The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 73 : 11 - เจ้าหญิงที่ถูกลักพา "แล้วเจ้าเชื่อมันงั้นหรือ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 ต.ค. 60

บทที่ ๑๑

เจ้าหญิงที่ถูกลักพา

 

หลังจากตระเตรียมอาวุธและสิ่งจำเป็นต่างๆ เรียบร้อยสำหรับภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้า ดูลัสกำลังพยายามทำสมาธิในห้องพักของตน

แผนการของเขาเป็นอันชัดเจน...ไร้ข้อกังขา ไร้ข้อสงสัย

ต้องเชิญเสด็จเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับไปให้ได้ในคืนนี้

ชายหนุ่มคิดถี่ถ้วนแล้วว่าต่อให้เชิญสารลับของพระองค์ไปมอบให้แก่บิดาของตนจริง ผลย่อมไม่มีวันเป็นไปตามที่ทรงคาดหวัง กลับกัน...ยิ่งท่านพ่อล่วงรู้ต่างหากจะยิ่งไม่อาจวางเฉย และอาจใช้วิธีการรุนแรงเช่นบุกล้อมเมืองหลวงด้วยกำลังทหาร หรือพึ่งพาเวทมนตร์อื่นใดของมาดาย...ซึ่งร้ายกาจกว่ายาที่นักบวชชรามอบให้แก่เขา...เพื่อสยบเจ้าหญิงให้ยินยอมเสกสมรส

ถึงอย่างไรก็จะให้ท่านพ่อรู้ไม่ได้ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงทราบความจริงแล้ว และไม่ใช่เด็กหญิงไร้เดียงสาที่ท่านจะชักเชิดผ่านลูกชายได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป

เพราะเจ้าหญิงตรัสว่าไม่อยากให้เกิดสงครามและนี่ก็คือหนทางที่มีโอกาสยับยั้งสงครามได้มากที่สุดไม่ใช่หรือ

ดูลัสลองทดสอบยาที่มาดายให้มากับสัตว์เล็กจำพวกหนูแล้ว ทั้งสองตัวหลับเป็นตายหลังจากกินอาหารผสมยาเข้าไปในเวลาไม่นาน แต่หลายชั่วยามก็ฟื้นขึ้นมา เข้าหาคลอเคลียหนูร่วมกรงด้วยท่าทางปรกติ...ไม่ก็ออกจะร่าเริงกว่าก่อนได้รับยาด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยานอนหลับจริงอย่างที่พระเถระอ้าง ส่วนเรื่องทำให้รักคนที่ผู้ดื่มยาตื่นขึ้นมาพบเห็นนั้นยังไม่แน่นอน...เพราะหนูไม่อาจพูดตอบเรื่องนี้ได้

เอาเถิด พระคู่หมั้นหนุ่มใช่จะไม่ทำใจ ว่าหากยานี้ไม่ให้ผลสมตามคำอ้าง เขาจะรับความพิโรธทั้งหมดของเจ้าหญิงเอง ขอเพียงพระองค์เสด็จกลับไปประทับในพระราชวังได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น

เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ทรงกล่าวร้ายเขากับท่านพ่อต่อท่านผู้สำเร็จราชการ ท่านผู้สำเร็จราชการก็ย่อมมีวิจารณญาณพอที่จะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปและสืบคดีด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งหวาดระแวงพยานหลักฐานที่ฝ่ายของอาเมียร์เสนอให้จงหนัก

ก็สุดแท้แต่เมื่อถึงเวลานั้น

เวลานี้ หน้าที่ของดูลัสกับนักรบหน่วยเรเวนทั้งหมดคือไปยังบ้านที่ประทับ แบ่งกำลังบางส่วนให้ซุ่มรอกับม้า อีกส่วนจัดการทหารยามที่เฝ้าอยู่ให้สลบไปอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนที่ดูลัสจะไปพบเคียราและเจ้าหญิง

ทีแรก อาจารย์ของชายหนุ่มไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้เลย แต่ในเมื่อดูลัสยังคงยืนกรานหนักแน่นก็ยอมทำตาม เวลานี้เขายังไม่อาจให้ฟีอาครารู้ว่าที่ตนบอกว่าจะเข้าไปกราบทูลให้เจ้าหญิงทรงเข้าพระทัยนั้นเป็นคำลวง แต่เมื่อถึงเวลาที่ชายหนุ่มออกมาจากห้องพร้อมกับเจ้าหญิงแอชลีนน์ที่บรรทมสนิท อีกฝ่ายก็ย่อมไร้หนทางคัดค้าน

ดูลัสไม่อยากใช้วิธีสกปรก แต่เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหญิง เขาก็พร้อมจะยอมทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรีของตนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นสัญญาณ

ชายหนุ่มยืดกายขึ้น ตรวจสอบดาบและมีดสั้นที่ข้างเข็มขัดอีกครั้ง ก่อนจะเปิดออกไป

 

เคียรากำลังตำหนิตนเอง

ตอนอยู่ในวัง เธอลงห้องเครื่องไปทำนมร้อนใส่น้ำผึ้งถวายเจ้าหญิงแอชลีนน์ก่อนเข้าบรรทมจนชิน ชนิดที่เจ้าหญิงทรงเรียกหารสมืออยู่เสมอ ไม่น่าจะเผอเรอถึงขั้นปล่อยให้นมในหม้อเดือดล้นและส่งกลิ่นไหม้อย่างนี้เลย

แต่ในเมื่อทำลงไปแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่ต้มนมชุดใหม่อย่างระมัดระวังขึ้น...ทั้งๆ ที่ใจกระวนกระวาย

ใกล้เวลานัดของท่านดูลัสเข้าไปทุกที แต่เจ้าหญิงแอชลีนน์ยังไม่เข้าบรรทมเลย กลับทรงพระอักษรเล่มที่ชายคนทรายนำมาให้จากจวนเพลินอยู่

เคียราไม่กล้าทำนมร้อนไปถวายเร็วเกิน ด้วยกลัวจะไม่แคล้วถูกวางลืมไว้บนโต๊ะจนเย็นชืดและต้องทำใหม่ ทั้งๆ ที่ใส่ยาลงไปแล้ว จึงได้รอจนกระทั่งเจ้าหญิงตรัสว่าเทียนเหลือสั้นเท่าไรจึงจะไปเข้าบรรทม และลงครัวมาเมื่อใกล้เวลานั้น

นมชุดใหม่น่าจะอุ่นได้ที่แล้ว นางกำนัลสาวยกหม้อลงมา ค่อยๆ รินนมร้อนใส่ถ้วยกระเบื้องและเติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากัน ...เมื่อนั้นเองที่เธอได้ยินเสียง

เคียรา

หญิงสาวสะดุ้งและหันกลับไป

ท่านดูลัส!

