The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,808 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    92

    Overall
    5,808

ตอนที่ 77 : 15 - ราชาผู้กังขา และราชินีผู้ตั้งมั่น 'หากเจ้าแตะมัน...ไม่ว่าที่ไหนข้าก็ได้ยิน'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ต.ค. 60

บทที่ ๑๕

ราชาผู้กังขา และราชินีผู้ตั้งมั่น

 

เสียงระฆังของมหาวิหารแห่งเมอร์คาห์ดังใสกังวาน สะท้อนก้องเป็นสัญญาณของพระราชพิธีมงคลสำคัญแห่งธีร์ดีเร

ดูลัสยืนประจำอยู่ในที่ของตน ในชุดเสื้อคลุมยาววิจิตรซึ่งปักดิ้นเงินและทองเป็นตราประจำราชวงศ์อลาชตาร์ที่อกเสื้อ และเดินขอบประณีตซับซ้อน รอให้ท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอยจูงพระหัตถ์นำเสด็จเจ้าหญิงแอชลีนน์ในฉลองพระองค์อย่างเจ้าสาวซึ่งพระคู่หมั้นจะได้เห็นเป็นครั้งแรกเข้ามา

ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าตนควรจะอยู่ที่นี่หรือไม่ และด้วยเหตุใด

ที่จริง เขาควรขัดขวางและคัดค้านบิดา แทนที่จะเงียบเฉยไว้เช่นนี้ไม่ใช่หรือ

...แล้วทำไมข้าจึงไม่พูดออกไปเล่า...

หากไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับเจ้าหญิงอีกพระองค์หนึ่งเขาก็อาจจะไม่ทำเช่นนี้ แต่เมื่อได้รู้ อีกทั้งยังรู้ว่าเคียราตกลงใจที่จะสวมรอยเป็นเจ้าหญิงแอชลีนน์โดยไม่คัดค้าน ดูลัสก็พบว่าตนไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์อันเหมาะเจาะจนน่ากลัว และแผนการที่ใครบางคนได้วางเอาไว้อย่างแยบคาย

...ข้ายังคงหวังในตัวเจ้าหญิงอยู่อีกหรือ...

ดูลัสไม่อาจตอบคำถามข้อนี้ อีกทั้งไม่อาจแม้แต่จะพูดได้เต็มปากอีกต่อไปว่าเขารักเจ้าหญิงแอชลีนน์ เขาอยากปกป้องพระองค์ อยากอยู่เคียงข้าง...แต่ขณะเดียวกันก็อยากครอบครอง สิ่งที่เขาดึงดันจะทำเพื่อพระองค์กลับไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ต้องการ ที่แท้แล้วเขารู้จักพระองค์มากเท่าไรกัน มากพอที่จะบอกได้ว่ารักพระองค์เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นหรือ

แล้วหากเป็นเคียราเล่า...

เคียรายังคงไม่รู้เรื่องยานั้นและถ้อยคำที่เธอพึมพำต่อเขาในยามไร้สติ นั่นทำให้พระคู่หมั้นหนุ่มรู้สึกละอาย หากว่ายาของมาดายมีอำนาจเสน่ห์ตามคำอ้างจริงๆ ก็อาจเป็นเรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะโดยหาทางแก้ไข หรือ...ด้วยหนทางอื่น

ทว่าหากไม่ใช่ และยานั้นเป็นเพียงยามอมตามที่ฟีอาคราสันนิษฐานจริงๆ ความจริงที่ได้รู้อาจเป็นกุญแจสำคัญว่าเหตุใดหญิงสาวจึงยอมเข้าพิธีจอมปลอมกับเขาแต่โดยดี

และที่พระคู่หมั้นหนุ่มตอบรับ อาจเป็นเพราะมองไม่เห็นหนทางชัดเจนเลยว่า คัดค้านไปแล้วทุกสิ่งจะคลี่คลายในทางที่ดีได้เช่นไร

บิดาของเขาอาจลอบปลงพระชนม์องค์ราชา ราชินี และเจ้าชายรัชทายาทจริง...แต่ดูลัสจะทำให้ผู้อื่นเชื่อเรื่องนี้ได้หรือ ในเมื่อตนเองเพียงได้ยินเรื่องนั้นมาจากพระเถระมาดาย หากกล่าวร้ายพระเถระผู้ใหญ่กับบิดาของตนโดยไร้ข้อมูลยืนยัน คนอื่นจะได้หาว่าเขาฟั่นเฟือนหรือต้องมนตร์ดำของพวกคนทรายเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มรู้ว่ารายละเอียดของสถานที่เกิดเหตุที่ตนจดจำได้นั้นสอดคล้องกับสารที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงฝากให้นำมาส่ง แต่ท่านพ่อกับมาดายก็อาจจะอ้างได้ว่าเขาพูดถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องตรงกันเพราะได้อ่านสารนั้นแล้ว ดูลัสคิดว่าหากตนตั้งตัวเป็นศัตรู ท่านพ่อคงจะเลือกโน้มน้าวให้เขายอมเห็นด้วยมากกว่ากำจัดลูกในไส้ กระนั้นก็ไม่อาจรับประกันว่ามาดายจะปล่อยเขาทิ้งไว้เฉยๆ และไม่เกลี้ยกล่อมให้ท่านพ่อตั้งตัวขึ้นเป็นราชาเองหากเขามีอันเป็นไปด้วยเหตุอื่นใด

การรักษาชีวิตไว้ก่อน และเล่นตามน้ำรอดูจุดประสงค์ที่แท้จริงของนักบวชชราจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ใช่ ชายหนุ่มบอกตนเองเช่นนั้น แม้ไม่อาจห้ามความรู้สึกที่เสียดแทงในอกว่าเขาเป็นเพียงคนขลาด

เป็นคนขลาดที่ไม่คิดจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องอย่างตรงไปตรงมาด้วยซ้ำ

ดูลัสได้แต่ห้ามความคิดเมื่อเสียงแตรดังเป็นสัญญาณ ทหารสองนายดึงประตูบานคู่สูงใหญ่ของมหาวิหารให้เปิดออก

ท่านผู้สำเร็จราชการสวมชุดพิธีการเดินเข้ามาตามทางเดินยาวพร้อมกับกุมมือของเจ้าหญิงแอชลีนน์ในฐานะตัวแทนผู้ปกครองของฝ่ายหญิง ผ้าคลุมศีรษะของหญิงสาวทิ้งชายลงปกคลุมใบหน้า และคงจะลากยาวไปบนพื้นอีกเกือบครึ่งวาหากไม่มีเด็กชายหญิงที่คัดสรรจากตระกูลขุนนางระดับสูงคอยถือไว้ตามธรรมเนียม

พระคู่หมั้นทอดมองเจ้าสาวของตนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ก่อนนี้ เขารอเวลาที่ตนจะได้ให้สัตย์สาบานชั่วชีวิตกับเจ้าหญิงมาเนิ่นนานเหลือเกิน แต่เวลานี้กลับไม่ต้องการเข้าพิธี ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องการให้มันจบลงโดยเร็วที่สุด ทว่าไม่มีขึ้นเสียเลยก็ดี

ผู้สำเร็จราชการจูงเจ้าสาวเข้ามาช้าๆ ตามเสียงดนตรีในพิธี ดูลัสรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานจนน่าอึดอัดกว่าทั้งสองจะมาถึงยังที่ที่เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชากับพระสังฆราชาแห่งธีร์ดีเร แล้วชายหนุ่มจึงต้องรับมือบอบบางของหญิงสาวมาจากชายวัยกลางคนอย่างเสียมิได้

การแสดงยังคงต้องดำเนินต่อไป

พระสังฆราชาอ่านบทความจากคัมภีร์ ว่าด้วยพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่จะหลอมรวมชายหญิงคู่หนึ่งเป็นหนึ่งเดียว ทว่าดูลัสไม่พบความศักดิ์สิทธิ์อันใดเลยในพิธีกรรมนี้ มีเพียงการลวงหลอกเท่านั้นเอง

