The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 74 : 12 - เจ้าหญิงที่หลบหนีไป "ท่านแสดงละครเก่งดีนี่"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

บทที่ ๑๒

เจ้าหญิงที่หลบหนีไป

 

ดูลัสไม่อยากเชื่อสายตาของตนเอง

ในครู่ที่ได้ยินเสียงควบม้าลึกลับจากหลังบ้านพัก เขาบอกให้นักรบทุกคนเตรียมตัวรับผู้บุกรุก...ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม

แต่ตัวเขาเองก็ถึงแก่ตะลึงงัน เมื่อเห็นรายละเอียดของร่างบนหลังม้าใหญ่ตัวนั้น ทั้งดวงหน้า แววตา และเส้นผมสีอ่อนที่ปลิวสะบัดอยู่เบื้องหลัง...

นั่นเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเจ้าหญิงแอชลีนน์!

แต่เจ้าหญิงไม่ได้อยู่กับเขาหรอกหรือ

ชายหนุ่มก้มลงมองร่างไร้สติที่ตนประคองอยู่ แล้วก็เลิกหมวกคลุมขึ้น ปล่อยเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนดุจเดียวกันให้สยายลงปรกรอบใบหน้า

ผิดกันเพียงเรือนผมนั้นหลุดติดมือเขาออกมา...กลับกลายเป็นช้องผมที่ทำจากเส้นผมจริง เผยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ซ่อนอยู่ภายใน

...เคียรา!...

ดูลัสก่นด่าตนเอง ...ทำไมเขาไม่สังเกตสิ่งเหล่านี้เลย!

เขาอยากควบม้าแล่นตามเจ้าหญิงไปในทันใดนั้น แต่ติดที่ร่างของนางกำนัลสาว พระคู่หมั้นต้องรีบสั่งให้นักรบเรเวนคนหนึ่งรับตัวเธอไปดูแล และสั่งให้อีกคนอยู่เฝ้าด้วยกัน ก่อนจะให้ฟีอาครา เกอร์มอน กับนักรบคนอื่นๆ ควบม้าไปกับเขา ตามหลังม้าสูงใหญ่ซึ่งพาเจ้าหญิงแอชลีนน์ออกไปในความเวิ้งว้างมืดมัว

หยุดม้าเถอะพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์ยังเพิ่งจะทรงหัดควบ! ทำเช่นนี้อันตรายมากนะพ่ะย่ะค่ะ!

ชายหนุ่มอดร้องเตือนไม่ได้ เขากับคนอื่นๆ คอยสังเกตการณ์ที่ประทับของพระองค์เป็นระยะๆ และล่วงรู้เกี่ยวกับการซ้อมอาวุธกับเรียนขี่ม้ามาโดยตลอด ม้าใหญ่นั้นไม่ใช่ม้าเชื่อง แต่เป็นม้าศึกเต็มตัว ต่อให้เจ้าคนทรายทำให้มันสงบเรียบร้อยได้อย่างประหลาดราวกับใช้เวทมนตร์ ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่ามันจะไม่ตื่นพยศจนทำให้ร่างเล็กๆ ของผู้ขี่ที่ยังไม่คุ้นชินตกลงมาบาดเจ็บ หรืออาจถึงแก่ชีวิต

เช่นนั้นจะไม่เป็นความผิดของเขาได้หรือ เพราะเขาเป็นคนที่ไล่ต้อนพระองค์ให้จนมุม...

...ไม่! ข้าทำทุกอย่างเพราะหวังดีต่อพระองค์ต่างหาก!...

ดูลัสกลบฝังความรู้สึกพลุ่งพล่านต่างๆ ไว้ขณะออกคำสั่งตามความคิด ที่ที่เจ้าหญิงจะหลบหนีจากพวกเขาได้คือจวนของเจ้ามณฑลยาร์ลาธซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักที่สุด รองลงมาคือเมืองเคนมารา ทหารยามที่ประตูเมืองย่อมเป็นคนของเจ้ามณฑล นอกจากคุ้มกันเจ้าหญิงแอชลีนน์แล้วยังอาจส่งกำลังคนมาไล่ล่าพวกเขา

อาจารย์! ท่านพาพวกเราอีกสองคนลัดทุ่งอ้อมไปดักก่อนเส้นทางเข้าจวน ข้ากับคนที่เหลือจะพยายามล้อมพระองค์ไว้!

ฟีอาคราเพียงแต่รับเบาๆ ก่อนจะเรียกชื่อนักรบที่ต้องการ และชักม้าของตนออกจากท้องถนน ขึ้นเนินหญ้าลับหายไปอีกทางหนึ่ง

ยังมีโอกาสอยู่...ดูลัสบอกตนเอง ม้าศึกอย่างเดสทริเยร์วิ่งทน ความเร็วก็ใช่เลว ทว่าเขากับพวกเรเวนใช้ม้าฮอบบีซึ่งมีฝีเท้าจัดและคล่องตัวกว่า มีโอกาสที่จะควบตามจนทันและดักหน้า แม้เจ้าหญิงจะทรงควบนำไปก่อนได้ครู่ใหญ่แล้วก็ตาม

อีกประการหนึ่ง เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงไม่ชำนาญเส้นทาง พระองค์ไม่เคยทรงม้าออกไปไกลจากที่ประทับ ผิดกับพวกเขาที่สืบข่าวและสำรวจหาทางหนีทีไล่โดยรอบบ้านพักหลังนั้นจนทะลุปรุโปร่งในเวลาหลายวันที่ผ่านมาเพื่อปฏิบัติการในครั้งนี้

ยังมีโอกาส...โอกาสซึ่งดูลัสจะปล่อยให้หลุดลอยไปไม่ได้อีก

 

เมื่อถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้าย...แอชลีนน์ภาวนาให้ตนจำไม่ผิด

หญิงสาวต้องคุมสติเป็นอย่างหนักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงตามมาข้างหลังอีกหลายตัวแม้จะไม่กล้าหันหลังกลับไป เธอได้แต่มองทางข้างหน้าซึ่งจัดได้ว่ามืดมัวจนแทบไม่เห็นอะไร แม้จะมีแสงจันทร์เกือบเต็มดวงส่องมาจากหลังม่านเมฆที่ลอยผ่านไปเป็นระยะๆ ก็ตาม

แนวป่ามืดที่อยู่เลยทุ่งออกไปช่างดูน่ากลัวและยั่วยวนไปในเวลาเดียวกัน ใจหนึ่งของเจ้าหญิงแวบขึ้นมาว่าเธอไม่ควรจะไปที่จวนแต่ตรงไปทางป่านั้นเสียดีไหม หากเข้าป่าก็คงมีโอกาสสลัดหลุดจากผู้ไล่ล่ามากขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าวิ่งบนถนนกลางทุ่งโล่งที่มองเห็นได้ชัดเจนอย่างนี้

แต่หากเข้าป่ายามค่ำมืด โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะสูงขึ้น แอชลีนน์เคยแต่ขี่ม้าในที่โล่ง อาเมียร์บอกว่าเธอต้องบังคับม้าในลานหรือทุ่งหญ้าให้ได้ดีเสียก่อนจึงจะลองหัดกับภูมิประเทศแบบอื่น ในป่ามีสิ่งที่ต้องระวังมากมาย ทั้งกิ่งไม้ระเกะระกะและพุ่มไม้หนาม จะควบไม่ดูตาม้าตาเรือไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งคาดหวังให้ม้าของตนรู้หน้าที่และนำทางไปอย่างเดียวก็ไม่ได้

ที่หมายที่ดีที่สุดและเป็นไปได้ที่สุดยังคงเป็นจวน เพียงแค่ตรงไปตามถนนสายนี้ ตรงไปเรื่อยๆ ...

