Game of Creation(ประกาศิตเทพมารแสวงพ่าย)

ตอนที่ 8 : EP.06 หนุ่มขี้โรคกับเทพมรณะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,873
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    3 ก.ย. 58




Game of Creation ภาค ประกาศิตเทพมารแสวงพ่าย


EP.06 หนุ่มขี้โรคกับเทพมรณะ

 

            ค่ำคืนนั้นซันซั่งเทียนและเตียวเสี้ยนตัดสินใจเปลี่ยนที่พักใหม่ จากเดิมที่คิดจะอาศัยวัดหยกครามในการค้างแรม กลายมาเป็นการเดินทางเข้าตัวเมืองลกเอี๋ยงแทน เดิมทีหากมีเพียงตัวคนเดียวเขาระยะทาง 10 ลี้ เขาจะใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเมื่ออาศัยจารึกแห่งความเร็วหรือที่ซันซั่งเทียนชอบเรียกว่า “ก้าวพริบตา” จารึกแห่งความเร็วนั้นเมื่อใช้จะก่อให้เกิดขอบเขตแห่งมิติพิเศษ ซึ่งจะคุ้มครองผู้ใช้จากผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อใช้ความเร็วเกินขีดจำกัดของธรรมชาติ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือใช้ได้แค่ตัวเอง หากฝืนพาใครเดินทางด้วยความเร็วระดับนั้นไม่มีใครที่จะมีชีวิตอยู่ได้ แถมยังสิ้นเปลืองพลังงานมากความอยากอาหารก็ยิ่งเยอะขึ้น

            พลังงานดังกล่าวก็คือพลังชีวิตของมนุษย์ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคิดค้นวรยุทธ์ขึ้นมาสองเคล็ดสามเทพวิชา เพราะแม้ชีวิตของเขาจะยืนอยู่ระหว่างดีชั่ว แต่ซันซั่งเทียนก็ไม่คิดจะฆ่าคนบริสุทธิ์ นอกเสียจากว่าจะมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ เพราะเขาคิดเสมอว่าศัตรูของเขาคือผู้คนในโลกอนาคตหาใช้มนุษย์ในยุคโบราณ ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมาเขาได้ถ่ายทอดท่าร่างเฉพาะตัวให้กับเตียวเสี้ยน ซึ่งนางก็ฝึกปรือจนบรรลุได้ 6 ส่วน นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางสามารุรอดพ้นจากการข่มเหงของใครๆ ด้วยความพลิ้วไหวยากจับทาง

            ทั้งสองใช้วิชาตัวเบาในการเดินทาง เพียงครึ่งชั่วยามก็ถึงประตูเมืองลกเอี๋ยง ทว่าประตูเมืองกลับปิดลงเสียแล้วดวงตะวันเองก็พึ่งลับขอบฟ้าไปไม่นาน

           “คืนนี้เราคงต้องพักกันนอกเมือง” เตียวเสี้ยนกล่าว สายตามองหาที่ค้างแรม ยามนี้พวกเขาอยู่ห่างจากกำแพงเมืองเพียง 100 เมตร

           “ไม่จำเป็นหรอก” ซันซั่งเทียนเปรยขึ้นแผ่วเบา “พังกำแพงเมืองเข้าไปดีไหม?”

           “ท่านทำได้หรือ? มันจะดูเอิกเกริกเกินไป” น้ำเสียงนั้นดุตระหนกไม่น้อย เพราะกำแพงเมืองทั้งสูงใหญ่และแน่นหนามาก ความกว้างก็ไม่ใช่น้อยๆยากที่จะดำเนินการโดยไม่มีใครพบเห็น

           “หืม...แม่นางเรียกผมว่าเซียนไม่ใช่รึไง ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ก็เสียชื่อหมด ผมรับรองไม่มีใครสงสัยแน่ๆ” น้ำเสียงติดตลกดังขึ้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ

           “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถิด” นางยิ้มบางๆตอบกลับ

           “ก่อนอื่นก็” เขาชูมือเหยียดตรงขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้ว สายตาจ้องมองไปยังกำแพงเมืองทางด้านขวาห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ประกายแสงสีส้มอมฟ้าค่อยปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าก่อนจะรวมตัวกันเป็นลูกทรงกลมขนาดเท่าลูกแก้วในเวลาไม่กี่วินาที เขาเหวี่ยงแขนขว้างมันออกไปอย่างแรงในทิศทางที่กำหนดเอาไว้

