ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,070 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    24

    Overall
    1,070

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    13 ก.พ. 62

วันต่อมาข้าลอบเข้าหาเขากลางดึกอีกเหมือนเคย


รื่อกวงรอคอยการมาของข้าอยู่แล้ว เขาสวมเสื้อนอนครบชุดไม่บางเบาอวดเนื้อเหมือนเมื่อคืนก่อนเห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมพร้อม ข้าอดยิ้มไม่ได้


“หากเจ้าสวมเสื้อผ้ารัดกุมแล้วสะดวกใจจะนอนกับข้าก็เอาเถอะ”


ว่าแล้วก็ล้มตัวนอนบนเตียงเขาอย่างหน้าไม่อายทิ้งให้รื่อกวงอ้าปากเหวอก่อนจะถูกข้าดึงจนล้มลงนอนด้วยกัน บัดนี้ดวงหน้าขาวนวลแดงเรื่อน่ามองอีกแล้ว ที่แท้จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ก็มีความไม่ประสีประสาเขินอายอย่างนี้นี่เอง


เจ้าตัวยังคงวางท่าสงบเยือกเย็นทั้งที่ใบหน้าแดงเรื่อ


“ข้าไม่ทราบว่าเจ้าจะมาหรือเปล่าจึง...”


“แต่งตัวรอ” ข้ากระเซ้า


รื่อกวงไม่ปฏิเสธ เพียงเบือนหน้าหนี “สมควรสุภาพกับสตรี”


เป็นเจ้าหนูที่ละเอียดอ่อนจริงๆ ข้ามองเขาอย่างชื่นชม ในใจปรารถนาอยากเห็นวันที่เขาเติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวทั้งหล่อเหลา องอาจ เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องอันดีงามแสนสะอาดสะอ้าน


“จริงสิ เจ้าอยากรับราชการหรือ”


“...เป็นไปไม่ได้หรอก”


รื่อกวงนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มแหยๆ ชี้ให้ดูแขนซ้ายที่ขาดหาย “หนึ่งในคุณสมบัติของขุนนางคือห้ามอัปลักษณ์เสียโฉม ห้ามเป็นโรคน่ารังเกียจ และห้ามพิกลพิการ”


“...”


“ฟังแล้วนึกเสียใจขึ้นบ้างหรือไม่?”


เขาเอ่ยถามเสียงแผ่ว หว่างคิ้วแฝงความทุกข์ยิ่งยวด เห็นข้าเงียบไปเจ้าตัวก็รีบเอ่ยอย่างร้อนรน “แต่...แต่ข้ายังมีแขนอีกข้าง ยังทำงานเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้ เจ้าอยู่กับข้าไม่ต้องอดต้องอยาก ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุข เจ้าอย่ารังเกียจข้าเลย”


“...”


ข้านิ่งอึ้ง ที่แท้นี่คือสิ่งที่เขาเป็นกังวล?


สำหรับข้าชีวิตมนุษย์เหมือนก้อนดินก้อนเล็กๆ จะสูงต่ำดำขาวล้วนต้องตายจุดจบสุดท้ายไม่ต่างกัน ไหนเลยจะมีแก่ใจเฝ้ามองความเป็นไปของก้อนดินด้วย ทว่าเมื่อได้ใกล้ชิดจึงตระหนักว่ามนุษย์มีชีวิตจิตใจ รื่อกวงตรงหน้าข้าก็เช่นกัน เด็กน้อยสูงไม่ถึงอก...ภายใต้ความเข้มแข็งนุ่มนวลสงบเยือกเย็นกลับซ่อนความทุกข์ร้อนหวาดกลัวใหญ่โตเอาไว้


“เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ”


ข้าระบายยิ้มพลางลูบไล้ใบหน้าและพวงแก้มนุ่มนิ่มเล่น


บรรยากาศเป็นไปอย่างหวานชื่น ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าการกระทำเล็กน้อยนำไปสู่ความรู้สึกนุ่มละมุนดีงามต่อใจได้ถึงเพียงนี้ เมื่อทำแล้วจึงอยากทำอีกให้มากยิ่งขึ้น


“ลูบผมข้าสิ”


ข้าออกคำสั่งอย่างเผด็จการ เป็นรื่อกวงที่มองท่าทางโอหังของข้าด้วยแววตานุ่มนวล


“ได้”


“จับมือข้าสิ”


“ได้”


“จูบข้าทีสิ”


“...”


