ฉีเมิ่ง...หาใช่สตรีของท่านไม่

ตอนที่ 3 : ชิงหลงอ๋อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ต.ค. 63

หลังจากที่เป่ยอ๋องออกมาจากตำหนักของฉีเมิ่ง เขาก็รีบเร่งควบม้ากลับมาที่เมืองเป่ยหลิงเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขา เมื่อมาถึงหน้าวังต้าเสว่กงประตูใหญ่ถูกเปิดไว้เพื่อรอต้อนรับการกลับมาของเจ้าของวัง เป่ยอ๋องกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้ามาด้านในลานตำหนัก ด้านในมีสตรีมากหน้าหลายตารอต้อนรับ

"ถวายพระพรเพคะ หวางเย่"บรรดาสนมของเขาต่างกล่าวพร้อมเพรียงกัน

"ท่านพ่อ!"เด็กชายวัยที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายเขารีบวิ่งเข้ามาหาเขาในทันที

"เยวี่ยนเอ๋อร์ เด็กดีของพ่อ"เป่ยอ๋องอุ้มบุตรชายขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด

"ท่านแม่รอท่านพ่ออยู่ด้านในตำหนักพะยะค่ะ"

"เยวี่ยนเอ๋อร์เจ้าไปเล่นกับพี่เลี้ยงก่อนนะ"เด็กน้อยพยักหน้าแล้วจึงถูกส่งตัวไปให้พี่เลี้ยง ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในตำหนัก

 

"ถวายพระพรหวางเย่เพคะ ในที่สุดท่านก็กลับมา"นางกำลังจะเข้ามากอดเขาแต่ก็ถูกผลักออกเสียก่อน

"ข้าทั้งเหนื่อยทั้งเหนียวตัว เจ้าอย่าเพิ่งเข้ามากอดข้า"นางคือเป่ยหวางเฟย ตวนหมู่เฟิงลี่มารดาแท้ๆผู้ให้กำเนิดท่านชายเยวี่ยนหลาง

"หม่อมฉันสั่งให้หลิวกูกู เตรียมน้ำไว้แล้วเพคะ"

"ขอบใจเจ้ามากหวางเฟย แต่วันหลังไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก"

"ใบหน้าหวางเย่มีแผล หม่อมฉันจะให้ท่านหมอ......"

"แผลเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับแผลในใจของข้าซักนิดเดียว"เขายิ่งเห็นใบหน้าของนางเขาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์

"สุดท้ายท่านก็ยังไม่ลืมนาง....นางมาทีหลัง มาแทรกแซงความรักที่ท่านเคยมอบให้หม่อมฉัน ทำไมท่านถึงใจดำกับหม่อมฉันขนาดนี้เพคะ นางเสแสร้งทำตัวอ่อนแอทำไมท่านถึงไม่เชื่อ!"เขาไม่สนใจในสิ่งที่นางเอ่ยขึ้นซักนิด

"ข้าไม่เคยมอบความรักให้เจ้า หากวันนั้นบิดาเจ้าไม่ทำเรื่องสกปรกจนมีเยวี่ยนเอ๋อร์ ตำแหน่งเป่ยหวางเฟยต้องเป็นของนาง!!"

“สี่ปีที่ผ่านมา หม่อมฉันเฝ้าอดทนเพื่อเยวี่ยนเอ๋อร์ ทั้งที่มันเป็นความผิดพลาดของหวางเย่เช่นกัน เหตุใดหวางเย่จึงมิโทษตนเองบ้างเพคะ!!”เป่ยอ๋องหาได้สนใจในตัวนางอีกแล้วรีบเดินกลับตำหนักของตนเองพร้อมคนสนิท 

 

นางไม่ได้น่าสงสารอย่างที่ผู้อื่นเห็น นางรวมหัวกับบิดาใส่ร้ายสตรีที่เขารักที่สุด และเขาเองก็โง่ยิ่งนักที่คิดว่าเขาจะอยู่เหนือนางและบิดาจนทำให้คนรักของเขาต้องตาย สตรีร้ายกาจเช่นนางไม่ควรจะได้ตำแหน่งนี้มาครองถ้าไม่ใช่เพราะแผนของคนตระกูลตวนหมู่ ยอมใช้วิธีอัปยศเพื่อผูกมัดเขา ซักวันหนึ่งเขาจะกวาดล้างตระกูลนี้ให้หมดแผ่นดินให้จงได้...

