ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,070 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    24

    Overall
    1,070

ตอนที่ 8 : 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    19 ก.พ. 62


วันเวลาผ่านไป... ข้ามักหลบมาพักผ่อนหย่อนใจ ณ โลกมนุษย์ไม่เว้นแต่ละวัน วิ่งจับผีเสื้อบ้าง นอนกลิ้งบนพื้นหญ้าเขียวขจีบ้าง ทั้งยังปั้นหิมะเล่นบ้าง กว่าจะรู้ตัวโลกมนุษย์ก็ผันผ่านมาหลายปีแล้ว...


พักหลังมานี้ข้ารู้สึกได้ว่ารื่อกวงยุ่งวุ่นวายกว่าแต่ก่อน คนสองแขนก็มีเรื่องให้ทำมากมายเต็มสองแขนแต่กับคนแขนเดียวจำต้องเคี่ยวกรำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าขมวดคิ้วไม่ชอบใจแต่ทำสิ่งใดไม่ได้ ทนมองเขาเหน็ดเหนื่อยกลับบ้านทุกวันค่อยเข้าไปบีบนวดให้


วันนี้ก็เช่นกัน ข้านั่งรออยู่บนเตียงเอกเขนกราวกับที่ของตน เห็นรื่อกวงแง้มประตูเข้ามาสีหน้าอ่อนล้าก็รีบยิ้มแฉ่งขยับเก้าอี้ให้นั่ง


“มา ข้านวดแขนให้นะ”


“ก็ได้” รื่อกวงบีบขมับตอบกลับทั้งที่ยังหลับตาอยู่บนเก้าอี้ ปากก็บ่นอ่อนอกอ่อนใจ “เจ้านวดทีไรมีแต่กินเต้าหูข้าอยู่เรื่อย ข้าก็เหลือเกิน...ปล่อยให้เจ้ากินทุกที”


“พูดถึงกินเต้าหู้พักนี้เจ้าผ่ายผอมลงหรือไม่ ไฉนจึงไม่นุ่มนิ่มเต็มไม้เต็มมือกว่าแต่ก่อนเล่า”


นี่เป็นเรื่องขัดอกขัดใจอย่างที่สุด! ผู้ใดก็ทราบว่านอกจากท่าทีสุขุมนุ่มนวลผิดวิสัยเด็กแล้วยังมีร่างกายนุ่มนิ่มหอมหวนน่าขบกัดอีกอย่างที่ข้าหลงใหลคลั่งไคล้


“...”


จู่ๆ รื่อกวงก็เหลือบตามองข้า สีหน้าปั้นยากอึกอักอยู่ในที


“นั่น...นั่นเป็นเพราะบุรุษยามเติบโตร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง หาได้มีผิวอวบอิ่มนุ่มนิ่มหยุ่นมือเหมือนทารกอย่างแต่ก่อน”


“...” ข้ารับฟังอย่างไม่ชอบใจ “เช่นนั้นทำไมแหวนถึงรัดข้อนิ้วเจ้าเป็นปล้องอย่างนั้นเล่า”


เห็นนิ้วมือเขาสวมแหวนเส้นผมของข้าลักษณะถูกรัดเป็นข้อขาวเห็นได้ชัดว่าขนาดเล็กเกินไป เช่นนี้เขาควรอ้วนท้วนขึ้น น่ากกกอดขึ้นไม่ถูกหรือ? อารมณ์ข้าฉุนเฉียวหงุดหงิดยิ่งเมื่อพบว่ารื่อกวงตัวน้อยว่านอนสอนง่ายกำลังห่างไกลออกไปทุกที นึกภาพวันหนึ่งเขาจะขยายร่างสูงใหญ่เก้งก้างหนวดเคราะครึ้มเขียวอย่างเหล่าต้าคนขายวัวข้าก็กระทืบเท้าหงุดหงิดเป็นเท่าทวี


“โอ๊ย” รื่อกวงร้องเสียงหลงนิ่วหน้า เอี้ยวตัวลูบไหล่ตัวเองป้อยๆ “เจ้าจะหักกระดูกข้าหรือ”


นั่นปะไร! ปากคอเราะร้ายเข้าทุกทีๆ มนุษย์ไม่สมควรเติบโตจริงๆ ยอมรับว่าตอนนี้ข้าออกจะพาลอยู่บ้าง การเติบโตของมนุษย์เป็นไปตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติว่าด้วยการขยายเผ่าพันธุ์อย่างไรก็ขัดไม่ได้ ถึงกระนั้นก็สมควรละเว้นเด็กน้อยผู้แสนน่ารักของข้าไว้สักคนสิ!


