Two World Chronicles - ผจญภัยพิภพสองโลก [ รีไรท์ ]

ตอนที่ 6 : Chapter 5 : ร้านสัตว์เลี้ยงของเมดริด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ม.ค. 61



*เครดิตภาพจาก [ link ]




- Chapter 5 -
ร้านสัตว์เลี้ยงของเมดริด



          เทรเวอร์ และจิ้งจอกคู่หูเดินออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ก่อนมาหยุดรอบริเวณฟุตบาทที่เว้าเข้ามาจากถนน ซึ่งใช้สำหรับจอดรถชั่วคราว
          ชายหนุ่มเปิดจอโฮโลแกรมของมือถือเพื่อเข้าแอปเรียกแท็กซี่ไร้คนขับที่วิ่งรอรับผู้โดยสารอยู่ตลอดช่วงถนน เมื่อรถคันเล็กสีขาวสองที่นั่งรู้ตำแหน่งของทั้งสอง ก็ยกระดับตัวเองลอยขึ้นสูงเหนือรถยนต์คันอื่นที่วิ่งกันขวักไขว่บนถนน เปิดไฟเลี้ยวและวิ่งมาลงจอดตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมแท่นบันไดที่เลื่อนลงมาจากประตูรถที่กำลังลอยตัว

          "สวัสดีครับคุณลูกค้า จะให้ไปส่งที่ไหนเหรอครับ" ] เสียงหนึ่งดังขึ้นจากลำโพงด้านในรถ

          "ร้านสัตว์เลี้ยงเมดริด บล็อก 13 ถนน อีสตัน" ชายหนุ่มตอบ ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งในรถ พร้อมเฟนริกซ์ที่กระโดดตามขึ้นไป

          "ค้นพบจุดหมาย ประมาณการเวลาถึงที่หมาย 10 นาที 23 วินาที" ] เสียงของระบบ A.I. แจ้งเวลาโดยประมาณจากสภาพการจราจรบนท้องถนน พร้อมแสดงแผนที่เส้นทางขึ้นบนหน้าคอนโซลรถ ก่อนประตูรถจะปิดลง และเริ่มออกวิ่ง

          ตัวรถเลื่อนผ่านถนนที่รายล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่องขนาบสองข้างทาง รวมทั้งภาพป้ายโฆษณาที่กำลังเคลื่อนไหวสร้างสีสันอย่างไม่หยุดยิ่งให้กับเมืองแห่งนี้ จนดูไปแล้วคล้ายภาพศิลปะในแกลเลอรี่ที่แต่งแต้มลงบนแผ่นคอนกรีตขนาดยักษ์ โดยผู้โดยสารนับพันตามท้องถนนเป็นผู้ชื่นชมงานเหล่านั้น

          เมื่อตัวรถแล่นออกจากย่านที่พวกเขาพักอาศัย จากตึกสูงหลายสิบชั้นที่บดบังมุมมองตลอดทั้งเส้นถนน ก็ค่อยๆ ลดระดับไล่เรี่ยกันลงมาจนกลายเป็นอาคารขนาดเล็ก มุมมองที่กว้างขึ้นผ่านยอดตึกเหล่านั่นเผยให้เห็นถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองอัสมาเนีย

          นั่นก็คือ... โรงไฟฟ้าพลังเวทมนตร์

          ลักษณะของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เป็นตึกทรงกระบอกกลวงความสูงห้าชั้นตั้งอยู่บนพื้นคอนกรีตที่ล้อมรอบด้วยผืนหญ้าเขียวขจี ตรงใจกลางของอาคารมีผลึกคริสตัลสีฟ้าขนาดยักษ์ที่โผล่พ้นดาดฟ้าขึ้นมาครึ่งหนึ่งของความสูง ตัวผลึกขนาดใหญ่นั้นสลักด้วยวงเวทอักขระ และเรืองแสงสีฟ้าออกมาเป็นระยะคล้ายเปลวไฟที่กำลังลุกโชติช่วง พร้อมกับลำแสงที่พุ่งจากส่วนบนขึ้นไปยังท้องฟ้า

          หน้าที่ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือการรับพลังเวทมนตร์จากมิติอื่นเข้ามาเก็บสะสม และส่งพลังนั้นออกไปตามอาคารบ้านเรือนที่ใช้งาน คล้ายกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกส่งจากเสาสัญญาณมือถือ ซึ่งพลังเวทบริสุทธิ์นี้จะถูกแยกออกอีกครั้งตามประเภทของเครื่องใช้ภายในบ้านด้วยหลักการที่ไม่ต่างจากการแยกสเปกตรัมของแสงสีรุ้งนัก


          "วู้ว ! สุดยอด !"

          เฟนริกซ์ยื่นหน้าผ่านหน้าต่างรถออกไปรับลมด้านนอก หูทั้งสองข้างตั้งชัน ขณะมองวิวทิวทัศน์รอบๆ ด้วยความตื่นตาราวเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่มันเคยมาแถวนี้หลายต่อหลายรอบ ต่างจากชายหนุ่มที่กำลังนั่งสัปปะหงกบนเบาะรถเข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อย

          "เจ้านายดูนั่นสิ อะ... อ้าว หลับไปอีกแล้วเหรอเนี่ย เฮ้อ ทุกทีเลยสิน้า" เฟนริกซ์ถอนหายใจ กับเจ้านายที่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์สุนทรีย์อะไรกับใครเอาเสียเลย

