ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    13 ก.พ. 62

               ข้ารู้สึกว่ารื่อกวงกำลังมีปัญหา ดูเหมือนเขาพยายามหาทางส่งจดหมายตอบกลับข้าอยู่ เจ้าเด็กโง่พลิกหนังสือทุกเล่มลองสอดจดหมายลงไปแล้วทดสอบวิธีการดึงออกจากเล่มโดยที่ผู้อื่นไม่ทราบ ข้าอยากหัวเราะ คนเล่นถือเดินไปเดินมาจะให้ผู้อื่นหาจังหวะไหนไปหยิบได้เล่า หากมิใช่เพราะข้าใช้มนต์คาถามีหรือจะลอบสอดเข้าไปได้

 

              “เล่มไหนจึงจะหยิบง่ายนะ เล่มเล็ก?”


               ข้าหัวเราะไม่มีเสียง จะเล่มไหนก็ใส่ๆ ไปเถิด ข้ามีปัญญาเอาอยู่แล้ว


               ท้ายที่สุดรื่อกวงพลันทอดถอนหายใจ “ว่าแต่นางนำมาสอดในหนังสือข้าได้อย่างไร?”


               ก็ยังดีที่ฉุกคิดได้ ไม่ถึงกับโง่เง่าไปเสียทีเดียว


              วันนี้ที่สำนักศึกษา...เด็กชายแขนเดียววิ่งถามผู้คนไปทั่วว่าละแวกนี้มีเด็กหญิงหรือสาวรุ่นใกล้เคียงกันที่รู้หนังสือบ้างหรือไม่? ผู้อื่นทราบเรื่องพากันส่ายหน้าจุปากกล่าวเยาะหยันว่าสตรีรู้หนังสือถือว่าไร้จรรยา มิคาดกลับโดนรื่อกวงสวนกลับว่าสตรีมีจรรยาอยู่ที่ใจใช่หนังสือ ต้องอย่างนี้สิ! ทูนหัวของข้า! ข้าฟังแล้วยิ้มกริ่มภูมิใจอย่างยิ่งทีเดียว


               เด็กคนนี้มุมานะมากทีเดียว เขาวิ่งไปทั่วพยายามสืบสาวหาเจ้าของจดหมายอย่างสุดความสามารถ ถามไปถามมาปรากฏว่าแถวนั้นมีเด็กหญิงรู้หนังสือสองคน ...คนแรกเป็นแม่ชีน้อย อีกคนกำลังจะแต่งงาน ทำเอารื่อกวงกลัดกลุ้มจนจับไข้ มิทราบว่าควรทำเช่นไร? จะเป็นมารศาสนาหรือเล่นชู้กับเมียชาวบ้านดี?


   ...โชคดีที่อาการไข้ไม่หนักมาก เพียงนอนพักเยอะๆ เดี๋ยวก็หาย


               ระหว่างนั้นข้าก็เทียวไปเทียวมาระหว่างสวรรค์กับเฝ้าไข้เขา เด็กคนนี้ยามนอนหลับขนตายาวเป็นแพจะกระพือยุกยิกโดยไม่รู้ตัว ปากสีชมพูใสขยับแจ๊บๆ ไปมาน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด! ได้เฝ้ามองใบหน้าเรียวอิ่มแก้มกลมนุ่มนิ่มราวกับสมบัติส่วนตัวเช่นนี้เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมยากหาใดเปรียบโดยแท้! 


               คืนหนึ่งขณะนั่งอยู่ข้างเตียง ชมแสงจันทร์สุกสกาวผุดผ่องอร่ามตา ข้าเผลือเหม่อมองจันทร์จิตใจล่องลอย ลดการควบคุมตนเองไป หลงลืมว่าตนกำลังทำสิ่งใด สมาธิเสื่อมแล้วเวทมนต์จึงเสื่อมตาม ทันใดนั้นร่างของข้าจากที่ถูกมนต์กำบังพลันปรากฏเป็นตัวเป็นตนชนิดที่มนุษย์ขอเพียงไม่ตาบอดล้วนมองเห็นข้าได้ทั้งสิ้น


               เป็นจังหวะเดียวกับที่รื่อกวงสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมา...


