ตอนที่ 12 : 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    23 ก.พ. 62

การกลับมาคราวนี้ของข้าไม่ได้มาตัวเปล่า หากแต่ยังพกพาความหนาวเหน็บสิ้นหวังมาด้วย สภาพเหมือนคนไร้วิญญาณเช่นนี้ทำเอาหงอี้พูดอะไรไม่ออก ข้าก็ยิ่งไม่มีอะไรจะพูด ตำหนักสัมผัสสวรรค์ยิ่งนานวันก็ยิ่งเงียบเหงาวังเวง


“เจ้าอย่าทำตัวเหมือนผีไม่มีญาติแบบนั้น พวกเราเป็นเทพเซียนน้อยสมควรมีชีวิตอยู่อย่างเบิกบานจึงจะถูก”


หงอี้เท้าเอวมองหน้าข้าแล้วส่ายหน้าจุปาก


สมควรใช้ชีวิตอย่างเบิกบานหรือ?...คำพูดนี้ดูเหมือนว่าข้าเองก็เพิ่งจะมอบให้ใครบางคนไปเหมือนกัน แต่ท่าทางเขาไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไร วันนี้มีคนมอบให้ข้าบ้างจึงรู้ว่าที่แท้คำพูดเหล่านี้น่าหงุดหงิดกว่าที่คิดไว้มาก อย่างน้อยๆ การใช้ชีวิตอย่างเบิกบานก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายปานนั้น ยิ่งออกมาจากปากของบุคคลซึ่งไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในใจข้าก็ยิ่งเหมือนลาที่ไม่เข้าใจไก่ ฟังไปก็น่าหงุดหงิด


“มะรืนนี้ตำหนักตงซีจะจัดงานชุมนุมเทพเซียน นานแล้วที่สวรรค์ไม่มีเรื่องรื่นเริงเช่นนี้ พวกเราจะพลาดได้อย่างไร!


“เจ้าไปเถิด หลายวันมานี้ข้าเหนื่อย ถือโอกาสพักผ่อนเสียหน่อยดีกว่า” ข้าแสร้งทำเป็นบิดเนื้อบิดตัว “ที่สำคัญข้ายังไม่อยากพบหน้าเทียนจวินผู้นั้น ลำพังเมื่อครั้งก่อนยังสะท้านไม่หายใจคอจะลากข้าไปเสี่ยงอีกแล้วหรือ”


งานชุมนุมเทพเซียนไม่ใช่คนทั่วไปจะร่วมงานได้ ยายแก่ตำหนักตงซีร่อนเทียบเชิญเฉพาะเหล่าเซียนชั้นสูงผู้มีหน้ามีตาเท่านั้น เซียนน้อยอย่างพวกเราเสนอหน้าไปก็อยู่ได้แต่เพียงภายนอกอาศัยการพบปะพูดคุยคลายเหงาเท่านั้น ซ้ำยังต้องคอยระวังจะเหยียบเท้าผู้อื่น เรื่องเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้จะหามาใส่ตัวเพื่ออะไร


ขณะกำลังเบ้ปากส่ายหน้าจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความคิดของเซียนอวิ๋นเล่อที่ซุกซนคนเดิมจริงๆ หรือนี่ ...หากเป็นข้าล่ะก็ไม่ใช่ว่าสมควรวิ่งลากชายกระโปรงเข้าตำหนักโน้นออกตำหนักนี้ตระเตรียมนัดแนะเพื่อนฝูงให้ควั่กหรอกหรือ


...ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ความเบิกบานในตัวข้าเหมือนกับต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวเฉาตายลงทุกขณะๆ

หรือบางทีข้าควรแอบมองเขาสักหน่อย? แอบมองเขาเหมือนกับวันเวลาอันยาวนานก่อนหน้านั้นที่พวกเรายังไม่รู้จักกัน ...หากวันนั้นเซียนน้อยไม่พลั้งเผลอเซ่อซ่าคลายมนต์ก็คงไม่มีการทักทายครั้งแรก ไม่มีกอดแรก ไม่มีอะไรทั้งนั้นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวผิดพลาดทั้งปวงนี้ อุตส่าห์หนีพ้นแล้วหากต้องร่วงหล่นลงไปอีกรอบก็คงโง่เต็มทน


