The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 78 : 16 - เป้าหมายและสายลับ "ที่สำคัญคือใจที่ห่วงใยอย่างไรละจ๊ะ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ต.ค. 60

บทที่ ๑๖

เป้าหมายและสายลับ

 

ชายแดนของธีร์ดีเรตรงมณฑลยาร์ลาธบรรจบซาเกรดา โซลนับว่าสงบเรียบร้อยดี ด้วยปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างสองอาณาจักรเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ดังนั้นบรรยากาศของแนวป้อมที่อาเมียร์มาเยือนจึงปราศจากวี่แววของการสู้รบโดยสิ้นเชิง แม้จะมีทหารติดอาวุธประจำอยู่ตามระเบียบก็ตาม

หลังจากที่ปรึกษาหนุ่มสำแดงตรารับรองตัวตนและสารของเจ้ามณฑล ไม่ช้าเขาก็ถูกเชิญเข้ามาในห้องรับรองของค่ายทหารเพื่อนั่งรอคนที่ตนมาพบ ซึ่งทหารคนหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปตามมา

นักโทษเนรเทศที่ชายแดนจะได้รับมอบหมายให้ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงปศุสัตว์เป็นเสบียงส่งหลวง รวมทั้งเป็นแรงงานตามแต่เบื้องบนจะสั่งมา แม้เวลานี้อยู่ในช่วงปลายฤดูร้อนซึ่งไม่มีการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวใด ก็ยังคงมีงานต่างๆ ต้องทำ เช่นการขุดลอกคูคลองหรือซ่อมแซมกำแพงป้อมค่าย

คงเพราะติดงานอยู่กระมัง ชายที่อาเมียร์มาพบจึงได้มาช้ากว่าที่คาดไว้สักหน่อย

เสียงเคาะประตูสั้นๆ ดังขึ้นก่อน แล้วทหารที่ดูขึงขังนายหนึ่งจึงเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยมีนักโทษที่ถูกสวมตรวนมือคู่ใหญ่เดินตามเข้ามา ชุดเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายดิบแบบเรียบๆ สภาพเก่าหมองและเปรอะเปื้อนคราบดินดูหลวมโพรกบนร่างที่เคยสะโอดสะองอย่างหนุ่มเจ้าสำราญ แม้ชายหนุ่มผู้มาเยือนจะจำได้ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นบ้างตามประสาคนที่ต้องออกกำลังกายเป็นประจำ ผิวที่เคยขาวจัดก็คล้ำลงจากการตากแดดยิ่งกว่าผิวของอาเมียร์ซึ่งเปลี่ยนมาทำงานในร่มเป็นส่วนมากแล้ว

สีหน้าของนักโทษเปลี่ยนเป็นประหลาดใจทันทีที่เห็นอาเมียร์เต็มตา ก่อนแววตาจะเป็นประกายอย่างยินดี

ขอบคุณมาก ขอท่านปลดตรวนให้เขาด้วยที่ปรึกษาหนุ่มบอกทหารวัยเกือบกลางคนซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีอายุมากกว่าตน และผู้คุมก็รับคำสั้นๆ ก่อนจะเลือกกุญแจจากพวงมาทำตามประสงค์โดยไม่ทักท้วงแม้แต่น้อย นั่นบอกได้โดยนัยว่าตัวนักโทษคดีอุฉกรรจ์คนนี้มีพฤติกรรมดีจนตัวเขาเองก็ไม่หวาดระแวง

อาเมียร์ขอบคุณทหารชายแดนอีกครั้ง แล้วบอกให้เขาออกไปจากห้องเพื่อที่ตนจะพูดคุยกับนักโทษเพียงลำพัง...ด้วยถ้อยคำที่ใช้กับเพื่อน

เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม

กะ...ก็ดีชาลัวห์ตอบพร้อมกับลูบศีรษะที่มีแต่ตอผมสีทองหม่นสั้นเกรียนของตนอย่างประหม่าข้าอยู่ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เจ้า...เอ้อ...ท่านคงไม่ได้มาเยี่ยมเฉยๆ ใช่ไหม

พูดคุยกันธรรมดาก็ได้ชายผมดำยิ้มจางๆ

แต่ตอนนี้ได้ยินว่าท่าน...เอ้อ...เจ้าเป็นที่ปรึกษาของท่านเจ้ามณฑลแล้ว

ข่าวมาถึงนี่ด้วยหรือ

ก็มีให้ตามอยู่บ้าง เรื่อง...ราชินีสองพระองค์...ข้าก็ได้ยินแล้วสีหน้าของลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาเริ่มกังวลขึ้นจะเกิดสงครามขึ้นหรือ

อาเมียร์พยักหน้าใช่...ข้ามาหาเจ้าเพราะเรื่องนี้

หา! อย่าบอกนะว่าจะเกณฑ์ข้าไปรบ...ชาลัวห์อุทานแล้วก็ถามเสียงอ่อยอย่างข้าคงไม่เหมาะจะออกแนวหน้าหรอก ถึงนิ้วจะดีขึ้นมาแล้ว แต่ฝีมือคงไม่เข้าขั้น...

