ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,062 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    16

    Overall
    1,062

ตอนที่ 6 : 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    17 ก.พ. 62

ข้าไม่ต้องการให้รื่อกวงผ่านความทุกข์ระทมตัวคนเดียว หากมีคนประสบเรื่องหนักหนากว่าย่อมทำให้เขาสบายใจขึ้นมาได้เหมือนครั้งที่ข้าโดนลงโทษข้อหาละทิ้งหน้าที่เมื่อสองร้อยปีก่อนนั่นปะไร ไหนๆ ก็จะโดนลงโทษข้าจึงร่ายรายชื่อผู้ร่วมมือละทิ้งหน้าที่เหมือนข้าออกมาได้สิบกว่าคน ทุกคนถูกลงโทษเหมือนกัน... ข้านั้นหรือแสนจะมีความสุข!


คืนนั้นทั้งคืนข้าอาศัยเวทมนต์แวบไปแวบมา ณ จวนสกุลหลิวบ้างรื่อบ้าง สิ่งที่ข้าทำล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีงามทั้งสิ้น


วันต่อมาผู้คนต่างตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ คุณชายใหญ่สกุลหลิวมักจะจ้างคนให้วาดภาพยามตนเสพสมกับสาวใช้ เผอิญครั้งนี้ช่างวาดไม่ทันระวังขณะนำภาพกลับมาลงสีที่บ้านลมพัดกระดาษปลิวว่อนไปทั่ว ความมืดยามค่ำคืนเป็นอุปสรรคต่อการค้นหา ถึงเช้าก็สายเสียแล้ว...ภาพบทรักอันเร่าร้อนของคุณชายหลิวกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนต่างพากันโจมตีสนุกปาก


เรื่องเล่าไม่ดีไม่งามดังกล่าวถูกกระพือให้โด่งดังทั่วเมืองหลวง ภายในคืนเดียวมีเรื่องกามวิปริตในตระกูลใหญ่ถูกเปิดโปง ชวนให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก นับจากนี้ไปสกุลหลิวคงไม่มีหน้าพบผู้คนไปอีกนาน ข้ามองดูชาวบ้านเติมไข่ใส่สีกันสนุกสนาน ตัวข้าก็สนุกสนานมากเช่นกัน


“รื่อกวง” ข้าถลาเข้าหาเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียงอย่างรักใคร่ “ไฉนเช้านี้จึงไม่ยอมลุกจากเตียงเสียที ยามนี้เมืองหลวงมีเรื่องสนุกมากมายข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง...อ้าว”


ฟึบ!


เสียงผ้าสะบัดฟึบเดียวรื่อกวงน้อยก็พลิกกายหันหลังคลุมโปงหนีข้าเสียแล้ว เขาไม่ได้ยินเสียงข้าหรือ? ข้าขมวดคิ้วไม่แน่ใจ ลองเขย่าตัวเขาอีกที


“รื่อกวง”


“อย่ามากวนข้า”


อีกฝ่ายตอบกลับน้ำเสียงอู้อี้ ข้าเริ่มไม่พอใจตีเพียะไปเบาๆ ที่ก้นเขาหนึ่งที


“โอ๊ะ!


เด็กชายผู้รักนวลสงวนตัวยิ่งชีพจึงทะลึ่งตัวพรวดพราดขึ้นมากอดตัวเองกลมดิกกิริยาน่าเอ็นดูเหลือเกิน


“ไปให้พ้น! อย่ามากวนใจข้าอีก เจ้าเป็นความฝัน! เป็นเพียงฝัน!


“ฝันอะไร? ฝันดีหรือไม่”


ข้าเบ้ปากถาม เด็กน้อยพลันชักสีหน้า แวบหนึ่งสายตาของเขามีแววทุกข์ระทมฉายวาบ


“...”


