The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 8 : 7 - ลูกศิษย์ใหม่ “ข้า...ชื่อแอช...”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 พ.ค. 60

บทที่ ๗

ลูกศิษย์ใหม่

 

สายลมอ่อนพัดพลิ้วเข้ามาทางหน้าต่าง นำพาให้ผ้าม่านโปร่งบางถักตามขอบด้วยลวดลายโค้งต่อเนื่องเหมือนเกลียวคลื่นสะบัดไหว สายลมรอบปราสาทซึ่งมีกลิ่นไอเกลือจางๆ ยังคงเย็นสดชื่น แต่ตอนนี้กลับไม่อาจช่วยให้ศีรษะที่กำลังร้อนผ่าวเพราะแถวตัวอักษรตรงหน้าผ่อนคลายได้เลย

นัยน์ตาสีน้ำตาลกวาดซ้ำย่อหน้าเดิมเป็นรอบที่ห้า แล้วก็รอบที่หก ศัพท์ต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยตียุ่งเหยิงในสมอง ไม่อาจกลายเป็นใจความที่เข้าใจชัดเจน

องค์หญิง มีเสียงเคาะประตูพร้อมคำบอก เคียราเองเพคะ

เข้ามาสิ องค์หญิง ทิ้งศีรษะลงซบกับโต๊ะอย่างเมื่อยล้า หลังจากตอบอ่อยๆ พอให้อีกฝ่ายได้ยิน

จะเปิดได้อย่างไรเพคะ ก็ทรงลงกลอนประตูอยู่

เด็กสาวเพิ่งนึกได้ว่าตนทำอย่างนั้นเพื่อกันคนรบกวนสมาธิ จึงลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปเปิดประตูให้หญิงสาวที่อายุมากกว่าตนเล็กน้อยซึ่งสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเทาแบบเรียบๆ และเกล้าผมสีน้ำตาลเข้มขึ้นเป็นมวย คลุมด้วยผ้าคลุมผมผืนเล็กๆ สีขาวอันเป็นเครื่องแบบของนางกำนัล

เบื้องหลังหญิงสาวมีชายร่างสูงสวมชุดเกราะเบาของทหารองครักษ์ นัยน์ตาสีฟ้าจาง และผมสีทองคำขาว

ดูลัสด้วยหรือ เจ้าหญิงขมวดคิ้วทันควัน

ก็...หม่อมฉันเกรงว่าถ้าองค์หญิงทรงลงกลอนแล้วเปิดไม่ได้เพราะอะไรก็ตาม จะให้ท่านดูลัสช่วยเปิดเข้ามาเพคะ เคียราออกตัวเสียงอ่อนๆ

อย่างกับจะมีใครเอาธนูมายิงเราข้ามทะเลอย่างนั้นละ เด็กสาวเจ้าของห้องประชด

อย่าตรัสอย่างนั้นสิเพคะ องค์หญิง หม่อมฉันกับท่านดูลัสเป็นห่วงองค์หญิงนะเพคะนางกำนัลสาวเตือน ตอนนี้องค์หญิงทรงเป็นรัชทายาทพระองค์เดียว ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา...

อย่าย้ำได้ไหม!” เจ้าหญิงแอชลีนน์กลับหลังหันทันควัน

ขะ...ขอประทานอภัยเพคะ

เด็กสาวถอนหายใจกับเสียงอ่อยๆ ของอีกฝ่ายและบอกตนเองว่า...เอาเถิด เคียราเป็นห่วงเธอจริงๆ แม้จะพูดไม่เข้าหูไปสักหน่อย ช่างเถอะ มีธุระอะไรกัน

คุณท้าวทราซาให้มาทูลเชิญองค์หญิงไปทรงลองฉลองพระองค์สมรสเพคะ

คนถูก ทูลเชิญ หันขวับกลับมาขมวดคิ้วอีกรอบ ตอนนี้น่ะหรือ

ฉลองพระองค์เสร็จแล้วนี่เพคะ

อีกตั้งเป็นเดือนๆ ...สี่ห้าเดือนได้กระมังกว่าจะถึงวันทำพิธีจริงๆ จะรีบลองอะไรกันนักนะ

ต้องทรงลองไว้เสียเนิ่นๆ เพคะ เคียราพูดขึงขัง เกิดฉลองพระองค์มีอะไรผิดพลาดจะได้รีบแก้ไขทัน

แล้วถ้าเกิดแก้ไขไปแล้วรูปร่างเราเปลี่ยนขึ้นมาตอนใกล้พิธีล่ะ จะทำอย่างไรกัน

องค์หญิง เคียรายิ้มเฝื่อนๆ เสด็จไปทรงลองฉลองพระองค์เดี๋ยวเดียวเองเพคะ ใช้เวลาไม่นานหรอก

ไม่อยากลอง ไว้ลองวันหลังไม่ได้หรือเด็กสาวทำหน้าง้ำ

แต่คุณท้าวสั่งให้ทูลเชิญองค์หญิงมาให้ได้เพคะ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้นหม่อมฉันจะถูกตำหนินะเพคะ

เอ้า! ก็ได้ แอชลีนน์จำใจรับหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ครั้นลุกขึ้นและเริ่มก้าวไปยังประตู เคียราก็ขัดเสียก่อน

เดี๋ยวก่อนเพคะ พระเกศายุ่งนะเพคะ

นิดเดียวเองไม่เป็นไรหรอก

แต่คุณท้าว...“

ก็ได้ๆ แอชลีนน์กลับหลังหันอีกครั้ง ด้วยไม่อยากฟังคำบ่นของแม่นมเจ้าระเบียบนัก ดูลัส ออกไปก่อน ปิดประตูด้วย

พ่ะย่ะค่ะ เสียงรับเบาๆ ตามมาด้วยเสียงประตู

เจ้าหญิงก้าวยาวๆ กลับไปนั่งที่เก้าอี้เบาะกำมะหยี่ ให้นางกำนัลคลายผมสีเกาลัดที่รวบถักเป็นเปียด้านหลังออก แล้วใช้แปรงขนนุ่มหวีให้เรียบร้อย

ทรงพระอักษรอยู่หรือเพคะ คนยืนแปรงผมถาม แล้วก็เสนอเมื่อได้ยินเสียงตอบรับเบาๆ ในคอ ทรงพักบ้างเถอะเพคะ ไหนว่าทรงพระอักษรแล้วจะทรงปวดพระเศียรไม่ใช่หรือ

แต่ถ้าไม่อ่านหนังสือเลยก็ไม่มีอะไรทำ แอชลีนน์บ่นแม้จะตระหนักดีว่ายังมีสารพัดสิ่งที่ตนถูกขอร้องกึ่งเคี่ยวเข็ญให้ทำเพื่อเตรียมตัวสำหรับพิธีที่ใกล้มาถึง...แต่ตัวเธอเองไม่อยากให้มาเอาเสียเลย

ฝึกเสด็จพระราชดำเนินล่ะเพคะ เห็นตรัสว่าทรงไม่ชินกับฉลองพระบาทคู่ใหม่ไม่ใช่หรือนางกำนัลคนสนิทพูดถึงสิ่งหนึ่งในนั้น

เคียราก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือเด็กสาวขมวดคิ้วทันควัน

...ขอประทานอภัยเพคะหญิงสาวรับ หม่อมฉันเพียงแต่อยากให้องค์หญิงทรงพระสำราญขึ้น

แน่ละ ใครๆ ก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน ส่วนเธอเอง...จะบอกว่าไม่อยากมีความสุขก็ไม่ใช่ ทว่าเจ้าหญิงผู้เหลืออยู่เพียงลำพังไม่รู้ว่าตัวเธอจะมีความสุขได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครยอมมอบสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ให้แก่เธอเลยแม้แต่น้อย

เราอยากพบท่านราชครูแอชลีนน์เอ่ยลอยๆ มีเรื่องอยากถามท่านตั้งมากมาย

ท่านราชครูกำลังวางแบบทดสอบยุ่งอยู่นะเพคะ

เด็กสาวกลั้นเสียงถอนหายใจ ...เป็นอย่างนี้ทุกที อีกฝ่ายมักไม่ว่าง หรือถึงว่างก็คงอ่อนใจกับการอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเสียงเน้นย้ำช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำขึ้นทุกครั้ง ในเมื่อเธอไม่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียวเหมือนเสด็จพี่ไอลีชที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