“ข้าไม่อยากให้เจ้าโต!


ข้าเริ่มฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด


“เจ้า...”


รื่อกวงอ้าปากค้างจนคำพูด สักพักก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าถอนหายใจเฮือก


“...ข้าก็ไม่อยากโตเหมือนกัน”


แขนขวาข้างเดียวที่มีอยู่คว้าข้าเข้ามากอดในอ้อมแขนแล้วซบหน้าลงบนไหล่


“อยากหยุดเวลาอย่างนี้ตลอดไป”


ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างใบหูยังความรู้สึกยุบยิบบังเกิดในใจ กลิ่นอายชายของชายหนุ่มต่างจากเด็กน้อยจริงๆ ด้วย รื่อกวงกุมมือข้าไว้แล้วใช้ปลายนิ้วถูวนไปมา


“เห็นตัวเองเติบโตเปลี่ยนแปลงทุกวันพลันนึกรันทดใจ คงมีสักวันที่ข้าเป็นตาแก่ผมขาวส่วนเจ้ายังคงรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ ถึงตอนนั้นไม่ทราบข้าจะทนมองหน้าเจ้าได้หรือไม่”


ข้ามองเขาหลุบตาต่ำ ในใจอดประหลาดไม่ได้...ไฉนสถานการณ์ผลิกผันรวดเร็วเช่นนี้ ข้ากำลังโมโหโกรธาเพียงไม่กี่อึดใจความขับข้องพลันสูญสลายไปเสียสิ้น อาจเป็นเพราะดวงตาฉ่ำวาวคู่นั้น หรือน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นนั้น ข้าล้วนไม่แน่ใจ


เดี๋ยวนี้การสัมผัสกันระหว่างเราไม่มีความขัดเขินอย่างแต่ก่อนแล้ว ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใดที่รื่อกวงยอมรับการจับมือโอบกอดจากข้า ต่อมาเขาก็เริ่มเป็นฝ่ายลูบหน้าลูบหลังกอดข้าจนตอนนี้การนอนข้างกันกระทั่งโอบกอดแนบชิดเป็นเรื่องปกติที่กระทำได้ไม่ขัดเขิน


...เช่นตอนนี้ หนุ่มน้อยกำลังกอดประโลมข้าด้วยแขนเดียวที่มีอยู่ น้ำเสียงนุ่มกังวานคล้ายท่วงทำนองเสนาะหูน่าฟัง ข้าเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำกับช่วงเวลาละมุนละไมอันเงียบสงบเช่นนี้ที่สุด เหลือบไปเห็นเส้นผมอัปลักษณ์ยุ่งเหยิงบนนิ้วขาวเรียวแล้วพบว่านอกจากจะคับแน่นแล้วยังเปื่อยขาดดูสกปรกขัดหูขัดตานัก


ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ข้าทุบอกอย่างใจกว้าง


“รื่อกวง ข้าจะถักแหวนให้เจ้าใหม่”


“ดีจริง”


เงยหน้ายิ้มให้พบว่าอีกฝ่ายสีหน้ายินดีไม่ปิดบัง รีบผละออกหากล่องกระเบื้องมาใส่แหวนอัปลักษณ์วงเก่าแล้วหันมาเฝ้าข้าที่กำลังถักแหวนวงใหม่ เสียงไฟในเตาผิงลั่นเปรี๊ยะๆ เพิ่มความอบอุ่นในห้องจนข้าทั้งผ่อนคลายเพลิดเพลิน


“นี่พอดีหรือไม่”


เขารับมาสวมอย่างทะนุถนอมท่าทางเอาใจใส่ สีหน้าอ่อนโยนขึ้นสามส่วน


“ทุกวันขึ้นปีใหม่บ้านแต่ละหลังจะจุดประทัด สวมเสื้อผ้าใหม่ รับประทานอาหารร่วมกันในหมู่ญาติและแลกเปลี่ยนของขวัญ ข้าไม่หวังให้เจ้าตัดเย็บเสื้อผ้าให้ข้าเพียงแต่แหวนแทนใจสมควรได้รับช่วงปีใหม่เพื่อความหมายที่ดีตลอดทั้งปี”


เขาพูดยิ้มๆ สีหน้าคาดหวัง


“ข้าต้องถักแหวนผมให้เจ้าทุกปี?”


