The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,815 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    99

    Overall
    5,815

ตอนที่ 69 : 7 - สิ่งที่ตนทำได้ "ยานั้น ข้าจะฝากไว้กับท่าน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 ก.ค. 61

บทที่ ๗

สิ่งที่ตนทำได้

 

ในเมื่อเจรจากับดูลัสเรียบร้อยแล้ว แอชลีนน์คิดว่าวันนี้คงจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่เมื่อตกกลางคืนก็มีเรื่องวุ่นวายไม่คาดฝัน

เจ้าหญิงกำลังจะเข้านอนพอดีเมื่อจู่ๆ มีเสียงตะโกนโหวกเหวกในจวนว่าคุณชายรูอาร์คได้รับบาดเจ็บ ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลีกทาง...ให้รีบพาเข้าไปในจวนโดยเร็ว...ให้เร่งเตรียมสถานที่และข้าวของให้หมอ

หญิงสาวผุดลุกจากเตียงและวิ่งแหวกม่านตรงไปที่ระเบียง พอชะโงกมองลงไปก็เห็นพวกผู้ชายหามแคร่เข้ามาจากประตูใหญ่ แล้ววิ่งมาตามทางเดินในสวนหน้าจวนอย่างเร่งรีบ มีชายผมแดงหน้าซีดเผือดนอนปวกเปียกอยู่บนนั้น ร่างคลุมด้วยผ้าซึ่งแม้จะมีสีเข้ม ก็ยังเห็นได้ชัดว่าเปียกเลือดชุ่มโชก

อาเมียร์วิ่งตามมาข้างๆ แคร่ด้วยสีหน้าร้อนรน และหยุดยืนอธิบายกับท่านเบเรคซึ่งออกมาจากในอาคาร ก่อนจะตามเข้าไปด้วยกันในไม่ช้า

พวกเขายังไม่ทันลับสายตา เจ้าหญิงก็หมุนตัวกลับ คว้าเสื้อคลุมสีเข้มที่แขวนบนราวไม้มาสวมทับชุดนอนสีขาวยาวกรอมข้อเท้าโดยเร็ว จากนั้นก็สวมรองเท้าแล้วก้าวตรงไปทางประตู ทว่าหญิงอีกคนในห้องขัดขึ้นเสียก่อน

องค์หญิง! จะเสด็จไปไหนหรือเพคะ!

รูอาร์คบาดเจ็บ เราจะไปดู

เคียรากลับยุดแขนของเธอไว้ทรงผลัดฉลองพระองค์ก่อนเถอะเพคะ องค์หญิงไม่ควรเสด็จออกไปทั้งอย่างนี้นะเพคะ

เราจะไปดูเพื่อนของเรา ต้องมีพิธีรีตองอะไรกันนักหนาเล่า!

แต่มันไม่งามนะเพคะ จะเสด็จออกไปทั้งฉลองพระองค์บรรทมได้อย่างไร

เพื่อนเราบาดเจ็บ จะให้มัวมานึกถึงเรื่องงามไม่งามอีกหรือ!แอชลีนน์แย้งทันควันเคียราอยากเปลี่ยนชุดก็เปลี่ยนไป แต่เราจะออกไปเดี๋ยวนี้

องค์หญิง—”

เจ้าหญิงสะบัดแขนจากมือของนางกำนัล แล้วรีบเปิดประตูห้องนอนออกไปในทันที

เวลานั้นคนอื่นๆ ในจวน ทั้งท่านหญิงกับคุณหนูฟิเดลมาและคนรับใช้อื่นๆ ดูเหมือนจะรู้ข่าวและออกมากันแทบหมด ทว่าพวกเขาเพียงแต่จับกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงกลาง หลายคนมีสีหน้าหวาดหวั่น กระซิบกระซาบไต่ถามกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

