ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,060 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    14

    Overall
    1,060

ตอนที่ 5 : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    14 ก.พ. 62

ข้าลอบแอบตามเขาตอนเช้า คราวนี้ได้เห็นเขาเดินไปสำนักศึกษาอย่างเหม่อลอย ได้เห็นเขาไม่มีสมาธิเล่าเรียน ได้เห็นเขาแอบงีบหลับระหว่างเรียนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน


“รื่อกวง” อาจารย์เฒ่าลูบเคราสีขาวใบหน้าถมึงทึง “เจ้าไฉนจึงทำตัวไม่เอาอ่าวเช่นนี้ เสียแรงนึกว่าต่อให้ไม่มีแขนเจ้าก็ยังอุตสาหะขยันหมั่นเพียรกว่าเด็กอื่น อาจารย์ผิดหวังแล้ว”


รื่อกวงเพิ่งเงยหน้าจากแขน แก้มขาวนิ่มบังเกิดรอยเสื้อยับดูอย่างไรก็หาความสุภาพเรียบร้อยไม่เจอ บัดนี้ตัวนุ่มนิ่มหน้าซีดเผือดยิ่ง


“อาจารย์...”


“ลงโทษเจ้าให้คัดตำราสามอักษรสิบจบนำมาส่งพรุ่งนี้ แล้วอย่าได้ทำอีก”


เด็กๆ ร่วมชั้นต่างก้มหน้าทว่าใครสายตาดีหน่อยย่อมมองออกว่าพวกเขาล้วนยิ้มแย้มในดวงตา บางคนถึงกับกล้าหัวเราะเบาๆ ไม่ปิดบัง


การเรียนวันนี้จบลงแล้วแต่ความซวยของรื่อกวงยังไม่จบ ขณะเก็บสัมภาระมีเด็กตัวใหญ่สองสามคนเดินมาชนโต๊ะเขียนหนังสือเขาจนล้มระเนระนาด ต่างกล่าวคำขอโทษทว่าไร้ซึ่งความจริงใจในแววตา ก่อนจากไปยังได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ลอยเข้าหู


เดิมทีรื่อกวงเองก็ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมชั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยความฉลาดเฉลียวทำให้เป็นที่เอ็นดูของอาจารย์สิ่งนี้จึงกลายเป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา บัดนี้ความเอื้อเอ็นดูเหือดหายไม่มีสิ่งใดปกป้องเขาได้อีก เป็นเหตุให้ถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างที่เห็น


รื่อกวงมองโต๊ะ หนังสือ และพู่กันที่เกลื่อนกลาดตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ความเย็นชาแผ่ซ่านทั่วบริเวณ เจ้าตัวคุกเข่าใช้แขนเดียวค่อยๆ เก็บของอย่างระมัดระวังไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราดแม้แต่น้อย ข้าเฝ้ามองอย่างสนุกสนาน เหตุการณ์แบบนี้เรียกว่ากลั่นแกล้งกันเห็นๆ หากเกิดขึ้นกับเซียนหนุ่มที่ข้ารู้จักคงมีการม้วนแขนเสื้อต่อยตีแล้วเป็นแน่ รื่อกวงนับว่าขันติสูงส่งแท้ๆ


จนเก็บของเสร็จรื่อกวงจึงลุกขึ้นรวบสมุดตำราไว้ในอ้อมแขน ข้ามองแล้วให้สงสารนัก เด็กแขนเดียวมือหนึ่งถือหนังสือเท่ากับไม่มีมือถือพู่กัน ยามเดินผู้อื่นถือหนังสือข้างหนึ่งไกวแขนอีกข้างหนึ่งดูเฉิดฉายงามสง่า รื่อกวงของข้าแขนหนึ่งถือหนังสือก็เดินเป๋แล้ว หนังสือหนาหนักออกปานนั้นกลับไม่มีแขนซ้ายช่วยพยุงอีกข้างน่าเห็นใจอะไรอย่างนี้


ระหว่างทางกลับบ้านขณะผ่านตลาดไม่มีใครใส่ใจเขาเป็นพิเศษยกเว้นไม่กี่คนพากันชี้ชวนผู้ไม่ทราบให้ได้ทราบ


“เจ้าเพิ่งมาใหม่กระมังจึงไม่รู้จัก นั่นคุณชายน้อยสกุลรื่อ หน้าตาน่ารัก หลักแหลม มีมารยาทรู้จรรยาดี อายุเพียงสี่ขวบก็อ่านออกเขียนได้คล่องแคล่วนับว่าอัจฉริยะ น่าเสียดาย...มีแขนข้างเดียว”