แต่จู่ๆ เอ็มบาร์ก็หันหัวไปทางขวา และทำท่าจะวิ่งออกนอกถนนเสียดื้อๆ พร้อมกับพ่นลมหายใจพรืด

เอ็มบาร์! อย่าดื้อสิเจ้าหญิงพยายามเอ่ยเสียงแข็งโดยไม่โวยวาย พร้อมกับดึงบังเหียนข้างซ้ายและใช้น่องข้างเดียวกันกระทุ้งเบาๆ ให้มันหันกลับมาทางเดิม แสดงให้ม้าใหญ่เห็นว่าเธอคือจ่าฝูงที่มันต้องเชื่อฟังเราต้องไปตามทางนี้ อีกนิดเดียว...

เจ้าม้ายังพยายามขืนเอาไว้ ความเร็วของมันตกลงโดยเร็ว จนสุดท้ายก็เรียกได้ว่านิ่งสนิท (หากไม่นับอาการก้าวถอยทั้งๆ ที่แอชลีนน์กระทุ้งโกลนแรงขึ้นเรื่อยๆ) รบรากับเจ้านายที่ยิ่งร้อนรนพร้อมกับตั้งคำถามว่าตนตัดสินใจผิดหรือไม่ที่ฝากชะตากรรมไว้กับม้าที่ยังไม่คุ้นเคย

แต่เมื่อนั้นเอง สายลมก็พัดกระทบใบหน้าของแอชลีนน์

เพราะม้าหยุดวิ่งแล้ว หญิงสาวจึงรู้สึกได้ว่าแม้นั่นจะไม่ใช่ลมแรง แต่ก็ไม่ได้เบาเสียจนเธอจับที่มาไม่ถูก ทั้งจากขนแผงคอของเอ็มบาร์ ระลอกใบหญ้าในทุ่ง และเส้นผมของตนเอง

เวลานี้ทั้งสองอยู่ใต้ลม และบริเวณเหนือลมก็คือถนนที่นำไปสู่จวน

...หมายความว่า...เอ็มบาร์ได้กลิ่นอะไรบางอย่างจากเหนือลมอย่างนั้นหรือ...

เจ้าหญิงไม่แน่ใจว่าม้านั้นฉลาดขนาดบอกได้ว่ากลิ่นคนและม้าที่มันจับได้นั้นเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ที่เหนือลมอาจเป็นภัยอย่างอื่นได้ใช่ไหม เช่นสัตว์จำพวกหมาป่า...แต่พวกนี้ก็ไม่น่าจะเข้ามาในทุ่งโล่งอย่างนี้

อย่างไรก็ดี เสียงฝีเท้าม้าอื่นๆ ที่ดังใกล้เข้ามากับเสียงร้องของเอ็มบาร์ล้วนแต่บอกแอชลีนน์ว่านี่ไม่ใช่เวลาครุ่นคิด หญิงสาวพยายามกระตุ้นมันให้วิ่งต่อไปทางจวน แต่ม้าใหญ่กลับไม่ยอมทำตาม

มันเริ่มวิ่ง...แต่ไม่ใช่ในทิศทางนั้น

เอ็มบาร์ลงจากถนนดินอัดแน่นไปตามไหล่ทาง ตัดเข้าไปในท้องทุ่งก่อนจะเร่งความเร็วโดยที่นายไม่ต้องสั่ง นั่นเป็นชั่วครู่เดียวกับที่เจ้าหญิงเห็นแวบๆ ทางหางตาว่าเบื้องหน้าถนนซึ่งลาดลงไปเป็นเนินนั้นมีม้าสามตัววิ่งตรงเข้ามา

หากว่าเอ็มบาร์ยังคววิ่งตรงไปตามถนนเส้นเดิมโดยไม่เปลี่ยนทาง ก็จะปะกับม้าทั้งสามเข้าพอดีอย่างไม่ต้องสงสัย

เธอประมาทเกินไป คนอย่างดูลัสไหนเลยจะเพียงแต่วิ่งไล่ตามหลังมาอย่างทื่อๆ จนทัน เขาเดาที่หมายของเธอได้ไม่ยาก จึงได้แบ่งกำลังคนมาดักหน้ารอล้อมจับเช่นนี้

แล้วเธอควรจะหนีไปที่ไหนกันเล่า จะเข้าเมืองเคนมาราก็ยังต้องใช้ถนนสายเดียวกับที่ไปทางจวน หญิงสาวไม่รู้เส้นทางอ้อมทางอื่น และไม่อยากเสี่ยงขี่ตัดทุ่งไปโดยไม่รู้ทิศทาง

ทุ่งหญ้าบางแห่งของยาร์ลาธอาจไม่ปลอดภัยไปกว่าป่า ทุ่งร้างเวิ้งว้างเหล่านี้ไม่เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์หรือเพาะปลูก ทั้งด้วยสภาพดิน และสภาพพื้นที่ซึ่งอาจมีบึงน้ำลึกหรือบ่อโคลนซ่อนอยู่ใต้พงหญ้าสูงที่ใดก็ได้

ไปที่บ้านของอาเมียร์...ไม่ได้ ที่นั่นมีอาเมียร์เป็นผู้ชายอยู่คนเดียว เพราะช่วงนี้ท่านซิอ์บุลพาสมาชิกหน่วยรบใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาไปเข้าค่ายฝึกฝนตลอดจนทดสอบ นอกนั้นเป็นผู้หญิงกับเด็ก เธอมีแต่จะทำให้พวกเขาเป็นอันตรายไปด้วย...

ท่านซิอ์บุล!

แอชลีนน์เพิ่งนึกได้ ค่ายของท่านซิอ์บุลเองก็อยู่ไม่ไกลไม่ใช่หรือ...ถึงอาเมียร์จะไม่เคยพาเธอไป แต่เขาก็เคยชี้บอกที่ตั้งให้ในแผนที่แล้ว ดูเหมือนค่ายนั้นจะอยู่เลียบแม่น้ำอีกสายที่ไหลแยกออกมาจากแม่น้ำลากัน แม่น้ำสำคัญของมณฑล

หมายความว่าถ้าเธอขี่ม้าเลียบแม้น้ำลากันที่อยู่ไม่ห่างไปจนกระทั่งพบแม่น้ำแยกแล้วเลี้ยวตาม ก็จะไปถึงค่ายทหารนั้นได้

น่าจะได้...ใช่ไหม หญิงสาวรู้สึกเหมือนจุดหมายนั้นต้องย้อนกลับไปเป็นระยะทางพอสมควร กระทั่งม้าเดสทริเยร์ก็ไม่ควรควบเต็มฝีเท้าติดต่อกันนานถึงเพียงนั้น แต่ม้าของพวกดูลัสเป็นม้าที่เล็กกว่า ต่อให้ในระยะสั้นอาจจะวิ่งเร็วกว่าเอ็มบาร์ แต่ความอดทนย่อมต่างกัน

เอ็มบาร์ ทนหน่อยนะเจ้าหญิงอดพูดไม่ได้ ก่อนจะชักม้าของตนให้มุ่งหน้าไปทางประกายสีเงินของแม่น้ำที่เห็นอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า