เขาแต่งกายด้วยชุดเสื้อกางเกงสีเข้มทะมัดทะแมงแปลกตา ซ้ำสีหน้ายังเคร่งเครียด แทบดูไม่สู้ดีในบรรยากาศมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟในเตาทำอาหาร กับแสงตะเกียง

เจ้าหญิงยังไม่ได้เสวยยาอีกหรือชายหนุ่มถาม

เคียราไม่แน่ใจว่าเธอคิดไปเองหรือไม่...ว่าในเสียงของเขามีแววคาดคั้น

ขะ...ขอโทษค่ะ ข้า...ข้าเผลอทำนมไหม้ เลยต้องต้มใหม่ แต่ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว จะยกขึ้นไปเดี๋ยวนี้เองค่ะ

หญิงสาวหยิบถ้วยกระเบื้องและจานรองขึ้นวางบนถาด แล้วพยายามยกถาดขึ้นด้วยมือที่สั่นระริก กระทั่งเกิดเสียงดังเคร้งใหญ่เมื่อก้นถ้วยกระทบกับจานรองเมื่อมีคำถามต่อมาของชายอีกคนในห้อง

ใส่ยาแล้วหรือยัง

เธอรู้สึกร้อนวาบที่ท้ายทอย ด้วยเพิ่งนึกได้ว่าตนลืมไปเสียสนิทขะ...ขอโทษค่ะ

นางกำนัลสาววางถาดลงที่เดิม ครั้นแล้วก็ล้วงหยิบขวดยาที่ใส่ไว้ในเสื้อคลุม เธอพยายามหมุนเปิดฝาด้วยมือที่สั่นเทา...แต่ไม่ทันมือใหญ่คว้ามันเอาไว้

ข้าทำเอง เจ้าไปสงบสติอารมณ์เสีย มือจะได้นิ่งกว่านี้

ข...ขอโทษค่ะ

เคียรากุมสองมือเข้าด้วยกันอย่างประหม่าที่หน้าตัก เพิ่งตระหนักได้ว่ามือและนิ้วของเธอเย็นเพียงไร...ทั้งๆ ที่เพิ่งทำงานใกล้เตาไฟกับของร้อนมาแท้ๆ

หญิงสาวเฝ้ามองขณะที่ชายหนุ่มเทยาใสลงไปในถ้วยนมจนหมดขวดและคนช้าๆ

เดี๋ยวข้าจะยกถาดขึ้นไปกับเจ้า แต่จะรออยู่หน้าห้องบรรทมของเจ้าหญิง ถึงอย่างไรก็ต้องทำให้พระองค์เสวยให้หมด เข้าใจไหม

“...ค่ะ แต่ว่า...นางกำนัลสาวกลืนน้ำลายฝืดๆเมื่อ...ทรงตื่นจากบรรทม...ท่านดูลัสจะ...จะพูดให้องค์หญิงทรงเข้าพระทัยได้หรือคะ

นั่นเป็นหน้าที่ของข้า ไม่ใช่เรื่อง...เสียงของชายหนุ่มแข็งขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับอ่อนลง “...ที่เจ้าต้องห่วง

ขะ...ข้าขอโทษนะคะ แต่ว่า...เคียราพยายามฝืนน้ำตาและความหวาดกลัวที่รุมเร้าใจข้า...ได้ยินจากทั้งองค์หญิงและคนทรายนั่นว่าท่านเจ้ามณฑลอุลทูร์อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์ ข้า...ข้าเลยเกรงว่าเจ้าหญิงจะทรงไม่ยอมฟังท่านง่ายๆ ถ้าท่านบังคับให้พระองค์กลับไปด้วยวิธีนี้

หญิงสาวเห็นมือของดูลัสชะงักค้าง ริมฝีปากเม้มแน่นหักลงตรงมุม แม้เธอไม่อาจเห็นใบหน้าของเขาโดยตรง

แล้วเจ้าเชื่อมันงั้นหรือเสียงถามของชายหนุ่มแผ่วต่ำ แทบมีแววกล่าวหา

มะ...ไม่อยู่แล้วค่ะเคียรารีบตอบพร้อมกับสั่นศีรษะท่านแฟคท์นาจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร...ข้าคิดว่าคนส่วนมากในธีร์ดีเรต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่...แต่คนทรายนั่นทำให้เจ้าหญิงทรงเชื่อไปแล้ว หากท่านไม่อธิบายเรื่องนี้กับพระองค์แต่ดึงดันพากลับไป อาจจะมีแต่เสียนะคะ

ข้าอธิบายแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ดูลัสตอบเรียบเฉยตามเดิม ท่าทางของเขาดูสงบขึ้นเรามีเวลาแค่คืนเดียวในการพาเจ้าหญิงออกไปจากยาร์ลาธ จะเสียเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้

คะ...ค่ะหญิงสาวรับคำ กระนั้นยังไม่อาจห้ามคำถามท่านแฟคท์นา...ไม่ได้ทำอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ

ชายหนุ่มเงียบไปชั่วอึดใจ แต่แล้วก็ตอบเสียงแข็งหากเจ้าเชื่อ ก็ไม่ควรจะถาม

ขะ...ขอโทษค่ะเคียราละล่ำละลักข้าแค่...แค่สงสัยว่า...