กระนั้น เขาก็ตอบรับตามที่ควรเป็น เมื่อได้รับคำถามว่าดูลัส ฟาร์รุล ยินดีสมรสกับเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์แห่งธีร์ดีเรหรือไม่ ก่อนจะรอฟังคำตอบรับแสนแผ่วเบาของเจ้าสาว แล้วต่างคนจึงสวมแหวนให้กัน

การเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และจุมพิตตามธรรมเนียมคือขั้นตอนต่อมา

บนดวงหน้าค่อนข้างขาวซีดซึ่งเพิ่งพ้นจากผ้าคลุมลูกไม้ แววตาที่แฝงความตื่นหวาดสบกับเขาเพียงครู่ก่อนจะเลื่อนหลบไป

เจ้าบ่าวทำเป็นไม่สนใจและโน้มใบหน้าลง ให้ริมฝีปากที่ปิดสนิททั้งสองคู่สัมผัสกันเพียงชั่วแวบก็ถอยออก แม้พยายามไม่ให้ดูเร่งร้อนจนเกินไป

เมื่อสวมช้องผมสีน้ำตาลอ่อนเช่นนี้แล้ว หญิงตรงหน้าก็ดูละม้ายหญิงอีกคนที่เขาคิดว่าตนรักได้อย่างเหลือเชื่อ คงเพราะสายเลือดที่แสนใกล้ชิด แต่เธอก็ยังไม่ใช่คนที่เขาปรารถนาอยู่นั่นเอง

ดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะพร้อมกับเพลงสดุดีที่ขับขานจากคณะนักร้องประสานเสียง ขณะที่คู่บ่าวสาวยืนรออยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา ให้เจ้าพนักงานอัญเชิญพระภูษาขนสัตว์อย่างกษัตริย์ มงกุฎราชากับราชินี และพระคทากับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ต่างๆ เข้ามาเป็นลำดับต่อไป

พระสังฆราชาจะประกาศว่าทั้งสองได้ขึ้นครองราชย์เป็นราชาและราชินีแห่งธีร์ดีเร ประพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หน้าผาก และสวมมงกุฎให้ทั้งสอง จากนั้นจึงมีการประกาศว่าผู้ใดจะคัดค้านหรือไม่

ดูลัสรู้ว่าย่อมไม่มีใครคัดค้าน กระทั่งอาเมียร์ผู้มีเวทมนตร์ดำก็คงไม่เหิมเกริมบุกเข้ามาต่อสู้ทำลายพิธี แม้ว่าจะมีผู้กองคาเฮียร์ รองชนะเลิศในพิธีสยุมพร ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่นักรบแทนองค์ราชาตามโบราณราชประเพณีก็ตาม

...หรือเขาต้องการให้ใครคัดค้าน...

ให้อาเมียร์ใช้ปีกสีดำของมันบินมาถึงที่นี่ พังหน้าต่างกระจกสีบานใหญ่บนผนังโถงสูงให้แตกกระจาย แล้วร่อนลงมาท่ามกลางผู้คนในพิธี ชี้ประกาศความผิดของบิดาเขา มาดาย และตัวเขาเอง แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศความเป็นปีศาจมีมนตราของตัวมันไปด้วย

ดูลัสต้องการเช่นนั้นหรือ

ชายหนุ่มได้แต่ลอบโคลงศีรษะเศร้าๆ

ใช่ ชีวิตนี้เขาเคยตัดสินใจเลือกหนทางของตนเองหรือ เขาร่ำเรียนเคี่ยวกรำตนเองเพื่อท่านพ่อ เพื่อตระกูลฟาร์รุล เพื่อมณฑลอุลทูร์ เพื่อราชวงศ์อลาชตาร์ และอาณาจักรธีร์ดีเร เขาเป็นราชองครักษ์เพื่อสิ่งเหล่านั้น ต่อมาก็เป็นพระคู่หมั้นและเวลานี้กำลังจะเป็นราชา

ความรักที่มีต่อเจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นสิ่งเดียวที่เขาตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง

แต่การเลือกสิ่งนั้น กลับทำให้ทุกสิ่งผิดรูปผิดรอยไปหมดสิ้น ทั้งชีวิต ตัวตนที่เขาไม่เคยรู้ว่าตนเองเป็น

...และด้านมืดที่ไม่นึกว่าตนเองมี...

แล้วการยอมตามแผนการที่ไม่รู้ว่าจะให้ผลเช่นไรของผู้อื่น จะให้ผลดีกว่าทำตามความต้องการที่กระทั่งตัวเขาเองยังกลัวไหมหนอ

ถึงอย่างไร พิธีกรรมก็ต้องดำเนินต่อไป ชายหนุ่มผู้สวมผ้าคลุมขนสัตว์ผืนยาวคุกเข่าลงค้อมศีรษะ รับการเจิมน้ำศักดิ์สิทธิ์และสวมมงกุฎทองอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเหนือแผ่นดินธีร์ดีเร

ไม่มีผู้ใดคัดค้านการขึ้นครองบัลลังก์ ขอองค์สุริยเทพอำนวยพร ให้พระราชาดูลัส ฟาร์รุล อลาชตาร์ และพระราชินีแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์แห่งราชอาณาจักรธีร์ดีเรทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน!

ทรงพระเจริญ!

ทรงพระเจริญ!

เสียงของเหล่าผู้ร่วมพิธีดังเซ็งแซ่หลังคำประกาศขององค์สังฆราชา ต่อราชาและราชินีจอมปลอมแห่งธีร์ดีเร

ดูลัสรู้ว่าที่จัตุรัสหน้ามหาวิหาร เสียงเหล่านี้คงจะเซ็งแซ่ขึ้นไปอีกมาก จากหมู่ชนเรือนหมื่น หรืออาจจะเรือนแสน กระนั้นเขาก็ทำได้เพียงกระชับพระคทาในมือแน่น บังคับสีหน้าให้เรียบเฉยขณะจูงมือของหญิงสาวข้างกายให้ก้าวเดินไปตามเส้นทางในโถงมหาวิหาร สู่เบื้องนอกซึ่งราชรถจะนำทั้งสองกลับไปยังพระราชวัง และตรงไปยังบัลลังก์คู่ในท้องพระโรงเป็นอย่างต่อมา

ราชาพระองค์ใหม่แห่งธีร์ดีเรไม่อาจแสดงความกังขาต่อหน้าผู้ใด

ต่อให้ราชาพระองค์นั้นเป็นเพียงหุ่นเชิดก็ตาม

 

เสียงระฆังของมหาวิหารแห่งเคนมาราดังกึกก้อง ขณะที่ราชินีแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ ทรงรับการเจิมน้ำศักดิ์สิทธิ์จากพระมหาเถระลูเธียนในโถงพิธี

...โดยไร้ราชาเคียงข้าง ไร้กระทั่งผ้าคลุมพระองค์ พระคทา และพระมงกุฎ

เจ้ามณฑลยาร์ลาธเคยกราบทูลเรื่องสัญลักษณ์เหล่านั้นแล้ว เขาบอกว่าแม้เจ้าหญิงจะทรงไม่ปรารถนาเครื่องประดับยศใดๆ แต่ประชาชนย่อมคาดหวัง ถึงอย่างนั้น แอชลีนน์ก็ไม่ต้องการให้เขาหาช่างทำมงกุฎองค์ใหม่ หรือผ้าคลุมผืนใหม่แต่อย่างใด

ใจความสำคัญของการเป็นราชาหรือราชินีมิได้อยู่ที่สิ่งเหล่านั้น และเธอจะต้องทำให้ชาวยาร์ลาธ ตลอดจนชาวธีร์ดีเรทั้งมวลยอมรับตนเป็นราชินีโดยไม่พึ่งพิงสัญลักษณ์เหล่านั้นเช่นกัน

วันนี้ หญิงสาวสวมชุดยาวกรอมเท้าสีขาว ปักดิ้นสีทองเป็นลวดลายตรงอกเสื้อ ชายแขนเสื้อยาว และชายกระโปรงยาวกรอมข้อเท้าอย่างเรียบง่าย กระนั้นยังดูงามประณีตด้วยเนื้อผ้าและการตกแต่ง เรือนผมเกล้ารวบอย่างหลวมๆ ด้วยตาข่ายเส้นใยทองซึ่งทิ้งตัวลงเบื้องหลังลำคอและไหล่

ห่างไกลจากฉลองพระองค์ในพิธีราชินีภิเษก แต่ก็มีสง่าและเป็นพิธีการเพียงพอ

ไม่มีผู้ใดคัดค้านการขึ้นครองบัลลังก์ ขอองค์สุริยเทพอำนวยพร ให้พระราชินีแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์แห่งราชอาณาจักรธีร์ดีเรทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน!เจ้าหน้าที่ประกาศหลังการเจิมเสร็จสิ้นลง

ทรงพระเจริญ!