และที่สำคัญกว่าคือเธอเป็นผู้หญิง ซึ่งจะอย่างไรก็ไม่มีทางเฉลียวฉลาดได้เท่าผู้ชายอยู่ดี

หากทรงไม่เข้าพระทัยก็ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ พระสวามีขององค์หญิงจะเป็นผู้ดูแลด้านการปกครองเอง ส่วนพระองค์ก็ทรงส่งเสริมพระสวามีในทางที่ทรงสามารถเถิด

ทางที่ทรงสามารถ คือการแต่งงานกับชายที่ชนะการทดสอบและให้กำเนิดลูกของเขา เมื่อนั้นเธอกับราชวงศ์จะมีทายาทสืบทอดสายเลือด อาณาจักรจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง แต่คิดแล้วเธอกลับหดหู่ ไม่อาจรู้เลยว่าชายที่ว่าจะเป็นคนอย่างไร ดีหรือไม่ เข้ากับเธอได้หรือไม่ และจะนำพาธีร์ดีเรไปในทิศทางใด

ผู้เข้าทดสอบคนเดียวที่เธอรู้จักมากกว่าใครมีเพียงดูลัส ฟาร์รุล บุตรชายของเจ้ามณฑลแห่งอุลทูร์ เขาเคยเป็นเพื่อนของเสด็จพี่ไอลีช และบัดนี้เป็นราชองครักษ์ประจำตัวของเธอ

หากว่าเป็นดูลัส แอชลีนน์คิดว่าเธอคงจะยอมรับได้...ไม่ยากนัก

ดูลัสคงเตรียมตัวยุ่งเหมือนกันสินะ เด็กสาวเปรย

เธอเคยถามเขาเรื่องที่สงสัยในวิชาต่างๆ อยู่เหมือนกัน แต่อีกฝ่ายก็ไม่ค่อยว่างให้คำตอบอย่างละเอียด แอชลีนน์จึงไม่กล้ารบกวนทั้งเวลางานและเวลาทบทวนของเขาเท่าไร

เพคะ เคียราตอบ แล้วก็เอ่ยลอยๆ ในอีกพักหนึ่ง ลือกันว่าเจ้ามณฑลยาร์ลาธเริ่มทุ่มเงินจ้างอาจารย์จากต่างแดนแล้วเพคะ

อย่างนั้นหรือ อาจารย์ที่ไหนอีกล่ะ เจ้าหญิงถามโดยไม่ใส่ใจฟังคำตอบนัก

เธอได้ยินข้ารับใช้ใกล้ชิดพูดกันบ่อยๆ ว่าขุนนางต่างๆ ที่ส่งลูกหลานเข้าทดสอบครั้งนี้ทุ่มเงินจ้างอาจารย์ฝีมือดีจำนวนมากจนเป็นเรื่องธรรมดา ซ้ำแต่ละคนยังชอบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เกทับ กันเสียด้วยซ้ำ ราวกับว่าชื่อเสียงและค่าจ้างก้อนโตเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะ

เจ้าหญิงเห็นว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี ดูลัสยังพูดเลยว่าร้อยวันพันปีลูกขุนนางหลายคนไม่เคยตั้งใจเรียน...ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งหน้าที่ของตระกูลรออยู่เบื้องหน้า แต่พอมีการทดสอบเลือกพระราชาทีเดียวก็เห่อเรียนกันยกใหญ่

เธอเชื่อว่าองครักษ์หนุ่มมีสิทธิ์พูดเช่นนั้นเต็มที่ เขาไม่ได้จ้างอาจารย์พิเศษใดๆ แต่สอบเข้าเรียนในวิทยาลัยหลวงเหมือนสามัญชน ทั้งยังเรียนตามปกติจนจบการศึกษาเมื่อต้นปีนี้ ทั้งๆ ที่ทำงานเป็นองครักษ์ของเธอไปด้วย เวลาว่างเธอเห็นเขาอ่านหนังสือบ่อยๆ ซ้ำอ่านจบรวดเร็วกว่าเธอหลายเท่า

หากว่าวิทยาลัยหลวงทำให้เขาเก่งได้อย่างนี้ แอชลีนน์ก็อยากไปเรียนสักครั้ง ติดที่พระราชวงศ์ควรได้รับการศึกษาเฉพาะในวังโดยพระอาจารย์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ไม่อาจเรียนร่วมกับคนต่างฐานันดร กระทั่งเสด็จพี่ไอลีชยังได้แต่ทรงขอข้อสอบจากวิทยาลัยมาทำเพื่อทบทวนส่วนพระองค์เท่านั้นเอง

ได้ยินว่าเป็นคนทะเลทรายเพคะ เสียงตอบของเคียราดึงเธอกลับมา หลังเสร็จการประชุมประจำปีเมื่อสามวันก่อน เสนาบดีคนหนึ่งค่อนขอดว่าเขาอุ้มชูคนเถื่อน เจ้ามณฑลยาร์ลาธเลยตอบกลับไปว่าคนทรายนั่นเป็น เพชรในตม มิหนำซ้ำชมเขาว่าอายุยังน้อย แต่สอนได้ทั้งการเมืองการปกครองและการต่อสู้ด้วย ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

แอชลีนน์ขมวดคิ้ว ...คนทะเลทรายน่ะหรือจะรู้อะไรมากมายขนาดนั้น เธอเคยได้ยินแต่ว่าพวกเขาป่าเถื่อนไม่ค่อยรู้หนังสือ อยู่กระโจมแทนบ้านถาวร เป็นแต่เลี้ยงแพะแกะร่อนเร่ สู้รบกันเองก็บ่อยครั้ง ทั้งยังน่าขำที่แยกพื้นที่กระโจมเป็นส่วนหญิงชายชัดเจน แต่มีภรรยาหลายคนอยู่ในกระโจมเดียวกัน ถึงตั้งเมืองตามโอเอซิสหรือแหล่งน้ำในทะเลทรายได้ก็ไม่เจริญเท่าธีร์ดีเร ซ้ำผู้อพยพชาวทะเลทรายสร้างปัญหาให้แก่อาณาจักรของเธอมากมาย ทั้งเรื่องฉกชิงวิ่งราว ปล้น เป็นนักรบรับจ้าง หรือรวมกลุ่มอยู่ตามพื้นที่ไร้กรรมสิทธิ์จนเกิดเป็นแหล่งเสื่อมโทรม มีคนพูดว่าพวกเขาดีกว่าเผ่าอัสลานในทุ่งหญ้าตะวันออกนิดเดียว...ตรงที่ยังไม่ทำเรื่องสังหารหมู่ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์

คนจากที่แบบนั้นจะเป็นอาจารย์ที่เจ้ามณฑลยอมรับได้เชียวหรือ

เจ้าหญิงตั้งคำถาม ถึงจะไม่เคยรู้จักเจ้ามณฑลยาร์ลาธเป็นการส่วนตัว แต่เธอก็เคยได้ยินท่านน้าคอนรอยผู้สำเร็จราชการชมว่าเขาเป็นคนฉลาด แม้ไม่มีความสามารถด้านการรบหรือการเสนาธิการจนโดดเด่นเหมือนเจ้ามณฑลอุลทูร์ บิดาของดูลัส แต่ก็พัฒนาเรื่องการทูตและการค้ากับซาเกรดา โซลที่อยู่ทางใต้และกับแดนโพ้นทะเล โดยเฉพาะทางชายฝั่งตะวันตกของยาร์ลาธจนรุ่งเรืองขึ้นมาก กระทั่งได้ฉายาว่า มังกรน้ำแห่งทะเลตะวันตก

ลองคนระดับมังกรน้ำสนใจขึ้นมา ชายทะเลทรายคนนั้นก็เห็นจะไม่ธรรมดาจริงๆ กระมัง

แอชลีนน์คิดไปเรื่อยๆ ...ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่ใกล้ตัวเธอมากกว่านั้นขึ้นมาได้