 

*ตำหนักชุนเฟิน*

หลังจากวันนั้นที่นางสลบไป นางก็ไม่เคยนอนหลับสนิทอีกเลยมันแต่พะวงเรื่องเป่ยอ๋อง ก่อนที่เขาจะออกจากตำหนักในวันนั้น นางเห็นเป่ยอ๋องมีสีหน้าเศร้าซึมลงทำให้ในใจนางรู้สึกผิดโดยไม่ทราบสาเหตุ นางพูดแรงเกินไปรึไม่อย่างน้อยรักษาน้ำใจที่เขามาเยี่ยมก็หาได้ทำไม่ นางอยากจะตีตนเองแรงๆยิ่งนัก ท่านพี่และแคว้นเหรินยังต้องอาศัยมิตรอย่างเป่ยอ๋องอีกมากเหุใดนางจึงพูดไม่คิดกัน นางพยายามทบทวนตนเองอยู่ที่ชานตำหนัก

"องค์หญิง เสวยก่อนเถอะเพคะ นี่ก็ดึกแล้วท่านนั่งมาตั้งแต่เช้ามืดแล้วนะเพคะ อาหารเช้าก็ไม่เสวย อาหารค่ำนี่อีก"เสี่ยวเซี่ยกระวนกระวายใจด้วยความเป็นห่วงนาง

"ข้าไม่หิว เจ้าเก็บกลับไปเถอะ แล้วก็ไม่ต้องมารอข้าหรอกเจ้าเข้าไปนอนเถอะ"นางยังคงปฏิเสธอยู่เช่นเดิม

"เจ้าไม่กิน ไม่นอนเช่นนี้ พี่เห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก"เสียงที่นางเริ่มคุ้นเคยเอ่ยขึ้น

"ท่านพี่ ลำบากท่านต้องมาหาข้าอีกแล้ว"

"พี่มีเจ้าเพียงคนเดียว เรื่องแค่นี้ไม่ลำบากเลย"เขานั่งลงข้างๆนางพร้อมยื่นหมั่นโถวกลิ่นหอมประหลาดให้นาง

"อะไรหรือเจ้าคะ"กลิ่นหอมของหมั่นโถที่พึ่งออกจากเตามาใหม่ๆทำให้ท้องของนางที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้าเริ่มส่งเสียงดังขึ้น

“หมั่นโถวกุ้ยฮวา พี่เป็นคนนำดอกของมันไปหมักไว้ตั้งแต่ปีก่อน แล้วนำมาผสมกับแป้ง อาจจะมิได้มีรสชาติดีเหมือนห้องเครื่องทำ แต่พี่ตั้งใจจริงๆ” นางยิ้มให้กับความพยายามของพี่ชาย หากนางไม่กินอีกก็คงจะมิได้แล้ว นางจึงบิหมั่นโถออกเป็นสองชิ้น แล้วยื่นให้เจ้าของหมั่นโถ เมื่อเขารับไว้นางจึงหยิบหมั่นโถอีกชิ้นขึ้นมากิน

“นอกจากท่านพี่จะเก่งเรื่องรบทัพจับศึก แม้แต่อาหารชาววังท่านยังไม่เป็นรองผู้ใด”