ทรงพระเจริญ!

ต้นเสียงในทีแรกนับว่าน้อย...เพียงอาเมียร์ รูอาร์ค ท่านซิอ์บุล และขุนนางไม่กี่คนที่เห็นด้วยกับเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ก่อนที่เสียงของขุนนางอื่นๆ จะทยอยรับอย่างเสียไม่ได้

ทว่าราชินีพระองค์ใหม่พยายามไม่กังวลกับเรื่องนั้น เพราะสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าไม่อาจก้าวผ่านไปได้ด้วยความลังเล

เธอยังมีหน้าที่ประกาศต่อประชาชนชาวธีร์ดีเร ถึงเหตุที่นำพาทุกสิ่งมาสู่จุดนี้

เจ้าหน้าที่เชิญหญิงสาวเดินขึ้นบันไดไปยังระเบียงมุขของวิหารหลวงประจำมณฑล ออกไปพบกับเหล่าผู้คนมากมายที่รวมตัวกันบนลานกว้างเบื้องหน้าวิหาร ยืนเบียดเสียดแน่นหนามากกว่าที่ราชินีเคยคาดไว้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขาต้องการเห็นเธอ หรือเป็นเพราะมารอรับเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ ซึ่งพระราชินีจะพระราชทานจากระเบียงแห่งนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

โบราณราชประเพณีนี้กลายมาเป็นกุศโลบายเรียกประชาชนของท่านเบเรค โดยป่าวประกาศไปให้ทั่วว่าจะมีการพระราชทานเหรียญเงินและเหรียญทองของรัชกาลใหม่มูลค่ารวมกันเป็นแสนวีร์ ให้แก่ผู้มาร่วมชมพระบารมีที่ลานหน้าวิหาร

ต่อให้ไม่แน่ใจว่ารัชกาลใหม่ของที่เมอร์คาห์หรือยาร์ลาธคือพระองค์ที่ถูกต้อง ความเป็นจริงก็ยังคงอยู่ว่า...ของสิ่งใดก็ตามที่ทำจากแร่เงินแร่ทองย่อมมีมูลค่าในตัวมันเอง

แอชลีนน์รู้มาว่าเจ้ามณฑลเร่งให้ช่างโรงกษาปณ์ทำแบบและพิมพ์เหรียญชุดใหม่ออกมาอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้เพียงพอที่จะแจกจ่ายในพิธีราชินีภิเษก แม้จะไม่อาจเรียกเก็บเหรียญเก่ามาหลอมเพื่อใช้พิมพ์ซ้ำได้มากนักด้วยเวลาอันกระชั้นชิด และต้องใช้แร่เงินกับแร่ทองที่นำเข้ามากักตุนไว้เสริมกับเหรียญเงินในคลังของมณฑลไปไม่น้อย

นี่คือการลงทุนที่จำเป็น

ถุงเงินใบใหญ่อัดแน่นวางอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก และถูกบังด้วยขอบระเบียงหินอ่อน แอชลีนน์เพียงปรายมองมันแวบเดียวก็เลื่อนสายตาตรงไปเบื้องหน้า ขณะพาร่างมาหยุดยืนชิดขอบระเบียงข้างโต๊ะนั้นช้าๆ

เธอยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องกระทำก่อนหน้านั้น

ประชาชนชาวธีร์ดีเรทุกท่านราชินีเอ่ยเสียงดังชัดเจน โดยอาศัยการออกแบบระเบียงที่ช่วยเสริมให้เสียงดังกังวานทั่วถึงกันในจัตุรัสเบื้องล่างขอขอบใจที่พวกท่านมาในวันนี้ เราคิดว่าพวกท่านคงสงสัยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เราจึงมาที่นี่เพื่อยืนยันต่อพวกท่านว่าเราคือแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ที่แท้จริง เราได้ทราบว่าเจ้ามณฑลแฟคท์นาลอบปลงพระชนม์พระราชบิดา พระราชมารดา และพระเชษฐาของเรา เพื่อให้เกิดพิธีสยุมพร และลูกชายของเขาได้แต่งงานกับเรา นั่นเป็นความผิดอันใหญ่หลวงต่อราชวงศ์อลาชตาร์ และต่อธีร์ดีเร เราจึงได้หนีให้พ้นจากอำนาจของเขา และต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่าน

ไม่มีเสียงตอบ แม้ทุกสายตาดูราวกับจะพุ่งมาหาหญิงสาวบนระเบียงเป็นจุดเดียว

เราไม่ต้องการเรียกร้องสิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งที่พวกท่านสามารถมอบให้ธีร์ดีเรในยามที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแต่เราไม่ต้องการให้พวกท่านเห็นว่าชาวธีร์ดีเรด้วยกันคือศัตรู ทั้งนักรบเรเวน ทหาร ประชาชนของมณฑลหลวง และแม้แต่เจ้าหญิงตัวปลอมล้วนแต่ถูกหลอกใช้เพื่อความกระหายอำนาจของแฟคท์นากับลูกชาย เราขอให้พวกท่าน...

พูดจบซะทีได้แล้ว!

แอชลีนน์ชะงักเมื่อเสียงหนึ่งดังเสียดแทรกขึ้นมาจากเบื้องล่าง จากชายคนหนึ่งกลางฝูงชน

แจกเงินซะที! เราไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นเจ้าหญิงตัวจริงหรือตัวปลอม! เราแค่มาที่นี่เพราะอยากได้เงินเท่านั้น! เราไม่สนคำพล่ามไร้สาระ!

ใช่! ใช่!

เสียงตอบรับและเสียงโห่ฮากลับแพร่กระจายออกไป ท่ามกลางฝูงชนซึ่งหลายคนยังคงงุนงง และราชินีที่ยืนนิ่งตะลึงงันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ทหารยามเบื้องล่างทำท่าจะฝ่าเข้าไปหาผู้ก่อความไม่สงบ แต่นั่นกลับทำให้สถานการณ์ยิ่งสับสนวุ่นวาย เริ่มมีเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนอึงอล ขณะที่แอชลีนน์ทำได้เพียงเฝ้ามองต่อไป

ขะ...ข้าไม่ได้พูดนะ!

จับแพะกันชัดๆ!

ฝ่าบาท ขอทรงถอยกลับเข้ามาเถอะพ่ะย่ะค่ะเสียงแผ่วเบาเคร่งเครียดของท่านเบเรคดังขึ้นเบื้องหลังหากคุมสถานการณ์เบื้องล่างไม่ได้ อาจเป็นช่องให้มือสังหาร...

หญิงสาวตั้งสติได้ในเวลานั้น

ไม่ค่ะเธอตอบให้หนักแน่นที่สุดหากข้าคุมใครไม่ได้ตั้งแต่ตอนนี้ จะไม่มีโอกาสหน้าอีก

ว่าแล้วเธอก็หันไป และตะโกนขึ้นอีกครั้ง

ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบ!

นั่นทำให้เสียงพูดคุยเซ็งแซ่เบื้องล่างแผ่วซาลงเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ส่งเสียงเอะอะโวยวายยังคงไม่สนใจ

เราขอให้พวกท่านเงียบ!