          จิ้งจอกขนดำเลื่อนอุ้งเท้าลงจากแท่นหน้าต่างรถ สายตาจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังหลับลึกได้ที่ หัวของเจ้านายที่กำลังโยกขึ้นลง และน้ำลายที่เริ่มไหลย้อยจากมุมปาก ทำเอามันอดขำไม่ได้ เฟนริกซ์ยกอุ้งมือขึ้นปิดปากตัวเอง พยายามกลั้นเสียงหัวเราะเต็มที่ มันรู้ดีว่าคงหมดสนุกแน่ๆ ถ้าเขาเกิดตื่นขึ้นมาเสียก่อน

          เฟนริกซ์กดเปิดมือถือโฮโลแกรมที่ติดบนขาหน้า เปิดแอปถ่ายรูปไว้พร้อม เล็งเลนส์กล้องหามุมเดิมที่เกือบทำให้มันขำหมดลมเมื่อครู่ "ยิ้มหน่อยซิ" จิ้งจอกตัวแสบเลื่อนอุ้งมือดึงใบหน้าเขาให้คลี่ยิ้มออก

          "อีก 2 นาที ถึงที่หมาย" ] เสียงจากหน้าคอนโซลรถ ทำให้เทรเวอร์สะดุ้งตื่น แววตาสีฟ้าเปิดรับภาพโลกภายนอกอีกครั้งหลังผล็อยหลับไปครู่ใหญ่

          "เจ้านายหลับได้ทุกทีเลยสิน่า อัพภาพนี้ลง อัสมาเนียบุ้คซะดีไหมน้า ฮรี่ๆ" มันพูด พร้อมโชว์รูปตัวเขาที่กำลังสัปหงกน้ำลายยืด ใบหน้าขาวถูกตกแต่งเพิ่มลงไปจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นชาย แคปชั่นทุกอย่างถูกเขียนเตรียมไว้เรียบร้อย เหลือแค่ปลายอุ้งมือที่กำลังจะกดโพสเท่านั้น

          "เฮ้ย เอามานี่เลย !" เทรเวอร์รีบลากตัวมันมาไว้บนตัก ก่อนล็อกคอเข้าร่องแขน ไม่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้

          "ข้าไม่ให้... ว้าก ฮ่าๆๆ ไม่เอา หยุดที ฮ่าๆๆ" เฟนริกซ์สะบัดลำตัวดิ้นไปมา ส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อชายหนุ่มลากนิ้วมือจักจี้ไปตามหน้าท้องสีขาว และไล่ไปจนถึงซอกคอ

          "ถ้าไม่ลบจะจักจี้ให้ตายเลยคอยดู" ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างชั่วร้าย

          "ฮ่าๆ อ้าก ช่วยด้วยๆ ข้าลบแล้วๆๆ ว้าก ฮ่าๆๆ !"



          ในที่สุดรถแท็กซี่ที่ทั้งสองกำลังโดยสารก็วิ่งเบี่ยงเลนถนนเข้ามาจอดตรงฟุตบาทใกล้ๆ กับจุดหมาย ตัวรถสีขาวค่อยๆ ลดระดับความสูงลง ก่อนประตูด้านซ้ายจะถูกเปิดออกอัตโนมัติ พร้อมแท่นบันไดที่เลื่อนลงไปยังพื้นถนน โดยมีจิ้งจอกตัวหนึ่งกลิ้งจากรถลงไปนอนหอบที่พื้นอย่างหมดสภาพ

          "ถึงที่หมายแล้วครับคุณลูกค้า สะดวกจ่ายเป็นระบบไหนครับ" ]

          "มากัสวอลเล็ต หักผ่านบัญชีเลยเทรเวอร์ตอบ

          หน้าต่างโปรแกรมของระบบชำระเงินปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอนโซล ลำแสงสีฟ้าถูกส่งออกมาจากเลนส์ใสด้านข้างจอภาพ ก่อนจะกวาดลงมายังสมาร์ทโฟนบนฝ่ามือของเขา

          "หักผ่านบัญชีจำนวน 167 มากัส ขอบคุณที่ใช้บริการครับ" ]

          เมื่อชำระเงินเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็ก้าวลงจากรถ เดินไปยังอาคารสองชั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นร้านขนาดกลางกว้างประมาณสองคันรถ ป้าย 'ยินดีต้อนรับ' ที่เป็นแสงไฟนีออนถูกแขวนไว้บนประตูบานเลื่อน หน้าต่างใสบานใหญ่มีตัวอักษรอคริลิกสีขุ่นติดเรียงกันเป็นชื่อของร้าน ชายคาด้านบนเป็นผ้าใบสีฟ้าที่มีภาพโลโก้รูปอุ้งเท้าสุนัข และมีป้ายไฟนีออนรูปกระดูกอันใหญ่ติดอยู่บนชั้นสอง

"มาถึงสักทีนะ" เทรเวอร์ยิ้มกริ่ม เดินตรงไปยังประตูหน้าร้านพร้อมจิ้งจอกคู่หู

          แต่สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งที่ดูผิดแผกไปจากทุกครั้ง ไฟด้านในร้านที่มักจะเปิดสว่างโร่จนเห็นสภาพข้าวของ และสินค้าต่างๆ ได้ชัดเจน ทว่าตอนนี้กลับมืดสนิท ป้ายสีขาวสลักอักษรสีฟ้า 'ยินดีต้อนรับ' ที่ทุกทีจะแขวนอยู่ตรงประตูเลื่อน ครั้งนี้กลับหมุนเข้าไปด้านใน โดยมีตัวอักษรสีแดงสลักไว้ว่า 'ร้านปิด'