รื่อกวงสบตาข้านิ่งเป็นเวลาเนิ่นนานคล้ายกับจะสลักทุกลวดลายเส้นสายบนใบหน้าข้าให้ฝังลึกตราตรึงไว้ในใจ


“...เอาล่ะ ข้าจำเจ้าได้แล้ว ยามนี้ต่อให้หลับตาก็ยังนึกภาพเจ้าได้ เจ้าเป็นฝันดีที่ข้าไม่อยากลืมดังนั้นข้าจะจดจำเจ้าไว้ให้ขึ้นใจว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในความฝันข้าเคยได้รับรักจากเทพธิดาผู้งดงาม แต่บัดนี้ได้เวลาตื่นแล้ว"


กล่าวจบตัวนุ่มนิ่มก็ตบแก้มตัวเองดังเพียะ! หลายต่อหลายทีจนข้าตกใจ


ร่างน้อยหอบแฮกๆ ก่อนจะค่อยปรือตาขึ้น พึมพำกับตัวเอง “เอาล่ะ ข้าตื่นแล้ว...ข้าตื่นแล้ว”


“...”


มิทราบก้อนแป้งน้อยคิดทำการสิ่งใด? ข้าเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ รอจนรื่อกวงลืมตาขึ้น สายตาเราสองประสานกันสักพักก่อนที่เจ้าตัวจะโพล่งออกมาอย่างมึนงง


“อะไรกันนี่? ข้าสมควรตื่นแล้วมิใช่หรือ?”


“ไม่ เจ้าสมควร...หาหมอตรวจอาการ”


“...”


“...”


เรียวปากนุ่มนิ่มสีชมพูฉ่ำวาวอ้ากว้างคล้ายไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าไม่ใช่ฝันจริงๆ หรือนี่”


“ข้าจะเป็นฝันไปได้อย่างไร”


ในที่สุดข้าก็เข้าใจจนได้ ที่แท้เด็กคนนี้มีจินตนาการสูงส่งเกินไปจนคิดเรื่องเป็นตุเป็นตะออกมามากมายนี่เอง เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงยิ้มแย้มอ่อนโยนลูบหน้าลูบหลังปลอบประโลม


“คนดีของข้า มิใช่ว่าข้ากอดเจ้าอยู่หรือ ความอบอุ่นเช่นนี้จะเป็นเพียงมโนฝันได้อย่างไร”


“...เช่นนั้น เช่นนั้นเหตุใดเมื่อคืนเจ้าไม่มา”


คล้ายเขื่อนที่ขวางกั้นทุกสิ่งแตกกระจาย รื่อกวงสะบัดตัวอย่างแรง ข้ากระโจนเข้ากอดรัดเขาไว้


สองมือน้อยๆ ผลักข้าออกเรายื้อยุดกันสักพักก้อนแป้งน้อยก็ยอมแพ้ซบตัวกอดข้าแนบแน่น ใบหน้าซุกอกข้าปากพร่ำเอ่ยถ้อยคำมากมายจับใจความไม่ถูก “เจ้า...ฮึกๆ ฮือ เจ้าทิ้ง...เจ้าทิ้งข้า ไม่มา...ฮึกๆๆ ผิด...อึก สัญญา”


เด็กคนนี้น้อยครั้งที่จะเอาแต่ใจเรียกร้อง น้ำตาของเขาซึ่งกลั่นออกมาจากความรวดร้าวกระตุกใจข้าอย่างน่าประหลาด ฉับพลันนั้นข้าพลันพบว่าไม่ต้องการเป็นสาเหตุของความโศกเศร้าของเขาแม้แต่น้อย ดังนั้นข้าจึงรีบแก้ตัวพัลวัลชี้ฟ้าชี้ดินสบถสาบานว่าไม่คิดทอดทิ้งเขาเด็ดขาด ทำเช่นนี้อยู่นานจนเขาค่อยๆ วางใจหยุดร้องไห้