ยังไร้ผล

ราชินีคว้าถุงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นฟาดกับขอบระเบียงเต็มแรง ตามด้วยการตะโกนสุดเสียง

จงเงียบ!

แอชลีนน์เพิ่งรู้ในตอนนั้นเอง ว่าเสียงเหรียญโลหะฟาดพื้นหินอ่อนในมุมที่ช่วยสะท้อนเสียงให้ยิ่งก้องกังวานให้ผลชะงัดแค่ไหน

และเมื่อดึงความสนใจผู้คนได้แล้วต้องรีบใช้โอกาสให้คุ้มค่า...อาเมียร์เคยบอกเธอไว้ไม่ใช่หรือ

ท่าน...ราชินีผายมือไปทางชายที่ตนจำได้ว่าตะโกนขึ้นเป็นคนแรก แต่ยังคงเรียกอย่างให้เกียรติ และไม่ชี้ด้วยนิ้วมือไม่พอใจสิ่งที่ข้าพูดที่ตรงไหน อย่างไร กรุณาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาด้วย

อ่ะ...เอ่อ...ชายหนุ่มดูอึกอักข้าอ่า...ไม่ได้ตั้งใจ คือข้าแค่...แค่มารับเงิน จะได้เอาไปรักษาแม่ที่ป่วยอยู่ขอรับ ราชินีพูดต่อไปเถอะ

ไม่พอใจเรื่องใดก็บอกมาตามตรง ข้าไม่กลัวการถูกวิพากษ์หญิงสาวเริ่มพูดด้วยรอยยิ้มอย่างใจเย็นขึ้นแต่หากท่านไม่ต้องการพูดในตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร เชิญเข้ามาในวิหารก่อน หลังเสร็จพิธี ข้าจะได้พูดคุยด้วยเป็นการส่วนตัว และจะจัดหาหมอไปรักษาแม่ของท่าน

เอ่อ...ไม่เป็นไร...ขอรับ แม่ข้า...ไม่เป็นอะไรมาก ข้าขอ...ข้าขอตัวก่อน...

ครั้นแล้วชายคนที่ว่าก็กลับหลังหัน ผลักคนที่อยู่ใกล้ล้มลงไป แล้ววิ่งหนีฝ่าฝูงชนอย่างทุลักทุเล แทบพร้อมกับที่เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้นจากจุดอื่น ขณะที่ชายอีกหลายคนพยายามวิ่งหนีออกไปจากจัตุรัสเช่นกัน

ความอลหม่านดูเหมือนจะกลับมาอีกครั้งเมื่อพวกทหารยืนนิ่ง ไม่ตรงเข้าหากลุ่มคนที่รีบวิ่งหนีไปเหล่านั้น คงเพราะกลัวว่าหากลงมือจับกุม จะทำให้เกิดจลาจลที่เลวร้ายกว่าเมื่อครู่...

และ...เป็น สิ่งอื่นที่ลงมือ

แอชลีนน์ได้ยินเสียงร้องแหลมสูง ก่อนจะเห็นเงาร่างบางอย่างโฉบแวบผ่านหางตา

...นกสีขาว?

ชายที่เธอเพิ่งพูดด้วยร้องลั่นเมื่อนกที่ว่าโฉบลงใส่หลังศีรษะของเขาจนล้มคะมำ ฝูงชนแตกฮือแหวกวงเป็นช่องขณะที่ชายหนุ่มดิ้นรนป่ายปะพร้อมกับร้องโหยหวน

จากมุมสูงที่เธอมองลงมา นกตัวนั้นดูเหมือนจะเป็นเหยี่ยวสีขาวปลอด กางปีกกว้างดูดุร้าย มันใช้กรงเล็บขย้ำแผ่นหลังของชายที่ว่าอยู่ครู่หนึ่งก็โผบินขึ้นสูง ตรงมายังหน้ามุขที่หญิงสาวยืนอยู่

เจ้านกตรงมาเกาะระเบียงไว้ด้วยเท้าข้างหนึ่ง ในปากคาบกิ่งไม้ใบเขียวดัดเป็นรูปวงกลมขนาดย่อม ส่วนในกรงเล็บอีกข้างกำของที่ดูเป็นลูกกลมสีน้ำตาลเอาไว้

เป็นของสิ่งนั้นเองที่ทำให้แอชลีนน์ตัวแข็งทื่อขึ้นมา

มันคือระเบิดลูกเล็กที่ทำจากไหดินเผาขนาดย่อม อัดดินปืนไว้จนเต็มและอุดไว้ด้วยจุกติดสายชนวน

ของนี้มาจากไหน...หรือจะเป็นของที่เหยี่ยวได้จากชายคนนั้น

มีคนคิดก่อเหตุร้ายที่นี่!

มันอาจไม่ได้มีคนเดียว ต้องรีบอพยพผู้คน...ต้องป้องกันชีวิตของคนทุกคน ความคิดของหญิงสาวเริ่มวิ่งพล่าน แต่ไม่ช้าก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงที่ดังอยู่ในใจ

อย่าพูดออกไป แอช ทำพิธีไปตามปกติ ข้าบอกให้คนของท่านพ่อกับรูอาร์คที่แทรกซึมอยู่ในฝูงชนจับพวกก่อกวนนั่นเรียบร้อยแล้ว...แต่เพิ่มเรื่องของนกนี่หน่อย

นก...ทำไมหรือ

เดี๋ยวเจ้าก็รู้ เสียงของชายหนุ่มกลับฟังหยอกเย้าอย่างประหลาด รีบเก็บระเบิดก่อนเถอะ เดี๋ยวคนอื่นๆ จะพลอยแตกตื่นไปด้วย

เมื่อได้ยินดังนั้น ราชินีจึงรีบคว้าลูกระเบิดมาซุกในแขนเสื้อของตน ก่อนจะมองเหยี่ยวขาวซึ่งแลตรงมาด้วยนัยน์ตาคมปลาบ เธอเพิ่งสังเกตว่าสิ่งที่มันคาบอยู่ในปากคือมงกุฎใบลอว์ราส...ใบไม้แห่งชัยชนะ

นี่มัน...นัยน์ตาของแอชลีนน์เบิกกว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ

นกเหยี่ยวค้อมศีรษะให้แก่เธอ จากนั้นก็โผขึ้นจากระเบียง มันทำท่าจะบินขึ้นเหนือศีรษะของหญิงสาว แต่เพียงไม่นานก็กลับมาเกาะที่ระเบียงตามเดิม

...โดยไม่มีมงกุฎใบไม้อยู่ในปากอีกต่อไป

แอชลีนน์ยกสองมือขึ้นสัมผัสช่อใบไม้บนศีรษะอย่างประหลาดใจ ขณะที่นกเหยี่ยวอยู่นิ่งเฉยโดยไม่บินจากไป และสายตาของฝูงชนเบื้องล่างพุ่งตรงมาที่ราชินีอีกครั้ง พร้อมกับเสียงพึมพำอย่างฮือฮา

เหยี่ยวสีขาว!

เหยี่ยวของเอริน’!”

หญิงสาวย่อมจำได้ ในตำนานกล่าวว่าเอรินมีสัตว์เลี้ยงคู่ใจคือนกเหยี่ยวสีขาว ซึ่งสุริยเทพลูคมอบให้แก่นางเพื่อเป็นองครักษ์ปกป้อง

ใช่แล้ว! เหยี่ยวของเอริน!ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นใกล้กับบริเวณที่ทหารเพิ่งคุมตัวชายซึ่งถูกเหยี่ยวจิกตีออกไปจากจัตุรัสข้าเห็นชายคนนั้นมีมีด! เขามีอาวุธ! เหยี่ยวของราชินีถึงได้เล่นงาน! องค์สุริยเทพต้องส่งเหยี่ยวมาปกป้องราชินีที่ยาร์ลาธ! เพราะนางคือราชินีที่แท้จริงแน่นอน!

มงกุฎลอว์ราสเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ! นี่คือราชินีที่แท้จริง!

เดี๋ยวสิ! นี่มัน...!

