The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 75 : 13 - กลไกที่เริ่มหมุน "ท่านไม่อาจขังเหยี่ยวไว้ในกรงทองได้หรอก"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

บทที่ ๑๓

กลไกที่เริ่มหมุน

 

ใกล้เช้ามืด ดูลัส ฟีอาครา เกอร์มอน กับนักรบอีกสามคนกำลังกลับไปสมทบกับคนที่เหลืออยู่

ไม่ใช่ที่บ้านพักตากอากาศของเจ้ามณฑล แต่ที่ชายป่าใกล้รอยต่อพรมแดนซึ่งเป็นที่นัดหมายในยามที่ต้องล่าถอยหรือถอนตัวจากแผนการด้วยเหตุสุดวิสัยใดๆ

ที่จริง พวกเขาตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่บ้านพักตากอากาศ แต่ระหว่างทางก็สังเกตเห็นเครื่องหมายที่นักรบเรเวนซึ่งถูกทิ้งไว้ทำเป็นสัญลักษณ์ให้มาพบกัน ณ ที่นัดหมายลับ จึงได้ส่งคนไปดูลาดเลา และพบว่าทหารของเจ้ามณฑลตรึงพื้นที่รอบบ้านพักตากอากาศไว้แล้ว

ทว่านั่นไม่ใช่ข่าวที่ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจที่สุด

“...ศพ...งั้นหรือ

ขอรับ ข้าเห็นพวกเขาขนศพมาที่ลานหน้าบ้าน ทั้งหมดเจ็ดร่างสายรายงาน เป็นพวกเราสองคนขอรับ การุลท์กับอุนคู

การุลท์คือนักรบคนที่ดูลัสสั่งให้เฝ้าในครัว ส่วนอุนคูคือหนึ่งในสองที่รออยู่กับเคียรา

นักรบที่ดูลาดเลาไม่เห็นเคียราอยู่ในบริเวณนั้น เป็นไปได้ว่าทหารของยาร์ลาธอาจจะได้ตัวไปและพาไปยังที่อื่น หรือไม่อย่างนั้นนักรบเรเวนที่รอดไปคนเดียวก็ยังพาเธอไปด้วย

เราตายสอง ทางนั้นตายห้า ต้องนับว่านักรบของเราไม่เสียชื่อ ไม่นับว่าที่ตายทั้งหมดห้าคนนั้น คนของเราอาจจะจัดการเพียงคนเดียวฟีอาคราเปรยขึ้นอย่างเรียบเฉยขณะที่ม้าของพวกเขาเดินเหยาะไปตามทาง

พระคู่หมั้นเองก็รับฟังเงียบงัน เขาเคยเข้าร่วมภารกิจที่มีคนตายมากมายมาแล้ว...ต่อให้ไม่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของคนตายเสียเองเช่นนี้

และก็ไม่อยากนึกเลย ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์อาจเป็นผู้สังหารการุลท์ด้วยพระองค์เอง...หาไม่แล้วจะอธิบายการที่พระองค์หลบออกไปทางครัวจนทรงม้าออกไปได้อย่างไร

คนทรายนั่นปลูกฝังพระองค์ให้ทำเรื่องเหี้ยมโหดผิดสตรีได้อย่างนี้เชียวหรือ

หรือ...เป็นตัวเขาเองที่บีบคั้นให้พระหัตถ์ของพระองค์ต้องเปื้อนเลือด

ชายหนุ่มยกมือขึ้นปัดผมชื้นเหงื่อไปจากหน้าผาก เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่าลำคอของตนแห้งเป็นผง ทั้งจากการตะโกนและการเจรจา กระนั้น เขายังคงไม่แตะถุงน้ำและเพียงบังคับม้าของตนให้วิ่งไปในขบวน จนกระทั่งเห็นเงาหนึ่งโบกแขนและกู่ร้องอยู่ที่หน้าชายป่า

นั่นเป็นคนของเขาเอง

ฟีอาครากู่ตอบก่อนจะชักม้านำ ทุกคนขี่ตามไปจนกระทั่งเข้าใต้ร่มเงา และพบร่างของหญิงสาวที่นอนเอนพิงรากไม้

ทหารยาร์ลาธมาขอรับเขารีบรายงานการุลท์ยังไม่มา อุนคูให้ข้าพานางหนีมาก่อน ส่วนตัวเขา...

ทั้งสองได้ตายอย่างนักรบแล้วหัวหน้าหน่วยเรเวนตอบง่ายๆ พร้อมกับทิ้งตัวลงจากหลังม้า เขาจูงมันไปผูกข้างม้าที่ยืนอยู่ก่อน ให้มันได้กินน้ำและดูแลตามที่จำเป็น

ความเงียบดำเนินไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งฟีอาคราเอ่ยขึ้นอีกครั้งนายน้อย ท่านจะทำอย่างไรกับนางกำนัลของเจ้าหญิง

ดูลัสซึ่งลงจากหลังม้าเช่นกันตอบโดยไม่หันไปเราจะพานางไปด้วย

เหตุผล?”

นางเป็นธิดาของท่านผู้สำเร็จราชการ ต่อให้เจ้าหญิงทรงไม่ประสงค์จะกลับไป นางก็อยากกลับเมืองหลวง

ท่านได้ยินเช่นนี้จากปากของนางเองหรือ

ชายหนุ่มหันขวับไปขมวดคิ้ว

อดีตครูดาบของเขายังทำความสะอาดตัวม้าอยู่

ต่อให้นางไม่เคยพูด ข้าจะทิ้งคนที่ร่วมมือกับตัวเองไว้ได้หรือ ทางยาร์ลาธอาจเห็นนางมีความผิดไปด้วยก็ได้!

ฟีอาคราไม่ตอบโต้คำของดูลัส แต่เอ่ยต่อไปอย่างใจเย็นทางยาร์ลาธต้องการตัวนาง หากพานางไปด้วย พวกมันคงจะไล่ล่าเราจนสุดพรมแดน เราต้องรีบเดินทางตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่าม้าจะเหนื่อยอ่อน

ชายหนุ่มกำลังจะรับพอดีว่าคงต้องเป็นเช่นนั้นเมื่อเสียงครางน้อยๆ ดังขึ้นจากร่างที่นอนขดอยู่ริมโคนต้นไม้

ท่าน...ท่านดูลัส...

เคียรายังหลับตาอยู่ แต่คงเพราะเรียกชื่อเขาเช่นนี้ นักรบเรเวนคนอื่นจึงได้ยืนนิ่ง ราวกับเป็นหน้าที่ของเขาที่จะดูแลเธอไปโดยปริยาย

ดูลัสก้าวเข้าไปช้อนไหล่ของหญิงสาวขึ้นมา ก่อนจะเขย่าพร้อมกับเรียกเบาๆเคียรา

นางกำนัลสาวไม่ตอบรับ จนชายหนุ่มเรียกอีกสองสามครั้ง นัยน์ตาของเธอจึงได้เผยอขึ้น

หรี่ปรือ เลื่อนลอย ราวกับอยู่ในภวังค์

...หรือว่า...ยานั่น!...

ดูลัสเพิ่งตระหนักได้ แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป

ท่านดูลัส...เคียรากะพริบตาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยแผ่วเบาข้ารักท่าน...ข้าอยากเป็นของท่าน...

สองมือของหญิงสาวเอื้อมขึ้นหาไหล่ของเขา นำพาใบหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าว ริมฝีปากบางเคลื่อนหาริมฝีปากของชายหนุ่ม

เคียรา!เขาผลักเธอออกไป แต่ด้วยแรงที่ยั้งไว้ กระนั้นมือของหญิงสาวยังคงป่ายปะเข้ามาพยายามกอดรัด ดวงหน้าคลอเคลียร่างของเขาราวกับไม่สนใจสิ่งใดอีก

ข้ารักท่าน...ท่านดูลัส ข้ารัก...

