คัดลอกลิงก์เเล้ว

600 year, love [Kang Yebin x Kim Minkyeong] Part End

โดย Annominus

เรื่องราวในอีดต และปัจจุบัน ของเจ้าหญิง และสนมของพระราชา

ยอดวิวรวม

570

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


570

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


24
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ย. 59 / 22:40 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ติดตามตอนแรกได้ที่ 

https://my.dek-d.com/Annominus/writer/view.php?id=1508904

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 15 พ.ย. 59 / 22:40

บันทึกเป็น Favorite



Part 2

 

 








 

 

                        คิมมินกยอง เป็นชื่อที่เธอใช้มาตลอด เธอเติบโตขึ้นในปี ค.ศ. 881 ในสมัยก่อนเริ่มตั้งอาณาจักรโครยอ แต่ครอบครัวของเราเริ่มขึ้นต้นแต่ ค.ศ.ที่หนึ่งร้อยต้นๆ ตามที่พ่อกับแม่ของเธอได้เล่าให้ฟัง ซึ่งเวลายาวนานที่เราแต่ละคนยังมีชีวิตอยู่นั้น มันคงเป็นเรื่องที่ประหลาดมากในสายตาคนนอก แต่กับคนในตระกูลของเธอแล้ว มันเป็นเรื่องปกติ ตระกูล คิม ที่เธอใช้ไม่ใช่นามสกุลที่แท้จริง บรรพบุรุษของเธอย้ายถิ่นฐานมาจากต่างแดน เพื่อหลบหนีผู้ล่า พวกเค้าไม่เคยบอกเธอว่าเค้าหนีอะไร แต่นั้นแหละ มินกยองใช้ชีวิตในวัยเด็กและเจริญเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวผู้งดงาม เช่นเดียวกับแม่และพ่อ หลังจากผ่านค่ำคืนของวันครบรอบอายุ 18 ปี เธอจะไม่มีวันแก่ขึ้นอีก


                                ท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นสิ่งที่เธอชอบ เพราะฉะนั้นตอนเด็กๆเธอถึงได้แอบออกไปมองดูมันบนเนินเขาตรงป่าด้านหลังเสมอ พ่อของเธอ (เด็กที่ลุงของเธอเลี้ยงดูมาเพื่อใช้ปกปิดตัวตนของเรา)เป็นพ่อค้าใหญ่ เพราะฉะนั้นพื้นที่ในบ้านของเธอถึงได้ใหญ่โตขนาดที่ว่ากินบริเวณทั้งเชิงเขาและแนวป่าได้แบบนี้ และนอกจากท้องฟ้า คิมมินกยองยังชอบพระจันทร์เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นในวันที่พระจันทร์เต็มดวงแบบนี้ เธอถึงได้มานั่งมองดูมันอยู่บนหินก้อนใหญ่ที่กางโต๊ะเล็กๆไว้ กับแกล้มอย่างดีถูกเตรียม พร้อมกับเหล้าที่หายากไม่แพ้กัน และแก้วกระเบื้องอย่างดีสองแก้วที่วางอยู่ ไม่ถึงอึดใจ ลมปริศนาก็พัดผ่านมาจากรอบทิศทาง ทำให้ป่าและต้นไม้ใหญ่สั่นไหว แต่แทนที่สาวงานที่อยู่ในชุดสีอ่อนเนื้อบางจะหวาดกลัว กลับกัน เธอยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มกว้างที่สะกดคนทั้งโลกได้ 

 

                                ไม่คิดว่าคืนนี้ท่านจะมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ท่ามกลางสายลมที่พัดพาย่างรุนแรงอยู่รอบตัว คิมมินกยอง ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังขึ้น ก่อนที่ทั้งหมดจะหยุดนิ่งสนิท ราวกับว่าเมื่อครู่เป็นแค่ภาพลวงตา ร่างเล็กๆในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวออกมาจากความมืด หมวกปีกกว้างที่สวมบดบังใบหน้าของผู้มาเยือนเป็นส่วนใหญ่ พอจะเห็นได้แค่ปลายจมูกโด่งกับริมฝีปากบางสีชมพู และรูปร่างบอบบางนั้นที่บ่งบอกเพศของฝ่ายตรงข้ามได้เท่านั้น

 

