The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 79 : 17 - เยี่ยงอย่าง "เฮ้ ก็น่าจะรู้นะว่าข้าไม่ได้เสี่ยงช่วยเจ้าเปล่าๆ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

บทที่ ๑๗

เยี่ยงอย่าง

 

เพียงหนึ่งคืนหลังจากพระราชพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ข่าวใหญ่ก็ได้มาถึงมณฑลยาร์ลาธด้วยพิราบนำสารจากชอร์ซา

ทว่า ผู้ที่ส่งมันมาไม่ใช่ขุนนางของชอร์ซา

ชั่วคืนเดียวที่คาลวาห์แสดงท่าทีแข็งข้อต่อมณฑลหลวงอย่างชัดเจน...หน่วยรบเรเวนก็ได้เข้ายึดจวนเจ้ามณฑลและจับกุมตัวคาลวาห์กับเครือญาติเท่าที่ยังอยู่ที่นั่นก่อนตะวันสางเสียอีก

และไม่ช้า เมืองหลวงของชอร์ซาก็เปิดประตูรับทหารของมณฑลหลวงเข้าไปท่ามกลางความมึนงงของทหารชอร์ซาที่ต้องยอมจำนนโดยไร้หนทางสู้

เนื้อความในสารบอกให้ยาร์ลาธและราชินีตัวปลอมยอมจำนน มิเช่นนั้นพวกเขาจะเป็นรายต่อไป

ทำไมถึงได้รวดเร็วขนาดนี้กัน…” แอชลีนน์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อหลังจากได้อ่านสารฉบับนั้น สารที่ยังคงเป็นลายมือของราชาผู้พำนักในมณฑลหลวง แต่ตราประทับบนห่วงขานกบ่งบอกว่ามันเป็นพิราบของชอร์ซา ราวกับจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันอีกชิ้นหนึ่งว่าตัวตนและอำนาจของเขาได้เยี่ยมกรายเข้าไปทั่วแผ่นดินนั้นแล้ว

กระหม่อมคิดว่าเขาคงให้หน่วยเรเวนแทรกซึมเข้าไปในชอร์ซาตั้งแต่ก่อนประกาศวันถวายสัตย์แล้ว พอเห็นว่าคาลวาห์ไม่ยอมมาจึงได้พร้อมลงมือทันทีท่านเบเรคตอบพร้อมกับขมวดคิ้วแต่ต่อให้คาลวาห์เดินทางมาถวายสัตย์ให้พระองค์ที่ยาร์ลาธ กองกำลังของดูลัสก็อาจจะดักจับกุมเขาตั้งแต่ตอนนั้นพร้อมกับโจมตีชอร์ซาจนแตกไปแล้วก็ได้

หมายความว่า...คาลวาห์อาจอยู่ที่มณฑลเพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่ตนจะสูญเสียน้อยที่สุดน่ะหรือคะแอชลีนน์ถามอย่างแปลกใจ

ชายวัยกลางคนพยักหน้า

แล้วที่ส่งชาลัวห์กับคาวานมานี่...เขาไม่กลัวลูกๆ เป็นอันตรายหรือคะราชินีถามเรื่องที่ตนสงสัย

หากให้กระหม่อมคาดเดา เขาคงคิดไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะว่าลูกชายจะปลอดภัยที่นี่ ในเมื่อเราเป็นคนส่งตัวชาลัวห์กลับไปให้เขาเอง คาวานก็ได้ยินว่าเป็นทายาทลำดับรองลงมาที่ไม่ได้มีความสำคัญนัก ต่อให้พวกอุลทูร์จับตัวทั้งสองไปก็ไม่น่าจะทำให้เขาสูญเสียนัก มิหนำซ้ำเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียมากกว่า

ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง เพราะอาเมียร์ใช้อำนาจเวทมนตร์ติดต่อเธอมาทันทีที่ลอบอ่านใจชาลัวห์แล้วพบว่าเขาไม่ได้ถูกพ่อสั่งการมาให้เป็นสายลับ ส่วนคาวานก็ได้รับคำสั่งให้ระวังตัวและคอยดูแลน้องให้ดีเท่านั้น

แต่ในเมื่อคาลวาห์ถูกจับกุม ก็เท่ากับว่าเราเสียชอร์ซาไปแล้ว…” หญิงสาวเอ่ยอย่างเคร่งเครียด

แต่ก็อาจเป็นการดีอยู่บ้างที่มันใช้ยุทธการนี้กับชอร์ซาก่อน เพราะยาร์ลาธจะไม่ประมาทเช่นนั้นท่านซิอ์บุลเอ่ยเคร่งขรึม

แต่เราจะทำอย่างไรต่อไปกันดีล่ะคะแอชลีนน์ตั้งคำถามพลางมองแผนที่บนโต๊ะเบื้องหน้ายึดชอร์ซาคืนกลับมา หรือจะบุกทารา

หรือรักษาอาณาเขตที่มีหัวหน้าหน่วยพิเศษเสริมขึ้นมา "กำลังพลของเรายังไม่พร้อมตีโต้พ่ะย่ะค่ะ

ใช่พ่ะย่ะค่ะ เราควรตรึงกำลังป้องกันหน้าด่านไว้พร้อมกับกักตุนเสบียง เพื่อให้ผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้ก่อนพ่ะย่ะค่ะเจ้ามณฑลพูดนี่เป็นสงครามที่เราไม่อาจชิงชัยโดยเร็ว แต่ต้องวางฐานอำนาจให้มั่นคงเสียก่อน

ราชินีเงียบไปครู่หนึ่ง "เข้าใจแล้วค่ะ แต่...ประชาชนจะลำบากมากใช่ไหม

นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องที่เธอกังวลมากที่สุด และเกือบทำให้เธอไม่ได้มาอยู่ ณ ที่ตรงนี้หากไม่มีคำโน้มน้าวของอาเมียร์ด้วยซ้ำ

เรื่องนั้น เราจะพยายามให้กระทบต่อพวกเขาน้อยที่สุดพ่ะย่ะค่ะท่านเบเรครับรองหากจำเป็นจริงๆ เราจะทำการปันส่วนอาหารให้อย่างทั่วถึงแน่นอน

แต่เราก็เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในเรื่องเสบียงอาหารอยู่แล้ว…” หญิงสาวพึมพำ

นอกจากยุ้งฉางของมณฑล เรายังสามารถใช้เงินตราซื้อเสบียงจากพ่อค้าในซาเกรดา โซลได้พ่ะย่ะค่ะ ขอทรงอย่าเป็นห่วงเลยเจ้ามณฑลเอ่ยต่อไป