“เจ้าชมพี่เช่นนี้ วันหลังต้องเข้าครัวเองเสียแล้ว”ท่านพี่ยิ้มตอบรับคำชมของนาง

“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยชมท่านเลยหรือเจ้าคะ” นางอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ไม่ถูกเสียจริง

“ก็เพราะเจ้า……”คำพูดของฉีหนานก็โดนกลืนลงไปในลำคอ

“ข้าอะไรหรือเจ้าคะ อยู่ๆท่านพี่ก็เงียบไป”

"เจ้าไม่เคยอยู่ในวังน่ะสิ  พี่พึ่งรับเจ้ากลับมาเจ้าอาจยังไม่คุ้นชิน"

"ข้าเป็นองค์หญิง หาได้อยู่ในวังไม่ข้าเป็นองค์หญิงตกยากหรือเจ้าคะ"องค์หญิงตกยากเช่นนั้นหรือ ท่านพี่ของนางร่ำรวยปานนี้จะตกยากได้เช่นไร นางก็พอรู้ว่าตนเองป่วยจึงต้องออกไปรักษาตัวแต่ไม่รู้รายละเอียดไปมากกว่านี้

"เจ้าป่วยหนักสูญเสียประสาทสัมผัสทุกอย่างสิ้น พี่จึงให้เจ้าไปรักษากับท่านหมอเทวดาผู้หนึ่งจนหายนึกไม่ถึงว่าอาการจะกำเริบ น่าเสียดายท่านหมอจากไปแล้วไม่เช่นนั้นพี่จะทำทุกทางให้เจ้ากลับมาจำได้"เขาถอนหายใจอย่างกังวล

"ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ อดีตที่เจ็บปวดก็มิควรจดจำมิใช่หรือเจ้าคะ ลืมเลือนก็เหมือนการเกิดใหม่เราอย่าไปนึกถึงอดีตอีกเลยนะเจ้าคะ"นางส่งยิ้มหวานมือนุ่มจับมืออีกฝ่ายมากุมไว้ให้กำลังใจ

“ฉีเมิ่งสมแล้วกับที่ได้เกิดใหม่ สดใส งดงามกว่าเก่ามากทีเดียว”เขาภูมิใจในตัวนางเช่นนี้ นางคงไม่อาจทำให้เขาผิดหวัง แต่ในใจกลับรู้สึกผิดต่อท่านพี่ยิ่งนัก

“ท่านพี่…หากวันใดข้าทำเรื่องเกินจะให้อภัยได้ ท่านจะยังเคียงข้างข้าอยู่หรือไม่”

“ผิดพันผิดหมื่นพี่ก็จะไม่ถือโทษ จะอยู่เคียงข้างเจ้า หากทอดกายเป็นสะพานให้เจ้าข้ามไปได้พี่ก็จักทำ”สัญญาหนักแน่นของบุรุษที่มีตำแหน่งเป็นถึงอ๋องมิอาจคืนคำ นางเชื่อถือทุกประการ

“ข้ามิต้องการให้ท่านทอดกายให้ข้าแต่หากจักร่วมเดินข้ามสะพานนั้นไปด้วยกันจนถึงจุดที่เรามั่นคงข้าถึงจะส่งท่านต่อให้ว่าที่พี่สะใภ้ของข้า”

ท่านพี่ส่ายหน้าและหัวเราะออกมา

“หากมีเจ้าพี่ก็ไม่ต้องการแต่งให้ผู้ใด ยังอยากจะคอยเลี้ยงดูเจ้าต่อไปเรื่อยๆ”

“เว้นเสียแต่ข้าหนีไปมีคู่ครองเสียเอง ต่อให้ท่านพี่อยากเก็บไว้เพียงใดก็หาทำได้ไม่”