ข้าถอนหายใจพรืดระบายความอัดอั้นคับข้องใจขณะเหลือกตามองฟ้า หากรื่อกวงมีลิขิตของตน ข้างบนนั้นจะมีใครลิขิตชีวิตข้าอีกทอดหนึ่งหรือไม่? เป็นไปไม่ได้หรอก...ชีวิตที่ยาวนานของเทพเซียนอย่างเรามิอาจนับได้ว่าชีวิตเสียด้วยซ้ำ ข้า...ข้าเพิ่งจะเคยได้ใช้ชีวิตจริงๆ ตอนอยู่กับรื่อกวงเท่านั้นเอง


“เซียนน้อยอย่าเหม่อลอย หาไม่แล้วจะตกขอบสวรรค์”


!” ข้าสะดุ้งเฮือก “เทียนจวิน!


ที่แท้เป็นบุรุษหนุ่มที่สูงสง่างดงามเย็นชืดยืนตระหง่านมือไพล่หลังหางตาเชิดชี้หรี่น้อยๆ บนอาภรณ์สีงาช้างราวกับถักทอด้วยรัศมีแห่งความตาย คนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตานิ่งงันแทบจะไร้สีสันบนใบหน้า ด้วยองคาพยพแข็งทื่อไม่รับไมตรีของท่านผู้นี้หากไม่ติดว่ารูปงามล่ะก็...ป่านนี้แม้แต่ข้ายังคร้านจะมองหน้าเลยด้วยซ้ำ


แต่นั่นเป็นเพียงเสียงในใจเท่านั้น เทียนจวินผู้นี้แม้จะยื่นคำขาดสะบั้นวาสนาพาข้าปวดใจแต่หากนั่นเป็นผลดีต่อรื่อกวงจริงๆ ความปวดใจของข้าก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อประมวลผลได้ดังนี้ข้าจึงกัดฟันฉีกยิ้ม


“เป็นความโชคดีของข้าน้อยที่มีโอกาสได้รับใช้เทียนจวินอีกเป็นครั้งที่สอง มิทราบว่าเทียนจวินต้องการเบิกของสิ่งใด ผู้น้อยจะรีบไปนำมาให้”


เทียนจวินยังคงมีสีหน้าตายด้านหาความรู้สึกไม่ได้แต่เพียงกระผีกเร้น คนเงียบไปนานก่อนจะโบกมือกล่าว


“เรื่องที่ให้ไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง”


“...”


ที่แท้ก็มาด้วยเรื่องนี้...


น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตาเขาได้จริงๆ ด้วย... ดีเหลือเกินที่ห้ามใจไม่ทำอะไรผลีผลามอย่างตามดูรื่อกวงมิเช่นนั้นด้วยอำนาจของเขาเซียนน้อยซึ่งขัดคำสั่งคงมีจุดจบยากจะบรรยายเป็นแน่ ข้าสูดลมหายใจลึกฉลองให้กับศีรษะที่ยังอยู่ติดบ่า


“อวิ๋นเล่อ...รับบัญชาแล้วย่อมทำให้ลุล่วง!


คิดถึงยามที่ก้อนแป้งน้อยคนนั้นปรายตามองข้าด้วยแววตาเย็นยะเยือกในใจก็รู้สึกอัดอั้นอย่างรุนแรง


ร่องรอยความไหววาบพาดผ่านแววตาเขาน้อยๆ เทียนจวินคล้ายจะพูดอะไรไม่ออกสักพักหนึ่ง อาจเป็นเพราะแสงไฟทำให้ข้าคิดไปว่าเห็นอารมณ์บางประการบนสีหน้าอีกฝ่าย ชายหนุ่มขยับปากหลายครั้งกว่าจะเค้นประโยคที่พอใจออกมาได้


“ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ อย่ายึดติดกับกายหยาบภาพลวงตา”


“...”