ขอบคุณมากค่ะแอชลีนน์ตอบแม้จะยังคงกังขา

เธอคงจะยังทำได้เพียงเฝ้าดูต่อไปเท่านั้นว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในอนาคต

และสิ่งที่เกิดขึ้นในแค่ไม่กี่วันต่อมาก็หาได้ดีขึ้นไปกว่าเดิมเลย

 

สองวันหลังจากพระราชพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ชาลัวห์ที่ไม่รู้ว่าตนจะทำอะไรดีได้แต่ขลุกอยู่ในห้องพักในบ้านพักตากอากาศของเจ้ามณฑลอย่างกังวล

เมื่อวานซืนเขากับพี่ชายเพิ่งเข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อราชินีแอชลีนน์แทนบิดา แต่วันต่อมาก็ได้ช่าวชอร์ซาถูกบุกยึดสายฟ้าแลบจนกระทั่งทั้งสองไม่อาจกลับไป แม้จะเป็นห่วงครอบครัวเพียงไรก็ตาม

ชายหนุ่มรู้ว่าหากท่านพ่อไม่ให้ตนกับพี่รองมาอยู่ที่นี่ พวกเขาก็คงจะถูกจับไปด้วย  และเขาก็พอรู้เหตุผลที่ท่านพ่อเหมือนกับจะส่งตนมาเป็นทูตกลายๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น...เขาก็ไม่สบายใจเอาเสียเลยกับสถานการณ์นี้

พ่อของเขาอาจจะไม่ใช่คนดีหรือขุนนางที่ดีสำหรับคนภายนอก แต่ในฐานะลูก ชาลัวห์ย่อมรักและเป็นห่วงพ่อของตน และไม่อยากให้เกิดอันตรายใดๆ กับพ่ออยู่ดี

จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องของเขา

ใครชาลัวห์ถามออกไปอย่างสงสัย นี่ไม่ใช่เวลาอาหาร และคนของยาร์ลาธก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเขาเลย ยกเว้นเมื่อส่งข่าวสารเท่านั้น

ไม่มีเสียงพูดตอบ ประตูถูกเปิดออก ชาลัวห์เห็นชายไม่คุ้นตาที่น่าจะเป็นองครักษ์คนหนึ่งกับเจ้ามณฑลผู้มีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ที่หน้าประตู

ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างประหลาด แต่ยังกลั้นใจถามออกไป "มีอะไรหรือขอรับ

เจ้ามณฑลยาร์ลาธพยักพเยิดกับองครักษ์ แล้วอีกฝ่ายจึงโค้งคำนับและเดินออกไปอย่างเงียบงันก่อนจะปิดประตูลง

ชาลัวห์ลุกขึ้นยืนแล้วคำนับอีกฝ่ายอย่างเก้กัง ไม่แน่ใจว่าควรจะวางตัวอย่างไรกับบิดาของคนที่ตนเคยฆ่า

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเจ้ามณฑลเบเรคที่เอ่ยขึ้นมาก่อน

เจ้ามณฑลคาลวาห์ พ่อของเจ้า…” ชายวัยกลางคนพูดช้าๆถูกประหารแล้วด้วยข้อหากบฏแผ่นดิน รวมทั้งพี่ชายคนโตของเจ้าและญาติกับขุนนางอีกบางส่วน

ชาลัวห์รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด หรือมิเช่นนั้นก็มีขวานจามลงที่กลางศีรษะ

มะ...เมื่อไรขอรับชายหนุ่มถามอย่างแข็งขัดทั้งดวงตาที่พลันร้อนผ่าว

นกนำสารมาเมื่อสายวันนี้จากชอร์ซา สายของข้ายืนยันว่ามีการนำหัวของทุกคนมาเสียบประจานที่หน้ากำแพงเมืองเอก

ตัดคอหรือ...ท่านพ่อถูกตัดคอจะเจ็บปวดทรมานแค่ไหน เขาเม้มปากพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งไหล ทว่าชายตรงหน้ากลับยังคงพูดเรียบเฉยจนแผ่นหลังของเขาเย็นวาบ

เจ้าทำให้ข้าต้องสูญเสียลูกชาย และตอนนี้ ก็มีคนทำให้เจ้าสูญเสียบิดาไปไม่ต่างกันเจ้ามณฑลพูดต่อไปพร้อมกับมองเขาไม่วางตาน่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าแล้วสินะ

ชาลัวห์ไม่อาจตอบอะไร เขายืนนิ่งมึนงงตัวแข็งทื่อ เมื่อนึกถึงพ่อ น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ซ้ำเหมือนจะไม่ขาดสาย

ข้าเสียใจด้วยแม้จะเอ่ยถ้อยคำนั้น เสียงของเจ้ามณฑลก็เหมือนจะไร้อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นข้ามาเพื่อแจ้งข่าวนี้แก่เจ้า

ขะ...ขอรับชายหนุ่มตอบแผ่วเบา ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาว่าเหตุใดเจ้ามณฑลจึงต้องมาด้วยตนเอง แทนที่จะใช้บริวารมาบอกข่าว หรือให้พี่ชายของเขาซึ่งยังคงอยู่ที่นี่เป็นผู้บอกแทนแต่ทำไม...ท่านถึงมาบอกข้าเองล่ะขอรับเขาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

สีหน้าของชายวัยกลางคนยังคงไม่แปรเปลี่ยน ถึงแม้ว่าแววตาของเขาจะดูเย็นเยียบขึ้นครู่หนึ่ง

เพราะข้าอยากเห็นใบหน้าของเจ้า ในเวลาที่โลกของเจ้าพังทลายลงมา...ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของข้าอย่างไรล่ะ

ชาลัวห์เย็นวาบไปทั้งร่าง...ทั้งเพราะถ้อยคำ แววตา และน้ำเสียงของชายตรงหน้า

เจ้ามณฑลยาร์ลาธมองชายหนุ่มอยู่ชั่วอึดใจก็หันหน้าไปจากเขา

แต่วางใจเถอะ ตราบใดที่เจ้ากับพี่ชายยังคงเป็นอาคันตุกะในความดูแลของข้า ข้าก็มีหน้าที่คุ้มกันไม่ให้ใครทำร้ายพวกเจ้า จะขอลี้ภัยอยู่ที่นี่อย่างไรก็ตามใจเถอะ

ไม่มีคำตอบใดจากชายหนุ่ม เขาทำได้เพียงกลั้นเสียงสะอื้นของตน ทว่าไม่อาจห้ามหยดน้ำตา

บิดาของคนที่เขาฆ่าปรายตามองเขาอีกเพียงแวบหนึ่ง แล้วจึงได้กลับหลังหันและเปิดประตูออกไปจากห้องนั้นก่อนจะปิดมันลง

 