แอชลีนน์นึกแย้งอยู่ในใจ แต่ไม่ทันคำว่าทรงพระเจริญดังกระหึ่มเซ็งแซ่ราวกับท่องมนตรา ต่อเนื่องยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อและไม่คาดฝัน

ทั้งๆ ที่ถุงใส่เหรียญเงินเหรียญทองยังคงวางค้างอยู่บนขอบระเบียง โดยไม่มีใครเรียกร้องให้แจกจ่ายอยู่อีกเป็นนาน

 

ขณะก้าวไปตามทางเดินในสวนของจวนเจ้ามณฑล อาเมียร์โล่งอก...ไม่สิ...ยิ่งกว่ายินดีที่พระราชพิธีราชินีภิเษกของพวกตนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่เพียงประชาชนจะพากันยอมรับราชินีแอชลีนน์อย่างล้นหลาม พวกเขายังสามารถซ้อนกล จับกุมผู้หวังก่อความไม่สงบในงานได้ถ้วนหน้าพร้อมกับของกลางอีกด้วย

ที่ปรึกษาหนุ่ม หัวหน้าหน่วยพิเศษ กับท่านเจ้ามณฑลล้วนแต่คาดการณ์ตรงกันว่ายามพระราชพิธีคือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เมื่อผู้คนเรือนพันมาแออัดกันในจัตุรัส ยากที่จะตรวจสอบว่าใครพกพาอาวุธหรือสิ่งแปลกปลอมใดเข้ามาก่อเหตุร้าย จึงได้เตรียมสายปลอมตัวปะปนเข้าไปกับฝูงชน คอยสังเกตผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นพิรุธมาแต่แรก

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็แทบหัวเราะเมื่อพวกมันคิดใช้วิธีโง่ๆ อย่างหาต้นเสียงปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ ในเรื่องที่ประชาชนธรรมดาย่อมไม่กล้าเอ่ยออกไป

กรอบความยำเกรงในฐานะของจ้าวผู้สืบเชื้อสายจากองค์เทพเจ้ายังคงแข็งแกร่งในธีร์ดีเร

มีเพียงคนบ้า หรือหวังผลตามแผนการบางอย่างเท่านั้นที่กล้าทำเช่นนี้

แต่อาเมียร์ก็ต้องยอมรับว่าแผนนั้นส่งผลดีต่อพวกตน เพราะนอกจากมันจะล้มเหลว ยังช่วยสร้างจังหวะที่ดีในการเพิ่มศรัทธาในตัวแอชถึงสองชั้น ...ทั้งโดยปฏิกิริยาตอบรับของราชินีพระองค์ใหม่เอง และปาฏิหาริย์เรื่องเหยี่ยวของเอริน

ไม่เสียแรงที่รูอาร์คแนะนำเรื่องนี้มาให้...และอาเมียร์ก็คิดว่าแอชจะชอบของขวัญชิ้นนี้เสียด้วย

...ทว่าใบหน้าง้ำของราชินีพระองค์ใหม่ของธีร์ดีเรที่ยืนอยู่ในโรงเลี้ยงเหยี่ยวกลับเป็นเรื่องไม่คาดฝัน

“...เป็นอะไรไปชายหนุ่มตั้งคำถามพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ และพยักพเยิดไปทางเหยี่ยวขาวที่กำลังยืนเกาะคอน ใช้ปากไซ้ขนปีกอย่างสบายอารมณ์มันทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือ

ท่านไปได้มันมาจากไหนแอชตั้งคำถาม พร้อมกับชี้ไปทางเหยี่ยวที่เงยหน้าขึ้นมองมนุษย์ทั้งสองอย่างสนใจ

ในป่าบนเขา

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องเขม็งมาคงหมายความว่าคำตอบนั้นไม่เพียงพอ

นี่เป็นภูตรับใช้ของข้า เหมือนนกกาของมาลิอาชายหนุ่มเพียงยื่นแขนออกไป นกเหยี่ยวก็โผมาเกาะที่แขนซึ่งมีเพียงแขนเสื้อปกคลุมได้ราวกับไร้น้ำหนักและกรงเล็บแหลมแต่ข้าลงอาคมให้มันเห็นเจ้าเป็นนาย ให้มันคอยคุ้มครองและทำตามคำสั่งของเจ้า

ท่านทำอย่างนี้ทำไมหญิงสาวยังคงมองเขาด้วยสายตาคาดคั้นฆ่ามันมาเป็นภูตรับใช้...เหมือนที่มาดายทำนี่นะ

ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่ชอบอาเมียร์ตอบเรียบๆ อย่างที่เตรียมใจมาพร้อมแต่มันเป็นเหยี่ยวที่แก่มาก เมื่อข้าไปพบมันก็บาดเจ็บใกล้ตายแล้ว และข้าก็ตั้งใจว่าจะปล่อยมันในทันทีที่หมดความจำเป็น ข้าทำอย่างนี้เพราะข้าไม่สามารถอยู่ปกป้องเจ้าได้ตลอดเวลา ข้าไม่ขอให้เจ้ายกโทษให้หรอก แต่ขอให้เจ้าเข้าใจ

ราชินีถอนหายใจและหันมองไปทางอื่นท่านเห็นข้าเป็นคนเข้าใจยากนักหรือ

ก็เจ้าเคยเป็นอย่างนั้น

แอชหันขวับกลับมาอีกครั้งหมายความว่าข้าต้องเข้าใจเรื่องที่ท่านใช้เหยี่ยวนี่มามอบมงกุฎให้ข้าด้วยใช่ไหม

ใช่ที่ปรึกษาหนุ่มรับง่ายๆ

แต่ถึงอย่างไร...ข้าก็ไม่ต้องการให้พวกเขายอมรับด้วยวิธีแบบนี้ราชินีเอ่ยเสียงแข็งมันเหมือนกลโกง...หลอกลวงประชาชน นี่ไม่ใช่เหยี่ยวของเอริน...ไม่ใช่เหยี่ยวของสุริยเทพ

แล้วนั่นไม่ดีตรงไหนหรือ

หญิงสาวสบตากับเขาอย่างไม่พอใจ แต่อาเมียร์ยังคงรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย

แอช ข้าขอพูดตรงๆ นะชายหนุ่มมองตรงมาด้วยสายตาแน่วแน่กำลังทหารของเรา...นับเฉพาะที่พร้อมออกรบจริงๆ มีน้อยกว่ามณฑลหลวงกับอุลทูร์ถึงสิบต่อหนึ่ง

ราชินีเผยอริมฝีปากเล็กน้อย แต่แล้วก็ก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร ราวกับอยากปฏิเสธ...แต่ก็ต้องยอมรับคำพูดนั้นโดยดุษณี

ข้าชอบคำประกาศและจุดยืนของเจ้า แต่วิธีการพูดแบบหนึ่งไม่อาจใช้ได้กับคนทุกคน ดังนั้นข้าจึงต้องสร้างความมั่นใจว่าเจ้าคือราชินีที่แท้จริง นี่คือการสร้างขวัญให้แก่ทหารของเรา และสร้างศรัทธาของมวลชนต่อตัวเจ้า

ข้าอยากให้พวกเขายอมรับเพราะเหตุผลของข้า เพราะข้าทำเพื่อธีร์ดีเร ไม่ใช่เพราะข้าเป็นผู้สร้างปาฏิหาริย์หญิงสาวยังคงแย้ง

นั่นเพราะเจ้าคิดอย่างคนที่มองธีร์ดีเรจากเบื้องบนแต่พวกเขาจะไม่คิดอย่างเจ้าอาเมียร์อธิบายในยามที่บ้านเมืองระส่ำระสาย ชาวบ้านไม่สนหรอกว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ตราบใดที่มันไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ที่พวกเขาอยากได้คือความมั่นใจว่านายของตนคือผู้ที่จะช่วยให้เขากับครอบครัวพ้นภัย รอดจากความอดอยากและภัยสงครามได้ ไม่ว่าจะอาศัยปาฏิหาริย์หรือไม่ก็ตามที