ใครเขาจะเอาปลาชาดานกะหลั่วไปรบเล่าชายหนุ่มผมดำหัวเราะตอบแต่ใช่ ข้ามีเรื่องที่ต้องขอร้องให้เจ้าช่วยทำ และมีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

นักโทษชายแดfนยิ่งมีสีหน้างุนงงสงสัยจนที่ปรึกษาของเจ้ามณฑลยาร์ลาธพูดต่อไป

ยาร์ลาธจะขอให้ชอร์ซาเป็นพันธมิตรด้วย ราชินีจึงพระราชทานอภัยโทษให้เจ้า...และจะส่งตัวเจ้ากลับไปให้เจ้ามณฑลคาลวาห์

เรื่องนั้น...เห็นได้ชัดว่าชาลัวห์กลับไม่ได้ดูยินดีเต็มที่กับเรื่องที่จะได้กลับบ้านเลย แม้อาเมียร์จะไม่ใช้เวทมนตร์อ่านใจของเขาก็ตาม

ชายหนุ่มผู้เคยทำความผิดยังคงลังเล...คงเพราะความคิดที่จะต้องกลับไปหาพ่อที่เคยให้ท้ายเขาจนเสียคน และทำลายชีวิตของผู้อื่นลงไปไม่มากก็น้อย

ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่สบายใจกับหลายๆ เรื่อง แต่เจ้าก็ได้เรียนรู้และเข้มแข็งขึ้นมากที่ปรึกษาหนุ่มพูดหากจะให้ชอร์ซายินดีร่วมมือกับเรา พวกเราก็ต้องเอาใจคาลวาห์ในเรื่องของเจ้าและละทิ้งความบาดหมางในอดีต...แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพภายนอก เราไม่แน่ใจว่าหากส่งตัวเจ้ากลับไปแล้ว ชอร์ซาจะหันไปสวามิภักดิ์ต่อมณฑลหลวงกับอุลทูร์ที่มีโอกาสชนะสูงกว่ามากหรือเปล่า

อาเมียร์กับท่านเบเรคยังคงไม่ตัดความเป็นไปได้เรื่องนั้น วิสัยของแฟคท์นากับดูลัสไม่นิยมคนทรยศ และน่าจะกำจัดคนที่แปรพักตร์จากศัตรูมาอยู่ฝ่ายตนในทันทีที่หมดประโยชน์ แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าในเวลานี้ชอร์ซายังมีประโยชน์กับพวกเขามาก และคาลวาห์เองก็น่าจะสมกับเป็นหมูป่าเขี้ยวลากดินพอที่จะมีไพ่บางอย่างไว้ต่อรองกับฝ่ายนั้น หากเขาชั่งน้ำหนักว่าร่วมมือกับทางยาร์ลาธแล้วจะได้ไม่คุ้มเสีย

เพราะว่ากันตามจริง เจ้ามณฑลยาร์ลาธกับที่ปรึกษาหนุ่มก็ไม่ได้คิดจะปล่อยให้ขุนนางใหญ่ผู้ฉ้อโกงจนการปกครองภายในมณฑลฟอนเฟะได้ทำตามอำเภอใจอีกต่อไปหลังจากนี้เช่นกัน

อา...ชาลัวห์รับอย่างนิ่งงันจนคู่สนทนาไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจความหมายของเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่

แต่อีกใจหนึ่ง อาเมียร์ก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเข้าใจถ่องแท้ ต่อให้พวกเขาบอกว่าชาลัวห์จะได้รับการอภัยโทษและได้กลับบ้าน ชายหนุ่มก็จะกลายสภาพเป็นเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานสงครามนี้...ทั้งๆ ที่ที่ปรึกษาหนุ่มยังคงเห็นเขาเป็นเพื่อนที่ได้รู้จักห่วงใยกันโดยไม่คาดฝัน...ต่อให้เป็นผู้คร่าชีวิตของเฟย์ลิม

ในเมื่อกล้าปิดบังความจริงบางส่วนและใช้เพื่อนของตนเป็นเบี้ย...เขาก็อาจจะเข้าใกล้คำว่าทรราช' ไปอีกขั้นหนึ่งแล้วกระมัง

ถ้าข้าขอให้เจ้าช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อเจ้าอีกแรง หรือ...ลอบส่งข่าวมาให้เราหากท่าทีของเจ้ามณฑลชอร์ซาเปลี่ยนแปลงไปจะได้ไหมที่ปรึกษาหนุ่มเอ่ยเบาๆเพื่อราชินีแอชลีนน์ และเพื่อธีร์ดีเร

ชายผมสีทองเกรียนยังคงนั่งเงียบอยู่อีกครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับน้อยๆข้าจะทำ

ขอบใจมากอาเมียร์ยิ้มอ่อนๆ แล้วหยิบผ้าพับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าของตนนี่ชุดใหม่ของเจ้า ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย เราจะเดินทางไปยาร์ลาธในทันทีที่เจ้าพร้อม

 

จากประสบการณ์ของรูอาร์ค การตรวจตราคนเข้ามณฑลจะเข้มงวดกว่าขาออก โดยเฉพาะจากยาร์ลาธไปชอร์ซาซึ่งหน้าด่านยังคงเปิดตามปกติอย่างเสียไม่ได้เพราะไม่ได้รับคำสั่งปิดจากมณฑลหลวง และไม่อาจแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อยาร์ลาธเท่านั้นเอง