งานเข้าแล้วสิ

ที่ริมกำแพงเมือง รูอาร์คสบถในใจหลังจากได้ยินเรื่องที่แพร่สะพัดในมณฑลชอร์ซา ซ้ำเห็นแนวหัวมนุษย์เสียบไม้เรียงรายเหนือกำแพงเมืองทิฟลี เมืองเอกของมณฑล

เขาไม่นึกว่าตนเองจะดวงตกลงไปได้อีกแท้ๆ หลังจากที่คอยสอดแนมในหมู่บ้านทางใต้ที่ชื่อเคทลินอยู่หลายวันและซักถามชาวบ้านในหมู่บ้านไปด้วย ทว่าไม่พบคนที่ตนตามหาอยู่ทั้งสามคนเลย

ดูเหมือนว่าหมอหญิงซานาจะไม่มีกำหนดระยะเวลากลับมาที่นี่อย่างชัดเจน รูอาร์คจึงได้ตัดสินใจมายังทิฟลีที่เป็นเมืองใหญ่กว่าเพื่อตั้งหลักสืบข่าวอีกครั้ง แต่สิ่งที่รอต้อนรับตนกลับเลวร้ายยิ่งกว่า

เอาเถอะ ไม่เกิดจลาจลก่อนนับว่าดีมากแล้ว ชายหนุ่มต้องยอมรับว่ายุทธการของพวกนักรบอีกาดำนั้นเฉียบขาดและมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์จริงๆ ที่สามารถล้มผู้ปกครองมณฑลได้ในคืนเดียว

แต่มันจะเป็นผลเสียต่องานของเขาที่นับเป็นศัตรูหรือเปล่านี่สิ...

พวกชาวบ้านมีท่าทางไม่แน่ใจและวิตกกังวลกับอนาคตของตน แม้บางคนที่รูอาร์คพูดคุยด้วยในโรงเหล้าจะหวังว่าการกำจัดขุนนางชั่วนี้เป็นนิมิตหมายอันดีว่าในรัชสมัยใหม่ พวกเขาจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเสียที

ด้วยรู้จักสองพ่อลูกแห่งอุลทูร์ ชายหนุ่มไม่แน่ใจเรื่องนั้นนัก ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาควรคิดในเวลานี้ แต่เป็นการตามหาพยานบุคคลที่ยืนยันตัวผู้ร้ายได้มากกว่า

และก็หวังว่าจะเจอโดยเร็วพร้อมกับบอกให้พวกเขาเดินทางล่วงหน้าไปยังยาร์ลาธ ขณะที่รูอาร์คแยกไปทำธุระส่วนตัวเสียด้วย

ชายหนุ่มในคราบนักเดินทางละสายตาไปจากหัวคนเหนือกำแพงและเดินต่อไป เวลากลางวันเช่นนี้โรงเหล้าจะมีคนไม่มากเท่าตลาด และนั่นก็คือที่ที่ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะไป...หากไม่ได้ยินเสียงเอะอะดังแว่วมาเสียก่อน

เหมือนจะเป็นเสียงกีบเท้าม้าและเสียงฝีเท้า รูอาร์คหลบเข้าข้างทางตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นกลุ่มนักรบชุดดำหรือพวกเรเวนวิ่งกวดชายร่างสูงคนหนึ่งบนหลังม้าที่ควบห้อไปตามทางในตลาดเบื้องหน้าราวกับไม่สนใจสิ่งใด กระทั่งเฉี่ยวชนกระจาดผักผลไม้หรือถังปลาของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจนล้มกระจัดกระจายรายทาง

ชายหนุ่มผมแดงขมวดคิ้ว หากหน่วยเรเวนต้องการตัว คนบนหลังม้าก็คงไม่ใช่คนร้ายธรรมดาเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้วิ่งตามทั้งผู้ถูกไล่ล่าบนหลังม้าและผู้ไล่ล่าไป ด้วยหวังว่าจะสอดแนมให้ได้ความกระจ่างขึ้น

 

หลังจากถูกต้อนและล่อหลอกให้ไปในทางที่ไม่คุ้นเคย ชายขี่ม้าจำต้องหยุดที่ปลายตรอกตันกับกองถังและลังสินค้าซึ่งตนไปต่อไม่ได้อีก

เสียงของเหล่าผู้ไล่ล่าดังไล่หลังมา แม้ไม่ได้อยู่บนหลังม้าก็ใช้กำลังกายที่มีมากกว่านักรบทั่วไปและความคล่องตัวไล่ตามมาได้สูสีอย่างน่าประหลาดใจ อีกไม่นานพวกมันคงรู้ว่าเขาจนมุมและจับเขาไปพบกับชะตากรรมเช่นเดียวกับหัวบนกำแพงเมืองในไม่ช้า

ชายหนุ่มลอบขบฟัน เขามองหาทางหนีทีไล่โดยรอบจนกระทั่งได้ยินเสียงจากข้างบน

เฮ้!

เขาเงยขึ้นไปเห็นศีรษะของชายผมแดงที่ตนไม่รู้จักอยู่บนหลังคาฟางข้างตรอก จึงร้องถามออกไปโดยไม่ทันคิดใคร!

ไม่ใช่พวกเดียวกับคนที่จะพาเจ้าไปกุดหัวก็แล้วกันอีกฝ่ายรีบตอบแผ่วเบาก่อนจะเอื้อมมือลงมาให้เขารีบขึ้นมา

ชายหนุ่มชั่งใจอยู่เพียงครู่ก็หยิบกระเป๋าใส่ของสำคัญมาไว้กับตัวก่อนจะเอื้อมมือไปให้อีกฝ่ายดึงมือขึ้นบนหลังคาอย่างรวดเร็ว

ครั้นเขาขึ้นมาบนหลังคาได้แล้ว ชายผมแดงจึงได้พูดบอกเสียงเบาไถลตัวลงไปแล้วซ่อนอยู่หลังกองถังตรงนั้น

ชายหนุ่มทำตามในทันที ก่อนที่จะเห็นอีกฝ่ายล้วงเข้าไปในถุงผ้าใบเล็กซึ่งติดอยู่ที่เข็มขัดของเขา

ชายหนุ่มผู้หลบหนีไม่ทันได้ถามอะไร อีกฝ่ายก็เขวี้ยงของที่หยิบมาใส่บั้นท้ายม้าที่ไร้คนขี่จนมันตกใจวิ่งเตลิดออกไปจากตรอกหลังจากเสียงม้าร้องอย่างตื่นกลัวก็มีเสียงตะโกนของพวกนักรบเรเวนตามมาแทบทันที

นั่นม้าของมัน...แล้วตัวมันอยู่ที่ไหน!