 

การล้อมจับในทีแรกล้มเหลว

เจ้าหญิงทรงรู้ทัน และเวลานี้ก็ควบม้าออกนอกถนนใหญ่ ตัดเข้าไปในทุ่งร้าง ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำลากัน

การตามแม่น้ำหมายถึงการหาชุมชน เมื่อขี่ม้าตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงชายฝั่งก็จะไปถึงเมืองเคนมารา แม้จะอ้อมกว่าใช้ถนนเมื่อครู่

นั่นคงเป็นแผนการของพระองค์

แต่แล้ว ดูลัสก็พบว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่ได้ขี่ม้าไปตามกระแสน้ำ กลับทวนขึ้นไป ให้เขาต้องคิดเป็นอย่างหนักว่าในทิศทางนั้นมีที่ใดกันที่จะทรงใช้หลบหนีได้

เมืองที่อยู่ขึ้นไปทางต้นน้ำก็พอมี แต่ที่นั่นมีเวรยามน้อยกว่าเคนมารา การคุ้มกันหรือส่งข่าวย่อมไม่สะดวกเท่า ยิ่งไม่นับว่ารองเจ้ามณฑลการ์วอนมีถิ่นฐานอยู่ในเมืองนี้ เจ้าหญิงย่อมทรงทราบดีว่าไม่ควรเสี่ยงให้เขารู้ฐานะที่แท้จริงของตน...หากว่าเจ้ามณฑลเบเรคเคยบอกไว้ว่ารองเจ้ามณฑลไว้ใจไม่ได้ และนี่เป็นเมืองของเขา

และต่อให้เจ้าหญิงทรงมุ่งหน้าไปทางเมืองนั้นจริงๆ ดูลัสก็ไม่อยากถูกการ์วอนลำเลิกบุญคุณในเรื่องนี้ อีกทั้งไม่อยากเปิดโอกาสให้เลวอนอาศัยเรื่องที่ว่าเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ

มีแต่พวกของเขาเองที่เชื่อถือและพึ่งพาได้

พยายามล้อมเจ้าหญิงที่ริมแม่น้ำ!

แม่น้ำช่วงนี้กว้างและลึก ม้าไม่อาจข้ามไปได้หากไม่มีสะพาน ถึงอย่างไรพระองค์ย่อมไม่ทรงบ้าบิ่นขนาดบังคับให้ม้าวิ่งลงน้ำที่ค่อนข้างเชี่ยวเป็นแน่

นายน้อยฟีอาคราเอ่ยขึ้นขณะเร่งม้าขึ้นมาอยู่ข้างชายหนุ่มเจ้าหญิงมุ่งหน้าไปที่ค่ายของซิอ์บุล เราต้องดักที่สะพานเลยคุ้งไป

ดูลัสไม่สงสัยการสันนิษฐานของหัวหน้าหน่วยเรเวนเลยสักนิดเดียวอาจารย์ ท่านนำคนล่วงหน้าไปเหมือนเดิม ข้ากับคนอื่นๆ จะตามหลังพระองค์เอง

 

ทางเบื้องหน้าลาดต่ำลงจากเนินสูง ทำให้แอชลีนน์มองเห็นทัศนียภาพข้างหน้าได้ไกล

สาขาแยกของแม่น้ำอยู่ข้างหน้าจริงๆ ริมฝั่งน้ำแลดูโค้งแทบเหมือนจันทร์เสี้ยว เลยไปอีกคือกำแพงไม้ซุงและคูขุดปันน้ำจากแม่น้ำย่อยนั้น ล้อมรอบอาณาบริเวณแห่งหนึ่งในทุ่งอีกฟากฝั่ง ริมกำแพงแต่ละมุมมีหอสังเกตการณ์ซึ่งจุดคบไฟไว้สว่าง

บนผืนน้ำสีเงินที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้นปรากฏสะพานเป็นเงาสีเข้ม...แต่ดูเหมือนสะพานนั้นจะมีปัญหา

มันไม่ได้ทอดข้ามแม่น้ำ ส่วนปลายด้านที่ติดกับแผ่นดินฝั่งที่เจ้าหญิงอยู่นั้นขาดหายไปช่วงหนึ่ง

เลยไปอีกสักระยะจึงมีสะพานหินที่ดูใหม่กว่า แทบตรงไปทางป้อมกำแพงไม้ซุงนั้น

แอชลีนน์กระตุ้นเอ็มบาร์ให้วิ่งลงเนิน ที่หมายคือสะพาน แต่แล้วเธอก็เกือบกระชากบังเหียนให้ม้าหยุดกะทันหัน...ดีแต่ยังรั้งตนเองไว้ได้ เพราะการหยุดม้าในทันใดโดยไม่ชะลอนั้นเสี่ยงต่อการทำให้ม้าบาดเจ็บเป็นอย่างยิ่ง

ต้นเหตุคือเงาร่างสีดำของม้ากลุ่มหนึ่งที่วิ่งเลียบแม่น้ำไล่มาจากอีกทาง มุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าสะพานนั้น

ดูลัสดักเธอไว้อีกครั้งแล้ว!

หากวกกลับไปก็ยังมีพวกของเขาตามมาข้างหลัง จะเสี่ยงเบนออกนอกเส้นทาง เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะไม่หลงทางในทุ่งร้างหรือเจออุปสรรคอะไรที่ใหญ่โตกว่าเสียด้วย

...หรือจะไปทางสะพานที่ขาด เราเคยเห็นม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางไปได้ไกลมาแล้วไม่ใช่หรือ เอ็มบาร์ก็ตัวโตอย่างนี้ น่าจะกระโดดข้ามไปถึงสะพานได้...

แต่ความคิดนั้นยังมีปัญหา

...เธอไม่รู้ว่าจะสั่งม้าให้กระโดดได้อย่างไร...

ถึงอย่างนั้น ถ้าเอ็มบาร์ฉลาด ก็คงจะรู้ได้ว่าต้องกระโดดข้ามน้ำไปขึ้นสะพาน...แต่ถ้าเอ็มบาร์กระโดดไม่ถึง ได้รับบาดเจ็บ หรือสะพานรับน้ำหนักไม่ไหวแล้วพังลงมาเล่า

ไม่ได้! จะมัวลังเลอยู่ไม่ได้!

เสียงม้าที่ไล่ตามดังใกล้เข้ามา แอชลีนน์ดึงสายบังเหียนและกดขาเป็นสัญญาณให้เอ็มบาร์กลับตัว ก่อนจะเร่งความเร็ว วิ่งลงเนินตรงไปยังเชิงสะพานที่ขาดอยู่

องค์หญิง! อันตรายนะพ่ะย่ะค่ะ! ทรงหยุดม้าเถอะ!

เจ้าหญิงไม่นำพากับเสียงนั้น และเพียงแต่ดึงสมาธิไปจดจ่อกับท่านั่งของตน

อาเมียร์ยังไม่ได้สอนให้เธอบังคับม้ากระโดด แต่ก็กำชับหนักหนาว่าเวลาเดินเหยาะไปจนถึงวิ่งควบต้องรักษาท่านั่งอย่างไรเพื่อให้เวลาเกิดแรงกระแทกไม่คาดฝันแล้วตัวเธอยังอยู่บนหลังม้า ไม่ร่วงหรือกระเด็นออกไปเสียก่อน

เอ็มบาร์ไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง และยังคงควบต่อไป แม้ว่าข้างหน้าจะเป็นแม่น้ำ

ไม่ช้าจะถึงชายน้ำ...