ฟีอาคราปราดเข้ามาเมื่อไรก็ไม่รู้ และในมือของเขาก็คือผ้าผืนหนึ่ง

ชายวัยกลางคนใช้ผ้านั้นคลุมจมูกและปากของเคียรา ซึ่งเปลี่ยนมาดิ้นรนพร้อมกับร้องอู้อี้ แต่ในไม่ช้าสองแขนของเธอก็ตกลง ร่างกายอ่อนยวบ นัยน์ตากลับหรี่ลงจนปิดสนิทอีกครั้ง

ดูลัสเพิ่งตระหนักได้เมื่อนั้นเองว่านั่นคือยานอนหลับออกฤทธิ์เร็ว ซึ่งพวกเขาใช้วางยาทหารยามรอบบ้านพักตากอากาศ

เป็นยาที่อาจมีผลแทรกซ้อนสูง ทำให้ผู้ถูกวางยามีอาการคลื่นไส้อาเจียน ง่วงสะลึมสะลือไปอีกสองสามวันหลังจากตื่นขึ้นมา จึงไม่นิยมใช้ในการรักษา แต่ในเมื่อไม่มีอันตรายถึงชีวิต พวกเรเวนจึงได้นำมาใช้ในงานครั้งนี้

ทุกคนขึ้นม้าชายวัยกลางคนพูดราวกับเอ่ยถึงดินฟ้าอากาศ พร้อมกับช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นอุ้มในอ้อมแขนนางจะนั่งไปกับข้า

ดูลัสทำท่าจะเอ่ยขอบคุณเขา ทั้งๆ ที่ลำคอยิ่งกว่าแห้งผาก แต่สายตาเคร่งขรึมที่ฟีอาคราส่งให้ก็หยุดทุกถ้อยคำของชายหนุ่ม

นายน้อย ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน แต่ไม่ใช่เวลานี้ เราต้องออกจากยาร์ลาธก่อน

 

แอชลีนน์ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมบางอย่าง

หญิงสาวงัวเงียลุกจากเตียง เธอรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายและปวดนัยน์ตาที่เพิ่งร้องไห้หนักมาเมื่อคืนอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นก็ยังมองเห็นชัดเจนดี และพบว่าแสงแดดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ส่วนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างเตียงเธอนั้นว่างเปล่า

...อาเมียร์ไปแล้วสินะ...

เจ้าหญิงยกมือขวาของตนขึ้นมอง พร้อมกับอดนึกไม่ได้ถึงสัญญาของเขา

ว่าจะคอยอยู่ข้างๆ และกุมมือเธอไว้จนกว่าจะหลับไป...เหมือนกับเสด็จพ่อ

...เขาก็รักษาสัญญาจริงๆ นี่นา...

แอชลีนน์ถอนหายใจ เธออยากตื่นขึ้นมาพบเขา แต่แบบนั้นคงเรียกร้องมากเกินไปกระมัง เขาเองมีงานต้องทำ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ยังไม่อาจเปิดเผยในตอนนี้

แค่เขาอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเธอจะหลับไปก็มากที่สุดเท่าที่จะเรียกร้องได้แล้ว

ตื่นแล้วหรือจ๊ะ

หญิงสาวสะดุ้งกับเสียงไม่คาดฝัน และหันไปเห็นคนที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ “...ท่าน...สิมา?”

หญิงผู้มากวัยกว่าพยักหน้าและลุกจากโต๊ะของหมอมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงของเธออาเมียร์บอกข้าแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าเลยมาช่วยดูแลเจ้าก่อน

คะ?” เจ้าหญิงกะพริบตาปริบๆระ...รบกวนท่านสิมาแย่เลย ที่จริงข้า...

ไม่เป็นไรจ้ะ บางทีข้าก็มาช่วยทำอาหารที่ค่ายอยู่แล้ว แอชชอบข้าวต้มร้อนๆ ไหม

เอ่อ...ชะ...ชอบค่ะเมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของคนตรงหน้า หญิงสาวก็ได้แต่ตอบรับ

ชอบก็ดี ข้ายกมาให้แล้ว กินข้าวเช้าเสร็จแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวนะ ข้าขอให้เขาต้มน้ำอุ่นไว้ให้ด้วย

แอชลีนน์ลุกขึ้นยืนก่อนจะก้มลงมองตนเองที่ยังสวมเสื้อกับกางเกงผู้ชายยับยู่ยี่ ผมปล่อยสยายยุ่งเหยิงจากการนอน แล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ

เธออยากถามว่าเคียราเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรู้ ท่าทางของท่านสิมาบ่งบอกว่าอยากให้เธอพักผ่อนเต็มที่เสียก่อนมากกว่า

หญิงสาวผมดำจัดแจงเปิดฝาถ้วยดินเผาที่มีข้าวต้มผสมนม เนื้อสัตว์หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าพอคำ ผัก และธัญพืชอื่นๆ ส่งควันร้อนหอมกรุ่น ขณะที่เจ้าหญิงนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะหมอ ก่อนจะประสานมือสวดภาวนาสั้นๆ เพื่อขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้

ข้าวต้มร้อนๆ รสดีเสียจนแอชลีนน์กินไปจนหมดถ้วยในเวลาไม่นาน แม้จะยังไม่อาจลืมปัญหาที่รุมเร้า จากนั้นสิมาจึงได้พาเธอไปยังห้องอาบน้ำ ช่วยผสมน้ำอาบ สระผม ชโลมน้ำมันหอม และแต่งตัวให้ด้วยชุดผู้หญิงที่นำมา

เจ้าหญิงคิดว่าเธอคงจะได้กลับจวนหลังจากนี้ แต่เมื่อแต่งกายเรียบร้อย เช็ดผมให้แห้งและถักผมแล้ว จึงได้รู้ว่าอาเมียร์มาเชิญเธอไปพบท่านเบเรค ซึ่งเวลานี้เดินทางมาที่ค่ายฝึกด้วยตนเอง

ท่านสิมาพาเธอไปส่งที่ห้องประชุม แล้วก็ขอตัวไปช่วยดูแลงานในครัวต่อ

ในห้องประชุมของค่ายมีท่านเบเรคนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะยาว ท่านซิอ์บุลกับอาเมียร์นั่งเรียงกันอยู่ที่ฟากหนึ่ง

หญิงสาวตอบรับการคำนับของทั้งสามด้วยการผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ฟากที่ยังว่างอยู่

หลังจากที่ท่านเจ้ามณฑลทักทายและไต่ถามความเป็นอยู่ตามมารยาท แอชลีนน์จึงได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจนจบลงที่เธอหนีมาถึงค่ายของท่านซิอ์บุล และเจรจากับดูลัสโดยไม่เป็นผล

เมื่อทหารของกระหม่อมไปถึงบ้านพักตากอากาศ พวกเรเวนก็เปิดฉากต่อสู้ ถ่วงเวลาให้มันคนหนึ่งพาตัวคุณหญิงเคียราไปท่านเบเรคพูดถึงสถานการณ์ด้านตนบ้างสุดท้าย เราต้องสังหารเรเวนทั้งสองคน

เจ้าหญิงรักษาท่าทีให้เรียบเฉยกับคำคำนั้น แม้จะรู้สึกสะท้อนอยู่ในอกแล้ว...ฝ่ายของท่านได้รับบาดเจ็บมากไหมคะ

ชายวัยกลางคนดูเหมือนจะนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจตายไปห้าพ่ะย่ะค่ะ บาดเจ็บอีกสามนาย แต่ไม่ถึงกับสาหัส ขอทรงอย่ากังวลเลย

...เจ็ดคน...แอชลีนน์ทอดสายตาลงมองโต๊ะอย่างเลื่อนลอย...เจ็ดคนที่ต้องมาตาย เพื่อความปลอดภัยของเธอกับเคียรา และความกระหายอำนาจของเจ้ามณฑลอุลทูร์กับบุตรชาย...