     เขาขมวดคิ้วเพ่งมองข้าในความมืดแน่นอนว่าคงเห็นข้าเข้าแล้ว หลายเดือนที่กินนอนเคียงข้างกันนี่เป็นครั้งแรกที่ประสานสายตา หัวใจข้าแทบหยุดเต้น มิทราบควรทำประการใดดี


     “เจ้าคือ?” เขาขยี้ตายกศีรษะขึ้นมาทำเสียงงัวเงีย


     ...ข้าตกใจแทบบ้า!!


               “อะไร?” ข้าร้องเสียงหลง “เจ้ารู้หรือว่าข้าเป็นใคร”


               “ไม่รู้” รื่อกวงตอบซื่อๆ ตรงไปตรงมาจนข้าตามไม่ทัน เราต่างคนต่างใช้ความเงียบพิจารณาอีกฝ่าย ในที่สุดเด็กชายบนเตียงก็สะดุ้งโหยง “เจ้าไม่ใช่ฝันหรือ!”


               “...”


               ข้าอ้าปากค้าง...


               โธ่เอ๊ย!! ที่แท้เขาก็คิดว่าตัวเองฝัน! ข้าก็อยากให้เป็นความฝันเช่นกัน หากข้าร่ายเวทอำพรางตอนนี้ให้เจ้าคิดว่าเป็นฝันมิทราบยังทันหรือไม่? พริบตานั้นข้าหน้าซีดปากสั่นบอกกับตนเองว่า 'พลาดเสียแล้ว พลาดเสียแล้ว...'


               “เจ้าเป็นใคร? เข้ามาในนี้ทำไม”


               เด็กชายมองข้าด้วยสายตาระแวดระวังจนข้าต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่


               ในหัวข้าพยายามเรียงลำดับเรื่องราวที่น่าจะเป็นในสมอง เขาเป็นเพียงเด็กอายุสิบกว่าปีสมควรมีจินตนาการและความอ่อนโยนในหัวใจ นึกถึงความกระตือรือร้นด้านรักๆ ใคร่ๆ ของเขาข้าก็ได้แต่รวบรวมทำใจสู้ดีสักตั้ง


               “...เรียนคุณชายน้อย ข้าน้อยนามอวิ๋นเล่อ เป็นเทพเซียนเล็กๆ ในตำหนักสำผัสสวรรค์"


               "เหลวไหล"


               เด็กชายกล่าวหน้าตาเคร่งขรึมแดงก่ำ


               เอ...ลืมไปว่าเด็กคนนี้ไม่โง่! ข้ากลอกตาหลายตลบแล้วฝืนฉีกยิ้ม


               "จดหมายฉบับนั้นเป็นข้าเองที่ส่งให้ท่าน”


               ได้ผล!! 


               เด็กน้อยเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยการเบนสายตาหนี


               ข้าสบโอกาสรีบปีนขึ้นนั่งลงบนเตียงเขา รื่อกวงพลันหน้าแดงขึ้นมาหากแต่ยังแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น ความพยายามของเขาทำให้ข้าอดยิ้มกว้างไม่ได้ ว่าแล้วก็ลองขยับเข้าใกล้รุกไล่เขา เด็กคนนี้ขดตัวแน่นไม่ยินยอมให้ข้าลูบคลำจึงค่อยๆ เขยิบหนีในที่สุดก็ชิดขอบเตียง 


               เมื่อมาถึงทางตันดวงตาคมกล้างดงามคู่นั้นก็ปรากฏร่องรอยความกระสับกระส่าย เหงื่อกาฬอาบแก้มไหลเปียกเต็มไรผม ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกตื่นเต้นขั้นรุนแรง


               “เทพเซียนไหนเลยจะต้องตาข้าผู้พิการได้”


               “นั่นต้องถามเฒ่าจันทราดูแล้ว” ข้ายิ้ม


               เจ้าทึ่มน้อยเม้มปากแน่น ใบหน้านวลเนียนยิ่งเห่อแดงไปใหญ่


               “ข...ข้าเพิ่งอายุ 13


               “ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะโต”


               “...”