          ซึ่งอย่างหลังนั้นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจนัก เพราะเมดริด เจ้าของร้านน่าจะเป็นคนกลับป้ายหน้าร้านเพื่อกันลูกค้าคนอื่นๆ ไม่ให้เข้ามารับรู้สิ่งที่พวกเขาจะพูดคุยกันในวันนี้

          เฟนริกซ์เดินชิดเข้าไปยังกระจกบานใหญ่หน้าร้าน พลางชะเง้อมองเข้าไปด้านในด้วยท่าทางสงสัยไม่แพ้เจ้านายของมัน ทว่าสายตาจิ้งจอกที่สามารถมองเห็นในความมืดได้ดี ก็ยังเห็นแค่เพียงเงารางๆ ของชั้นวางสินค้า และของบางอย่างที่วางระเกะระกะบนพื้นร้าน มันจึงลองใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่นดูบ้าง

          "เอ ข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากแอร์เลยแฮะ" เฟนริกซ์แนบหูกับบานกระจก

          เทรเวอร์ตัดสินใจเดินเข้าไปยังประตูหน้าร้าน ก็พบว่าบานกระจกใสเลื่อนเปิดโดยอัตโนมัติ และทันใดนั้น ! สายลมเย็นยะเยียบจากด้านในร้านพุ่งผ่านลำตัวจนเขาต้องห่อตัวเกรียวไปชั่วขณะ ชายหนุ่มซุกมือเข้าในตัวเสื้อ ก่อนเดินลึกเข้าไปยังชั้นวางสินค้าที่วางเรียงกันเป็นแถวพร้อมจิ้งจอกขนดำที่มองไปรอบๆ อย่างไม่ไว้ใจ

          เทรเวอร์ชะงักก้าวเดินเล็กน้อย เมื่อสายตาสะดุดเข้ากับกล่องสี่ห้าใบที่วางระเกะระกะอยู่บนทางเดิน ใกล้กับไฟเพดานดวงหนึ่งที่กำลังติดดับอย่างน่าขนลุก

          "เอ ข้าว่ามันชักแปลกๆ นา" เฟนริกซ์พูดขึ้น เหมือนสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง

          เทรเวอร์หันไปสบตากับมัน พลางพยักหน้าเบาๆ "เอาน่า มาเถอะเจ้าตัวพูด ก่อนเดินข้ามกล่องที่วางขวางทางบนพื้นเพื่อตรงไปยังเคาน์เตอร์สีขาวที่อยู่ด้านหลังร้าน ซึ่งเป็นจุดที่เพื่อนของเขาจะยืนเฝ้าอยู่เป็นประจำทุกครั้ง

          "เฮ้ย ไง เม.." เขาชะงักประโยคกลางคัน พร้อมเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อพบเพียงเก้าอี้นวมว่างเปล่าหลังเคาน์เตอร์สีขาว เบาะนั่งยังคงมีรอยยุบจากน้ำหนักตัว ต้องมีใครบางคนใช้มันพักพิงเมื่อไม่นานมานี้แน่

         'กึงๆๆ!'

          เสียงกึงกังของโลหะที่ดังขึ้น ทำเอาทั้งสองสะดุ้งหันขวับไปยังต้นเสียง...

          เมื่อสายตาทั้งคู่หยุดตรงด้านซ้ายของเคาน์เตอร์ ก็พบกรงขนาดใหญ่สีขาวสะดุดตาตั้งอยู่ โดยด้านในมีนกฮูกตัวหนึ่งกำลังไซ้ขนอยู่บนขอนไม้ ลำตัวที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวปุกปุยสวมปลอกคอหนัง จะงอยปากสีดำขยับยกขึ้นจากปีกเมื่อมันได้ยินเสียงฝีเท้า กรงเล็บแหลมคมที่เกาะงุ้มขยับหมุนเล็กน้อย ก่อนดวงตากลมโตจะหันมองตรงมายังทั้งสอง

          [ "อุกๆ อู้ เจ้านายๆ ลูกค้ามาแล้วจ้า" ] เสียงที่เปล่งออกมาจากอุปกรณ์ข้างปลอกคอนกฮูกสีขาว ทำเอาเฟนริกซ์ตกใจผงะถอย เส้นสีเขียวบนตัวเครื่องที่ขยับขึ้นลงตามระดับเสียงเลือนหายไปเมื่อมันพูดจบประโยค

          ทั้งคู่ยืนรออยู่ไม่นานนัก ประตูด้านหลังเคาน์เตอร์ก็ค่อยๆ ถูกเปิดแง้มออก เผยให้เห็นชายร่างอ้วนสวมแว่นใส่เสื้อคอปกลายสก็อตที่เดินออกมาพร้อมแก้วกาแฟสีแดงในมือ ก่อนนัยน์ตาสีดำจะเลื่อนมองมายังหน้าเคาน์เตอร์

          "ตอนนี้ร้านเราปิดอยู่นะครับคุณลูกค้า..." ชายด้านในพูดขึ้นอย่างเคยชิน ก่อนจะเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ลูกค้าแบบที่เขาคาด "ทะ-เทรเวอร์ !" เขาอุทานอย่างไม่คาดคิด เผลอทิ้งแก้วกาแฟในมือร่วงลงเคาน์เตอร์ ของเหลวสีน้ำตาลอ่อนหกจากแก้วที่ล้มกลิ้งกระจายไปทั่วพื้นโต๊ะ

          "บ้าจริงๆ ลาเต้ของฉัน" เขาบ่นอุบขณะยกแก้วกาแฟขึ้นตั้ง หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดแอ่งกาแฟเป็นการใหญ่ ก่อนมันจะไหลนองลงไปถึงพื้นร้านเสียก่อน