...กว่าทุกสิ่งจะจบลง...ตัวเลขของความตายจะเพิ่มขึ้นไปอีกสักเท่าใดกัน...

แต่...กระหม่อมไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะโหดเหี้ยมกว่าที่คิดท่านเบเรคเอ่ยช้าๆ อย่างลังเลหลังจากชนะพวกมันได้ พวกทหารตรวจค้นโดยรอบบ้านพักกับเรือนคนรับใช้ และพบว่า...เจ้ามณฑลถอนหายใจยาว ทิ้งเวลาออกไปอีกครู่จึงเอ่ยต่อได้ “...พวกมันฆ่าปาดคอทหารยามและคนรับใช้จนหมด ไม่เว้นผู้หญิงและเด็ก

หญิงสาวผุดลุกจากเก้าอี้ในทันที “...เป็นไปไม่ได้!

ดูลัสน่ะหรือจะทำอย่างนั้น...ฆ่าคนเป็นผักปลา ฆ่ากระทั่งคนที่ไม่เกี่ยวข้อง...

แอชลีนน์อยู่มานานจนจำหน้าของทุกๆ คนที่บ้านหลังนั้นได้...ทั้งพวกทหารยามที่ทำหน้าแปลกๆ ในทีแรกเมื่อพบว่าคุณหนูหัดขี่ม้าเหมือนผู้ชาย แต่ต่อมาก็พูดคุยให้กำลังใจและแนะนำ ลุงคนสวนผิวเกรียมแดดที่ยิ้มอวดฟันหลอ ตัดดอกไม้มาประดับแจกันให้เธอเสมอ แม่บ้านร่างเล็กที่ปัดกวาดทุกซอกมุมในบ้านอย่างพิถีพิถัน แม่ครัวร่างใหญ่ที่มักถามว่าเธอชอบกินอะไร และกินอะไรไม่ได้บ้าง...กับเด็กเลี้ยงม้าที่เป็นลูกของนาง เขาอายุแค่สิบสี่ปี

เมื่อเย็นวาน เด็กหนุ่มยังเอ่ยแสดงความยินดีที่เธอนำม้าวิ่งควบได้แล้วแท้ๆ

ท่านเบเรคแน่ใจแล้วหรือคะ ว่า...เป็นฝีมือคนของดูลัส

ชายวัยกลางคนพยักหน้าช้าๆหน่วยเรเวนคนหนึ่งเป็นคนทำ มันเป็นคนแรกที่ตรงเข้าโจมตีทหารของกระหม่อมด้วยมีดสั้นและดาบซึ่งหายไปจากศพของยามคนหนึ่ง น่าจะเป็นเล่มเดียวกับที่มันใช้ฆ่าทหารยามชุดเดิม และคนรับใช้ทั้งหมด ส่วนดาบกับมีดสั้นของตัวมันเองหายไป

เจ้าหญิงนึกขึ้นได้นั่นคงเป็นคนที่ข้าฟาดหัวสลบไป แล้วยึดดาบกับมีดของเขามา แต่ทำไมเขาถึง...

หรือเพราะเธอทำร้ายเขา เรเวนคนนั้นจึงได้ระแวงว่าคนอื่นๆ ที่นี่ก็อาจเป็นศัตรู และทำเรื่องเลวร้ายนี้ลงไป

...หมายความว่านี่เป็นความผิดของเธอ...ใช่ไหม...

กระหม่อมก็อยากทราบเช่นกันท่านเบเรครับหากไม่จำเป็น ดูลัสไม่น่าจะสั่งให้ลูกน้องฆ่าคนไม่เลือกหน้า ต่อให้เทียบกับเหตุลอบปลงพระชนม์ที่ต้องฆ่าปิดปากราชองครักษ์ทุกคนที่ร่วมทางและเรเวนทุกคนที่ร่วมปฏิบัติการ...เรื่องนี้ก็ยังนับว่าทำเกินเหตุไปมาก

เหตุเบื้องหลัง พวกกระหม่อมกำลังสืบอยู่พ่ะย่ะค่ะอาเมียร์เอ่ยขึ้นบ้างทหารอีกชุดหนึ่งตามรอยพวกของดูลัสไปแล้ว พบว่าพวกนั้นรีบเดินทางไปยังพรมแดน เราได้ประสานงานไปทางด่านแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ไม่มีรายงานการพบ เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะลอบออกไปทางป่า

หมายความว่ายังช่วยเคียรากลับมาไม่ได้สินะแอชลีนน์ขมวดคิ้วอย่างกังวลข้าหวังว่าดูลัสคงจะไม่ทำร้ายนาง อย่างน้อยเขาคงพานางกลับไปหาท่านน้า...ท่านผู้สำเร็จราชการ แบบนั้นอาจจะดีแล้วก็ได้

หากดูลัสไม่รู้ว่าเคียราหักหลังแผนการของเขา หญิงสาวก็คงจะปลอดภัยดี

...แต่เคียราก็ได้รู้เรื่องลอบปลงพระชนม์จากเธอไปแล้ว เกิดดูลัสรู้ความจริงข้อนี้...

ดูลัสจะฆ่าเคียราปิดปากด้วยไหม

การครุ่นคิดของเจ้าหญิงสะดุดลง เมื่อเธอเหลือบเห็นเจ้ามณฑลกับที่ปรึกษากำลังแลกสายตากันอย่างเคร่งเครียด

มีอะไรหรือเปล่าคะหญิงสาวอดถามไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ข้าควรรู้อีกหรือเปล่า

ท่านเบเรคพยักหน้าน้อยๆพ่ะย่ะค่ะ...แต่อาจจะไม่น่าฟังนัก

ว่ามาเถอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องจำเป็นแอชลีนน์บังคับตนเองให้นั่งลงอีกครั้ง พร้อมกับอดคิดขื่นๆ ไม่ได้ว่าหมู่นี้เธอได้ยินเรื่องไม่น่าฟังมามากจนไม่มีสิ่งใดเกินจะรับอีกแล้วกระมัง

ทว่าเจ้าหญิงยังไม่วายรู้สึกหลังจากได้ยินแล้วจริงๆ ...ว่าตนคิดผิดไปแท้ๆ

ในครัวมีขวดยาเล็กๆ วางทิ้งอยู่ น่าจะเป็นยาที่ดูลัสตั้งใจถวายให้พระองค์เจ้ามณฑลประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน ท่าทางเหมือนลำบากใจกระหม่อมให้หมอตรวจสอบดูแล้ว ในนั้นมียาสองขนานผสมกัน เป็นยานอนหลับอย่างแรง และ...ยาที่ทำจากผลราคะกับแมนดราโกรา

ผลราคะกับแมนดราโกรา?”

ผลราคะเป็นยา...ปลุกกำหนัดพ่ะย่ะค่ะ ส่วนแมนดราโกราทำให้มึนเมา เห็นภาพหลอนว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหน้า...คือคนที่ตนปรารถนาท่านเบเรคอธิบายต่อ

แอชลีนน์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ไม่ใช่ด้วยความเขินอาย...แต่เป็นโทสะ เธอขบฟันและกำมือแน่น

หมายความว่า...ดูลัสตั้งใจล่วงละเมิดเธอจริงๆ ...เพื่อบีบบังคับให้ยินยอมเสกสมรสหรือ

เจ้าหญิงรู้ว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะโกรธ แต่เวลานี้ตัวเธอเองไม่เป็นไร ...ที่น่าเป็นห่วงคือคนที่ดื่มยานั้นเข้าไปแทนมากกว่า จึงได้ตั้งคำถามแล้วเคียราจะเป็นอะไรหรือเปล่า

ยาจำพวกนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ทิ้งเอาไว้ก็จะหมดฤทธิ์ไปเอง หรือมิเช่นนั้นก็มีวิธีเร่งให้ถอนฤทธิ์ยาเร็วขึ้น กระหม่อมเพียงแต่ต้องการกราบทูล เพื่อให้ทรงระวังจุดประสงค์ของเขาพ่ะย่ะค่ะ

หญิงสาวทอดสายตาลงมองโต๊ะไม้ ไม่อาจคลายความกังวลกับคำบอกนั้น

เคียราอาจไม่มีอันตรายถึงตายก็จริง แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าไม่มีอันตรายโดยสมบูรณ์ไม่ใช่หรือ หากอดีตราชองครักษ์ของเธอใช้นางกำนัลสาวเป็นตัวแทน หรือเกิดเหตุผิดพลาดอันใด...