มนุษย์หนอช่างคิดเหลือเกิน หากทุกปีใหม่บนสวรรค์มีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้คงแปลกประหลาดพิลึก สำหรับพวกเราเทพเซียนแล้วเวลาเป็นสิ่งไร้ค่าที่สุด มีใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยไม่จำกัด แต่ละปีที่ผันผ่านดูคล้ายกับลมเพียงวูบหนึ่งหาได้มีความหมายสลักสำคัญไม่


ถึงแม้สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดสำหรับเทพเซียนคือกาลเวลา ทว่านั่นดูจะมีค่าเหลือเกินสำหรับมนุษย์


ข้าจับผมตัวเองลูบเบาๆ ด้วยความเสียดาย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าในขณะที่ผมของข้ายาวขึ้นทุกปีๆ อายุขัยของรื่อกวงก็สั้นลงทุกปีๆ เช่นกัน ในใจจึงยอมปล่อยผ่าน


“ได้สิ”


รื่อกวงยิ้มบางๆ อารมณ์ดี ก่อนจะหยิบหนังสือมาอ่านเล่น ข้ามองสีหน้าตั้งอกตั้งใจของเขาแล้วอดนึกเปรียบเทียบวันแรกที่เจอไม่ได้ ตอนนั้นเขาดูนุ่มนิ่มกว่านี้ เขินอายกว่านี้ กาลเวลาขัดเกลาจนก้อนแป้งน้อยกลายเป็นหมั่นโถวเนื้อเนียนละเอียดน่าลองลิ้มชิมรสไปอีกแบบ


“อ้อ จริงสิ...เจ้ารู้จักสาวใช้ที่ชื่อเถาฮวาหรือไม่?”


เด็กหนุ่มขมวดคิ้วบางๆ ไม่ใส่ใจ “ไม่ เป็นสาวใช้บ้านข้าหรือ”


“นางมักยกสำรับให้เจ้า สวมรองเท้าให้เจ้า เจ้าไม่คุ้นบ้างเลยหรือ”


“อ้อ”รื่อกวงตอบทั้งที่สายตาไม่ละจากหนังสือคล้ายเรื่องที่คุยอยู่ไม่สลักสำคัญ “คุ้นอยู่บ้าง ดูเหมือนนางจะอายุใกล้เคียงกับเจ้า รูปร่างใกล้เคียงกับเจ้า”


อายุใกล้เคียงอันใด? ข้าเซียนอวิ๋นเล่อแก่กว่าเทียดของบิดาเจ้าเสียอีก ผิดที่ข้ารูปโฉมอ่อนเยาว์ราวกับเด็กสาวตัวน้อยคงทำให้เจ้าลืมข้อเท็จจริงนี้ไปล่ะสิ


ข้ายื่นปากหยิกเนื้อเขาระบายอารมณ์ “ปกติข้าไม่ใส่ใจเรื่องบ่าวในบ้านเจ้าอยู่แล้ว ทว่าแม่นางน้อยเถาฮวาคนนี้ออกจะป้วนเปี้ยนใกล้เจ้าบ่อยเกินไปหรือไม่”


คราวนี้รื่อกวงชะงักกึก ปิดหนังสือหันมามองหน้าข้า “เจ้ากินน้ำส้มหรือ?”


