชายคนนั้นหันมามองหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยแนะนำตัวกับอีกฝ่ายเป็นภาษาเยอรมัน

“เขาบอกว่าชื่อ ฮานด์ อาร์เดล เป็นพนักงานบญชีให้กับบริษัทต่างชาติค่ะ”หญิงสาวอธิบายซึ่งทุกคนในห้องนี้ก็ได้แต่ทำหน้างง

“งะ...งั้นเหรอครับ?”

“เอาเป็นว่าฉันจะเป็นล่ามให้ก็แล้วกันค่ะ”ร่างบางเสนอเพื่อให้การสืบสวนง่ายขึ้นเธอจะได้ออกจากโรงแรมนี้เสียทีเพราะตอนนี้เธอกำลังกังวลเรื่องของซีลวาเนอยู่ไม่รู้ว่าตอนนี้แม่นั่นกำลังทำอะไรอยู่


 


 


 


 


 

อีกด้านหนึ่งหญิงสาวเจ้าของผมสีบลอนด์ทองกำลังนั่งอยู่ในรถ Ferrari F12 Berlinetta สีแดงคันโปรดของเธอซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถของโรงแรม หลังจากที่เธอได้ยินว่ามีการฆาตกรรมกันในโรงแรมและมีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเธอก็แทบอยากจะออกไปจากโรงแรมนี้ให้เร็วที่สุดแต่ดูเหมือนเธอจะทำแบบนั้นไม่ได้ไม่งั้นเธอคงตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันทีแน่เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องนั่งรออยู่บนรถโดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้คดีที่ว่านั่นคืบหน้าไปถึงไหนแล้วแต่เธอคงไม่ต้องห่วงอะไรมากเพราะในโรงแรมนั้นมีเบอร์เบิ้นกับแมร์โลอยู่ด้วยอีกไม่นานคดีคงคลี่คลาย


 

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด


 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มือบางหยิบสมารท์โฟนของตนขึ้นมาดูก็ปรากฏว่าเป็นชื่อของคนที่คุ้นเคย เธอจึงกดรับสาย

“ว่าไง ยิน”

‘ตอนนี้เธออยู่ไหน?’

“ฉันอยู่ที่โรงแรมนิวเบกะ”

‘เธอไปทำอะไรที่นั่น’อีกฝ่ายเอ่ยถามเสียงเข้ม

“ก็แค่ออกมาพักผ่อนนิดหน่อย นายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

‘ฉันต้องการเจอเธอเดี๋ยวนี้’ยินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังคล้ายจะออกคำสั่ง

“โทษทีนะ ตอนนี้คงไม่ได้หรอก”ซีลวาเนแกล้งกวนอีกฝ่ายกลับ

‘ซีลวาเน...’ยินกดเสียงเข้มเรียกชื่อหญิงสาว แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรนักเพราะปกติยินก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว

“ใจเย็นสิ ตอนนี้ฉันติดอยู่ที่โรงแรมเพราะได้ยินว่าเกิดคดีฆาตกรรมตำรวจก็ปิดทางเข้า-ออกโรงแรม ถ้าออกไปตอนนี้ฉันก็โดนพวกตำรวจสงสัยน่ะสิ”หญิงสาวอธิบาย

‘ให้เร็วก็แล้วกันฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ’ชายหนุ่มพูดแค่นั้นก่อนจะตัดสายไป

“เอาแต่ใจชะมัด...”หญิงสาวพึมพำและเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ตอนนี้เธอก็แค่ต้องรอให้คดีที่เกิดขึ้นคลี่คลายสินะ


 


 

  รีบไขคดีให้เร็วหน่อยก็ดีนะเบอร์เบิ้น แมร์โล....