               รื่อกวงอึกอักหลบสายตาเห็นได้ชัดว่าไปต่อไม่ถูก จากเดิมที่คิดพรางตัวหลบหนีกลายเป็นสนุกจนไม่อยากจากไปไหน ข้าหัวเราะเบาๆ จิ้มแก้มนุ่มนิ่มของเขาเล่น เด็กชายเบี่ยงตัวหนีด้วยความขัดเขินแต่ยังรักษาความสงบอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตนไม่ขาด เขาช้อนตาขึ้นมองข้า


             “เทพเซียนที่ไหนจะกระทำการอุกอาจ ลักลอบเข้าห้องผู้อื่นเช่นนี้ได้”


              อืม...เป็นเจ้าหนูที่อาจหาญเหลือเกิน! ข้าชอบที่เขาไม่น่าเบื่ออย่างนี้นี่แหละ


             “ตั้งแต่พบเจ้าครั้งแรกที่สำนักบัณฑิตข้าก็ลุ่มหลงในความสง่างามของเจ้าแล้ว ยามเจ้าเอื้อนเอ่ยบทกวีช่างไพเราะสะท้านใจข้ายิ่งนัก ได้เห็นเจ้าท่องตำรากฎหมายอย่างเอาจริงเอาจังเคร่งขรึมยิ่งนึกรักใคร่เข้าไปอีก หลังจากกลับสวรรค์ข้าพยายามตัดใจจากเจ้าทว่าความคิดถึงทำให้ข้ากระวนกระวายไม่เป็นสุขกินไม่ได้นอนไม่หลับ ที่มาคราวนี้หวังเพียงได้ลอบมองใบหน้าเจ้ายามหลับเท่านั้น มิคาดเจ้ากลับตื่นขึ้นมาเห็นข้าได้”


            เด็กน้อยเบิกตากว้างน่าขันจนข้าลอบหัวเราะในใจ ...เป็นเด็กหมกมุ่นกับเรื่องรักใคร่จริงๆ ด้วย


ยิ่งเห็นข้ายิ้มยั่วเย้าเขาก็ยิ่งอึกอักหลบสายตา ทั่วใบหน้าก่ำราวกับจะคั้นเลือดออกมาได้


             ก่อนหน้านี้ข้าเคยมีโอกาสได้ชมละครงิ้วเรื่องหนึ่งของมนุษย์ ไม่แน่ใจว่าเรื่องใดทว่าท่วงท่าของตัวละครนั้นยังติดตามาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อตบตาอัจฉริยะตัวน้อยข้าจึงงัดเอาทักษะการแสดงที่เคยพบพานมาใช้ในชีวิตจริง ทั้งสุ้มเสียงสั่นเครือหรือแม้กระทั่งเนื้อตัวสะท้านไหวข้าล้วนทำได้ทั้งสิ้น


รื่อกวงแตกตื่นแต่ยังมิวายตั้งข้อสงสัย สุดท้ายข้าถึงกับยอมสบถสาบานเอาตบะเซียนเป็นเดิมพัน เทพเซียนเช่นข้ามีบุญบารมีเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไหนเลยจะกล่าววาจาโป้ปดได้ เช่นนี้แล้วเด็กโง่ผู้น่ารักจึงยอมผงกศีรษะเชื่อข้าแต่โดยดี