มาถึงขั้นนี้ กระหม่อมคิดว่าเราคงไม่อาจเจรจากับทางนั้นได้อีกท่านเบเรคพูดต่อไปกระหม่อมจะส่งสารลับไปยังท่านผู้สำเร็จราชการ เปิดเผยเหตุเบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์ แล้วรอดูว่าท่านจะให้คำตอบอย่างไร ในระหว่างนี้ขอเชิญเสด็จกลับไปประทับที่จวนก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ

ค่ะแอชลีนน์พยักหน้าโดยไม่คัดค้าน กระนั้นยังนึกถึงอีกเรื่อง “...แล้ว...เรื่องคนตายล่ะคะ ข้าจะช่วยอะไรได้บ้างไหม

ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ แต่ทรงวางพระทัยเถิด กระหม่อมเปิดเผยความจริงต่อญาติพี่น้องของพวกเขาไม่ได้ คงต้องบอกไปว่าเป็นฝีมือของกองโจรหรือมือสังหาร แต่กระหม่อมก็จะชดเชยให้กับครอบครัวของพวกเขาอย่างเต็มที่ ส่วนศพของนักรบเรเวนทั้งสอง เราจะส่งกลับไปยังอุลทูร์ เขาก็คงอยากได้คนของตนคืนเหมือนกัน

ค่ะเจ้าหญิงได้แต่รับเรียบๆ เช่นเดียวกับที่รับคำพูดต่อมาของท่านเจ้ามณฑล ว่าจะจัดรถม้าให้เธอรีบกลับไปพักผ่อนที่จวน

เหตุการณ์ทุกอย่างพลันทวีความรุนแรงขึ้น จนเธอรู้สึกเหมือนกับตนเองทำอะไรไม่ได้เลย

...นอกจากปล่อยให้คนอื่นๆ จัดการตามที่ควรทำ และรอคอย

 

ท่านเชื่อว่าเป็นฝีมือของมาดายอย่างนั้นหรือพระมหาเถระลูเธียนตั้งคำถาม

อาเมียร์พยักหน้า ขณะที่มาลิอากับรูอาร์ค เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนยังคงเงียบเฉยอยู่

เย็นย่ำแล้ว ทั้งสี่อยู่ในบ้านพักหลังหนึ่งซึ่งเป็นที่ซ่อนของชายหนุ่มผมแดงในเมืองเคนมารา และเหมาะที่จะใช้หารือเป็นการลับ

ดูลัสไม่มีเหตุผลให้ฆ่าคนพวกนั้น แล้วนักรบเรเวนที่ถูกแอชตีหัวสลบไปจะลุกขึ้นมาฆ่าทหารยามที่จับไว้กับคนรับใช้ทั้งบ้านทำไมหากเจ้านายไม่สั่ง เรื่องนี้มันแปลกเกินไป

ข้าก็ว่าอย่างนั้น ได้ยินว่าพวกเรเวนทำได้ทุกอย่างที่นายสั่งจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เอิกเกริกอย่างนี้รูอาร์คพูดขึ้นบ้างแต่ก็นั่นแหละ เป็นข้ายังคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าดูลัสมันจะทำถึงขั้นเล่นยาปลุก มันอาจจะอยากได้เจ้าหญิงเจียนคลั่ง เลยบ้าจนไม่เกี่ยงวิธีการแล้วก็ได้

ยาปลุกนั่น อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ของมาดายด้วยก็ได้เจ้าชายแห่งความมืดแย้งหากว่ามันครอบงำเรเวนคนนั้นให้ฆ่าคนได้ แล้วทำไมจะหาขวดยามาวางไว้ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่ามันต้องการให้สถานการณ์ระหว่างเรากับดูลัสเลวร้ายลง

พูดง่ายๆ คือเสี้ยมให้เราตีกันเร็วขึ้นมาลิอาเอ่ยด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายของถนัดของพวกมนตร์มืดนักละ

งั้นมันก็อยากให้เกิดสงคราม เลยไปถือหางพวกดูลัส ไม่สิ...หลอกใช้พวกนั้น เพื่อที่จะได้หาทางกลืนกินอาเมียร์ในการต่อสู้ได้ง่ายๆ สินะรูอาร์คสันนิษฐานได้ตรงกับใจของชายหนุ่มผมดำ

ข้าคิดว่าใช่ อีกอย่างคือหากเกิดสงคราม โอกาสที่ข้าจะได้แต่งงานกับแอชจริงๆ จะเพิ่มขึ้น และมาถึงเร็วขึ้นอาเมียร์ออกความเห็นเมื่อเทียบกับแอชขึ้นครองราชย์ด้วยตนเอง ส่วนข้าพยายามสร้างผลงานเพื่อให้พวกขุนนางยอมรับ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

แล้วเรื่องยานั่นล่ะรูอาร์คติงถ้ามันอยากให้เจ้าหญิงเปี๊ยกลงเอยกับเจ้า แต่นางตกเป็นของดูลัสเพราะยานั่น มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยรึ

เป็นไปได้ว่ามันวางแผนเผื่อไว้สองทางชายหนุ่มผมดำลุกขึ้นเดินวนไปมาช้าๆหนึ่ง แอชถูกพาตัวไป และตกเป็นของดูลัสเพื่อเร่งให้เกิดการเสกสมรส แต่หากเป็นอย่างนั้น แอชต้องเกลียดชังดูลัสแน่นอนและจะไม่วางเฉย หากท่านผู้สำเร็จราชการกับขุนนางอื่นๆ รู้ ภาพลักษณ์ของดูลัสอาจย่อยยับ ยิ่งหากแฟคท์นาถูกเปิดโปง สองพ่อลูกจะเสียความชอบธรรมและการสนับสนุนไปแทบหมดสิ้น

แต่แบบนี้เจ้าหญิงเปี๊ยกจะแต่งงานกับเจ้าได้อย่างไรรูอาร์คตั้งคำถามอีกครั้ง

เป็นไปได้ว่าทัมมุซอีกคนในร่างของมาดายจะไม่สนใจเรื่องนั้นมาลิอาเอ่ยขึ้นบ้างผู้หญิงที่จะให้กำเนิดเด็กที่มีมนตร์มืด ยิ่งเคยเจ็บปวดแปดเปื้อนเท่าไร ก็จะได้ลูกที่มีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น ในเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างนี้ ต่อให้ดูลัสได้ครอบครองเจ้าหญิงจริงหรือไม่ ทัมมุซก็คงขอเพียงตัวเองได้มีลูกกับเจ้าหญิงหลังจากนั้น ไม่สิ...อาจไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ถ้าเขาคิดจะตั้งตัวเป็นราชันอมตะของอาณาจักรนี้ แค่ฆ่าดูลัสได้แล้วเสกสมรสกับเจ้าหญิง ขึ้นครองราชย์ก็เป็นอันจบ

