ฉีเมิ่ง...หาใช่สตรีของท่านไม่

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 พ.ค. 63

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศที่ค่อนข้างอบอุ่นเหมาะกับการที่จะมานั่งชมดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่งทั่วลานตำหนัก ตอนนี้ แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างของตำหนักทำให้ร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงใหญ่ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา

นางสวมอาภรณ์สีดำสนิทตัดกับผิวพรรณที่ขาวเนียนราวกับไข่มุกพยายามยันกายลุกขึ้นมานั่งบนเตียง

"ฉีเมิ่งเจ้าฟื้นแล้ว"ชายหนุ่มรีบเดินเข้ามานั่งข้างๆเตียง

ถ้านางเดามิผิด ชายผู้นี้คือเจ้าของตำหนักหลังนี้ดูจากท่วงท่าที่สง่างามกับอาภรณ์ที่เขาสวมใส่แล้วก็เดาได้ไม่ยากเท่าใดนัก

"ท่านเป็นใคร แล้วข้าเป็นใคร"นางถามด้วยความสงสัย ในหัวของนางว่างเปล่าไปหมดนางจำอะไรก่อนหน้านั้นมิได้ด้วยซ้ำ

"เจ้าคือฉีเมิ่ง...ส่วนข้าคือฉีหนานเป็นพี่ชายของเจ้า เจ้าป่วยมาตั้งแต่เด็กมาบัดนี้ก็สูญเสียความทรงจำอีก ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารเสียจริง"ใบหน้าเขาของอ่อนโยนพอๆกับมือของเขาที่กำลังลูบศีรษะของนางอยู่

นางคือฉีเมิ่งจริงๆหรือ...เหตุใดจึงไม่คุ้นชื่อนี้เลย ใช่สินางสูญเสียความทรงจำทุกอย่างนี่ หากจำได้นางคงไม่ต้องถามว่านางเป็นใคร

"พี่ไม่รบกวนเจ้าแล้ว พักผ่อนอีกซักหน่อยเถอะเจ้าอาจจะจำอะไรได้ขึ้นมาบ้าง"เขาลุกเดินออกไปสั่งอะไรกับหญิงรับใช้ก่อนจะเดินออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้นางนอนเป็นผักเฉาอยู่บนเตียง

ในคืนนั้นนางก็ได้ความว่าพี่ชายของนางคือท่านอ๋องแห่งแคว้นเหรินส่วนนางคือองค์หญิง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือท่านปู่ของนาง ตั้งแต่ถือกำเนิดนางเองก็ถูกส่งตัวไปรักษาอาการป่วยทันที พี่ชายของนางพึ่งรับตัวกลับมาอยู่ด้วยกันเพราะคิดว่านางหายขาดแล้ว แต่สุดท้ายอาการก็กำเริบขึ้นมาอยู่ดี มิน่าล่ะนางถามอะไรพวกบ่าวรับใช้ก็ดูทำตัวแปลกๆกันเสียหมด ที่แท้ก็พึ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นานนี่เอง

"นี่เสี่ยวเซี่ยปกติตัวข้าเป็นคนเช่นไร ชอบกินอะไรชอบทำอะไรหรอ"เสี่ยวเซี่ยเป็นบ่าวรับใช้ที่ท่านพี่มอบให้นางตั้งแต่เข้ามาอยู่ในตำหนักนี้วันแรก คงต้องรู้นิสัยใจคอของนางเป็นอย่างดี

"ทูลองค์หญิง ปกติแล้วถ้ามิใช่หวางเย่มาอยู่เป็นเพื่อน ท่านจะมิออกไปที่ใดเพคะแต่บางทีท่านก็ชอบออกมาเดินเล่นชมจันทร์ตอนค่ำคืนเพียงผู้เดียวเพคะ ส่วนเรื่องอาหาร...หวางเย่มักจะมีรับสั่งให้เตรียมขนมชาเขียวที่หวานมากๆให้ท่านเพคะ"นางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจกับนิสัยแปลกๆ อาหารการกินแปลกๆของตัวนางเอง

