ข้านี่แหละคือจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,341 Views

  • 43 Comments

  • 249 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    3,341

ตอนที่ 9 : ผ่อนคลายก่อนเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 526
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    15 มี.ค. 62

"ฮ่าๆๆ ต้องขอบคุณไอ้บ้าอี้หยางนั้นแล้ว ข้าถึงได้กลายเป็นยอดนักปรุงโอสถ" เย่เฟิงกลับมายังกระท่อมร้างของเขาพร้อมกับหม้อหนึ่งใบ สมุนไพรครึ่งหนึ่งเขาให้เสี่ยวหงกินไปแล้วเหลืออีกครึ่งเขาเอามาทดสอบหลอมโอสถดู ผลปรากฎว่า ได้โอสถออกมาจริง แม้ว่าเขาจะเอาสมุนไพรเพียงชนิดเดียวมาใส่แล้วก่อกองไฟ จากนั้นก็ปิดฝาหม้อ รอเวลา สมุนไพรก็จะกลายเป็นโอสถ ที่สำคัญคือ มันมีความบริสุทธิเต็ม10ส่วน! 

กระทั่งตระกูลซือยังทำไม่ได้ อยากมากก็ทำให้โอสถบริสุทธได้เก้าส่วนเท่านั้น แต่เย่เฟิงไร้เงินตราซื้อมาเพียงสมุนไพรถูกๆสองชนิดเท่านั้น ผลที่ได้ก็คือ

[หญ้าวิญญาณหอมหวน : สรรพคุณผ่อนคลายจิตใจ ใช้ได้ดีตอนฝึกตน : สามารถนำมาหลอมเป็นธูปวิญญานหอมหวนได้]

[เคลือหนอนสุรา : สรรพคุณชำระสิ่งสกปรกในเส้นโลหิตผลค่อนข้างต่ำ : สามารถนำมาหลอมเป็นโอสถชำระเส้นเลือดได้]

แต่สิ่งที่เขาสามารถหลอมออกมาได้นั้น [ ยา???? ความบริสุทธิ100% : ??????? ]

แม้กระทั่งระบบยังไม่อาจทราบได้ และเขาก็ไม่รู้ผลของมัน ให้ถูกก็คือสิ่งนี้ตามปกติแล้ว มันไม่สามารถหลอมออกมาเป็นโอสถได้ เพราะมันไม่ถูกสูตรส่วนผสมนั่นเอง มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ผลของมัน และมีเพียงหนูทดลองเท่านั้นที่จะทำให้เขาสามารถวิเคราะห์ผลของมันได้ เย่เฟิงเก็บสมุนไพรที่เหลือไว้และเตรียมเนื้อแห้งไว้ประมาณหนึ่งถึงแม้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องกิน แต่การกินอาหารก็เป็นการเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง การออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ที่เหลือก็เพียงรอเวลา และก่อนที่จะเจอเรื่องลำบากก็ต้องผ่อนคลายเล็กน้อย

.....................................................................

พลบค่ำขณะที่ผู้คนของเมืองลมหวนต่างก็พากับเข้านอนท่ามกลางแสงจันทร์ค่ำคืนที่ไร้ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเหมือนตอนฟ้าสว่าง แต่ก็ยังมีชุมชนบางแห่งในเมืองลมหวนยังคลึกคลื้น เสียงดนตรีดังออกมาทั่วซอยเล็กๆ ที่นี่คือซอยโคมเขียว ซอยนี้มีร้านอาหารและเสียงบรรเลงเพลงพิณให้กับลูกค้ายามค่ำคืน เหล่าหญิงสาวทำงานกันอย่างแข็งขัน คอยรินสุราให้แก่ลูกค้า ลูกค้าหลายรายก็มือบอนจับนู่นจับนี่ตามเรือนร่างของหญิงสาว แต่สาวเจ้ากลับไม่ว่าอะไรยังคงปล่อยให้ลูกค้าลามกลวนลามอยู่ตรงนั้น

