ข้านี่แหละคือจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,341 Views

  • 43 Comments

  • 250 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    3,341

ตอนที่ 4 : พี่น้องตระกูลซือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 582
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    13 มี.ค. 62

"เจ้ามองอะไรของเจ้า อย่าบอกนะว่าเจ้าเองก็เป็นพวกกับนายน้อยอี้นั้นมารังแกพี่ชายของข้า ดี ข้าจะได้สั่งสอนเจ้าก่อนเลย" นางหันหน้ามาทำท่าฮึดฮัดใส่เย่เฟิง กัดริมฝีปากตั้งท่ากำหมัดขเหย่งขาพยายามทำให้ตัวเองดูสูงใหญ่จะต่อยเย่เฟิงให้ได้ แต่ก็ถูกซือหลงจับแขนแล้วเอ่ยห้ามไว้ "หยินเอ๋อ อย่าเสียมารยาท เขามาช่วยพยุงข้า"

"นี่สาวน้อย ข้าจะไปรังแกพี่ชายเจ้าทำไม หรือเจ้าอยากจะสู้กับข้า แต่ข้าของเตือนไว้ก่อนเลยนะ ว่าอย่าดีกว่า" เย่เฟิงตั้งสติได้จึงตอบกลับไป ก่อนที่จะเอ่ยถามพลางวางท่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือใต้หล่า "เหอะ เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้ อย่างน้อยก็รับมือข้าให้ได้สักสิบกระบวนท่าเถอะ เจ้าจะเก่งสักแค่ไหนกัน" เดิมทีนางกำลังจะสงบแต่พอได้ยินคำพูดและการวางท่าใหญ่โตของเย่เฟิงนางก็ฮึดฮัดขึ้นมาอีก 

"เอ่อ เปล่าหรอก ข้าคงจะตายตั้งแต่กระบวนท่าแรกของเจ้าแล้วล่ะ ฉนั้นข้าถึงบอกว่าอย่าดีกว่า เดี๋ยวเจ้าได้ฆ่าคนบริสุทธิกลายเป็นฆาตกร มีตราบาปติดตัวเกิดมารในใจฝึกวรยุทธ์ไม่ก้าวหน้า... " เย่เฟิงพูดเป็นน้ำไหลไปดับ จากเรื่องเล็กๆเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนโยนกล่องนมใส่ถนนแล้วรถมอเตอร์ไซวิ่งมาเหยียบจนแตกแล้วทำให้คนขับรถสิบล้ออยู่ใกล้ๆตกใจหักโค้งไปชนรถขนแกสจนระเบิด

"อร๊ายย! พอๆๆๆๆ...เจ้ามัน! เจ้ามัน! หึ" นับเป็นครั้งแรกที่ซือหยินพึ่งจะเคยเจอคนที่กวนประสาทถึงเพียงนี้ ถึงขั้นทำให้เธอปรี๊ดแตกขึ้นมาพูดได้เพียง เจ้ามันๆๆ ก็ไม่รู้ว่าจะด่าอะไรนี่นา แต่ที่จริงแล้วเย่เฟิงก็พูดสิ่งที่ตนคิด ตามตำราแล้วการเกิดมารในใจจะทำให้ผู้คนไม่พัฒนา แม้ในโลกเก่าของเขาก็มีคนเก่งๆที่ทำบางอย่างพลาดแล้วก็ไม่กล้าทำสิ่งนั้นต่ออีกเลย นี่ก็เรีบกว่ามารในใจได้เหมือนกัน

"เฮ้ออ ต้องขออภัยสหายด้วยน้องสาวของข้าก็เป็นแบบนี้ แต่แท้จริงนางก็เป็นคนดี นางชื่อซือหยิน ส่วนข้าซือหลง ว่าแต่สหายท่านนี้มีนามว่าอะไร" ตั้งหลักได้ซือหลงก็เก็บขวดโอสถที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นทั้งเอ่ยถามเย่เฟิง

"โอ้ว! นายน้อยซือหลงและคุณหนูซือหยิน ข้าเย่เฟิง ว่าแต่ทำไมเจ้ามาขายของที่นี่รึ ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเจ้าคงจะเป็นนายน้อยตระกูลไหนสักแห่ง ต้องลำบากเพียงนี้รึ" เย่เฟิงอดสงสัยไม่ได้ ดูจากรูปลักษณ์แล้วไม่น่าจะใช่คนที่ยากจนข้นแค้นอะไรขนาดที่มาตั้งแผงลอยขายของ

"ฮ่าๆๆ สหายท่านนี้ การทำงานอย่างหนักคือหนทางสู้ความสำเร็จท่านไม่เคยได้ยินเหรอ ข้าแค่หารายได้เสริมก็เท่านั้น แต่อันที่จริงข้าพึ่งจะหัดหลอมโอสถได้ไม่นานจึงลองเอามาขายดู"