ว่าอะไร

หญิงสาวชะงักไป เธอเริ่มลังเลที่จะบอกว่าหากเจ้ามณฑลอุลทูร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลอบปลงพระชนม์ แล้วเหตุใดดูลัสจึงรับจะนำสารไปมอบให้แก่บิดาราวกับยอมจำนนต่อคำข่มขู่นั้น

ว่า...พยานหลักฐานที่คนทรายอ้างว่ามี...น่ากลัวขนาด...ต้องใช้วิธีนี้อย่างเดียวเลยหรือคะ ถ้าท่านแฟคท์นาบริสุทธิ์...ก็น่าจะล้างมลทินให้ตัวเองได้ไม่ใช่หรือคะ เราไม่ควรพิสูจน์ให้องค์หญิงทรงเชื่อก่อนหรือ

จะสืบคดีต้องใช้เวลานาน แล้วหากยังประทับอยู่ที่นี่ต่อไป คนทรายนั่นก็มีแต่จะล้างสมององค์หญิง เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือเขาย้อนถามมันให้เจ้าหญิงทรงทำแต่เรื่องอันตราย ถึงขั้นจะให้ทรงม้าศึก ต่อให้นั่นเป็นพระประสงค์ของพระองค์เอง ก็เป็นแค่เรื่องอันตรายและไร้ประโยชน์เท่านั้น ข้าตั้งใจทำเช่นนี้เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม พวกมันไม่มีสิทธิ์หรือความชอบธรรมที่จะพาตัวพระองค์มาแต่แรกแล้ว และท่านพ่อของข้าก็ไม่มีวันยอมถูกข่มขู่ด้วยเรื่องแบบนี้แน่ ต่อให้พวกเราเชิญเสด็จเจ้าหญิงกลับไปถึงเมืองหลวง พวกมันก็ไม่มีทางเรียกร้องอะไรได้ ขืนพูดออกไป พวกมันเองต่างหากที่จะกลายเป็นกบฏแผ่นดิน

...เช่นนั้นหรือ...

เคียรานึกถึงคำแย้งของท่านดูลัสในกาลก่อน กับหลายๆ เรื่องที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงอยากทำ...ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ กฎต้องเป็นกฎ...ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ มันไม่ถูกต้อง...มันไม่ปลอดภัย ท่านดูลัสสามารถรับรองได้อย่างหนักแน่นว่าทุกการกระทำของตนมีกฎเกณฑ์และความถูกต้องสนับสนุน

แล้วทำไมคราวนี้ถึงไม่แย้งให้ชัดเจนเล่าว่าท่านแฟคท์นาไม่ได้ลอบปลงพระชนม์ ทำไมไม่รับรองให้เธอแน่ใจ หญิงสาวจะได้รู้ว่าการช่วยเหลือเขาคือสิ่งที่ควรทำ คือความถูกต้อง

ข้าก็หวังว่า...ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรลงไป เจ้าก็จะไม่เสียใจในภายหลังนะ...คำพูดของหญิงคนทรายกลับแวบขึ้นในความรู้สึก

เธอกำลังจะทำเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

...แต่ถอยหลังได้อีกหรือ...

เคียราสั่นศีรษะน้อยๆ แล้วกลั้นใจก้าวเข้าไปหาถาดใส่ถ้วยเครื่องดื่มหลังเห็นดูลัสวางมือจากการคนแล้ว ทว่าชายหนุ่มกลับยกมันขึ้นเสียเอง

เจ้านำทางไปยังห้องบรรทม ข้าจะถือเอง ยามีแค่ขวดเดียว เราจะเสียมันไปไม่ได้

ค่ะนางกำนัลสาวได้แต่รับอย่างจำนน

ดูลัสเรียกคนของเขาซึ่งแต่งชุดสีดำทะมัดทะแมงเช่นกันเข้ามา เขาสั่งชายคนนั้นให้ดับไฟในเตาให้เรียบร้อย และเฝ้าอยู่จนกว่าจะได้รับสัญญาณใหม่

เคียราเดินผ่านชายร่างใหญ่คนนั้นไปด้วยฝีเท้าแข็งขัด ลำคอของเธอร้อนผ่าว ไม่กล้าถามเลยว่าดูลัสกับบริวารเข้ามาได้อย่างไร เข้ามากันกี่คน

และคนรับใช้กับทหารยามรายรอบบ้านหลังนี้พากันหายไปที่ใด อีกทั้งอยู่ในสภาพใด

 

แอชลีนน์ลุกจากเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ และเหยียดสองแขนคลายความเมื่อยล้า

เหลียวดูเชิงเทียนที่ตั้งไว้ข้างโต๊ะก็พบว่ามันเหลือสั้นลงกว่าที่คิดไว้มาก น้ำตาเทียนพอกพูนเสียจนทำให้โคนเทียนที่เหลืออยู่ดูเหมือนภูเขาจำลองที่มีปุ่มปมน่าขัน

คืนนี้แสงจันทร์สว่าง เจ้าหญิงจึงดับเทียนก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่าง และรูดม่านให้แสงเข้ามาในห้องมากขึ้น

เงาสีดำขยับไหวแวบอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้เบื้องล่าง

หญิงสาวประหลาดใจ แต่เมื่อเพ่งมอง ก็ไม่พบเงานั้นอีกแล้ว รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ดังแสกสากกับเสียงแมลงราตรี

...คนเฝ้ายามหรือ...