แต่ทหารที่เฝ้าอยู่ก็ปล่อยให้ชายหนุ่มในคราบนักเดินทางธรรมดาๆ กับสัมภาระเพียงเล็กน้อยผ่านไปโดยง่ายกว่าครั้งที่เขาต้องยอมโดนตอกตะปูใต้ที่นั่งของรถม้ามาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขานั่งไปกับรถม้ารับจ้างขนาดใหญ่ซึ่งบรรทุกคนเดินทางนับสิบคน และอีกส่วนก็เป็นเพราะเขาไม่ได้โดนหมายหัวว่าจะไปพาใครหนีกระมัง

หวังว่าคราวนี้จะเรียบร้อยดีทั้งสองงาน

สายที่พวกเขาให้ไปสืบหาพรานใบ้ผู้เป็นพยานในเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์รายงานมาว่าหมอหญิง นักรบหนุ่ม และนายพรานเดินทางกลับมายังแคว้นชอร์ซาแล้ว รูอาร์คซึ่งเคยพบหน้าทั้งสามขณะตามไปสมทบอาเมียร์กับเจ้าหญิงจึงตัดสินใจว่าตนเป็นคนที่เหมาะที่สุดที่จะไปเจรจากับพวกเขา ทั้งเพราะเคยเจอหน้ากันมาก่อน และเพราะตนมีงานอีกอย่างที่ต้องทำในแคว้นนี้

สำหรับงานชิ้นหลังนั้น ปู่ของก็อธฟรีด์ไม่ใช่คนเจรจาด้วยยาก มีแต่ย่านั่นละที่น่ากังวลว่าจะระแวงเขา ชายหนุ่มจึงได้หวังว่าเอกสารที่ตนขอให้ลุงมังกรน้ำเตรียมให้จะช่วยโน้มน้าวได้ว่าเขามาพาเด็กชายไปในฐานะอะไร

อย่างน้อย ยายแกก็คงจะไม่จงชังแม่ของเด็กขนาดนั้น...กระมัง

รูอาร์คคงได้แต่ภาวนาให้เขาคาดการณ์ได้ถูกต้องในครั้งนี้ เพราะเขาไม่อยากมาเสียเที่ยวหรือทอดเวลาให้ยาวนานออกไปอีกจนสถานการณ์บ้านเมืองแย่ลงไปกว่านี้และการเดินทางยากลำบากขึ้นไปอีก

ลีชาถูกพรากจากลูกมานานเกินไปแล้ว

 

เสร็จแล้วจ้ะท่านสิมาพูดพร้อมกับวางกรรไกรลง

ขอบคุณมากค่ะแอชลีนน์มองเงาสะท้อนในกระจกด้วยรอยยิ้ม

เส้นผมสีน้ำตาลทองที่เคยยาวสลวยปรกหลังเวลานี้สั้นเพียงระต้นคอ ทำให้เงานั้นกลับดูคล้ายเด็กหนุ่มวัยรุ่นมากกว่าหญิงสาวที่ยังดูเยาว์วัย เธอช่วยหญิงผู้มากวัยกว่าปัดเส้นผมที่ตัดออกมาลงจากหลังและเก้าอี้ก่อนจะตั้งคำถาม

ขอเก็บไปให้อาเมียร์ได้ไหมคะ...ผมพวกนี้ ข้าจะถักเป็นเครื่องรางให้เขา

ได้สิจ๊ะท่านสิมาตอบด้วยรอยยิ้มทั้งที่ยังคงช่วยราชินีเก็บเส้นผมเขาน่าจะดีใจ

ทางนั้นคงไม่มีความเชื่อเรื่องเก็บผมไว้แทนตัวสินะคะ

ไม่จ้ะ แคว้นที่ข้าเคยอยู่ใช้ดอกไม้สดหรือดอกไม้แห้งต่างๆ แทนความรู้สึกที่มี เช่น ดอกไลแลคหมายถึงรักแรก กุหลาบสีขาวหมายถึงรักที่บริสุทธิ์ ประมาณนั้นน่ะนะ

แอชลีนน์ฟังด้วยรอยยิ้มฟังดูน่ารักมากเลยค่ะ สักวันข้าจะมาถามเรื่องดอกไม้ที่จะใช้บ้างนะคะ

ได้สิ แต่ที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ก็ได้ท่านสิมาพูดขึ้นมา

หือ...? หมายความว่าอย่างไรหรือคะ

หญิงสาวอีกคนยิ้มให้คนอายุน้อยกว่าอย่างเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือขึ้นลูบปลายผมของเธอที่สำคัญคือใจที่ห่วงใยอย่างไรละจ๊ะ

ราชินีนิ่งไปก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเห็นดี แม้จะคิดว่าอาเมียร์ย่อมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของตนเป็นแน่นั่นสิคะ...