          เทรเวอร์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดรอบปาก ก่อนหลุดขำในความเปิ่นได้โล่ของเพื่อนคนนี้ ขณะที่เฟนริกซ์ลงไปนอนขำกลิ้งบนพื้นเรียบร้อย พวกเขายังจำสีหน้าซีดเผือด ตาเหลือกสุดขีดของเมดริดเมื่อครู่ได้ดี

          "ฮาๆ ได้ทีเชียวนะ เจ้าสองตัวนี่" เขาหันมองสองคู่หูตัวแสบขณะถูผ้าในมือเช็ดวนไปรอบผิวโต๊ะ แต่ก็มีจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ยังคงขำคิกๆ ไม่ยอมหยุด ดูไปแล้วน่าถีบกว่าใครเพื่อน

          "ฮะๆๆ ไง เมดริด ลูกค้าเยอะจนลืมหนุ่มหน้าจืดคนนี้ไปแล้วเรอะ" เทรเวอร์พูดติดตลก พลางยื่นมือข้างหนึ่งตบบนไหล่ของเขา "อ่า... ก็ทำนองนั้นล่ะนะ" เมดริดตอบ

          [ "จริงๆ วันนี้ไม่ค่อยมีคนเข้าร้านเลยล่ะขอรับ อุกๆ อู้" ] นกฮูกในกรงได้ทีกวนประสาทเจ้านายเล่นตามเคย

          "เงียบเลยเดร็กซ์ เดี๋ยวให้กินแต่แคร็กเกอร์ทั้งอาทิตย์เลยนี่" เมดริดเลื่อนมือเคาะกรง ก่อนส่งสายตาเอือมๆ ไปให้

          "แล้วไหงร้านวันนี้ปิดมืดแบบนี้ฟะ นึกว่าไม่มีใครอยู่ซะอีก" เทรเวอร์กระแอมไอตัดบท ก่อนถามอย่างสงสัย ชายร่างอ้วนหันกลับมาหาเขา เลื่อนมือขยับแว่นให้เข้าที่ "อ้อ พอดีฉันติดตั้งตู้เซิฟเวอร์ชุดใหม่แล้วไฟมันโอเวอร์โหลดนิดหน่อย เลยไปหาซื้อฟิวส์ตัวใหญ่ขึ้นมาใส่"

          "เรื่องของเรื่องก็คือ ฉันนัดให้นายมาหาตอนเย็น แต่นี่เพิ่งจะเที่ยงตรง เลยไม่คิดว่านายจะมาก่อนเวลาแบบนี้... เข้ามาก่อนสิ ฉันมีอะไรจะให้ดู" เขาพูด พลางเปิดประตูกว้าง ผายมือให้ทั้งสองเข้าไปด้านในห้อง

          เมื่อสองคู่หูเดินเข้ามาภายในห้องก็พบว่ามันไม่ใช่ห้องที่ควรมีในร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงแม้แต่น้อย แต่เป็นห้องทึบเล็กๆ ขนาดยี่สิบตารางเมตร โต๊ะที่อยู่ด้านในสุดเรียงต่อกันเป็นรูปครึ่งวงกลม โดยมีคอมพิวเตอร์สามตัว และอุปกรณ์เน็ตเวิร์คตั้งเรียงอยู่ด้านบน เก้าอี้หนังที่ตั้งชิดขอบโต๊ะเป็นแบบมีแกนหมุน ซึ่งทำให้สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องได้อย่างสะดวก ผนังสองด้านของห้องมีตู้เซิร์ฟเวอร์ตั้งเรียงกันหลายแถว ภายในมีสายเชื่อมต่อนับร้อยพันกันยุ่งเหยิง

          สภาพด้านในห้องที่มืดสลัว และเปิดแอร์จนเย็นเฉียบ ดูไปแล้วคล้ายฐานบัญชาการของแฮ็กเกอร์ตัวพ่อในหนังอาชญากรรมยังไงอย่างงั้น จะต่างก็เพียงลักษณะของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นเพียงแท่งยาวอันเล็กๆ พร้อมทั้งสามารถฉายภาพลอยขึ้นมาบนอากาศได้ โดยไม่ต้องอาศัยจอภาพมอนิเตอร์ และใช้พลังเวทเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้า

          "ว้าว สุดยอดไปเลยฮะ นี่มันเท่เป็นบ้าเลย !" เฟนริกซ์วิ่งนำเจ้าของห้องสำรวจพื้นที่รอบๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนสายตามันจะสะดุดเข้ากับแสงบางอย่างบนโต๊ะสีขาวถัดจากประตูห้อง มันยกสองขาหน้าเกาะขอบโต๊ะชะเง้อมองให้ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่ ทว่ามันก็ไม่ได้คำตอบมากนักจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า รู้เพียงว่าแสงสว่างนั้นถูกส่งออกมาจากแท่นสีดำที่มีผลึกสีฟ้าปักเรียงเป็นแถว

          "แล้วอันนี้มันคืออะไรเหรอขอรับ" เฟนริกซ์ยื่นอุ้งมือซนๆ ไปยังอุปกรณ์หน้าตาประหลาด แต่ก่อนที่มันจะได้สัมผัสผลึกพวกนั้น มือหนาข้างหนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่อุ้งมือ เล่นเอาจิ้งจอกขนสีดำสะดุ้งไปทั้งตัว