เคียรา อารามที่เราจะไปแสวงบุญเร็วๆ นี้อยู่ในแคว้นยาร์ลาธ...ใช่ไหมนะ

 

แสงตะวันยามเย็นฉาบเสื้อผ้าสีอ่อนซึ่งแขวนเรียงรายให้เป็นสีส้ม ขณะที่ลมแรงในฤดูร้อนพัดพวกมันให้ปลิวไสว

หญิงสาวเก็บผ้าผืนสุดท้ายบนราวใส่ตะกร้าหวาย และครั้นไม่เห็นสมาชิกอื่นๆ ในบ้านอยู่แถวนั้น เธอก็กุมหน้าท้องที่บัดนี้ขยายขึ้นมาก เตรียมคุกเข่าย่อตัวลงเก็บตะกร้า...แต่แล้วมือของใครอีกคนก็จับตะกร้าเสียก่อน ให้ข้าช่วยเถอะ

เธอเงยหน้า ครั้นเห็นเด็กหนุ่มผมสีดำที่ส่งยิ้มให้ก็ยิ้มตอบอย่างยินดี อาเมียร์! ลูกมาตั้งแต่เมื่อไรกัน

เมื่อครู่นี้เอง เด็กหนุ่มยกตะกร้าขึ้นประคองด้วยสองแขนอย่างง่ายดายราวกับไม่ใช่ของหนักเลยแม้แต่น้อย

แล้วรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราย้ายมาที่นี่แล้ว สิมาตั้งคำถาม

ข้าขอให้คนของท่านเจ้ามณฑลช่วยสืบให้ อาเมียร์ตอบ

สิมามองคนพูดนิ่งอยู่และจับความจริงที่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกได้อย่างเงียบๆ ...เด็กหนุ่มคงไม่รู้ตัวว่าเวลาพูดปด เขาจะสบตาผู้ฟังแทบไม่กะพริบ ไม่มองไปทางอื่น ไม่ขยับร่างกายเป็นธรรมชาติ หญิงสาวประหลาดใจตั้งแต่แรกแล้วว่าหลังอาเมียร์ออกไปจากบ้านไม่นาน นายจ้างของสามีก็บอกว่ามีที่ดินในหมู่บ้านอาแดร์กำลังประกาศขาย ที่ผืนนี้กว้างขวาง สภาพไม่เลว ซ้ำราคาถูกและอยู่ใกล้เคนมาราอย่างไม่น่าเชื่อ สองสามีภรรยาจึงอดคิดไม่ได้ว่าลูกชายย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน

แต่หากเด็กหนุ่มไม่อยากพูด เธอก็รู้ว่าคาดคั้นไปไม่มีประโยชน์...และได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ทำให้ใครอีกคนที่รักเขาเช่นกันเจ็บปวดมากไปกว่านี้

ลูกพบพ่อหรือยัง

ยัง ข้าไม่เห็นใครตรงหน้าบ้าน เลยอ้อมมาข้างหลังแล้วเจอแม่เป็นคนแรกนี่ละ เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มพูดปดอีกครั้ง เพราะท่านซิอ์บุลเพิ่งต้อนวัวกลับบ้านมาไม่นานนี้เอง ไม่มีทางคลาดกันได้ แต่ไม่ทันแย้ง เขาก็เปลี่ยนเรื่องพูดทันที จะแปดเดือนแล้วใช่ไหมนี่

จ้ะหญิงสาวยังรักษาท่าทีและยิ้มรับตามเดิม อีกสองเดือนคงคลอด เข้าต้นฤดูใบไม้ร่วงพอดี เห็นเขาว่าช่วงนั้นจะมีเทศกาลเก็บเกี่ยวด้วย ลูกแวะมาได้ใช่ไหม น้องๆ บ่นหาลูกกันใหญ่  

ก็แล้วแต่นายอนุญาต อาเมียร์รีบเปลี่ยนเรื่องเช่นเคย แม่น่าจะให้ลีชาเก็บผ้าแทนนะ ก้มๆ เงยๆ มากไม่ดีหรอก

หลังบ้านนี้โล่ง ลีชาไม่ค่อยกล้ามา ผู้เป็นแม่ให้เหตุผลง่ายๆ เธอยังคงอยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายมากกว่า ลูกล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้มาตั้งเกือบเดือนทีเดียว

ข้าอยากมาให้เร็วกว่านี้ แต่เพิ่งเริ่มงานเดือนแรกก็ต้องตั้งใจหน่อย แล้วนี่... เขาล้วงเข้าไปในถุงเงินที่เข็มขัด หยิบเหรียญจำนวนหนึ่งขึ้นมาส่งให้หญิงสาว ...เงินเดือนเดือนแรกของข้า ข้าแบ่งมาให้

สิมากลับมองเงินตรงหน้านิ่งอยู่ หลังจากซื้อบ้าน เงินเก็บของครอบครัวเหลือไม่มากนักแต่ก็ไม่ถึงกับขาด แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มให้เงินเธอได้อย่างภาคภูมิว่าเป็นน้ำพักน้ำแรงของเขาจริงๆ เธอก็อยากให้ลูกชายได้มีเงินใช้ตามสบาย โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ห่างบ้าน

แล้วลูกมีเงินพอใช้หรือ

พอ เขาให้ข้ามาเยอะกว่านี้อีก แม่ไม่ต้องห่วง อาเมียร์รับรองยิ้มๆ ข้าไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรด้วย เพราะพักกินอยู่ที่นั่นเลย

แล้วเสื้อผ้าล่ะ มีพอไหม เธอนึกได้ว่าเขานำเสื้อผ้าติดตัวไปแค่สองสามชุดเท่านั้น ต้องการเสื้อผ้าใหม่หรือเปล่า แม่จะได้เย็บให้

ท่านเบเรคให้เสื้อผ้าใหม่ข้าเกินพอ แต่วันนี้ไม่ได้ใส่มา มันไม่เหมือนเสื้อผ้าชาวไร่เขาตอบแล้วก็คะยั้นคะยออีก รับไปเถอะ เผื่อจะซื้อของใหม่ๆ ให้นาสิรากับฟาร์ฮานาห์ แล้วก็ลีชาด้วย พ่อคงไม่ว่าอะไรหรอก ถ้ารู้ว่าข้าให้แม่เอง

แม่ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นจ้ะ พ่อก็ไม่ว่าอะไรด้วย สิมายิ้มเฝื่อนๆ ให้เขา แค่อยากให้อาเมียร์เก็บเงินไว้ใช้ของตัวเองมากกว่า

ไม่เป็นไร ข้ามีเงินเก็บของข้าอยู่

มีเสียงเปิดประตูหลังบ้าน ตามด้วยเสียงเรียก สิมา

ทั้งสองหันไปทางชายวัยกลางคนเจ้าของเสียงพร้อมกัน ส่วนคนเรียกพลันนิ่งอึ้งไป

ขอโทษ ข้าไม่รู้ว่ามีธุระ ไว้คุยกันทีหลังนะ ซิอ์บุลทำท่าจะเปิดประตูกลับเข้าไปอีกครั้ง จนหญิงสาวรีบถาม

ไม่เป็นไรค่ะ ท่านมีอะไรหรือเปล่าคะ

แค่...แขนเสื้อข้าถูกตะปูเกี่ยวขาดนิดหน่อย เลยจะขอให้เจ้าช่วยเย็บ คุยธุระให้เสร็จก่อนเถอะ

ประตูปิดลง ทิ้งทั้งสองให้อยู่กันตามลำพังอีกครั้ง เด็กหนุ่มเสมองไปทางอื่น ราวกับไม่เห็นหรือได้ยินบุคคลที่สามเมื่อครู่แม้แต่นิดเดียว

ข้าต้องกลับแล้ว อาเมียร์เอ่ยขึ้นบ้าง เดี๋ยวจะมาเยี่ยมใหม่ ฝากบอกน้องๆ ด้วยว่าคิดถึง