เป็นตอนนั้นเองที่มีคนรับใช้ของจวนเคาะประตูห้อง ราชินีจึงบอกให้เปิดได้ และได้รับคำรายงานจากคนที่เข้ามา (ด้วยท่าทางนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย คงเพราะทรงผมใหม่อันไม่คาดฝันของหญิงสาว) ว่าที่ปรึกษาได้พาใครบางคนมาจากต่างแคว้นเรียบร้อยแล้ว

เดี๋ยวข้าจะรีบไปแอชลีนน์รีบตอบรับทันทีด้วยรอยยิ้มและหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น

เธอรู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร แม้เมื่อก่อนจะเคยเกลียดชังจนถึงขั้นคิดว่าถูกประหารเสียได้ก็สมโทษ แต่เวลานี้กลับเป็นหนึ่งในคนที่ห่วงใยไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ที่ห้องรับรองแขก เธอพบอาเมียร์อยู่กับคนคนนั้น ทั้งสองจ้องมองหญิงสาวเขม็งเหมือนกับแปลกตาไป

ไม่เหมาะหรืออย่างไรราชินีถามพลางเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้

เปล่า…อาเมียร์พูดขึ้นมาแค่...มันสั้น…

ผมท่านก็สั้นแอชลีนน์ตอบง่ายๆ  ก่อนจะพยักพเยิดไปทางใครอีกคนในห้องผมเขาก็ยิ่งสั้น

แต่...ทะ...ทำไมเจ้าตัดผมล่ะที่ปรึกษาของเจ้ามณฑลตั้งคำถาม

ข้าคิดว่าผมยาวมันไม่คล่องตัวหญิงสาวตอบตามตรงหากเราต้องสู้ขึ้นมาจริงๆ

ข้ากับท่านเบเรคไม่ให้เจ้าออกรบเด็ดขาดคนรักของเธอพูดเสียงแข็ง

ราชินีขมวดคิ้วทันควันไหนว่าข้ามีลอว์ราสเป็นพี่เลี้ยงแล้วไง

อาเมียร์มองตอบเธออย่างลังเลก่อนจะปรายตาไปทางบุคคลที่สามซึ่งคงไม่ควรรู้เรื่องเบื้องหลังมันก็แค่เหยี่ยว

แต่ท่านให้ข้าเป็นราชินีแล้ว ท่านควรจะฟังข้า อย่างน้อยข้าต้องออกเยี่ยมเยียนทหารและประชาชน จะให้นั่งมองจากบนยอดหอคอยเฉยๆ ไม่ได้หรอกหญิงสาวเอ่ยราบเรียบข้าไม่ได้สวมมงกุฏที่ยาร์ลาธเพื่อตกเป็นเบี้ยของพวกท่าน เช่นเดียวกับที่ทารานี่นา

สีหน้าของชายหนุ่มยิ่งดูอ่อนใจ เขาโคลงศีรษะเบาๆ แต่ก็ยิ้มเจื่อนข้าคงได้แต่ให้คำแนะนำเจ้าจริงๆ สินะ

หากข้าเล็งเห็นว่า คำแนะนำของท่านจะให้ผลดีที่สุด ข้าก็จะทำตามนั้นแอชลีนน์ตอบกลับและหันไปทางคนที่ยืนเงียบมาตลอดขอโทษที่ไม่ทันได้ทักทายดีๆ นะ เจ้านั่งดื่มชาก่อนเถอะ อยู่ที่นั่นสบายดีไหม

อา...ก็อยู่ได้เขานั่งลง แต่ยังไม่แตะชาที่หญิงรับใช้รินให้มีงานให้ทำเรื่อยๆ ...ไม่ได้อุดอู้อะไร

เจ้าดูแข็งแรงขึ้นเยอะราชินีออกความเห็นตามตรง

ท่าน...ก็เหมือนกันชาลัวห์ยังคงตอบเสียงตื่นเล็กน้อย

หญิงสาวยิ้มและยกถ้วยชาขึ้นจิบคิดว่าอาเมียร์คงอธิบายให้เจ้าฟังทั้งหมดแล้วสินะ...ตอนอยู่บนรถม้าเธอพูดไปตามที่ที่ปรึกษาเคยบอกแค่แรก

ลูกชายเจ้ามณฑลพยักหน้าข้า...จะพยายามให้เต็มที่ แต่มีแค่...ข้อเดียวที่อยากขอ

แอชลีนน์เลิกคิ้วและมองชายอีกคน ซึ่งพยักพเยิดใส่ชาลัวห์เหมือนกับรู้แล้วแต่อยากให้อีกฝ่ายพูดออกมาเองมากกว่า

ไม่ว่าอย่างไร...ก็ขอให้ไว้ชีวิตท่านพ่อกับญาติคนอื่นๆ ของข้าด้วย จะปลดจากตำแหน่งขุนนางหรือริบบรรดาศักดิ์อย่างไรก็ได้ แต่ข้าไม่อยากให้พวกเขาตายอดีตนักโทษบอกด้วยเสียงแผ่วเบา

หญิงสาวขมวดคิ้ว เธอรู้ว่าเจ้ามณฑลคาลวาห์ไม่ใช่คนมือสะอาด เขาฉ้อฉลและอาจเลี้ยงโจรไว้ในมณฑลของตนเสียเอง อย่างน้อยเท่าที่เคยฟังชาลัวห์เล่ามา ชายคนนั้นเป็นคนสั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์ทั้งครอบครัวเพื่อให้ลูกชายยังคงมีสิทธิ์เป็นตัวเลือกพระคู่หมั้น อีกทั้งเป็นคนนำการกวาดล้างเผ่าอัสลานอย่างโหดเหี้ยมไม่ใช่หรือ