บัดนี้ดวงหน้าน้อยๆ เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาทั้งบวมทั้งแดง ดวงตาราวไข่มุกแวววาวกลับบวมฉึ่ง ดูแล้วก้อนแป้งก้อนนี้นึ่งสุกกลายเป็นซาลาเปาเสียแล้ว


แม้จะหยุดร้องไห้แล้วแต่เพราะธรรมดาวิสัยของเด็กฉลาดหรืออย่างไรไม่ทราบ แม้จะปาดน้ำตาทิ้งไปแล้วแต่รื่อกวงก็ยังคงไม่ลืมถามคำถามเดิมด้วยเสียงเบาหวิวอ่อนล้า “เหตุใดเจ้าไม่มา...”


ข้ากลอกตาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ตัดสินใจสวมบทบาทนางเอกงิ้วดูสักครา


“ข้าน่ะหรือไม่อยากมาหาเจ้า อวิ๋นเล่อผู้นี้ดั้นด้นลงมาจากสวรรค์หลบหนีปราการเขตแดนระหว่างสามภพภูมิ ฝ่าฝันอุปสรรคเหนื่อยยากอันตรายเพียงเพื่อมาเห็นหน้าเจ้า กระทั่งถูกองครักษ์ฟ้าจับได้ก็ยังกลั้นใจหลบหนีออกมา”


“หลบหนี!?


คล้ายสายฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางวง รื่อกวงสะดุ้งโหยงคว้าแขนคว้าตัวข้าไปดูให้วุ่น


“เจ้าหลบหนีไปทำไม? แล้วอันตรายอย่างไร? บาดเจ็บตรงไหน? มิใช่เจ้าบอกว่ามีเทพเซียนมากมายจำแลงลงมาเที่ยวเล่นเป็นปกติหรอกหรือ”


ในที่สุดข้าก็รอดพ้นจากการตกเป็นจำเลย เพื่อการนี้ข้าถึงกับยอมแสดงงิ้วสดให้เขาชมเลยทีเดียว


เบือนหน้าใช้แขนเสื้อปิดบังรอยยิ้มแสร้งทำเป็นโศกเศร้าสะเทือนใจหาใดเปรียบ ปากยังพร่ำรำพันบทโศกในหนังสือประโลมโลกที่อ่านแล้วอ่านอีกจนฝังแน่นจำขึ้นใจ


“...หากข้าออกปากบอกไปเจ้าก็คงไม่สบายใจ แท้จริงแล้วการหลบหนีนั้นแสนยากลำบาก”


ข้าว่าพลางเริ่มงิ้วองค์เปิดฉากการแสดง กรีดน้ำตาบ้างให้ดูยิ่งใหญ่ ทั้งน้ำเสียงสีหน้าแววตาล้วนถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ที่ติ


“...ระหว่างสามโลกต้องมีเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ขวางกั้นห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำโลกซึ่งไม่ใช่ของตน การที่ข้าฝ่าเขตแดนนี้ต้องใช้ความมุมานะบากบั่นอย่างมาก แต่ด้วยคิดถึงเจ้าเป็นหนักหนา เพียงเพื่อได้เห็นหน้าเจ้าแม้ต้องตายวิญญาณดับสลายมิอาจเวียนว่ายถูกจองจำในความมืดมนอนธกาลชั่วฟ้าดินสลายข้าก็ยังยินยอมพร้อมใจ...”