เขาเพิ่งได้สติและเข้าใจว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะอะไร แม้จะเสียดายม้าฮอบบีชั้นดีตัวนั้นอยู่บ้าง ชายหนุ่มย่อมต้องยอมรับว่าเสียแค่ม้าไปยังดีกว่าเสียของอย่างอื่นที่ตนมีไปจนถึงหัวที่อยู่บนบ่านั่นละ

ชายผมแดงเขวี้ยงของอีกชิ้นไปทางด้านข้างจนเกิดเสียงคล้ายฝีเท้าบนพื้นไม้และเสียงกองไม้ล้ม แล้วจึงไถลตัวลงมาซ่อนกายใกล้เขาเพียงครู่ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาในตรอกเบื้องล่าง

มันหายไปไหนเสียงจากอีกฟากของกำแพงดังขึ้นมาซ่อนตัวอยู่แถวนี้หรือเปล่า

ค้นดูให้ทั่ว นี่เป็นทางตัน ไม่น่าจะไปไหนได้หรอก

หรือมันจะปีนกำแพงนี้ขึ้นไป...เมื่อครู่มีเสียงถังล้มใช่ไหม

ชายหนุ่มแทบกลั้นหายใจขณะที่คนผมแดงชูปลายนิ้วชี้เบื้องหน้าปากของตนเป็นเชิงบอกให้เงียบ ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นรัว เขาได้แต่พยายามบีบตัวให้ลีบแบนที่สุดพร้อมกับสวดภาวนาให้เหล่าผู้ไล่ล่าไม่ปีนขึ้นหลังคาลงมาพบทั้งสองที่อีกมุมหนึ่งเสียก่อน

พวกเจ้าลองข้ามไปทางนั้นดูซิ ส่วนพวกเจ้าค้นลังแถวนี้ดู

ข้างตัวเขา ชายอีกคนยังคงนิ่งเงียบไม่ต่างกัน เหมือนจะเฝ้ารอเวลาให้ผ่านไป

เนิ่นนานเหลือเกินกว่าเขาจะรู้สึกว่าเสียงพูด เสียงฝีเท้าและค้นของกุกกักจากอีกด้านจะเริ่มแผ่วซาออกห่าง และผู้ช่วยเหลือก็ย่องไปอีกทางก่อนจะโบกมือให้ผู้ถูกไล่ล่าตามมา

ทางนี้คนผมแดงร่างผอมบางกระซิบอีกครั้ง แล้วจึงนำเขาลัดเลาะแนวกำแพงออกสู่ถนนอีกสาย เมื่อเกือบถึงเขตชุมชนก็ส่งผ้าคลุมสีเขียวหม่นแบบนักเดินทางให้เขาสวมพรางตัว

ตลอดเวลานั้น ชายหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบและทำตามที่อีกฝ่ายบอก สุดท้ายผู้ที่มาช่วยเขาโดยไม่คาดฝันจึงได้ถามแผ่วเบาถ้าเจ้ายังไม่มีประกาศจับ...พอจะไปกินเหล้ากันสักจอกได้ไหม

เขาเม้มปากครุ่นคิดคิดว่าได้

ดี เพราะข้ากำลังอยากหาคนเลี้ยงเหล้าพอดีชายหนุ่มผมแดงบอกเลือกที่ที่เจ้าไม่เคยไปหรือไม่ค่อยได้ไปด้วยล่ะ

 

รูอาร์คดีใจที่สัญชาตญาณของตนถูกต้อง

ชายผู้ถูกเหล่านักรบเรเวนตามล่าที่เขาช่วยไว้เป็นขุนนางดูแลกองคลังของมณฑล และเป็นลูกเขยของเจ้ามณฑลชอร์ซา

ไม่สิ เรียกว่าอดีตลูกเขยจะถูกต้องกว่า ในเมื่อเขารู้จากข่าวที่สืบมาว่าพี่สาวของเจ้ากะหลั่วหย่าขาดจากหมอนี่ไปหลายปีแล้ว และขุนนางชื่อเบอร์นาร์ดคนนี้ก็ยืนกรานว่าเขาแค่เคยมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอันวาทาคเป็นการส่วนตัวในอดีต ทว่าเวลานี้เป็นเพียงขุนนางธรรมดาๆ ...ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้ามณฑลช้ากว่าคนอื่น

เรื่องนั้นรูอาร์คไม่ใคร่เชื่อนัก แต่ก็ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันต่อไปในมุมของร้านเหล้าเล็กๆ แถบเมืองชั้นนอกซึ่งเป็นที่ที่ขุนนางหนุ่มบอกว่าตนไม่เคยเข้ามาก่อน

และก็คงจะไม่เคยมาจริงๆ ชายหนุ่มผมสีทองยุ่งเหยิงชื้นเหงื่อดูตื่นเล็กน้อยหลังจากมานั่งที่โต๊ะแล้วเลิกหมวกคลุม ปล่อยให้หน้าที่การสั่งเหล้าและอาหารเป็นของรูอาร์ค ก่อนที่ชายหนุ่มผมแดงจะแนะนำตัวก่อนว่าตนเป็นสายที่เจ้ามณฑลยาร์ลาธส่งเข้ามาสืบข่าวในมณฑล และได้ฟังอีกฝ่ายแนะนำตัวเช่นกัน

หลังจากหนีไปจากมณฑลแล้ว เจ้าตั้งใจจะไปไหนต่อล่ะรูอาร์คแกล้งถามแม้จะมีข้อเสนออยู่ในใจยาร์ลาธไหม ตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของเจ้ามณฑลของเจ้าก็อยู่ที่นั่น เจ้าน่าจะขอลี้ภัยเหมือนพวกเขาได้นี่

หากตอบรับ เจ้าจะพาไปที่นั่นใช่ไหมเบอร์นาร์ดถามอย่างรู้ทัน

ถ้าไม่พาไปเอง ก็ชี้ช่องทางหนีให้ได้กระมังชายหนุ่มยักไหล่ก่อนจะจิบเหล้าเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาถ้าเจ้าพอจะดูแลตัวเองได้

ข้าไม่ได้ชำนาญวิชาต่อสู้เหมือนพวกกาดำอีกฝ่ายขมวดคิ้ว

ข้าก็อยากจะพาเจ้าไปได้ละนะ...ถ้าไม่ใช่ข้าติดงานที่ใหญ่กว่านั้น และงานที่ว่าก็ไม่ใช่งานที่จะหนีบคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ติดไปด้วยเหมือนกันรูอาร์คตอบตามตรงพร้อมกับปั้นรอยยิ้มเจื่อน แต่ที่จริงก็เหมือนอยากบีบอีกฝ่ายให้รีบเสนอขายความสำคัญของตนอยู่ในที

ขุนนางผู้หลบหนีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยแผ่วเบาข้าได้รับหน้าที่จากท่านคาลวาห์ให้ดูแลข้อมูลลับของมณฑล และส่งมันต่อให้ทายาท...ในกรณีที่จำเป็นที่สุด