                                     ถ้าเจ้าไม่คิด ทำไมถึงได้เตรียมแก้วมาสองใบเล่า คุณหนูผู้มาเยือนถาม แค่พริบตาเดียวร่างที่เห็นอยู่ที่ชายป่าก็หายเข้ามาจนเกือบชิด เสียงหัวเราะนุ่มๆนั้นดังขึ้นอย่างเป็นเอกลักษณ์เมื่อเห็นว่าสาวน้อยที่เตรียมอาหารมาหน้าแดงจัดไปกับความใกล้ชิดของเรา

 

                                      เลิกเรียกข้าว่าคุณหนูสักทีเถอะน้ำเสียงงอนๆต่อว่าอย่างน่าเอ็นดูนั้นทำให้อีกคนหลุดยิ้มออกมาบางๆ

 

                                     ทำไมข้าต้องเลิก คุณหนูเน้นท้ายเสียงเข้ม ด้วยความรู้สึกรื่นรมย์อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่การแกล้งให้เจ้าของใบหน้าสวยๆนั้นหงุดหงิดกลายเป็นเรื่องสนุกของเธอ

 

                                    “แกล้งข้าเป็นเด็กๆเด็กน้อยตรงหน้าพึมพำออกมาเบาๆกับตัวเอง ในขณะที่อีกฝ่ายที่หูดีเกินคนทั่วไปแล้วได้ยินเข้าได้แต่กลั้นขำ 

 

                                    “ก็จริง ข้ายอมรับ แต่เพราะอยู่แต่กับเด็กๆแบบเจ้านะสิ ข้าถึงต้องทำตัวแบบนี้พูดพร้อมกับยกมือไปขยี้ผมนุ่มๆนั้นเล่นอย่างหมั่นเขี้ยวไปกับใบหน้างอๆที่แสนน่ารักนั่น

 

                                    “ข้าพ้นสิบแปดแล้ว ไม่เด็กสักหน่อย

 

                                    “ก็ยังคงอ่อนวัยอยู่ดี ในสายตาข้า

 

                                    “ใช่สิ ใครมันจะอายุเกือบพันปีเหมือนท่านกัน

 

                                    “แล้วนั่นมันกลายเป็นความผิดของข้าแล้วรึ สาวน้อยเด็กสาวตรงหน้าไม่ตอบแต่การหันหน้าหนีพร้อมกับเงียบไปนั้นเป็นหนึ่งในคำตอบที่ดีว่าเธอเบื่อการโต้เถียงแบบนี้แล้ว 

                                   

                                    "มินกยอง.."เรียกเบาๆ แต่เจ้าของชื่อก็ยังคงทำเป็นไม่สนใจจริงๆ สงสัยว่าเด็กน้อยของเธอจะงอนซะแล้ว 

 

                                    "มินกยอง...ที่รัก.."เสียงนุ่มๆกับแรงกอดจากด้านหลังทำให้เธอใจอ่อน เหมือนกับทุกครั้งที่เค้าทำแบบนี้

 

                                    "ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก ข้าแค่.."

 

                                    "คิดถึงเรื่องที่ข้ากำลังจะไป..?"แขกผู้มาเยือนพูดตัดก่อนที่จะจบประโยค ซบหน้าลงกับแผ่นหลังนุ่มๆ ก่อนจะคลายอ้อมกอดแล้วดึงให้อีกฝ่ายมาสบตากันดี ๆ

 

                                    "ใช่" 

 

                                    "ข้าขอโทษ แต่ครอบครัวข้าไม่ใช่ฝั่งที่สนับสนุนกษัตริย์องค์ใหม่แบบครอบครัวเจ้า ข้าไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้"

 

                                    "ข้ารู้ ท่านจะไปเมื่อไหร่กัน" ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น คิมมินกยองเจอกับ คนลึกลับ ครั้งแรกเมื่อในคืนวันเพ็ญสองปีก่อน และหลังจากนั้น เราก็เจอกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดความเคยชินที่ได้เห็นหน้าก็กลายเป็นความรัก และเพราะยิ่งรู้ว่าเค้าเองก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่พิเศษแบบเธอด้วย หัวใจของมินกยองถึงได้เปิดรับให้อีกฝ่ายเข้าไปอยู่อย่างง่ายดาย 

 