          "นี่ๆ ลงมาน่า นั่นไม่ใช่ของเล่นนะ" เมดริดพูดเสียงแข็ง พลางดึงอุ้งมือมันลงจากโต๊ะ

          "แฮร่ๆ ก็ข้าไม่เคยเห็นนี่นา ดูหน่อยเดียวเองอ่า" เฟนริกซ์เอามือลูบหัวเหมือนจะสำนึกผิด แต่ก็ยังคงเหลือบหางตามองขึ้นไปบนโต๊ะ รอจังหวะให้เจ้าของห้องหันหลังเพื่อปีนขึ้นไปสำรวจอีกรอบ สิ่งที่เมดริดพูดไม่ได้เข้าหูมันเลยสักนิด

          "อ๊ะ อา" เมดริดหันกลับมาเห็นเฟนริกซ์ที่กำลังปีนโต๊ะ เขาไอกระแอมในลำคอหลังจับมันได้คาหนังคาเขา ก่อนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลำตัวมันจนขนสีดำลุกซู่

          "ผลึกพวกนี้เป็นแหล่งสำรองไฟขนาด สองหมื่นเมจิกแอมป์ ที่จ่ายพลังงานให้ทั้งห้องนี้ได้เกือบสองอาทิตย์ พลังงานมากกว่าเตาไมโครเวฟ 50 เท่า" เมดริดบรรยายถึงสรรพคุณที่ดูไม่ตรงกับแสงสีอันสวยงามเท่าไหร่นัก เฟนริกซ์สีหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่มันเกือบเผลอแตะเข้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น เปลี่ยนมันเป็นจิ้งจอกย่างได้ในเสี้ยววินาที

          "ไง... ยังอยากจะแตะอยู่ไหมล่ะ" เมดริดพูดทิ้งท้าย พลางลูบมือเย็นๆ ผ่านแผ่นหลังมันช้าๆ ก่อนเดินจากไป ปล่อยให้เฟนริกซ์นั่งสั่นหงึกอยู่หน้าเคาน์เตอร์ จิ้งจอกจอมซนตัวนี้คงเลิกยุ่งกับข้าวของในห้องไปพักใหญ่เลย

          เมดริดกระตุกยิ้มที่เห็นเฟนริกซ์เลิกเล่นซนทันทีจากคำขู่หลอกๆ ของเขา มันเดินหางตกตามเมดริดมายังโต๊ะคอมพิวเตอร์สุดมุมห้อง ซึ่งเจ้านายของมันกำลังนั่งโยกเยกรออยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่พนักพิงบังมิดหัว

          "วางแขนขวาบนแท่นตรงนั้นที" เมดริดบอกชายหนุ่ม พลางกดปุ่มเปิดบนตัวอุปกรณ์คล้ายเครื่องสแกนเนอร์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

          เทรเวอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้หลีกทางให้เจ้าของห้อง ก่อนจะวางข้อมือข้างที่สวมปลอกแขนพาดลงไปบนตัวเครื่อง แท่นสีขาวเรืองแสงขึ้น และปรากฏภาพวงกลมล้อมรอบตรงจุดที่สัมผัส พร้อมแสดงข้อมูลของอุปกรณ์ และเลขเปอร์เซ็นต์ที่บอกสถานะการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

          "ไหนดูซิ พวกแกเล่นอะไรมาคราวนี้.." เมดริดกดแว่นลงแนบหน้า ก่อนเข้าสู่โหมดจริงจังเลื่อนดูโค้ดเฟิร์มแวร์หลายพันบรรทัดของปลอกแขน ซึ่งดูยังไงก็ไม่ต่างจากภาษาต่างดาวที่จับใจความอะไรไม่ได้ ชายหนุ่มจ้องมองมันแค่ครู่เดียวก็อยากเบือนหน้าหนีแล้ว แต่สำหรับเพื่อนแฮ็กเกอร์ระดับเซียนคนนี้ คงเหมือนกับการเลื่อนดูอัลบั้มรูปภาพชิวๆ ในเว็บไซต์เท่านั้น

          "กะแล้วเชียวว่าเฟริมแวร์ของปลอกแขนมีการอัพเดทแพทซ์ใหม่ คงตั้งใจเล่นงานพวกใช้ชิปการ์ดเถื่อนแน่ๆ... หะ เจอละ ตรงจุดนี้เองที่ทำให้โหมดบันทึกการใช้เวทเปิดขึ้นมา" เมดริดว่า หลังเลื่อนดูโค้ดโปรแกรมถึงบรรทัดหนึ่งที่น่าสงสัย

          "ของแบบนี้หมูๆ สำหรับนายอยู่แล้วว่ะ ฉันเชื่อมือ" เทรเวอร์เอ่ยชม พลางตบไหล่เมดริด ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มจะเอ่ยชมใครเป็นนิสัยปกติ เพียงแต่เขาเริ่มเมื่อยแขนที่วางนิ่งอยู่บนแท่นขึ้นมาแล้วต่างหาก

          "แน่นอน นาทีเดียวก็เหลือเฟือ" เมดริดตอบ ขณะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ค่าตัวแปรในโปรแกรม

          "โอเค บรรทัดนี้ที่เพิ่มเข้ามา ทำให้มีการสั่งรีบูทจากระยะไกล เลยอัพเดทตัวเองได้ทั้งๆ ที่เคยปิดระบบไปแล้ว ฉะนั้น... ถ้าเราเข้า Safe Mode และสลับค่าลอจิกก่อนถึงลูปเช็กตรงนี้ และลบพอร์ตที่ทำการเชื่อมต่ออัพเดททิ้งซะก็..." เมดริดบ่นพึมพำ ขณะเทรเวอร์ และจิ้งจอกขนดำที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่รู้เลยสักนิดว่าเขากำลังพล่ามอะไรอยู่