สุ้มเสียงนินทาระยะประชิดหูไม่หนวกไม่มีทางที่จะไม่ได้ยิน แต่รื่อกวงก็เดินผ่านไปเสียอย่างนั้น ใบหน้าน้อยๆ ไร้ความรู้สึกอยู่ในที สองบ่าคล้ายหนักอึ้งแต่ก็ยังฝืนทนก้าวไปข้างหน้าต่อไป


ครั้นถึงบ้านพบว่ามีเด็กรับใช้กระวีกระวาดมาช่วยยกของยกน้ำ ยังไม่ทันนั่งได้เต็มก้นก็มีผู้เดินเข้ามาแจ้งว่านายท่านต้องการพบ ข้านึกสงสัยว่าตาแก่สกุลรื่อคิดทำการสิ่งใด จากที่พบคราวก่อนท่าทางเป็นตาแก่ที่เข้มงวดคร่ำครึเจ้าปัญหาไม่น้อยดังนั้นจึงหมายมั่นในใจว่าจะต้องมีส่วนร่วมรับชมงิ้วฉากนี้ให้ได้


“คารวะบิดา”


เด็กน้อยวาดแขนทำท่าคารวะตามระเบียบพิธีการหากแต่ด้วยความมีแขนเดียวทำให้เก้ๆ กังๆ ไม่น่ามอง แขนขวาตวัดชายเสื้อได้พลิ้วไหวงามสง่าทว่าแขนซ้ายกลับสั้นกุดได้แต่ขยับขึ้นลงเหมือนนกตีปีก มองภาพรวมแล้วน่าสังเวชเหลือใจ ผู้เป็นบิดาคงรู้สึกแย่กว่าข้าหลายเท่า สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดว่าทุเรศนัยน์ตาสุดจะทน


“วันหลังคารวะเพียงโค้งศีรษะยอบตัวลงก็พอ” เขากล่าวเสียงห้วน


“...”


รื่อกวงหลุบตาต่ำ ดวงตาน้อยๆ นิ่งสนิทคล้ายไร้จิตวิญญาณไปแล้ว


“วันนี้ทราบมาว่าเจ้าไม่ตั้งใจเรียน”


“เป็นความผิดพลาดของลูกเอง”


“เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”


ผู้เป็นบิดาใช้น้ำเสียงและสีหน้าเย็นชาห่างเหินคล้ายกำลังไต่สวนนักโทษในชั้นศาล ข้าไม่ค่อยถูกกับผู้มีอุปลักษณ์เคร่งขรึมคร่ำครึยึดมั่นในกรอบสักเท่าใดจึงอดไม่ได้ต้องขยับแข้งขยับขาคล้ายต้องของร้อน ยิ่งมองยิ่งพบว่าตาแก่ตรงหน้ารวมลักษณะบุคคลที่ข้าไม่ชอบไว้ในตัวคนเดียวครบทุกประการ!


“ลูกขออภัย”


รื่อกวงกล่าวท่าทางสงบนิ่ง ใบหน้าไม่เปลี่ยนสี หากแต่ลึกเข้าไปในดวงตากระจ่างใสกลับฉายแววร้อนรนอยู่หลายส่วน


“...”


ผู้เป็นบิดาพิจารณาบุตรชายอย่างเงียบๆ ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา


“เพราะสิ่งนี้หรือ”


!?


เห็นรื่อกวงเบิกตากว้างข้ายิ่งนึกสงสัยแกมรำคาญอยู่ในใจ ในที่สุดจึงต้องชะโงกหน้าเข้าไปมองสักที เอ...ทำไมลายมืออัปลักษณ์จึงคุ้นตาอย่างนี้หนอ


โอ...นั่นไม่ใช่จดหมายที่ข้ามอบให้เขาหรอกหรือ!


เด็กชายไม่สามารถควบคุมกิริยาได้ ดวงตาดำสนิทเบิกกว้างคล้ายไข่มุกลูกโต หากเป็นเมื่อก่อนได้เห็นเขาหลุดกิริยาได้ข้าคงดีใจยิ่งนัก ทว่ามองสถานการณ์ตอนนี้แล้วพบว่าข้าดีใจผิดกาลเทศะไปสักหน่อย เห็นได้ชัดว่าหนึ่งเด็กหนึ่งแก่ต่างเต็มไปด้วยความกดดันเคร่งเครียดทั้งคู่



“ใช่จริงๆ เสียด้วย” ตาแก่พึมพำเสียงเครียด “รู้หรือไม่ว่าการสานสัมพันธ์ชายหญิงต้องผ่านผู้ใหญ่ให้ถูกต้องตามจารีต สมควรกระทำอย่างระมัดระวัง สกุลรื่อเราสั่งสมชื่อเสียงบารมีมาหลายชั่วอายุคนย่อมมิอาจปล่อยให้พังทลายลงเพราะความไม่รู้ประสาของเจ้า!