แต่เพื่อการเมือง เธอก็ต้องรับรองความปลอดภัยของเขา...อย่างน้อยเขาก็ยังทำสิ่งที่น่ารังเกียจน้อยกว่าแฟคท์นาสำหรับเธอ...แต่ไม่สิ...หากเธอเป็นเกรเนียคงสาปแช่งคนที่ฆ่าพ่อแม่ของตนและอยากให้คนคนนั้นตายตกไปตามกัน มากกว่าจะยินยอมให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นแน่

ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาลงทัณฑ์ใครได้เลย

สุดท้ายราชินีจึงพยักหน้าข้าสัญญาว่าจะไม่ลงโทษตายกับพวกเขา แต่นอกจากนั้นคงต้องว่ากันไป...ตามสิ่งที่เคยกระทำ

ชายหนุ่มผมทองค้อมศีรษะรับคะ...แค่นี้ข้าก็ขอบคุณมากแล้ว

แอชลีนน์พยายามยิ้มรับไม่ให้เจื่อนนัก และชวนเขาพูดคุยเรื่องชีวิตที่ชายแดนอีกสักครู่ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน

การเดินทางของชาลัวห์ยังไม่จบสิ้น และเธอกับอาเมียร์ก็ไม่รู้ว่างานของเขาจะจบสิ้นลงเมื่อไร...และในรูปแบบใด

 

หึ สุดท้าย พวกมันก็ร่วมมือกันจริงๆดูลัสหรี่ตามองสารที่ได้รับอย่างเคร่งเครียด

องค์ราชินีพระราชทานอภัยโทษให้ฆาตกรที่ฆ่าพระคู่หมั้น และทรงอนุญาตให้เขาเดินทางกลับมณฑล

ราชาพระองค์ใหม่นึกไม่ผิดเลยว่ายาร์ลาธต้องดึงชอร์ซามาเป็นพันธมิตร ทั้งเพื่อคานอำนาจของมณฑลหลวงกับอุลทูร์ และเพื่อให้ได้เสบียงอาหารอันแสนสำคัญของชอร์ซามาครอง

แม้ว่าดินแดนของหมูป่าจะเพิ่งเผชิญภัยแล้งจนเก็บเกี่ยวได้น้อยลงกว่าหนึ่งในสาม มันก็ยังสำคัญต่อยาร์ลาธที่จำต้องพึ่งธัญญาหารจากภายนอกแคว้นเป็นหลัก...เช่นเดียวกับที่สำคัญต่ออุลทูร์

ชอร์ซาเองก็ดูมีแววโน้มเอียงไปทางยาร์ลาธแม้ก่อนหน้านี้ ในเมื่อเจ้ามณฑลไม่ได้มาเข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสด้วยตนเอง แต่ใช้ข้ออ้างว่าตนไม่สบายส่งบุตรชายคนรองมาแทนที่ราวกับหวาดระแวงว่าตนจะเดินเข้ามาในกับดัก

จะปล่อยให้เป็นเยี่ยงอย่างไม่ได้

ดูลัสหยิบกระดาษ ปากกาขนนกและขวดหมึกมาเตรียมร่างสารในฐานะราชา

พิธีอภิเษกสมรสที่จัดขึ้นอย่างเร่งด่วนโดยไร้เจ้ามณฑลอีกสอง รวมถึงเจ้าเมืองทั้งหมดในยาร์ลาธกับชอร์ซาอีกจำนวนหนึ่งเป็นข้ออ้างให้เขาเรียกร้องการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณได้

และหากขุนนางผู้ใดไม่มา...ก็เท่ากับเป็นกบฏแผ่นดิน

สองขั้วของสงครามจะแยกจากกันอย่างชัดเจน

ชายหนุ่มกำลังจดปากกาเมื่อมีเสียงเคาะประตูแผ่วเบา

ฝะ...ฝ่าบาทเพคะ…เสียงเรียกของเคียราดังมาจากหลังประตูนั้น

องค์ราชาขมวดคิ้ว แต่ก็ตอบรับสั้นๆเข้ามา

หญิงสาวซึ่งไม่ได้สวมชุดนางกำนัลอย่างที่เขาคุ้นตาทว่าเป็นอาภรณ์อย่างราชินีเดินเข้ามา นางกำนัลข้างหลังซึ่งเพิ่งมาใหม่ถือถาดที่มีชุดน้ำชาและขนมของว่างยามบ่าย หญิงสาวยอบกายแล้วจึงวางถาดลงบนโต๊ะเสวยและค่อยๆ จัดเรียงถ้วยจานขนมกับกาและถ้วยชาตามการกำกับของหญิงคนแรก

เคียราก็ยังคงเป็นเคียรา...ผู้เคยชินกับงานของนางกำนัลมากกว่าเจ้าหญิงหรือราชินี

หากเป็นเจ้าหญิงแอชลีนน์คงไม่กวดขันเรื่องการจัดวางเครื่องว่างให้ดูวิจิตรบรรจง แต่เรียกเขามารับประทานด้วยง่ายๆ เหมือนกับที่เคยอ้อนเสด็จพี่ไอลีชให้มาเสวยด้วยในวัยเยาว์มากกว่า

หากพระองค์ทรงรักเขา...ทั้งสองคงจะได้ร่วมโต๊ะกันในเวลานี้

ฝ่าบาท...ทรงพักเสวยเครื่องว่างก่อนเถอะเพคะราชินีตัวปลอมเรียกเขาอย่างเป็นพิธีรีตอง