อาเมียร์ลอบกัดริมฝีปาก สองมือที่ประสานกันอยู่ข้างหลังบีบแน่น

แอชเชื่อมั่นว่าทัมมุซอีกคนหนึ่งจะไม่เอาชีวิตหรือทำร้ายเธอ แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกลับยืนยันว่าหญิงสาวอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงเพียงไร

บางที...ข้าอดกลัวไม่ได้ว่ามันจะใช้มนตร์ย้ายไปเข้าร่างของดูลัสหรือเปล่า หากเป็นอย่างนั้นก็จะเข้าใกล้แอชได้ง่ายกว่ามาดาย หลังจากนั้นก็รอดูว่ามันจะยึดร่างของข้าไป หรือยึดไว้แค่คัมภีร์อนธการและฆ่าข้าเสียเจ้าชายแห่งความมืดลงความเห็น

ข้าคิดว่าถ้าชั่วคราวก็อาจเป็นไปได้แม่มดดำแย้งการใช้มนตร์ย้ายร่างต้องใช้พลังมาก ใช่จะอยากทำเมื่อไรก็ได้ จากการตายที่เกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าทัมมุซต้องการดูดกลืนวิญญาณให้ได้มากๆ เพื่อที่จะเพิ่มพลังของตนเอง ถึงได้พยายามก่อสงคราม หากใช้ร่างของดูลัสสะดวกกว่าร่างของมาดาย มันก็คงจะย้ายร่าง แต่เพียงแค่ชั่วคราว เพราะโดยพื้นฐานแล้วร่างของท่านที่เป็นบุตรแห่งอสุรเทพมีศักยภาพในการใช้พลังมากที่สุด ต่อให้อยู่ในร่างอื่น ก็ใช้อำนาจของคัมภีร์ได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่า

อาเมียร์พยักหน้ารับและพูดต่อไปเมื่อทุกคนยังเงียบอยู่เมื่อครู่ข้าพูดถึงแผนทางแรกไปแล้ว ส่วนแผนที่สอง แอชไม่ถูกพาตัวไปในเวลานี้ แต่มาดายสร้างสถานการณ์ให้ต่างฝ่ายมีคนบาดเจ็บล้มตาย ให้ทางเราค้นพบขวดยานั้น และไม่หวังประนีประนอมกับดูลัสอีกต่อไป

อืม...แบบนี้ข้าก็พอเห็นว่าเราตกลงมาในเส้นทางที่สอง แต่ก็เท่ากับว่าทางดูลัสกับพ่อมันยังรักษาความน่าเชื่อถือในวงกว้างได้อยู่...แม้จะไม่ต้องแลกกับเจ้าหญิงเปี๊ยก

และหากเกิดสงครามขึ้นในสภาวะนี้ จะต้องยืดเยื้อยาวนานขึ้นแน่ชายหนุ่มผมดำรับเมื่อได้รับสารจากท่านเบเรค ข้าคิดว่าท่านผู้สำเร็จราชการย่อมต้องการหลักฐาน เราต้องนำตัวเนอร์กุยมาให้ปากคำให้ได้

ถ้าอย่างนั้น ข้าจะขอลุงกระรอกน้ำตาลไปชอร์ซาเองรูอาร์คพยักหน้าแม่หมอซานากับคนรักของนางคงยังไม่ลืมข้าหรอกกระมัง ส่งข้าไปคุยกับพวกเขาไม่น่าจะยาก

อาเมียร์ขมวดคิ้วแต่เจ้ายังไม่หายดี...

ไม่หายดีอะไร ข้าเบื่อโดนกักบริเวณเต็มทีแล้ว เพิ่งได้ของดีจากพระมหาเถระมายกแผงแบบนี้ มาดายก็มาดายเหอะว่ะ

ชายหนุ่มพูดพลางเปิดเสื้อกั๊กให้เห็นมีดซัดที่เสียบไว้กับช่องลับในเสื้อเป็นแนวไม่ต่ำกว่าห้าเล่ม ก่อนจะชักมีดสั้นคมสีเงินเงางามที่เข็มขัดออกมาควงเล่น จนคนที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้มอบของดีให้ถอนหายใจ

มันใช้แทงพวกของมาดายตายในทีเดียวไม่ได้หรอก อย่าลำพองไปนักเลย ข้าทำไว้ให้เผื่อเสียบแล้วหนีเท่านั้นลูเธียนพูดเสียงเรียบสนิทขืนทะเร่อทะร่าปักหลักสู้กับพวกเงาดำ ระวังคราวนี้จะตายจริง

รูอาร์คส่งสีหน้าซังกะตายใส่อาเมียร์ในทันที ก่อนจะเก็บมีดเข้าฝักอย่างเงียบๆ โดยไม่วายบ่นอุบรอให้ข้าเกิดมามีเวทมนตร์บ้างเหอะ

เจ้าชายแห่งความมืดได้แต่ยักไหล่พร้อมกับยิ้มตอบเจื่อนๆ แล้วเสมองแสงแดดสีส้มแดงนอกหน้าต่างใกล้ค่ำแล้ว เราแยกย้ายกันไปก่อนเถอะ ข้าจะพารูอาร์คไปส่งที่จว แล้วกลับไปกับมาลิอา ท่านลูเธียนกลับอารามเองได้ใช่ไหม

ข้าว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการฆ่าข้าในตอนนี้หรอก อย่าห่วงเลย นี่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะดึงซาเกรดา โซล เข้ามาร่วมวงไพบูลย์นักบวชในคราบชาวเมืองธรรมดาลุกจากเก้าอี้ฝากท่านดูแลสาวน้อยบอบบางของเราดีๆ ด้วยแล้วกัน

ข้าว่าข้าอึดกว่าเจ้านะ...ในหลายๆ แง่” ‘สาวน้อยบอบบางตอบทันควัน

ในเมื่อยังไม่ได้พิสูจน์ เจ้าจะรู้ได้อย่างไรนักบวชตอบหน้าตายเช่นเดิม

เช่นนั้นก็มาให้ข้าพิสูจน์เสียคืนนี้เลยสิ ท่านนักบวชเจ้าขามาลิอาทอดเสียงหวาน จนรูอาร์คเหล่มองอาเมียร์และกลอกตา พึมพำไร้เสียงว่าน่าอิจฉาเป็นบ้า

อะแฮ่ม คนตาบอดน่ะหูดีกว่าคนตาดีนะแม่มดดำเลื่อนดวงตาที่มองไม่เห็นมาทางชายหนุ่มผมแดงในทันที ก่อนจะย่างเท้าเข้ามาใกล้เขาอย่างยั่วเย้าจะอิจฉานักบวชตายด้านนี่ไปทำไมหือ เด็กน่ารักอย่างเจ้าพูดแค่คำเดียว ข้าก็พร้อมจะไปด้วยถึงไหนต่อไหนแล้ว...แต่หลังจากนั้น เจ้าไปปรับความเข้าใจกับแม่กระต่ายขี้หึงนั่นเองก็แล้วกัน

ง่า...ไม่ละขอรับ ท่านแม่มดทรงเสน่ห์ ข้ามิบังอาจๆรูอาร์คยกสองมือขึ้นแบหราอย่างจำนน

อาเมียร์อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ และตัดบทว่าควรรีบกลับกันเสียที

สถานการณ์ยังไม่สู้ดี แต่เขากลับอุ่นใจที่ยังมีเพื่อนร่วมคิด ร่วมให้กำลังใจกันเช่นนี้

 

“‘สื่อกลาง’...อย่างนั้นหรือมาลิอาพึมพำขณะนั่งบนหลังม้าข้างหน้าอาเมียร์ ซึ่งวิ่งไปตามเส้นทางที่ขนาบข้างด้วยท้องทุ่ง หลังจากส่งรูอาร์คที่จวนของเจ้ามณฑลแล้ว