คงมีคนนึกไปถึงเฟย์ลิม นึกถึงครั้งที่เขาจากไปกะทันหัน แต่ก็ไม่มีใครยอมพูดออกมา

แอชลีนน์ถามได้ความว่ารูอาร์คถูกพาเข้าไปในห้องอาหารชั้นล่าง เมื่อเธอวิ่งตามเข้าไปโดยไม่ฟังคำทัดทานก็พบร่างซีดเผือดชุ่มเหงื่อของชายหนุ่มผมแดงวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งเชิงเทียนเงินทั้งหลายถูกย้ายหลบไปจนหมดสิ้น ไฟในเตาผิงถูกจุดขึ้นอย่างเร่งร้อนเช่นเดียวกับตะเกียงและเทียนที่ให้แสงสว่าง

มีคนมากมายอยู่ในห้องนั้น ทั้งกลุ่มชายฉกรรจ์ที่หามแคร่ อาเมียร์ที่สวมชุดเปื้อนเลือดเป็นรอยใหญ่ซึ่งเริ่มแห้งกรัง หากไม่เห็นว่าตามร่างกายไม่มีบาดแผลและยังยืนตรงอยู่ได้ทั้งๆ ที่ดูอิดโรย ก็คงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนเจ็บอีกคนหนึ่งได้ไม่ยาก ข้างๆ ชายหนุ่มคือท่านเบเรคซึ่งสวมผ้าคลุมทับเสื้อนอน ส่วนหมอผู้สวมหมวกปีกกว้างสีดำเป็นสัญลักษณ์กับผู้ช่วยที่สวมเสื้อคลุมสีดำเช่นกันเพื่อไม่ให้เห็นคราบเลือดกำลังรีบตระเตรียมเครื่องมือ

ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเธอ จนกระทั่งท่านเบเรคเห็นจะสังเกตเป็นคนแรก ท่านเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเจ้าหญิงและเอ่ยเสียงเบาเป็นกระซิบ

แม่หนู...ข้าขอโทษ แต่พวกเรากำลังยุ่ง เชิญออกไปก่อนเถอะนะ

หญิงสาวงุนงงอยู่แค่ครู่เดียวก็เข้าใจว่าท่านเบเรคไม่ใช้ราชาศัพท์เพราะฐานะของเธอยังไม่อาจถูกเปิดเผยต่อคนนอกจวน

ข้า...หญิงสาวกลืนน้ำลายฝืดๆรูอาร์คเป็นเพื่อนของข้า ข้าขออยู่ไม่ได้หรือคะ

นั่นอาจฟังดูไร้เหตุผล...ไร้สาระ แอชลีนน์รู้ดีว่าต่อให้ตนเองอยู่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ แต่ถึงอย่างนั้น...

คนที่ข้ารักหลายคนจากข้าไปโดยที่ข้าช่วยพวกเขาไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่จะคอยอยู่เคียงข้างเขา ข้าเข้าใจว่าท่านกับอาเมียร์จะรอดูอยู่ในนี้เพราะเป็นห่วงรูอาร์ค...ทั้งๆ ที่พวกท่านทำได้แต่เฝ้าดู ข้า...ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกับพวกท่าน ข้าขอแค่ดูอยู่เงียบๆ รับรองว่าจะไม่สร้างปัญหาแน่นอน ให้ข้าอยู่เถอะนะคะ

เจ้ามณฑลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและหันไปพูดกับชายอีกคน

อาเมียร์ เจ้าดูแลคุณหนูด้วย

ขอรับชายหนุ่มผมดำรับแล้วก็รีบเดินมาอยู่ข้างเธอ

ทั้งสามคนเฝ้ามองต่อไปขณะที่หมอพับแขนเสื้อคลุมยาวสีดำขึ้น แล้วลงมือเแกะผ้าพันแผลชั่วคราวบนร่างของคนเจ็บซึ่งถูกพันทับไว้บนเสื้อ จากนั้นเขาก็ใช้มีดกรีดเสื้ออาบเลือดของรูอาร์คออก เผยให้เห็นปากแผลเปิดสั้นๆ ที่เรียบกริบและยาวแค่ราวสองข้อนิ้ว แต่ยังดูน่าหวาดเสียวนัก