ดูลัสวางปากกาขนนกลงและลุกมานั่งที่โต๊ะอีกตัวอย่างเงียบๆ ไม่ให้ผิดสังเกต

เคียราเกือบเอื้อมหากาน้ำชาตามความเคยชิน แต่แล้วเธอก็สะดุ้งน้อยๆ เหมือนรู้สึกตัว หญิงสาวนั่งลงและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของนางกำนัลคนใหม่ที่ยังคงดูเก้กังจนราชินีต้องคอยแนะนำเป็นระยะ

จู่ๆ เขาก็เผลอนึกขึ้นมาว่ายามบ่ายของราชากับราชินีพระองค์ก่อนเป็นพิธีการเช่นนี้หรือไม่ ทั้งสองพระองค์เสกสมรสกันตามโบราณราชประเพณีตามความเหมาะสมโดยคงไม่ได้มีความรักมาเกี่ยวข้อง และท่านพ่อเองก็ยืนยันต่อดูลัสว่าพระราชบิดาของเจ้าหญิงของเขาไม่ได้สัตย์ซื่อต่อพระชายาเสมอไป...กระทั่งมีบุตรีนอกสมรสอยู่อีกคนหนึ่ง

บุตรีคนนั้นเองที่จะกลายเป็นราชินีอีกพระองค์ หากเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงดึงดันที่จะไม่กลับมา

ดูลัสก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เขาอาจต้องสมรสกับนางแทน และสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้กับเคียราก็ถือว่าเลวร้ายมากพอแล้ว

ขอบใจจ้ะ เจ้าออกไปได้แล้วเสียงพูดของเคียราดึงความคิดของเขากลับมา นางกำนัลอีกคนถอนสายบัวอย่างนอบน้อมแล้วจึงได้เดินออกไปหลังรับคำเพียงสั้นๆ

ชายหนุ่มจิบชาและมองชุดขนมอย่างเงียบๆ ...ขนมไทรเฟิลลูกเบอร์รีซึ่งเป็นหนึ่งในของโปรดของเจ้าหญิงของเขา

หากเป็นพระองค์ร่วมโต๊ะเสวยกับเชาจริงๆ จะดีสักเพียงไร…

ท่านดูลัส...ทำอะไรอยู่หรือคะเคียราถามแผ่วเบาจนเขาแทบไม่ได้ยิน

เขาเกือบตอบไปว่าไม่ใช่เรื่องของเจ้าแต่แล้วก็เลี่ยงไปอีกอย่างเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง และพูดขึ้นโดยที่เขาไม่ได้มองหน้าเธอขออภัยเจ้าค่ะ...ข้าคงไม่ควรถาม…

องค์ราชาเพียงตักขนมเข้าปากอย่างเงียบงันโดยไม่สนใจอีกฝ่าย ถ้าผู้ถามเป็นเจ้าหญิงแอชลีนน์ เขาก็คงจะตอบและอธิบายว่าทำไมจึงต้องประกาศให้มวลขุนนางที่ไม่แยแสพระราชพิธีเสกสมรสให้มาเข้าเฝ้าคุกเข่าสวามิภักดิ์ รวมถึงรับรองต่อพระองค์ว่าทุกสิ่งจะเรียบร้อย

กับเคียราน่ะหรือ...เขาไม่มีอะไรต้องพูดกับเธอ

ราชินีตัวปลอมเองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดกับเขาอีก เธอตักของว่างเพียงสองสามคำ แล้วนั่งอยู่ที่เดิมอย่างไร้ตัวตนจนกระทั่งช่วงเวลาน้ำชายามบ่ายสิ้นสุดลง และต่างฝ่ายเป็นอิสระจากกันชั่วคราว

ดูลัสรีบกลับไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เพื่อร่างสารต่อให้ทันการประชุมขุนนางในวันพรุ่ง

เขาต้องรีบผลักดันให้อำนาจของตนในฐานะราชันพระองค์ใหม่ยิ่งชัดเจน

 

ขณะเดินไปตามระเบียงบนกำแพงรอบสวนอย่างไร้จุดหมาย เคียรารู้สึกอยากทิ้งร่างลงไปตามแนวผาหินสู่ยอดคลื่นสีขาวเสียเหลือเกิน

แต่นั่นไม่ช่วยอะไร…เจ้ามณฑลอุลทูร์บอกเธออย่างนุ่มนวลแต่เหมือนข่มขู่ไปแล้วว่าการตามหาเจ้าหญิงอีกพระองค์มาเป็นราชินีเป็นเรื่องง่ายดาย หากเธอชิงฆ่าตัวตายเสียเพื่อหนีจากตำแหน่ง...ก็จะไม่อาจช่วยอะไรเจ้าหญิงแอชลีนน์ได้เลย

และอีกอย่างหนึ่ง...เธอเองก็ไม่อยากเป็นเหมือนกับแม่ที่ทิ้งร่างจากเด็กหญิงไปในห้วงน้ำ หลังจากแบกรับคำประนามว่าเป็นหญิงไร้ยางอายยุ่งเกี่ยวกับสามีของหญิงอื่นมานานหลายปี