“ฉีเมิ่งเป็นลูกนกยังไม่ประสา ยังต้องอาศัยปีกพี่คุ้มครองหรือต่อให้กางปีกได้แล้วพี่ก็มิปล่อยให้เจ้าไป…แววตาเมื่อครู่ทะเยอทะยานสมกับเป็นน้องสาวของชิงหลงอ๋อง งดงามมากจริงๆ”เสียงของท่านพี่แข็งขึ้นเมื่อนางเอ่ยว่าจะแต่งงานแต่ประโยคหลังกลับละมุนยิ่งนัก

นางกระอักกระอ่วนใจแปลกๆท่านพี่เพียงชมดวงตาที่งดงามเท่านั้นนี่

“ฉีเมิ่งง่วงแล้ว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ท่านพี่รักษาร่างกายแล้วก็รีบพักผ่อนด้วยนะเจ้าคะ”นางรีบเดินเข้าตำหนักด้วยท่าทีล้นลานถึงปานนั้น ทำให้ฉีหนานยกยิ้มพอใจเป็นอย่างมาก

“เขินอายหรืออึดอัดกันแน่ฉีเมิ่ง พี่ชายผู้นี้ไม่อาจคาดเดาได้เลย”

ราตรีนี้สงบแต่หาใช่กับในความฝันของฉีเมิ่งไม่ นางฝันว่านางอยู่ในตำหนักเย็น ทั้งอับทั้งสกปรกบนโต๊ะกลางห้องมีเพียงข้าวครึ่งชามกับผัดผักเละๆปริมาณอาหารต่อหนึ่งคนไม่สามารถทำให้อิ่มท้องได้เลย แต่ทันใดนันนางก็ได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้น 

“เพียงเจ้ายอมรับว่าทำผิด หากเขาไม่เป็นอะไรข้าจะให้เจ้ากลับมาอยู่ข้างนอกอีกครั้ง ตกลงรึไม่”น้ำเสียงอ่อนโยนที่เหมือนจะเมตตาแต่คำเหล่านันล้วนอาบด้วยยาพิษ

“หม่อมฉันไม่ได้ทำเหตุใดจึงต้องยอมรับผิด ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่”เสียงสตรีอีกนางที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น  ทำให้ปลุกโทสะของผู้มาเยือน

“กรีดหน้าเจ้าซักสองสามแผลดูซิว่ายังจะปากดีได้หรือไม่”หญิงรับใช้สองนางต่างเข้ามารัดแขนและของนางให้สตรีผู้เป็นนายได้ลงโทษ

ไม่!!! ไม่นะ อย่ากรีดหน้าข้านะ!!!!!

“ฉีเมิ่ง ตื่นสิ!ตื่น”เสียงของฉีหนานดังเข้าไปในโสตประสาทของนาง ทำให้นางสะดุ้งตื่น

“ท่านมาช่วยข้าอีกแล้ว ท่านพี่”น้ำตาของนางร่วงเผาะลงที่แผ่นหลังของฉีหนานจนชุ่มไปหมด

“ปล่อยเจ้าไว้ผู้เดียวไม่ได้เสียแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ ดีที่พี่ยังไม่อาจวางใจ”

“ข้าไม่อยากนอนแล้ว หากนอนแล้วฝันเช่นนี้ทุกคืน”

“คืนนี้เจ้าลองนอนดูอีกสักครา พี่จะอยู่กับเจ้าเอง”

“แต่….”

“มีพี่อยู่เจ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใด พี่จะอยู่ริมนี่หน้าต่างนี่คอยเฝ้ามองเจ้าเอง”ฉีหนานลุกขึ้นไปจุดกำยานหอมที่ช่วยทำให้หลับสบายก่อนจะเดินเข้ามาห่มผ้าให้นาง 