          เมดริดหลับตานั่งคิดภาพในหัวครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์แก้โค้ดอย่างคล่องแคล่วด้วยระดับความเร็วที่ชายหนุ่มมองไม่เคยทันสักที นิ้วทั้งสิบวิ่งไขว้ไปมาบนคีย์บอร์ดอยู่สักพัก จนหยุดนิ่งเมื่อเขาเขียนโค้ดจบบรรทัดสุดท้าย ก่อนกดปุ่มโหลดคำสั่งเพื่อเขียนทับโปรแกรมเดิมของปลอกแขน

          "เรียบร้อย ! เหอะๆ ทำได้แค่นี้เองเหรอ พวกกระทรวงเวทมนตร์ หึๆๆเมดริดพูดพลางหัวเราะเย้ยหยัน ราวกับสิ่งที่เขาทำเป็นแค่เรื่องง่ายพอๆ กับการชงกาแฟยามเช้า ซึ่งถือเป็นโชคดีของกระทรวงเวทมนตร์ที่เขาเลือกจะอยู่อย่างรักสงบมากกว่า

          "เอาล่ะ ทีนี้ก็น่าจะใช้ได้แล้ว ไหนลองร่ายคาถาดูสิเมดริดเปรยขึ้นเป็นเชิงว่าทุกอย่างเสร็จสิ้น ชายหนุ่มเลื่อนมือที่วางพาดบนเครื่องสแกนออก สะบัดมือไล่ความเมื่อยยกใหญ่

          "อ่า... ไม่ต้องหรอก ยังไง... มันก็ใช้ได้อยู่แล้ว ฉันเชื่อมือนายเทรเวอร์เอ่ยชม มุมปากเขากระตุกเมื่อนึกถึงครั้งที่เขาลองใช้เวทไฟจนเกือบเผาร้านนี้มาแล้ว และเขาไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำสองเป็นแน่

          "แล้วที่แกบอกว่ามีอะไรจะให้ดูล่ะ" เขาทักท้วง มันเป็นประโยคแรกที่เพื่อนเขาพูดไว้

          "อ้อ... ใช่ แต่มันเป็นเรื่องที่ฉันแค่อยากหาใครมายืนยัน ว่าฉันไม่ได้ตาฝาดไปคนเดียวน่ะ" เมดริดว่า ก่อนโบกมือด้านหน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวรับคำสั่ง ก่อนแสงไฟโฮโลแกรมจากแท่นทั้งสามฉายจะไปรวมกันเป็นจอใหญ่ตรงกึ่งกลาง

          "เอาล่ะ...เมดริดพูดทิ้งประโยค พลางพิมโค้ดบนคีย์บอร์ดเพื่อเปิดโปรแกรมบางอย่างขึ้นมา บนจอแสดงภาพมุมมองด้านหน้า และด้านหลังร้าน ซึ่งมีตัวเลขแสดงเวลากำกับไว้

          "นี่เป็นกล้องวงจรปิดด้านหลังร้าน ตอนเวลาราวๆ ตีสาม เมื่อวานนี้" เขาเปรยขึ้น ขณะที่กรอเลื่อนเวลากลับไป "ลองบอกฉันหน่อย ว่านายเห็นอะไรบ้าง"

          "อืมมม..." เทรเวอร์เดินเข้าไปใกล้ เลื่อนมองไปยังภาพวิดิโอมุมซ้ายบน พยายามประมวลเหตุการณ์จากสิ่งที่เห็น เขาจับจ้องบนจอได้เกือบครึ่งนาทีแล้วก็ยังไม่เห็นอะไรที่ผิดปกติ นอกจากมุมมองของตรอกซอยด้านหลังร้าน ที่มีลังขยะสีเขียววางตั้งอยู่ นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นจึงเริ่มละความสนใจจากมัน จนกระทั่งเริ่มมีเสียงบางอย่างที่ดึงความสนใจของเขาอีกครั้ง

          ["กรี๊ด ช่วยด้วยๆ ! อย่าเข้ามานะ ไม่ !"]

          เสียงร้องของผู้หญิงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเงาของเธอปรากฏขึ้นบนจอ ความมืดในเวลานั้นทำให้มองเห็นเจ้าของใบหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก เธอกำลังร้องขอความช่วยเหลือ ขณะที่วิ่งล้มลุกคลุกคลานไปตามพื้นเหมือนกำลังหนีจากบางอย่างที่อยู่นอกระยะมุมกล้อง

          ["ช่วยด้วย ! ...ก ...กรร"]

          "เอ เหมือนมีเสียง... ครางต่ำ แทรกเข้ามาด้วยนะขอรับ" จิ้งจอกขนดำพยายามเงี่ยหูฟัง

          หญิงสาวคลานหนีจนออกนอกมุมกล้องทางซ้าย ก่อนเงาของผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่งจะวิ่งตัดผ่านหน้ากล้อง เมดริดรีบกดหยุดภาพตรงจุดนี้ ถึงจะเห็นใบหน้านั้นได้ไม่ชัดเจน แต่แววตาสีแดงก่ำดั่งปีศาจ และเส้นสีดำเหมือนรากไม้ที่กระจายบนผิวหนัง ก็มากพอที่จะทำให้แววตาของเทรเวอร์เบิกกว้าง เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าจะเป็นอย่างอื่นไปได้อีก

          "น่ะ...นี่มัน บ้าน่า ไม่จริงใช่ไหมนั่น" ชายหนุ่มเดินห่างออกมาจากจอภาพ สองมือกุมขมับที่ปวดตุบขึ้นมาเสียดื้อๆ