 


 


 


 

“สรุปว่าข้อความที่เคยเขียนไว้บนโน้ตมันเขียนว่าอะไร ทาคางิคุง”

“ครับ สารวัตรมันเขียนว่า...รู้สึกว่าจะเป็นภาษาเยอรมันน่ะครับ”ทาคางิทำหน้ายุ่งเพราะเขาอ่านภาษาเยอรมันไม่ออก ซึ่งสารวัตรเมงูเระสั่งให้เขาเอาโน้ตนั้นไปตรวจสอบแต่ก็ไม่นึกว่าจะออกมาเป็นภาษาเยอรมัน


 

นานามิจึงยื่นหน้าเข้าไปอ่านข้อความนั้นทำเอาตำรวจหนุ่มสะดุ้งหน้าแดงเมื่อใบหน้าสวยหวานเข้ามาใกล้

“Bring die Dokumente zu mir”

“เอ่อ...มันแปลว่าอะไรครับ”

“ช่วยเอาเอกสารมาให้ฉันหน่อย”

“ช่วยเอาเอกสารมาให้ฉันหน่อยเหรอ?”

“เอ่อ...นั่นอาจจะเป็นข้อความที่ท่านประธานทิ้งไว้ให้ฉันก็ได้นะคะ”เลขาสาวพูดด้วยน้ำเสียงแปร่งๆ

“คุณเป็นชาวเยอรมันเหรอคะ?”ร่างบางผมสีส้มอ่อนหันไปถาม

“ใช่ค่ะ แต่ว่าฉันอ่านเขียนภาษาญี่ปุ่นได้ไม่คล่องก็เลยต้องให้ท่านประธานเขียนโน้ตกับส่งเมลเป็นภาษาเยอรมันกับภาษาอังกฤษแทนน่ะค่ะ”

“แล้วเอกสารที่ว่านี่คืออะไรครับ”

“เป็นเอกสารเกี่ยวกับรายชื่อบัญชีของเมื่ออาทิตย์ก่อนนะคะพอดีท่านอยากจะตรวจสอบอีกครั้งก็เลยวานให้ฉันเอามาให้น่ะค่ะ”

“งั้นคนร้ายก็อาจจะไม่เข้าใจภาษาเยอรมันก็ได้นะครับ”เด็กแว่นพูดขึ้น เรียกความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี

“หมายความว่าไงน่ะ โคนันคุง”

“ก็คนร้ายอาจจะไม่เข้าใจภาษาเยอรมันก็เลยคิดว่าผู้ตายเขียนดายอิ้ง แมจเซสที่เกี่ยวกับตัวเองไว้ก็เลยฉีกเอากระดาษโน้ตไปด้วยยังไงล่ะครับ”

“มันก็จริงนะ...”

“งั้นก็หมายความว่าคุณฮานด์ที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้หลุดพ้นจากข้อสงสัยงั้นสินะ เพราะเขาพูดภาษาเยอรมันได้นี่ ส่วนคุณก็คงพูดภาษาเยอรมันได้สินะครับ คุณอาร์โน”

“ก็แน่นอนสิครับผมก็ต้องพูดภาษาเยอรมันได้อยู่แล้วสิเพราะว่าผมมีพ่อเป็นคนญี่ปุ่นส่วนแม่เป็นคนเยอรมันนี่นา”

“เรื่องที่คุณฮานด์พูดภาษาเยอรมันได้อาจจะเป็นเรื่องจริงแต่ว่าแน่ใจเหรอครับว่าเขาพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้”นักสืบหนุ่มพูดพลางเหลือบตามองชายชาวเยอรมันที่กำลังหน้าถอดสี ทำให้ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่เขา

“รีบพูดออกมาจะดีกว่านะครับ”

เมื่อเห็นว่าหมดหนทางเขาจึงถอนหายใจก่อนจะเอ่ยปากพูด

“ใช่แล้ว...จริงอย่างที่ผู้ชายคนนี้ว่าผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้”

“แล้วทำไมคุณถึงไม่พูดตั้งแต่แรกล่ะครับ คุณฮานด์”

“เพราะผมกลัวว่าตำรวจจะสงสัยผมน่ะสิครับ ผมก็เลยแกล้งพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้”

“.....”

“แต่เรื่องที่ผมพูดกับอ่านภาษาเยอรมันได้น่ะเป็นเรื่องจริงนะครับ อย่างประโยคที่ผู้หญิงคนนี้อ่านในกระดาษโน้ตผมก็เข้าใจ”ฮานด์พูดพร้อมกับชี้ไปที่หญิงสาวเจ้าของผมสีส้มอ่อน

“.....”