เสี้ยววินาทีหลังจากกีบเท้าหลังทั้งสองของม้าใหญ่กระทบพื้นดินและลอยขึ้นกลางอากาศเช่นเดียวกับกีบเท้าหน้าตลอดจนทั้งร่าง...แอชลีนน์รู้สึกเสียววูบในช่องท้อง

จากนั้น...เหมือนเนิ่นนานแต่ก็ไม่นาน จึงเป็นแรงกระแทกที่ส่งให้หญิงสาวฟุบลงซบคอม้าข้างหน้า มือคว้าทั้งสายบังเหียนและขนแผงคอที่ปลิวอย่างบ้าคลั่งเป็นหลักยึด ท้องน้อยของเธอกระแทกกับปุ่มด้านหน้าอานม้าจนจุก

แต่สองเท้าของเธอยังอยู่ในโกลนเรียบร้อยดี และม้าใหญ่ก็ยังควบต่อไป จากส่วนของสะพานที่ยังคงอยู่ดี ขึ้นสู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำ

เจ้าหญิงรีบตั้งสติและขยับกายตามจังหวะของม้าในทันทีที่ทำได้ สายตาของเธอจดจ่อกับกำแพงไม้ที่อยู่ห่างออกไปอีกระยะเบื้องหน้า

ต้องไปให้ถึงที่นั่น อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น

...เงาของม้าอีกตัวพลันพุ่งเข้ามาทางด้านข้าง

แอชลีนน์ตกใจแต่ก็ยังยึดบังเหียนไว้มั่น ส่วนเอ็มบาร์ร้องออกมาก่อนจะหันหัวไป แยกเขี้ยวขาวใส่ม้าอีกตัวที่วิ่งขนานกัน มือของชายฉกรรจ์บนหลังม้าที่เอื้อมมาชักกลับไปกุมบังเหียนของตนเมื่อม้าของเขาส่งเสียงร้องตื่นๆ ฝีเท้าของมันพลันไม่สม่ำเสมอ และสุดท้ายก็ถูกม้าของหญิงสาวแซงไป

อีกนิดเดียว ขอแค่ไปถึงค่ายของท่านซิอ์บุลเท่านั้น

เงาคนขยับไหวท่ามกลางแสงไฟบนยอดหอสังเกตการณ์ เจ้าหญิงเงยมองอย่างโล่งใจขณะที่ม้าของเธอค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเบื้องหน้าสะพานหินเตี้ยๆ ที่นำไปสู่ประตูของกำแพงไม้ซุงหลังคู

เปิดประตูด้วยค่ะ!หญิงสาวตะโกนข้าถูกไล่ตาม! ข้ามาพบท่านหัวหน้าหน่วยย่อยซิอ์บุล! เปิดประตูด้วย!

 

ดูลัสยังคงกลั้นหายใจ แม้ในยามที่ม้าใหญ่กระโดดข้ามรอยขาดไปได้อย่างปลอดภัยและวิ่งต่อไปบนสะพานที่ส่งเสียงกรอบแกรบน่ากลัว จนพ้นไปสู่พื้นดิน

...ทรงบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!...

เขาอยากกระโจนตาม อยากเร่งไปตามเส้นทางเดียวกัน แต่เกอร์มอนห้ามไว้โดยบอกว่าม้าของพวกตนเป็นม้าเล็ก ไม่มีกำลังมากพอ สะพานใหม่เบื้องหน้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล อีกทั้งยังสะดวกในการดักหน้าค่ายที่หมายมากกว่า

ชายหนุ่มจึงได้แต่ข่มใจ วิ่งเลียบแม่น้ำไปที่สะพานอีกสาย ดูเหมือนฟีอาคราจะรู้แล้วว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงไหวตัวทัน จึงได้ควบม้าล่วงหน้าไปก่อน

ยิ่งใกล้ที่หมาย ทางเลือกของพวกเขาก็ยิ่งงวดขึ้นไปทุกขณะ ดูลัสย่อมไม่อยากให้มือที่สามเข้าแทรกแซง...โดยเฉพาะหากมือที่สามนั้นคือซิอ์บุล ผลจะเป็นอย่างไรย่อมรู้กันดีอยู่

สะพานใต้เท้าผ่านไปโดยเร็ว เขามองไปข้างหน้าก็เห็นม้าของนักรบเรเวนคนหนึ่งวิ่งกวดขึ้นจนแทบตีคู่กับเจ้าหญิงแอชลีนน์ แต่กลับถูกม้าเดสทริเยร์ขู่จนเสียจังหวะและเสียขวัญไป เปิดโอกาสให้พระองค์ไปจนถึงสะพานป้อมค่ายจนได้

ทว่าประตูยังไม่เปิด เจ้าหญิงต้องทรงยืนม้านิ่งอยู่ ยังมีโอกาส ขอเพียงพวกเขาไปถึงก่อนที่ทางนั้นจะตัดสินใจเปิดประตู

ดูลัสพยายามเร่งม้าของตน...แต่ก็ไม่ได้ผลนัก มันวิ่งควบมานาน เวลานี้คงเหนื่อยอ่อนแล้ว ถึงอย่างนั้น เขาก็ขออีกเพียงครู่เดียว อีกเพียงครู่เดียวเท่านั้นเอง...

แผงประตูไม้ซุงถูกเลื่อนเปิดออก ม้าใหญ่สีเข้มเริ่มก้าวเดิน พาร่างเล็กๆ นั้นเข้าไป

พระคู่หมั้นใจหายวาบ

ชายหนุ่มเผลอเร่งม้าของตนอีกทันที...แต่ไม่ทันประตูถูกเลื่อนปิดอีกครั้ง ม้าของเขาและนักรบทุกคนยังอยู่ห่างเกินไป

ถึงอย่างนั้น เขาก็ชักม้าของตนขึ้นไปคู่กับฟีอาครา ซึ่งเวลานี้ชะลอม้าลงเป็นเดินเหยาะเหมือนจะมุ่งสู่ป้อม แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังปล่อยให้ม้าที่กำลังเหนื่อยจนหอบได้ลดความเร็ว

ท่านจะทำอย่างไรต่อไปชายวัยกลางคนถามเสียงเรียบภารกิจล้มเหลวแล้ว

ดูลัสอยากแย้ง แต่ทำได้เพียงกัดริมฝีปาก ม้าของเขาเองก็เหนื่อยมากจนก้มหน้าลงหอบเช่นกัน

เจ้าหญิงอยู่เพียงไม่ไกล เพียงแค่เบื้องหน้านี้...แต่พวกเขากลับทำอะไรไม่ได้เลยหรือ

แล้วสายพระเนตรของพระองค์ในเวลานั้น บัดนี้พระองค์ทรงเห็นเขาเป็นอะไร ทรงรู้สึกอย่างไรกับเขา...คนที่พยายามเอาตัวพระองค์กลับไป แม้ว่าจะต้องใช้ยานอนหลับ ใช้กำลังบังคับ ใช้วิธีสกปรก

ชายหนุ่มสะท้านอยู่ในอก...กับความคิดที่ว่าทุกสิ่งระหว่างเขากับพระองค์จะไม่มีวันกลับเป็นอย่างเดิมได้อีก

ถึงอย่างนั้น...