"ท่านพี่ ท่านหลอมโอสถได้แล้ว?" ซือหยินมองซือหลงอย่างตะลึง นางไม่รู้มาก่อนว่าพี่ชายของนางสามารถหลอมโอสถได้สำเร็จ ตลอดเวลามานี้ซือหลงหมั่นฝึกปรุงโอสถอย่างหนักแต่ด้วยลมปราณที่ค่อยๆถดถอยนั้นก็ดูเหมือนทุกอย่างจะยิ่งเลวร้อยลง ทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มที่จะอ่อนแอลงไปทุกที หลายครั้งที่ซือหยินเฝ้ามองดูพี่ชายของตนด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด แต่ตอนนี้ได้ยินว่าพี่ชายของตนสามารถหลอมโอสถได้ก็พลันใจชื้นขึ้นมา

"ว่าแล้ว ท่านพี่ของข้าเป็นอัจริยะโดยแท้" นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าอันภาคภูมิใจก่อนที่จะเหล่ตามองเย่เฟิงแล้วเบ๋ปาก 

"สาวน้อย ท่าทางของเจ้าช่างน่ารักตรงสเป็คข้ายิ่งนัก" เย่เฟิงกระตาปริบๆดูท่าทางของนางแล้วก็พูดออกมา

"ใครกันคือสาวน้อย อันใดคือสเป็ค เจ้าอย่ามาให้คำยียวนกวนประสาทข้า" แม้สีหน้าจะดูโกรธเกรี้ยวแยกเขี้ยวยิงฟัน แม้จะเถียงออกมาเรื่องที่เย่เฟิงเรียกตนว่าสาวน้อย แต่ในใจกลับรู้สึกยินดีที่ถูกชมว่าน่ารักแม้จะไม่รู้คำว่าสเป็คก็เถอะ

ตอนนี้พวกเขาเก็บของเสร็จแล้วและกำลังเดินออกไปจากตลาดที่ผู้คนวุ่นวาย นี่ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว แม้ผู้ฝึกตนจะอดอาหารได้เป็นสิบวัน ไม่หลับไม่นอนเป็นสิบวัน แต่นั่นก็คือยามที่ยากลำบากเท่านั้น เวลาปกติเช่นนี้ย่อมต้องกินบ้าง แถมยังต้องเลี้ยงฉลองที่ซือหลงสามารถหลอมโอสถออกมาได้ สาวน้อยซือหยินจึงออกความเห็นว่าจะไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมขึ้นชื่อของเมืองทั้งยังอาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงอีกต่างหาก ฉนั้นพวกเขาจึงไปทางโรงเตี๊ยมมายา

โรงเตี๊ยมมายาเดิมเป็นโรงเตี๊ยมในเมืองหมอกมายาทั้งด้านอาหารและสุราล้วนขึ้นชื่อจนขยายกิจการมายังเมืองลมหวนก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้ารายใหญ่เป็นอย่างดี จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า 

"ดี มีสาวน้อยเลี้ยงอาหารทั้งที ใครจะไม่ไปล่ะ"

"ใคร!...ใครชวนเจ้า ต่อให้ข้าชวนเจ้า เจ้าคิดจะใส่เสื้อผ้าซอมซ่อนี่เข้าไปรึ สถานเขาออกจะหลูหลา แกร่งว่าถึงหน้าโรงเตี๊ยมยามจะไล่เจ้าออกมาสิไม่ว่า" ก็ไม่รู้เหตุผลกลใดสาวน้อยซือหยินจึงชอบกัดเย่เฟิงนัก หรือเป็นเพราะว่าสายตาที่มองนางอย่างหื่นๆ และวาจาอันยียวนกวนประสาทและใบหน้าที่หนาเตอะ คนเขาไม่ได้ชวนก็ยังพูดว่าจะไป 'หึ ข้าไม่ถูกชะตากับคนน่าตายผู้นี้นักเสียอารมณ์จริงๆ' 

"ใคร!...ใครไปกับเจ้า ข้าไปกับซือหลงสหายข้า" ซือหลงตอนนี้นั้นทำสีหน้าลำบากใจเป็นอย่างมาก ตลอดทางที่เดินมาพวกเขาสองคนทะเลาะกันไม่ขาดปาก แต่จะมีสักกี่คนกันที่เรียกเขาว่าสหาย แม้จะไม่รู้ว่าเย่เฟิงเป็นคนยังไงแต่ก็พอดูออกว่าไม่ใช่คนที่มีพิษมีภัยอะไร จึงรับความหวังดีนี้ไว้ "อะแฮ่ม.. เอาหล่ะไปด้วยกันนี้แหละ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง"ก่อนที่เขาจะตัดปัญหาโดยการขอเป็นคนเลี้ยง