            ตูม! เสียงกึกก้องกัมปนาทดังไปไกลกว่าครึ่งเมือง เมื่อลูกพลังดังกล่าวกระทบส่วนบนของกำแพงเมืองสร้างความเสียหายพอสมควร คล้ายกับโยนระเบิดมือสัก 5 ลูกใส่กำแพงเมืองลกเอี๋ยง บรรดาทหารต่างกรูเข้าไปตรวจสอบ ข้างฝ่ายพวกที่เฝ้าบนกำแพงฝั่งนี้ก็เทกำลังไปช่วยด้วยไม่น้อย เปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาวรุกเข้าประชิดกำแพงเมืองได้ง่ายขึ้น

            “เรียกใช้จารึกแห่งนวโลหะ”ซันวั่งเทียนกล่าวพลางวางมือซ้ายทับกำแพงเมือง ก้อนอิฐในรัศมีที่กำหนดแปรสภาพจากอิฐหินดินทราย กลายมาเป็นโลหะเหล็กบริสุทธิ์ทุกก้อน เขาวางมือขวาทับแทนที่มือซ้ายก่อนจะเปรยเบาๆกับตัวเอง “เรียกใช้จารึกแห่งสนามแม่เหล็ก”

           บรรดาก้อนหินพวกนั้นก็พลันสั่นไหวแล้วหลุดออกจากกำแพงทีละก้อนๆ จนกลายเป็นซุ้มประตูไปในที่สุด ซันซั่งเทียนเดินนำเข้าไปภายในช่องดังกล่าว เตียวเสี้ยนแม้จะตกตะลึงไม่น้อยแต่นางก็มีสติมากพอที่จะเดินตามไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อทั้งสองเข้ามาภายในเมืองได้สำเร็จ ชายหนุ่มก็รั้งอิฐพวกนั้นกลับเข้าที่เดิมทุกสิ่งเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

         “รีบไปดีกว่าก่อนที่ใครจะสังเกตเห็น” เขากระซิบบอกแล้วพาสาวงามสาวเท้าเดินไป

          จากนั้นทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังบ้านของขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งแห่งราชสำนักฮั่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเตียวเสี้ยน นางรู้สึกใจหายไม่น้อยยามเมื่อมายืนอยู่เบื้องหน้าประตูบ้านขุนนางคนดังกล่าว แรกเริ่มเดิมทีตอนตบปากรับหน้าที่นี้กับท่านปู่ นางไม่เคยคิดเลยว่ามันจะนำพาให้นางมาพบกับชายในฝัน ไม่รู้ว่าเป็นวาสนาหรือคราวเคราะห์ แม้ได้พบกับไม่อาจทำตามใจปรารถนา น่าเสียนายที่นางจำต้องละทิ้งความรักเพื่อบ้านเมือง

           “ขอบคุณมากเจ้าคะที่ท่านเซียน...เอ่อคุณชายซั่งเทียนอุตส่าห์เป็นธุระพาข้ามาส่งจนถึงที่นี่”นางกล่าวเมื่อทั้งคู่ยืนอยู่หน้าซุ้มประตูทางเข้าจวนขุนนางใหญ่นามอ้องอุ้น

           “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมถือว่ามันเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มๆเป็นกันเอง

           “แล้วท่านเซียนคิดจะไปไหนต่อหรือเจ้าคะ”เตียวเสี้ยนถามออกไปน้ำเสียงนางแฝงความห่วงหาไม่น้อย หากแต่นางยังคงรักษากิริยาของกุลสตรีเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

           “คงจะอยู่เที่ยวเล่นที่นี่สักระยะ ไว้ว่างๆผมจะแวะมาเยี่ยมก็แล้วกัน” เขาบอกกล่าวเพื่อให้นางสบายใจ ก่อนโบกมือลาพร้อมกับหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