ชายหนุ่มแต่งตัวดีผมสั้นสีดำดวงตาสีดำสูง170 นั่งรินสุราภายในหอผีเสื้อราตรี ข้างกายของเขามีหญิงสาวขนาบข้างซ้ายขวา ชายคนนี้ไม่ใช่ใคร เขาคือเย่เฟิงนั่นเองเขาเก็บสไลม์เสี่ยวหงไปในช่องสัตว์เลี้ยงนานแล้ว เพราะการเก็บสัตว์เลี้ยงทำให้อัตราความหิวลดลง

หอผีเสื้อราตรีนับว่าเป็นร้านใหญ่ในเมืองแห่งนี้ ควบคุมกิจการโดยตระกูลเจ้าเมือง สมัยนี้นั้นก็ไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าผิดกฎหมาย และด้วยการบริหารของตระกูลเจ้าเมืองจึงไม่ค่อยมีคนมาก่อความวุ่นวายที่นี่นัก

"พี่ชาย ท่านสนใจให้ข้าปรนนิบัติท่านในค่ำคืนนี้หรือไม่" หญิงสาวหน้าตาจัดได้ว่างดงามกอดแขนข้างซ้ายของเขา ตามตัวนางมีกลิ่นหอมโชยเข้าจมูกเย่เฟิง ใบหน้าของนางแต่งแต้มเครื่องแต่งหน้าตามวัยผู้ใหญ่

"หรือว่า พี่ชายท่านนี้อยากจะให้ข้าปรนนิบัติรับใช้ท่าน" หญิงสาวทางฝั่งขวาของเย่เฟิงก็เอ่ยขึ้นมาหน้าตาของพวกนางจัดได้ว่าอยู่ในระดับไฮคลาส

ตอนนี้จมูกของเย่เฟิงบานขึ้นมาอีกสองเท่า "ฮ่าๆๆ สาวๆ ทำไมต้องให้ข้าเป็นคนเลือกนะ ข้าเย่เฟิงเกิดมาไม่เคยเลือกปฎิบัติ ข้าจะไม่เลือกใครคนหนึ่ง แต่ข้าจะเลือกพวกเจ้าทั้งสอง ดีมั๊ยสาวๆ" มือไม้ของเย่เฟิงเร็วปานสายฟ้า เกี่ยวเอวของหญิงสาวสูดกลิ่นของอิสตรีหอมอ่อนๆด้วยความเมามาย ในปากคาบบุหรี่เอาไว้ สองมือโอบอ้อมเอวเล็กบางของหญิงสาวขาพาดสูงขึ้นมาบนโต๊ะไม่ต่างจากมาเฟีย

"เฮ้อ...ยามได้ดื่มเที่ยวแบบนี้ข้าช่างคิดถึงสหายเก่าของข้ายิ่งนัก" เย่เฟิงถอนหายใจออกมา

"สหายของท่านคงชอบเที่ยวเป็นแน่ เขาเป็นใครอย่างนั้นหรือ บางทีข้าทั้งสองคนรู้จัก"

"ไม่หรอกๆ พวกเจ้าไม่มีทางรู้จักเขา สหายของข้าอยู่ในที่ๆไกลแสนไกล" 

เย่เฟิงพลันหวนรำลึกภาพความทรงจำในอดีต เวลาว่างงานพวกเขา4-5คนไปเที่ยวดีนักล่ะ มีเรื่องราวให้คุยกันจนลืมเวลา บ่นหัวหน้างานบ้าง พูดเรื่องผู้หญิงบ้าง นั่นนับว่าเป็นความสุขที่นานๆทีจะมีสักครั้ง ทั้งสองสาวเห็นเย่เฟิงทำหน้ารำลึกถึงสหายด้วยสีหน้าเหงาหงอย แต่ด้วยความชำนาญจึงเปลี่ยนเรื่องคุยได้ไวปานสายฟ้า