อะฮ่า! กล่าวถึงเขตแดนศักดิ์สิทธิ์มีผู้เฝ้าอยู่จำนวนหนึ่งทุกคนล้วนรู้จักข้าทั้งสิ้น ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่ชื่นชอบการแอบหนีลงมาเที่ยวยังโลกมนุษย์ เซียนอื่นก็มีไม่น้อย พวกเราชาวหนีเที่ยวต่างทราบทางหนีทีไล่ดี เพียงหาของไปกำนัลผู้เฝ้าเขตแดนเสียหน่อยเรื่องง่ายๆ ก็ง่ายยิ่งๆ ขึ้นไปอีก


บทพร่ำพรรณนาของข้าฟังดูราวกับรักแท้อันยิ่งใหญ่มั่นคงปานขุนเขาชวนให้ผู้ฟังซาบซึ้งสะเทือนใจไม่น้อย เล่นไปเล่นมาข้าเกิดเข้าถึงบทบาท ทั้งสีหน้าแววตาล้วนแสดงออกมาได้หมดจด


“อวิ๋นเล่ออย่า!” รื่อกวงผวาเข้ากอดข้า “อย่าทำเช่นนั้นเป็นอันขาด หากเจ้าเป็นอะไรไปข้าคง...ข้าคง...”


โถ...เด็กน้อย ข้าอมยิ้มในใจ มือไม้ยังทำท่าปาดน้ำตาราวโศกเศร้าปิ่มว่าใจจะขาด “แต่ข้า...ข้าอยากพบเจ้า!


“ไม่ได้! ข้ายอมให้เจ้าเสี่ยงอันตรายไม่ได้” ว่าแล้วรื่อกวงก็นิ่งงันคล้ายข่มกลั้นโทสะก่อนจะสบถออกมา “น่าตายนัก! ที่แท้เป็นเจ้าที่ทำเพื่อข้ามาตลอด ข้ายังโกรธเคืองเจ้าได้ ช่างเลวระยำน่าตายเหลือเกิน”


เขาจ้องมองมือตัวเองอย่างโกรธแค้น


“ชายแขนพิการน่าสมเพชแล้วแต่ใจพิการของข้ามันน่าสมเพชกว่า เจ้าทุบตีข้าให้หนำใจเถิดอวิ๋นเล่อ นอกจากไม่สมประกอบแล้วข้ายังเป็นบุรุษที่ไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อหญิงคนรัก”


ข้ามองเขาปวดใจจนซาบซึ้ง “พูดจาเหลวไหล ไม่เห็นหรือว่าข้าทุ่มเทเสี่ยงอันตรายเอาชีวิตเข้าแลกเพียงเพื่อได้พบเจ้า เช่นนี้แล้วจะหักใจทำร้ายเจ้าได้อย่างไร”


รื่อกวงตาแดงก่ำ กัดฟันกรอดจนเส้นเลือดขมับปูดโปน


“เจ้าจะเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ทุกครั้งที่เราพบกันไม่ได้ อวิ๋นเล่อ...เจ้าเป็นคนสำคัญที่สุด”


ทั้งที่กำลังทรมานตนเองอย่างหนักหน่วงทว่ากลับลูบไล้ใบหน้าข้าได้อ่อนโยนยิ่ง ในแววตาคู่นั้นฉายชัดความรักใคร่เต็มเปี่ยม


“ข้าจะระวัง” ว่าแล้วก็ฝืนยิ้มให้ดูเปราะบางและงดงาม “ถึงอย่างไรก็อย่าห้ามไม่ให้ข้ามาหาเจ้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”


“ข้า...” รื่อกวงหลบตาต่ำ กัดริมฝีปากอย่างลังเล ในที่สุดดวงหน้าเล็กๆ ก็เงยขึ้นมา ดวงตาที่นุ่มละมุนพลันทอแสงมุ่งมั่นจนข้าอดขนลุกไม่ได้ แต่ถ้อยคำที่เขาเอ่ยทำให้ข้าขนลุกยิ่งกว่า “อวิ๋นเล่อ อย่าเสี่ยงอันตรายไปกลับอีกเลย...เจ้าอยู่กับข้าเถิด”


“...”