“แล้วทำไมคุณถึงรู้ว่าผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้”เขาหันไปถามอามุโร่

“เพราะตอนแรกที่สารวัตรเมงูเระอธิบายเหตุการณ์ต่างๆให้ฟังคุณก็ไม่ได้แย้งอะไร แถมตอนที่นานามิเป็นล่ามให้กับคุณ คุณกลับไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมหรือขอให้เธออธิบายเหตุการณ์เป็นภาษาเยอรมันให้ฟังนั่นเป็นเพราะว่าคุณเข้าใจภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่แรกแล้วยังไงล่ะครับ”

“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ...”


 

แปลว่ามีใครบางคนในที่นี้โกหกว่าตัวเองเข้าใจภาษาเยอรมันจริงๆงั้นสินะ...


 

แต่ว่าคุณฮานด์ก็รอดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะว่าเขาเข้าใจภาษาเยอรมัน แต่ว่าเขาจะเข้าใจมันจริงๆน่ะเหรอ....


 


 

โคนันคิดพลางกวาดสายตามองผู้ต้องสงสัย สักพักหมวดชิบะก็มาแจ้งมาพบหลักฐานที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคดี สิ่งที่เขาพบก็คือกระบอกปืนกับเสื้อกันฝนตัวใหญ่อยู่ในถุงกระดาษถูกเก็บซ่อนเอาไว้ที่ห้องเก็บของบนชั้นดาดฟ้า พอลองดูหลักฐานประกอบและฟังข้อสันนิษฐานแล้วก็พบว่าทั้งสามคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นคนร้ายด้วยกันทั้งนั้น


 

    เฮ้อ...ช่วยไม่ได้แฮะถ้าจะปิดคดีนี้ก็คงต้องเสี่ยงแล้วล่ะ....


 

     คงต้องให้ผู้หญิงคนนั้นช่วยอะไรสักอย่าง...


 

พอคิดแบบนั้นโคนันจึงเดินไปกระตุกแขนเสื้อของนานามิเบาๆเรียกความสนใจของหญิงสาว เธอย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กชายเพื่อฟังสิ่งที่เขาจะพูด โคนันกระซิบบางอย่างกับหญิงสาวทำให้คนอื่นนึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ร่างบางพยักหน้าเข้าใจก่อนจะกลับไปยืนเต็มความสูงตามเดิม


 

“ถ้างั้นจะหาตัวคนร้ายได้ยังไงกันล่ะเนี่ย”สารวัตรเมงูเระคิดหนัก

“ถ้างั้นจะลองวิธีของผมมั้ยล่ะครับ”โคนันถามเสียงใส

“วิธีเหรอ?”

“ครับ เป็นวิธีที่จะทำให้รู้ตัวคนร้ายน่ะครับ”เขามีแผนที่จะหาตัวคนร้ายได้แต่ว่าวิธีนั้นก็ต้องให้อาจารย์นานามิช่วย ถึงแม้มันจะเสี่ยงทำให้ผู้หญิงคนนั้นสงสัยในตัวเขาแต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เหลือก็คงต้องหาทางบ่ายเบี่ยงเอาก็แล้วกัน

โคนันเดินเข้าไปกระซิบกระซาบบางอย่างกับสารวัตรเมงูเระพักหนึ่ง

“วิธีนี้มันจะใช้ได้จริงๆเหรอ?”

“ครับ เป็นวิธีที่ได้จากพี่ชินอิจิรับประกันได้เลยครับ”เด็กชายกระซิบเสียงเบา

“ถ้างั้นก็...ทาคางิไปเตรียมเก้าอี้มา 3 ตัว”หันไปสั่งลูกน้องที่กำลังทำหน้างงๆอยู่

“เอ๋! ถ้าจะสอบปากคำก็น่าจะไปที่สถานนีสิครับ”

“เปล่า เราทำเพื่อหาตัวคนร้ายน่ะแค่มีเก้าอี้ก็รู้แล้วล่ะ”

“จริงเหรอครับ สารวัตร”

“อะ...เอ่อ ก็คงจะเป็นอย่างนั้นนะ”

“งั้นอาจารย์นานามิก็ช่วยกันหน่อยนะครับ”โคนันหันไปบอกหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ

“จ๊ะ...”