               ตอนนี้ข้าเอนกายพิงร่างเล็กๆ ของเขาอย่างระมัดระวังไม่ให้ตนเองโถมน้ำหนักใส่จนหมด รื่อกวงตัวแข็งทื่อตาเบิกกว้างไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ข้าเห็นปฏิกิริยาเหล่านั้นยิ่งได้ใจเบียดกระแซะเข้าไปอีก


               “รื่อกวง...เรียกข้าอวิ๋นเล่อสิ”


               “อวิ๋น...อวิ๋นเล่อ”


               “ดี”


               เห็นเขาเงอะๆ งะๆ ทำอะไรไม่ถูกยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่ แหย่นิดแหย่หน่อยก็เขินอายเป็นได้ถึงเพียงนี้ มิสู้ข้าลองแกล้งเขาอีกสักหน่อยดีกว่า


               “ข้าอยากอยู่ร่วมกับเจ้า เฝ้ามองเจ้าทุกวัน ใช้ชีวิตร่วมกันเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า?”


               “ข..ข้า” รื่อกวงขยับกายที่กำลังสั่นไหวสูดหายใจเข้าเต็มปอด “มีพิธีไหว้ฟ้าดินหรือไม่”


               พิธีไหว้ฟ้าดิน? ข้าอยากหัวเราะเหลือเกิน


...ข้าอยู่บนฟ้า เจ้าอยู่บนดิน ยังต้องมีไหว้ฟ้าไหว้ดินอีก?


               ข้าหรี่ตาอย่างนึกสนุก “ย่อมแล้วแต่เจ้า”


               “ข้าต้องสู่ขอเจ้าจากผู้ใด?”


               เขาเงยหน้าถาม


               ข้านิ่งคิด...อันตัวข้าผุดขึ้นมาก็เป็นของตำหนักสัมผัสสวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว เจ้าของของข้าย่อมต้องเป็นประมุขแห่งสรวงสวรรค์อันได้แก่เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นข้าจึงตอบไป


               “เง็กเซียน”


               “...”


               รื่อกวงกะพริบตาถี่ๆ เหมือนไม่อยากเชื่อหู สีหน้าพลันสลดวูบ


               “เง็กเซียนฮ่องเต้ประมุขสูงสุดบนสวรรค์งั้นหรือ” เขาพึมพำเบาๆ “แล้วข้าจะพบเง็กเซียนได้อย่างไร”


               เห็นคิ้วขมวดบางๆ ข้าพลันรู้สึกสงสารขึ้นมาจึงลูบหลังปลอบใจ


               “เจ้าอย่ากังวลไปเลย ขอเพียงเจ้าหมั่นทำความดีให้จงหนักเง็กเซียนบนสวรรค์ล่วงรู้ต้องเห็นใจในความมุ่งมั่นของเจ้าแน่นอน”


               รื่อกวงตาเป็นประกาย มุมปากยกยิ้มบางเบา ข้ามองแล้วรู้สึกคล้ายกึ่งฝันกึ่งจริง ก่อนหน้านี้ข้าทราบดีว่ารอยยิ้มของเด็กชายผู้เงียบขรึมกระจ่างใสน่ามองทว่าไม่มีครั้งไหนที่รอยยิ้มตรึงใจนี้จะมอบให้ข้า ทว่าบัดนี้รื่อกวงน้อยกำลังมองข้าแล้วยิ้ม สิ่งนี้ทำให้ข้าอดตะลึงงันไม่ได้


               ข้าถือวิสาสะนอนลงบนเตียงเขาพร้อมกับชักชวนให้เขาล้มตัวนอนข้างข้า รื่อกวงปฏิเสธ ดังนั้นข้าจึงใช้จริตมารยาบีบน้ำตาและสบถสาบานว่าไม่มีจิตอกุศลใดๆ ทั้งสิ้นร่างน้อยจึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม บัดนี้เราสองนอนเคียงข้างกันบนเตียงหลังเล็กดูราวกับสามีภรรยาก็มิปาน เด็กชายข้างๆ ข้าเห็นได้ชัดว่ากระสับกระส่ายเขินอายยิ่ง