แต่เธอจะทนความเงียบอันเย็นเยียบบาดลึกของเขาได้อย่างไรกัน

ต่อหน้าผู้อื่น ท่านดูลัสยังคงปฏิบัติต่อเธออย่างดีในฐานะชายาแม้ต่างฝ่ายจะดูเป็นพิธีการจนผิดธรรมชาติ ข้าราชบริพารใกล้ชิดชุดใหม่ก็คงจะไม่สังเกตอะไร แต่ทุกครั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง...ชายหนุ่มจะทำเหมือนกับหญิงสาวเป็นเพียงแค่รูปปั้นหินที่ไม่อาจตอบสนอง กระทั่งมีเพียงเธอฝ่ายเดียวที่พยายามถามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ได้คำตอบห้วนสั้น

แต่ก็คงมีแต่ต้องทน...ไม่ใช่หรือ

หญิงสาวใช้ผ้าเช็ดหน้าซับดวงตาที่ร้อนผ่าวโดยพยายามไม่ให้นางกำนัลสังเกตเห็นความผิดปรกติ หาไม่แล้วคงจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม

ยังมีงานที่เธอต้องทำในฐานะราชินีมิใช่หรือ...ฉลองพระองค์ตัวใหม่สำหรับหน้าหนาวยังคงรอให้เธอเป็นผู้ตัดเย็บและปักอยู่ในห้องนอนขององค์ราชินีที่เธอไม่ควรได้ล่วงล้ำเข้าไปแต่แรกอยู่นั่นเอง

 

เพียงสองวันหลังจากที่ชาลัวห์เดินทางออกจากยาร์ลาธไปยังชอร์ซา สารของราชาดูลัสก็ได้มาถึงพระหัตถ์ของราชินีแอชลีนน์

หญิงสาวอ่านมันอย่างสงบแทนที่เจ้ามณฑลเบเรคซึ่งเป็นผู้ที่สารจ่าหน้าถึงและได้อ่านมันมาก่อนหน้าเธอ

สัญญาณแห่งสงครามได้มาถึงอย่างแท้จริงแล้ว

เราจะตอบว่า ยาร์ลาธได้สวามิภักดิ์ต่อราชินีที่แท้จริงแล้ว และส่งสารให้ชอร์ซามาสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ในวันเดียวกับที่ทารากำหนดไว้เจ้ามณฑลกราบทูล

ราชินีพยักหน้ารับถึงเวลาที่ชอร์ซาต้องเลือกสินะคะ

และเธอก็ภาวนาให้พวกเขาเลือกยาร์ลาธ...อย่างน้อยชาลัวห์ก็ได้กลับบ้านเพราะความกรุณาของพวกเขาไม่ใช่หรือ

พ่ะย่ะค่ะชายวัยกลางคนค้อมศีรษะน้อยๆอย่าทรงห่วงเลย กระหม่อมเชื่อว่าเขาจะเลือกพวกเรามากกว่าอุลทูร์...แต่อาจจะมีต่อรองเล็กน้อย

แอชลีนน์ยิ้มเจื่อนเช่น การคุ้มครองน่ะหรือคะ

พ่ะย่ะค่ะ...และการดำรงตำแหน่งต่อไป

เรื่องนั้นก็ใช่จะไม่คาดฝันสำหรับหญิงสาว ถึงอย่างไรหมูป่าก็ย่อมอยากเป็นเจ้ามณฑลและให้ตระกูลของตนเป็นขุนนางสืบไปอยู่ดี

แล้วเราจำเป็นต้องรับรองให้พวกเขาไหมคะหญิงสาวถาม

ท่านเบเรคลูบคางของตนหากเป็นกระหม่อมจะตอบไปกลางๆ ว่า ยาร์ลาธย่อมส่งกำลังพลมาปกป้องอาณาเขตของพันธมิตรและช่วยฝึกฝนกองกำลังของชอร์ซาให้เต็มที่ ส่วนเรื่องตำแหน่งนั้น...ก็ขึ้นอยู่กับพระวินิจฉัยของพระองค์ในเวลาต่อไป

แอชลีนน์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนะคะนี่

เจ้ามณฑลยิ้มแฝงนัยแต่ก็นุ่มนวลกว่าอุลทูร์มากแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ

หญิงสาวพยักหน้ารับในครั้งนี้

หากทรงเห็นดีแล้ว กระหม่อมจะให้อาเมียร์ร่างสารให้ส่งไปพ่ะย่ะค่ะ เราต้องรีบใช้ม้าเร็วให้มันไปทันกำหนดของทารา

เข้าใจแล้วค่ะ ฝากด้วยนะอาเมียร์ราชินีหันไปเอ่ยกับที่ปรึกษาที่นั่งเงียบมาโดยตลอด และเขาก็รับคำเบาๆ พร้อมกับค้อมศีรษะ

ฟันเฟืองของสงครามกำลังค่อยๆ ดำเนินไปช้าๆ …

 

ไม่ช้า ผู้นำสารของเจ้ามณฑลชอร์ซาก็กลับมาสู่ยาร์ลาธ...ท่ามกลางความประหลาดใจของแอชลีนน์