เดี๋ยวสิจ๊ะ ไม่อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันหรือ

ข้าไม่ควรกลับเย็น เดี๋ยวจะลำบากทหารที่หน้าประตูจวนอาเมียร์จ้องตาเธอตรงๆ พร้อมกับพูด นั่นทำให้ผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป

ลูกไม่อยากกลับเย็น หรือไม่อยากพูดกับพ่อกันแน่เธอถามตามตรง

อาเมียร์หลบสายตาและไม่พูดอะไร

สิมาอดสะท้อนใจไม่ได้ว่านี่เป็นความผิดของตนใช่ไหม เธอรู้เรื่องที่สามีกับลูกชายมีปัญหากัน แต่ก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวเสมอมา ท่านซิอ์บุลบอกว่าอยากแก้ปัญหาพ่อลูกกันเอง ไม่อยากให้เธอพลอยกังวล แต่บางทีหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนตนมัวแต่ดูแลลูกเล็กคนอื่นๆ กับลีชา จนไม่ได้เอาใจใส่ถามไถ่เรื่องใดก็ตามที่อยู่ในใจของลูกชายคนโตเลย

ข้าว่าเขาเป็นฝ่ายไม่อยากพูดกับข้ามากกว่าเด็กหนุ่มเอ่ยแผ่วเบา ใบหน้ายังก้มต่ำ

ไม่เลย หญิงสาวสั่นศีรษะทันควัน พ่อต่างหาก...ที่กลัวว่าลูกไม่อยากพูดกับเขา

...เขาบอกแม่อย่างนั้นหรือ

สิมาอยากบอกลูกชายได้เหลือเกินว่าถึงไม่บอกแม่ก็รู้ พ่อเป็นคนปากหนัก แต่แสดงความรู้สึกทางสายตาและการกระทำเสมอ อาเมียร์เหมือนพ่อตรงนี้ไม่มีผิด...ทั้งๆ ที่ท่านซิอ์บุลชอบบอกว่าเด็กหนุ่มอารมณ์ร้อน คิดซับซ้อน เจ้าแผนการและอาจถึงกับเจ้าเล่ห์เหมือนใครอีกคน ทว่าเด็กหนุ่มคงไม่อยากฟังอย่างนั้น เด็กที่เข้าใจว่าพ่อซึ่งตนอยู่ด้วยในตอนนี้เป็นพ่อเลี้ยง...เป็นอาของตนเอง...จะยอมรับได้อย่างไร

ทางแก้ปัญหาอาจง่ายดายที่สุด...เพียงบอกความจริง แต่เมื่อสิมาเสนอต่อท่านซิอ์บุลในสายวันที่เขาเดินไหล่ตกกลับมาจากการประลองที่จวน อดีตนักรบก็สั่นศีรษะทันที เขาพูดว่าอาเมียร์ยังเด็กเกินไป ถึงบอกอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เขากลัวว่าลูกจะพาลเกลียดชังเธอ ถึงกับขอร้องไม่ให้เธอบอกความลับนั้นต่ออาเมียร์อย่างเด็ดขาด นอกเสียจากเขาจะยินยอม

เขาไม่ยอมบอกแม่เลย หญิงสาวจึงยังทำตามความต้องการของสามี พูดแต่ว่าเขาแพ้ลูก บ่นแค่ว่าเขาคงเป็นพ่อที่ไม่ดี แต่แม่รู้ว่าเขาเสียใจมาก เขารักและเป็นห่วงลูกมากนะ มีอะไรก็ควรปรับความเข้าใจกันตรงๆ ไม่ใช่หรือ

...ข้ารู้ อาเมียร์ตอบเบาเป็นกระซิบ ข้าบอกเหตุผลกับความรู้สึกของข้าไปแล้ว ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะยอมรับได้หรือเปล่า

แล้วลูกฟังเขาหรือเปล่าล่ะ หญิงสาวติง ถึงบอกเรื่องของตัวเองแล้ว แต่ไม่ยอมฟังเรื่องของอีกฝ่ายเลยก็ไม่มีทางเข้าใจกันได้หรอก

ข้าฟังมาเยอะแล้ว เด็กหนุ่มระบายลมหายใจช้าๆ ตอนที่เขาเล่าให้น้องๆ ฟังว่าพบรักกับแม่ได้ยังไง ว่าแม่เป็นคนสวยและร่าเริงแค่ไหน ข้าก็รู้แล้วว่าเขามีความสุขมาก ทั้งในตอนนั้นและตอนนี้ ข้าไม่อยากอยู่ตอกย้ำให้เขานึกถึงเรื่องที่ไม่ควรนึกขึ้นมา

ทั้งผู้พูดและผู้ฟังเงียบไป เนิ่นนานราวกับชั่วขนนกลอยอ้อยอิ่งก่อนตกถึงพื้น ทั้งสองต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ไม่ควรนึกคืออะไร

สิมาก้มลงมองพื้นอย่างอึดอัด สำหรับอาเมียร์...ชายคนนั้นคงเป็นพ่อที่เคารพรัก แต่หญิงสาวไม่แน่ใจว่าเขาเป็นสิ่งใดสำหรับตน สามีที่ถูกต้องตามธรรมเนียมทุกประการ...ใช่ จ้าวเหนือหัวที่ข้าแผ่นดินพึงรับใช้...ใช่ ชายผู้น่าสงสารที่ไม่ได้รับความรักแม้จากพ่อแม่แท้ๆ ...ใช่ แต่ก็ยังเป็นคนที่ทำให้เธอต้องพรากจากชายคนรักยาวนานกว่าสิบปี...และทำให้เธอเจ็บปวดร้าวลึกไม่อาจบรรเทา

นั่นคือความลับสูงสุดที่สิมาไม่อยากให้ลูกชายล่วงรู้ ชายคนนั้นตายไปแล้ว...เธอให้อภัยเขาได้แล้ว...แม้จะไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาเคยทำร้ายเธออย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่ชายคนหนึ่งจะทำร้ายหญิง เธอรู้ว่าไม่ควรกล่าวโทษคนตายอีก และไม่ควรให้เด็กคนหนึ่งซึ่งเชื่อมั่นและเคารพรักบิดาเต็มที่ได้เห็นด้านมืดดำที่เขาสู้อุตส่าห์เก็บงำมาตลอด มันโหดร้ายเกินไป...เด็กที่เกิดจากพิธีสังเวยเทพแห่งความมืดอย่างเธอรู้ดีกว่าใคร

ข้าอยู่ในโลกแบบเดียวกับเขาไม่ได้ สุดท้าย อาเมียร์ก็พูดขึ้น ข้าต้องไปตามทางของข้า ต้องหาทางของข้าให้เจอ...ตามที่เสด็จพ่อตรัสไว้

แต่เส้นทางของพวกเราจะบรรจบกันไม่ได้หรือ หญิงสาวเอ่ยเบาๆ ถ้าลูกจะออกไปหาเส้นทางของลูกเอง พ่อก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าทำให้เขากังวลอย่างนี้เลย

แต่ยังไม่มีคำตอบจากเด็กหนุ่ม ทั้งสองก็ถูกขัดจังหวะอีกครั้ง

พี่อาเมียร์!” นาสิราวิ่งปร๋อมาจากประตูหลังบ้าน ตามด้วยฟาร์ฮานาห์ที่วิ่งช้ากว่า พี่อาเมียร์กลับมาแล้วเหรอ พี่ไปไหนนานจัง

พี่ไปทำงานน่ะ อาเมียร์วางตะกร้าผ้าลง ครั้นอีกฝ่ายทำท่าขอให้อุ้มก็เก็บเหรียญเงินเข้าถุง แล้วช้อนร่างเด็กหญิงขึ้นจนเท้าลอยพ้นพื้น แวะมาเยี่ยมแล้วก็ต้องกลับไปทำงานอีก พวกเราเป็นเด็กดีกันหรือเปล่า

เด็กหนุ่มวางนาสิราลง เปลี่ยนมาอุ้มฟาร์ฮานาห์ขึ้นบ้างขณะพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนจะฝากเงินให้กับเด็กทั้งสอง แล้วขอตัวกลับก่อนอาหารเย็นสำเร็จ ทิ้งให้สิมาได้แต่ถอนหายใจกับความรั้นของสองพ่อลูก