แอชลีนน์ชะโงกศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ทว่าไม่เห็นใครอีก

เธอคิดอยู่ว่าควรเรียกยามที่เฝ้าอยู่ให้เดินมาทางนี้ดีไหม เพื่อจะได้ถามหรือบอกให้ระวังตัว...แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน

เคียราเองเพคะ

เจ้าหญิงเพิ่งนึกได้ว่าเครื่องดื่มก่อนนอนของตนมาช้ากว่าที่คิดเข้ามาสิ

นางกำนัลของเธอเปิดประตูเข้ามา แล้วเดินก้มหน้าถือถาดใส่ถ้วยกระเบื้องเข้ามาอย่างระมัดระวังในความมืดสลัว แอชลีนน์จึงได้เดินเข้าไปหาและตั้งคำถามข้างล่างมีอะไรหรือเปล่า เคียรามาช้าเหมือนกันนะ

มะ...ไม่มีอะไรเพคะ หม่อมฉันแค่เผลอ...อุ่นนมนานจนไหม้ เลยต้องอุ่นใหม่น่ะเพคะ

อย่างนั้นหรือหญิงสาวรับก่อนจะประคองถ้วยนมขึ้นมา อาศัยความอุ่นบนผิวกระเบื้องอังนิ้วของตนวันนี้ข้างนอกเงียบจัง ปรกติน่าจะมีเสียงเวลาเปลี่ยนเวรบ้าง หรือเรามัวแต่อ่านหนังสือจนไม่ทันสังเกตนะ

เอ่อ คะ...คงใช่เพคะเสียงตอบของเคียราฟังดูตื่นกว่าปรกติ

แอชลีนน์ชะงักขณะที่ริมฝีปากกำลังจะจรดขอบถ้วย

...ปลายนิ้วของเธอสัมผัสสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรอยู่ในนั้น...

...มีอะไรบางอย่าง...สังหรณ์บอกเธอเช่นนี้ เจ้าหญิงไม่รู้ว่าตนคิดมากไปเองหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรประมาทไม่ใช่หรือ

เคียรามีอะไรจะพูดกับเราไหม

พะ...เพคะ!นางกำนัลสาวสะดุ้งมะ...หมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ

อ้อ ไม่มีอะไรหรอก แค่ดูเหมือนเคียราคิดอะไรอยู่น่ะ ปรกติเคียราทำงานเรียบร้อยทุกอย่าง แต่ถ้ามีอะไรไม่เข้าที่ขึ้นมา แสดงว่ามีเรื่องกังวลใจไม่ใช่หรือแอชลีนน์วางถ้วยกลับลงไปบนจานรอง และหยิบด้ามช้อนเล็กที่ยังจุ่มอยู่ในนมร้อนออกไปวางไว้บนจานทั้งต้มนมไหม้ แล้วก็...ลืมช้อนเอาไว้ในถ้วยด้วย

เจ้าหญิงสบตากับนางกำนัล...และพยายามข่มความประหลาดใจของตนไว้ เมื่อเห็นนัยน์ตาเบิกโพลงราวกับตกใจสุดขีดของอีกฝ่าย

สิ่งแรกที่หลุดออกมาจากปากอ้ากว้างของเคียราคือเสียงสะอื้น

แอชลีนน์ประคองร่างของหญิงสาวไว้ พลางใช้อีกมือหนึ่งป้องปากกั้นเสียงร้องของเธอ จากนั้นจึงพยายามกระซิบที่ข้างหูตั้งสติดีๆ เคียรา มีคนอยู่ข้างนอกใช่ไหม พวกเขาจะพาตัวเราไป เลยบังคับให้เจ้าวางยาเราหรือ

นางกำนัลสาวแทบทรุดฮวบลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือที่แอชลีนน์เลื่อนให้ สองมือปิดหน้า ร่างกายสั่นเทิ้มพระอาญาไม่พ้นเกล้า...หม่อมฉันสมควรตาย...หม่อมฉันสมควรตายเพคะ

ไม่เป็นไร เราไม่เป็นไร และเจ้าก็จะไม่เป็นไรด้วย บอกเรามาซิ เคียรา พวกมันเป็นใคร มากันกี่คน เราจะได้หนีไปด้วยกัน

หนี...หนีไม่พ้นหรอกเพคะ ท่านดูลัส...ท่านดูลัสรออยู่หน้าประตูนี่เอง

เจ้าหญิงกัดริมฝีปาก และห้ามสารพันความรู้สึกที่พลุ่งขึ้นมากับชื่อนั้น

ภาพใบหน้าปวดร้าว และแววตาที่เหมือนจะคลอน้ำขององครักษ์หนุ่มในยามพบกันครั้งสุดท้ายผุดขึ้นมาในความทรงจำ...แต่เพียงครู่เดียวก็กลับกลายเป็นใบหน้าแข็งกร้าวในตอนที่เขาบีบข้อมือของเธอจนเจ็บแปลบ ขณะที่คนของเขาล้อมจับอาเมียร์ และหลังจากที่เขาจับต้องตัวเธอโดยไม่สมควร

สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะผิดสัญญากับเธอ และทำเพื่อแผนการของพ่อกับราชบัลลังก์เช่นนั้นหรือ

ดูลัสที่เป็นเหมือนพี่ชายของเธอ...คนที่เธอวางใจได้เสมอ...ไม่มีอีกแล้วหรือ

แอชลีนน์บังคับตนเองให้เลิกตั้งคำตัดพ้อคนที่ย่อมไม่มีวันได้ยิน

ความโกรธช่วยอะไรเธอไม่ได้ และความผิดหวังก็เช่นกัน

มีเพียงสติกับปัญญาที่จะช่วยได้

เขาเข้ามาได้อย่างไร

มะ...หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ แต่มีคนของเขามาด้วย หม่อมฉันเห็นผู้ชายตัวใหญ่อีกคนหนึ่งหญิงสาวตอบกลั้วสะอื้นเด็กเฝ้าครัวไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนเพคะ ส่วนคนอื่นๆ หม่อมฉันไม่ทราบ

แอชลีนน์ทบทวนในใจ ครั้งนั้นดูลัสนำนักรบเรเวนมาด้วยอีกเก้าคน หากเขาแสร้งทำเป็นออกจากมณฑล ก็เป็นไปได้มากว่าจำนวนคนในครั้งนี้จะมีเท่ากัน หรือในกรณีที่ลักลอบกลับเข้ามาก็ไม่มากไปกว่านั้น มิเช่นนั้นจะมีพิรุธตอนลอบผ่านด่าน