          "เห เจ้านายเป็นไรไหมนี่" เฟนริกซ์เอ่ยถาม เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของเขา

          "อึก ม-ไม่เป็นไร อ่า... แล้ว... นายได้แจ้งตำรวจรึยัง" ชายหนุ่มถาม พลางสูดหายใจ

          "มีคนที่พบศพเธอ แจ้งแทนฉันเรียบร้อย ข่าวเพิ่งมาสดๆ ร้อนๆ ตอนก่อนเที่ยงนี้เอง" เมดริดตอบ พลางซดกาแฟจากแก้วสีแดง เขาหมุนเก้าอี้กลับไปหาเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบจากชายหนุ่ม "นายมีคำอธิบายในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไหม แบบว่า... พวกเวทมนตร์อะไรที่นายเคยเห็น" ชายร่างอ้วนเปรยขึ้นอีกครั้ง

          "ฉ-ฉันไม่รู้ ฉันขอไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ให้พวกตำรวจจัดการไปน่ะดีแล้ว... อึกเทรเวอร์ชะงักประโยค หลับตาสองข้างแน่น เริ่มหายใจแรงเหมือนคนที่กำลังไมเกรนกำเริบ ทั้งสองที่มองเห็นอาการชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นปานด้านหลังมือขวาของเขาเริ่มเรืองแสงขึ้น

          "เฮ้ยๆ นายไหวไหมเนี่ย เทรเวอร์..." เมดริดมองสีหน้าที่เปลี่ยนปุบปับของเพื่อนอย่างสงสัย "เย้ย !" ชายร่างอ้วนสะดุ้งเฮือกเมื่อมือข้างหนึ่งของเขาจับกระแทกลงบนที่เท้าแขนเสียงดังลั่น พร้อมลำตัวสูงโปร่งที่ล้มทรุดลงมา

          "ขอเก้าอี้หน่อย เร็วเข้า !" เฟนริกซ์วิ่งตรงเข้าไปผลักตัวเมดริด สีหน้าจริงจังของมันทำให้ชายที่นั่งบนเก้าอี้รีบลุกออกไปโดยเร็ว ก่อนจิ้งจอกขนสีดำจะหมุนเก้าอี้ให้เจ้านายล้มตัวลงไปนั่งพิง และกระโดดขึ้นไปบนตักของเขา

          เฟนริกซ์รู้ดีว่าถ้าปล่อยไว้ จะไม่ใช่แค่แสงเรืองจากหลังฝ่ามือที่ถูกปล่อยออกมาแน่ แต่อาจเป็นระเบิดเพลิงที่เผาทั้งร้านเป็นจุลได้ในไม่กี่วินาที

          "เจ้านายใจเย็นๆ นะ ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว" เฟนริกซ์ดึงมือของเทรเวอร์มาวางบนลำตัวของมัน ก่อนโอบอุ้งมือสองข้างกอดรอบตัวชายหนุ่ม หวังช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น

          "ม-มัน กลับมา มันกลับมา... อีกแล้ว" ชายหนุ่มพูดขึ้น ขณะที่ลำตัวสั่นเกร็งไปทั้งร่าง

          "มันแค่ภาพในกล้องโอเคไหม มองตาข้าสิ" จิ้งจอกขนสีดำพูดกับเขาเบาๆ น้ำเสียงไม่ได้เร่งรัดอะไร

          "ฉ-ฉันไม่อยากจะเจอมันอีก... อึก"

          "ไม่ต้องรีบร้อนนะ หายใจลึกๆ นะท่าน ไม่มีภาพนั้นแล้วเห็นมั้ย มันปิดไปแล้ว หายใจลึกๆ... อย่างงั้น"

          ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนเริ่มผ่อนลมหายใจขณะที่สีหน้าหวาดกลัวเมื่อครู่เริ่มเลือนหายทีละนิด เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองนัยน์ตาที่เป็นห่วงของจิ้งจอกคู่หู เลื่อนมือข้างหนึ่งลูบหลังคอของมันแทนคำขอบคุณ โชคดีว่าเฟนริกซ์รู้วิธีทำให้ชายหนุ่มใจเย็นลงได้ ก่อนทุกอย่างจะเลยเถิดเลยไปมากกว่านี้

          "อ่าๆ... อึก อืมมม ค่อยยังชั่ว" เทรเวอร์พูดพึมพำ มือซ้ายดันตัวเองลุกขึ้นจากที่นั่ง

          "นายทำฉันตกใจหมดเลยเพื่อน นึกว่าจะหัวใจวายตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นซะละ" เมดริดพูดติดตลก พลางตบไหล่ชายหนุ่ม เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีใครขำด้วยกับเขา

          "ขอบใจมากสำหรับปลอกแขนนี่ เดี๋ยวจะโอนเงินส่วนแบ่งไปให้แล้วกันนะ ฉ-ฉันต้องไปละ" ชายหนุ่มรีบพูดตัดบท และเดินไปยังประตูห้อง ไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนของเขาได้ถามไถ่อะไรต่อ

          "เฮ้ย เดี๋ยวสิ แล้วจะปล่อยให้ฉันอยู่กับไอ้ซอมบี้ที่เพ่นพ่านแถวร้าน..." 'ปึง !'