ข้าถลึงตาใส่มือบีบไหล่อีกฝ่ายแน่นจนเด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ ออกมา รอยยิ้มกระจายถึงคิ้วตา เปี่ยมไปด้วยความเบิกบานราวดอกไม้ผลิ


“เจ้าอย่ากังวล นางเป็นเพียงสาวใช้ตัวเล็กๆ คนหนึ่งในจำนวนมากมายหาความพิเศษไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวข้ามีเทพธิดาอันประเสริฐคอยเคียงข้างทุกเช้าค่ำไหนเลยจะมีสายตาหลงเหลือเผื่อนาง”


“เจ้าไม่มีสายตาเผื่อนางแต่นางกลับมีสายตาเผื่อเจ้า” ข้าแค่นเสียงไม่พอใจ “เรื่องอะไรนางต้องคอยยกสำรับให้เจ้า คอยสวมรองเท้าให้เจ้าทุกวัน ซ้ำยังเสนอตัวอาสารับใช้ใกล้ชิดเจ้าถึงเพียงนี้”


เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนนั้นคอยชะเง้อชะแง้เฝ้ารอเขากลับจากสำนักศึกษา ครั้นเห็นรื่อกวงจากที่ไกลก็หน้าแดงซ่าน บิดตัวเขินอาย โลดเต้นดีใจกุลีกุจอถอดเสื้อนอกยกน้ำให้ กิริยาฉอเลาะอ่อนหวานเป็นพิเศษ นอกจากนี้เวลาเขาไม่อยู่นางยังเสนอตัวทำความสะอาดห้องของเขาอีก เห็นได้ว่านางพยายามรุกล้ำเข้าใกล้ถึงเนื้อถึงตัวรื่อกวงมากขึ้นทุกทีๆ


ข้าเซียนอวิ๋นเล่อไม่พอใจยิ่งนักเมื่อมนุษย์ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งคิดแย่งชิงก้อนแป้งที่ข้าสู้อุตส่าห์ถนอมกล่อมเกลี้ยงมานานปี  เมื่อความไม่พอใจบังเกิดเรื่องอะไรข้าต้องอดทนเฝ้ามองสิ่งเหล่านั้นให้ขัดอกขัดใจ ดังนั้นข้าจึงวิ่งโร่นำความขุ่นข้องเหล่านั้นมาเทใส่ศีรษะรื่อกวง มอบเรื่องราวทั้งหมดให้เขาจัดการ


ชายผู้นี้มอบความรักให้ข้า การปัดเป่าความคับข้องหมองใจให้ข้ายิ่งเป็นเรื่องที่เขาสมควรทำ แต่ไหนแต่ไรรื่อกวงเทิดทูนข้าเป็นยอดดวงใจเสมอ ขอเพียงข้าต้องการเขาไม่เคยขัดใจแม้สักครั้งมีแต่ยอมลงให้โดยดี ครั้งนี้ก็เช่นกัน


รื่อกวงคลี่ยิ้มจนใจ “เอาเถิด ใครใช้ให้ข้าตามใจเจ้าเล่า ...ในเมื่อเจ้าว่าเช่นนั้นก็ส่งนางไปทำงานที่ร้านค้า กินอยู่หลับนอนที่นั่น เท่านี้นางก็ไม่มีเหตุผลต้องเหยียบเข้าจวนสกุลรื่อให้เจ้าไม่สบายใจอีก”


ประโยคนั้นทำให้รอยยิ้มของข้าผลิบนใบหน้าอีกครั้ง รื่อกวงลูบหน้าข้าด้วยความเอ็นดูก่อนจะดึงข้าขึ้นนั่งตักก่อนค่อยๆ ขับกล่อมข้าด้วยบทกวีซึ่งข้าโปรดปรานอย่างช้าๆ


ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เสียงขับกวีของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีความไร้เดียงสาน่าเอ็นดูอย่างแต่ก่อนทว่ากลับเป็นน้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือสำเนียงรักใคร่สองส่วน อาจเป็นเพราะอุ้งมือเขาหนาขึ้นทุกครั้งที่โอบกอดลูบไล้จึงพานให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มปั่นป่วน หรืออาจจะเป็นเพราะร่างกายเขากำยำขึ้นไหล่หนาบ่ากว้างทุกครั้งที่นอนซบจึงสบายตัวรายกับพิงภูเขาลูกใหญ่มั่นคงที่บังแดดลมฝนได้ทุกเมื่อ


ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรก็ตาม เวลานี้ข้าคล้ายกับจะเริ่มเข้าใจเหตุผลที่เด็กชายต้องก้าวสู่วัยหนุ่มบ้างแล้ว


 