อะไรนะ? ข้าพยายามยกมุมปากทว่าร่างกายแข็งทื่อไปเรียบร้อยแล้ว เด็กคนนี้ช่างมีจินตนาการเลิศล้ำจริงๆ เสียด้วย! ดวงตาคู่นั้นเด็ดเดี่ยวมั่นคงอะไรอย่างนี้


เขาประคองมือข้าบีบเบาๆ ตาประสานตาแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นหนักแน่นลุกโชนอยู่ภายใน


“เจ้าอย่าไปไหนอีกเลย จงอยู่กับข้าที่นี่เถิด พวกเราแต่งงานมีลูกกัน ข้าสัญญาว่าจะรักเจ้าตราบจนสิ้นลมหายใจ แม้จะมีแขนเดียวแต่ข้ายังทำอะไรได้หลายอย่าง ข้าเขียนหนังสือได้ รู้ตำรามากมาย ผู้คนล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวว่าข้าฉลาดเฉลียวเป็นอัจฉริยะร้อยปียากจะพานพบ แม้แต่อาจารย์ยังยกย่อง ถึงรับราชการไม่ได้ข้าก็จะค้าขาย จากเมืองหลวงถึงเจียงหนานข้าเคยลองลงทุนเล็กๆ น้อยๆ หาลู่ทางได้กำไรมาพอสมควร สามารถเลี้ยงดูเจ้ากับลูกไม่ให้ลำบากยากแค้นได้อย่างแน่นอน”


“...”


“ด้วยแขนเดียวของข้าต่อให้ต้องกระเสือกกระสนก็ต้องดิ้นรนทำให้เจ้าสุขสบายให้ได้”


ข้าฟังไปตื้นตันไป ในใจนึกขำ เจ้าหนูตัวนิดเดียวแขนยังไม่ครบข้าง คิดจะทำให้เทพธิดาจากสวรรค์ชั้นฟ้าละทิ้งวิมานลงมาแต่งงานด้วยออกจะเพ้อฝันไปสักหน่อยแล้ว ถึงกระนั้นในใจยังอดกระชุ่มกระชวยไม่ได้ ช่างน่ารักอะไรอย่างนี้


หลังจากไตร่ตรองหาทางออกดีๆ ข้าจึงค่อยๆ เอนกายซบไหล่เขาอย่างออดอ้อน ทว่าขนาดตัวต่างกันเกินไปให้ความรู้สึกลำบากลำบนข้าจึงล้มตัวนอนลงบนเตียงแทน


แต่ที่มิคาดคือ...รื่อกวงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนกับข้าด้วย


ก้อนแป้งน้อยปรายตามองข้าก่อนจะหลุบสายตาหนี แก้มแดงเรื่อ รอยยิ้มจางๆ แต้มบนใบหน้าไม่เสื่อมคลาย แม้จะเว้นระยะห่าง ทำท่าขัดเขินอยู่บ้างแต่กลับแฝงท่าทียินยอมพร้อมใจโอนอ่อนให้ ข้าอดตื่นเต้นมิได้ ที่แท้เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ชวนให้รักถนอมได้ถึงเพียงนี้?


“เจ้าจะ...แต่งงานกับข้าได้หรือไม่” ดวงตาคู่นั้นคาดหวังราวกับดาวสุกสกาว


“ย่อมได้... หากเง็กเซียนประทานข้าให้เจ้า”


รื่อกวงน้อยพลันตาลุกวาวแต่ก็ต้องกลับไปสลดอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคถัดมา คนมองข้าอย่างลำบากใจ “นั่นจะได้อย่างไร? อวิ๋นเล่อ...ไม่ใช่ข้าไม่พยายามแต่ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าต้องทำเช่นไรประมุขแห่งสวรรค์จึงจะทอดพระเนตรลงมามองความตั้งใจของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง หลายครั้งที่ข้าสวดมนต์ถึงพระองค์ ขอให้ประทานเจ้ามาเป็นภรรยา จะให้ข้าเป็นวัวเป็นม้ารับใช้อีกกี่ชาติข้าก็ยอม แต่...ไม่เคยมีเสียงตอบรับเลย”


“...นั่นมัน”