ใช่ ท่านคิดว่าอย่างไรชายหนุ่มย้ำคำถามเดิมข้าจะมอบมันให้แอชดีไหม

ในแง่ความสะดวก ข้าก็เข้าใจหรอกนะเด็กสาวตาบอดพยักหน้าช้าๆแต่มันอาจจะนำอันตรายมาสู่ตัวท่านเองได้

ข้ารู้

แต่ยังรู้ไม่สิ้นหรอกแม่มดดำบอก “‘สื่อกลางจะทำให้เจ้าหญิงสามารถติดต่อกับท่านได้ในทันที อีกทั้งบ่งบอกที่อยู่ของนางกับท่านเสมอก็จริง แต่มันก็เหมือนกับการเอาหัวใจออกมาอยู่นอกร่างกาย ศัตรูจะเข้าถึงตัวท่านได้ง่ายขึ้น ยิ่งไม่นับว่ามาดายอาจจะพยายามชิงมันไปจากเจ้าหญิงด้วย

ข้าเกรงว่ามันพยายามชิงตัวแอชก่อนสื่อกลางของข้าเสียอีกนะ

ก็จริงมาลิอารับเรียบๆว่าแต่ท่านตั้งใจจะมอบอะไรเป็นสื่อกลางให้นางล่ะ

ของที่ข้ามอบให้ท่านคราวนั้น

นี่ยังเก็บไว้อยู่หรือเด็กสาวแหงนหน้าขึ้นมองเขาในทันทีทำไมไม่เผาทิ้งตามที่ข้าบอก

“...ข้าไม่แน่ใจ คิดอยู่ว่าจะมอบให้แม่หรือใครเก็บไว้ดีไหม

แม่มดดำโคลงศีรษะทันควันจำพวกของดูต่างหน้า...อย่างนั้นสินะ ทำอะไรเป็นลางร้ายไปได้

เสด็จพ่อเคยบอกว่าเส้นผมเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ต่อให้ตัดแล้ว ข้าเลยยังอยากเก็บไว้ ไม่อยากทำลายหรือทิ้งไปเฉยๆ

ก็ถูกมาลิอารับชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม เลือด เล็บ ถือว่ามีเศษเสี้ยวของวิญญาณหรือพลังชีวิตของคนคนนั้นอยู่ และคนที่มีเวทมนตร์ก็สามารถเรียนรู้วิธีที่จะบังคับควบคุมพลังพวกนั้น ข้าถึงได้อยากให้ท่านระวังตัว ไม่ปล่อยให้ของของตัวเองตกไปอยู่ในมือของศัตรูนั่นอย่างไร

แต่ความปลอดภัยของแอชต้องมาก่อน

แม่มดดำนิ่งไปครู่หนึ่งจึงได้หัวเราะสั้นๆในเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องถามความเห็นจากข้าเลยนี่

“...ข้าขอโทษ

ไม่หรอก ท่านไม่ได้ผิดอะไร ข้าเข้าใจ พลังในตัวท่านสูงกว่าข้าเสียอีก เกิดเรื่องอะไรมาก็ป้องกันตัวเองได้อยู่แล้ว ถ้าข้ามีคนที่รักและเป็นห่วงอย่างท่าน ก็คงจะฝากส่วนหนึ่งของตัวเองไว้กับคนคนนั้นเหมือนกันเด็กสาวตาบอดเหลียวมาส่งยิ้มให้เขาให้ของขวัญผู้หญิงสักชิ้นก็ดี แต่ถ้าจะให้ดีกว่า...ต้องให้แบบห่อของขวัญสวยๆ งามๆ อย่าตัดฉับเดินส่งมาทื่อๆ แบบตอนที่ข้าขอล่ะ ดีไม่ดี นางนึกว่าเป็นขนแผงคอม้า...ข้าจะหัวเราะให้ฟันหักตามเจ้ากระรอกนั่นไปอีกคน

ขะ...ข้ารู้แล้วละน่า

มาลิอาหัวเราะออกมาจริงๆ และหัวเราะยาวนาน ท่ามกลางยอดหญ้าที่ยังคงไหวสะบัดตามลมเช่นทุกๆ วัน

แม้ว่าบางที...อาเมียร์สังหรณ์ใจว่ากลไกบางอย่างที่ตนมองไม่เห็นได้เริ่มหมุนเปลี่ยนไปแล้ว

อีกทั้งแม่มดดำยังรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร

 

ช่วงเวลาของการเดินทางผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ดูลัสกลับพบตนเองอยู่ในจุดสิ้นสุดของวันโดยไม่รู้ตัว

ระหว่างทางมีแต่การขี่ม้า กระทั่งหยุดพักดื่มน้ำกินอาหารครั้งหนึ่งยังไม่เกินสิบห้านาที ยังดีที่เส้นทางในป่านำพวกเขาออกจากมณฑลยาร์ลาธได้โดยไม่ต้องปะทะกับทหารตรงด่านผ่านแดน และเมื่อตกเย็นหมู่นักรบก็เข้าเขตมณฑลหลวง ตั้งค่ายพักแรมบนเนินทุ่งร้าง รอให้ทั้งคนและม้าฟื้นกำลังเสียก่อน แล้วจึงจะเดินทางต่อไปจนถึงพระราชวังหลวงในวันรุ่งขึ้น

เคียรายังไม่ฟื้น ทุกครั้งที่หยุดพัก ฟีอาคราจะนำใบยาแห้งบางอย่างมาผสมน้ำ คั้นกรองผ่านผ้าขาวบาง แล้วค่อยๆ รินลงในปากของเธอ ดูลัสไม่กล้าถามว่านั่นเป็นยาอะไร แต่หญิงสาวก็หลับสนิทมาตลอดทางจนถึงเวลานี้

ดูลัสซึ่งช่วยก่อไฟและดูแลม้าเช่นเดียวกับนักรบเรเวนคนอื่นๆ เพิ่งได้พักกินอาหารอย่างสบายแทบเท่าคนปกติในครั้งแรกของวัน และกำลังคิดจะไปนอนพักพอดีเมื่อหัวหน้าหน่วยเรเวนลุกจากที่นั่งข้างๆ ร่างของเคียรา โดยสั่งให้เกอร์มอนเข้าไปเฝ้าเธอแทน

ข้ามีเรื่องต้องพูดกับท่าน

ชายหนุ่มสังหรณ์ว่านั่นเป็นเรื่องไม่สู้ดี แต่เขาก็ทำได้เพียงจำใจรับและปล่อยให้ชายผู้มากวัยกว่าเดินนำไปจนกระทั่งพ้นรัศมีที่คนอื่นๆ ในกลุ่มจะได้ยิน แต่ไม่ไกลเกินจนลับสายตา

ท่านได้ยานั้นมาจากไหน

ดูลัสกลืนน้ำลายฝืดๆมีคนให้ข้ามา เขาบอกว่าเป็นยานอนหลับ กับ...ยาที่ทำให้รักคนคนแรกที่ผู้ดื่มตื่นขึ้นมาพบ

ฟีอาคราเลื่อนสายตาคมกริบมามองเขา แลดูประหลาดใจเพียงแวบเดียวก็กลับเป็นคาดคั้นท่านเชื่อที่คนคนนั้นบอกหรือ

ขะ...ข้าหาหนูมาทดลองยาแล้ว พบว่ามันเป็นยานอนหลับจริงๆ และไม่มีอันตรายถึงตาย จึงได้นำมาใช้

นายน้อยชายวัยกลางคนเรียกอย่างเคร่งขรึมข้าไม่คิดว่าลูกของกริฟฟอนแห่งภูผาจะเชื่อเรื่องเหลวไหลที่ว่ามียาเวทมนตร์ทำให้ใครรักกันโดยแรกเห็นได้เลย