ข้าจะเจรจาดูลัสข่มเสียงของตนให้เรียบมาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงอย่างไรก็มีเรื่องต้องกราบทูลให้ได้

ฟีอาคราพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย และเอ่ยคำพูดที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันถึงอย่างไร ม้าของเราก็ต้องพัก

 

เสียงฝีเท้าของทหารเฝ้ายามที่วิ่งมาปลุกซิอ์บุลขึ้นก่อนคำรายงานเสียอีก และเมื่อรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เขาก็รีบสั่งให้เปิดประตูรับหญิงสาวที่ควบม้าตัวคนเดียวเข้ามาโดยเร็ว

หัวหน้าหน่วยย่อยรีบแต่งตัว และไม่ช้าก็ออกไปพบหญิงสาวซึ่งรวบผมสีน้ำตาลอ่อนขึ้นเป็นหางม้ารุ่ยร่าย แต่งกายด้วยชุดขี่ม้าเหมือนผู้ชายยืนพิงม้าศึกตัวใหญ่สีน้ำตาลแดง ตามลำตัวม้าเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนและคราบเหงื่อแห้ง

ท่านซิอ์บุลเจ้าหญิงแอชลีนน์ค้อมศีรษะให้เขาก่อนจะรายงานเสียงเบาคนของดูลัสบุกมาที่บ้านพัก เขาตั้งใจจะวางยานอนหลับพาข้าไป แต่เคียราดื่มยาเข้าไปแทน ข้าถึงหนีมาได้ ท่าน...ช่วยนางด้วยนะคะ

เวลานี้นางอยู่ที่ไหนนักรบถามตรงประเด็นในทันที

นางอยู่กับคนของดูลัส ตอนที่ข้าขี่ม้าหนีมา เห็นว่าพวกเขาน่าจะแบ่งคนไว้เฝ้านางที่บ้านพัก แต่ข้าไม่รู้ว่าพวกเขานัดไปพบกันที่อื่นหรือเปล่าหากว่าพาข้ากลับไปได้...หรือต้องกลับไปมือเปล่า

ซิอ์บุลครุ่นคิดเพียงไม่นาน การบุกรุกสถานที่ของเจ้ามณฑลและจับตัวประกันเป็นเรื่องด่วน เขาสามารถจัดการตามที่เห็นสมควรได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่า

ข้าจะส่งพิราบนำสารไปแจ้งท่านเบเรค และส่งคนไปที่บ้านพักเพื่อช่วยนางเดี๋ยวนี้ ท่านรีบพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้คนนำม้าไปเก็บ

ไม่เป็นไรค่ะ ข้าจะดูแลเอ็มบาร์เองหญิงสาวยังคงจูงสายบังเหียนไว้พร้อมกับลูบไหล่ของม้าข้างตัวอย่างปลอบโยนข้ายังไม่ง่วง เอ็มบาร์ต่างหากที่ต้องพัก คอกม้าไปทางไหนหรือคะ

หัวหน้าหน่วยย่อยเรียกทหารอีกคนมานำทางคุณหนูไปยังคอก รวมทั้งสั่งให้อยู่ช่วยงานดูแลม้าและพาเธอไปพักผ่อนในเรือนพยาบาลหลังจากนั้น แล้วเขาจึงได้เรียกทหารอีกส่วนที่เจ้ามณฑลให้ย้ายมาอยู่ในสังกัดของตน สั่งให้ออกเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศที่แขกของเจ้ามณฑลเคยพักอยู่ในทันที ก่อนจะส่งพิราบนำสารไปยังจวน และส่งอีกตัวไปยังที่อีกแห่ง

ขณะที่จัดการธุระทั้งหมดใกล้เสร็จนี้เอง คนบนหอสังเกตการณ์ก็รายงานว่ากลุ่มชายขี่ม้าที่ไล่ตามหญิงสาวมายังไม่จากไปไหน

พวกเขาลงจากหลังม้าแล้วและยืนคุมเชิงอยู่ที่เชิงสะพานหน้าคู มีคนทำสัญญาณมือว่าต้องการเจรจากับหัวหน้าหน่วยย่อยซิอ์บุลและหญิงสาวคนนั้น

นักรบวัยกลางคนครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนว่าฝ่ายของดูลัสต้องการอะไร...แน่นอนว่าพาเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับไป แต่พวกเขาก็ควรเห็นชัดว่าฝ่ายของตนเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเพราะไม่อาจเปิดเผยตัวตนของเจ้าหญิง และไม่อาจอ้างสิทธิ์ใดๆ ในการบุกรุกบ้านพักตากอากาศของเจ้ามณฑล พยายามลักตัวอาคันตุกะของท่าน หรือพยายามบุกล้อมค่ายทหารด้วยกำลังพลที่น้อยกว่ามาก

หรือจะใช้นางกำนัลที่จับไว้เป็นตัวประกัน ข่มขู่ให้เจ้าหญิงยอมกลับไปด้วย...ซิอ์บุลไม่อยากเชื่อว่าชายหนุ่มผู้มีสติปัญญาจะสิ้นคิดจนลดตัวลงไปทำเรื่องอย่างนั้น แต่เขาก็เคยเจ็บปวดจากการกระทำอันไม่อยากเชื่อของผู้ที่ถูกครอบงำด้วยรักหรือความปรารถนามามากมายยิ่งกว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ

รักและปรารถนาครอบงำคนให้กลายเป็นปีศาจได้ ชายวัยกลางคนย่อมไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้

แต่ถึงอย่างไร เจ้าหญิงแอชลีนน์ก็ควรทราบเงื่อนไขนี้ และเธอมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ

กระนั้น หญิงสาวก็ออกมาตอบรับด้วยตนเองหลังจากดูแลม้าของตนเสร็จเรียบร้อย

ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาทำอย่างนั้นไปทำไม หรือเพราะอะไรเธอตอบเช่นนี้ส่วนเรื่องอันตราย ข้าวางใจว่าท่านกับคนของท่านจะปกป้องข้าได้

เช่นนั้นก็เป็นเกียรติของข้าแล้วนักรบวัยกลางคนตอบสั้นๆ

พวกของดูลัสปฏิเสธที่จะเข้ามาเจรจาในป้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต่อให้มีสัญญาของนักรบรับประกันว่าฝ่ายเจ้าบ้านจะไม่ทำร้ายหรือจับกุมหลู่เกียรติของผู้มาเยือน การเข้ามาในเขตแดนของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีอาวุธหรือหนทางหลบหนีก็เป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงพบกันที่สะพานหน้าค่าย โดยยืนห่างกันพอสมควร

ซิอ์บุลเห็นฟีอาครายืนอยู่ข้างพระคู่หมั้น เช่นเดียวกับที่ตนยืนอยู่ข้างเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเร ต่างฝ่ายมีนักรบคุ้มกันหน้าหลัง

คนของดูลัสมีอยู่ห้าคนรวมฟีอาครา แน่นอนว่าฝ่ายของหัวหน้าหน่วยย่อยย่อมมีมากกว่านั้น อีกทั้งซิอ์บุลยังให้พลธนูขึ้นไปประจำการบนกำแพงพร้อมรอรับคำสั่ง