"แล้วก่อนหน้าที่ข้าจะเข้ามาอยู่ในตำหนักของท่านพี่ ข้าอยู่ที่ใดเจ้ารู้รึไม่"คำตอบที่นางได้รับกลับมา ช่างน่าผิดหวังยิ่ง เสี่ยวเซี่ยบอกเพียงว่าท่านพี่ปิดเป็นความลับ ช่างเถอะพรุ่งนี้นางจะไปถามด้วยตนเอง

ในคืนนั้นนางได้ฝันถึงบุรุษผู้หนึ่ง แววตาดุจพญาอินทรีกำลังจ้องมองมาที่สตรีสวมผ้าแพรปิดบังโฉมหน้า "เสวี่ยม่าน เจ้ารักข้ารึไม่"

"ไม่! เจ้าอย่าไปเชื่อเขานะ"แต่คำพูดของนางก็ดูคล้ายกับอากาศ ไม่มีผู้ใดได้ยินนอกจากตัวนางเอง

"รักเพคะ เสวี่ยม่านรักท่านที่สุด" สตรีผู้นี้โดนหลอกเสียแล้ว บุรุษผู้นี้มากด้วยเล่ห์ดูจากแววตาก็รู้ได้ทันที แต่ก็นะสตรีที่งมงายในความรักมักจะตาบอด นางจะไม่มีวันเหมือนสตรีผู้นี้เด็ดขาด นางมองทั้งสองอยู่ด้วยกัน นับเป็นบรรยากาศที่หวานชื่นหรือนางอคติกับบุรุษผู้นี้ไปเอง แต่จู่ๆบุรุษผู้นั้นก็หยิบมีดสั้นขึ้นมาแทงสตรีตรงหน้า

"อึก! ทำไมข้า..."นางเริ่มหายใจไม่ออก โลหิตเปรอะเปื้อนกระโปรงนางดิ้นทุรนทุรายราวกับกวางที่โดนนายพรานยิง แต่แล้วความรู้สึกทั้งหมดถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเมื่อนางสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา

"เฮือก!"เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามหน้าผากและมือของนางเป็นจำนวนมาก ความรู้สึกเจ็บปวดยังไม่จางหายราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริง

"ฝันร้ายหรือ ฉีเมิ่ง"นางมองไปยังต้นเสียงที่นั่งพิงขอบหน้าต่างอยู่

"ท..ท่านพี่ ข้าฝันร้าย...ข้าหายใจไม่ออก"นางมิได้บอกเรื่องฝันให้เขาฟังและเขาเองก็มิได้คาดคั้นนางเช่นเดียวกัน นับว่านางยังโชคดีที่มีพี่ชายที่คอยปลอบโยนนาง และในคืนนี้ก็เป็นท่านพี่ที่ทำให้นางผ่านพ้นเวลาอันเลวร้ายไปได้

 

รุ่งเช้าวันต่อมา

ร่างกายของนางดีขึ้นมาก ท่านพี่จึงอนุญาตให้นางออกจากตำหนักได้แล้ว วันนี้นางจึงสวมชุดสีน้ำตาลอ่อนขลิบทองปักลายนกกระเรียนคู่ แต่เหตุใดท่านพี่ของนางมีรับสั่งให้นางสวมหน้ากากสีทองที่สลักเสลาเป็นลวดลายดอกท้อด้วยเล่า ทั้งยังกำชับว่าถ้านางจะออกไปที่ใดต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า เมื่อนางแต่งตัวเสร็จก็รีบออกจากตำหนักชุนเฟิน ไปที่ศาลาริมน้ำตามที่ท่านพี่บอกไว้

เมื่อไปถึงที่หมาย นางไม่ต้องคิดอะไรเลยเหตุใดท่านพี่ต้องกำชับให้มาที่ศาลาแห่งนี้ "ศาลาฉีเมิ่ง"นางมองป้ายชื่อศาลาก็พอเข้าใจได้

"ศาลาฉีเมิ่ง ท่านพี่ไยต้องลงแรงสลักชื่อด้วยตนเอง" มือของเขาพันแผลไว้เสียขนาด คนตาบอดยังมองเห็นได้กระมัง

"ชอบรึไม่ หากเจ้าชอบพี่ยินดีทำ"นางส่ายหน้า

"ข้าไม่อยากให้ท่านเจ็บตัว ท่านเจ็บตัวข้าไม่สบายใจ"ท่านพี่ของนางมีสีหน้ายินดีเมื่อได้ฟังนางกล่าว