เพื่อความไม่ประมาท หญิงสาวเก็บดาบกับมีดสั้นประจำราชวงศ์ไว้ในห้องนอนด้วย แต่การรับมือนักรบมีประสบการณ์สิบคนพร้อมกันหรือไล่ๆ กันเป็นเรื่องยาก...อย่าว่าแต่สำหรับผู้หญิงที่ไม่เคยต่อสู้จริงๆ มาก่อนเลย เธอควรเลือกวิธีหลบหนีที่ต้องปะทะกันน้อยที่สุด

ปีนลงไปทางหน้าต่าง ลอบไปที่คอกม้าแล้วขี่ม้าออกไป...อาจจะพอทำได้ แต่ไม่รู้ว่ามีคนของดูลัสซุ่มอยู่ที่ตรงไหนบ้าง มิหนำซ้ำเคียรายังไม่คล่องตัวทั้งเรื่องปีนหน้าต่างและขี่ม้า

หรือจะแสร้งทำเป็นว่าเคียราเกลี้ยกล่อมเธอให้ยอมไปด้วยได้โดยไม่ต้องวางยา จากนั้นค่อยหาโอกาสหลบหนีไปด้วยกันสองคน...ไม่ได้...แบบนี้ดูลัสอาจยิ่งสงสัยว่าเหตุใดแอชลีนน์จึงเปลี่ยนใจง่ายดายนัก เขาจะประมาทที่สุดก็เมื่อนึกว่าเธอไม่มีสติ ไม่มีหนทางทำเรื่องไม่คาดฝันนั่นเอง

ในนมมียานอนหลับใช่ไหมเจ้าหญิงตัดสินใจถามตรงๆมันออกฤทธิ์ในกี่นาที ดูลัสบอกเคียราหรือเปล่า

หญิงสาวสั่นศีรษะขะ...เขาบอกแค่ว่าออกฤทธิ์เร็ว...เพคะ

ออกฤทธิ์เร็ว...นั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ แอชลีนน์คิดว่าเธอกับเคียราพูดคุยกันมาได้ราวๆ ห้านาทีแล้ว ทิ้งเวลาเนิ่นช้ากว่านี้ คนที่รออยู่นอกห้องย่อมต้องสงสัย

เราจะแกล้งทำเป็นหลับเจ้าหญิงเอ่ยเคร่งขรึมแล้วระหว่างทาง จะหาโอกาสขโมยม้าของพวกนั้นหนีออกมากับเคียรา แบบนี้เราคงต้องไปทั้งชุดนอน ดูลัสน่าจะนำมีดสั้นของเราไปด้วย แต่เขาคงทิ้งดาบไว้ เคียราช่วยซ่อนดาบไว้ในชุดของเคียราได้ไหม ถึงตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสชิงดาบจากพวกของดูลัสได้มากเท่าไร

นางกำนัลสาวเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจและสั่นศีรษะซ้ำๆ

มะ...ไม่ได้เพคะ องค์หญิงเสด็จหนีไปคนเดียวเถอะ องค์หญิงทรงอาวุธเป็น...ทรงม้าเป็น...น่าจะหนีไปได้โดยที่พวกนั้นไม่รู้ตัว หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่เอง จะ...จะถ่วงเวลาเอาไว้

ถ่วงเวลาอย่างไร เคียราทำอะไรได้แอชลีนน์คาดคั้นพร้อมกับขมวดคิ้ว

หม่อมฉัน...หม่อมฉันทรยศองค์หญิง แล้วยังจะให้หม่อมฉันไปด้วยอีกเหรอเพคะ

เคียราไม่ได้ทรยศอะไรเราเจ้าหญิงวางสองมือลงบนไหล่ของนางกำนัลเคียราไม่เห็นด้วยกับดูลัสไม่ใช่หรือถึงได้บอกความจริงกับเรา เรากลัวว่าถ้าถูกเอาตัวไป เคียราจะไม่ปลอดภัย เราคิดว่าดูลัสไม่ทำร้ายเคียราแน่ แต่เคียรารู้เรื่องท่านแฟคท์นาแล้ว หากเขารู้ก็อาจจะฆ่าเคียราเพื่อปิดปาก หรือคุมตัวไว้ ทรมานให้พูดเรื่องของเรากับอาเมียร์ หรือเรื่องในยาร์ลาธก็ได้ ถ้ากระทั่งเสด็จพ่อ เสด็จแม่กับเสด็จพี่เขายังฆ่าได้ลงคอ แล้วเขาจะยอมละเว้นเคียราหรือ เราไม่อยากเสียคนที่เรารักไปอีกแล้วนะ!

องค์หญิง หม่อมฉัน...

อย่าคิดว่าเคียราทำอะไรผิดหรือจะเป็นตัวถ่วงเราเลย รีบหนีไปด้วยกัน เรามีเวลาไม่มากนะแอชลีนน์ตัดบทก่อนจะผละไปหยิบดาบที่เธอวางไว้ข้างเตียงกับมีดสั้นที่ใต้หมอน ตอกย้ำความเร่งร้อนของสถานการณ์

นางกำนัลสาวยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

เจ้าหญิงเชื่อว่าอีกฝ่ายคงจะยอมจำนนด้วยเหตุผลแล้ว...จนกระทั่งได้ยินเสียงกระทบกันเบาๆ ของกระเบื้อง

เธอหันไปเห็นเคียราวางมือจากถ้วยนม

เคียรา!แอชลีนน์ร้องเรียกอย่างตกใจ แม้จะข่มเสียงให้เบาอยู่

นางกำนัลสาวถอนหายใจยาว แล้วก็ลุกจากเก้าอี้อย่างเชื่องช้า ย่างก้าวหนักอึ้งมาจนถึงขอบเตียงก็ซวนเซถลาล้มลงบนฟูก

เคียรา!เจ้าหญิงปราดเข้าไปประคองญาติผู้พี่อย่างร้อนรนไม่นะ เคียราคงไม่ได้...