ถ้าเพียงแต่เธอบอกความจริงได้ว่าเหตุใดท่านซิอ์บุลจึงรักและเป็นห่วงเด็กหนุ่มนัก ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้ ทว่าความจริงอาจไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้องก็เป็นได้ เพราะไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ชายคนรักของเธอก็ยังคงรักลูกคนแรกและทุกๆ คนของเธอเสมอกัน

ต่อให้อาเมียร์รู้ความจริงแต่ยังคงปิดกั้นตนเอง ไม่ยอมเปิดใจรับความรู้สึกของเขาก็ไร้ประโยชน์

เอาเถิด... หญิงสาวบอกตนเองเมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวเบาๆ ในท้อง เรื่องบางอย่างคงต้องใช้เวลา บางที ในสองเดือนนี้อาจจะมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้

 

จวนของเจ้ามณฑลอยู่แค่ตรงหน้า แต่แอชลีนน์กำลังมีปัญหาไม่คาดฝัน

เธอออกนอกอารามมาได้ง่ายๆ แค่ใช้วิธีขอสลับตัวชั่วคราวกับเคียรา นางกำนัลคนสนิทซึ่งยังเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แล้วบอกว่าจะออกมาซื้อของตามคำสั่งของเจ้าหญิง จากนั้นก็ตรงไปยังชุมทางรถม้ารับจ้างใกล้อาราม เรียกรถมาที่จวนของเจ้ามณฑลแถวชานเมืองเคนมารา จนได้มายืนอยู่ตรงนี้

ทว่าเด็กสาวกลับยังเข้าไปไม่ได้ และได้แต่มองคนขับรถม้าซึ่งนั่งมองเธออย่างอ่อนใจ เหรียญเงินร้อยวีร์อันเป็นหน่วยย่อยที่สุดที่มีในตอนนี้ยังคงค้างอยู่บนฝ่ามือของตน

ไม่เป็นไรขอรับ คุณหนู เก็บไว้เถอะ ข้าไม่มีทอน ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับสั่นศีรษะ

แต่ว่า... เด็กสาวยิ่งลำบากใจ เธอเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เองว่าค่ารถม้ารับจ้างในเมืองถูกแค่เที่ยวละเจ็ดวีร์ แต่ครั้นจะขอแตกเหรียญตอนนี้ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว รอบข้างมีเพียงถนนและไร่นา กับประตูใหญ่และกำแพงหินของจวน คนที่เห็นในบริเวณนั้นก็มีเพียงทหารยามที่เฝ้าประตูจวน ซึ่งไม่มีเงินมากขนาดนี้ให้แลกแน่นอน

หรือจะขอให้พวกเขาช่วยติดต่อขอแลกเงินจากคนในจวนดี ถ้าบอกว่าตนเองเป็นนางกำนัลของเจ้าหญิงคงไม่มีปัญหา แต่ไม่ได้ เธอไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเอิกเกริก นี่ก็ตั้งใจจะมาดูอย่างเงียบๆ แท้ๆ

มีอะไรหรือขอรับ

เด็กสาวหันไปตามเสียง เห็นเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับตนคนหนึ่งยืนอยู่อีกระยะ ที่จริงเธอได้ยินเสียงเดินมาก่อนหน้านี้ครู่หนึ่งแล้ว แต่เพราะคิดว่าเป็นชาวเมืองที่บังเอิญผ่านมาแถวนี้ จึงไม่ได้สนใจ

ทว่าพอได้เห็น เธอก็รู้สึกว่าเขา...ไม่ธรรมดา มีบางสิ่งชวนให้เด็กสาวสนใจอย่างบอกไม่ถูก เขาคงสูงปานกลาง อย่างน้อยก็เตี้ยกว่าดูลัสพอสมควร โครงร่างค่อนไปทางเพรียวบางแต่ก็ดูแข็งแรง เสื้อผ้าที่สวมเหมือนชาวไร่ทั่วไป แต่สะอาดดี ผมสีดำไว้ยาวแต่รวบมัดไว้ข้างหลังเรียบร้อย นัยน์ตาดูไกลๆ เป็นสีดำสนิท ผิวไม่ถึงกับคล้ำ แต่ไม่ได้ขาวจัดเหมือนชาวธีร์ดีเรแท้ๆ ค่อนไปทางเหลืองเหมือนคนออกแดด คงเป็นคนทางใต้ของซาเกรดา โซล อาณาจักรใหญ่ซึ่งอยู่ถัดลงไปจากอาณาจักรของเธอกระมัง

น้องชาย มีเงินพอแตกเหรียญร้อยไหม คนขับรถม้าพูดแทน

เด็กหนุ่มมองเขาสลับกับเด็กสาวและเหรียญร้อยวีร์ในมือของเธอก่อนจะสั่นศีรษะ แต่ก็ล้วงถุงเงินของตน หยิบเหรียญทองแดงเล็กๆ เจ็ดเหรียญออกมา ท่านเอาไปก่อนเถอะ ข้าคิดว่าคุณหนูคงเป็นแขกของจวน

เดี๋ยวก่อน ข้าไม่... แอชลีนน์พยายามแย้ง แต่เหรียญเหล่านั้นเปลี่ยนมือเสียแล้ว คนขับรถม้าเก็บเงินใส่ถุงหนังที่ข้างเอวเพียงครู่เดียวก็กระตุ้นม้าให้วิ่งเหยาะๆ ออกไป ทิ้งให้เธอมองตามก่อนจะเลื่อนสายตามาทางเด็กหนุ่ม

ทำไมถึงคิดว่าข้าเป็นแขกของจวน เด็กสาวตั้งคำถาม

ก็แถวนี้ไม่มีบ้านหลังอื่น และท่านน่าจะเป็นขุนนาง เขาตอบง่ายๆ

แอชลีนน์ยิ่งขมวดคิ้ว ทำไมถึงคิดว่าข้าเป็นขุนนาง

ท่านแต่งตัวดี ซ้ำมีเงินติดตัวมากถึงร้อยวีร์ เด็กหนุ่มให้คำตอบ ก่อนจะผายมือไปทางประตูจวน ขออภัยที่เสียมารยาทขอรับ เชิญคุณหนูเข้าไปข้างในก่อนเถอะ ข้าทำงานที่จวนนี่เอง ท่านเป็นแขกของคุณหนูฟิเดลมาใช่ไหม

เด็กสาวยังคงยืนนิ่ง ก้มหน้าลงมองชายกระโปรงชุดผ้าไหมสีน้ำเงินขรึมที่ยืมมาจากเคียรา นึกไม่ออกว่าควรพูดอะไร เธอไม่ได้มาหาคุณหนูชื่ออะไรก็ตามคนนั้น แต่บอกไปตามตรงว่ามาหาอาจารย์ชาวทะเลทรายคงไม่เข้าทีเช่นกัน

คือ...ข้า... แอชลีนน์ค่อยๆ นึก ข้า...ไม่ได้มาหาคนในครอบครัวท่านเจ้ามณฑล แต่...ได้ยินว่าลูกชายของท่านเพิ่งได้อาจารย์ที่เป็นคนทะเลทราย

อ้อ” อีกฝ่ายรับคำ “แล้วทำไมหรือ

ข้า...เอ้อ...นายของข้าฝากให้มาถาม ว่าคนคนนั้นเป็นยังไง เด็กสาวนึกอะไรได้ก็รีบพูด

แล้วนายของท่านเป็นใครเขาถามจริงจัง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาก

นายของข้า...เป็น... แอชลีนน์ตัดสินใจนึกหาที่ใกล้ตัวไว้ก่อน เป็น...ขุนนางท้องถิ่นในยาร์ลาธนี่ล่ะ

เด็กหนุ่มยังถามต่อ ท่านขุนนางนายของท่านเป็นใคร มีตำแหน่งอะไร ทำไมอยากรู้เรื่องชายทะเลทรายคนนั้น