               พวกเราพูดคุยกันตลอดคืน รื่อกวงแสดงออกซึ่งความเงอะงะทึ่มทื่อด้วยเขินอายบ่อยครั้งยิ่งมองยิ่งน่าเอ็นดูจนข้าต้องยิ้มกว้าง เขามองรอยยิ้มข้าเหมือนคนโง่งม นอกจากนี้เรายังวางแผนอนาคตอีกหลายอย่างเป็นต้นว่าเขาต้องสวดมนต์วันละครึ่งชั่วยามและช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนมากเท่าใดจึงจะสั่งสมบุญบารมีมากพอที่จะได้เข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้


               ในใจข้าทราบดีว่าระดังประมุขแห่งสรวงสวรรค์ไหนเลยจะใส่ใจกับความดีเล็กน้อยเหล่านี้ ทว่ารื่อกวงกลับเห็นเป็นจริงเป็นจัง เขาให้คำมั่นหนักแน่น


               “ข้าจะถือศีลกินเจตลอดชีวิต เปิดโรงทานทุกปี ละเว้นการฆ่าสัตว์ มุสา ลักขโมยและและความคิดอกุศลทั้งปวง ข้าจะทำจิตใจให้เมตตาบริสุทธิ์ รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างสุดความสามารถ” รื่อกวงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้อย่างจริงจัง ใบหน้าเล็กๆ ขาวนวลปรากฏสีแดงเรื่อและร่องรอยแห่งความมุ่งมั่นหลายส่วน “ทำเช่นนี้แล้วประมุขแห่งสวรรค์จะได้เห็นแก่ความดีของข้า ยอมให้เราใช้ชีวิตร่วมกัน”


               เขาพูดทั้งที่หน้าแดงก่ำแทบจะหยดออกมาเป็นเลือด


               ข้าแสดงอาการปลื้มปิติหลายต่อหลายอย่างเพื่อให้เขาตายใจ พวกเราพูดคุยกันสนุกสนานถูกคอ เขายังสอนข้าอีกด้วยว่าบทกวีที่ข้าเขียนให้เขานั้นผิดฉันทลักษณ์อย่างไร ครั้นถึงเวลากลับข้ายังใช้เส้นผมตัวเองถักเป็นแหวนวงเล็กๆ ดูน่าเกลียดอย่างยิ่งให้เขา มิคาดรื่อกวงกลับสวมใส่ไม่รังเกียจหนำซ้ำยังมอบหยกพกสลักชื่อ รื่อกวง แก่ข้าอีกด้วย เช่นนี้เรียกว่าแลกของแทนใจใช่หรือไม่? ก้าวหน้ารวดเร็วปานนี้เชียว


               สุดท้ายข้ายังมิวายกลั่นแกล้งเขาก่อนจากด้วยการกำชับว่า...


“เจ้าอย่าลืม พวกเราสัญญารักต่อกันไว้แล้วเจ้าต้องรักษาสัญญาห้ามนอกใจมีสาวมนุษย์คนไหนมาเกี่ยวข้องพัวพันเป็นอันขาดมิเช่นนั้นระหว่างเราถือว่าขาดกัน ข้าจะทิ้งเจ้า ไม่มาพบเจ้าอีกเลย...เข้าใจหรือไม่?”


...รื่อกวงพยักหน้าแดงเรื่ออย่างเคร่งขรึม


ข้ามิทราบเลยว่าความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของข้าในขณะนี้จะกลายเป็นต้นเหตุแห่งวิบากกรรมใหญ่หลวงอีกหลายชาติภพต่อจากนี้


หากข้าทราบ...หากข้าทราบ...ข้าก็ยังคงเลือกทำเช่นนี้อยู่ดี



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

0 ความคิดเห็น