ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,059 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    13

    Overall
    1,059

ตอนที่ 1 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

               ข้าพบเขาครั้งแรกบนถนนริมทางปกติ


               เด็กชายวัย 13 ปีกึ่งเดินกึ่งวิ่งมือข้างหนึ่งหอบหิ้วหนังสือเล่มหนา ดูการแต่งกายทราบว่าเป็นศิษย์สำนักศึกษามีชื่อ แปลกแต่ว่าผู้อื่นเดินกันเป็นกลุ่มทั้งพูดคุยวิ่งเล่นหัวเราะ มีเพียงเด็กผู้นั้นที่เดินตามลำพังไม่สมาคมกับผู้ใด


               คล้ายจะได้ยินใครบางคนกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มิใช่หรือ? นี่ไม่ค่อยเหมือนกับที่ได้ยินสักเท่าไร


               พินิจดูรูปหน้าดวงตาพบว่าเป็นเด็กชายดวงหน้าแจ่มใสคมคายฉายแววฉลาดเฉลียวหน้าตาดีตั้งแต่ยังไม่รุ่นหนุ่ม โดยเฉพาะท่วงท่าลักษณะการเยื้องย่างเหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็กดึงดูดความสนใจใคร่รู้ของข้ามากโข เด็กชายก้าวฉับๆ ทั้งสุภาพทั้งน่ามอง ความงดงามเปล่งปลั่งของพวงแก้มนุ่มนิ่มนั้นหลอกล่อข้าจนน้ำลายสออยากขบสักหลายครั้ง มองแล้วมองอีกยังตัดใจไม่ได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจกระทำเรื่องไร้สาระอย่างยิ่ง...


               ข้าผู้ร่ายเวทย์อำพรางตัวแล้วบังเกิดนึกสนุกสนใจใคร่รู้ในตัวเด็กชายผู้โดดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่งจึงลอบเดินตามเขาไป


               เด็กชายเดินมาถึงสำนักศึกษาก็ถอดรองเท้าวางเป็นระเบียบเรียบร้อยกิริยาคล้ายถูกบ่มเพาะมาอย่างดีเยี่ยม เมื่อเข้าห้องเรียนก็นั่งลงหยิบตำรามากางอ่านเงียบๆ ไม่สนใจเด็กคนอื่นๆ ข้ายิ่งมองก็ยิ่งสงสัย


               อาจารย์เดินเข้ามานั่งหน้าห้องพร้อมกับขานชื่อเด็กๆ จนมาถึงชื่อเขา


               “รื่อกวง”


               “ขอรับ”


               เด็กชายยิ้มบางๆ ข้าก็ยิ้มตามไปด้วย บัดนี้ทราบแล้วว่าเขานามว่า รื่อกวง


               สักพักเป็นการท่องจำตำราคุณธรรมและกฎหมาย ข้านั่งฟังอย่างเบื่อหน่าย ไม่ใคร่เข้าใจสิ่งที่ตาแก่พูดสักเท่าไร ไม่ใช่เพียงแต่ข้าเหล่าเด็กๆ จำนวนมากล้วนตาปรือฟุบหลับสัปหงกกันเป็นทิวแถว เหลือบมองไปแถวหน้าเห็นนั่งหัวโด่ตัวตั้งตรงเพียงคนเดียวคือหนุ่มน้อยหน้านิ่งรายเดิม


               “รื่อกวง”


               “ขอรับอาจารย์”


               “ทราบหรือไม่สิ่งใดคือคุณธรรมและสิ่งใดคือความถูกต้อง ทั้งสองต่างกันอย่างไร”


               รื่อกวงยกมุมปากเบาบางก่อนจะเอ่ยบทกวีที่เกี่ยวข้องซึ่งข้าไม่รู้จักสองสามประโยค แล้วค่อยตอบคำถามด้วยสำนวนวกไปวนมาข้าฟังแล้วไม่เข้าใจคล้ายจะเป็นลมเสียให้ได้ ทั้งขงจื๊อทั้งหลี่หมิงพวกเจ้าจดจำคำสอนของพวกเขาได้ดีปานนี้ มิทราบเป็นญาติฝ่ายไหนของบิดาเจ้าหรือ?


               “ดีมาก...”


               ชายชราลูบเคราสีชาวพลางทอดสายตามองเด็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ


               “รื่อกวง เจ้าเป็นเด็กที่มีแววฉลาดเฉลียวที่สุดเท่าที่อาจารย์เคยสั่งสอนมา เสียแต่ว่า...เฮ้อ น่าเสียดายๆ”


               ตาแก่กล่าวงึมงำก่อนจะส่ายหน้าตัดบทไปเสียอย่างนั้น ทิ้งให้ข้าผู้กางหูคอยฟังถึงกับกระทืบเท้าขัดอกขัดใจ


               รื่อกวงก้มหน้าสงบเสงี่ยมไม่ออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ข้าพยายามยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมายอยากทราบว่าภายใต้ใบหน้าที่ก้มต่ำเขาซ่อนแววตาแบบใดไว้ เมื่อได้เห็นก็เป็นข้าที่อึ้งสนิท...