เขาถูกแทงหรือหมอถาม

ขอรับ ไม่ดาบก็มีดสั้น ข้าไม่ทันเห็นอาวุธ แต่ไม่รู้ว่าเข้าไปลึกเท่าไร รู้แต่เขาเสียเลือดมาก กดปิดแผลอยู่นานเลือดก็ยังไม่ยอมหยุดอาเมียร์รีบตอบ ในน้ำเสียงมีแววร้อนรนท่านช่วยเขาได้ใช่ไหม

สุดแท้แต่องค์สุริยเทพหมอรับเช่นนั้นแล้วก็ตรวจดูรอยแผลนั้นอีกสักพักหนึ่ง ก่อนจะเรียกหาเหล้าและสั่งให้พวกคนหามแคร่ซึ่งคงเป็นคนรับใช้ของจวนไม่ก็ลูกมือของหมอกดแขนขาของคนเจ็บไว้กับโต๊ะให้แน่น ทั้งยังหาผ้าสะอาดมาขยุ้มยัดใส่ปากของชายผมแดงไว้ด้วย

ไม่ช้า หญิงสาวก็ได้รู้เหตุผล

เมื่อเหล้าในขวดราดรดแผล รูอาร์คที่เคยนอนหอบหายใจตาปรือเหมือนแทบไม่เหลือสติก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว จากนั้นก็ตะเกียกตะกายดิ้นรน สะบัดศีรษะไปมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับส่งเสียงร้อง ฟังน่าหวาดหวั่นแม้จะอู้อี้ด้วยมีผ้าปิดกั้นไว้

แอชลีนน์พลอยสะดุ้งตามไปด้วย และเผลอเบียดชิดอาเมียร์ซึ่งยืนนิ่งค้างอยู่โดยไม่รู้ตัว

กระทั่งตอนที่คนเจ็บค่อยๆ สงบลงหลังจากหอบหนักเสียจนแผ่นอกเปลือยเปล่าสะท้อนขึ้นลงโดยแรง เธอจึงตระหนักได้ว่าตนเข้าใกล้ชายหนุ่มมากเกินไปและขยับถอยออกมา...ขณะที่ชายหนุ่มผมดำยังคงตะลึงงัน เขามีท่าทางราวกับไม่สังเกตสิ่งใดเลย นอกจากร่างของเพื่อนซึ่งกำลังบาดเจ็บและทุกข์ทรมาน

หมอใช้คีมแช่น้ำร้อนคีบผ้าสะอาดซึ่งผู้ช่วยเพิ่งต้มกับน้ำด้วยไฟในเตาผิงขึ้นมาซับทั้งเลือดและเหล้า ก่อนจะใช้คีมนั้นแตะดูที่ปากแผลอีกครู่หนึ่ง แล้วชุบผ้าที่แช่น้ำยาสีออกเขียวเหลืองเหมือนสมุนไพรบางอย่างลงเช็ดภายใน

เลือดยังคงซึมออกมาจากปากแผล ไม่ถึงกับพวยพุ่งเป็นน้ำพุ แต่ก็มากพอจะทำให้หวาดกลัวในใจ...โดยเฉพาะเมื่อมันตัดกับสีผิวซีดเผือดของชายหนุ่มเสียเหลือเกิน

ดูเหมือนจะไม่มีเศษอาวุธค้างอยู่ ข้าจะใช้เหล็กร้อนจี้ปิดปากแผลห้ามเลือด แล้วขูดเนื้อไหม้ออก แต่ถึงจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ แผลก็ยังลึกมาก ตอนนี้ยังรับประกันอะไรไม่ได้หมอเอ่ยพลางสั่งการเตรียมรักษา