“...”


รื่อกวงกัดฟันกรอด


“เจ้าอายุยังน้อยเพียงนี้กลับริอ่านสานสัมพันธ์กับหญิงสาวเสียแล้ว เพิ่ง 13 ทว่าราคะกล้าเกินตัว!


“...”


เหมือนน้ำเย็นสาดโครมท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ รื่อกวงตัวแข็งทื่อตาเบิกโพลง เห็นได้ชัดว่าคำพูดของบิดาหนักหนาเกินจะรับไหว


ข้าพลันเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าหนูนี่ถึงได้ขี้อายไร้เดียงสาเหลือเกิน ที่แท้เพราะถูกปลูกฝังให้สิ่งนี้เป็นเรื่องน่าอับอายนี่เอง ข้าอดแค่นหัวเราะในใจไม่ได้...ท่าทางนายท่านสกุลรื่อคงไม่ทราบกระมังว่าบุตรชายบ้านอื่นเข้าหอนางโลมตั้งแต่ 12 ปี มีเพียงบุตรชายเขาที่ใกล้ 14 อยู่รอมร่อยังต้องแอบอ่านกวีเกี้ยวพา ปลดปล่อยอารมณ์และจิตใจในห้องมืดมิดเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเสมอ


“รื่อกวงเอ๋ย สำหรับเจ้า...บิดากลัวเรื่องสตรีที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาผู้กล้าพ่ายคนงาม เจ้าเองก็หาใช่ผู้กล้าหนำซ้ำยังพิการแขนข้างหนึ่งเสียด้วย สตรีที่ไหนจะรักชอบจริงใจต่อเจ้า หากเป็นผู้อื่นคงเข้าใจได้ว่าเป็นความปรารถนารุ่มร้อนประสาหนุ่มสาว ทว่าเจ้าผู้ไม่สมประกอบมีหรือจะเป็นที่ปรารถนาของผู้อื่น ไม่มีทางที่ผู้อื่นปรารถนาเจ้า เรื่องคราวนี้ไม่ชอบมาพากล... บิดาเห็นทีว่าเจ้าคงถูกแพศยาน้อยปั่นหัวให้แล้ว!


ข้าฟังแล้วดิ้นพล่านอยากพุ่งเข้าไปดึงเคราเจ้าบ้านสกุลรื่อให้หายแค้น! ข้า...เซียนอวิ๋นเล่อน่ะหรือคือสตรีแพศยา ถือกำเนิดมาอายุอานามมากกว่าย่าเทียดเจ้าด้วยซ้ำ ยังไม่เคยมีผู้ใดบริภาษด่าว่าให้ข้าเจ็บใจเท่านี้มาก่อน ยิ่งคิดยิ่งแค้นจนทนไม่ไหว หันไปมองรื่อกวงพบว่าอีกฝ่ายเม้มปากเนื้อตัวขึงเกร็ง กำหมัดกัดฟันแน่น สายตายังถลึงจ้องพื้นคล้ายกับจะทุ่มโทสะทั้งหมดลงตรงนั้น


เจ้าบ้านสกุลรื่อยังคงพล่ามต่อไปไม่สนอกสนใจใดๆ ทั้งสิ้น


“การใช้ภาษาหยาบโลนเห็นได้ชัดว่าไร้ยางอาย ลายเส้นแข็งทื่อไร้ความประณีตชดช้อยอย่างคุณหนูตระกูลดี ชะรอยคงเป็นชาวบ้านร้านตลาดที่บังเอิญรู้หนังสืออยู่บ้างก็เท่านั้น” เจ้าของน้ำเสียงเย็นชาติดจะเกรี้ยวกราดน้อยๆ ส่ายหน้าไม่รักษาน้ำใจอีกฝ่าย “หึ แม้เจ้าจะพิการทว่าทั้งของกิน ของใช้ ตลอดจนเสื้อผ้าการศึกษามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ของดี ข้าเลี้ยงเจ้าให้สูงเหนือผู้คนมาตั้งแต่เกิด นึกไม่ถึงว่าจะตาต่ำเอากับเรื่องสตรี ทำให้บิดาขายหน้าแล้ว!