               ดวงตาคู่นั้นฉายแววน้อยอกน้อยใจไม่ปิดบัง สายตามองไปยังแขนเสื้อด้านซ้าย เมื่อข้ามองตามจึงได้ทราบความจริงที่มองไม่เห็น ในใจให้ตื่นตะลึงแวบต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเวทนาสงสารอย่างลึกล้ำ


            ...ภายใต้เสื้อแขนยาวที่คอยปิดบังอำพราง แท้จริงแล้วแขนซ้ายของเด็กชายหายไป!

 



                    หลังจากนั้นข้าก็ยิ่งนึกสนใจใคร่รู้ในชีวิตประจำวันเด็กหนุ่มผู้อาภัพคนนี้ วันทั้งวันเฝ้ามองเขาเรียน ยามเขากินข้าก็เฝ้ามองเขากิน คนผู้นี้จับพู่กันทุลักทุเลกว่าคนอื่น เพราะคนอื่นมีมือซ้ายทับกระดาษแต่เขาไม่มีจึงต้องระมัดระวังไม่ให้พักมือบนหน้ากระดาษมิเช่นนั้นกระดาษจะติดมือกลายเป็นเปรอะเปื้อนเลอะเทอะเสียชิบ


               ยิ่งเวลาวาดภาพยิ่งมิต้องพูดถึง คนทั้งเหนื่อยทั้งหอบ ต้องเล็งก่อนวาด วาดเสร็จถอนหายใจมือปาดเหงื่อหมึกเลอะหน้าเสียได้ช่างลำบากยากเย็นจริงๆ กว่าภาพจะเสร็จคนก็ตกถังหมึกเสียแล้ว


               สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีกว่าผู้ใดคือยามท่องบทกวี น้ำเสียงเขานุ่มนวลละมุนละไมชวนให้มโนภาพตาม ยามเขาพรรณนาภาพทิวทัศน์แถบหนานเจียงแม้ข้าจะไม่เคยเห็นแต่ก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มคล้อยตามเขาโดยง่าย ยามเขาท่องตำราน้ำเสียงทั้งจริงจังหนักแน่นแต่ไม่ทิ้งความอ่อนโยนเฉพาะตัว ฟังอย่างไรก็ไม่เบื่อ เขาเองก็ดูท่าจะชอบวิชาอาศัยปากเหมือนกัน ข้าเห็นตาเขาเป็นประกายพราวระยับ ทว่าครั้นถึงคราวยกไม้ยกมือทำท่าประกอบด้วยความพิกลพิการทำให้ภาพออกมาน่าขายหน้า สุดท้ายเด็กชายก็หยุดชะงักเก็บไม้เก็บมือ


...บทกวียังคงดำเนินต่อไป ทว่าคนท่องใจกลับเข้าไม่ถึงเสียแล้ว



               จวบจนอาทิตย์อัศดง เด็กๆ เก็บหนังสือตำราแยกย้ายกันกลับบ้านตน บ้างก็จับกลุ่ม บ้างก็ร่ำรามิตรสหาย เด็กชายผู้นี้กลับเดินลิ่วไม่สนใจรั้งรอสิ่งใด ข้าครุ่นคิด...บางทีอาจไม่มีสิ่งใดให้เขารอก็เป็นได้


               เด็กชายสายตาแน่วแน่มุ่งตรงไปข้างหน้ามองทางกลับบ้านไม่มีวอกแวกมองซ้ายมองขวาแม้แต่น้อยผิดวิสัยเด็กยิ่งนัก ข้าตามไปจนเขาหยุด ณ จวนหลังใหญ่ ป้ายหน้าจวนแกะสลักเป็นคำว่า รื่อ อย่างดี ข้าพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง ที่แท้เด็กชายก็เป็นลูกผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง มิเช่นนั้นเด็กพิการอย่างเขาอาศัยอะไรถึงสามารถเข้าร่วมสำนักศึกษากับบรรดาคุณชายน้อยเหล่านั้น

 

               บ่าวไพร่ล้วนก้มหัวให้เขา มีคนหาน้ำหาท่ามาคอย บางคนตรงเข้าช่วยถอดเสื้อนอก บ้างก็นวดเฟ้นเอาอกเอาใจ ข้าเห็นเขาได้รับการปรนนิบัติดูแลเป็นอย่างดียิ่งไม่เข้าใจ นอกจากแขนหายเจ้าก็หาได้มีสิ่งใดทุกข์ระทมมิใช่หรือ? ไฉนทำหน้าราวกับโลกทั้งใบไร้เรื่องให้เบิกบานเช่นนั้นเล่า?