เขา...ก็แค่อยากรู้ ต้องมีอะไรมากกว่านั้นด้วยหรือ

เด็กหนุ่มมองเธอด้วยสายตาเรียบๆ เหมือนมองออกว่าเธอพูดปด เด็กสาวจึงยิ่งก้มหน้างุดไม่สบายใจ แต่พอนึกได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นแค่คนทำงานในจวน มีฐานะต่ำกว่าเธอ จึงคิดว่าจะยอมให้เขาต้อนไม่ได้

ข้าไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากรู้ แต่เขาฝากข้าให้มาถามว่าชายคนทรายนั้นเป็นอย่างไร เจ้าบอกได้ใช่ไหมแอชลีนน์นึกหาวิธีทำให้ชายตรงหน้ายอมร่วมมือมากขึ้น ถือว่า...ข้าซื้อข้อมูลก็ได้ เจ้าอยากได้เท่าไร

ข้าไม่ใช่คนขายข้อมูล เขากลับพูดทันควัน เสียงแข็งจนแผ่นหลังของเด็กสาวเย็นวาบ รีบพึมพำตะกุกตะกักทันที

ขะ...ขอโทษ

เธอไม่กล้ามองเขา แต่กลับรู้สึกถึงน้ำหนักสายตาที่กดทับร่างของตนเองอย่างประหลาด...เหมือนบีบตัวเธอให้ลีบเล็ก รู้สึกด้อยกว่าทั้งๆ ที่มีฐานันดรสูงจนไม่อาจเทียบ ทว่าอีกครู่เด็กหนุ่มก็พูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนลง

ข้าขอโทษ ท่านคงไม่มีเจตนาร้ายหรอก ข้าคือชาวทะเลทรายคนนั้นเอง

แอชลีนน์เงยหน้าขวับอย่างประหลาดใจ เห็นเขาเสมองไปอีกทาง สีหน้าเจื่อนแต่ไม่กล่าวโทษเธอเหมือนเมื่อครู่

ท่านอยากรู้เองใช่ไหม คนสืบข่าวย่อมมีวิธีแนบเนียนกว่านี้ ถ้าอยากรู้จริงๆ ข้าไม่ว่า แต่ขอให้ถามอย่างตรงไปตรงมาเถอะ เด็กหนุ่มพยายามยิ้ม ขออภัยที่เสียมารยาทกับคุณหนู ข้าชื่ออาเมียร์ขอรับ

เด็กสาวมองเขานิ่งอย่างประหลาดใจ ไม่เพียงเพราะรูปร่างหน้าตาของเขาต่างจากที่เธอวาดภาพไว้โดยสิ้นเชิง...จากชายร่างใหญ่ผิวคล้ำ ผมดำ คิ้วหนา หนวดเครารุงรังอย่างชาวทะเลทรายในรูปวาดตามหนังสือ ...แต่เพราะต่อให้อีกฝ่ายพูดจาสุภาพ นอบน้อมด้วยฐานะที่ต่ำกว่า เขาก็ยังดูมีสง่ากว่าที่ควรเป็น

เหมือนรูปปั้นอัศวินที่เธอเคยเห็นในวัง เหมือนดูลัส หรือเสด็จพี่ไอลีช ทั้งๆ ที่เป็นเพียงผู้อพยพชาวทะเลทรายแท้ๆ

น่าแปลก ชายตรงหน้าดูอายุไม่ห่างจากเธอเท่าไรเลย แต่เธอก็เชื่อทันทีว่าเขาพูดความจริง ซ้ำอยากรู้สิ่งที่เขารู้ขึ้นมา...อยากรู้มากกว่านั้น...คนคนนี้ที่จริงเป็นใคร เติบโตมาอย่างไร ทำไมจึงดูราวกับมีอำนาจสูงส่งกว่าสถานะ ไม่แปลกเลยที่มังกรน้ำแห่งทะเลตะวันตกเรียกเขาว่า เพชรในตม

ข้า...ชื่อแอช... เธอเผลอพูดก่อนจะชะงักทันควัน

แอชหรือ

เอ้อ ใช่แล้ว แอช...แอชเฉยๆ เด็กสาวรีบนึกหาเหตุผลที่ฟังดู...จริงใจขึ้น พ่อแม่ข้ามีลูกแค่สองคน คือข้ากับพี่ชาย พี่ชายข้า...เพิ่งป่วยตายเมื่อปีกลาย เหลือข้าคนเดียว ข้ารู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง...คงทำอะไรไม่ได้มากมาย แต่ก็อยากมีความรู้ติดตัว เผื่อจะช่วยงานท่านพ่อแทนเขาได้บ้าง ข้าได้ยินว่าใกล้ๆ นี้มีอาจารย์ที่เก่ง ถึงได้อยากลองมาดู ถ้าเป็นไปได้ก็...อยากให้ท่านช่วยชี้แนะด้วย

เขามีสีหน้าสงสัย หากข้าช่วยได้ก็ยินดี แต่ตอนนี้ข้าทำงานให้ท่านเจ้ามณฑล คงไม่สะดวกนัก หากอยากเรียนจริงๆ ขอให้บิดาของท่านช่วยหาอาจารย์ให้จะไม่ดีกว่าหรือ

ท่านพ่อข้า...ไม่เห็นด้วยที่ข้าจะเรียนวิชาของผู้ชาย เด็กสาวรีบตอบ คนรอบข้างก็เหมือนกัน พวกเขาแค่อยากให้ข้าแต่งงาน ให้คนที่ข้าแต่งงานด้วยสืบทอดตระกูลแทน แต่...ท่านเห็นด้วยไหมว่ามันไม่ยุติธรรม พวกเขาบอกว่าผู้หญิงเรียนไม่ได้ดีเท่าผู้ชาย ไม่สมควรเป็นผู้นำ แต่...บูดิกากับเอริน...พระอัยยิกากับพระมารดาของปฐมกษัตริย์แห่งธีร์ดีเรกลับเป็นหัวหน้าเผ่าและนักรบ ปกครองก่อนพระองค์ขึ้นครองราชย์อยู่หลายปี แล้วทำไมผู้หญิงจะรู้วิชาการรบการปกครองเหมือนผู้ชายไม่ได้

เด็กหนุ่มยังคงฟังเงียบๆ ด้วยสีหน้าตามเดิม แอชลีนน์จึงถามด้วยเสียงอ่อนลง

หรือ...ท่านไม่เห็นด้วยกับข้า

ไม่เลย อาเมียร์สั่นศีรษะ ข้าเชื่อว่าผู้หญิงก็ปกครองได้อย่างที่ท่านว่า แต่ข้ามีนายแล้ว ไม่มีสิทธิ์รับสอนท่านโดยพลการ

หมายความว่า...ถ้าท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธอนุญาต ท่านจะให้ข้าเรียนด้วยได้ใช่ไหม เรียนพร้อมกับลูกๆ ของท่านเจ้ามณฑลก็ได้เด็กสาวเริ่มเห็นความหวังขึ้นรำไร แต่สีหน้าคนฟังยังไม่สู้ดีนัก

ข้าไม่ทราบว่าบิดาของท่านเป็นใคร แต่...เกรงว่าคงยาก ลูกศิษย์ข้าสองคนเป็นชายทั้งคู่ แล้วคนหนึ่งก็... เด็กหนุ่มเริ่มขมวดคิ้ว ช่างเถอะ บิดาของท่านคงไม่อยากให้ลูกสาวมาเรียนร่วมกับผู้ชายแน่ๆ

แอชลีนน์เม้มปากอย่างขัดใจ จริงอย่างที่เขาว่า ต่อให้เธออุปโลกน์ตนเองเป็นลูกสาวขุนนางคนใด เจ้ามณฑลยาร์ลาธคงไม่เห็นดีด้วย ต่อให้ขุนนางใหญ่อาจไม่กล้าคัดค้านหากบอกความจริง เรื่องแบบนี้ก็ควรเป็นความลับที่สุด

สุดท้าย ปัญหาก็มาจนอยู่ที่ความจริงง่ายๆ ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ...ว่าเธอเป็นผู้หญิง

เดี๋ยวก่อน...