          "เอ นี่ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่า" เมดริดหันมาถามเฟนริกซ์ที่ยังนั่งอยู่ในห้อง

          "ไม่หรอกฮะ แค่บางอย่างในกล้องมันทำให้เขานึกถึง... เห นี่เขายังไม่เคยเล่าให้ฟังหรอกเหรอ" เฟนริกซ์เกือบหลุดปากพูด แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเพื่อนสนิทอย่างเมดริดถึงยังไม่รู้เรื่องนี้จากปากของเขา

          "หืม เล่าเรื่องอะไรรึ ไหนบอกมาซิ" เมดริดถาม เหยียดหลังตรงตั้งหน้าตั้งตาฟัง ยิ่งเห็นสีหน้าเลิ่กลั่กของจิ้งจอก ก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้เข้าไปอีก

          "เอ๋ คือ... ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอกฮะ แฮ่ๆ เขาคงแค่พักผ่อนน้อยช่วงนี้ เลยเพลียๆ ข้าไปก่อนนะ ไว้จะมาเล่นซนที่นี่ใหม่" ว่าแล้ว เฟนริกซ์ก็โบกมือลา รีบวิ่งตรงไปยังประตูห้องตามชายหนุ่มออกไปอีกคน

          "เฮ้ย ! เดี๋ยว'ปึง !'

          "ไปซะละ อืม... น่าสงสัยจริงๆ เลยนะ เจ้าคู่นี้" เมดริดพูดพึมพำ ก่อนถอนหายใจหนัก






ไรท์เตอร์ : จอมมารสีเทา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

199 ความคิดเห็น

  1. #185 ItsFreakingCool,man! (@Ariana_za555) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:02
    ศพนั่นจะมีบทบาท เป็นปมของเหตุการณ์ต่อไปมั้ยนะ
    เทรเวอร์เห็นแล้วนึกถึงเรื่องที่ไม่น่าจดจำหรอ น่าสงสารจัง
    #185
    1
    • #185-1 (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      27 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:24
      ดีว่าได้เฟนริกซ์เป็นคู่หู ดูรู้งานมาก : 3
      #185-1
  2. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:12
    มีซัมติงบางอย่างเกี่ยวกับอดีต
    #178
    1
  3. #169 Battlists26 (@DDnewest) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 17:22
    เทรเวอร์เคยเข้าพบจิตแพทย์ป่ะ หรือว่าเฟนริกซ์เรียนเรื่อง treat ผู้ป่วยลักษณะนี้จากไหน ถึงรู้งานดี
    #169
    1
    • 18 มกราคม 2561 / 20:46
      - จริงๆในเมืองก็มีบริการเวทมนตร์ที่ลบความจำได้ แต่เจ้าตัวดื้อไม่ยอมไป เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งกับความคิดภายในหัวตัวเอง
      - ส่วนเฟนริกซ์ที่สงสัยว่าทำไมเชี่ยวชาญ เนื่องจากมันเคยช่วยเหลือสัตว์ตัวอื่นที่มีอดีตคล้ายๆกัน ซึ่งเดี๋ยวจะมีคำตอบตามมาครับ
      #169-1
  4. #167 Battlists26 (@DDnewest) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 23:34
    บทฮามีนิดเดียวเองนะเฟนริกซ์ บรรยากาศร้านสัตว์เลี้ยงนี่ยังกะ... จะมีซอมบี้แล้วเหรอ!!
    #167
    1
    • #167-1 จอมมารสีเทา (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      14 มกราคม 2561 / 12:26
      หึๆๆ มารอลุ้นกัน ว่ารอบนี้ใครจะโดนเป็นคนแรก
      #167-1
  5. #75 ปีศาจหัวโต (@kidandken) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 09:26
    เฟนริกซ์ ทำไมน่ารักจังเลย อยากเลี้ยงเลยฮับ
    #75
    1
    • #75-1 จอมมารสีเทา (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      6 กรกฎาคม 2560 / 13:38
      เอามะงับ ขายให้ถูกๆตัวละ 6 หมื่นเอง 555+

      Writer : จอมมารสีเทา
      #75-1
  6. วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 14:45
    เพิ่งว่างมาอ่านต่อ เฟริกซ์น่ารักจริงๆเลยมีความกลัวตาย5555
    #58
    3
    • #58-1 จอมมารสีเทา (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      13 มิถุนายน 2560 / 15:39
      เอาไหมงับ จิ้งจก เอ้ย จิ้งจอกทะเลทรายตัวละ 65,000 XD

      Writer : จอมมารสีเทา
      #58-1
    • #58-3 จอมมารสีเทา (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      13 มิถุนายน 2560 / 18:58
      409-981xxx-x <- โอนตังเข้าบัญชีนี้เลยครับ
      จะแพ็กเฟนริกซ์ลงกล่องส่งตรงถึงมือท่านภายใน 3 วัน ส่วนเทรเวอร์ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวไรท์จัดการมันให้ :3 555+

      Writer : จอมมารสีเทา

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 13 มิถุนายน 2560 / 19:00
      #58-3
  7. #34 Siriporn Pok (@0816588016) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 19:23
    น่ารัก*0*
    #34
    0
  8. #20 DDnewest (@DDnewest) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 12:51
    ดูๆไปแล้ว.... เหมือนการ์ตูนอนิเมะส่วนนึง พระเอกหล่อนิ่ง สัตว์เลี้ยงคู่หูกวนตริง
    #20
    1
    • #20-1 จอมมารสีเทา (@Artcyber) (จากตอนที่ 6)
      15 พฤษภาคม 2560 / 12:42
      จากจิ้งจอกทะเลทรายมุ้งมิ้งกลายเป็นสัตว์เลี้ยงเจ้าเล่ห์กวนบาทา
      มีแบบนี้สักตัวคงปวดประสาทน่าดู 555+

      Writer : จอมมารสีเทา
      #20-1