ข้านึกภาพเง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีเจิดจรัสจนเซียนน้อยอย่างข้ามิอาจเผยอหน้าเข้าใกล้แล้วก็ทอดถอนหายใจ


มนุษย์มากมายฝากชีวิตไว้กับเทพเจ้า เอาแต่สวดวิงวอนขอโน่นขอนี่หารู้ไม่ว่าทุกสิ่งที่เป็นเช่นนั้นล้วนถูกกำหนดมาแล้ว วิธีแก้เพียงอย่างเดียวคือเสาะหาหนทางก้าวเดินต่อไปให้พ้นจากจุดเดิมเท่านั้น หากสวรรค์สามารถบันดาลความปรารถนาของมนุษย์ได้จริงๆ ล่ะก็วันๆ ของเหล่าเทพเซียนคงวุ่นวายพิลึก


เรื่องน่าตลกคือคำอธิษฐานของมนุษย์มีมากกว่าจำนวนเซียนบนสวรรค์อย่างเทียบไม่ติด


คำอธิษฐานของรื่อกวงก็เป็นหนึ่งในคำอธิษฐานที่มีมากมายมหาศาล เป็นน้ำหยดเล็กๆ ท่ามกลางมหาสมุทร ยิ่งกว่านั้นทั้งมหาสมุทรยังไม่เคยอยู่ในสายตาเง็กเซียนแม้แต่น้อย มีแต่จมดิ่งและเลือนหายไปเท่านั้น


“...นั่นมันเพราะคำอธิษฐานของเจ้ายังไม่แรงกล้าพอ”


“...”


แล้วข้าก็ตัดสินใจโกหกอีกครั้ง เป็นคำโกหกอีกคำในบรรดาคำโกหกมากมายที่มอบให้เขาตลอดเวลาที่ผ่านมาเหมือนกับคำอธิษฐานของเขาที่เป็นน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ข้านึกย้อนกลับไปพบว่าตลอดเวลาตั้งแต่รู้จักกันข้าพูดความจริงกับเขานับคำได้


ถึงกระนั้นข้าก็มีเหตุผลที่ทำให้ตนเองมองข้ามความผิดของตัวเอง เพราะรื่อกวงเป็นมนุษย์ที่มีอายุขัยแสนสั้น ความคะนึงหาของเขาไม่ยืนยาว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผกผันไม่มั่นคงที่สุดในสามโลก เขาตายไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่งก็จบ ข้านั้นหรือยังต้องเฝ้าตำหนักสัมผัสสวรรค์ต่อไปอย่างไรจุดหมาย ไร้ที่สิ้นสุด เป็นความอ้างว่างอันแสนยาวนานชั่วกัปกัลย์


หลังจากข้ามสะพานไน่เหอดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเขาก็ลืมข้าได้แล้ว ยังคงมีแต่ข้าที่จะจดจำเขาไว้ในลมหายใจอันเป็นนิรันดร์ เขายังเป็นของคนอื่นได้ในอีกหลายชาติภพต่อจากนี้ทว่าข้าจะเป็นของเขาเพียงคนเดียว


“คำอธิษฐานที่ส่งไปถึงคือคำอธิษฐานที่เปี่ยมแรงปรารถนาอันแรงกล้า ยิ่งแรงกล้ามากก็ยิ่งดังก้องกังวาน ที่ส่งไปไม่ถึงแปลว่าเจ้าคงยังรักข้าไม่มากพอกระมัง”


ข้าแสร้งทอดถอนหายใจ


ฝ่ายรื่อกวงได้ฟังเหตุผลถึงกับตะลึงตะลาน


“ไม่...ไม่จริง ข้านั่งสวดทั้งคืนไม่หลับไม่นอน ข้า...”


อ้อ เพราะเหตุนี้จึงงีบหลับในชั้นเรียนกระมัง หึหึหึ


ท้ายที่สุดรื่อกวงก็กัดริมฝีปากจ้องมองข้าอย่างคาดหวัง “เจ้าพูดจริงหรือ?”