"พี่ชาย วันนี้ท่านมาไม่เสียเที่ยวแล้ววันนี้หอผีเสื้อราตรีของเรามีการแสดงดนตรีโดยนักดนตรีชื่อดัง ว่ากันว่าเสียงพิณของนางสามารถทำให้ผู้คนที่ได้ฟังราวกับอยู่บนสวรรค์" หญิงสาวฝั่งซ้ายพูดออกมา

"ข้าได้ยินมาว่านางมาจากสำนีกเสียงสวรรค์ เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องดนตรี แต่การที่จะได้ฟังเสียงพิณของนางนั้นก็ใข่ว่าจะฟังได้ง่ายๆ จำเป็นต้องมีบัตรระดับสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิได้ขึ้นไปยังห้องพิเศษ"

"อ้อ...งั้นวันนี้ก็คงจะมีคนใหญ่คนโตมาที่นี่หน่ะสิ" เย่เฟิงเอ่ยถามออกไป

"ใช่แล้วแต่ก็ยังคงไม่ถึงเวลา แขกผู้มีเกียติยังไม่มากันเลยวันนี้ชั้นล่างสุดเลยมีลูกค้ามากมายอยากจะมาชมกัน " 


"โห...มากันเยอะจริงๆถึงว่าล่ะ แสดงว่าหญิงสาวสำนักเสียงสวรรค์ที่มานี่มีหน้ามีตา แต่พวกเจ้าพลาดแล้ว ข้าเป็นพวกตลาดล่างไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก ที่ข้าสนใจคือพวกเจ้า ฮ่าๆๆ" ราวกับตาเฒ่าตัณหากลับ เย่เฟิงใช้มืออันหยาบกร้านของเขาจับนั่นคว้านี่ไม่ยอมหยุด จนหญิงสาวทั้งสองหน้าแดงขึ้นสี "มาๆๆ พี่ชายจะเล่าเรื่องราวการผจญภัยของโจรสลัดกลุ่มหนึ่งให้พวกเจ้าฟัง เรื่องราวที่เกิดจากหมวกฟางหนึ่งใบ" 

..............................................

ภายในตำหนักตระกูลอี้

ปัง! เสียงฝ่ามือของอี้เหวินบิดาของอี้หยางกระทบเข้ากับโต๊ะทำงานภายในห้อง "อี้หยาง เจ้ามันเป็นคนยังไงกันแน่ ของสำคัญขนาดนั้นเจ้าก็ยังทำหาย เจ้าจะให้ข้าตายให้ได้เลยใช่มั๊ย" ชายวัยกลางคนหนวดออกสีขาวเล็กน้อยใบหน้าคล้ำแดดสูงใหญ่ราวกับนักรบ กลิ่นอายที่เขาปล่อยออกมานั้นทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในห้องถึงกับเงียบสนิทตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

"ของสิ่งนั้นข้าลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่กว่าจะได้มา เจ้ารู้ความผิดของเจ้าหรือไม่ มันจะทำให้เจ้าฝ่าทะลองไปถึงขั้นก่อกำเนิดได้ มันไม่ได้สำคัญเพียงแค่กับชื่อเสียงของตระกูล แต่มันก็ยังสำคัญกับเจ้า" สิ่งที่เขาสูญเสียไปมันช่างใหญ่หลวง กว่าเขาจะซื้อแก่นแท้ศิลาวิญญาณมาได้ต้องใช้เงินทั้งหมดของตระกูลถึงหนึ่งปีเต็มเพื่อให้ได้มันมา