ในสายตาของผู้มาเยือน...หรือกล่าวอีกทางคือผู้บุกรุก...อาจจะมองได้ว่าพวกเขาตั้งท่าเป็นศัตรูกันเกินไป แต่ในเมื่อเป็นสิทธิ์และหน้าที่ของตน หัวหน้าหน่วยย่อยย่อมไม่อยากประมาท

นอกเหนือจากนั้น...ก็ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา

 

แอชลีนน์บอกตนเองว่าเธอจะหนีอีกไม่ได้

การหนีคือสิ่งที่ต้องทำเมื่อตกอยู่ในอันตราย เวลานี้เธอปลอดภัยแล้ว ไม่จำเป็นต้องหนีอีกต่อไป ทว่าเคียราต่างหากที่ไม่ปลอดภัย

เธอต้องช่วยเคียรา และพูดกับดูลัสให้เด็ดขาดเสียที

หญิงสาวบังคับสายตาของตนให้ทอดตรงไปอย่างเรียบเฉย ไม่เปิดเผยความหวาดหวั่น อาเมียร์บอกว่าตราบใดที่เธอแสดงความมั่นใจ ไม่เกรงกลัวฝ่ายตรงข้าม เธอจะสามารถมีอำนาจเหนืออีกฝ่าย เช่นเดียวกับที่ทำให้เอ็มบาร์ยอมรับได้

นัยน์ตาสีฟ้าสว่างของชายหนุ่มพุ่งตรงมาทางเธอเช่นกัน เยือกเย็น แข็งกร้าวดุจหินผา แม้บางขณะริมฝีปากจะเผยอขึ้นอย่างลังเล

ทั้งสองฝ่ายต่างมองกันเงียบอยู่ครู่หนึ่ง อดีตคู่หมั้นจึงได้เริ่มต้นก่อนคุณหนู...ได้โปรดกลับไปกับข้าเถอะขอรับ

เจ้าหญิงรับฟังคำคำนั้นนิ่งอยู่ เห็นได้ชัดว่าดูลัสยังคงไม่ต้องการให้ฐานะของเธอถูกเปิดเผย

ทั้งหมดนี้คือวิธีการเชิญของท่านหรือหญิงสาวตอบเสียงกร้าวที่จริงท่านน่าจะเห็นตั้งนานแล้วนี่ ว่าข้าไม่ต้องการกลับไปกับท่าน

แต่นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากท่านไม่ต้องการให้เกิด...ความขัดแย้ง

แล้วสารที่ข้าให้ท่านนำไปล่ะ! สัญญาที่ท่านรับว่าจะทำตามล่ะ!แอชลีนน์ยังคงไม่ลดละของพวกนั้นไม่มีค่าสำหรับท่านเลยใช่ไหม!

ข้าขออภัย แต่หากสารนั้นไปถึงมือของบิดาข้า ผลย่อมไม่อาจเป็นไปตามที่ท่านหวังไว้แน่

เจ้าหญิงรู้สึกราวกับมีน้ำเย็นสาดเข้าเต็มแผ่นหลัง

ความหนาวเยือกแล่นไล่ลงไปจากศีรษะตลอดจนทั่วร่าง เมื่อเธอถอดความหมายทั้งหมดจนสำเร็จ...ทั้งที่เขาตั้งใจบอกและไม่ได้ตั้งใจ

ท่านบอกว่าหากสารนั้นไปถึงมือก็เท่ากับว่ามันไม่ได้ไปถึงใช่ไหม

เธอเห็นได้ชัดว่าสีหน้าของดูลัสตึงเครียดขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

ท่านทำอย่างนี้...เพราะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง พ่อของท่านจึงไม่มีวันยอมรับเจ้าหญิงพยายามห้ามทั้งดวงตาร้อนผ่าวกับความทรงจำในอดีต...เศษเสี้ยวของความสับสนวุ่นวาย...ในครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นครอบครัวของตน

และเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความเชื่อใจ...ว่าชายตรงหน้าคือคนที่หวังดีต่อเธอเสมอ ไม่ว่าจะเข้มงวดขัดใจเธออย่างไรก็ตาม

ท่านแสดงละครเก่งดีนี่แอชลีนน์พบว่าเสียงของเธอเย็นชา แทบฟังไม่เหมือนเสียงของตนเองทำเป็นห่วงใย เสนอให้หนีไปด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ทิ้งพี่ชายของข้าไว้...ทิ้งไว้ให้คนของพ่อท่านมาฆ่า

ชายหนุ่มเผยอริมฝีปาก ความตะลึงงันฉายชัดในแววตาองค์...ข้าไม่ได้...

ข้าเคยรู้สึกผิดที่ทำร้ายท่านเจ้าหญิงเอ่ยต่อไปเสียใจที่ฝากรอยแผลให้ท่านในตอนนั้น ในตอนนี้ข้าก็เสียใจ...แต่เสียใจที่ไม่ได้ทำให้ท่านเจ็บได้สักครึ่งหนึ่งของพ่อแม่พี่ชายข้า! เสียใจที่หลงไว้ใจท่านมาตลอด!

ข้าไม่รู้...ข้าไม่เชื่อว่าพ่อข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นต่างหาก ถึงได้ตัดสินใจอย่างนี้ชายหนุ่มแย้งโดยเร็วไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ ท่านพ่อย่อมไม่มีวันยอมรับ ยิ่งไม่เป็นความจริง...ย่อมไม่อาจยอมรับ

หากไม่อยากยอมรับ แล้วทำไมต้องใช้วิธีลับหลังอย่างนี้แอชลีนน์สวนกลับในทันใดถ้ามันไม่เป็นความจริง ท่านกับพ่อท่านก็ควรจะสู้คดีอย่างเปิดเผยไม่ใช่หรือ!

พวกเราทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องเกียรติของท่าน

เกียรติของข้า! การเป็นลูกกับน้องของคนที่พ่อท่านฆ่านี่เสื่อมเกียรติมากเชียวหรือ!หญิงสาวสวนกลับไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งขึ้นทันทีการเป็นลูกของผู้หญิงที่พ่อของท่าน...

ได้โปรดอย่าพูดเลย เพื่อเกียรติของแม่ท่านดูลัสตัดบททันควัน

แอชลีนน์กำหมัดแน่น สะกดกลั้นความอยากปราดเข้าไปตบหน้าเจ้าของวาจาอย่างยากเย็นแม่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! มีเรื่องใดต้องอับอาย! คนที่ควรจะละอายแก่ใจ...แต่ก็ยังเงียบเฉยอยู่...คือพ่อของท่านที่คิดจะย่ำยีแม่ของข้า มิหนำซ้ำยังนำศพของนางมา...

พอที!เสียงของดูลัสแทบเป็นตวาดไหนท่านว่าไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่ออกไปไม่ใช่หรือ!

มันจะไม่แพร่ออกไป ถ้าท่านทำตามสัญญา!

ท่านบอกว่าไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง ข้าถึงได้...

ถึงได้คิดจะวางยาข้า บังคับเอาตัวกลับไปโดยไม่มีสติ เหมือนกับโจรลักพาตัวน่ะหรือแอชลีนน์ไม่ต้องการสงวนวาจาอีกต่อไปหรือคิดจะทำอะไรมากกว่านั้น...เพื่อจะได้ครอบครองข้า

สีหน้าของชายหนุ่มพลันซีดเผือดลง เสียงพูดของเขาถูกเค้นลอดไรฟันท่าน...ดูถูกข้า

หรือท่านไม่เคยดูถูกข้าหญิงสาวพยายามกลั้นความร้อนผ่าวที่รุมเร้าดวงตาและบิดาของท่านไม่เคยทำสิ่งที่น่าดูถูก ไม่ว่าในสายตาของข้า...หรือใครก็ตาม!