"คอยดูเถอะ ข้าจะรอดูยามกันไม่ให้เจ้าเข้า แต่งตัวสกปรก" ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยม ภายนอกดูแล้วใหญ่โตอลังการ เสาแต่ละต้นตบแต่งลวดลายอย่างปราณีต ประตูสลักรูปมังกรสีทอง ป้ายที่ทำจากหยกเนื้อดีเขียนชื่อร้านโรงเตี๊ยมมายาเอาไว้ "อืม ก็ไม่เลว" เย่เฟิงมองดูโรงเตี๊ยมอย่างเป็นศิลปะ ทุกคนล้วนมีศิลปะในหัวใจ จนสองคนพี่น้องสกุลซือเดินเข้าไปแล้วเย่เฟิงจึงเดินตามไป อนิจจาราวกับวาจาของสาวน้อยผมฟ้ามัดแกละตาโตนี่มีมนต์ขลัง

"หยุดก่อน...ยาจกอย่างเจ้ามีเงินพอที่จะเข้าไปข้างในรึ" ยามสองคนเอาดาบมาขวางทางของเขาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเหยียดหยาม หลายครั้งที่พวกแต่งตัวซอมซ่อมาทานอาหารแล้วมีเงินจ่ายไม่พอ ต้องยุ่งยากไปถึงผู้จัดการร้านอีก สุดท้ายก็มาลงที่ยามว่าปล่อยให้พวกเขาเข้ามาได้ยังไง "อาหารที่นี่แพง เกรงว่าเจ้าหาเงินเป็นสิบปีก็ไม่พอจ่ายค่าอาหารที่นี่หนึ่งมื้อ ไสหัวไปซะ" ยามอีกคนก็ตอบรับเหมือนกับเป็นลูกคู่ของยามอีกคน

เย่เฟิงมองไปยังพี่น้องสกุลซือตาปริบๆ กำลังจะเอ่ยปาก แต่ก็ถูกสาวน้อยแก่นแก้วนี้พูดสวนออกมาก่อน"เขาไม่ได้มากับพวกข้า ข้าไม่รู้จักชายผู้นี้" สาวน้อยคนนี้ช่างแสบนัก เย่เฟิงคิดในใจ ซือหยินรอชมเรื่องสนุกๆอยู่ตรงประตู ห้ามให้พี่ชายตนพูดอะไร นี่ทำให้ซือหลงกระอักกระอ่วมเป็นอย่างมาก

"เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างของพี่น้องซือแล้วเย่เฟิงก็ผินหน้ามามองยามคนที่บอกให้เขาไสหัวไปอย่างท่าทีเศร้าสร้อยสงสาร ราวกับยามคนนี้พ่อแม่พึ่งจะตายไป " เฮ้อ..น่าสงสารๆ พี่ชายท่านนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก" เย่เฟิงพูดออกมาพร้อมกับส่ายหัว

"เจ้าหมายความว่ายังไง อย่างข้ามีอะไรให้เจ้าสงสาร ฮ่าๆๆ อย่ามาเล่นลูกไม้จะดีกว่ารีบไปซะ เกะกะทางเข้า" ยามคนนั้นหัวเราะก่อนจะตอบกลับไป เขาเจอมาเยอะแล้วลูกไม้พวกนี้ 'คิดจะหลอกข้า? เหอะ ยังเร็วไปร้อยปี'

"ก็ได้ข้าไปก็ได้" เย่เฟิงหันหลังกลับพร้อมกับส่ายหัว ก่อนที่จะพูดออกมาให้ยามทั้งสองได้ยิน "ซื้อโอสถปลุกกำหนัดมามากมายหลายแบบก็ยังใช้ไม่ได้ผล ไม่มีแรงแม้แต่จะชี้หน้าภรรยา ภรรยาเองก็มีท่าทีออกห่าง ก็คงจะรอเพียงเวลาเท่านั้นที่ภรรยาจะไปหาผัวใหม่ น่าสงสารนัก ข้าล่ะหวังดีจะให้สูตรลับไปใช้สักหน่อยก็โดนไล่ซะนี่"

ยามคนที่ไล่เย่เฟิงไปเมื่อครู่พอได้ยินก็ทำสีหน้าเหยเกบุญไม่รับทันทีราวกับกินแมลงวันไปสิบตัว แต่คลั้นเห็นเย่เฟิงกำลังจะจากไปแล้วก็พลันมือสั่นพอดี ตามจริงแล้วเรื่องบนเตียงของเขาย่อมรู้ดีกว่าใคร ช่วงนี้ภรรยาก็เริ่มถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็ส่ายหน้าให้กับตนตอนร่วมหลับนอน ทำท่าทางเสียอารมณ์ เป็นชายใดบ้างจะไม่รู้สึกเจ็บปวด? ตนไปหาหมอมาหลายที่แล้ว หมดเงินไปก็หลายเหรียญแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น หมอเองก็ไม่ทราบสาเหตุ ซื้อโอสถที่เหล่านักปรุงยานำมาขายบอกว่าได้ผลชงัดนัก ก็ดีขึ้นมาได้แค่ครั้งสองครั้ง แต่นี่เย่เฟิงแค่มองก็เห็นถึงปัญหาของเขาแล้ว แถมยังบอกว่ามีวิธีีแก้อีกต่างหาก