แก่นแท้ศิลาวิญญาณอย่างว่าแต่ทะลวงระดับก่อเกิดลมปราณเลย กระทั่งทะลวงไปยังระดับก่อเกิดขั้นต่ำระยะสามได้ภายในสามวัน อีกแค่ครึ่งก้าวก็ทะลวงไปถึงระดับก่อเกิดขั้นกลางได้ ถ้าไม่มีสิ่งผิดพลาด งานประลองยุทธภพที่จะมาถึง อี้หยางก็คงจะมาถึงระดับก่อเกิดขั้นกลางแล้ว แล้วชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม แต่ที่แตกต่างไปจากการประลองทุกครั้ง นั่นก็คือการประลองในครั้งนี้จะมีเหล่าสำนักและนิกายน้อยใหญ่มาเพื่อเลือกศิษย์เข้าสำนัก

สำนักและนิกายก็เปรียบเสมือนประตูมังกรมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝากบุตรหลานเข้าไปยังนิกายเหล่านั้นได้ มันขึ้นอยู่กับโชคชะตาว่าปลาคราฟตัวไหนจะสามารถก้าวเข้าสู่ประตูมังกรได้ นั่นจึงทำให้อี้เหวินฝากความหวังไว้ที่บุตรชายคนเล็กของตน

"ท่านพี่ หยางเอ๋อยังเด็กนัก อย่าได้ทำอะไรให้เขาสะเทือนใจเลย ถึงยังไงเขาก็ยังคงเป็นที่หนึ่ง" ฮูหยินซวงมารดาของอี้หยางกล่าวแก้ตัวให้บุตรชาย นางไม่เคยเห็นผู้เป็นพ่อโมโหเช่นนี้ให้บุตรเลย 

"ดู ดูพวกเจ้าให้ท้ายกัน" อี้เหวินกัดฟันกรอดอย่างจนใจก่อนที่ถอนหายใจออกมา "ข้าโกรธไปหน่อย หยางเอ๋อเจ้าลองเล่ามาให้ข้าฟังว่าทั้งแหวนมิติและสร้อยคุ้มกันกายมันหายไปได้ยังไง"

"ท่านพ่อวันนี้ทั้งวันข้าไปเพียงร้านสมุนไพรเท่านั้นเพื่อที่เสริมความสามารถของแก่นแท้ศิลาวิญญาณข้าเลยไปซื้อสมุนไพรมาแช่กายตอนปิดด่านฝึกตน ที่นอกนั้นข้าก็ไม่ได้ไปไหน ก่อนที่ข้าจะจ่ายค่าสมุนไพรข้ายังใช้แหวนมิติอยู่เลย ท่านพ่อแหวนมิติและสร้อยคอที่ท่านให้ข้าใส่อยู่ตลอดไม่เคยถอดออกเลย ต่อให้ข้าถอดมันออกหรือทำหายมันก็ยังมีสัญญาเลือดอยู่ไม่มีทางที่คนอื่นมันจะเปิดเอาของข้างในได้ แต่มันน่าแปลกที่ข้ามิอาจใช้สัมผัสสัญญาเลือดของแหวนได้ ต่อให้หล่นหายยังไงข้าควรจะสัมผัสถึงที่อยู่ของมันได้ มันจะต้องมีคนขโมยไปแน่" อี้หยางที่ยืนอยู่เงียบๆในห้องทำงานของอี้เหวินตอบออกมาอย่างเสียใจและโกรธเกรี้ยว ตัวมันนั้นถูกคนอื่นเรียกว่าอัจริยะ แต่ของแค่นี้กลับรักษาเอาไว้ไม่ได้ช่างหน้าขายหน้า

"ท่านพี่ พักนี้ข้าได้ยินข่าวลือว่ามีโจรหรือภูติออกอาลวาดของใช้ของชาวบ้านหลายร้อยคนต่างก็หายไป ข้าว่าเรื่องนี้ต้องมีคนขโมยไปอย่างแน่นอน" ฮูหยินซวงรีบกล่าวขึ้น