ขอ...ประทานอภัย...เพคะเคียราพึมพำแผ่วเบา หยดน้ำรินจากหางตาที่ค่อยๆ หรี่ลงหม่อมฉัน...ไปด้วย...ไม่ได้แล้วเพคะ...รีบ...ไปเถอะ...

แอชลีนน์กัดริมฝีปากและรั้งสติของตนเองไว้ ย้ำในใจว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่อาจช่วยพาเธอออกไปจากสถานการณ์ลำบากนี้

ความโกรธช่วยอะไรเธอไม่ได้ และความห่วงใยก็เช่นกัน

 

ดูลัสข่มใจที่ยิ่งกว่ากระวนกระวายไว้ในร่างที่เหยียดยืนนิ่ง แม้จะอยากเปิดประตูห้องเข้าไปดูแทบทุกขณะจิตว่าเกิดเหตุผิดพลาดอันใดหรือไม่

นานเหลือเกินกว่าเคียราจะเปิดประตูออกมาอีกครั้งแล้วก้าวหลบไป ให้ชายหนุ่มได้เข้ามาเห็นร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงซึ่งสวมเสื้อคลุมกับผ้าคลุมเดินทางทับเสื้อนอนไว้เรียบร้อยและดึงหมวกคลุมลงปกคลุมศีรษะภายใต้แสงสลัว

ดูลัสแทบระบายลมหายใจอย่างโล่งอกขณะมองดวงหน้าในห้วงนิทราของเจ้าหญิงของเขาอย่างโหยหา

ที่นานอยู่ คงเป็นเพราะนางกำนัลสาวช่วยทรงฉลองพระองค์ให้พร้อมสำหรับการเดินทางกระมัง

ทำได้ดีมาก เคียราชายหนุ่มเอ่ย ก่อนจะช้อนร่างของเจ้าหญิงขึ้นมาแล้วเดินนำออกไปจากห้องนั้นเจ้ารู้ใช่ไหมว่าทรงเก็บพระแสงกริชของราชวงศ์ไว้ที่ไหน นำมันมาด้วย

คะ...ค่ะหญิงสาวตอบเสียงแผ่ว เขาเหลือบไปเห็นเธอหยิบมีดสั้นออกมาจากใต้หมอน จากนั้นก็เดินตามออกมาอย่างว่าง่าย

เท้าสองคู่ก้าวแผ่วเบาไปตามทางเดินพร้อมกับร่างที่หลับใหลไม่ได้สติ จนถึงเชิงบันไดจึงพบใครอีกคนยืนรออยู่

บรรยากาศรอบตัวชายผู้นั้นดูราวกับเปลี่ยนไปเมื่อสายตาของเขาพุ่งตรงมาทางร่างในอ้อมแขนของดูลัสนี่หมายความว่าอย่างไร

เจ้าหญิงทรงพร้อมที่จะเสด็จไปกับพวกเราแล้วชายหนุ่มกลั้นใจตอบเสียงเรียบ

พร้อมด้วยการตัดสินใจของพระองค์เอง หรือเพราะสิ่งใดก็ตามที่ทำให้บรรทมหลับไป

จะเพราะอะไร ภารกิจของเราก็ยังเป็นเช่นเดิม รีบไปเถอะดูลัสตัดบทข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง

การอ้างคำคำนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านจะไม่ทำสิ่งใดผิดพลาด หรือทำสิ่งที่ไม่เกินความรับผิดชอบของตน

รีบไปเตรียมม้า เราเสียเวลามามากแล้วพระคู่หมั้นเอ่ยเสียงกร้าวข้าเป็นคู่หมั้นของพระองค์ พวกมันต่างหากที่ลักพาเจ้าหญิงมาอย่างไม่ถูกต้อง

ฟีอาครายังคงสบตากับเขาอย่างเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงได้ทำท่าจะเดินออกไป

ดูลัสค่อยโล่งอกว่าทุกสิ่งจะราบรื่นเสียที แต่แล้วเสียงของบุคคลที่สามซึ่งเงียบมาตลอดก็ดังขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ทะ...ท่านดูลัสคะ

เขาเหลียวกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าราวกับไม่กล้าสบตามีอะไรรึ เคียรา

ข้า...เอ่อ...ข้าลืมของไว้ที่ห้อง จะขอกลับขึ้นไปเอาได้ไหมคะนางกำนัลสาวถามตะกุกตะกักเป็นเครื่องประดับ...ของดูต่างหน้าของแม่ข้าน่ะค่ะ

งั้นก็รีบไปเป้าหมายอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว ดูลัสย่อมไม่อยากเสียเวลาอีก แต่ในเมื่อหญิงสาวอุตส่าห์ช่วยเหลือถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจเธอ เขารู้ว่าการสูญเสียแม่เจ็บปวดอย่างไรเราจะออกไปรอที่ข้างหน้า

ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะเคียราค้อมศีรษะอย่างต่ำ ก่อนจะกลับหลังหัน

ทว่าชายหนุ่มระลึกถึงของสำคัญที่เธอถืออยู่ในมือได้เดี๋ยวก่อน

คะ...คะนางกำนัลสาวเหลียวมาอย่างตื่นๆ

ส่งพระแสงกริชให้ฟีอาครา เจ้าจะได้ไม่ไปลืมไว้ที่ไหน

หญิงสาวนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจก็ทำตามนั้น

ครั้นแล้ว เธอก็รีบสาวเท้ายาวๆ ขึ้นบันได และเลี้ยวสู่ทางเดิน ลับจากสายตาของเขาไป

ฟีอาครามองตามหลังเคียราอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงได้ตรงไปที่ประตูหน้าบ้านตามคำสั่ง

ดูลัสหันมาสนใจร่างน้อยในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง

เขาได้เจ้าหญิงของเขากลับคืนมาแล้ว และจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนพรากพระองค์ไปอีกเด็ดขาด