"สหาย...ไม่สิท่านอาวุโส อภัยให้ข้าคนนี้ที่มีตากลับมองไม่เป็นภูเขาไทซาน อย่าถือสาหาความกับคนต่ำต่อยเช่นข้าเลย ดี แม้ท่านจะไม่มีเงินสักแดงข้าก็จะจ่ายให้ท่านเอง แต่โปรดอาวุโส ช่วยชี้แนะข้าที ภรรยาของข้าเป็นดั่งที่ท่านว่า" ยามคนนั้นคุกเข่าอ้อนวอนเย่เฟิงอยู่หน้าทางเข้าอย่างไม่อายคน

"ดี ใจของข้านั้นกว้างดั่งมหาสมุทธ ไหนเลยจะถือสาคนตกทุกข์ผู้หนึ่ง เช่นนั้นข้าก็บอกเจ้า นับจากวันนี้ให้เจ้านำหญ้าหนวดฤษีมาต้มใส่น้ำเขี้ยวให้เข้ากันแล้วใส่ว่านนารีโหยหวนกับอัณฐะกระทิงเขาเหล็กเข้าไปพอต้มสุกพอประมาณก็ดื่มเข้าไปก่อนที่จะออกศึกแค่นี้ภรรยาเจ้าก็ร้องเสียงหลงแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นอาการของเจ้ายังจะดีขึ้น ต่อไปก็ไม่ต้องพึ่งยาแล้ว" เย่เฟินเดินวนไปวนมาที่หน้าประตูสองมือไฟว้หลังเชิดคางขึ้นสูงท่องสูตรยาให้กับยามที่หน้าประตู ราวกับผู้อาวุโสสั่งสอนศิษย์ให้เจอหนทางแห่งความสว่างก็มิปาน "เจ้าจำได้หรือไม่" เย่เฟิงถามอีกครั้ง แน่นอนว่าทุกอย่างนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ตรวจสอบ โปรแกรมโกงของเขา

[ ชื่อ: หานช่ง   ระดับรวบรวมลมปราณขั้นต่ำระยะที่3  
   สุขภาพ :  เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างรุนแรงเนื่องจากเส้นเลือดตีบตัน
    วิธีแก้ : นำหญ้าหนวดฤษีมาต้มใส่น้ำเขี้ยวให้เข้ากันแล้วใส่ว่านนารีโหยหวนกับอัณฐะกระทิงเขาเหล็กเข้าไปพอต้มสุกพอประมาณก็ดื่มเข้าไปก่อนที่จะออกศึก (ยังสามารถรักษาอาการให้หายขาดได้อีกด้วย)                                                               ]

"ได้ๆ ข้าจะลองทำดู ผู้อาวุโสเชิญเข้ามาในร้านได้เลย ค่าอาหารปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า"

เย่เฟิงเดินมือไฟว้หลังวางท่าเหมือนอาวุโสคนสำคัญผ่านยามเข้าไปในประตูก่อนที่จะไปถึงที่ๆพี่น้องตระกูลซือยืนอยู่แล้วทำท่าเบื่อหน่ายโลก "เฮ้อ! ข้าเย่เฟิง ถ้าอยากกินอาหารในโรงเตี๊ยมมายาล่ะก็ แค่เดินเข้ามากิน แม้จะไม่มีเงินแดงเลย" ก่อนที่จะผินหน้าไปหาซือหยินแล้วยิ้มอย่างยั่วยุราวกับจะบอกว่า เป็ยยังไงล่ะ สาวน้อย ข้าเจ๋งใช่มั๊ย ไม่มีเงินก็มีคนเลี้ยง ไม่ต้องพึ่งเจ้า

ทางฝั่งสาวน้อยกัดฟันกรอดกำหมัดแน่นนางพ่ายแพ้ต่อเย่เฟิงอีกแล้ว ก่อนที่จะทึบเท้าใส่พื้นอย่างช่วยไม่ได้ "หึ ช่างน่าเจ็บใจนัก ผู้ชายน่าตายคนนี้รู้วิธีเล่นลูกไม้" แต่นางก็ไม่ได้พูดออกมา ทั้งยังอึ้งที่เย่เฟิงสามารถตรวจดูอาการของยามคนนั้นได้เพียงแค่มอง ช่างน่าตกตะลึงนัก
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

0 ความคิดเห็น