เจ้าหญิงถือความเงียบของดูลัสเป็นสัญญาณว่าตนกุมชัยในการโต้เถียงครั้งนี้ถึงอย่างไร ข้าจะไม่กลับไปจนกว่าท่านจะยอมถอนหมั้น เงื่อนไขของเรายังคงเป็นเช่นเดิม รวมทั้งท่านต้องส่งตัวคนของข้าคืนมา

นี่ท่านยังต้องการคนที่ท่านหลอกให้ดื่มยานอนหลับเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลบหนีอีกหรือ

แอชลีนน์ขมวดคิ้วกับคำกล่าวหาของเขา ในทีแรก เจ้าหญิงนึกอยากสวนไปว่าเป็นเคียราต่างหากที่ดื่มยาเข้าไปเอง แต่แล้วก็ฉุกคิดเสียก่อน

ดูลัสไม่ใช่ดูลัสที่เธอรู้จักอีกแล้ว หากเขารู้ว่าเคียราสารภาพเรื่องแผนการของเขาต่อเธอแล้วลงโทษหรือกำจัดเคียรา...เหมือนกับที่แฟคท์นากำจัดครอบครัวของเธอไปให้พ้นทางเล่า

แต่เธอจะอ้างเหตุผลให้ดูลัสยอมจำนนได้อย่างไร...ว่าทำไมตัวเธอจึงต้องการเคียราคืนมา ในเมื่อเปิดเผยความจริงออกไปไม่ได้

ท่านอาจจะเต็มใจมาที่นี่เองกับคนคนนั้น แต่คนของท่านไม่ได้เต็มใจมาในทีแรกไม่ใช่หรือชายหนุ่มกลับมาพูดอย่างเยือกเย็นอีกครั้งนางมีบิดาที่เป็นห่วงและต้องการให้นางกลับไปโดยเร็ว หากข้าจะพานางกลับไป ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม

แอชลีนน์กำหมัดแน่นอีกครั้ง และลอบกัดริมฝีปากนิ่งอยู่

ไม่ได้ ถึงเวลานี้ก็ไม่อาจบอกไปได้แล้วว่าเคียรารู้สิ่งที่พ่อของเขากระทำลงไป และสารภาพแผนการนั้น อีกทั้งเธอยังไม่มีเหตุผลที่จะโน้มน้าว ไม่มีเรื่องใดมาข่มขู่ให้เขายอมคืนนางกำนัลของเธอมาได้ด้วย

มีหนทางเดียวคือแสร้งทำเป็นยอม บางทีการถ่วงเวลาเท่านี้อาจเพียงพอแล้ว เวลานี้คนของท่านซิอ์บุลอาจจะไปถึงบ้านพัก และช่วยเคียราออกมาได้แล้วก็ได้

หากจะพาเคียรากลับไป ก็ต้องส่งนางให้กับพ่อของนาง และให้พ่อของนางส่งจดหมายรับรองมาให้ข้าด้วยว่านางปลอดภัยดีหญิงสาวตัดสินใจเอ่ยท่านย่อมรู้ดีว่าจะติดต่อข้าได้ทางใคร

แล้วท่านเชื่อใจคนพวกนั้นหรือชายหนุ่มไม่วายตั้งคำถามไม่คิดว่าพวกนั้นใช้ประโยชน์จากท่านบ้างเลยหรือ ทั้งลูกพ่อค้าหลานคนฟอกหนัง กับพวกคนเถื่อนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างนั้น

ข้ารู้หัวนอนปลายเท้าของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องบอกท่าน แต่ที่สำคัญคือข้ารู้จักพวกเขาดี...ดีกว่าที่เคยรู้จักท่าน หรือคนเถื่อนที่ฆ่าครอบครัวของข้าเสียอีกเจ้าหญิงสวนกลับพวกเขาไม่ใช่คนเถื่อนสำหรับข้า พวกเขาไม่เคย...และจะไม่ทำร้ายข้าหรือคนที่ข้ารัก เหมือนกับที่ใครบางคนทำลงไป

นี่ท่าน...

ถ้าเป้าหมายของการเจรจาครั้งนี้คือโน้มน้าวให้ข้ากลับไป ท่านก็ไม่มีวันทำสำเร็จมาแต่แรกแล้ว!แอชลีนน์กลับหลังหันหากไม่อยากให้ข้าให้อภัยท่านไม่ได้อีกจริงๆ ก็ไปเสีย...และทำตามที่ข้าพูดเถอะ

ครั้นแล้ว หญิงสาวก็ก้าวยาวๆ ผ่านเหล่าทหารอารักขากลับเข้าไปเบื้องหลังกำแพง โดยไม่แม้แต่จะชายตามองคู่หมั้นที่เธออยากให้รีบกลายเป็นอดีตไปเสียที

เธอแทบสะดุดล้มครั้งหนึ่ง แต่ได้ทหารอีกคนช่วยพยุงไว้ก่อนที่เจ้าหญิงจะเอ่ยขอบคุณแผ่วเบา และปฏิเสธเมื่อเขาอาสาจะช่วยประคองต่อไป

เป็นครั้งแรกที่แอชลีนน์ตระหนักว่าสองขาของตนสั่นเทาและอ่อนล้าถึงเพียงนี้

 

ท่านซิอ์บุลตามเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน และเชิญให้เจ้าหญิงไปพักผ่อนในเรือนพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่เดียวในค่ายที่พอจะละม้ายห้องพักรับรองที่สุด

ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว ถึงอย่างไรก็รีบเข้านอนเถอะชายวัยกลางคนรินชาร้อนให้หญิงสาว ขณะที่เธอทรุดตัวลงบนเตียงหลังหนึ่งในโรงเรือนยาวซึ่งมีเตียงเดี่ยวตั้งเรียงเป็นแถวตรงข้ามกันราวสิบกว่าหลัง มีโต๊ะเก้าอี้กับตู้ยา และเตียงตรวจรักษาอยู่ที่บริเวณหน้าประตูข้าจะให้คนเฝ้าอยู่ข้างนอก พรุ่งนี้รถม้าจะมารับท่านไปที่จวน หากช่วยนางกำนัลของท่านได้ พวกท่านก็จะไปพบกันที่นั่น อย่างห่วงเลย

ขอบคุณค่ะเจ้าหญิงจิบชาที่อวลด้วยกลิ่นและรสสมุนไพรเข้าไปอึกยาว เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองเหนื่อยล้าและง่วงงุนเพียงไร...แต่สติของหญิงสาวก็เหมือนถูกดึงขึ้นมากะทันหันกับคำพูดต่อไปของคู่สนทนา

ข้าบอกอาเมียร์แล้วว่าท่านมา อีกเดี๋ยวเขาคงจะมาถึงที่นี่

ทะ...ที่จริงไม่ต้องก็ได้นะคะแอชลีนน์รีบเอ่ยข้าไม่อยากให้เขาเป็นห่วง แล้วพรุ่งนี้เขายังมีงานต้องทำ ข้าไม่อยากรบกวนเขา