                                    "เร็วที่สุด พวกเขากำลังหาเรืออยู่ บางทีเราอาจจะไปยังอีกฟากของโลก กลับไปยังที่ๆเราจากมาอีกครั้ง" ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่เค้าจะปลดเอาหมวกปีกกว้างที่สวมอยู่ออก วางมันลงข้างๆ จับมัดผมยาวประบ่าสีทองแปลกตานั้นขึ้นเป็นหางม้าเล็กๆ 

 

                                    "นั่นหมายถึงเราจะไม่ได้พบกันอีก" คิมมินกยองพูด และเค้าพยักหน้าอย่างตอบรับ ดวงตาสีแดงสวยของอีกฝ่ายนั้นแสดงออกถึงความรู้สึกกังวลใจได้อย่างชัดเจน 

 

 

                                    "ใช่ คงเป็นเช่นนั้น บางทีหลังจากนี้อีกสักร้อยปี รอให้เรื่องพวกนี้มันจางหายไปซะก่อน ข้าอาจจะกลับมา..มาหาเจ้า" น้ำเสียงนุ่มๆนั้นพูด เบาราวเสียงกระซิบ แต่มินกยองสามารถได้ยินมันได้อย่างชัดเจน 

 

                                    "แล้วครอบครัวท่าน?"

 

                                    "พวกเค้าดูแลตัวเองได้ อีกอย่างที่เจ้าว่า ข้าแก่พอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว รวมถึงดูแลเจ้าด้วย..ใช่หรือไม่" รอยยิ้มกว้างของคิมมินกยองนั้นเป็นคำตอบได้ดี รวมถึงร่างนุ่มนิ่มที่เบียดตัวเข้ามาชิดด้วยรอยยิ้มหวานเยิ้มนี่ด้วย 

 

                                    "ท่านสัญญาแล้วนะ คังเยบิน"

 

                                    "แน่นอน และข้าไม่เคยผิดสัญญา"และคิมมินกยองก็เชื่อในคำสัญญานั้น ในขณะที่ปล่อยให้ตัวเองถูกผลักลงกับพื้นหญ้านุ่มๆ รับรู้ถึงริมฝีปากเย็นเฉียบของอีกฝ่ายที่ส่งผลตรงข้ามทำให้ร่างกายของเธอร้อนจัด ที่เฝ้าวนเวียนอยู่ที่อวัยวะเดียวกันกับของเธอ ก่อนที่ริมฝีปากคู่นั้นจะลากลงต่ำลงไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับมือทั้งสองข้างที่คลายปมเชือกสายรัดเอว และทันทีที่ปมนั้นคลายออก มินกนองทำได้เพียงแค่หายใจเข้าลึกๆ เพื่อผ่อนคลายตัวเองจากความร้อนแรงที่ถูกปลุกขึ้นโดยปลายนิ้วเย็นเฉียบนั่น ในยามนี้ ทั้งพระจันทร์ดวงโต อาหาร หรือสุรารสเลิศ ก็ไม่มีอะไรที่จะดึงสายตาและสมาธิของคังเยบินไปได้มากกว่าสตรีที่ชื่อคิมมินกยองแล้ว 

 

                                              _________________________________________________________

 

 

                        คังเยบินยืนอยู่บริเวณท่าเรือ กลางดึกในยามราตรีเดือนมืด เวลาที่เธอจะไปจากแผ่นดินนี้ได้มาถึงแล้ว หญิงสาวซ่อนกายอยู่ในรูปลักษณ์ของบัณฑิตหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้ม มือขาวเกาะกุมโนรีแกที่ทำจากหยกเนื้อดีรูปผี้เสื้อ ลูบไล้ไปมาอย่างทะนุถนอม มันเป็นของแทนตัวของมินกยองที่เธอสาบานว่าจะรักษามันให้ดีที่สุด เฝ้ามองครอบครัวและข้ารับใช้ของเธอที่พากันวุ่นวายกับการขนข้าวของขึ้นไปบนเรือ คืนนี้เงียบผิดกับทุกคืน ไร้เสียงแมลง และสายลมสงบนิ่งจนน่ากลัว 


                        “นายท่าน ได้เวลาแล้วขอรับ” น้ำเสียงแหบๆจากคนสนิทนั้นดังพอที่จะทำให้เยบินละสายตาไปจากแนวไม้ที่จ้องอยู่ เธอยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าให้เงียบๆก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆ


                        “ไม่ได้ยินหรอ มีคนกำลังมา จากฝีเท้านี่คนมากพอดู บอกพวกเค้าให้ทิ้งข้าวของแล้วรีบขึ้นเรือเลย” ผู้เป็นนายพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ไม่คิดว่าองค์กษัตริย์จะรู้ตัวเร็วขนาดนี้ ในฐานะผู้สนับสนุนของตระกูลกบฏเก่า คงไม่มีทางรอดสำหรับตระกูลเราเป็นอันแน่ ถ้าหากว่าคนตระกูลคังจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาทั่วไปแบบคนอื่น


                        “เยบิน ให้พี่ช่วยเจ้าเถอะ” คังซึลกิ พี่สาวแท้ๆของเยบินพูดขึ้น หลังจากที่ทุกคนขึ้นไปบนเรือกันหมดด้วยเวลาอันรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แน่ละว่าพวกเค้าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป


                        “ไม่ พี่ซึลกิ ข้าจะจัดการเอง เพียงแค่คนไม่กี่ร้อยพวกนี้ ไม่ทำให้เหงื่อข้าออกด้วยซ้ำ”


                        “แต่เรือ..”น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง คังเยบินไม่ได้แข็งแกร่งมากเหมือนแต่ก่อน บาดแผลจากการต่อสู้กับผู้ล่าเมื่อสองร้อยปีก่อนยังคงไม่หายดี และซึลกิรู้ดีว่าแผลนั้นจะไม่มีวันหาย และผู้ล่าจะใช้ประโยชน์ในข้อนี้ตามหาเรา


                        “จัดการเสร็จข้าจะรีบตามไป รอเจอกันที่ปากอ่าวยามเช้า ถ้าไม่เจอข้า ท่านก็ไปได้เลย เวลาของเราช่างยาวนาน สักวันคงได้เจอกันเป็นแน่” น้องของเธอผู้ด้วยน้ำสียงสงบนิ่ง ราวกับตัดสินใจล่วงหน้าเอาไว้อยู่แล้ว

 

                        “เข้าใจแล้วน้องพี่ คิดจะทำแบบนี้อยู่แล้วสินะ เจ้าไม่อาจหักใจทิ้งบุตรสาวของตระกูลคิมไปได้”

 

                        “ใช่ ท่านรู้ใจข้าเสมอ อวยพรให้ข้าโชคดีด้วย ท่านพี่”

 

                        “โชคดี และรักษาตัว น้องข้า และขอให้เจ้าจงระวัง บางสิ่งที่อันตรายกว่านั้นอยู่ไม่ไกลนัก”

 

                        “ท่านหมายถึง..” ก่อนที่จะได้ถามต่อ เสียงโห่ร้องรวมกับเปลวไฟจากคบเพลิงพวกนั้นก็มาขัดจังหวะเราซะก่อน คังซึลกิในชุดสีเทาตบบ่าเธอสองครั้ง ก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็วบนเรือที่แล่นออกไปทันที คังเยบินถอนหายใจ มองชายหนุ่มที่ดูท่าว่าจะเป็นหัวหน้าในชุดเกราะสีเงิน กางราชองค์การออกมาอ่าน

 

                        “ตระกูลคังแห่งแคซอน มีความผิดโทษฐานสนับสนุนกลุ่มกบฏ มีโทษถึงตาย แต่ถ้ายอมรับอย่างโดยดี จะยกเว้นประหาร เหลือแค่ริบทรัพย์สินเข้ากองคลัง และเนรเทศออกนอกโครยอตลอดชีวิต”

 

                        “ท่านแม่ทัพจอง อย่าหาว่าข้าไม่เคารพเลยนะ แต่คำพูดพวกนั้นมันไร้สาระสิ้นดี สนับสนุกกบฏงั้นรึ เพราะเค้าพ่ายแพ้ถึงเป็นกบฏ ถ้าชนะถึงเป็นพระราชาสินะ..”น้ำเสียงประชดที่ดูเย้ยหยันอย่างแท้จริง คังเยบินยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มข่มขื่น เมื่อนึกถึงภาพคนมากมายที่ต้องตายไปในสงคราม ในฐานะกบฏ ทั้งๆที่ความจริง พวกเค้าต้องการแค่จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสงบด้วยซ้ำ