“ชีวิตของมนุษย์คือชั่วนิรันดร์อันแสนสั้น ตายเมื่อไรก็ว่างเปล่า ถึงตอนนั้นก็มีแต่เจ้าที่ยังคงหายใจและจดจำกล้ำกลืนใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องราวที่ผู้อื่นหลงลืมไปแล้ว ความรู้สึกที่ตัดไม่ขาดต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียวนั้นคุ้มค่าแล้วหรือ?”


แม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแววตาเรียบเฉยแต่ไม่ทราบเพราะอะไรบางแห่งที่อีกฝ่ายถ่ายทอดออกมากลับสัมผัสได้ถึงความละมุนละม่อมขุมหนึ่งซึ่งยากจะชี้ชัดว่าอยู่ที่ตรงไหน


ลมพัดกรูเข้ามาวูบหนึ่ง กิ่งไม้พลิ้วไหวซู่ซ่า เส้นผมปลิวระแขนเสื้อจนวุ่นวายใจ จู่ๆ ในหัวก็ผุดถ้อยคำที่ติดตรึงออกมาได้คำหนึ่ง ข้ากระตุกยิ้มหัวเราะออกมา เรื่องราวในคืนนั้นครอบงำความรู้สึกนึกคิดอีกครั้ง เด็กคนนั้นเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มเขาใช้น้ำเสียงเชือดเฉือนกล่าวประโยคที่กระแทกใจข้าอย่างจัง


ข้าเงยหน้าหัวเราะราวกับมีเรื่องให้เย้ยหยันไม่จบสิ้น “มีอะไรให้เสียใจ โง่งมก็คือข้า ลุ่มหลงก็คือข้า...”


พริบตานั้นราวกับใบหน้าเคร่งขรึมในความทรงจำจะเด่นชัดขึ้นมาตรงหน้า ขณะที่เอ่ยประโยคนี้รื่อกวงแสดงสีหน้าเย้ยหยันเย็นชาเหน็บแนมตนเองจนข้าปวดใจ มองสีหน้ากระอักกระอ่วนของยอดเซียนแล้วความพึงพอใจก็ถูกจุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน ดีแล้ว...เวลานี้ความรู้สึกนั้นข้าขอคืนให้ยอดเซียนบ้างในลักษณะเดียวกัน เขาจะสนใจก็ดีไม่สนใจก็ช่าง อย่างน้อยๆ ความเจ็บแค้นครั้งนี้คงเบาบางลงขึ้นมาบ้าง


เทียนจวินถูกข้าแดกดันเข้าไปสีหน้าก็อึ้งน้อยๆ ราวกับไม่คาดฝัน สุดท้ายก็กล่าวออกมาสุ้มเสียงเต็มไปด้วยร่องรอยจนใจอย่างบอกไม่ถูก


“ลำพังกายสังขารไม่นานก็ร่วงโรยดับสูญ เจ้ายึดติดกับดวงจิตดวงเดียวถึงเพียงนั้นเชียว?”


สำหรับชาวสวรรค์อย่างพวกเราการคลุกคลีกับมนุษย์ไม่ใช่เรื่องน่าป่าวประกาศอะไร สังขารที่อ่อนแอเสื่อมสลายง่ายไม่มีเวลาพอให้ทำความรู้จักเสียด้วยซ้ำ ไม่แปลกที่เทียนเหวินจวินจะเบิกตากว้างตกตะลึง


 ข้ายิ้มเนือย “ยึดติดก็เป็นเพียงอาการไร้ลักษณ์อย่างหนึ่ง ผิดตรงไหนหากคิดจะยึดติด”


“ยึดติดไม่ผิด ผิดที่ทำร้ายตนเอง หากการยึดติดของเจ้าไม่ได้หมายความถึงการทำร้ายตนเองยึดติดของเจ้าก็อาจไม่ใช่เรื่องผิด” เขาหรี่ตา “แต่เท่าที่ดู ดูเหมือนว่ายึดติดของเจ้าจะไม่เรียบง่ายปานนั้น”