ร่างเล็กพลันดันตัวออกพลางหันหลังให้ข้า ช่างเป็นเด็กชายที่หวงเนื้อหวงตัวอะไรอย่างนี้!


 “ยังไม่ถึงเวลา” รื่อกวงพูดงึมงำในลำคอ “สมควรกราบไหว้ฟ้าดินก่อน”


“กราบไหว้ฟ้าดินคือเข้าหอ นี่เพียงจูบมัดจำ”


ข้าเซ้าซี้ไม่หยุด สองมือกระทำการก่อกวนผู้อื่นทั้งกระตุกกระชากดึงรั้งร่างน้อยๆ เข้ามาใกล้ รื่อกวงต่อสู้กับข้าอย่างสุดความสามารถ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจรักษาพรหมจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ปากร่ำร้องว่า “ไม่ได้นะ ไม่ได้ๆ” ถึงกระนั้นระหว่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงข้าก็สามารถฉวยโอกาสหอมแก้มจูบปากเขาได้หลายที เป็นเด็กน้อยที่ทั้งนิ่มทั้งหอมสบายไปทั้งเนื้อทั้งตัวจริงเชียว


รื่อกวงหอบหายใจหนักๆ หน้าแดงก่ำใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้าไว้ เส้นผมยาวสยายเต็มหมอนเป็นภาพที่ชวนให้ระทดระทวยอยู่หากไม่ใช่ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงเด็ก 13 เท่านั้นไม่แน่ว่าข้าคง... เฮ้อ!


ข้ากางนิ้วนับ...อีกหลายปีกว่าเขาจะโตเป็นหนุ่ม ระหว่างนี้คงมีเรื่องสนุกมากมายกระมัง?


ในใจแสนจะเบิกบาน


 

 

หลังจากนั้นข้ายังลักลอบเข้าหาเขายามค่ำคืนอีกหลายต่อหลายครั้ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น รื่อกวงมักนอนอยู่บนเตียงรอข้าด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่เห็นข้ารอยยิ้มบางๆ มุมปากก็ขยายกว้างเต็มหน้า แววตาอ่อนลงหลายส่วน ข้าจะย่องเข้าไปหาเขาแล้วมุดตัวลงไปใต้ผ้าห่ม จากนั้นเราสองก็จะมีเรื่องพูดคุยคิกคักกันไม่รู้จบ


รื่อกวงรักษาสัญญาเสมอต้นเสมอปลาย แรกเริ่มเขาปฏิเสธอาหารจำพวกเนื้อทุกชนิดจนทุกคนพากันประหลาดใจต่อมาค่อยเริ่มชินไปเอง นอกจากนี้เด็กน้อยยังหัดทำความดีอย่างเคร่งครัดทำเอาข้าแสนจะภูมิใจ


 “บนโลกมนุษย์มีสิ่งใดที่สวรรค์ไม่มีบ้าง?”


จู่ๆ รื่อกวงน้อยก็ถามข้า


ข้านึกฉงน ขมวดคิ้ว “ถามพิกลแล้ว สวรรค์ไม่ขาดเหลือสิ่งใด”


“ต้องมีสิ” เด็กน้อยยังคงเซ้าซี้ไม่ยอมความ “หาไม่แล้วคงไม่มีเทพเซียนจำแลงเที่ยวเล่นมากมายดังที่เจ้าว่าหรอก”


“นั่นเป็นเพราะความเบื่อหน่ายอย่างไรเล่า” ข้าสางผมให้เขา หวีไปยิ้มไป “ธรรมดาสิ่งมีชีวิตเมื่ออยู่ที่เดิมๆ นานเข้าย่อมเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทางนับว่าไม่เลว”