                        “นี่เจ้า..คังเยบิน เห็นแก่ความเป็นเพื่อน ยอมมอบตัวแก่ทางการซะเถอะ”ชายวัยสามสิบกว่าๆถอนหายใจ มองไปยังร่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในกองทัพด้วยสายตาเสียดาย ถ้าคังเยบินไม่ออกจากกองทัพหลังสงครามจบ ป่านนี้คงได้เป็นถึงมหาเสนาบดีทางทหารแล้วด้วยซ้ำ

 

                        “เห็นแก่ความเป็นเพื่อน น่าขำนัก ตระกูลข้าร่ำรวยที่สุดในแคซอน เลยถูกยึดทรัพย์เข้ากองคลังสินะ เห็นแก่ความเป็นเพื่อน คนที่บอกว่าพวกข้าจะไปจากโครยอในวันนี้กับทางการก็คือเจ้า เห็นแก่ความเป็นเพื่อนงั้นรึ เจ้าเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราตรงไหนกัน” ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มแดงจัดไปด้วยความโกรธผสมกับความอาย เค้าตะโกนสั่งไปยังกองทหารเสียงดังให้เตรียมตัวบุก ภาพของเหล่านักรบกับอาวุธชนิดต่างๆ ที่ตีวงล้อมเข้ามาใกล้นั้นไม่ได้ทำให้ยบินตื่นกลัวเลย กลับกัน เธอกำลังรู้สึกสนุกขึ้นมาด้วยซ้ำ

 

                        “ก็ดี ข้ากำลังหิวอยู่พอดีเลย วันนี้จะกินให้อิ่มเลยละกัน” สิ้นคำ ร่างนั้นก็หายไป และจากคำบันทึกของผู้รอดชวิต นี่ไม่อาจเรียกได้ว่าการต่อสู้ มันคือการสังหารหมู่อย่างแท้จริง เศษชิ้นเนื้อและเลือดกระจายไปทั่ว และหลังจากทุกอย่างสงบ มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆและดวงตาสีแดงเลือดเท่านั้นที่ยังคงฝังอยู่ในจิตใจของผู้รอดชีวิตไปตลอดกาล

 

                        หลังจากที่ทุกอย่างจบสิ้น ทายาทคนสุดท้ายในแผ่นดินโครยอของตระกูลคังก็เดินตรงไปที่แม่น้ำ เธอหวังจะล้างพวกคราบเลือดที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออกไปสักหน่อย แต่ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับไฟนาบตรงบาดแผลที่หลังนั้นทำให้เธอลืมเลือนทุกสิ่ง คังเยบินหน้าซีด พอๆกับที่บาดแผลจากผู้ล่านั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆ หวนนึกถึงคำของเตือนของพี่ซึลกิ พวกเขาอยู่ไม่ไกล  และสิ่งต่อมาที่เธอได้ยินคือเสียงกรีดร้อง แม้แผ่วเบาในความมืด แต่มันดังมาจากทางตึกของตระกูลคิมอย่างแน่นอน

 

                        ภาพของบุรุษและสตรีในชุดหรูหราสมฐานะของตระกูล ปรากฏขึ้นในสายตาของเธอทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตัวตึก ใบหน้าเคร่งเครียด และการหารือนั้นคงจะสำคัญมากพอดู เพราะนานๆที เธอจะเห็นเพื่อนสนิทอย่าง คิมจีซองทำสีหน้าแบบนั้น


                        “ข้าได้ยินเสียงร้อง”น้ำเสียงแหบๆ กับร่างในชุดบัณฑิตที่อาบไปด้วยเลือดนั้นปรากฏขึ้น รอยยิ้มบางๆเป็นเอกลักษณ์นั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าใบหน้านั้นจะซีดเซียวเพียงใดก็ตาม


                        “พวกเขากำลังมา เยบิน”เสียงของสหายเพียงไม่กี่คนของเธอดังขึ้น เค้าดูเหนื่อยล้ากว่าทุกที ในขณะที่สตรีข้างกายนั้นกุมมือแข็งแรงเอาไว้อย่างปลอบโยน


                        “ข้ารู้ สหายข้า ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังเตือนข้าได้เป็นอย่างดีว่าแต่ เจ้าไม่แปลกใจที่เจอข้า”