          โฉมสะคราญได้แต่มองตามหลังชายหนุ่มด้วยสายตาละห้อยแต่ไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา เพราะนางยังมีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับ มีหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทนผู้อื่นให้สมกับที่ตั้งใจเอาไว้ อีกอย่างนางรู้ดีว่าบุคคลเช่นเขาสูงส่งเกินกว่าที่คนอย่างนางจะรั้งเอาไว้ได้ นางได้แต่เพียงเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นคุณค่าของนางบ้าง สิ่งที่หวั่นเกรงคงมีเพียงความกลัว กลัวว่านางจะไม่มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนั้น เตียวเสี้ยนสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วบรรจงเคาะประตูจวนขุนนางสามครั้งก่อนจะยืนนิ่งทำความเข้าใจกับภารกิจขอตัวเอง

          นับจากตอนนี้ไปข้ามีนามว่าเตียวเสี้ยนบุตรีบุญธรรมของขุนนางอาวุโสอ้องอุ้น...หาใช่ผู่เยว่หลานสาวของเจ้าหอสุขสันต์เหมือนครั้งอดีตไม่!

         ทันทีที่ประตูเปิดออก โลกก็ได้ขานรับกับเรื่องราวของสุดยอดหญิงงาม เจ้าของสมญา “จันทร์หลบโฉมสุดา” นับแต่นั้น...

         เมื่อแยกทางกับสาวงามแล้วซันซั่งเทียนก็คิดจะหาโรงเตี้ยมพัก บรรยากาศเมืองหลวงแตกต่างจากเมืองอื่นๆที่เขาเคยไปมาพอสมควร แม้ยามค่ำคืนก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย แทนที่จะรีบหาที่พักกลายเป็นว่าชายหนุ่มเลือกที่จะเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยตามท้องถนนเสียมากกว่า โดยปกติแล้วเขามักจะหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิก ด้วยการแย่งเงินทองจากพวกโจรหรืออันธพาลมาใช้จ่าย มีบ้างที่เล่นงานพวกขุนนางกังฉินชิงทรัพย์ ทั้งๆที่จริงแล้วนั้นเขามีพลังของชิ้นส่วนจารึกแห่งหินแร่อยู่ พลังนี้มีความหลากหลายมากสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็น ทอง,เงิน,รัตนชาติหรือแร่ธาตุอื่นๆได้ดั่งใจ แต่เขาไม่ค่อยได้ใช้งานมันสักเท่าไหร่

           ระหว่างที่กำลังเดินเล่นเขาก็ได้ยินเสียงบทสนทนาบทหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ เป็นการถกเถียงของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้ หัวข้อการพูดคุยคือผู้ที่มาจะคลี่คลายกลียุค หลายคนที่เริ่มพูดก่อนมักอวดอ้างคุณธรรมความภักดี มีบ้างที่กล่าวถึงบัญชาฟ้าและหลักศาสนา ทว่ากลับมีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวในสิ่งที่คล้ายคลึงกับตัวเขา

         “น่าแปลกที่ตัวข้ากลับคิดแตกต่างไปจากพวกท่าน คุณธรรมความภักดีของพวกท่าน ข้ากลับมองว่าเป็นเพียงเหตุผลข้ออ้างหรือของมือของผู้มีอำนาจ ที่ใช้ชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตามหรือใช้สร้างข้ออ้างหาเหตุผลในการกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผู้ที่จะรวมแผ่นดินได้ในมุมมองของข้า คนผู้นั้นต้องไม่ใช่ผู้ทรงธรรมหรือทรราย์ แต่ต้องเป็นคนที่ยืนอยู่ระหว่างทั้งสองสิ่งและพร้อมจะทำได้ทั้งสิ่งที่ดีและชั่ว รู้จักใช้คนทั้งที่ฉลาดและโง่เขลาให้เหมาะสมตามสถานการณ์...”

           ซันซั่งเทียนอมยิ้มน้อยๆให้กับคำพูดดังกล่าว ทว่าน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความทุกข์ทรมานอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มครุ่นคิดชั่วขณะก่อนจะตัดสินใจ ทะยานตัวขึ้นบนกำแพงบ้านหลังหนึ่ง สายตาจดจ้องไปยังห้องใหญ่ที่มีแสงเทียนส่องสว่างออกมาภายนอก ก่อนจะอาศัยท่าร่างพลิ้วกายกลางอากาศแล้วร่อนลงบนหลังคาเพื่อรับชมเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป

          “เหลวไหล คนแบบนั้นมันจะไปช่วยชาติได้ยังไง” เสียงของเฒ่าชราผู้หนึ่งพูดขึ้น

          “ใช่แล้ว คนแบบนั้นมีแต่พวกไผ่ลู่ลมที่เอนเอียงไปตามผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่มีวันเป็นใหญ่ได้หรอก” เสียงดุดันอีกเสียงหนุนเสริม