“นี่ๆ โคนันคุงวิธีอะไรเหรอที่จะทำให้รู้ตัวคนร้ายน่ะ”อายูมิถาม

“นั่นสิ...”

“ช่วยบอกหน่อยสิครับ”

โคนันจึงหันไปกระซิบกระซาบกับแก๊งค์นักสืบอยู่พักหนึ่งแต่ผลที่ออกมาทุกคนต่างก็ทำหน้างงไม่ต่างกันซึ่งเขาก็อยากให้พวกเด็กๆดูผลสรุปเอาเองดีกว่า


 

หลังจากใช้เวลาสักพักหนึ่งทุกอย่างก็เตรียมการเสร็จเรียบร้อยเก้าอี้ 3 ตัววางอยู่ตรงหน้าทุกคน

“ถ้างั้นผมก็ขอให้พวกคุณทั้งสามคนไปยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้นะครับ”สารวัตรเมงูเระชี้แจง ผู้ต้องสงสัยทั้งสามก็ทำหน้างงอยู่พักหนึ่งแต่ก็ยอมทำตามที่บอก


 

“ถ้าทั้งสามคนพร้อมแล้วก็...Bitte setzen Sie sich auch”นานามิเอ่ยคำหนึ่งออกมา


 

ซึ่งทุกคนก็ทำหน้างงกันพักใหญ่ก่อนจะหันไปมองผู้ต้องสงสัยทั้งสามที่มีอิริยาบถแตกต่างกัน

“แล้วทำไมพวกคุณต้องนั่งด้วยล่ะ”อาร์โนว่าพร้อมกับหันซ้ายหันขวามองคนรอบตัวเขาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่มีเขาคนเดียวที่ยืนอยู่

“กรุณานั่งลงด้วย...”

“....”

“ประโยคที่ฉันพูดเมื่อกี้มันเป็นภาษาเยอรมันน่ะค่ะ คนที่รู้ภาษาเยอรมันจริงๆเท่านั้นถึงจะเข้าใจสิ่งที่ฉันบอก”

“งั้นก็หมายความว่าเรื่องที่คุณอาร์โนเข้าใจภาษาเยอรมันเป็นเรื่องโกหกยังไงล่ะครับ”อามุโร่เสริม

“ถึงแม้ภายนอกจะเหมือนชาวต่างชาติและมีสัญชาติเป็นชาวเยอรมันแต่จริงๆแล้วคุณเป็นคนญี่ปุ่นที่ไม่เข้าใจภาษาเยอรมันเลย ถูกต้องมั้ยคะ?”

“แล้วที่เขาพูดสำเนียงเพี้ยนๆล่ะครับ”ทาคางิถาม

“ก็เพื่อที่จะตบตาพวกเราว่าเป็นชาวต่างชาติยังไงล่ะคะ”


 

เมื่อเห็นว่าจนมุมแล้วอาร์โนจึงตัดสินใจเปิดปากพูด

“อย่างที่ผู้หญิงคนนี้ว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นที่มีเชื้อสายชาวเยอรมัน”จากสำเนียงแปร่งๆเพี้ยนๆเหมือนชาวต่างชาติกลับกลายเป็นสำเนียงชัดเจนเหมือนกับคนญี่ปุ่นจริงๆ

“เบาะแสก็คือกระดาษโน้ตนั่นยังไงล่ะ”