ถ้อยคำน้ำเสียงของเขาเหมือนค้อนหนักๆ ทุบลงในส่วนลึกของร่างกาย บังเกิดเป็นความรู้สึกพลุ่งพล่านเดือดแค้นยากระงับ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองวงพักตร์ขาวกระจ่างหล่อเหลาสูงส่งก็ยิ่งตอกย้ำว่าภายใต้คำบัญชาของคนผู้นี้ข้าจึงต้องสะบั้นวาสนากับก้อนแป้งน้อยที่เฝ้าทะนุถนอมฟูมฟัก เป็นเพราะบุรุษผู้งดงามล้ำเลิศคนนี้ที่ทำทุกอย่างพังทลาย!


อาจเป็นเพราะความร้อนรุ่มบันดาลให้เกิดมานะทิฐิมิ หรืออาจเป็นเพราะสุ้มเสียงที่อ่อนลงของเขาทำให้ข้าเหิมเกริมเชื่อว่าจะไม่ได้รับอันตราย ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ทั้งหมดนั่นทำให้ข้ามีความกล้าที่จะเงยหน้ามองยอดเซียนอย่างเต็มตาแล้ววาจาที่ดุเดือดก็พรั่งพรูออกมาราวกับห่าฝน


“ความยึดติดของข้าน้อยที่ผ่านมาไม่เคยล่วงเกินผู้ใด ก่อนหน้านี้ก็ดีต่อจากนี้ก็เช่นกัน มนุษย์มีอายุขัยแสนสั้นข้าน้อยเพียงวาดหวังว่าจะได้อยู่คุ้มครองดูแลเขาให้สมกับที่เคยผูกพันธ์กันชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความคิดเกินเลยเป็นอื่นเด็ดขาด! หากเทียนเหวินจวินติดตามเรื่องนี้ก็คงทราบความจริงข้อนี้เช่นกัน หาไม่แล้วหากข้าน้อยดึงดันเอาแต่ใจเสียอย่างไม่ยอมตัดสัมพันธ์กับเขาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ดูเอาเถิด...ตอนนี้ความปราถนาของเทียนเหวินจวินก็ได้รับการสะสางแล้ว ส่วนความปราถนาของข้าน้อยแม้แต่ที่เล็กๆ ให้คะนึงหาถึงเขาก็ยังเป็นไปไม่ได้ กระทั่งความยึดติดของข้าก็ยังกลายเป็นหนามทิ่มตาท่าน! หรือว่าข้ายังต้องทำอะไรมากกว่านี้อีกท่านถึงจะพอใจ!


เทียนเหวินจวินเห็นได้ชัดว่าไม่เคยรับมือกับความเกรี้ยวกราดของผู้อื่นมาก่อน ชายหนุ่มสีหน้าตื่นตะลึงอ้าปากค้าง พัดในมือเขายกขึ้นแล้วลงหลายครั้งหาที่วางไม่เจอ เนิ่นนานทีเดียวกว่าจะรู้ตัวว่าถูกต่อว่า ใบหน้าที่แต่เดิมซีดเผือดค่อยๆ ย้อมสีแดงคล้ำ


“จะ เจ้า...บังอาจ!


เขาใช้พัดชี้หน้าข้า แรงสั่นระริกปลายพัดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ป่านนี้แล้วยังจะมีประโยชน์อะไรอีก ข้าโคลงศีรษะหัวเราะลั่น!


“เทียนเหวินจวินตรัสได้ถูกต้องแล้ว! ต่อให้วันนี้ทรงตรัสว่าผู้อื่นเป็นวัวเป็นม้าอวิ๋นเล่อก็ไม่มีปัญญาโต้แย้ง วาจาของฝ่าบาทถือเป็นคำขาด หม่อมฉันน้อมรับทุกกรณีเพคะ!


ทำไปแล้ว ทำไปแล้ว ข้าได้ลงมือยั่วโทสะผู้สูงส่งซึ่งไม่ควรมีเรื่องด้วยมากที่สุดไปแล้ว...