ชายหนุ่มก้มหน้าลงกำมือแน่น ขณะที่ผู้เป็นอาจารย์พูดต่อไปข้าไม่แน่ใจนักหรอก แต่ดูจากอาการของนาง นั่นเป็นยามอมและปลุกกำหนัด

ดูลัสรู้สึกถึงคลื่นความพะอืดพะอมที่ปั่นป่วนในท้อง

เอาเถิด ข้าเชื่อว่าท่านไม่ทราบ แต่ใครนำยานี้มาให้ท่าน เขาตั้งใจหรือรู้ไหมว่าท่านจะใช้มันทำอะไร

ขะ...ข้าบอกไม่ได้ชายหนุ่มรังเกียจตนเองที่ได้แต่พูดตะกุกตะกักแต่...ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้ ข้าเพียงแต่คิดว่าถ้าเจ้าหญิงทรงรักข้า...ไม่ใช่คนทรายนั่น ทุกสิ่งจะเรียบร้อยดี

แล้วหากผู้ถูกมอมยาคือเจ้าหญิง ท่านจะทำอย่างไรเสียงถามของฟีอาครายังคงเรียบเฉย ผิดกับใจของผู้ถูกถามหากแผนการหนีเรียบร้อยดี ท่านได้อยู่กับเจ้าหญิงเพียงลำพัง ในเวลาที่พระองค์ทรงละเมอหาคนทรายนั่นด้วยฤทธิ์ยาเล่า

ดูลัสไม่อาจตอบ

เขาเองก็สงสัยข้อนั้นเช่นกัน

ชายหนุ่มถูกเลี้ยงมาอย่างนักรบและสุภาพบุรุษ ถูกปลูกฝังให้ให้เกียรติสตรี ทว่าในชั่วครู่ที่ปรารถนาในพระวรกายของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ความคิดอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะละลายเหือดหายไปเสียหมด เหลือเพียงต้องการให้พระองค์เป็นของเขา...เป็นของเขาเพียงผู้เดียว

ไม่ใช่ของคนทรายนั่น...แค่เผลอนึกถึงเมื่อครู่ที่พระองค์ทรงกอดและจุมพิตมันขึ้นมา ดูลัสก็อยากลบล้างสัมผัสของมันไปจากริมพระโอษฐ์และพระวรกายด้วยทุกวิถีทาง

ต่อให้ต้องหักหาญขืนพระทัยของพระองค์ ด้วยกำลัง ด้วยเล่ห์กล...เขาก็พร้อมจะทำเช่นนั้นหรือ

เขาเองก็มีโฉมหน้าดำมืดเหมือนกับท่านพ่อหรือ...ท่านพ่อที่เป็นต้นเหตุของพระศพขาวโพลนขององค์ราชินีซึ่งยังคงติดตาเขาจากวันนั้น

ดูลัสเสมองไปอีกทาง เขาพยายามกลั้นความร้อนผ่าวไม่ให้รินหลั่งจากดวงตา

เอาเถิด นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้นการหาคำตอบย่อมไม่จำเป็น เราควรมองไปข้างหน้ามากกว่าเบื้องหลังหัวหน้าหน่วยเรเวนกลับสรุปเสียเอง

ชายหนุ่มลอบระบายลมหายใจ แต่เพียงไม่นานที่นึกว่าช่วงเวลาอันน่าอึดอัดคงจบสิ้นลงแล้ว...ฟีอาคราก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเรื่องที่ข้าต้องการถาม

เรื่องอะไรอีกหรือเขาตอบรับทั้งๆ ที่รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย

สิ่งที่เจ้าหญิงพูด...เกี่ยวกับบิดาของท่าน

ดูลัสเพิ่งอยากให้สังหรณ์ของตนผิดพลาดในครั้งนี้เอง

ข้ารู้ว่าเราควรมองไปข้างหน้ามากกว่าเบื้องหลัง แต่ข้ามีสิทธิ์ที่จะทราบความจริงเกี่ยวกับนายที่ข้าสาบานจะภักดี หัวหน้าหน่วยรุ่นก่อน และพี่น้องที่ตายไปในเหตุเรือล่มไล่เลี่ยกับครั้งนั้นไม่ใช่หรือนัยน์ตาสีฟ้าเทาจ้องตรงมาราวกับกรงเล็บของนักล่า ตะปบผู้ตกเป็นเป้าสายตาให้ไม่อาจหลบหนีท่านแฟคท์นากระทำเรื่องนั้นลงไปจริงๆ หรือ เจ้าหญิงจึงได้นำมาเป็นเงื่อนไขในการถอนหมั้น และท่านก็เลือกวิธีนี้เพราะไม่อาจปฏิเสธ

ชายหนุ่มกลั้นหายใจ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงได้พยักหน้า

ไม่มีคำตอบจากฟีอาคราอยู่เป็นนาน

ข้า...ข้าเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ท่านพ่อยังไม่รู้ว่าข้ารู้สุดท้าย ดูลัสก็ตัดสินใจสารภาพข้ากลัว...ว่าหากท่านพ่อรู้ว่าเจ้าหญิงทรงทราบแล้ว...พระองค์จะทรงตกอยู่ในอันตราย พระองค์ตรัสบอกข้าว่าไม่อยากให้เกิดสงคราม แต่หากท่านพ่อรู้...จะต้องเกิดสงครามขึ้นแน่

นายน้อย สิ่งที่ท่านทำก็คือการก่อสงครามเช่นกันเสียงของชายวัยกลางคนยังคงเรียบเฉยอาจร้ายแรงยิ่งกว่าหากท่านแฟคท์นาทราบความจริงด้วยซ้ำ

แต่ข้ามองไม่เห็นทางอื่นอีกแล้ว!ชายหนุ่มสั่นศีรษะแรงๆ พร้อมกับใช้หลังมือปาดหยดน้ำตาที่เผลอเล็ดลอดออกมาไปโดยเร็วข้ารู้...เจ้าหญิงทรงรักคนทรายนั่น แต่มันเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรท่านพ่อก็ไม่มีวันยอมปล่อยพระองค์ไป เขา...เขาทำถึงขั้นนี้แล้ว! ข้าผิดหรือ...ข้าผิดด้วยหรืออาจารย์ ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย เวลานั้นข้าตั้งใจช่วยชีวิตพระองค์จริงๆ ข้าฝึกฝนตนเองมาตลอดเพื่อให้คู่ควรกับพระองค์ แล้วจู่ๆ มันก็เข้ามา...ไม่มีชาติตระกูล...ไม่อยู่ในฐานะที่จะเสกสมรสกับพระองค์ได้ แต่มันก็ได้ความรักของพระองค์ไป! ข้ากับมันต่างกันตรงไหนหรือ!

ฟีอาครามองเขาด้วยสายตาที่ยากจะบอกความหมายพร้อมกับพูดเคร่งขรึมท่านจะอนุญาตให้ข้าพูดตามตรงไหม นายน้อย

ดูลัสกะพริบตา เขายิ่งหวาดหวั่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่กระนั้นก็ยังพยักหน้า

หากเจ้าหญิงเป็นเหมือนนก ท่านก็คือคนที่เห็นว่านางเป็นนกหงส์หยก ท่านต้องการเก็บนางไว้ในกรงทอง ดูแลทะนุถนอมไม่ให้เผชิญอันตราย ท่านกลัวว่าแม้แต่แมวหรือหนูเพียงตัวเดียวก็อาจทำร้ายนกนั้นได้ จึงไม่ยอมให้นางออกไปจากกรง หรือแม้แต่จะลับสายตาของตน