ว่าแล้วไงชายหนุ่มผมแดงลอบยิ้มอยู่ในใจกับข้อมูลที่ตนได้รับ คนตรงหน้ากำลังค่อยๆ เปิดเผยออกมาเองว่าตนมีค่าคุ้มพอที่จะให้รูอาร์คช่วย

ข้อมูลลับอะไรล่ะชายหนุ่มถามเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาพลางตักพายเนื้อกินไปด้วย

เบอร์นาร์ดกลอกตาและทำหน้าเหมือนกับแค่คำว่าข้อมูลลับน่าจะทำให้รูอาร์คเข้าใจได้แล้วว่าถึงถามไป เขาก็จะไม่บอกอยู่ดี

เฮ้ ก็น่าจะรู้นะว่าข้าไม่ได้เสี่ยงช่วยเจ้าเปล่าๆชายผมแดงตอบพลางเคี้ยวหยับๆข้าก็มีนายของข้าเหมือนกัน

แต่ถ้าข้าบอกเจ้า...เจ้าก็อาจหักหลังข้าได้เช่นกันชายผู้มากวัยกว่าตอบเคร่งขรึม

ข้าแค่อยากรู้ว่ามันเป็นข้อมูลลับแบบไหน ขอเท่านี้คงบอกได้กระมังรูอาร์คเสนอ

เบอร์นาร์ดเงียบไปครู่ใหญ่เหมือนกับชั่งใจ ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยแผ่วเบาในมณฑลยังมียุ้งฉางลับอยู่ เพราะปีนี้สถานการณ์ในอาณาจักรไม่สงบ ท่านคาลวาห์เลยให้แยกข้าวสาลีบางส่วนไปเก็บไว้ที่นั่นเพื่อไม่ให้ศัตรูได้เสบียงไปทั้งหมด และใช้ภัยแล้งเป็นข้ออ้างที่ข้าวในคลังมีน้อยกว่าที่ควรเป็น

ชายผมแดงแทบผิวปากช่างน่าสนใจ…”

พอที่เจ้าจะช่วยพาข้าไปส่งที่ยาร์ลาธ?” ขุนนางหนุ่มถาม

รูอาร์คพยักหน้าข้ายังมีงานต้องทำที่นี่ แต่ถ้าเจ้ารอให้ข้าทำงานเสร็จได้ เราก็จะมีเพื่อนร่วมทางไปกันหลายคน แบบนั้นได้ไหมล่ะ หรือจะให้ข้าแบ่งข้าวของไปช่วยเจ้าให้หนีตัวคนเดียวได้และนำจดหมายของข้าไปให้คนที่หน้าด่านของยาร์ลาธ พวกเขาจะได้ยอมให้เจ้าเข้าไป

เบอร์นาร์ดนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นมาข้าไม่คิดว่าตัวเองจะรอดถ้าหนีไปคนเดียว

ชายหนุ่มผมแดงปิดบังสีหน้าเหนื่อยหน่ายของตนถ้าอย่างนั้นก็จะไปกับข้า?”

เจ้าเป็นคนเสนอก่อนนี่

รูอาร์คยักไหล่ก็ได้ แต่เจ้าต้องช่วยงานข้าเหมือนกัน

สายตาของขุนนางหนุ่มเริ่มเคลือบแคลงงานอะไร

ไม่อันตรายนักหรอก ข้าแค่ตามหาคนคนหนึ่งอยู่ นางเป็นหมอหญิงชื่อซานา

หมอหญิงซานา?” เบอร์นาร์ดขัดขึ้นทันทีอย่างแปลกใจหมอที่ชอบเดินทางไปรักษาพวกนางโลมตามเมืองต่างๆ น่ะหรือ

เห เจ้ารู้จักนางด้วย?” ชายหนุ่มผมแดงเป็นฝ่ายประหลาดใจบ้าง

ข้าเป็นคนดูแลการเงิน ก็ต้องดูแลภาษีหอโคมแดงไปด้วยชายหนุ่มผมทองพูด แต่รูอาร์คเหมือนจะรู้สึกอยู่ตงิดๆ ว่าอีกฝ่ายไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดว่าแต่เจ้าตามหานางทำไม คนของยาร์ลาธต้องการอะไรจากนาง

ไม่เชิงต้องการจากนาง แต่เป็นคนที่เดินทางไปกับนาง...ข้าบอกได้เท่านี้ แต่พวกเราไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อนางหรือคนรู้จักของนางแน่นอน

เบอร์นาร์ดเงียบไปอีกสักพักก่อนจะพยักหน้าเจ้าโชคดีแล้ว

รูอาร์คเลิกคิ้วโชคดี?”

หมอหญิงอยู่ในเมืองนี้ในตอนนี้พอดี และข้ารู้ว่าปรกตินางพักอยู่ที่โรงแรมไหน

 

แม้แอชลีนน์จะเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องมีคนตายมากขึ้นเรื่อยๆ บนเส้นทางที่เธอเลือก การประหารขุนนางของชอร์ซาโดยฉับพลันที่เธอเพิ่งรู้ในการประชุม (ซึ่งท่านเบเรคเรียกว่าการว่าราชการ’ ) ครั้งล่าสุดก็ยังทำให้เธอวิตกไม่น้อย

พิราบนำสารตัวที่สองมาพร้อมกับข่าวนั้น และข้อความที่เตือนให้ยาร์ลาธยอมจำนน หรือมิเช่นนั้นก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไป

ลายมือของดูลัสบนกระดาษสาส์นนั้นทำให้เธอยิ่งปวดร้าว

หากเป็นลายมือของเธอที่เขียนกลับไปขอร้องให้เขาเห็นแก่ความถูกต้องต่อเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ของเธอ หญิงสาวอดคิดว่าอดีตองครักษ์ของเธอจะยอมตามได้หรือไม่นะ...แต่ทั้งสองคงมาถึงขั้นที่ต่างฝ่ายไม่อาจก้าวถอยได้อีกแล้วกระมัง

ดูลัสย่อมไม่ลงดาบประหารเธอ แต่เป็นทุกคนรอบกายเธอในเวลานี้ โดยเฉพาะอาเมียร์กับท่านเบเรค แอชลีนน์แน่ใจเรื่องนั้น...แม้จะไม่อยากให้สังหรณ์ของเธอถูกต้องเลย

หญิงสาวในห้องหนังสือเอื้อมมือไปลูบขนของเหยี่ยวขาวลอว์ราสบนคอนข้างกาย ขนของมันอ่อนนุ่มเหมือนกับขนนกจริงๆ ช่วยให้เธอผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง

พร้อมกันนั้น...เธอเกิดคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ใช่ เธอควรตอบดูลัสเป็นการส่วนตัวจริงๆ

อาจจะไม่ได้ผล...แต่หากได้ก็คงดีกว่าจะให้เขาสั่งบั่นคอใครเพิ่มอีกไม่ใช่หรือ

อาเมียร์ ท่านคิดว่าข้าควรจะทำเช่นนั้นหรือไม่ราชินีตั้งจิตถามใครอีกคนที่อยู่ห่างออกไปพร้อมกับแตะที่เครื่องรางเหนืออก

สารถึงดูลัสน่ะหรือ หากเจ้าต้องการส่งไปก็ตามที่เจ้าเห็นควรเถอะ แอชเสียงของชายหนุ่มตอบกลับมาในใจ

แม้ว่าข้าจะส่งไปในฐานะตัวเอง ไม่ใช่ราชินีของธีร์ดีเรน่ะหรือ

มันเป็นสิทธิ์ของเจ้า และลึกๆ ภายในใจข้าก็หวังว่าดูลัสจะยอมฟังเช่นกัน แต่ท่านเบเรคคงไม่เห็นด้วย...เอาเป็นว่าข้าจะลอบส่งสารนี้ให้เจ้าแล้วกัน

หญิงสาวพยักหน้ารับ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้มองเห็นถ้าอย่างนั้นก็ฝากด้วยนะ

 

ล่วงเข้ายามเย็น ซานาได้แต่บดยาสมุนไพรอยู่เงียบๆ ในห้องพักของตน

บรรยากาศของเมืองทิฟลีที่ดูเงียบขรึมตึงเครียดกว่าปกติทำให้หญิงสาวลังเลว่าเธอควรกลับไปที่หมู่บ้านเคทลินดีหรือไม่

เวลานี้มีนักรบเรเวนประจำอยู่เต็มเมืองเพื่อควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบ เธอรู้ว่าพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ไล่ล่าคนอัสลาน อีกทั่งการลอบปลงพระชนม์ก็น่าจะผ่านไปนานหลายปีเกินกว่าจะมีใครสืบสาวมาถึงเกลแล้ว แต่ตนเองก็ไม่ได้ชอบบรรยากาศเช่นนี้นัก

เธอไม่ชอบเจ้ามณฑลหรือการบริหารงานในมณฑลของตนเหมือนกัน แต่เมื่อจู่ๆ อาณาจักรที่ตนอาศัยเกิดมีราชินีขึ้นสองพระองค์พร้อมกัน ซ้ำมีการกวาดล้างขุนนางฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา หญิงสาวย่อมหวั่นเกรงว่าจะเกิดการปะทะรุนแรงขึ้นไปอีก หรืออาจลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองในไม่ช้า

ผู้คนจะบาดเจ็บล้มตายอีกมาก เธอเองก็ไม่รู้ว่าควรจะอยู่ที่ไหนในเวลาเช่นนั้น

โทมาเสนอให้พวกเขากลับเคทลินและอยู่เงียบๆ รอให้เหตุการณ์สงบลง เขาบอกว่าหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลพรมแดนระหว่างมณฑลคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่เหตุการณ์เช่นนี้จะดำเนินไปอีกนานเท่าใดกัน

และถ้ามีคนต้องการหมอ เธอไม่ควรไปอยู่ในที่ที่ช่วยพวกเขาได้หรอกหรือ

ซานาถอนหายใจก่อนจะวางมือจากโกร่งบดยาเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู โทมาคงมาตามเธอลงไปกินอาหารเย็นเช่นเคย

แต่เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นไปเปิดประตู เธอก็ต้องประหลาดใจที่พบชายหนุ่มผมแดงคุ้นตากับชายผมทองที่ตนไม่รู้จักอยู่ข้างหลังนักรบรับจ้างที่เป็นเพื่อนของเธอและนายพรานใบ้

รูอาร์ค ยินดีที่ได้พบกันอีกนะหญิงสาวทักทายและพยายามยิ้มให้เขา แม้จะแปลกใจจนอยากถามต่อว่าเขามาทำอะไรที่นี่ และสองพี่น้องเอลม์กับแอชมาด้วยหรือไหม

เช่นกันขอรับท่านหมอ…” ชายหนุ่มผมแดงพูดขึ้น เธอกำลังจะขอให้เขาช่วยเติมคำว่าฝึกหัดต่อท้ายพอดี แต่เขากลับพูดขึ้นเสียก่อนข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกับพวกท่านเป็นการส่วนตัวขอรับ

ซานาขมวดคิ้ว แต่ก็พยักหน้าให้ทุกคนเข้ามาในห้องก่อนที่เกลจะปิดประตูลง

พอเห็นว่าประตูปิดสนิทแล้ว รูอาร์คจึงได้เริ่มพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาข้าอยากขอความช่วยเหลือจากพวกท่านในการเปิดโปงคนร้ายตัวจริงในเหตุลอบปลงพระชนม์ และล้างมลทินให้กับเผ่าอัสลาน

ซานาเบิกตากว้าง เธอหันไปมองเกลซึ่งนิ่งค้างและมีสีหน้าเปลี่ยนไปชั่วแวบ

เดี๋ยวสิ ทำไมถึงคิดว่าเราจะช่วยได้ล่ะโทมาถามด้วยท่าทางตึงเครียด

เพราะเกลคือพยานคนหนึ่งในเหตุการณ์นั้นรูอาร์คตอบ

ซานาขมวดคิ้วพยานจริงๆ ใช่ไหม ไม่ใช่จำเลย

ถ้าเขาจะช่วยเราเปิดโปงแฟคท์นาที่อยู่เบื้องหลัง...ก็ใช่

เดี๋ยวนะ!หญิงสาวเผลอพูดเสียงดังขึ้นมาเพราะชื่อที่ได้ยินอย่าบอกนะว่า...แฟคท์นาคนนั้น...แฟคท์นาที่เป็นเจ้ามณฑลอุลทูร์

หมอฝึกหัดไม่เคยได้ยินเรื่องเสื่อมเสียเกี่ยวกับเขา ซ้ำได้ยินมาว่าเขาเป็นขุนนางที่เข้มงวดน่าเกรงขามคนหนึ่ง เขาน่ะหรือจะวางแผนสังหารกษัตริย์ของตนได้อย่างโหดเหี้ยมเช่นนั้น

ใช่ คนนั้นละชายหนุ่มยืนยันพร้อมกับหันไปทางนายพรานใบ้ถึงเวลาล้างแค้นให้ท่านกันซุคห์กับพวกพ้องของเจ้าแล้ว เนอร์กุย