อีกไม่นานจะเข้าเทศกาลหยวนเซียวและเป็นวันหยุดของสถานศึกษาเช่นกัน รื่อกวงตั้งหน้าตั้งตานับวันคอยไปร่วมงานกับข้า ข้าตั้งข้อสังเกต...อันว่าเทศกาลหยวนเซียวเปรียบดังเทศกาลของคู่รักหาได้มีอะไรข้องเกี่ยวกับสำนักศึกษาและหนอนหนังสือเคร่งตำราเหล่านั้นแม้แต่น้อย มีเหตุผลอะไรให้ลาหยุดกัน


 รื่อกวงหัวเราะเบาๆ ขณะหวีผมให้ข้าหน้ากระจก ปากยังพร่ำบรรยายไม่หยุด


“สำนึกศึกษามีแต่คนหนุ่มแรกรุ่น แม้ฉากหน้าจะแสร้งทำเป็นหนอนศีลธรรมคร่ำครึทว่าเรื่องรักใคร่กลับไม่เข้าใครออกใคร ดังนั้นสหายรุ่นพี่รุ่นน้องทุกคนจึงพร้อมใจกันหยุดวันนี้ คนมีคู่ก็นัดพบคู่ คนไม่มีคู่อย่างน้อยก็ต้องเห็นแก่หน้าพี่น้องห้ามเข้าเรียนโดยเด็ดขาด”


ข้าฮัมเพลงเคลิบเคลิ้มไปกับปลายนิ้วที่หมุนวนนวดศีรษะ เนื้อความอะไรนั่นฟังไม่เข้าหูแม้แต่น้อย ทว่าเป็นเพราะเด็กคนนี้มีเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง แม้แต่เรื่องไร้สาระเมื่อออกจากปากเขาก็น่าฟังขึ้นมาได้


พวกเราหัวร่อต่อกระซิกพูดคุยเรื่องสัพเพเหระจนกระทั่งจู่ๆ เขาก็เกิดอาการอึกอักก่อนจะค่อยๆ กล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ


“อวิ๋นเล่อ อีกไม่กี่เดือนข้าจะเข้าพิธีสวมกวานแล้ว”


ข้าขมวดคิ้ว “งั้นหรือ”


ควรทราบว่าพิธีสวมกวานคือการที่เด็กผู้ชายจะได้รับเครื่องประดับรัดมวยผม นั่นแปลว่าเขาบรรลุนิติภาวะแล้ว นึกไม่ถึงว่าเวลาจะผ่านไปเร็วถึงเพียงนี้


 “ข้าไม่พูดเรื่องนี้เพราะเกรงเจ้าจะไม่สบายใจ ทว่าบัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว”


“...”


เขายกแขนข้างเดียวขึ้น บนนิ้วเรียวยาวปรากฏเส้นผมถักเป็นแหวนอัปลักษณ์พันรอบนิ้ว ใบหน้าสีแดงเรื่อพลันเคร่งขรึมจริงจัง


“ข้าเป็นชายแขนเดียว แต่แขนเดียวที่ข้ามีพร้อมที่จะปกป้องเจ้าทุกเมื่อ”


คำพูดของเขาทำให้ข้าต้องใช้สายตาพิจารณาเขาอีกครั้ง


สำหรับข้าเซียนน้อยเวลาเป็นสิ่งไร้ค่า ข้าใช้มันมามากและจะยังใช้ต่อไปเรื่อยไม่รู้หมด ข้าไม่เคยเติบโต ไม่เคยแก่เฒ่า ไม่มีร่องรอยแห่งกาลเวลาปรากฏบนตัวข้านั่นแปลว่าข้าอยู่เหนือกาลเวลา


...แต่ไม่ใช่กับรื่อกวง


________________________


หยอดวันมาฆบูชาสักนิด 


วันนี้ไปวัดมา ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่รู้สึกเหมือนเห็นความแตกต่างระหว่างญาติโยม VIP กับสามัญอย่างเราๆ


รัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #22 mtpsz (@supakron1218) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:39
    มันเป๋นเรื่องปกติคะไรท์ บางที่แค่สถานที่ต้อนรับยังแบ่งแยกเลยคะ. สู้ๆนะคะ สนุกปนเศร้า ดูการเติบโตของทั้งคู่
    #22
    0