ในที่สุดค่ำคืนก็ผ่านพ้นไป นางไม่ได้ฝันอะไรตลอดทั้งคืนทั้งยังหลับสบายกว่าปกติ

เช้าวันต่อมา

นางยันกายลุกจากเตียงนอนอย่างเงีบเชียบ แล้วนำผ้าคลุมไหล่ไปห่มให้กับฉีหนาน 

“คงจะปวดหลังแย่นอนตรงนี้ เมื่อคืนก็เฝ้าข้าทั้งคืน ท่านทำเพื่อข้ามากเหลือเกิน”นางพึมพำออกมาเบาๆเพราะไม่อยากให้ท่านพี่ของนางตื่นขึ้นมา นางสวมเสื้อคลุมมิดชิดเดินออกไปจากตำหนักปล่อยให้ท่านพี่นอนอยู่เพียงลำพัง

เมื่อฉีหนานตื่นขึ้นก็ไม่พบน้องสาวที่ควรจะพักผ่อนอยู่บนเตียง พบเพียงเสื้อคลุมสีขาวบนร่างของเขา เสื้อคลุมตัวนี้เป็นของนางยังไม่ทันได้มองก็รับรู้ได้เพราะกลิ่นหอมอ่อนๆที่มาจากเสื้อคลุมนั้นเป็นเอกลักษณ์ แต่ว่านางหายไปที่ใดกันกว่าเขาจะได้นางมาช่างยากเย็น เขาไม่อาจปล่อยมือได้ อยู่ๆเสียงดนตรีก็ดังเข้ามาทำให้ฉีหนานเดินออกไปดู

“ท่านพี่ รีบตื่นทำไมเจ้าคะข้าส่งเสียงดังไปหรือเจ้า”นางที่กำลังซ้อมร่ายรำอยู่ก็หยุดลง เสียงดนตรีก็หยุดลงเช่นกัน

“เสียงที่ไพเราะพาพี่มาที่นี่ ฉีเมิ่งซ้อมสิ่งใดอยู่"

“ข้าว่าจะร่ายรำบทเพลงตะวันจมธารา แต่ท่านมาก่อนเสียได้ ท่านพี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วค่อยมานะเจ้าคะ”

“ได้สิ พี่จะรีบไปรีบมา”ท่านพี่ยกยิ้มแล้วเดินกลับตำหนักของตนไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

 ไม่นานนักฉีหนานก็กลับมาด้วยอาภรณ์สีแดงปักลวดลายนกกระเรียน ดูสง่างามราวกับเทพเซียน

ศาลาฉีเมิ่งนั้นตั้งอยู่กลางสระบัว เป็นศาลาทรงแปดเหลี่ยมทุกชิ้นทำด้วยหยกเนื้อเย็นสีเขียว เหมาะสำหรับการพักผ่อนในฤดูร้อนด้านข้างมีท่าน้ำสามารถไปชมดอกบัวได้ นับว่าเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

นางสวมชุดสีฟ้าปักลายงดงามอาภรณ์บางเบาราวกับคลื่นน้ำ นางถอดรองเท้าให้ปลายเท้านุ่มสัมผัสกับเนื้อหยกเย็น แล้วเริ่มร่ายรำด้วยท่วงท่าพริ้วไหวราวกับเป็นหนึ่งเดียวกันกับห้วงน้ำ นางร่ายรำจนถึงช่วงสุดท้ายท่าของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงแล้วค่อยๆผ่อนคลายในที่สุด

“ฉีเมิ่งร่ายรำได้งดงาม แต่เจ้ารู้รึไม่ว่าตนเองขาดสิ่งใด”นางส่ายหน้า

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ ท่านพี่ฉีหนานโปรดชี้แนะด้วย”ฉีหนานลุกขึ้นแล้วเข้ามาใกล้ๆนาง

“เจ้าขาดดวงตะวัน เจ้าก็เป็นเพียงคลื่นน้ำที่กำลังหมุนรอบความว่างเปล่า”

“แต่…ท่านก็ทราบดีว่าดวงตะวันคือคนรัก แต่ข้ายังไม่มี”

“เป็นพี่ไม่ได้รึ"นางตกกะลึงกับวาจาแปลกๆของเขา ท่านคิดสิ่งใดอยู่กันท่านพี่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น