ชื่อที่ซานาไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้เกลเหมือนจะสะดุ้งน้อยๆ อย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน เขาขยับริมฝีปากพึมพำให้อ่านได้

รู้ชื่อของพวกเราได้อย่างไร

เราเพิ่งได้เบาะแสจากราชองครักษ์ที่รอดมาจากเหตุการณ์แต่เก็บตัวเงียบมาตลอดด้วยความกลัว เขาตัดสินใจเผยตัวออกมาเพราะแผนการครองบัลลังก์ของแฟคท์นาดำเนินมาไกลเกินไปแล้ว

หมอฝึกหัดขมวดคิ้ว เธอปะติดปะต่อเรื่องทุกอย่างได้โดยเร็วหมายความว่า เจ้ามณฑลอุลทูร์ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์องค์ก่อนเพื่อให้ลูกชายของตนได้เป็นพระคู่หมั้นและราชาองค์ต่อไป…”

รูอาร์คพยักหน้าและใช้ชาวอัสลานที่ต้องการล้างแค้นเป็นเครื่องมือ

เกลนิ่งไปครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับเหมือนจะยืนยัน

หมายความว่า...เจ้าเป็นคนของราชินีแอชลีนน์ตัวจริงที่ยาร์ลาธหรือโทมาถามขึ้นบ้าง

ใช่ชายผมแดงรับง่ายๆและพวกท่านเคยพบราชินีตัวจริงมาแล้ว

ซานาเลิกคิ้วอย่างงุนงงหมายความว่าอย่างไร

เด็กชื่อแอชคนนั้น...ที่จริงคือเจ้าหญิงระหว่างหลบหนีมาที่ยาร์ลาธ และข้ามาเชิญพวกท่านไปพบพวกเขา

หญิงสาวตกใจอีกครั้ง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งได้รู้ก่อนหน้านี้ เธอหันไปมองเกลซึ่งควรเป็นผู้ตัดสินใจ และพบว่าชายอัสลานยืนกอดอกนิ่งราวกับกำลังครุ่นคิด

พวกท่านจะไม่ฆ่าเกลใช่ไหมสุดท้ายหมอฝึกหัดก็ถามขึ้นเขาอยู่กับข้ามาตลอด เขาไม่ใช่...คนไม่ดี

นั่นเป็นเรื่องที่ซานายังคงกลัว เพราะเธอไม่แน่ใจว่าเกลมีส่วนร่วมในการลอบปลงพระชนม์มากแค่ไหน แต่ในเมื่อชายผมแดงเอ่ยชื่อเดิมของพรานใบ้และชื่อของคนอื่นที่คงเป็นมือสังหารจากอัสลานเช่นเดียวกัน ก็ยิ่งยืนยันว่าที่เกลบาดเจ็บหนักจนมาพบกับเธอในช่วงไล่เลี่ยกับเหตุการณ์นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

รูอาร์คกลับยิ้มกว้างวางใจเถอะ ราชินีของเราเป็นคนใจดี แถมใจอ่อนเสียยิ่งกว่าอะไร แต่ก่อนจะไปพบนาง ข้าคงมีเรื่องต้องขอร้องพวกท่านสักหน่อย เกี่ยวกับเจ้าหมอนี่ที่มากับข้า…”

ซานาหันไปทางชายผมทองที่ดูเตี้ยกว่ารูอาร์คเล็กน้อยแต่มีโครงร่างใหญ่กว่าอย่างแปลกใจ แต่ก็รอฟังชายผมแดงที่พูดต่อไป

เขาเองก็เป็นเพื่อนของเราที่ต้องหนีไปยาร์ลาธ ส่วนข้ายังมีธุระในชอร์ซาอีกเล็กน้อย ข้าเลยอยากขอให้พวกท่านช่วยพาเขาหนีออกไปจากมณฑลก่อนข้าที แต่ข้าจะช่วยวางแผนให้

ถ้าอยากให้เราไปด้วยกัน ก็บอกมาตามจริงก่อนว่าหมอนี่เป็นใครโทมาซึ่งยืนกอดอกขมวดคิ้วพูดขึ้นมาและมีความสำคัญอย่างไรกับพวกเจ้า

ชายหนุ่มคนนั้นถอนหายใจข้าชื่อเบอร์นาร์ด ฟาร์ควาร์ เป็นขุนนางประจำกองคลังของชอร์ซา

อ้อ…” ชายหนุ่มคนถามรับด้วยเสียงที่เริ่มไม่เป็นมิตรหนึ่งในพวกขูดรีดยักยอกภาษีนี่เอง

เบอร์นาร์ดยักไหล่และยิ้มขื่นข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับตัวกอบโกย เลยไม่มีหลักฐานสาวมาถึงตัวในทีแรก แต่ถ้ายังอยากมีชีวิตและงานที่มณฑลนี้ ก็ต้องปิดหูปิดตาสักข้างนั่นละ

จะแก้ตัวอย่างไรก็หมายความว่าเจ้าเป็นขุนนางข่มเหงประชาชนอยู่ดีนักรบหนุ่มพูดเสียงแข็งขึ้น

โทมาซานาปรามเขานี่ไม่ใช่เวลา

แม้จะมีสีหน้าไม่เห็นด้วย ชายหนุ่มก็เงียบไปก่อนที่เบอร์นาร์ดจะเอ่ยต่อ

ข้ามีแผนที่ที่ละเอียดที่สุดของมณฑล และที่ซ่อนของยุ้งฉางลับที่เก็บเสบียงบางส่วนซึ่งเราแยกมาจากเสบียงหลวงของมณฑล แล้วอ้างว่าเก็บเกี่ยวไม่ได้เพราะภัยแล้ง

พูดง่ายๆ ก็คือเสบียงที่พวกเจ้า ยักยอก มาโทมาเน้นคำ

ขุนนางหนุ่มยักไหล่อีกครั้งเรียกว่าเป็นเสบียงลับสำหรับเหตุฉุกเฉินอย่างสงครามจะถูกต้องกว่า

เอาเป็นว่า พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลยรูอาร์คพูดขึ้นบ้างข้าจะพาเขากลับยาร์ลาธเพราะเขาเป็นประโยชน์ต่อการยึดชอร์ซาคืนเท่านั้นแหละ เขาก็รู้ดีว่าเขาจะขอลี้ภัยได้แค่ด้วยเหตุผลนั้น

หมอฝึกหัดพยักหน้ารับข้าเข้าใจ แต่ถ้าพวกเรเวนตามหาเขา เราจะพาเขาออกไปด้วยได้อย่างไรโดยไม่ถูกจับล่ะ

ชายผมแดงค่อยๆ ยิ้มออกมาวางใจเถอะ ข้าเคยพาคนหนีรอดไปแบบปลาชาดานมาแล้ว คราวนี้...ลองมาหนีแบบศพเป็นโรคเรื้อนดีไหมนะ