                        “แน่นอนว่าข้ารู้ว่าเจ้าไม่อาจทอดทิ้งลูกสาวข้าได้  ใช่ไหมสหาย”ใบหน้าคมเข้มนั้นยังอุส่ายิ้มบางๆ ให้กับความรักของเพื่อนสนิทกับลูกสาวของตน แน่นอนตอนแรกเค้าขัดขว้าง แต่ไม่มีใครปฏิเสธใบหน้าอ้อนวอนของมินกยองได้ แม้แต่บุรุษที่ได้รับฉายาว่าเหล็กกล้าแบบเค้าก็ตาม


                        “จริง และเจ้ามีเรื่องอยากจะขอร้องข้าสินะ” เยบินตอบ ในขณะที่รับชาร้อนๆจากผู้รับใช้มาจิบ


                        “ใช่ พามินกยองหนีไปซะ”


                        “ทำไม รวมกันสู้เรามีโอกาสมากกว่า”คำขอนั่นทำให้คนโดนขอร้องแทบสำลัก เยบินไม่เข้าใจ เพราะมินกยองแข็งแกร่งมากพอที่จะช่วยสู้ และอาจจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้เลยด้วยซ้ำ


                        “เราให้พวกนั้นเจอมินกยองไม่ได้”จีซองยังคงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเช่นเดิม


                        “มันเพราะอะไรกันละ ความสามารถของมินกยองจะมีส่วนช่วยสำคัญในศึกครั้งนี้”


                        “ไม่ได้ เพราะนางเป็น เพราะนางเป็นลูกสาวของ คาลร์”


                        “หมายถึงผู้นำสูงสุดของผู้ล่า ? เจ้าต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้”


                        “เยบิน เจ้าก็น่าจะรู้ นางไม่เหมือนพวกเรา นางไม่ต้องดื่มเลือด พลังของนางกล้าแข็งแม้ยามกลางวัน และที่สำคัญ ดวงตาของนงไม่เคยเปลี่ยนเป็นสีแดงเฉกเช่นพวกเรายามใช้พลัง”


                        “ข้าของร้อง พานางไป ปกป้องนางด้วยชีวิตของเจ้า และถ้าวันไหนที่เจ้าไม่สามารถดูแลนางได้แล้ว มอบจดหมายฉบับนี้ให้นาง มันจะอธิบายทุกอย่าง” คังเยบินไม่ได้ตอบรับ เธอเพียงแค่หยิบม้วนกระดาษสีขาวนั้นมาเก็บเอาไว้


                        “มินกยองอยู่ในห้องใช่ไหม ข้ารับปากว่าจะดูแลนาง ส่วนพวกเจ้า สหายข้า รักษาตัวด้วย” แม้รู้ว่าจะไม่มีทางเจอกันอีก เพราะพวกเค้าไม่มีทางรอด ภายในไม่กี่วัน ตระกูลคิมจะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ พวกผู้ล่าไปเคยปราณี แล้วพวกเค้าไม่มีวันตาย ไม่มีวันหยุด แต่คังเยบินก็ยังคงหวัง หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก

 

                                     _________________________________________________________

 

                        ใบหน้าคมๆของคนที่เธอรักเป็นสิ่งแรกที่คิมมินกยองเห็น เธอตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของคังเยบิน เราอยู่ในถ้ำเล็กๆ ที่มีเตียงรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ง่ายๆ วิวด้านนอกเป็นป่า และแม้ว่ามันจะดูเหมือนๆกัน แต่มินกยองมั่นใจว่าไม่เคยมาที่นี่แน่ๆ


                        “เราอยู่ที่ไหน” เสียงหวานๆนั้นปลุกคนที่นั่งเหม่ออย่างใช้ความคิดให้ตื่นขึ้น คังเยบินยิ้มบางๆ แล้วตอบคำถามนั้น


                        “มาทางใต้จากบ้านเจ้า ไกลมากๆ”


                        “เรามาเที่ยงงั้นหรือ แล้วท่านไม่ไป..