อี้หยางได้ยินที่มารดากล่าวพลันนึกถึงชายหนุ่มแต่งตัวดีที่มาจากเมืองอื่นแถมยังแปลกที่มันผู้นั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสมุนไพรแต่ก็ยังหาซื้อเตาหลอมโอสถและสมุนไพร "ใช่แล้ว! ท่านพ่อ วันนี้ข้าเจอคนไม่คุ้นหน้าอยู่ด้วยเห็นบอกว่ามาจากเมืองอื่น แต่มันแปลกๆ มันมาซื้อสมุนไพรทั้งๆที่มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย" อี้หยางเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในร้านให้บิดาและมารดาฟัง

อี้เหวินนั่งหลับตาครุ่นคิดพินิจพิจารณาก่อนที่จะลืมตาขึ้นมา "แหวนของเจ้าน่าจะหายในเวลานั้นใช่หรือไม่ ถ้าข้าไม่ผิด มันจะต้องมีวิชาอะไรบางอย่าง แต่เจ้าบอกว่ามันยอมให้เจ้าเหยียดหยาม? นั่นแสดงว่าเจ้าทำให้โกรธแค้นแต่มันไม่มีทางสู้เจ้าเลยใช้วิธีขี้ขลาด"

"ใช่แล้วท่านพ่อ ต้องเป็นมันแน่ๆ พรุ่งนี้ลูกจะตามหามันแล้วจับตัวมันมาสืบสวนเอง ข้าอยากจะรู้นัก" อี้หยางกัดฟันกล่าวออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

"พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงนำกำลังคนที่มีฝีมือไปตามหาตัวมันผู้นั้นแล้วนำตัวมันมา ต่อให้ต้องพลิกเมืองพลิกแผ่นดินหาเจ้าก็ต้องตามล่ามันให้ได้ ข้าอยากจะดูวิชาที่มันใช้ขโมยแหวนมิติของเจ้า" อี้เหวินแผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา นัยตามีความโลภแฝงอยู่ มันรู้ว่าในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าวิชาโจรอยู่ อย่างนิกายที่มันเคยอยู่ยังมีสาขาวิชาโจรอยู่ในนิกายเลย สาขาวิชาหลอมโอสถ สาขาวิชาหลอมศาสตราวุธ สาขาวิชาหลอมวิญญาณ สาขาวิชาควบคุมสัตว์อสูร สาขาวิชาการต่อสู้ และสาขาวิชาโจรหรือมือสังหาร

"ได้ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าจะพลิกเมืองตามล่ามัน" ดวงตาของอี้หยางเปร่งประกายดุจเปลวเพลิง

..................................................

"ฮ้ายยย...ค่ำคืนอันแสนเร่าร้อน การที่มีร่างกายอันแข็งแกร่งมันทำให้ข้าจัดหนักจริงๆ ขนาดข้ายังโคตรภูมิใจในตัวเองเลย" เข้าตรู่ของวันใหม่ อากาศท้องฟ้าแจ่มใส หมู่นกบินออกจากรัง เย่เฟิงตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่กระปรี้กระเปร่า ราวกับได้ปลดปล่อยสิ่งทุกข์ใจออกไปในค่ำคืนที่ผ่านมา

"เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว เสี่ยวหงชั้นเลือกนาย" เย่เฟิงแต่งตัวเตรียมของใช้เสร็จจึงทำท่าทางเหมือนจะเรียกโปเกม่อนออกมา พริบตาที่แสงสว่างวาบสไลม์น้อยเสี่ยงหงก็ปรากฎกาย "อุกิ๊ว" 

หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวทะยานมุ่งหน้าไปยังป่าร้อยอสูร เส้นทางข้างหน้าล้วนเต็มไปด้วยอันตราย





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #33 iN3310K & Zealand (@iN3310K) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 02:27
    พระเอกมันก็ไม่ได้ระวังตัวอะไรเลยเนอะ
    #33
    0
  2. #10 silakthegame (@silakthegame) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 00:45
    อยากให้มาต่ออีกอะค้างมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #10
    0
  3. #9 Sanook212 (@Sanook212) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 22:07

    สนุกมาก

    #9
    0