“...บิดา”


รื่อกวงเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง เผยให้เห็นความอัดอั้นตันใจที่ปะทุอยู่ภายในยากระงับ เขารวบรวมความกล้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเสียดแก้วหู


“ข้ารู้ตัวดีว่าเกิดมาพิกลพิการแขนขาดสู้ผู้อื่นไม่ได้ ท่ามกลางชายหนุ่มที่หล่อเหลาแข็งแรงทุกคนจับดาบยิงธนูกันได้อย่างอิสระหรรษาข้าทำได้เพียงนั่งมองฝืนยิ้มยอมรับในชะตากรรมของตน ภายใต้ความรู้สึกเคว้งคว้างหนาวเหน็บจู่ๆ ก็มีสตรีผู้หนึ่งมองตรงมาที่ข้า นางถึงกับมองข้ามบุรุษที่ห้าวหาญทั้งหมดแล้วหยุดสายตาไว้ที่ข้า... นางกล่าวว่าข้าดีงามกว่าผู้อื่นอย่างไร แขนที่หายไปเป็นเรื่องไม่สำคัญอย่างไร และนางพึงใจข้ามากกว่าคุณชายคนอื่นที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์อย่างไร บิดา...ต่อหน้าสตรีที่ยินดีมองข้ามความไม่สมบูรณ์และเต็มใจจะรักข้ามากกว่าคนเหล่านั้น หากข้าจะรักนางแล้วมีอะไรผิดตรงไหนกัน?”


“รื่อกวง!


บิดาเขาเบิกตาโพลงประหนึ่งได้ยินได้ฟังเรื่องที่ผิดครรลองคลองธรรมชวนให้รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ชายวัยกลางคนตัวสั่นเทิ้มระงับอารมณ์อย่างยากลำบากก่อนที่จะแค้นเสียงเจ็บแค้นออกมา


“ไม่น่าเชื่อว่าบุตรชายที่ข้าทะนุถนอมมาจะมีความคิดความอ่านตื้นเขินถึงเพียงนี้! แม้เจ้าจะไม่ได้ปกติทัดเทียมผู้อื่นแต่เกิดเป็นบุรุษไหนเลยต้องกลัวว่าจะไร้สตรี อย่างเลวร้ายบิดาก็จะหาคุณหนูผู้ดีมาแต่งกับเจ้าให้จงได้! ต่อให้นางรังเกียจสารร่างพิการของเจ้าแต่ใครที่ไหนจะกล้ารังเกียจทรัพย์สินเงินทองมากมายของสกุลรื่อ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ทำตัวดีๆ รับช่วงกิจการต่อจากครอบครัวทำผลงานให้ได้สักชิ้นสองชิ้นรอจนฝ่ายหญิงแน่ใจว่าเจ้ามีฐานะมั่นคง เวลานั้นบิดาก็สามารถสู่ขอบุตรสาวตระกูลทัดเทียมกันได้ไม่อายใครแล้ว”


ระหว่างที่ชายสูงวัยกำลังน้ำลายแตกฟองบุตรชายเขาพลันตาขวางขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่ากลั้นหายใจอยู่นานจนอดรนทนไม่ไหว ระเบิดโพล่งขึ้นมา


“บิดา!! คุณหนูผู้ดีที่ท่านกล่าวถึงนั้นข้าฟังอย่างไรก็สตรีแพศยาชัด! ๆ”


!!!


“ท่านกล่าวว่านางไร้ยางอาย ใช้ภาษาหยาบโลน ตัวอักษรไร้ความงดงามได้แต่มิอาจกล่าวว่านางเป็นหญิงแพศยา! หญิงแพศยาคือสตรีที่หวังทรัพย์สินเงินทองของข้าต่างหาก หญิงผู้ใช้จ่ายเงินทองที่ข้าต้องหลังขดหลังแข็งทำงานหามาแล้วยังมีหน้ามารังเกียจว่าข้าพิการอีก บิดา...หญิงชนิดนี้เรียกว่าหญิงแพศยา! ข้าไม่อยากแต่งนางแพศยา! รอจนพวกนางใช้เงินหมดคลังสกุลรื่อเมื่อใดก็คงโดนเฉดหัวทิ้ง”


“รื่อกวง!!!” ตาเฒ่าสกุลรื่อเต้นผางกระทืบเท้าปังๆ “พวกนางล้วนแล้วแต่เป็นคุณหนูตระกูลดีมีเชื้อสาย มีแต่สตรีเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสืบทอดเชื้อสายที่สะอาดสะอ้านดีงามได้! เจ้าอย่าทำให้บรรพชนต้องขายหน้าโดยการแต่งหญิงไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาโดยเด็ดขาด!