                        “เราไม่ได้มาเที่ยว พ่อแม่เจ้าขอร้องให้ข้าพาเจ้ามา และใช่ ข้าไม่ได้ไป”


                        “พาข้ามาจากอะไร”


                        “บางสิ่งที่อันตราย”


                        “ผู้ล่า”และความเงียบนั้นคือคำตอบ ผู้หญิงที่ฉลาดแบบคิมมินกยองจะรู้ได้ทันทีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น


                        “บอกข้าที่ว่าพวกเขาก็หนีไปด้วย” คิมมินกยองไม่ได้ร้องไห้ แม้จะรู้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าหนี พวกนั้นจะตามล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญ คนตระกูลคิมไม่เคยหนี พวกเขาพร้อมจะเผชิญหน้ากับความตายมากกว่าหนีอย่างคนขลาด


                        “เจ้าก็รู้ว่าไม่มีทาง คนตระกูลคิมไม่เคยหนี”


                        “ข้ารู้ เยบิน ข้ารู้” วันนั้นหมดลงโดยที่คังเยบินกอดร่างนุ่มๆนั้นไว้ในอ้อมแขน คิมมินกยองไม่เคยร้องไห้ นางแค่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รัก หวังให้นี่เป็นเรื่องร้ายๆ เรื่องสุดท้ายที่นางจะเจอ

 

                        หกปีต่อจากนั้น พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุข เยบินกับมินกยองท่องเที่ยวไปด้วยกันทั่วโครยอ และอาณาจักรใกล้เคียง ฝันร้ายเรื่องผู้ล่าเจือจางลง แต่อย่างที่พวกเค้าบอกยามใดที่เราคิดว่ามีความสุขจริงๆแล้ว ฝันร้ายมักจะมาหา มันเริ่มต้นขึ้นด้วย ความเจ็บปวดที่คุ้นชิน ผิดกับที่ตอนนี้ คังเยบินสบตาเข้ากับผู้ล่าที่ฝากรอยแผลเอาไว้ที่หลังเธอโดยตรง แม้จะแค่เสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่ร่างนั้นจะหายไป  


                        “มินกยอง เก็บของ เจ้าต้องไปแล้ว” ทันทีที่กลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่คังเยบินทำคือหยิบเอาม้วนกระดาษเก่าๆนั้นยื่นมาให้เธอ พร้อมกับคำสั่งที่น่าแปลกใจนั่น


                        “เก็บของ เราจะไปไหนกัน”


                        “ไม่ใช่เรา แต่เป็นแค่เจ้า ข้าไม่อาจหนีไปได้ รอยแผลนี่จะทำให้พวกเค้าเจอข้า ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ตาม”


                        “ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะทิ้งท่านลงหรอกนะ เยบิน”


                        “แต่เจ้าต้องทำ ข้าขอร้อง ข้ายอมเสี่ยงให้เจ้าเป็นอะไรไม่ได้ มินกยอง อ่านม้วนกระดาษนั่น แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง ลาก่อน ที่รักของข้า” และสิ้นเสียง ก่อนที่มินกยองจะได้ทำอะไรต่อไป ร่างของคนที่เธอรักที่สุดก็เลือนหายไปด้วยพลังของเจ้าตัว เหลือเพียงรอยยิ้มที่เสณ้าสร้อยและงดงามนั้นให้เธอ


                        เป็นเวลาสามสัปดาห์ที่คิมมินกยองออกเดินทางเพียงลำพัง เธอพยายามตามหาเยบิน แต่หลังจากที่อ่านทุกอย่างจนเข้าใจแล้ว เธอก็เลิก เพราะรู้ดีว่านี่เป็นทางที่ดีที่สุด แต่แล้ววันหนึ่งในป่าลึก มินกยองก็พบเจ้าของร่างคุ้นตานั้นในสภาพอาบไปด้วยเลือด


                        “เยบิน ท่าน..” นางไม่สามารถพูดอะไรไปได้มากกว่านั้น ย่อกายลงประครองเอาคนที่รักที่เต็มไปด้วยรอยแผลนั้นเข้ามากอด ไม่ได้นึกรังเกียจเลือดสีดำที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั้นเลย


                        “เลือดจากหัวใจปีศาจ เป็นของดีนะ ว่าไหม” แม้พูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นแต่คังเยบินก็ยังอุส่าเล่นมุก เธอหยิบขวดน้ำออกมา เทมันทิ้ง แล้วใช้รองเลือดของตัวเองแทน