เบอร์นาร์ดอ้าปากค้าง ส่วนซานาขมวดคิ้ว แม้พอจะเข้าใจได้รางๆ ว่าพวกเธอต้องทำอย่างไร

 

ในห้องบรรทมของราชัน ดูลัสรีบหันขวับไปทางหน้าต่างตามเสียงตีปีกของนกซึ่งไม่ควรดังเข้ามาในโสตประสาทของตนในยามวิกาลเช่นนี้

สิ่งที่เขาเห็นคือนกพิราบตัวหนึ่ง ที่ห่วงขาของมันมีม้วนสารผูกเกลียวผ้าไหมสีเขียวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสงบหรือสารอันเป็นมิตรติดอยู่ แต่มันฝ่าทหารข้างนอกมาถึงภายในพระราชวังได้อย่างไรเป็นเรื่องไม่คาดฝัน เพราะปรกตินกนำสารควรจะบินไปที่โรงเลี้ยงนกพิราบตามที่มันถูกฝึกไว้เสียมากกว่า

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็เอื้อมไปหาม้วนสารและคลี่มันออกมา ก่อนจะตกใจเมื่อนกพิราบนั้นสลายหายเป็นฝุ่นไปต่อหน้าต่อตา

นกเวทมนตร์...นี่อาเมียร์หรือมาดายส่งมันมาหาเขากัน

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปอีกครู่โดยที่ตนไม่ได้รับอันตรายใดๆ ดูลัสจึงเลื่อนสายตากลับมาที่สารนั้นอีกครั้ง คิ้วของเขาขมวดมุ่นขึ้นกับลายมือที่ตนได้เห็น และเนื้อความที่ได้อ่าน

 

ถึงดูลัส

เราไม่รู้ว่าทุกสิ่งมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร แต่เราไม่อยากให้มันเลวร้ายลงไปกว่านี้อีกแล้ว

เราเขียนถึงดูลัสในฐานะพี่ชายที่รัก และเราก็หวังว่าดูลัสจะไม่เห็นเราเป็นศัตรู เหมือนกับที่เวลานี้ เราก็ยังไม่เห็นดูลัสเป็นศัตรู และไม่อยากเห็นในอนาคตด้วย

เราคิดว่าท่านแฟคท์นาคงจะบังคับดูลัสกับเคียราให้ทำเช่นนี้ เราจึงอยากขอร้องให้พอ อย่าให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเลย ดูลัสน่าจะรู้ว่าจะขอร้องท่านแฟคท์นาให้ล้มเลิกได้อย่างไร และเราก็พร้อมสัญญาว่าจะไม่ฆ่าเขากับดูลัสด้วย

อย่าให้ต้องมีใครตายโดยไม่สมควรอีกเลย แม้เราจะเห็นด้วยกับการกวาดล้างขุนนางที่ฉ้อฉล เราก็พบว่าการประหารพวกเขาโดยเร็วเช่นนี้ไม่เป็นการดีเลย

เรายังหวังว่าจะพูดคุยด้วยดีกับดูลัสได้อีก

ฝากดูแลเคียราดีๆ ด้วยนะ

แอชลีนน์

 

ชายหนุ่มกลับรู้สึกขื่นในคอ ขณะเปิดครอบตะเกียงบนโต๊ะให้เปลวไฟแผดเผากระดาษนั้นจนมอดไหม้เป็นจุณ

พี่ชายที่รัก...อย่างนั้นหรือ

อย่าให้ใครตาย...อย่างนั้นหรือ

ฝากดูแลเคียรา...อย่างนั้นหรือ

อาเมียร์มันคงจะดูแลพระองค์เป็นอย่างดี และทำให้พระองค์วางใจว่าจะชนะได้เพียงแค่ส่งสาส์นมาขอให้เขายอมจำนนเช่นนี้สินะ

มันสายเกินไปแล้ว...องค์หญิงของเขา

เขาจะรบต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะ และได้ตัวพระองค์กลับมาเป็นชายาตามที่ควรเป็นเท่านั้น

ราชาแห่งธีร์ดีเรหรี่ตาอย่างขุ่นเคืองและหันกลับไปดูเอกสารราชการต่อไป ราวกับไม่เคยได้รับสาส์นจากราชินีแห่งธีร์ดีเรอีกพระองค์เลยแม้แต่น้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #56 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 07:26
    ไม่ได้มาไม่กี่วัน อัพเลยของเดิมแล้วแฮะ ดูลัสนี่เข้าด้านมืดเต็มตัวแล้วสินะ
    #56
    1
    • #56-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 79)
      20 พฤศจิกายน 2560 / 12:40
      เวลคัมทูเดอะดาร์คไซด์กันเลยทีเดียวค่ะ...
      #56-1
  2. #55 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 21:50
    สำหรับตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่มีในสต็อกปัจจุบันแล้ว ตอนต่อไปจะมาเมื่อเขียนใหม่ถึงจุดหนึ่งกำหนดไว้นะคะ ขอบคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านที่ตามอ่านมาตลอดทั้งก่อนและหลังรีไรท์ค่ะ
    สำหรับคนอ่านที่เคยอ่านเวอร์ชั่นก่อน ของใหม่มาในภาค 3 บทที่ 16-17 นะคะ บทที่ 1 แก้ไขเรื่องชะตากรรมของลีชาในกลาสเดลให้เบาลง ส่วนภาค 2 มีอัพแก้ไขในตอนที่เกี่ยวกับเผ่าอัสลาน โดยเฉพาะการลอบสังหารที่อาเมียร์เห็นจากเนอร์กุย (ภาค 2 ตอน 11) ให้ชาวอัสลานมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวคือแปลงร่างเป็นสัตว์ได้ แต่จำกัดคนละชนิดค่ะ (แนวๆ spirit animal)
    เราอาจจะรีไรต์เรื่องของพ่อแม่ของอาเมียร์สมัยหนุ่มสาว (ซิอ์บุลกับสิมา) แล้วมาลงอีกครั้งเนื่องจากหมดสัญญากับสำนักพิมพ์ไปแล้วนะคะ ถ้าลงแล้วจะให้ลิงก์คนที่สนใจไปตามอ่านความรักโรแมนติก (???) รุ่นพ่อแม่ได้ค่ะ


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 ตุลาคม 2560 / 21:54
    #55
    1
    • #55-1 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 79)
      30 ตุลาคม 2560 / 07:47
      รักโรแมนติกเหรอ....มองด้วยดวงตาล่องลอย ถ้าจำไม่ผิดหวานกันแค่ 5 ตอนแรกเองรึเปล่านะ ที่เหลือดราม่าล้วน ๆ
      #55-1