ลำพังฐานะเซียนน้อยต่ำต้อยอย่างข้าแม้แต่เงยหน้ามองวงพักตร์อีกฝ่ายเต็มตายังนับว่าอาจเอื้อม ถ้อยคำลบหลู่ไม่เคารพวันนี้ต่อให้กระโดดแท่นหมื่นฟ้าก็ยังชำระความผิดไม่ไหว แต่...แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดในใจกลับหมดอาลัยตายอยากไม่ต้องการดิ้นรนอีกแล้ว


ลองคิดดูดีๆ ชีวิตของข้ายังจะดำเนินต่อไปอีกหมื่นแสนปีและจะเป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ หากไม่เคยพบรื่อกวงก็ช่างเถิด...ทว่าเมื่อได้พบแล้วก็ได้ประจักษ์ว่าที่ผ่านมาชีวิตของข้านอกจากคำว่า ว่างเปล่าไร้ค่าก็ไม่มีอะไรตรงไปตรงมาเท่านี้อีก เพียงแต่เมื่อหมดเขาแล้วจากนี้ไปชีวิตก็จะกลับมาเป็นเช่นเดิมอีกครั้ง ล่องลอยไปตามเส้นทางที่ไม่มีขึ้นหรือลง...ดำเนินต่อไปเช่นนั้นและมีจุดจบเป็นชั่วนิรันดร์ในตัวเอง แค่คิดว่าต้องมีชีวิตอย่างวันนี้ต่อไป ต่อไป ต่อๆ ไป อีกหลายแสนล้านปีข้าก็อยากจบมันจนแทบทนไม่ไหวแล้ว


ยอดเซียนเหวินจวินยามนี้โมโหจนหน้าแดงก่ำ หมดสิ้นคำว่าใสพิสุทธิ์อีกต่อไป เส้นผมดำขลับราวกับไหมชั้นดีรวมถึงอาภรณ์สีงาช้างสะบัดตีไปข้างหลังด้วยลมโทสะที่หมุนติ้ว ยามนี้รูปโฉมหล่อเหลาของเขาแสดงสีหน้าที่ใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตเป็นครั้งแรก เขาคล้ายกับผ้าสีขาวผืนบางที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้วซึ่งบัดนี้ถูกโคลนสกปรกกระเด็นเปื้อนเป็นหย่อมดวง


“บังอาจนัก...ความเมตตาเล็กน้อยของข้าทำให้เจ้าคิดว่าสามารถกำเริบเสิบสานได้หรือ!


ชายหนุ่มกัดฟันแค่นเสียงอย่างยากลำบาก แต้มสีชาดบนหว่างคิ้วเจิดจ้าเปล่งแสงสีแดงฉาน หางตาตวัดชี้เชิดที่มักจะหรี่น้อยๆ บัดนี้เบิกโพลงจนแทบจะมองเห็นลูกไฟดวงโต


ข้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า ทันใดนั้นเมฆหมอกพลันพลุ่งพล่านปั่นป่วนรวมตัวขึ้นมาเป็นพายุขนาดย่อม ต้นไม้ใบหญ้าศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ ผลิหน่อชูช่อแย้มบานแล้วแห้งกรอบเหี่ยวเฉาภายในชั่วพริบตา บรรยากาศคลุ้มคลั่งวิปริตเช่นนี้พวยพุ่งกำจายโดยมียอดเซียนซึ่งยืนตระหง่านสีหน้าดำคล้ำเป็นจุดศูนย์กลางทั้งสิ้น


ยอดเซียนเหวินจวินเม้มปากแน่นหัวคิวชนกันมุ่น ความเฉียบขาดที่แรงกล้าเปี่ยมไปด้วยโทสะแผ่กำจายออกมาจากหว่างคิ้วแต้มชาดอย่างแรงกล้า รอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายมืดครึ้มจนไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตสามารถต่อกรได้