                        “มันจะมีประโยชน์ เจ้ารู้ใช่ไหม ถ้าเราเจอกันอีกครั้ง” คิมมินกยองพยักหน้า ยกมือนุ่มๆนั้นมาแนบแก้ม ขวดเลือดนี้จะเป็นสื่อกลางในการกระตุ้นพลังที่ดี


                        “และภาพเขียนนี่ด้วย” คิมมินกยองพูด ตบลงเบาๆบนม้วนคำภีร์โบราณ ที่มีเนื้อหาที่มองไม่เห็น ซึ่งจริงแล้ว คำเดียวที่สลักลงไปบนนั้นคือคำว่า หวนคืน ผู้ที่แตะวันจะได้รับพลังแห่งอดีต และเป็นแบบเดียวกับอดีตของตน


                        “รอข้าหน่อยนะ ที่รัก” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา พร้อมจางหายลงทุกเมื่อ เช่นเดียวกับชีวิตของคังเยบิน


                        “แน่นอน ข้าสัญญา”


                        “อื้อ คราวนี้ เจ้าจะได้ไม่งอแงเรื่องที่ข้าแก่กว่าแล้วนะ เด็กดี” หลังจากนั้น มือนั้นก็ตกลง ด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างกายตรงหน้าจะลุกเป็นไฟสีน้ำเงิน สลายไปกับกับสายลมเบาๆที่พัดผ่าน

 

                              __________________________________________________________________

 

                        เวลาแห่งการรอคอยของคิมมินกยองช่างยาวนาน แต่ในที่สุด ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจง เธอก็ได้เจอ คังเยบินของเธอไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยสักนิด และทุกอย่างที่เธอทำก็เพื่อให้เราได้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หลังจากที่ออกจากวัง วันเดียวกับที่เธอบอกให้เยบินรอเธอก่อน คิมมินกยองตัดสินใจไปหาพ่อของเธอเป็นครั้งแรก ผู้นำแห่งเหล่าผู้ล่า เธอยื่นข้อตกลงกับเค้า ว่าจะดำรงอยู่ในฐานะผู้ล่าเคียงข้างเค้าเป็นเวลาหลายร้อยปี แลกกับอิสระของเธอ และชีวิตของเยบิน รวมทั้งตระกูลคังที่เหลือ จนมาถึงยุคปัจจุบัน คิมมินกยองในชุดเดรสสีขาวเฝ้ามองยัยเด็กที่เมาไม่รู้เรื่องนั้นเล่าเรื่องเธอเป็นตุเป็นตะด้วยรอยยิ้ม และแน่นอน เธอตอบรับคำชวนนั้น 


                        “ท่านใจร้ายมาก มินกยอง” เจ้าเด็กตัวเล็กที่ซบหน้าอยู่กับอกของเธอพึมพำออกมาเบาๆ ในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่ยิ้ม


                        “เจ้าใจร้ายกว่าข้า ไม่สิ ตอนนี้ต้องพูดว่า เธอใจร้ายกว่าชั้นเยอะ เยบิน” เจ้าตัวเล้กเงยหน้ามามอง ส่ายหน้าก่อนที่จะก้มลงกัดบนจมูกโด่งๆนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว


                        “เรื่องไหน ที่หนีไปสู้กับผู้ล่าแล้วแพ้ไม่เป็นท่านะหรอ หรือเรื่องที่ดื่มเลือดตัวเอง” พูดพร้อมกับดวงตาวาวระยับนั้น


                        “จำได้แล้วหรอ”


                        “แน่นอน คุณหนู”


                        “บอกแล้วไงว่าห้ามเรียก”


                        “ไม่หรอก ข้าจะเรียก ก็เจ้าเป็นคุณหนูของข้าตลอดไปนี่นา”


                        “สัญญานะ”


                        “สัญญาสิ” และทั้งคิมมินกยองกับคังเยบินไม่เคยผิดสัญญา

 




                                                                                          END



-

--

---

ในที่สุด ตอนจบก็มาแล้ว หวังว่าจะชอบกันนะ 


มาพูดคุยต่อได้ในแท็ก #ฟิค600 


แล้วเจอกันใหม่ ฝันดีค่ะ 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Annominus จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 U.U
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 00:25
    งงนิดนึงค่ะ แต่สนุกดี ไรท์ไม่ลงเรื่องซอมบี้แล้วหรอคะ ชอบมาก แชบิน
    #1
    0