“แล้วทำไมถึงเป็นการชี้ตัวคนร้ายล่ะ”สารวัตรเมงูเระถามด้วยความสงสัย

“โคนันคุงก็พูดไปแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าคนร้ายน่ะไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน คงจะเป็นเพราะว่าหลังจากที่เขาฆ่าท่านประธานแล้วก็คงเห็นข้อความบนกระดาษโน้ตนั่นและด้วยความกลัวว่าบางทีผู้ตายอาจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเองไว้ก็เลยเอากระดาษโน้ตนั่นไป แต่จริงๆแล้วมันเป็นข้อความที่ทิ้งไว้ให้คุณเฮเลนน่าที่เป็นเลขา เพราะงั้นคุณเฮเลน่าที่ต้องสื่อสารกับท่านประธานด้วยภาษาเยอรมันกับคุณฮานด์ที่พูดภาษาเยอรมันได้คล่องจึงรอดจากข้อกล่าวหานี้ ที่เหลือก็จะมีแต่คุณอาร์โนที่อ้างว่าตัวเองสามารถพูดภาษาเยอรมันได้มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะเอากระดาษโน้ตไปได้”อามุโร่อธิบาย

“เฮ้อ...รู้แบบนี้ผมให้คุณแม่ที่เป็นชาวเยอรมันสอนภาษาเยอรมันให้มากกว่านี้หน่อยก็คงจะดี”อาร์โนเอ่ยออกมาก่อนจะหยิบกระดาษที่เป็นหลักฐานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“แล้วทำไมคุณถึงต้องฆ่าเขาล่ะครับ”ทาคางิถาม

“เมื่อหลายปีก่อนมันใส่ร้ายพ่อของผมว่าเป็นคนยักยอกเอาเงินของบริษัทไปแต่จริงๆแล้วเป็นมันต่างหากคุณพ่อผมเครียดกับเรื่องนี้มากจนสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย ผมถึงอยากจะส่งมันไปลงนรกเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อของผมยังไงล่ะ”

เมื่อฟังจบหมวดทาคางิจึงเดินเข้าไปใส่กุญแจมือและพาเขาไปยังสถานีตำรวจ


 


 


 


 

หลังจากที่ทุกอย่างจบลงด้วยดีทุกคนก็พากันแยกย้ายกลับระหว่างทางที่เดินไปยังลานจอดรถของโรงแรมพวกแกงค์นักสืบเยาวชนก็พูดคุยกันเล็กน้อยถึงคดีที่เกิดขึ้น

“ไม่คิดเลยนะครับว่าอาจารย์นานามิพูดภาษาเยอรมันเป็นด้วย”มิซึฮิโกะพูดขึ้นและหันไปมองร่างบางที่เดินอยู่ข้างๆกับอามุโร่

“เพราะว่าอาจารย์มีแม่เป็นชาวเยอรมันยังไงล่ะจ๊ะ”

“งั้นเหรอครับ แต่ว่าอาจารย์นานามิก็ไม่เหมือนคนญี่ปุ่นอยู่แล้วนี่ครับ”เด็กชายว่าก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนๆต่อ


 

โคนันลอบมองหญิงสาวผมสีส้มอ่อนเป็นระยะๆ วันนี้ที่เขาไม่แตกตื่นหรือร้อนใจก็เพราะวันนี้ไฮบาระไม่ได้มาด้วย เจ้าตัวบอกว่าอยากคิดสูตรยาแก้พิษ APTX 4869 จึงปฏิเสธที่จะมาทานบุฟเฟต์กับพวกเขาซึ่งเขาก็คิดว่ามันดีแล้วจริงๆที่ไฮบาระปฏิเสธไป แต่วันนี้เขาคงต้องยอมให้ผู้หญิงคนนี้สงสัยในตัวเขาไปก่อนเดี๋ยวค่อยหาทางกลบเกลื่อนทีหลังก็แล้วกัน


 

เมื่อเดินมาได้สักพักหนึ่งอามุโร่กับนานามิก็ขอแยกทางเนื่องจากรถของเขาจอดอยู่กันคนละทางกับรถของด็อกเตอร์อากาสะ ระหว่างเดินไปที่รถก็ไม่มีบทสนทนาระหว่างพวกเขาสองคน จนกระทั่งชายหนุ่มผมบลอนด์เป็นผู้เอ่ยปากถาม


 

“มีเรื่องอะไรจะบอกหรือเปล่า?”เขาสังเกตเห็นว่าแมร์โลมีสีหน้าเครียดๆมาได้สักพักแล้ว

แมร์โลหันไปมองหน้าอีกฝ่าย เบอร์เบิ้นรู้เสมอว่าเธอคิดอะไรอยู่

“ระหว่างทางที่ฉันกลับมาจากห้องน้ำในตอนนั้นฉันเจอกับซีลวาเนเข้าน่ะ”เธอตัดสินใจบอกเขาเพราะยังไงซะมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าปิดบังอะไร

“ซีลวาเน คนของยินน่ะเหรอ?”