               “คุณชายน้อยวันนี้พวกมันกล้าล่วงเกินท่านอยู่อีกหรือไม่ขอรับ”


               บ่าวน้อยคนหนึ่งเอ่ยถาม


               รื่อกวงส่ายหน้าเห็นได้ชัดว่าไม่สนใจ บ่าวยังคงพูดพล่ามต่อไป


               “เป็นเพราะคนเหล่านั้นเห็นคุณชายน้อยของเราหน้าตาหล่อเหลาซ้ำยังฉลาดปราดเปรื่องจึงบังเกิดความริษยา สบโอกาสช่องทางเล็กๆ แกล้งให้ท่านลำบากใจ ท่านหรืออุตส่าห์ไม่ติดใจเอาความพวกมันนอกจากไม่สำนึกยังกำเริบเสิบสานทุบตีจนเลือดตกยางออก ดีเหลือเกินที่นายท่านไม่ยอมความตามไปเอาเรื่องกับพวกนั้น หาไม่แล้วจนบัดนี้ก็คงยังพากันรุมทำร้ายผู้อื่นไม่สำนึกแต่อย่างใด!


               บ่าวน้อยพูดไปหน้าก็ยิ่งแดงด้วยความโกรธ ข้านั่งฟังรู้สึกสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง นึกทบทวนดูจึงพบว่าที่แท้แล้วตลอดวันหาใช่ไม่มีผู้ใดรังแกเขา แต่รังแกแล้วรังแกอีกจนคนไม่ยอมลุกขึ้นปะทะเอาเรื่องจึงจำต้องเลิกรานี่เอง


นี่ก็คงมองหน้ากันไม่ติดกระมัง วันนี้ทั้งวันเด็กน้อยรื่อกวงจึงกลายเป็นคนไร้ตัวตนลอยไปลอยมาในสำนักบัณฑิตอย่างที่เห็น


               “วันนี้กินก่อนค่อยอาบน้ำ”


               เด็กชายเอ่ยเสียงนิ่ง บ่าวตัวน้อยรู้หน้าที่จึงล่าถอยไป


               เมื่อรอบกายไร้ผู้คนเด็กน้อยจึงค่อยลุกจากเก้าอี้ ทำท่าวาดแขนซ้ายขวาคล้ายต้องการพิสูจน์ดูว่าตนขาดหายต่างจากผู้อื่นที่ใด ทว่าสะบัดแขนไปมาสุดท้ายภาพที่เห็นจึงกลายเป็นความพยายามที่น่าขำจนข้าอดหัวเราะมิได้


               “ผู้ใด”


               รื่อกวงหันรีหันขวาง เก็บท่วงท่ากลับมาทำหน้าสงบนิ่งตามเดิม


               “บ่าวมาส่งสำรับเจ้าค่ะ”


               รื่อกวงพยักหน้านิ่งเฉยจวบจนสาวใช้จากไปจึงค่อยลงมือรับประทาน


               ทั้งที่ควรจะมีเปรอะเปื้อนเลอะเทอะตามประสาเด็กทว่ารื่อกวงน้อยก็ทำให้ข้าประหลาดใจได้เสมอ ตลอดการรับประทานอาหารมือน้อยๆ จับตะเกียบได้มั่นคงไม่มีแม้น้ำสักหยดกระเด็นออกมาให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ท่วงท่ากิริยาจัดได้ว่าสุภาพหมดจดแม้แต่ยามวางตะเกียบก็ยังนุ่มนวลแม้ไม่มีใครจับตามอง


               เมื่อมื้ออาหารจบลงสาวใช้จึงเข้ามาเก็บสำรับ รื่อกวงลุกเดินเข้าห้องนอนตนเองโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง บ่าวตัวน้อยเดินตามไปปรนนิบัติถอดเสื้อผ้าคลายมวยผมให้อย่างรู้หน้าที่ เด็กชายอาบน้ำเสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อชั้นในผ้าแพรสีฟ้าดูน่ามองกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


               ข้าเฝ้ามองเขาทำกิจวัตรประจำวันตั้งแต่อ่านหนังสือ ทำการบ้าน จนดับไฟเข้านอน


               รอจนเขาหลับสนิทข้าค่อยเหินกายกลับสวรรค์ ไม่รู้เพราะเหตุใด พวงแก้มนุ่มนิ่มกับน้ำเสียงหวานเสนาะนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในหัวข้า สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด


               บางที..อาจเป็นเพราะว่าพวงแก้มของเขาขาวมาก หรืออาจจะเป็นเพราะน้ำเสียงของเขาไพเราะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ ข้าตัดสินใจพรางกายกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันต่อมา ต่อมา และต่อๆ มา...


     ___________________


เจอกันอีกครั้ง ใครเป็นแฟนท่านประมุขบ้างขอมือหน่อยยยย!




ปล. ลงไปคือสปอยล์ตอนต่อไป


ใครใคร่อ่านอ่าน ใครไม่ใคร่อ่านกดข้ามนะจ๊ะ 


จุ๊บ

.

.

.

.

.


รื่อกวงตกใจจนจดหมายในมือร่วงผล็อยอีกรอบ เขาหายใจแรง หน้าแดงก่ำซับสีเลือด แม้ในจดหมายจะเป็นเพียงกวีไม่กี่บรรทัดแต่เจ้าโง่ตรงหน้ากลับจดจ้องอย่างตั้งใจ กวาดตามองทุกบรรทัด ทุกเส้นสาย ทุกตัวอักษร ไม่มีเล็ดลอดตกหล่นแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้มีสำคัญกับเขามากเหลือเกิน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

0 ความคิดเห็น