“...แล้วเจ้าจะกลับไปไหม”


“ข้ากลับทุกคืนแล้วก็มาหาเจ้าทุกคืนเช่นกัน เจ้าก็เห็น”


เด็กชายชะงักลังเลก่อนจะกล่าวเสียงอ่อย “...หมายถึงไม่มาอีกเลย”


น้ำเสียงเด็กชายอ้างว้างวังเวงอย่างบอกไม่ถูก เด็กคนนี้แขนขาดไปแต่ก็ได้ความน่าเอ็นดูมาครอง หากไม่ใช่เพราะเขาแขนขาดก็คงมิอาจบ่มเพาะลักษณะเช่นนี้ออกมาได้ นับว่าสวรรค์ยังไม่โหดร้ายเสียทีเดียว


“...” ดวงตาเขากระจ่างใสฉายแววเศร้าหมองจนข้าต้องถอนหายใจ “ไม่ได้หรอก ว่าที่เจ้าบ่าวข้าอยู่ที่นี่”


เด็กน้อยหลับตาลงเม้มปากก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้ามักอดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาเป็นข้าเพ้อฝันไปเอง”


“หืม”


“ยามกลางวันข้าไม่เห็นเงาเจ้า มิทราบจะตามตัวเจ้าที่ไหน พบเจออย่างไร ไม่มีผู้ใดรู้จักเจ้า ราวกับว่าเจ้าไม่เคยมีอยู่ในโลกของข้า หลายครั้งที่นั่งเงียบๆ นึกถึงเจ้าแล้วก็พลันนึกกลัวไม่ได้ว่าทั้งหมดนั่นแท้จริงแล้วเป็นเพียงฝันหนึ่งตื่น และเจ้าคือจินตนาการยามค่ำคืนของข้า”


“อย่าคิดมาก”


เห็นเด็กน้อยขมวดคิ้วหน้าหมองเศร้าข้านึกปวดใจแทนจนต้องดึงเขาเข้ามากอดหลวมๆ


“เจ้าดูแหวนที่นิ้วนั่นปะไร มิเห็นหรือว่าใครถักให้?”


ว่าแล้วข้าก็หยิบมือนุ่มนิ่มขาวผ่องข้างเดียวของเขาขึ้นมาชูท่ามกลางแสงเทียน เส้นผมสีดำพันกันยุ่งเหยิงเป็นก้อนเส้นดูสกปรกน่าเกลียดไม่เข้ากับเล็บที่ตัดสั้นสะอาดสะอ้านนั่นเลย


รื่อกวงลูบแหวนสีหน้าอึดอัด “หลายครั้งที่ข้านึกว่าเป็นผมข้าเอง คนเรามักทำทุกอย่างให้ฝันตัวเองเป็นจริงไม่ใช่หรือ”


“คนโง่ ไม่ใช่ฝันแบบนั้นสักหน่อย”


ข้าหัวเราะ


ทั้งกอดทั้งปลอบเขาอยู่นานเด็กทึ่มคนนี้ก็ยังมิวายกังวลไม่หาย เจ้าตัวเล็กออกจะคิดมากเกินวัยเสียหน่อยแล้ว ข้าบังคับให้เขาท่องกวีให้ข้าฟังมิคาดเด็กบ้ากลับเลือกแต่กวีพลัดพรากจากลาทำเอาข้ามือก่ายหน้าผาก เขาใช่จงใจจะทำให้ข้าลำบากใจตามใช่หรือไม่?