          “เจ้าคงถูกโรคภัยรุมเร้ามากเสียจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง” เสียงที่ดูหนุ่มแน่นเย้ยหยัน

          “นั่นเพราะพวกท่านทั้งหลายไม่อาจมองเห็นดังที่ข้าเห็น โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงสีขาวและดำ หากแต่ยังมีสีสันอีกมากมาย มนุษย์เองก็เช่นกันควรปรับตัวเลือกใช้สีต่างๆให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์” เสียงที่ดูเหมือนคนใกล้ตายกล่าวขึ้น

          “เสียทีที่พวกเราอุตส่าห์มาเยี่ยม เพราะเห็นว่าเป็นยอดบัณฑิตเช่นกัน ถ้าพูดกันไม่ลงรอยเช่นนี้ข้าคงต้องขอลา” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ย่ำเดินออกจากห้องไป เมื่อคนหนึ่งไปแล้วที่เหลือก็ค่อยๆลุกตามออกไป เหลือไว้แต่เพียงเจ้าของห้องผู้ที่กำลังป่วยหนักเท่านั้น

          “คนเช่นพวกท่านไหนเลยจะเข้าใจโลกของข้า” เสียงแหบพร่ากล่าวขึ้นแผ่วเบา ตามมาด้วยเสียงไอดังๆอยู่หลายครั้ง “สวรรค์เอ๋ยใยท่านไม่ให้เวลาข้ามากกว่านี้สักหน่อย ข้าไม่เคยเสียดายชีวิต แต่อยากมีโอกาสทำเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินสักครั้ง”

         คำพูดตัดพ้อต่อโชคชะตาของคนใกล้ตายเรียกความสนใจของซันซั่งเทียนได้ไม่น้อย แววตาเจ้าเล่ห์แสนซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มละไมราวกับเด็กที่พบเจอของเล่นชิ้นใหม่ ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจกระโดดลงจากหลังคาบ้านมายืนอยู่บนพื้น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้ห้องดังกล่าว พร้อมๆกับประตูที่เปิดอ้าออกโดยที่ไม่มีใครจัดแจง เปลวเทียนไหววูบตามแรงกระชาก ชายผู้ที่กำลังนั่งรอความตายอยู่บนเตียงนอนไม่มีท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เขายังคงสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงรูปสลัก ใบหน้าคมคายซูบซีดร่างกายผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง ดวงตาแม้จะอ่อนล้าโรยแรงแต่ยังคงเปล่งประกายกล้าดุจอัญมณีเลอค่า

          “ไม่ทราบว่าผู้มาเยี่ยมเยือนเป็นใคร?” เขารวบรวมแรงที่เหลือกล่าวถามออกไป

           “ผมคือคนที่สามารถทำให้เปลวเทียนแห่งชีวิตของคุณสิ้นสุดลงหรือว่ายืดยาวออกไปได้” น้ำเสียงนุ่มรื่นหูกล่าวตอบ

          ซันซั่งเทียนเผยให้อีกฝ่ายเห็นดวงตาสีมรกตคู่สวยของเขา ซึ่งมันเปล่งประกายเรืองรองขึ้นวูบหนึ่ง เปลวเทียนบนโต๊ะที่ใกล้มอบดับก็พลันลุกโชนขึ้นสูงเสียดเพดาน ก่อนจะแผ่วลงจนดับไปในที่สุด ทว่าเพียงแค่ชายหนุ่มดีดนิ้วครั้งเดียวเปลวเทียนดังกล่าวก็ลุกติดกลับคืนมา ซ้ำยังสว่างไสวดุจแสงไฟนีออน ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์สำหรับคนยุคก่อน ยามนี้เจ้าของห้องได้เห็นภาพลักษณ์อันเด่นสะดุดตาของผู้มาเยือน เรือนผมสีดำแกมแดงใบหน้าหล่อเหล่าผิดแปลกชาวจงหยวน ผิวกายขาวผ่องอมชมพูไม่ขาวเหลืองเช่นผู้คนในประเทศนั้น กลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับท่าที่สง่างามราวกับเทพจุติ ดวงตาที่แสนพิเศษราวกับดวงตาของเทพเซียน