ชั่ววินาทีนั้นข้าเพิ่งตระหนักว่าได้แตะต้องระเบิดเวลาอันยากจะแก้ไขเข้าให้แล้ว


มิน่า...มิน่าถึงเป็นเขาผู้ซึ่งสามารถกวาดล้างเผ่าพันธุ์อสูรได้ ใช้สีหน้าท่าทางสุขุมเยือกเย็นปิดบังพลังทำลายล้างที่แกร่งกล้าซึ่งอัดแน่นอยู่ในกายทิพย์ ก็สมแล้วที่จะปลีกวิเวกครองตนสันโดษ หลีกเลี่ยงการถูกยั่วยุทางอารมณ์ ข้า...ข้าที่ยั่วยุเขาจนเกิดโทสะได้นอกจากจะชวนให้ถูกสมน้ำหน้าแล้วยังไร้หนทางที่จะมีชีวิตรอดอีกด้วย!


ทั้งที่ครุ่นคิดมาอย่างดีแล้วว่าชีวิตที่ไร้รื่อกวงไม่มีวันได้พบกับแสงตะวันที่สาดส่องอย่างอ่อนโยนอีก แต่เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเครื่องประหารเซียนเดินได้จิตใจที่แข็งกล้าพลันอ่อนยวบอย่างไร้เหตุผล


“สายตาของเจ้าคงมีไว้เพื่อกายหยาบนั่นเท่านั้นกระมัง”


โดยไม่ทันสังเกตแววตาคู่นั้นพลันหม่นแสงลงน้อยๆ ก่อนจะกลับมาเจิดจ้าเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“...เจ้าคือเทพธิดาซึ่งถือกำเนิดจากสภาวะอันเป็นทิพย์นับเป็นสิทธิ์ขาดของสวรรค์ การล่อลวงเทพธิดาให้ตกอยู่ลงไปสู่ห้วงตัณหาอันโสมมแปดเปื้อนคือบาปหนาชนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าต้องชดใช้ด้วยอะไรจึงจะสาสม โทษทัณฑ์นี้ลำพังดวงจิตเล็กๆ คงไม่แคล้วต้องสลายเป็นจุณมิอาจเวียนวายได้อีก ...ต่อให้เจ้าไม่รักถนอมตนเองก็ยังต้องสำเหนียกในความอ่อนแอของบุรุษผู้นั้นอยู่บ้างกระมัง”


เขากล่าวถ้อยคำหนักหนาสาหัสชวนให้ผู้คนปวดร้าวออกมาได้หน้าตาย ข้าแค้นจนไม่รู้จะแค้นอย่างไรไหวได้แต่ถลึงตากัดฟันกรอดจ้องเขาไม่ลดละ


ยอดเซียนคล้ายจะรับรู้ได้ถึงแรงอาฆาตจากข้า เขาค่อยๆ สูดลมหายใจลึก แต้มแดงหว่างคิ้วค่อยๆ ริบหรีดับวูบพร้อมกับสภาวะคลุ้มคลั่งรอบกายที่สลายหายไปราวกับฝุ่นผงในพริบตา มุมปากคู่นั้นยกขึ้นช้าๆ มองอย่างไรก็ร้ายมากกว่าดี “เรื่องนี้ช่างฝืนลิขิตฟ้า ผิดต่อโชคชะตาของสวรรค์อย่างรุนแรง โทษทัณฑ์นี้พวกเจ้าคงต้องแบกรับร่วมกันแล้ว”


แรงกดดันไหลบ่าทะลักเข้าสู่ร่างกาย จิตใจข้าหนักอึ้งเหมือนสายป่านที่ตึงแน่นเกือบจะขาด ข้าพยายามหยัดยืนทั้งแข้งขาสั่นสะท้าน “เขา...เขาเป็นดวงจิตที่เปี่ยมบารมีถึงเพียงนั้น แม้แต่สวรรค์ก็จะละเว้นเขา”


“เปี่ยมบารมี?” อีกฝ่ายเหลือกตาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ถูกแล้ว เขามีรัศมีแห่งธรรมเรืองรองสูงค่ากว่ามนุษย์ทั่วไปหากแต่จะปีนป่ายขึ้นมาแตะต้องคนของสวรรค์ยังเป็นเรื่องที่อาจเอื้อมไม่เจียมตัวอยู่วันยังค่ำ"