 

หญิงสาวที่ใครๆ เข้าใจกันว่าเป็นเคียราไม่ได้เข้าไปในห้องพักของนางกำนัลสาว แต่กลับเดินอ้อมลงบันไดไปอีกทาง

บนชั้นสองไม่มีใครอยู่อีก..,เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะเรือนคนรับใช้นั้นอยู่แยกออกไปต่างหากจากบ้านหลังใหญ่ และคนของดูลัสคงเห็นว่าควบคุมเส้นทางชั้นล่างไว้หมดก็เท่ากับปลอดภัยแล้ว

กระนั้น ที่เชิงบันไดซึ่งลงไปใกล้ห้องครัวที่ด้านหลังก็ยังมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่

เขามองเธอเป็นเชิงถามแม้จะยังนิ่งเงียบ และหญิงสาวก็รู้ว่าตนต้องให้คำตอบที่ฟังสมเหตุสมผล

ข้า...ทำต่างหูหล่นหายน่ะค่ะ คงเป็นตอนชงเครื่องดื่มให้เจ้าหญิง มันเป็นของดูต่างหน้าของแม่ข้าเธอรีบอธิบายท่านดูลัสเลยให้รีบมาหา ท่านช่วยข้าหน่อยได้ไหมคะ

แอชลีนน์แบมือให้เขาเห็นต่างหูเงินอันหนึ่งซึ่งเธอหยิบมาจากห้องของตนเพื่อช่วยสร้างแผนการหน้าตามันเป็นอย่างนี้ค่ะ

ขอรับชายคนนั้นพยักหน้ารับอย่างสุภาพแล้วก็เดินเข้าครัวไปพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันค้นหาต่างหูที่ไม่เคยหล่นอยู่คนละมุม

เจ้าหญิงในคราบนางกำนัลทำเป็นมองหาอยู่ข้างเตา ครั้นแล้วก็ทิ้งต่างหูเล็กๆ ลงในซอกที่อยู่ระหว่างเตาไฟกับถังไม้ใส่น้ำใบใหญ่

จากนั้น เธอก็อุทานขึ้นมาเจอแล้วค่ะ!

ชายหนุ่มหันมา และหญิงสาวก็ทำเป็นยื่นมือเข้าไปในซอกจนสุดแขน ก่อนจะร้องอย่างกังวลแย่จริง หล่นเสียลึกเชียว เอื้อมไม่ถึงเลย

ให้ข้าช่วยไหมขอรับนักรบร่างใหญ่เดินเข้ามาใกล้ แอชลีนน์จึงถอยออกไปและมองเขาคุกเข่าลง ยื่นมือเข้าไปในซอก...ได้แล้วขอ...โอ๊ย!

เขาไม่ทันได้พูดจบ เพราะกระทะเหล็กที่แขวนอยู่ไม่ห่างเตาถูกเจ้าหญิงคว้าด้ามมา และหวดลงไปบนท้ายทอยเสียก่อน

แอชลีนน์มองด้านหลังของชายที่ทรุดลงแน่นิ่ง สองมือของเธอยังถือกระทะค้างอยู่ จนกระทั่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายหมดสติไปแล้วจริงๆ จึงได้วางมันลงและปลดดาบกับมีดสั้นที่ติดตัวเขามาแทน

จากนี้ต้องมุ่งหน้าไปยังคอกม้า และภาวนาว่าจะไม่มีคนเฝ้าอยู่

...ไม่ก็ต่างหูอีกข้างที่เหลือจะทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดียวกัน ถ้าใช้ร่วมกับด้ามคราดโกยฟาง

 

เมื่อพบว่าที่คอกม้าไม่มีใครอยู่ เจ้าหญิงก็โล่งใจเป็นอย่างมาก

เฟกับเอ็มบาร์ดูกระวนกระวาย แต่ก็เงียบลงเมื่อเธอเข้าไปใกล้ บางทีพวกมันคงได้กลิ่นของคนแปลกหน้า ตามที่อาเมียร์บอกว่าม้าจมูกดีกว่าที่คิดกระมัง

แอชลีนน์นึกทบทวนว่าตนควรจะหนีไปที่ใด จวนที่ท่านเบเรคอยู่คือตัวเลือกแรกสุด ไม่อย่างนั้นก็เข้าเมืองเคนมารา ทหารยามที่หน้าประตูเมืองคงเข้าใจและรู้ว่าจะรับมือกับพวกของดูลัสอย่างไร

แต่หากทหารยามนั่นเป็นพวกของรองเจ้ามณฑลกับลูกชายซึ่งเคยร่วมมือกับดูลัสเพื่อจับตัวอาเมียร์กับเธอเล่า แบบนั้นเธอมีแต่จะวิ่งเข้าไปหากับดักแท้ๆ

เอาเถิด ถึงอย่างไรก็ต้องไปที่จวนก่อน หากเห็นท่าไม่ดีค่อยเปลี่ยนจุดหมาย จวนอยู่ระหว่างทางไปเคนมาราพอดีไม่ใช่หรือ

แอชลีนน์พยายามทบทวนเส้นทางแผนที่ เธอไม่เคยขี่ม้าออกไปนอกบ้านพักไกลนัก แต่หากไปจนพบถนนสายหลักก็น่าจะตั้งต้นได้ ที่เหลือก็คือจะนำเฟหรือเอ็มบาร์ไป

หญิงสาวคุ้นกับเฟมากกว่า และเคยขึ้นหลังเอ็มบาร์มาสองสามครั้งเท่านั้นเองโดยมีอาเมียร์อยู่ด้วย แต่หากต้องวิ่งควบ เฟย่อมวิ่งไม่เร็วและไม่ทนเท่ากับเอ็มบาร์

แต่เธอจะคุมเอ็มบาร์ตอนควบเต็มที่ได้หรือ

ไม่ได้! นี่ไม่ใช่เวลามามัวลังเลอีกแล้ว!