ชายหนุ่มหลับตาลง แม้จะไม่อาจปิดกั้นคำพูดของชายผู้มากวัยกว่า

แต่เจ้าหญิงไม่ใช่นกหงส์หยก นางเป็นชาติเหยี่ยว ท่านไม่อาจขังเหยี่ยวไว้ในกรงทองได้หรอก ขืนทำ มันก็มีแต่จะจิกตีท่านและบินหนีทันทีที่สบโอกาส ท่านจำไม่ได้หรือนายน้อย...เมื่อฝึกเหยี่ยว เราจำเป็นต้องปล่อยให้มันบินจากไป โดยทำใจไว้ว่ามันอาจจะกลับมาหรือไม่กลับมาก็ได้ เหยี่ยวบางตัวก็รักเสรีจนไม่อาจถูกกักขังเช่นนี้เอง

คนทรายนั้นเป็นอย่างคนฝึกเหยี่ยว เขารู้ว่าเขาต้องปล่อยเหยี่ยวไป และหากเหยี่ยวนั้นเป็นของเขา นางจะบินกลับมาหาเขาเอง เขาไม่กลัวว่าเหยี่ยวนั้นจะไม่กลับมา หรือจะเป็นอันตรายใดๆ เพราะคนฝึกเหยี่ยวต้องเชื่อใจเหยี่ยวของตน

เหยี่ยวหรือ...ใช่ ครั้งหนึ่งดูลัสเคยได้รับลูกเหยี่ยวขาวตัวเล็กเป็นของขวัญจากท่านพ่อ ฟีอาคราเป็นคนช่วยเขาฝึกสอนมัน อาจารย์อยู่กับเขาที่สวมถุงมือหนัง ให้ลูกเหยี่ยวซึ่งสวมปลอกติดสายหนังทนทานที่ข้อเท้าและสวมหมวกปิดบังดวงตาเกาะไว้ ในขณะที่เด็กหนุ่มเดินวนไปมานานเป็นชั่วยามนับหลายวัน พลางค่อยๆ ป้อนเนื้อชิ้นเล็กให้มันกินบนถุงมือเพื่อให้ลูกเหยี่ยวเกิดความคุ้นชิน

แต่เมื่อถึงเวลาปล่อยมันออกล่าเหยื่อเป็นครั้งแรก เจ้าเหยี่ยวขาวก็บินหายไปโดยไม่หวนกลับมาอีกเลย

ดูลัสเสียใจ แต่ฟีอาคราทำเพียงบอกสั้นๆ ว่าเหยี่ยวนั้นไม่ใช่ของเขา มันเป็นนายของตนเองและรักอิสระเกินกว่าจะยอมเป็นเหยี่ยวของมนุษย์

เด็กหนุ่มได้รับเหยี่ยวตัวใหม่ทดแทน แต่ก็ไม่ได้ฝึกสอนมันอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับตัวแรก เรียกได้ว่าแทบทิ้งให้ฟีอาคราดูแลมันอยู่เพียงลำพัง มีสิ่งที่เขารู้สึกว่าสำคัญกว่าการฝึกเหยี่ยวล่าสัตว์ซึ่งเป็นเพียงแต่กีฬาชั้นสูงของพวกขุนนาง การท่องตำรา ฝึกซ้อมอาวุธและขี่ม้า เตรียมตนเองให้พร้อมรับใช้ธีร์ดีเรและมณฑลคือสิ่งเหล่านั้น

และไม่ช้า ความทรงจำถึงเหยี่ยวนั้นก็เลือนหายไป ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดแต่อย่างใดอีก

ทว่าเจ้าหญิงไม่ใช่เหยี่ยวตัวนั้น พระองค์ไม่ได้เป็นเหมือนเหยี่ยว แต่ทรงดูบอบบางไร้เขี้ยวเล็บ เขาเห็นพระองค์มานานและใกล้ชิดผูกพันยิ่งกว่า บอกตนเองมาตลอดสามปีหลังเหตุลอบปลงพระชนม์ ว่าเขาจะเป็นทั้งองครักษ์และครอบครัวของพระองค์เอง

ดูลัสไม่อาจปล่อยพระองค์ไป แม้ในเวลานี้ก็รู้สึกว่าตนทำไม่ได้

แต่...ยังมีโอกาสสำหรับเขาอีกหรือ

แผนการล้มเหลว เจ้าหญิงทรงทราบและกริ้วโกรธ ทรงเห็นเขาเป็นคนทรยศ เป็นคนกลับกลอก ไม่ใช่คนที่รักและห่วงใยพระองค์จากใจจริง ไม่ใช่คนที่พร้อมสละชีวิตให้พระองค์ได้ทุกเมื่ออีกต่อไปแล้ว

ก็คงจะไม่มีโอกาสจริงๆ แล้วกระมัง...สำหรับลูกของคนที่สังหารนายเหนือหัวของตน หรือว่าอีกทางคือสังหารพ่อแม่กับพี่ชายของหญิงที่ตนรักอย่างเลือดเย็น

ต่อให้เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุร้ายนี้มาแต่แรก ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่เคียงข้างพระองค์มาแต่แรกเช่นกัน

เมื่อถึงเมืองหลวง ข้าจะเข้ามอบตัวและสารภาพความจริงทั้งหมดกับท่านผู้สำเร็จราชการอดีตพระคู่หมั้นตัดสินใจหากความจริงถูกเปิดเผย ข้าไม่รู้ว่าท่านพ่อจะทำอย่างไรต่อไป แต่คิดว่าท่านอาจจะไม่ยอมจำนน และก่อสงครามขึ้นมาจริงๆ ก็ได้

ฟีอาครายังคงเงียบเฉยไม่ตอบคำใด แต่เพราะรู้นิสัยของอาจารย์ดี ดูลัสจึงได้รู้ว่าการที่เขาไม่ท้วงติงเท่ากับเห็นดีด้วยแล้ว

ท่าน...จะไปจากพวกเราหรือเปล่า ท่านไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องลอบปลงพระชนม์และไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ ย่อมไม่ต้องโทษ...

ข้าเองก็เป็นเหยี่ยว นายน้อยเสียงตอบของหัวหน้าหน่วยเรเวนราบเรียบลูกเหยี่ยวกำพร้าที่ท่านแฟคท์นาเป็นผู้ฝึกและปล่อยให้บินไปด้วยตนเอง ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังบินกลับมา และจะบินกลับมาเสมอ เมื่อเหยี่ยวได้เลือกนายแล้ว มันก็จะติดตามนายไปจนถึงที่สุด ต่อให้นายของมันทำความผิดต้องโทษตาย มันก็รู้แต่เพียงว่านี่คือคนที่เป็นครอบครัวเดียวของมันเท่านั้น

อาจารย์...ดูลัสพูดได้เพียงเท่านั้น

ลมพัดยอดหญ้าไหวแสกสาก และนำพาเสียงร้องหวีดแหลมของเหยี่ยวทุ่งแว่วมาจากที่แสนไกล

ชายหนุ่มอดรู้สึกไม่ได้ว่าเสียงของมันฟังวังเวง ราวกับเสียงภูตพรายประกาศลาง ใต้แสงแดดแดงฉานยามโพล้เพล้

ราวกับจะบอกว่าชะตากรรมบางอย่างได้ดำเนินขึ้นแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #51 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 22:27
    ดูลางแล้ว ดูลัสจะถูกทัซมุมยึดร่างเร้วๆนี้แหละ

    #51
    1
    • #51-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 75)
      26 ตุลาคม 2560 / 21:30
      อันนี้ต้องรอดูกันต่อไปค่า >w<
      #51-1
  2. #50 yafi (@yafi) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 21:33
    แอบเสียดายแทนดูลัส มีอาจารย์ที่ดี แต่ดูลัสกลับเป็นศิษย์ที่รับจากอาจารย์มาได้น้อยยิ่งนัก
    #50
    1
    • #50-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 75)
      26 ตุลาคม 2560 / 21:29
      ของดูลัสนี่คงต้องเรียกว่า ความรัก (หรือความหลง?) ทำให้คนตาบอดล่ะค่ะ...
      #50-1