ข้าเกรงว่าหากไม่บอกต่างหาก เขาจะยิ่งเป็นห่วง แล้วถ้าข้าเป็นเขา ข้าย่อมอยากมาอยู่เคียงข้างท่านในทันทีที่ทำได้ชายวัยกลางคนมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ

และท่านก็คิดถูกแล้ว

หญิงสาวแทบทำถ้วยชาหกรดตนเองกับเสียงนั้น

จู่ๆ อาเมียร์ก็เดินมาจากอีกมุมหนึ่งของเรือนพยาบาล ซึ่งเจ้าหญิงเห็นตั้งแต่เดินเข้ามากับหัวหน้าหน่วยย่อยผู้ถือตะเกียงนำทางแล้วว่าไม่มีใครอยู่เลย

ท่านซิอ์บุลเพียงเหลือบมองลูกชายอย่างเรียบเฉยดีที่เจ้ายอมรับว่าเราใจตรงกันบ้าง

ถึงอย่างไร ข้าก็ได้รู้แล้วว่าท่านเคยเป็นหนุ่มเหมือนกันชายหนุ่มตอบพร้อมกับยักไหล่ เป็นคำตอบสั้นๆ แต่ในน้ำเสียงมีแววหยอกล้อ

นักรบวัยกลางคนส่งเสียงหึในคอคล้ายจะหัวเราะ ก่อนจะหันมาทางหญิงสาวที่ค่อยๆ วางถ้วยชาซึ่งพร่องไปกว่าครึ่งลงบนโต๊ะข้างเตียงข้าคงต้องขอตัวก่อน ส่วนเขาจะอยู่เฝ้าท่าน

ค่ะแอชลีนน์พยักหน้าและพยายามยิ้มตอบขอบคุณมากนะคะ

ไม่เป็นไร แต่หากลูกชายข้าทำสิ่งใดไม่บังควรต่อท่าน เชิญท่านบอกข้าได้เสมอท่านซิอ์บุลตอบขึงขังข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเลี้ยงลูกไม่ดี

ค่ะเจ้าหญิงหัวเราะออกมาจริงๆ แม้จะเหนื่อยอ่อนขอบคุณมากจริงๆ นะคะ

หัวหน้าหน่วยย่อยของมณฑลยาร์ลาธผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยราตรีสวัสดิ์จากนั้นเขาจึงเดินออกไปจากโรงเรือนแล้วปิดประตูลงตามหลัง

เมื่อนั้นเอง อาเมียร์จึงได้ก้าวเข้ามาใกล้เธอแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าแอช...ข้าขอโทษ ข้าน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้

หญิงสาวสั่นศีรษะไม่ใช่ความผิดของอาเมียร์หรอก

ข้ารู้ว่าข้ารับปากไว้ว่าจะไม่อ่านใจเคียราอีก แต่เย็นวันนี้นางทำตัวมีพิรุธ ข้าก็น่าจะยอมผิดสัญญาเพื่อความปลอดภัยของเจ้า

ก็บอกแล้วไง...ว่ามันไม่ใช่ความผิดของอาเมียร์!

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ ทั้งสีหน้าและแววตาของเขาตะลึงงัน

แอชลีนน์เพิ่งรู้ตัวว่าเธอพูดเสียงดังกราดเกรี้ยวใส่เขากว่าที่ตั้งใจไว้ เธอจึงได้เบือนหน้าหลบไปพึมพำตะกุกตะกัก...ขณะที่ภาพเบื้องหน้าสายตาเริ่มพร่ามัวด้วยหยดน้ำขะ...ข้าขอโทษ

ไม่เป็นไรอาเมียร์ลุกขึ้นยืน ครั้นแล้วก็นั่งลงบนเตียงข้างเธออย่างแผ่วเบาไม่เป็นไร...เจ้าปลอดภัยแล้วแอช อย่าห่วงเลย

เจ้าหญิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นห่วงใคร หรือรู้สึกอย่างไรอยู่ในเวลานี้

กับการทรยศ การเสียสละ ความรับผิดชอบ การหลบหนี และโฉมหน้าที่แท้จริง...ที่เธอได้เห็นจากคนที่ตนเชื่อใจ เคารพรักอย่างพี่ชายมาโดยตลอด

ที่รู้มีเพียงเมื่อแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่มโอบรอบหลัง หญิงสาวก็หันหน้าเข้าหาเขา ซบหน้าลงกับไหล่ของเขาในทันทีที่น้ำตาเริ่มหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น

ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่เธอร้องไห้เช่นนั้น แต่สุดท้ายเจ้าหญิงก็เงยหน้าขึ้นสบตากับอาเมียร์ ชายหนุ่มปาดน้ำตาให้เธอ ก่อนที่หญิงสาวจะประคองแก้มของเขาเข้ามาจุมพิตที่ริมฝีปากของเธออย่างนุ่มนวล

แอชลีนน์อยากหนี...หนีไปจากทุกสิ่ง แม้เพียงชั่วคราว ในโลกที่สัมผัสได้เพียงอ้อมกอดของคนเบื้องหน้าเท่านั้นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #49 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 07:55
    ตอนนี้มีหลากหลายอารมณ์จิงๆ ตอนแรกๆ ลุ้นกับฉากหลบนี้ของเจ้าหญิง ช่วงกลางๆสะใจกับคำพูดของแอชที่ด่าทอดูลัสจนเถียงไม่ออก และสุดท้าย ฉากหวานของพระนาง ซึ่งเจ้าหญิงเริ่มก่อนจ้าาา อิอิ

    ปล....รอฉากแอชด่าดูลัสมานานนแล้ว

    ขอบคุณไรท์ที่มาอัพน่าา
    #49
    1
    • #49-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 74)
      25 ตุลาคม 2560 / 21:12
      เป็นตอนที่ไรต์สนุกที่จะเขียนมากเช่นกันค่ะ ส่วนฉากหวานนี่จัดให้เป็นกำลังใจของคู่พระนางบ้างค่ะ ^^

      ขอบคุณคุณ harp-life ที่ติดตามเช่นกันนะคะ
      #49-1
  2. #48 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 07:51
    ตอนนี้มีหลากหลายอารมณ์จิงๆ แรกๆๆบลุ้นระทึกกับการหลบหนีของเจ้าหญิง ช่วงกลางๆ สะใจกับคำพูดของแอชที่ด่าทอดูลัสจนเถียงไม่ออก และสุดท้ายจุดคลายแม็ค ฉากหวานแหววของพระนาง (แอชเริ่มก่อนน่ะเด๋อ อิอิ...)


    ปล.....รอฉากแอชด่าดูลัสมานานน
    #48
    0
  3. #47 yafi (@yafi) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 23:00
    งื้ออออออ สงสารแอชที่สุด เมื่อไหร่จะไม่ต้องเจ็บเพราะคนโง่ๆแบบพวกดูลัสน้อออออ
    ขอให้ดูลัสได้รับกรรมหนักๆในความหลงผิดนี้
    #อ่านแล้วอินนนน
    #ขอบคุณไรท์ที่อัพให้ฮ้าบบ
    #47
    1
    • #47-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 74)
      25 ตุลาคม 2560 / 21:11
      ขอบคุณคนอ่านที่ติดตามด้วยค่า TwT

      ยังไงตอนนี้แอชก็ปลอดภัยอยู่ท่ามกลางคนที่พร้อมจะปกป้องละนะ ส่วนผลที่ดูลัสได้รับจะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันค่ะ
      #47-1