         “ท่านคงมีข้อเสนอมาฝากข้ากระมัง” ชายผู้เจ็บป่วยเจียนตายกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ คล้ายมีแสงแห่งความหวังสาดส่องเข้ามาในโลกแห่งความมืดมิดที่เขาอยู่

        “ฉลาดดีนี่!” ผู้มาจากอนาคตกล่าวชม “เรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินที่กล่าวถึงเมื่อครู่ จะยึดถือสิ่งใดเป็นหลัก”

        “บทสรุป” คนผู้นั้นตอบแบบไม่ต้องคิด “ขอเพียงท้ายที่สุดแผ่นดินเป็นปึกแผ่นมั่นคง ผู้คนได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องวาดระแวงสงคราม ข้าไม่สนเลยสักนิดว่าข้าจะถูกมองว่าเลวทรามต่ำช้าเช่นใด”

        “จะยอมอุทิศตนเป็นดั่งอีกาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกรึไงครับ?” ซันซั่งเทียนหัวเราะเบาๆ “ทุกอย่างไม่ได้ง่ายดั่งปากพูดหรอกนะ”

        “คิดจะทำการใหญ่ย่อมต้องกล้าเสี่ยง ข้าคือคนที่ยืนอยู่เส้นขนานของโลก ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างดีเลว หากคิดยุติยุคของสงคราม ย่อมต้องมีทุนรอนและอำนาจบารมี ทั้งยังต้องรู้จักปรับเปลี่ยนกลวิธีตามสถานการณ์ หากจำเป็นแม้คนดีเราต้องฆ่าแม้คนชั่วเราก็ต้องสนับสนุน ของเพียงทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราคิดตามที่เราต้องการ ข้าเชื่อว่าหากข้ามีโอกาสและยังไม่ตายเสียก่อน ในท้ายที่สุดแล้ว ความฝันย่อมต้องกลายเป็นความจริง มันอยู่ที่ว่าจะมีใครให้โอกาสข้าหรือไม่”กล่าวจบก็มีเสียงไอดังขึ้นครั้งหนึ่ง ชายผู้นั้นยกแขนเสื้อซับเลือดที่มุมปาก หากแต่สายตายังแน่วแน่ไม่สั่นไหวตามสังขารที่โรยราลงของตน

          “น่าสนใจ” ซันซั่งเทียนกล่าวขึ้น ชั่วพริบตาเขาก็มายืนอยู่ข้างๆชายคนดังกล่าว มือขวาวางทาบไหล่ของอีกฝ่ายพร้อมกับพลังสายหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดสู่ร่างชายผู้ป่วยไข้ “นายจะยอมเป็นของเล่นชิ้นใหม่ให้ผมได้ไหม? จะสร้างเรื่องราวสนุกสนานให้ผมชมฆ่าเวลาได้หรือเปล่าล่ะ”

         “คนอย่างท่านคงไม่สนใจตำแหน่งฮ่องเต้หรอกใช่ไหม? ข้าเหมือนรู้สึกได้ว่าท่านต้องการสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป” น้ำเสียงของชายคนนั้นดูดีขึ้นผิดจากเมื่อครู่ลิบลับ ทั้งใบหน้าและร่างกายก็ดูเหมือนกับว่าจะมีเลือดฝาดมากขึ้น

          “ชีวิตผมมันน่าเบื่อ เลยอยากหาอะไรสนุกๆทำ แน่นอนว่าผมจะไม่ก้าวก่ายการทำงานของคุณ แต่ถ้าถามอะไรรบกวนตอบให้เข้าใจแบบไม่ปิดบังกันก็พอ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปากของชายผู้ที่มาจากอนาคต

         “เพียงแค่แตะตัวโรคภัยที่ไร้ทางรักษาก็ทุเลาขึ้นขนาดนี้ มีหรือที่ข้าจะกล้าปิดบัง”