"เด็กโง่ ในสนามรบพี่จับอาวุธบาดแผลทั่วร่าง แค่อุปกรณ์แกะสลักไม่ทำให้พี่รู้สึกเจ็บได้หรอกนะ"

"อีกซักครู่ จะมีสหายเก่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน เจ้าอาจจะจำได้"ในเมื่อท่านพี่บอกว่านางอาจจะจำได้ นางก็คงไม่อยู่รอไม่ได้แล้ว

"ฉีเมิ่ง! หน้าตาเจ้าสดใสขึ้นมากทีเดียว ข้าหายไปไม่กี่เดือน วันนี้ข้ามีของฝากมาด้วยข้าคิดว่าเจ้าต้องชอบเป็นแน่ หากไม่ถูกใจข้าก็มีของอย่างอื่นมาให้เจ้าอีกนะ"บุรุษอีกแล้ว ทำไมรอบๆตัวนางต้องมีแต่บุรุษ ก่อนหน้านี้นางเป็นคนเช่นไรกันแน่

"ขออภัย ข้าจำท่านไม่ได้..." รอยยิ้มหวานของเขาคว่ำลงอย่างฉับพลัน ต่างจากท่านพี่ที่กำลังกลั่นหัวเราะจนหน้าแดง

"เจ้าหัวเราะอะไร! นางจำข้าไม่ได้ก็จำเจ้าไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ"

"ฉีเมิ่งไม่ได้มีเจตนาลืมท่าน แต่ความทรงจำของข้าถูกลืมเลือนไปสิ้นหวังว่าท่านจะให้อภัยข้าด้วย"

"ฉีเมิ่งที่น่าสงสารของข้า ข้าไม่ถือโทษเจ้าหรอกแต่จะโทษพี่ชายตัวดีของเจ้าที่ดูแลเจ้าไม่ดี"นัยย์ตาของเขาฉายแววเอ็นดูในตัวนางอย่างเห็นได้ชัด

"ยวี่เทียน ข้าอยากรู้นักว่าถ้าข้าเอาเรื่องที่เจ้าทำพระพุทธรูปไม้หนานมู่เป็นรอย ไปบอกบิดาเจ้าเขาจะสั่งทำโทษเจ้าเช่นไร"

"นี่!ฉีหนานไหนเราตกลงกันว่าจะไม่ยกเรื่องนี้มาพูดอีก"ท่านพี่ฉีหนานของนางยกยิ้มดั่งผู้ชนะ

"ท่านพี่ยวี่เทียน กลัวบิดารึเจ้าคะ"เขาไม่รู้จะตอบนางเช่นไรจึงหันไปทางท่านพี่ฉีหนาน

"ฉีหนานเจ้าทำให้ฉีเมิ่งเข้าใจข้าผิด แต่ก็ดีฉีเมิ่งสนใจข้าบ้างแล้วทั้งที่เมื่อก่อ...."แต่แล้วคำพูดของเขาก็เงียบหายไป

"เมื่อก่อนข้าเป็นเช่นไรรึเจ้าคะ"ยวี่เทียนมีสีหน้าที่อธิบายได้ยากยิ่ง

"เมื่อก่อนเจ้าเมินเขาอย่างไรเล่า"ท่านพี่คลี่ยิ้มสดใส เป็นรอยยิ้มที่นางเองยังสัมผัสถึงความอบอุ่นได้

ท่านพี่ฉีหนานและท่านพี่ยวี่เทียนต่างพูดคุยและนำสิ่งของต่างๆที่นางเคยใช้มาให้ดู เผื่อว่าอาจจะมีสิ่งใดที่ช่วยให้เรื่องในอดีตของนางกลับมาได้แต่ก็ไม่มีสิ่งใดได้ผลเลย จนถึงช่วงสายท่านพี่ยวี่เทียนจึงขอตัวกลับไปก่อนเพราะมีงานที่จะต้องสะสางอีกมาก ท่านพี่ฉีหนานเองก็มีธุระที่โรงน้ำชาที่ท่านพี่เป็นเจ้าของกิจการ นางเองก็อยู่ในตำหนักเบื่อๆท่านพี่จึงชวนนางออกไปทำธุระด้วย

 

P
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น