ความคิดพลันวาบขึ้นมา เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับอาเมียร์ ถามเสียงเบาแต่กระตือรือร้น หมายความว่า...ถ้าข้าไม่ใช่ผู้หญิงจะเรียนได้ใช่ไหม

สีหน้าของผู้ฟังบอกความประหลาดใจถึงขีดสุด ขณะที่เขาอุทานเบาๆ ทว่าเธอตั้งใจแน่แล้ว

 

ขณะที่อาเมียร์กินอาหารเช้าร่วมกับครอบครัวของท่านเบเรค ทหารยามหน้าจวนก็มาแจ้งว่ามีเด็กชายคนหนึ่งมาหาเขา

เด็กหนุ่มบอกนายจ้างว่าเขาไม่รู้จักเด็กคนนั้น แต่ก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีธุระอะไร และขอตัวออกไปพบได้ในเวลาไม่นาน

ที่หน้าประตูเหล็กมีร่างผอมบางซึ่งเตี้ยกว่าเขาพอสมควร เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยเหมือนลูกพ่อค้าหรือขุนนางระดับล่าง ที่เข็มขัดข้างเอวแขวนดาบซึ่งใหญ่พอดูเมื่อเทียบกับร่างเล็ก เด็กหนุ่มมีผมสั้นสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เค้าหน้าออกสะสวยสะอาดสะอ้าน คล้ายกับเด็กสาวผมสีน้ำตาลอ่อนที่เขาพบเมื่อวาน

ต้องยอมรับว่าเธอปลอมตัวได้ไม่เลว ตอน (ถูกมัดมือชกให้) ออกไปซื้อช้องผมและเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นด้วยกันหลังเธอเสนอแผนการ เขายังไม่นึกว่าเธอจะแต่งออกมาเหมือนเด็กผู้ชายขนาดนี้ ถึงจะดูอายุมากสุดราวสิบสามสิบสี่เท่านั้น

ท่านคืออาเมียร์ที่เขาว่ากันหรืออีกฝ่ายพูดด้วยเสียงที่กดให้ต่ำลง ฟังเหมือนเสียงเด็กชายที่ยังไม่แตกดี

ใช่ เด็กหนุ่มรับเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เจ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือ

ข้าเป็นมหาดเล็กในขบวนเสด็จของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ตอนนี้เจ้าหญิงเสด็จมาประทับที่อารามใกล้ๆ นี้ และทรงประทานอนุญาตให้ข้ามาดูการฝึกสอนของท่าน นี่เป็นจดหมายรับรองของเจ้าหญิงขอรับ กรุณามอบให้ท่านเจ้ามณฑลด้วย

อาเมียร์รับม้วนกระดาษประทับตราใบนั้นลอดซี่เหล็กของประตูใหญ่ แล้วก็ขอตัวกลับไปหานายของตน ในใจลอบยิ้มให้กับความพยายามของเด็กสาวตรงหน้าเต็มที่ คงเพราะสายตามุ่งมั่นแบบซื่อๆ กับวิธีตะลุยเข้ามาถึงตัวเขาแบบไม่คิดอะไรเลยนั่นกระมัง ที่ทำให้เขายอมออกไปกับเธอเมื่อเย็นวาน ซ้ำให้คำแนะนำว่าควรปลอมตัวและวางตัวอย่างไรให้แนบเนียน

น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มรู้ง่ายดายว่าที่จริงเธอน่าจะเป็นใคร เด็กสาวพูดปดไม่เก่งเอาเสียเลย เธอถึงกับบอกว่าชื่อของตนสะกดคนละแบบกับคำต้นของพระนามเจ้าหญิงแอชลีนน์ ซ้ำที่ตั้งชื่อเสียงใกล้กันเป็นเพราะพ่อแม่เห็นว่าเธอเกิดหลังเจ้าหญิงประสูติไม่นาน สร้างรายละเอียดมากลบเกลื่อนมากไปโดยที่เขาไม่ได้ถาม เขาถึงได้แน่ใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ตนเดาไม่น่าจะผิด ยิ่ง แอช ได้รับอนุญาตจากผู้มีฐานะสูงสุดในธีร์ดีเรได้อย่างง่ายดาย

ท่านเบเรคมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเขาเล่าเรื่องเด็กหนุ่มที่หน้าประตูให้ฟัง แต่ท่านย่อมทราบเรื่องที่เจ้าหญิงแอชลีนน์กำลังประทับที่อารามใกล้เคนมารา และดูออกว่าตราพระราชลัญจกรที่ประทับในจดหมายเป็นของจริง แอชจึงได้เข้ามาในจวนไม่ช้า

ท่านเจ้ามณฑลมีงานด่วนที่ศาลาเมืองตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้อยู่พบเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่ม อาเมียร์พาเธอเข้ามาในห้องหนังสือ ซึ่งลูกศิษย์เดิมทั้งสองคนรออยู่แล้ว

นี่คุณชายเฟย์ลิม แล้วก็คุณชายรูอาร์ค เขาแนะนำตามมารยาท

ยะ...ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มค้อมศีรษะเสียต่ำ ขะ...ข้าชื่อแอช...

ยินดีที่ได้รู้จัก เฟย์ลิมพูดยิ้มๆ ด้วยเสียงเป็นมิตร เรียกพวกเราว่าเฟย์ลิมกับรูอาร์คก็ได้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก

ที่จริง อาเมียร์ก็เรียกรูอาร์คด้วยชื่อเฉยๆ แต่อดเรียกลูกศิษย์อีกคนว่า ท่านเฟย์ลิม ไม่ได้ แม้เฟย์ลิมจะบอกเขาแบบเดียวกับที่บอกแอชตั้งแต่วันแรก กระนั้นอีกฝ่ายยังเรียกเขาว่า อาจารย์ โดยไม่ถือตัวว่าตนเองมีฐานะสูงกว่า หรือมีอายุมากกว่าถึงสามปีเลยแม้แต่น้อย

อย่าเรียกข้าว่าคุณชาย รูอาร์คซึ่งมีอายุไล่ๆ กับอาเมียร์พูดพลางยักไหล่ และไม่มองหน้าคู่สนทนาตามนิสัย ฟังแล้วแสยง

รูอาร์ค เฟย์ลิมหันไปปรามน้องชายเบาๆ

รูอาร์คก็เป็นคนที่...ไม่ถือตัว...ในความรู้สึกของอาเมียร์ แต่ออกจะมีอะไรแปลกกว่าไม่ถือตัวด้วยความเป็นมิตร...อยู่สักหน่อย เด็กหนุ่มไม่ตั้งใจเรียนเท่าเฟย์ลิม เขาพร้อมจะขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ที่จริงออกไปเดินลอยชาย หรือฟุบหลับอย่างไม่ปิดบังในขณะเรียน ทว่านอกจากนั้นก็ไม่ทำอะไรที่เรียกได้ว่าเกเรเกินไปนัก คงเพราะเป็นลูกคนรอง เลยไม่ต้องรับภาระมากเหมือนพี่ชายกระมัง

แอชเพิ่งมาใหม่ ฉะนั้นวันนี้เราจะทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา เจ้าเคยเรียนตำราจ้าวผู้ปกครองใช่ไหม

น...นิดหน่อยขอรับ คนถูกถามก้มหน้า แต่...แต่ไม่ได้เรียนมามาก

ไม่เป็นไร อาเมียร์ยิ้มน้อยๆ ให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น แค่ทบทวนเท่านั้นเอง จำได้ก็เสริม ถ้าจำไม่ได้ก็จดไป เรามีกระดาษเกินพอ

แอชน่าจะเคยเรียนบทต้นๆ มาก่อน แต่ก็จำไม่ได้มากจริงๆ ตามที่บอก ทว่าหากมีจุดใดที่จำได้ ตอบได้แล้วอาเมียร์ชมก็ดูผ่อนคลายขึ้น ส่วนที่ลืมไปแล้วหรือเพิ่งได้เรียนก็จดด้วยลายมือตัวเล็กๆ ยาวเต็มหน้ากระดาษ จัดเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็วคนหนึ่ง แม้พื้นฐานจะอ่อนสักหน่อย