“ใช่....”

“แล้วผู้หญิงคนนั้นมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นคงมาจับตาดูเราตามคำสั่งของยิน”

“เธอคิดแบบนั้นเหรอ?”

“ไม่รู้สิ...ฉันไม่ไว้ใจคนของยินนายก็รู้”


 

บทสนทนาของพวกเขาจบลงแค่นั้นก่อนที่แมร์โลจะชะงักและหยุดเดินไปครู่หนึ่ง เธอจ้องมองไปยังรถFerrari F12 Berlinetta สีแดงที่เธอคุ้นตามันจอดอยู่ตรงข้ามกับรถ RX-7 สีขาวของเบอร์เบิ้นพอดี ชายหนุ่มผมบลอนด์มองตามสายตาของร่างบางก็เห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังลงมาจากรถ Ferrari สีแดงคันนั้น

“ซีลวาเน...”

“ไง บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะ แมร์โล เบอร์เบิ้น”อีกฝ่ายทักทายพวกเขา

มันเป็นความบังเอิญที่แมร์โลไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยจริงๆ

“ทำไมเธอถึงยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ”ร่างบางเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอมเทาถามพลางหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า

“ฉันก็อยากจะรีบกลับนะแต่ว่าก็เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นซะก่อนแถมยังเจอตำรวจปิดทางเข้า-ออกแบบนี้ฉันก็ออกไปไม่ได้เหมือนกัน”

“ฉันว่าเธอควรจะรีบกลับไปได้แล้วนะ”

“อย่าเพิ่งไล่กันสิ ฉันไม่อยู่เป็นก้างขวางคอพวกเธอนานหรอก”ซีลวาเนพูดหยอกล้อ

“จริงด้วย ผมมีเรื่องที่อยากจะบอกคุณหน่อยนะ ซีลวาเน”เบอร์เบิ้นเอ่ยแทรกขึ้น

“หืม?”

“ภารกิจของเราสองคนน่ะจบแล้วทีนี้ก็เหลือแต่ภารกิจของคุณแล้วล่ะ”

“หมายความว่ายังไง?”ซีลวาเนนึกสงสัยตามที่ยินบอกภารกิจของสองคนนี้น่าจะเริ่มในอาทิตย์หน้าหลังจากนั้นก็ตามด้วยภารกิจของเธอนี่

“บังเอิญว่ามีฆาตกรหน้าโง่บางคนชิงลงฆ่าเป้าหมายตัดหน้าพวกเราไปแล้วน่ะ”แมร์โลอธิบายเพิ่ม

“งั้นคดีที่เกิดขึ้นก็...”

“ใช่...เทนโนจิ คาซึโยชิโดนฆ่าตายแล้วแต่ไม่ใช่ฝีมือของพวกเรา”


 

ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าแปลกเสียจริงๆ แต่เพียงเท่านี้พวกเขาก็ไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก เธอจะได้มีเวลาพักเสียบ้าง


 

“ทีนี้ก็เลือกเอานะว่าจะเอาเรื่องไหนกลับไปรายงาน ยิน”ร่างบางเอ่ยอย่างประชดประชัน

“ฮะๆๆ นี่เธอคิดว่าฉันมาที่โรงแรมนี้ตามคำสั่งของยินงั้นเหรอ?”

“.....”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันแค่มาพักผ่อน ฉันก็แค่บังเอิญมาทานอาหารที่ภัตตาคารของโรงแรมนี้เท่านั้นเอง”

“หึ...”

“อีกอย่างฉันมีเรื่องที่อยากจะเตือนพวกเธอสองคนไว้”หญิงสาวผมบลอนด์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“.....”