แอชลีนน์ถอดชุดกระโปรงรุ่มร่ามออกก่อนจะรวบผม แขวนดาบกับมีดสั้นไว้ที่เข็มขัดซึ่งคาดกางเกงที่สวมไว้ข้างในกับรองเท้าบู๊ตขี่ม้า จากนั้นเธอก็เข้าใกล้ซองที่อยู่ของม้าใหญ่สีน้ำตาลแดง ส่งเสียงเรียกและลูบคอกับไหล่ของมันให้ผ่อนคลาย แล้วจึงเปิดประตูซองเข้าไป และสวมเครื่องม้าต่างๆ ให้กับมันโดยเร็ว

ประตูหน้าคงจะเปิดอยู่ เพราะเมื่อครู่เธอได้ยินเสียงดูลัสสั่งชายอีกคนให้ไปนำม้า แสดงว่าพวกเขาคงจะจูงม้าเข้ามาที่สวนหน้าบ้านแล้วค่อยขี่ออกไป นั่นเองคือช่องทางที่เธอต้องรีบใช้

ต้องไปให้ได้ก่อนที่ม้าของพวกนั้นจะมาถึง...

แอชลีนน์จูงเอ็มบาร์ออกมาจากซอง แล้วเปิดประตูคอกม้าให้พร้อมก่อนจะลากแท่นไม้สำหรับขึ้นหลังม้ามาวางให้ตรงกับอานทางด้านซ้าย จากนั้นเธอจึงดึงบังเหียนขึ้น วางเท้าซ้ายลงเหยียบโกลน และหลังจากลองทิ้งน้ำหนักลงไปครั้งสองครั้งเพื่อทดสอบอานกับเพิ่มแรงส่ง ก็เหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าใหญ่ได้อย่างไม่ยากนัก

เอ็มบาร์ วิ่งไปด้วยกันนะเจ้าหญิงปล่อยมือข้างหนึ่งจากสายบังเหียนไปลูบขนแผงคอและข้างไหล่ของเจ้าม้าพาข้าหนีไปให้ได้ ทำได้ใช่ไหม

หญิงสาวสูดหายใจลึกและจับบังเหียนให้มั่น ครั้นแล้วก็แตะน่องทั้งสองกับสีข้างของม้าเบาๆ ให้เริ่มเดิน

จากเดินเป็นเดินเหยาะ ก่อนจะขยับตัวให้รับกับจังหวะก้าวเดินของม้า พอเดินเหยาะได้แล้วก็กระตุ้นให้วิ่งเหยาะ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตั้งท่าให้ดี...

และวิ่งควบ

แอชลีนน์โน้มกายไปข้างหน้าจนแทบซบกับคอม้า แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะรักษาท่านั่งของตนและตามจังหวะให้ทัน กีบเท้าทั้งสี่ของเอ็มบาร์กระทบบนพื้นดินไล่ๆ กันอย่างหนักหน่วง รวดเร็วและทรงพลังกว่าครั้งที่ขี่เฟมากเหลือเกิน...ขณะที่ภาพด้านข้างของบ้านพักเคลื่อนผ่านหางตาไปอย่างรวดเร็ว

ที่สนามหน้าบ้านมีม้ายืนรออยู่แล้ว นักรบเรเวนส่วนมากนั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมสรรพ เช่นเดียวกับดูลัสที่ประคองร่างไร้สติของเคียราไว้ข้างหน้า

หญิงสาวเผลอสบตากับนัยน์ตาเบิกกว้างประหลาดใจของเขา...ในชั่วแวบที่เอ็มบาร์ทะยานผ่าน

ประตูอยู่ข้างหน้า เจ้าหญิงบังคับให้สายตาของตนมองตรงไป บังคับจิตให้จดจ่อแต่เพียงเส้นทางการหนี แม้หัวใจจะเต้นรัวเร็วอยู่ในอก กระทั่งลมหายใจถูกบีบเป็นห้วงถี่กระชั้น

...ทั้งๆ ที่เธอไม่ใช่ผู้ที่กำลังวิ่งไปตามท้องถนน และไม่ใช่เจ้าของเสียงตะโกนเร่งร้อนที่ตามไล่หลังมา

หยุดม้าเถอะพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์ยังเพิ่งจะทรงหัดควบ! ทำเช่นนี้อันตรายมากนะพ่ะย่ะค่ะ!

อันตราย...อาจจะใช่ แต่เธอยังจะเชื่อถือชายที่พยายามจะลักพาตนได้อีกหรือ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #46 ขอขีดเขียน (@Sharina) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 07:53
    เข้ามากรี๊ดแอชลีน นางมีสติ และนางสตรองมาก เริ่ดค่ะ ><
    #46
    1
    • #46-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 73)
      24 ตุลาคม 2560 / 20:51
      จะเป็นราชินีต้องถึกบึกทนทาน (???) ค่ะ
      #46-1
  2. #45 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 21:42
    ปลื้มปริมมากกกตอนนี้ แอชลีน หนูเก่งขึ้นน่ะลูก ดูรอบคอบ ฉลาด มีไหวพริมขึ้น ดูแล้วพัฒนาการเจ้าหญิงดีขึ้น ส่วนดูลัสยังน่าหมั่นใส้เหมือนเดิม เคียร่าาลูกกก ทำดีมากกแล้ว


    ปล. ดีใจที่ไรท์กลับมาน่ะค่ะ ขอบคุณคร้าบบบบบ
    #45
    1
    • #45-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 73)
      24 ตุลาคม 2560 / 20:50
      ขอบคุณค่า TwT ตอนนี้อยากให้เห็นว่าสกิลหลายอย่างที่ได้มาจากอาเมียร์มีประโยชน์แค่ไหนค่ะ (แต่ดูลัสคงบอกว่าไม่ต้องมีเสียเลยจะดีกว่าแหงๆ 5555)
      #45-1
  3. #44 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:14
    สวัสดีค่า >w< ไรเตอร์กลับมาลงงานตามเดิมแล้วนะคะ 
    #44
    0