แต่ถ้าถึงกับต้องใช้ปาฏิหาริย์ ก็แสดงว่าในตัวข้าเองไม่มีความเป็นผู้นำพอที่จะชนะใจพวกเขาไม่ใช่หรือ

ผิดแล้ว แอชเสียงของชายหนุ่มอ่อนโยนลงในครั้งนี้ เขาสะบัดแขนให้นกเหยี่ยวบินกลับไปเกาะที่คอนเช่นเดิม ก่อนจะจับมือข้างหนึ่งของหญิงสาวมากุมไว้ในมือทั้งสองเป็นเพราะเจ้าชนะใจข้าต่างหาก แอช ข้าถึงได้ต้องการช่วยให้เจ้าชนะใจคนอื่นด้วย

เมื่อราชินียังคงไม่ตอบ ที่ปรึกษาหนุ่มจึงเอ่ยต่อไป

ในการศึก แม่ทัพใช่จะทำได้ทุกอย่าง แต่เพื่อเป้าหมายแล้วก็ต้องใช้คนอื่นให้เป็น ข้ามีความสามารถในทางนี้ ข้าก็ต้องใช้...เพื่อเจ้าเขาเว้นช่วงไปครู่หนึ่งตราบใดที่อยู่ในระดับที่ข้าเองรับมือได้

ท่านกำลังจะทำให้ข้ากลายเป็นเอรินแอชยังคงแย้งผู้คนจะไม่ได้ยอมรับข้าเพราะเป็นราชินีแอชลีนน์ แต่เป็นเอริน...มีเหยี่ยวของเอริน...หรือจะปฏิเสธว่าท่านไม่ได้คิดอย่างนั้น

ไม่หรอกอาเมียร์สั่นศีรษะถึงเวลานี้เขาจะเริ่มให้การยอมรับเจ้าเพราะนำภาพของเจ้าไปซ้อนกับเอริน แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรก เจ้ายังมีโอกาสทำให้พวกเขายอมรับอีกมาก และข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้

เอาเถอะหญิงสาวรับเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับไปข้าเข้าใจ ข้าจะรับเหยี่ยวนี่ไว้ จะเรียกมันว่า...ลอว์ราสก็แล้วกัน

ที่ปรึกษาหนุ่มเริ่มยิ้มออกมาขณะที่ราชินีเอื้อมมือไปลูบหัวและหลังของเหยี่ยวขาวซึ่งนิ่งเฉยราวกับสุนัขเชื่องๆ แทนที่จะเป็นนกนักล่าซึ่งไม่ชอบการถูกสัมผัสใกล้ชิด

เจ้าควรสวมถุงมือเหยี่ยวเวลาให้มันเกาะต่อหน้าคนอื่น เขาจะได้ไม่ผิดสังเกต

เดี๋ยวท่านเบเรคคงหาให้แอชตอบง่ายๆมีม้าแล้ว มีเหยี่ยวแล้ว ต่อไปท่านจะหาตัวอะไรมาให้ข้าอีกล่ะ

นั่นสิอาเมียร์หัวเราะน้อยๆกระต่ายดุก็น่าจะดีนะ

ก็ดีกว่ากระรอกแดง

คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิมนั่นสิ แต่ตอนนี้ไม่มีทั้งกระต่ายกับกระรอก เอานี่ไปแทนได้ไหม

อะไร...

แทนคำตอบ ที่ปรึกษาหนุ่มกลับก้าวเข้าไปชิดองค์ราชินีที่เพิ่งหันกลับมา สองมือคล้องสายสร้อยโลหะให้รอบคอ ก่อนจะเชื่อมปลายของสายทั้งสองด้วยเวทมนตร์ ไม่ให้หลุดจากกันหรือถูกถอดออกได้ด้วยวิธีธรรมดา

แอชก้มหน้าลง มือช้อนจี้ที่ร้อยสร้อยขึ้นดูอย่างประหลาดใจ

นี่มัน...

เครื่องรางขององค์สุริยเทพ ประดับแก้วผลึกสีส้มแดงเม็ดเล็กเท่าปลายก้อย ตามโครงโลหะมีเส้นผมสีดำสนิทถักพันไว้อย่างเรียบร้อยแน่นหนา

ราวกับเครื่องรางรำลึกที่ทำจากเส้นผมของผู้ตาย...อาเมียร์เดาว่าราชินีอาจนึกไปเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร

นี่...ผมของท่านหรือ

ได้ยินว่าเจ้าอยากได้นี่

อืมหญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดต่อไปแล้วก็...ผลึกสุริยะ? ท่านลูเธียนให้มา?”

มันจะช่วยปกป้องเจ้าจากมนตร์มืด ส่วนผมของข้าจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางช่วยให้เจ้าติดต่อกับลอว์ราสหรือข้าได้ในทันที เผื่อเกิดเหตุกะทันหันขึ้นมาอีก เจ้าก็แค่แตะมันไว้ แล้วส่งความคิดไปถึงข้า

แบบนี้? แอชลองทำในทันที

ฮื่อ อาเมียร์ตอบในใจ

แล้วต่อให้อยู่ไกลกัน ท่านก็ได้ยินหรือ

หากเจ้าแตะมัน...ไม่ว่าที่ไหนข้าก็ได้ยิน

ราชินียิ้มรับอย่างยินดี

เก็บมันไว้กับตัว อย่าถอดออกล่ะ เจ้าชายแห่งความมืดย้ำ เส้นผมถือว่ามีจิตวิญญาณของเจ้าของอยู่ หากมันตกอยู่ในมือศัตรู ข้าจะเป็นอันตรายไปด้วย

หญิงสาวพยักหน้าอย่างแน่วแน่ แม้ในแววตาจะพยายามซ่อนความกังวลเอาไว้ ขณะวางมือทาบลง แนบจี้นั้นไว้กับอก

เชื่อใจข้าเถอะ

อาเมียร์พยักหน้ารับคำนั้นอย่างวางใจ ก่อนจะค้อมศีรษะลงถวายคำนับ

พ่ะย่ะค่ะ องค์ราชินี

 

แม้ในยามที่เหล่านางกำนัลซึ่งหวีผมและช่วยเปลี่ยนชุดให้ตนออกไปจากห้องนอนของราชินีจนหมดแล้ว เคียราก็ยังคงยืนเก้กังอยู่ในห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะนั่งลงบนเตียงขณะรอให้เจ้าบ่าวเข้ามาตามธรรมเนียม

ความคิดของหญิงสาวแล่นพล่านไปถึงช่วงหลายวันอันน่าอึดอัดที่ผ่านมา โดยเฉพาะคำพูดของคุณท้าวทราซา...

อย่าไร้ยางอายเหมือนแม่

ไม่มีทางที่ใครจะสวมรอยเป็นเจ้าหญิงแอชลีนน์หลอกสายตาของแม่นมของพระองค์ได้ ดังนั้นผู้ที่ล่วงรู้แผนการทั้งหมดย่อมมีแต่ต้องบอกความจริง และเกลี้ยกล่อมให้คุณหญิงหัวหน้านางกำนัล กับนางกำนัลใกล้ชิดอื่นๆ ร่วมมือด้วย

แน่นอนว่าคุณท้าวทราซาย่อมไม่ยินยอม แม้นางจะไม่อาจคัดค้านได้มากต่อหน้าผู้สำเร็จราชการกับเจ้ามณฑลอุลทูร์ซึ่งยกเรื่องที่ว่ามีเจ้าหญิงนอกสมรสของพระราชาอาร์กาดอยู่อีกพระองค์มาเป็นข้ออ้างในการใช้แผนการสวมรอยปกป้องราชบัลลังก์ให้เจ้าหญิงแอชลีนน์...เช่นเดียวกับที่เคยบอกเคียรา

ด้วยเหตุนี้เอง ที่หญิงสาวไม่อาจประกาศความจริงออกไปกลางพิธีเสกสมรส ท่านพ่อไม่อาจพูดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวโดยไม่มีแฟคท์นาอยู่ด้วย เคียราจึงไม่แน่ใจว่าหากเธอด่วนทำสิ่งใดลงไปโดยพลการจะเป็นผลเสียยิ่งไปกว่าเดิมหรือไม่

กระทั่งคุณท้าวเองก็ยังดูเหมือนจะเกรงเรื่องนี้ แม้อย่างมากสุดที่นางรับปากจะทำก็คือดูแลเจ้าหญิงตัวปลอมจนสิ้นสุดพิธีเสกสมรส แล้วขอลาไปพักผ่อนยาวที่บ้านพักในชนบทโดยไม่ปริปาก อย่างน้อยก็จนกว่าเจ้าหญิง...ไม่สิ...ราชินีพระองค์จริงจะเสด็จกลับมา

และถึงอย่างนั้น นางก็พูดเช่นนี้กับเคียราเมื่อไม่มีใครอยู่ด้วย

ที่ว่าแค่ในนามนั่นก็ขอให้จริงเถอะ ถ้าเจ้าพลาดเสียเนื้อตัวไปจนมีลูกนอกสมรสจะไม่มีใครสงสาร...มีแต่สมเพชกับสมน้ำหน้าเหมือนผู้หญิงที่แย่งสามีคนอื่นบางคนเท่านั้นเอง!