“จริง”


“ไม่ได้หลอกข้านะ?”


เจ้าหนูนี่พูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว ข้าเมินหน้าปั้นปึ่ง “เจ้าเห็นว่าข้าเป็นคนอย่างไร”


“...” ดวงหน้าน้อยๆ ซีดสลับเขียว สุดท้ายก็เสียงสั่นเครือ “อวิ๋นเล่อ...ข้า...ขอโทษ”


“...”


ข้ามองเขาทอดอาลัยได้แต่ถอนใจเงียบๆ รื่อกวงเอ๋ย...หารู้ไม่ว่าคำอธิษฐานเล็กๆ ของเจ้าต่อให้กรีดร้องสุดเสียงก็หามีเทพเซียนองค์ใดเหลียวแลไม่ นั่นเป็นเพราะด้วยชีวิตยืนยาวของพวกเราเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาถือเป็นเรื่องเหนื่อยหน่ายไร้สาระอย่างที่สุด ถึงกระนั้นเมื่อได้เห็นคนผู้หนึ่งเศร้าโศกด้วยเรื่องของตน ข้ากลับไม่มองเป็นเรื่องไร้สาระแต่อย่างใด


ใต้ดวงอาทิตย์ทอประกายสดใสยามเช้า แว่วเสียงสกุณาขับขานลำนำบทเพลงแห่งการเริ่มต้นใหม่ รื่อกวงน้อยของข้าทอดกายจมอยู่ในอ้อมกอด มือนิ่มกอดข้าแน่นราวกับไม่มีวันปล่อยไปไหนอีก เราสองต่างไม่พูดอะไรเนิ่นนาน เพียงรอคอยรุ่งอรุณที่คล้ายกับสัญญาณการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


______________________________

กลับมาแล้วววว หลังจากตีพุงไปสองวัน

ตามจริงอิมเมจรื่อน้อยหายากมากกกก ก็อย่างว่า น้องเขาแขนหายไปข้างก็ต้องหายากเป็นธรรมดา แต่ลักษณะโดยรวมก็ไม่พ้นเด็กน้อยไร้เดียงสา (ที่ฉายแววหล่อเหลาน่าซดในอนาคต โฮกกก) 

หลังจากงมอยู่นานก็หาได้แค่...



เอาเหอะ ...คิดซะว่าแขนขาดก็แล้วกันนะ ไรท์เชื่อว่าพลังมโนของคนมันไม่ธรรมดา



ต่อไปนี้คือสปอยล์....

.

.

.

.

.

นับแต่นั้นมาทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันยกย่องสรรเสริญเขาราวกับเทพเซียนตัวน้อยๆ บ้างกล่าวว่าเขาเป็นเซียนจุติมาเกิด บ้างก็ว่าเขาเป็นปัจเจกพุทธเจ้าแบ่งภาคมาในร่างมนุษย์ที่แขนขาดเพราะต้องการบำเพ็ญเพียร ข้าฟังแล้วขำก๊าก ก็แค่ว่าที่สามีที่เพียรพยายามเพื่อสู่ขอข้าเท่านั้นเอง...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #20 mtpsz (@supakron1218) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:23
    ไม่ค่อยชอบนางเอกเลย ก็รู้แกละว่าชอบ แต่รักมากขนาดไหนถึงได้ให้แต่คำโกหกกลับไป พระเอกมีปมด้อยในใจพอมีคนมาสนใจในตัวเองที่พิการ ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เคียงคู่ แต่นางเอกเพียงแค่สนุกเท่านั้น ... น่าลงโทษจริงๆ
    #20
    0
  2. #3 ArthitThipmanee (@ArthitThipmanee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:20
    หลอกเจ้าก้อนแป้งทำไม น่าสงสารมาก นางเอกนิสัยไม่ดีเลย
    #3
    0