“มันมีอีกคนหนึ่งที่น่าระแวงกว่าฉันซะอีก...เธอก็รู้นี่นาว่ามีคนสงสัยเรื่องของพวกเธออยู่”

“เธอหมายถึงใคร?”

“เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ? อนิซ ยังไงล่ะ”


 

มือบางถึงกับกำหมัดแน่นเมื่อได้ยินชื่อโค้ดเนมนี้ เธอไม่เคยลืม ไมเคยลืมว่าเจ้าของโค้ดเนมนี้ทำอะไรไว้กับเธอ


 

  คนที่มอบความทรงจำที่เจ็บปวดให้กับเธอ....


 

   คนที่มอบอดีตที่แสนเจ็บปวดให้กับเธอ...


 

  คนที่พราก สิ่งสำคัญ ไปจากเธอ....


 

มือหนาของเบอร์เบิ้นเอื้อมมาจับมือบางที่กำลังกำแน่นของอีกฝ่ายเพื่อให้คลายลง ซึ่งการกระทำนั้นก็อยู่ในสายตาของซีลวาเนแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร


 

“เธอจะพูดถึง ผู้หญิงคนนั้น ทำไม?”

“ฉันก็แค่อยากจะเตือนไว้ ตอนนี้เธอก็น่าจะรู้ว่า อนิซ กำลังสงสัยในตัวเบอร์เบิ้นอยู่แล้วพวกเธอสองคนก็รู้ใช่มั้ยว่า ผู้หญิงคนนั้น จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ”

“แล้วเธอมาบอกพวกฉันทำไม?”

“ฉันก็แค่อยากจะเตือนให้ระวังตัวเอาไว้ ถ้าเธอไม่อยากเสีย ใคร ไปอีก”ว่าจบก็เหลือบสายตามองไปทางเบอร์เบิ้นเล็กน้อย

“แล้วทำไมจู่ๆคุณถึงต้องมาทำดีกับเราด้วย”

“นี่ ถึงฉันจะเป็นคนของยินแต่ก็ใช่ว่าฉันจะต้องเลือดเย็นเหมือนหมอนั่นนี่ อีกอย่างฉันก็แค่ไม่ชอบนิสัยของ ยัยนั่น ก็เท่านั้นเอง”เธอเข้าใจดีว่าการสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญกับตัวเองไปมันเจ็บปวดแค่ไหน แล้วเธอก็รู้ดีว่าแมร์โลเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนและเธอก็คิดว่าแมร์โลคงจะไม่อยากเจอเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว

“เธอไม่ชอบแต่ฉัน เกลียด ผู้หญิงคนนั้น

“ฉันรู้...ฉันเตือนแค่นี้แหละที่เหลือเธอก็ไประวังตัวกันเอาเอง”

“กลับเถอะ เบอร์เบิ้น”ร่างบางหันไปบอกชายหนุ่มผมบลอนด์พร้อมกับเดินไปขึ้นรถ RX-7

“งั้นผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน”เขาบอกลาหญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเฮเซลก่อนจะเดินขึ้นรถของตนเองและขับออกไปจากโรงแรมนิวเบกะ

  

       ฉันถือว่า...ฉันช่วยแล้วนะ...


 

ซีลวาเนคิดและขึ้นรถ Ferrari สีแดงของตัวเองขับออกไปจากโรงแรมบ้าง


 

———————————————————


 

มาต่อแล้วค่า~ ตอนนี้ไรท์เขียนคดีไม่สนุกหรือมันดูแปลกๆยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะคะเพราะไรท์ไม่ค่อยถนัดเขียนแนวสืบสวนสอบสวนซักเท่าไหร่แต่ก็จะพยายามค่ะ แนวของคดีไรท์เอามาจากโคนันปี 11 ช่วงที่เป็นคดีของเฮียชูอะคะ ฝากติดตามกันต่อด้วยน้า และตอนหน้าโปรดเตรียมหมอนและผ้าห่มกันเอาไว้ด้วยนะคะ 555


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #98 icesupicha (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 03:57

    ช่วยแล้วจริงๆ

    #98
    0