         “ตกลงตามนี้ อย่าทำให้ผมผิดหวังซะล่ะ” กล่าวจบก็รั้งมือออกมากบ่า ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อหมุนกายนั่งลงบนโต๊ะ ชั่วพริบตาไอสังหารอันแรงกล้าสะท้านฟ้าดินก็กระจายออกโดยรอบครอบคลุมทั้งห้องและบ้านหลังนั้น ซ้ำยังแผ่ขยายออกไปไกลเกือบครึ่งเมือง บรรดาชาวบ้านสามัญต่างวิ่งเตลิดเข้าบ้านเรือนเพื่อหลบภัยตามสัญชาติญาณ พวกยอดฝีมือน้อยใหญ่ละมือจากกิจกรรมทุกอย่างฉวยอาวุธคู่มือมาไว้ข้างกาย ซ้ำยังเหลียวมองรอกายด้วยความหวาดระแวง

          แต่นั่นก็เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

          ทันทีที่ซันซั่งเทียนคลายจิตสังหาร บรรยากาศอันน่าหวาดกลัวก็พลันหายไป ผู้คนเกือบทั้งเมืองได้แต่งงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ราวกับพึ่งลืมตาตื่นจากฝันร้าย ชายผู้ที่พึ่งทุเลาจากโรคภัยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวอะไรอย่างนี้มากก่อน ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของเขายามนี้เหมือนกับเทพมรณะไม่มีผิดเพี้ยน

        “คุณชื่ออะไร?” น้ำเสียงเย็นยะเยือกกล่าวถาม

         เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตัดสินใจตอบออก

        “ผู้น้อยมีนามว่า ฟ่งเซี่ยว ชาวตำบลหยังตี๋เมืองอิ่งชวน”

         การพบกันของเขาทั้งสองจะนำมาซึ่งเรื่องราวไหนรูปแบบไหนกันแน่!?

         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,707 ความคิดเห็น

  1. #3667 NanohaxFate (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 07:16
    อย่างงี้กุยแกก็ได้ตีกะขงเบ้งสิสนุกแน่นอน
    #3,667
    0
  2. #3090 คนผ่านทาง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 20:31
    สาวงามไปซะแล้วลาก่อนและอาจจะลาขาด
    #3,090
    0
  3. #3060 xzerox2 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 10:42
     สนุกครับผมสู้ๆครับ
    #3,060
    0
  4. #3047 slzyzero (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 01:37
    ติดตาม
    #3,047
    0
  5. #3031 shaaon (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 15:09
    ฟ่งเซี่ยว กุยแก
    #3,031
    3
    • #3031-2 Vanalys(จากตอนที่ 8)
      7 กันยายน 2558 / 00:15
      ฟ่องเซี่ยวคือกุยแกรึนี่เพิ่งรู้
      *กุยแกคือกุนซือของโจโฉครับ แต่บทไม่ค่อยจะมีเลยไม่ค่อยจะดังเพราะตายเร็วเพราะป่วยแค่นั้นเองครับ
      กุนซือที่อยู่ฝ่ายเล่าปี่คือตันฮก ขงเบ้ง บังทอง ครับ
      #3031-2
    • #3031-3 Vanalys(จากตอนที่ 8)
      7 กันยายน 2558 / 00:15
      ฟ่องเซี่ยวคือกุยแกรึนี่เพิ่งรู้
      *กุยแกคือกุนซือของโจโฉครับ แต่บทไม่ค่อยจะมีเลยไม่ค่อยจะดังเพราะตายเร็วเพราะป่วยแค่นั้นเองครับ
      กุนซือที่อยู่ฝ่ายเล่าปี่คือตันฮก ขงเบ้ง บังทอง ครับ
      #3031-3
  6. #3023 mak663 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 01:49
    ไม่รู้
    #3,023
    0
  7. #3022 Rinray (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 00:43
    ใครอ่ะมะรุ้จัก ๅ= =
    #3,022
    0
  8. #32 ธานี สุวรรณฉวี (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 18:32
    ของคุณครับ
    #32
    0
  9. #31 WonderFul Life (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 18:28
    สุดยอดดดดด !~~~~~~~~
    #31
    0
  10. #30 Poowadeh Suwannarat (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 17:54
    รออ่านครับ
    #30
    0
  11. #29 mak663 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 17:19
    โจรสินะ
    #29
    0
  12. #28 ทาคาโตะ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 17:12
    ขอบคุณครับ พระเอกจะเล่นมากไปไหมน้อ ^^" จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าเนี่ย
    #28
    0
  13. #27 pgolf0009 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 16:51
    ขอบคุณครับ
    #27
    0
  14. #26 รามิเรส (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 16:34
    ขอบคุนคับ
    #26
    0