“รื่อกวง มากับข้าเถิด”


ไม่ฟังสิ่งใดทั้งสิ้น ข้าคว้าหมับเอาตัวเขาขึ้นพาดบ่าพาเรียกเมฆมงคลสีขาวสะอาดออกมาแล้วปีนขึ้นไป รื่อกวงตระหนกตกใจจนพูดไม่ออกได้แต่เกาะข้าแน่น เด็กน้อยเคร่งขรึมได้เห็นเขาหน้าแดงนับว่าหายากแล้วสำมะหาอันใดกับท่าทางราวลูกกวางน้อยตื่นเสือเช่นนี้


“อวิ๋นเล่อ! อวิ๋นเล่อ! เขาเรียกข้าอย่างตื่นตระหนก


“ข้าอยู่นี่”


“เจ้าจะทำอันใด”


“ทำให้เจ้าแน่ใจจากนี้ไปตลอดกาลว่านี่ไม่ใช่ความฝัน”


และแล้วเมฆมงคลก็พาเราลอยละล่องเหนือน่านฟ้ายามค่ำคืน ลมหนาวตีปะทะทำเอาร่างกายสั่นสะท้าน ข้านั่งบนเมฆดึงรื่อกวงนั่งตามจัดท่าให้เขาพิงตัวข้าพลางใช้เสื้อคลุมต่างผ้าห่มกันหนาว


“อวิ๋นเล่อ...นี่คือความจริง?”


น้ำเสียงเด็กชายเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ดวงตาเขาเหม่อลอยมองภาพที่ปรากฏราวกับกำลังซึมซาบบางสิ่ง


“ใช่”


“และเจ้าคือความจริง?”


“...ใช่”


ทิวทัศน์ยามมองจากที่สูงให้ความรู้สึกอิสรเสรีปราศจากเครื่องพันธนาการผูกมัดจำกัดจำเขี่ย สำหรับรื่อกวงผู้กักขังตนเองไว้ในกรงแห่งความกังวล ความรู้สึกจากที่สูงสามารถเยียวยาจิตใจที่ตกต่ำได้ ข้าชี้ชวนให้เขาดูทุกอย่างจากที่สูงพลางกระซิบเบาๆ “หากต้องการมองสถานการณ์รอบด้านให้ชัดเจน เจ้าจำเป็นต้องเห็นทุกอย่าง ดังนั้นปีนป่ายขึ้นที่สูงเข้าไว้”


หลังจากกลับมาที่ห้อง ข้ายังปลอบโยนเขาอีกสองสามคำแล้วห่มผ้าส่งเขาเข้านอน ขณะกำลังจะอำพรางตัวจากไปเหมือนทุกคราวมิคาดรื่อกวงกลับรั้งข้าไว้ สายตาคู่นั้นเปล่งประกายในความมืดดูจริงจังกว่าครั้งไหน


“อวิ๋นเล่อ จริงหรือไม่ที่เขาว่ายิ่งสูงยิ่งเข้าใกล้สวรรค์?”


“จริงกระมัง” ข้าตอบส่งๆ


“เช่นนั้นข้าจะยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุด ต้องมีสักวันที่สูงทัดเทียมเจ้า”


เห็นเขาให้คำมั่นดังนั้นข้าก็หัวเราะขยี้ผมเขาเบาๆ หารู้ไม่ว่าเด็กแขนเดียวมีปณิธานอันมุ่งมั่นน่ากลัวกว่าคนทั่วไปหลายเท่า หลังจากนี้ต่อไปอีกหลายปีเมืองหลวงบังเกิดสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ออกแบบโดยคุณชายน้อยสกุลรื่อ ลักษณะสูงถึงสามสิบชั้น! ผู้คนพากันทัดทานเกรงว่าจะเกิดอันตรายมิคาดคุณชายกลับมุ่งมั่นจะสร้างต่ออย่างบ้าคลั่ง


ต้องสูงกว่านี้ ต้องสูงอีก!’


มีคนใจกล้าถามว่า คุณชาย ท่านจะสร้างให้สูงถึงไหน


...


...


ถึงสวรรค์


ทั่วทั้งเมืองหลวงพากันโจษจันถึงคุณชายน้อยสกุลรื่อ เกิดมาพิกลพิการมีแขนข้างเดียวทว่าอัจฉริยะฉลาดปราดเปรื่องยิ่ง น่าเสียดาย...วิปลาสตั้งแต่ยังหนุ่ม


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

0 ความคิดเห็น