ชั้นเรียนการปกครองดำเนินไปจนเที่ยง จากนั้นคนรับใช้จึงเชิญทั้งสี่ไปพักกินอาหาร ต่อด้วยวิชาต่อสู้ในตอนบ่าย

หลังสอนกระบวนท่าดาบเพิ่มเติม อาเมียร์ก็ให้จับคู่ซ้อม เฟย์ลิมคู่กับรูอาร์ค ส่วนเขาซ้อมให้แอช

นักเรียนใหม่ไม่รู้กระทั่งท่าจับดาบกับป้องกัน แต่หากคำนึงว่าเธอเป็นผู้หญิง เคยมีโอกาสจับดาบก่อนหน้านี้ก็แปลกมากแล้ว อาเมียร์จึงเริ่มสอนให้เธอตั้งแต่แรก ขณะคอยดูเฟย์ลิมกับรูอาร์คซ้อมดาบเป็นระยะๆ จนถึงเวลาเลิกเรียน

ทั้งสี่ไปล้างหน้าและดื่มน้ำที่บ่อน้ำริมสวน อากาศในฤดูร้อน แดด และการออกแรงทำให้เหงื่อชุ่มเสื้อของแต่ละคน รูอาร์คถึงกับถอดเสื้อเสียตรงนั้นแล้วกว้านถังน้ำขึ้นมาราดหัวตัวเองสองโครมใหญ่ อาเมียร์เห็นแอชเสมองไปทางอื่นอย่างไม่สบายใจนัก

อย่าถอดเสื้อต่อหน้าธารกำนัลสิรูอาร์ค มันไม่สุภาพ เฟย์ลิมปราม

ไม่สุภาพอะไร ก็ผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น รูอาร์คพูดพลางเอาเสื้อพาดบ่า หันมองใครอีกคนที่ไม่ยอมหันมา เจ้าเปี๊ยกนั่นน่ะ เสื้อเปียกเหงื่อเป็นดวงแล้ว ถอดเสื้อราดน้ำหน่อยสิ ทิ้งไว้เดี๋ยวเหม็นแย่

ม...ไม่ล่ะ ขอบคุณ แอชตอบตะกุกตะกัก ข...ข้าเป็นคนเมืองหลวง ม...ไม่ชินกับเรื่องแบบนี้

เขาไม่มีเสื้อผ้าสำรองติดมานี่ อาเมียร์ช่วยแก้สถานการณ์ หรือเจ้าจะให้ยืมเสื้อก่อนล่ะ รูอาร์ค

ตามสบาย รูอาร์คกลับตอบอย่างไม่สนใจนัก คนเราใส่เสื้อผ้าได้แค่ทีละชุด จะไปเก็บไว้เป็นสิบๆ ชุดให้มันรกตู้ทำไม

ขอบคุณ...แต่ไม่ต้องหรอก แอชปฏิเสธทันควัน ข...ข้ารีบกลับไปอาบน้ำที่อารามดีกว่า

ข้าจะไปส่งที่ประตูหน้า อาเมียร์อาสา พวกท่านสองคนไปอาบน้ำก่อนเถอะ

เด็กหนุ่มก้าวนำแอชไปตามทางเดินในสวน ซึ่งลัดเลาะโอบล้อมคฤหาสน์ด้านหนึ่ง และหลังจากกวาดมองรอบด้านให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ เขาก็กระซิบ ถ้าคิดจะปลอมตัวให้ตลอดรอดฝั่ง ต้องทำให้แนบเนียนกว่านี้ เจ้าดู...ขี้อายผิดผู้ชายไปหน่อย

แอชพยักหน้ารับอย่างตื่นๆ แต่ไม่วายเปรยเสียงอ่อย กะ...ก็ข้าไม่เคยเห็นผู้ชายเปลือยมาก่อนนี่นา

อาเมียร์ยิ้มอย่างอ่อนใจ

ข้ารู้ว่าคงทำใจยาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำตัวให้ชิน ผู้ชายกันเองไม่ค่อยอายกันหรอก กระนั้น เมื่อนึกถึงความลำบากใจของเด็กสาว เขาก็เสนอ หรือ...ให้ข้าบอกความจริงต่อเฟย์ลิมกับรูอาร์คไหม แล้วขอให้พวกเขาช่วยกันปิดความลับ ข้ารับรองว่าพวกเขาไว้ใจได้

...ไม่ละ ให้ท่านรู้คนเดียวก็พอแล้ว

อาเมียร์เงียบไป แล้วก็พลันนึกถึงอีกเรื่องขึ้นมา

ถึงเขาไม่ถาม เธอคงบอกเอง แต่ถ้าไม่ถามเลยก็คงดูเหมือนรู้ทุกอย่างอยู่แล้วจนเกินไป

ว่าแต่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะไปขออนุญาตเจ้าหญิงมาได้

อ๋อ ข้าเป็น...นางกำนัลของเจ้าหญิงน่ะ แอชรีบตอบ นอกจากเรื่องของตระกูล...ข้าอยากช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหญิงได้บ้าง

อ๋อ อีกฝ่ายรับ แล้วก็ตบไหล่ของเด็กสาวเบาๆ พยายามเข้าล่ะ

แน่นอนแอชเงยหน้ามาส่งยิ้มให้เขาอย่างสดใสขึ้น

 

หญิงสาวผู้อยู่เพียงลำพังในห้องนอนของอารามที่ดูเรียบง่ายเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวายจนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกและเห็นมือโบกจากแนวพุ่มไม้

เมื่อนั้นเองเธอจึงรีบหยิบเชือกขดใหญ่ที่ซ่อนไว้ในตู้ มัดปมที่ตะขอหน้าต่างแล้วทิ้งมันลงไป รอด้วยใจเต้นระรัวจนร่างเพรียวบางข้างล่างไต่ขึ้นมาถึง

องค์หญิง ทำไมเสด็จไปนานนักเพคะ!” เคียราถามละล่ำละลักพลางถอดช้องผมสีเกาลัดจากศีรษะของตน ถึงจะกลับเร็วกว่าเมื่อวานก็เถอะ แล้วดูซิ...ทำไมพระวรกายถึงมอมแมม...พระเสโทโชกอย่างนี้!”

ก็...ก็เราซ้อมดาบมานี่ อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงกระตือรือร้นผิดกัน นี่เคียรา เขาสอนเราจริงๆ ด้วย...ถึงจะรู้ความจริงก็เถอะ!”

ตายล่ะ!” เคียราอุทาน ทรงเปิดเผยพระองค์กับคนทะเลทรายนั่นหรือเพคะ!”

ไม่ใช่...คือถึงเขารู้ว่าเราเป็นผู้หญิง เขาก็ยังสอนเราจริงๆ ดีใช่ไหม...ดีใช่ไหมล่ะเคียรา

ก็...ดีกระมังเพคะ นางกำนัลสาวในชุดของเจ้านายถอดช้องผมสั้นสีน้ำตาลเข้มให้นายหญิง ก่อนจะดึงเส้นผมยาวสีเกาลัดออกจากด้านหลังคอเสื้อผู้ชายทรงผลัดฉลองพระองค์ แล้วรีบเสด็จไปสรงน้ำเร็วๆ เถอะเพคะ หม่อมฉันกลัวแทบแย่ว่าจะมีใครจับได้หรือเปล่า

อื้อ จะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ เจ้าหญิงแอชลีนน์รับด้วยประกายตาระยิบระยับเหมือนเด็กๆ พรุ่งนี้...ตั้งแต่พรุ่งนี้เราจะออกไปเรียนกับเขาแต่เช้าเหมือนเดิมนะเคียรา!”

พะ...พรุ่งนี้...อีกเหรอ... นางกำนัลสาวผู้ต้องใจหายใจคว่ำมาสองวันติดกันใคร่อยากเป็นลมยิ่งนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #92 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 05:02

    ดีนะนางเอกไปพูด ฮ่ะ 5555

    #92
    1
    • #92-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 8)
      16 กรกฎาคม 2561 / 15:33
      5555555 นึกถึงเจ้าฮะมาเลย
      #92-1