เพราะนั่นคือชาลัวห์

เขามาถึงในสองวันก่อนพิธีถวายสัตยาบันพร้อมกับคาวาน พี่ชายคนรองอีกคน แทนที่คาลวาห์ซึ่งเขียนสารขออภัยด้วยลายมือของตนเองว่าเขาเองยังคงป่วยไข้เกินกว่าจะออกเดินทาง จึงได้ส่งบุตรชายทั้งสองมาเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ อีกทั้งยังเขียนไว้ว่า ยินดีจะให้ลูกชายคนเล็กอยู่ที่นี่เพื่อรับใช้องค์ราชินีตามพระประสงค์อีกด้วยซ้ำ

นั่นทำให้แอชลีนน์งุนงงไม่น้อยและขอพูดคุยกับอาเมียร์เป็นการส่วนตัวในห้องหนังสือโดยเร็ว เนื่องจากยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้ควรให้ท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธรับรู้ด้วยหรือไม่ และรูอาร์คซึ่งเคยร่วมทางไปกับทั้งสองและชาลัวห์ก็ไปทำธุระส่วนตัวที่เขาไม่ได้บอกใครยาวนานหลายวันโดยไม่ได้กลับมาเสียด้วย

ข้าคิดว่าคาลวาห์ซ้อนกลเราที่ปรึกษาหนุ่มตอบง่ายๆ ในทันทีที่เธอตั้งคำถาม

ซ้อนกล...อย่างไรกัน?” ราชินีขมวดคิ้วอย่างสงสัย

เขามองออกว่าเราจะส่งชาลัวห์ไปเป็นสายลับ จึงได้ส่งกลับมาที่นี่ ให้คาวานมาคุมประพฤติไม่นานก็กลับไปอาเมียร์อธิบายก่อนจะยักไหล่

อ้าว! แต่เขาไม่กลัวเราทำอันตรายชาลัวห์หรือหญิงสาวอุทาน

แล้วเจ้ากล้าออกคำสั่งนั้นไหมล่ะ แอชชายหนุ่มสบตากับเธอด้วยสายตาเจื่อนกับคนที่เจ้าร่วมทางมาด้วยตั้งหลายวัน

เธอเบนสายตาไปทางอื่นถ้าเป็นชาลัวห์ที่ยังไม่สำนึกผิด...ก็คงได้ แต่ในตอนนี้...ข้าไม่อยากให้เขาตาย

อาเมียร์พยักหน้าข้าก็เช่นกัน

แต่...มันเสี่ยงไม่ใช่หรือ ถึงเราสองคนไม่กล้าออกคำสั่ง ท่านเบเรคอาจจะทำก็ได้ ชาลัวห์เป็นคนฆ่าเฟย์ลิมนี่นาหญิงสาวเอ่ยแผ่วเบาพร้อมกับนึกว่า หากได้พบแฟคท์นาหรือพวกชาวอัสลานที่ฆ่าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ของเธอ เธอจะสั่งให้ลงดาบบั่นคอพวกเขาอยู่ดีใช่ไหมนะ...

ท่านเบเรคยังต้องฟังเจ้า และอีกอย่าง...ถึงฆ่าชาลัวห์ไป เราก็ไม่ได้อะไรชายหนุ่มอธิบายเรียบๆสู้ส่งมากินอยู่สบายๆ ที่นี่เปล่าๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น...ชาลัวห์อาจจะถูกทางบ้านกล่อมให้เป็นสายลับดึงข้อมูลจากพวกเราแทนก็ได้

นั่นสินะ...ราชินีรับแผ่วเบาและหันกลับมาสบตากับเขาท่านคิดว่าควรใช้อำนาจอ่านใจเขาไหม

หากเป็นบัญชาของเจ้า ข้าจะทำให้อาเมียร์ผงกศีรษะน้อยๆ

ข้าถามความเห็นของท่านแอชลีนน์เปลี่ยนคำพูด

ชายหนุ่มยิ้มเศร้าให้เธอข้าย่อมใช้ เพราะข้าไม่อยากพลาดโอกาสจนมีภัยมาถึงเจ้าอีก

หญิงสาวเงียบไปเพราะคำพูดนั้น เขายังคงคิดถึงคืนที่เธอเกือบถูกดูลัสชิงตัวไปเพราะเคียราเป็นสาย และคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของตนสินะ...เธออยากย้ำกับเขาอีกครั้งว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เพียงมือที่เอื้อมไปกุมมือของอีกฝ่ายและบีบแน่นขึ้นครู่หนึ่งคงเพียงพอข้าจะรอฟัง

อาเมียร์ค้อมศีรษะน้อยๆ ให้เธอส่วนตัวข้าเชื่อว่าคนอย่างชาลัวห์ไม่น่าถูกใช้เป็นสายลับได้หรอก แต่ข้าคิดว่าเราไม่ควรประมาท

แอชลีนน์พยักหน้ารับคำพูดของเขา แล้วจึงบอกให้ที่ปรึกษาหนุ่มกลับไปทำงานของตน

แม้สังหรณ์ของหญิงสาวจะไม่สู้ดีนักกับความเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกไปจากที่คาดไว้ ชาลัวห์ที่ถูกส่งกลับมาทั้งๆ ที่ควรจะเป็นลูกรักซึ่งคาลวาห์อยากเก็บไว้ไม่ให้ห่างตัว...แล้วก็ยังรูอาร์คที่ไม่รู้ว่าหายไปที่ไหนเสียหลายวันอย่างนี้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #54 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 22:51
    สถานการณ์เริ่มตึงเครียด
    #54
    0