เคียราพยายามไม่คิดมากกับคำพูดนั้น แต่ที่ต้องพยายามห้ามยิ่งกว่าคือความคิดที่ว่าเธอเคยรักผู้ชายที่ตนต้องเข้าพิธีแต่งงานด้วยในวันนี้...ในนามของคนอื่น ทั้งที่รู้แน่แล้วว่าเขาไม่รักเธอ ซ้ำยังรู้เห็นเรื่องแผนการร้ายขนาดลอบปลงพระชนม์...

อีกทั้งเขายังรักเพียงเจ้าหญิงแอชลีนน์ สิ่งที่เขากับแฟคท์นาต้องการก็คือเจ้าหญิงตัวจริง หากแตะต้องเคียรามีแต่จะเกิดผลเสียเมื่อความจริงถูกเปิดเผย

คืนนี้เขาคงจะไม่เข้ามา ห้องบรรทมของราชาและราชินีนั้นแยกจากกัน ในเมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมหอกันจริงๆ เขาก็คงไม่...

เสียงประตูเปิดอย่างไม่เบานักดังขึ้นขัดความคิดของหญิงสาว

เคียราหันไปอย่างกริ่งเกรง และพบชายหนุ่มที่เพิ่งร่วมพิธีกันในวันนี้ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวเห็นเขาสวมเสื้อนอนยาว...แม้จะมีเสื้อคลุมทับอยู่ เธอยกสองแขนขึ้นกอดร่างที่สวมชุดนอนคล้ายกันของตนอย่างประหม่าละอาย

ดูลัสก้าวยาวๆ เข้ามาในห้อง แต่ไม่ได้ตรงเข้ามาหาเธอ

ชายหนุ่มเลิกผ้าคลุมเตียงกว้างที่คั่นกลางอยู่ระหว่างทั้งสองจนกลีบดอกไม้ที่จัดเรียงไว้ปลิวกระจัดกระจาย ตามด้วยการตบหมอนและที่นอนจนยับ

จากนั้นเขาก็ชักมีดสั้นออกมา ใช้ปลายมีดเจาะที่ปลายนิ้วของตนแล้วกดลงตรงกลางที่นอน กระทั่งเลือดซึมออกมาเป็นดวงกว้าง

ดูลัสทำทุกสิ่งโดยไร้คำพูด ราวกับว่าเคียราไม่มีตัวตนอยู่ในห้องด้วย เขาหยดเลือดของตนเองลงบนผ้าปูเตียงอยู่ครู่ใหญ่ จึงได้ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกพักหนึ่ง...แล้วกลับหลังหันเดินจากไปโดยไม่พูดแม้สักคำเดียว

สิ้นเสียงปิดประตู เคียราทรุดฮวบลงคุกเข่าบนพื้น ซบหน้าลงกับสองมือ ปล่อยให้น้ำตาจากความตึงเครียดรินหลั่งโดยไม่อาจห้าม

เธอคิดผิดไป ...ผ่านพ้นพิธีเสกสมรสไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวงที่ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไร และในรูปแบบใดต่างหาก

 

ดูลัสไม่แน่ใจว่าตนหลับลงเมื่อไรหลังจากนอนกระวนกระวายอยู่เป็นนาน แต่เขาก็ยังคงตื่นเช้าด้วยความเคยชิน

ก่อนหน้านี้ กิจวัตรประจำวันของเขาจะเริ่มต้นด้วยการล้างหน้าตา เปลี่ยนชุดสำหรับออกกำลังและซ้อมอาวุธ ทว่าวันนี้ชายหนุ่มกลับได้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ในตู้ ซึ่งดูอย่างไรก็หรูหราภูมิฐานเกินความเคยชิน จากนั้นจึงนั่งที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ จุดตะเกียงขึ้นหยิบหนังสือในตู้ข้างหลังมาอ่านเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี

เขาจะขอเสื้อผ้าสำหรับซ้อมอาวุธเอาไว้ แล้ววันหลังจะลงไปซ้อมในอุทยาน แต่วันนี้คงไม่เหมาะสม ไม่ว่าใครก็คงคาดหมายว่าราชากับราชินีใหม่จะทรงใช้เวลาด้วยกันให้เต็มที่หลังพระราชพิธีเสกสมรส

...แม้ในยามที่ศึกกำลังก่อตัวขึ้นน่ะหรือ

ดูลัสยิ้มขื่นพร้อมกับพลิกหน้าหนังสือเกี่ยวกับการศึกไปผ่านๆ ...ความคิดหวนไปถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ในยาร์ลาธ และใครอีกคนที่อยู่เพียงข้างห้อง

ราชินีทั้งสองพระองค์

เป็นท่านพ่อหรือมาดายกันนะ ที่ช่างวางแผนไว้เหมาะเจาะ หากไม่ได้เจ้าหญิงแอชลีนน์ก็ยังมีเจ้าหญิงอีกพระองค์รออยู่พร้อมสรรพ

เวลานี้เคียราคงจะนอนหลับอยู่ แต่ไม่มีประโยชน์ที่ดูลัสจะเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกัน ในเมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งแล้วว่าทั้งสองได้ร่วมหอกันเมื่อคืนก่อน

แต่หากเป็นเจ้าหญิงแอชลีนน์...ชายหนุ่มแทบเผลอขยุ้มขอบกระดาษด้วยความคิดนั้น

เขาคงอยากตระกองกอดพระองค์ไว้จนรุ่งเช้า เข้านอนด้วยกันทุกราตรี ต่อให้มีศึกสงครามรอคอยอยู่ก็คงจะขอใช้ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

แล้วทำไมไม่ชนะศึกครั้งนี้ เพื่อให้ได้พระองค์มาโดยแท้จริงล่ะ...เสียงหนึ่งถามจากในใจของเขา

...เสียงที่ผลักดันให้เขาเลือกใช้ยาของมาดาย...