ถ้อยคำของผู้เป็นบิดาราวกับน้ำมันที่ราดรดบนเพลิงโทสะซึ่งปะทุโชติช่วงในแววตาของรื่อกวงอย่างเห็นได้ชัด เขาแค่นเสียงดูแคลน


“ดวงตาของท่านมืดบอดแล้วหรืออย่างไร? สตรีเหล่านั้นความคิดจิตใจมีแต่ความละโมบ ไหนเลยจะให้กำเนิดบุตรที่สะอาดสะอ้านดีงามได้...”


ว่าแล้วเขาก็แค่นยิ้มเชิดหน้าแววตาเต็มไปด้วยความลำพองท้าทาย


“สตรีของข้าต่างหากที่จะให้กำเนิดสายเลือดที่บริสุทธิ์ นางมีความดีงามเป็นของตัวเอง นางบอกให้ข้าทำบุญสร้างกุศลหมั่นสวดมนต์ก่อนนอน บุคคลเช่นนี้นับว่ามีศีลธรรมนำใจ เป็นกุลสตรีที่ดีงามโดยไม่ต้องร้องเพลง ดีดพิณ ร่ายรำ ฝึกคัดตัวอักษร! นาง นางเป็น... นางเป็นเทพธิดา!


!!


ข้าตบหน้าผากตัวเองดังฉาด ร่างกายแข็งค้างตะลึงงันจนปากอ้าเหมือนปลาฮุบเบ็ด บัดซบ! ก้อนแป้งน้อยของข้าเวลาอื่นก็ฉลาดเฉลียวน่าเอ็นดูดีอยู่หรอก เหตุใดวันนี้ความฉลาดจึงลดต่ำฮวบฮาบถึงเพียงนี้เล่า ไม่ใช่ตกลงกับไว้แล้วตั้งแต่แรกหรอกหรือการมีตัวตนของข้าจะเปิดเผยไม่ได้


โชคดีที่สายตาของชายวัยกลางคนนอกจากไม่มีร่องรอยเชื่อถือแล้วยังเต็มไปด้วยความสลดสังเวชคล้ายกับมองตัวโง่งมที่กู่ไม่กลับ สายตาแบบนั้น...ข้าไม่รู้ว่าสมควรหัวเราะหรือร่ำไห้ดี


...คิดแล้วก็น้ำตารื้นรู้สึกเพลียจิตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


ผู้เป็นบิดานิ่งอึ้งมองบุตรชายซึ่งไม่เหลือเค้าความสุภาพนุ่มนวลตรงหน้า ยิ่งอีกฝ่ายยืนยันเสียงแข็งว่านางเป็นเทพธิดา นายท่านรื่อก็ยิ่งเข้าใจว่าบุตรชายตนอิสตรีล่อลวงจนลุ่มหลงจนเลอะเลือนเข้าไปทุกที... ชายวัยกลางคนนิ่งขึงมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าวาดทับด้วยสีดำสนิท เขาทอดสายตามองอยู่นานราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วยกมือไล่รื่อกวงกลับห้อง


เด็กหนุ่มจ้องมองเงาร่างที่ตรงแน่วราวกับเสาที่ไม่มีวันโน้มเอียงอย่างผิดหวังก่อนจะหันหลังหมุนตัวเดินจากไปไม่หันกลับมา


ที่ห้องของรื่อกวง เด็กชายเพิ่งกรำศึกมาอย่างหนักหน่วง สีหน้าแข็งทื่อไร้ชีวิตจิตใจ ข้าเห็นเขานอนเหม่ออยู่บนเตียง ลูบแหวนถักจากเส้นผมบนนิ้วตัวเอง


“อวิ๋นเล่อ...อวิ๋นเล่อ...”


เขาเรียกหาข้า น้ำเสียงรวดร้าวเป็นที่สุด



 ___________________

โปรยเบาๆ สุขสันต์วันวาเลนไทน์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #2 ArthitThipmanee (@ArthitThipmanee) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:13
    น่าสงสารสุดๆอ่านแล้วอยากร้องตาม
    #2
    0