น้ำเสียงเยือกเย็นห่างเหินเคลือบไปด้วยน้ำแข็งหนาวเหน็บไปทั่วสรรพางค์กาย ข้ายืนอยู่ต่อหน้าเขาเหมือนสัตว์ตัวน้อยๆ ที่บาดเจ็บเจียนตาย ไร้หนทางหนี ได้แต่ห่อขนจนกลมแน่น อย่างดีที่สุดก็เรียกความขบขันสังเวชได้บ้างเท่านั้น


เทียนเหวินจวินมองข้าด้วยแววตาล้ำลึกครู่หนึ่ง ต่อหน้าความสูงส่งและบารมีเป็นใหญ่ในสวรรค์แล้ว ในที่สุดข้าตัดสินใจกดร่างตัวเองคุกเข่าศิโรราบภายใต้เสียงหัวใจที่ลั่นกลองรบอึกทึกเลื่อนลั่น บีบคั้นตนเองครู่ใหญ่ในที่สุดก็กัดฟันเปล่งเสียงออกมา


“ฝ่าบาททรงเมตตา...อวิ๋นเล่อสำนึกผิดแล้วเพคะ!


สิ้นสรรพเสียงสำเนียงใด ทุกอย่างคล้ายหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ


"ดูเหมือนว่าคนโง่เขลาก็ยังรู้ความอยู่บ้าง"


คล้ายกับท่าทีศิโรราบยอมความของข้าจะทำให้โทสะแรงแค้นของเขาเบาบางลงอย่างน่าประหลาด ยอดเซียนเหวินจวินสอดพัดเก็บเข้าไปในอกเสื้อ ทุกอากัปกิริยาเต็มไปด้วยความสูงส่งงามสง่าเยือกเย็นเหมือนกับแววตาที่ใช้มองข้าก่อนจะเอ่ยคำประกาศิตอันมิอาจโต้แย้งออกมาอย่างเฉียบขาด


เซียนเหวินจวินพยักหน้า กลับสู่ความเคร่งขรึมเยือกเย็นสูงส่งตามเดิม “ความผิดฐานก่อกวนลิขิตสวรรค์ข้าตั้งใจปล่อยปละละโทษด้วยเห็นความพยายามในการแก้ไขความผิดที่เกิดขึ้น แต่ล่วงเกินข้าโทษนี้มิอาจดูเบาได้ เซียนน้อยอวิ๋นเล่อนับแต่นี้ไปจงรับหน้าที่ดูแลบัวทิพย์หมื่นปี ไม่มีคำสั่งจากข้าไม่อนุญาตให้ก้าวออกนอกเขตแดนแม้แต่ก้าวเดียว!


!?


__________________

อะไรๆ กำลังจะเริ่มมมม

เคยบอกแล้วใช่มะว่าท่านเซียนจะอยู่กับเราอีกยาววว

แล้วทุกคนยังอยู่กะไรท์ใช่มะ //เกาะขอบจอ


รัก.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #28 noomilknaka (@noomilknaka) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 23:53

    รออยู่จ้าาา
    #28
    0
  2. #27 memieme (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 10:45

    รอค่ะ รอๆๆๆๆ

    #27
    0
  3. #25 AHCIN_NOS (@AHCIN_NOS) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:10
    สนุกมากกกก รอต่อไปนะค้าาาาาาาาาา
    #25
    0
  4. #23 mtpsz (@supakron1218) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:05
    เป็นไปได้ไหมว่า รื่อกวง คือร่างจุติแบ่งภาคของเทพเทียนจวิน
    #23
    0
  5. #19 meduzabencz (@meduzabencz) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:14
    หืมมมม ท่านเซียนนี่บาททีก็ดูแปลกๆนะ ชอบทำให้เรามโนไปไกล
    #19
    0
  6. #18 may46 (@may46) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:55

    รอๆๆๆๆ รออยู่นะคะ
    #18
    0