คิดดูให้ดี หากเจ้าแพ้จะมีสิ่งใดรออยู่ เจ้ากับทุกคนที่รับใช้อุลทูร์จะถูกประหารในฐานะกบฏแผ่นดิน ธีร์ดีเรจะพ้นจากอำนาจของพ่อเจ้ากับมาดายก็จริง แต่ก็จะตกไปอยู่ในมือของพวกคนทรายกับพ่อมดดำอาเมียร์ มันหวังดีต่อเจ้าหญิงแอชลีนน์โดยแท้จริงหรือไม่ใครจะยืนยันได้ ไม่ควรที่เจ้าจะปกป้องพระองค์เองหรอกหรือ

หากเจ้าชนะศึกครั้งนี้แล้ว ก็จะได้พระองค์มาอยู่ข้างกายอย่างแท้จริง ทั้งยังแก้ปัญหาเรื่องเจ้าหญิงนอกสมรสที่พ่อของเจ้าต้องการดึงมาเป็นตัวแทนเพื่อยึดครองธีร์ดีเรได้ด้วยไม่ใช่หรือ

นี่คือหนทางที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ

ดูลัสพยายามปฏิเสธ แต่เสียงที่ว่าก็ยังมีอำนาจรุนแรงเหลือเกิน มันผลักดันให้เขาคิดแผนการทั้งหลายทั้งปวง...การศึกที่ย่อมเริ่มขึ้นในไม่ช้า...และจุดยุทธศาสตร์ที่ควรตรึงเอาไว้

หากไม่ต้องการให้พวกมันได้ชัยชนะ พวกเขาต้องยึดครองที่แห่งนั้นให้ได้เสียก่อน

 

ในยามเช้าหลังวันราชินีภิเษกที่ยาร์ลาธ ราชินีพระองค์ใหม่ เจ้ามณฑลกับบุตรชาย และหัวหน้าหน่วยพิเศษกับที่ปรึกษามารวมตัวกันที่จวนเพื่อหารือเรื่องแผนการรับมือกับศึกที่ย่อมมาถึงในไม่ช้า

เราสอบปากคำคนร้ายที่แฝงตัวเข้ามาในลานหน้าวิหารพร้อมกับอาวุธและระเบิดแล้ว พบว่าพวกเขาถูกว่าจ้างมาโดยไม่ทราบตัวตนของผู้ว่าจ้างท่านเบเรครายงานต่อแอชลีนน์แต่จากรูปการและพื้นเพของพวกนั้น เป็นไปได้มากว่าผู้บงการจะเป็นรองเจ้ามณฑลการ์วอน

การ์วอนทำตามคำสั่งของแฟคท์นาหรือคะหญิงสาวตั้งคำถาม เธอยังจำได้ดีว่าเลวอน ลูกชายของรองเจ้ามณฑลรู้จักกับดูลัสในระดับหนึ่ง

หากเป็นเช่นนั้นจริง แฟคท์นาย่อมไม่ทิ้งหลักฐานให้สืบสาวไปถึงได้โดยง่ายแน่พ่ะย่ะค่ะเจ้ามณฑลตอบอย่างเก่งที่เราเล่นงานได้ก็มีแต่การ์วอน

หมายความว่าพวกท่านจะจับกุมการ์วอนใช่ไหมคะ

ยังพ่ะย่ะค่ะอาเมียร์ตอบเวลานี้ยังไม่เหมาะสม

แต่เขาทำถึงขั้นจะวางระเบิดในพิธีราชินีภิเษกไม่ใช่หรือราชินีขมวดคิ้วหากปล่อยไว้ เขาอาจก่อการร้ายอย่างอื่นขึ้นมาอีกก็ได้นี่

ในระดับที่พวกเราเฝ้าระวังได้พ่ะย่ะค่ะที่ปรึกษาหนุ่มอธิบายเขาไม่ใช่คนฉลาด แผนการที่วางก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก หากเราเฝ้าระวังให้ดีก็จะป้องกันได้ อีกทั้งยังอาจใช้ประโยชน์เขาในการส่งข่าวลวงได้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ

อืม...หญิงสาวพยักหน้ารับแต่ถ้าแฟคท์นากับดูลัสรู้แล้วว่าการ์วอนไม่ฉลาด จะเชื่อข้อมูลที่เขาส่งให้หรือ

เรามีวิธีปล่อยข้อมูลจริงที่ไม่ทำให้ตนเองเสียหายมากออกไป ตามแต่สถานการณ์จะอำนวยพ่ะย่ะค่ะเจ้ามณฑลยาร์ลาธเอ่ยขึ้นบ้างแต่เหตุอีกประการที่พวกกระหม่อมเห็นควรปล่อยการ์วอนไว้ก่อน เป็นเพราะแฟคท์นากับดูลัสต้องการใช้คนโง่อย่างเขาเป็นเบี้ยเดินทิ้งมากกว่า

แอชลีนน์ค่อยๆ คิดตามไม่ว่าแผนของการ์วอนจะสำเร็จหรือไม่ หากเราเล่นงานเขาในทันที ก็เท่ากับเกิดความแตกแยกในยาร์ลาธ บ่อนทำลายภายในพวกเราให้อ่อนแอลงเอง...อย่างนั้นสินะ

ท่านเบเรคพยักหน้าทรงเข้าใจถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากจะกำจัดการ์วอน ต้องรอโอกาสที่พวกเราเข้มแข็งขึ้นกว่านี้

ค่ะราชินีรับ

ตอนนี้แผนการของเราคือสั่งสมกำลังพลและเสบียง หากไม่มีภัยธรรมชาติ ผลผลิตที่เราเพาะปลูกไว้ตั้งแต่ต้นปีมากกว่าเดิมร้อยละสามสิบน่าจะเพียงพอเป็นเสบียงเลี้ยงกองทัพได้ในปีนี้ พอสูสีกับมณฑลหลวงและอุลทูร์ แต่ต้องยอมรับว่าสภาพพื้นที่ของเราไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกธัญพืชเท่ากับมณฑลหลวง ดังนั้นอาจเป็นผลเสียในระยะยาว

นี่ไม่ใช่ศึกที่ฝ่ายเธอคาดหวังได้ว่าจะเอาชนะในระยะสั้น แอชลีนน์รู้อยู่แล้ว ดังนั้นปัจจัยสำคัญจึงไม่ใช่การรุกเต็มรูปแบบเพื่อหวังชิงชัยเด็ดขาด แต่เป็นการบำรุงขวัญทหารและกักตุนเสบียงให้พร้อมสำหรับการรบยืดเยื้อ

ดังนั้น ปัจจัยสำคัญคืออู่ข้าวอู่น้ำหลักของธีร์ดีเร

...มณฑลชอร์ซา...

พวกกระหม่อมได้ข่าวมาว่าเจ้ามณฑลชอร์ซาไม่ได้เข้าสาบานตนในพระราชพิธีราชาภิเษก โดยอ้างว่าไม่สบาย แต่ได้ส่งลูกชายคนรองมาในฐานะตัวแทนเจ้ามณฑลยาร์ลาธพูดต่อไปถึงเขาจะยังไม่ได้ติดต่อมา กระหม่อมคิดว่าเขาย่อมได้ข่าวเรื่องราชินีสองพระองค์แล้ว และกำลังพิจารณาอยู่ว่าฝ่ายใดจะให้ประโยชน์ต่อเขามากกว่า

แอชลีนน์พยักหน้าช้าๆ

เธอไม่ชอบเจ้ามณฑลคาลวาห์ ไม่สิ พูดให้ถูกคือยิ่งเกลียดเมื่อได้รู้เรื่องที่เขาสั่งฆ่าล้างครอบครัวของหญิงสาวที่ลูกชายคนสุดท้องของตนไปติดพันเพื่อให้ลูกชายไม่ถูกตัดสิทธิ์ในฐานะพระคู่หมั้น แต่สถานการณ์ของยาร์ลาธไม่เอื้ออำนวยที่จะวางเฉยต่อเขาได้

ศัตรูของศัตรูคือมิตร...แต่นั่นขึ้นอยู่กับว่าคาลวาห์จะเห็นแฟคท์นากับดูลัสเป็นมิตรหรือศัตรูในเมื่อเป็นฝ่ายยาร์ลาธที่ตัดสินโทษลูกของเขาในฐานะฆาตกรฆ่าลูกชายของเจ้ามณฑลเบเรค

ที่จริง กระหม่อมมีเรื่องขอกราบทูลถาม ...ฝ่าบาทจะทรงมีความเห็นว่าอย่างไร หากเราจะขอเป็นพันธมิตรกับชอร์ซาอาเมียร์ตั้งคำถามและ...พระราชทานอภัยโทษให้กับคนผู้หนึ่ง

หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เมื่อเริ่มเข้าใจความหมายของเขา...แต่ก็ใช่จะคัดค้าน

หากทรงเห็นชอบ กระหม่อมจะเดินทางไปรับตัวเขาเองพ่ะย่ะค่ะที่ปรึกษาหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น