ลำคอของหญิงสาวแห้งผากขณะมองต่อไป ผู้ช่วยของหมอนำเครื่องมือซึ่งมีลักษณะเป็นเหล็กด้ามยาวปลายแบนมาเผาด้วยไฟในเตาผิงจนร้อนแดง ส่วนชายคนอื่นๆ ได้รับคำสั่งให้กดแขนขาของคนเจ็บไว้อีกครั้ง ให้แน่นหนาที่สุด

หมอรับด้ามของแท่งเหล็กซึ่งดูราวกับจะเปล่งแสงสีส้มแดงอยู่ภายในด้านหัว และค่อยๆ เลื่อนปลายเข้าไปใกล้ปากแผล

แอชลีนน์เผลอหลับตาลง

เสียงร้องโหยหวนยาวนานของรูอาร์คในครั้งนี้ทำให้เจ้าหญิงผวาเข้าหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ สองมือของหญิงสาวกำหมัดอยู่ข้างตัว ขณะที่ไหล่ทั้งสองสั่นเทิ้มกับเสียงร้องซึ่งผ้าในปากของคนเจ็บไม่อาจกลั้นได้หมด

ไม่ช้า อาเมียร์ก็กุมมือข้างหนึ่งของเธอเอาไว้ บีบแรงขึ้นเล็กน้อยราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง หญิงสาวบีบตอบแน่นหนาพร้อมกับกลั้นน้ำตาของตนไว้ หน้าผากของเธอพิงบ่าของเขา เสื้อผ้าของเขายังชื้น ส่งกลิ่นเหงื่อและเลือด

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอถูกใครทำร้าย...แม้จะอดคาดเดาไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับตน

ก็เมื่อวันนี้เองเธอเพิ่งขอถอนหมั้นกับดูลัส และอาเมียร์ก็น่าจะอยู่กับรูอาร์คในขณะเกิดเหตุการณ์ เจ้าหญิงไม่รู้ว่าทั้งสองไปที่ไหน แต่ก็ยังวิตกหวาดกลัวอยู่ดีนั่นเองว่าดูลัสหรือพวกนักรบเรเวนอาจคิดจะลอบฆ่าทั้งสองด้วยความเจ็บแค้น แม้นั่นจะขัดกับวิสัยของอดีตราชองครักษ์ของเธอเพียงไร

กระทั่งท่านแฟคท์นาที่เธอเคารพอย่างญาติผู้ใหญ่ยังทำเรื่องโหดเหี้ยมขนาดฆ่าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ลงไปแล้วเลยไม่ใช่หรือ

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เวลาที่สามารถถามหรือพูดคุยสิ่งใด พวกเขาทำได้เพียงรอและภาวนาให้รูอาร์คเข้มแข็งพอที่จะผ่านพ้นมาได้เท่านั้น

ทั้งสองต่างนิ่งอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งเสียงร้องของชายผมแดงค่อยๆ แผ่วลงกลายเป็นเสียงหายใจครืดคราด นัยน์ตาบนใบหน้าบิดเบี้ยวไม่ยอมลืมขึ้น ขณะที่ฟันทั้งสองแถวขบกันผ่านผ้าที่อยู่ในปากเหมือนกับพยายามจะข่มความเจ็บปวดซึ่งยังรุมเร้าอยู่

กระบวนการหลังจากนี้จะเจ็บมากขึ้นอีก หากจะอยู่ดูต่อให้ทำใจหน่อยนะหมอพูดเสียงเรียบหลังจากบอกให้ผู้ช่วยจุ่มเครื่องมือซึ่งมีลักษณะคล้ายช้อนลงในน้ำร้อน

ท่านจะทำอะไรหรือคะเจ้าหญิงถามออกไป

ขูดเนื้อที่ตายจากเหล็กนาบออก หากทิ้งไว้จะทำให้ติดเชื้อจนเลือดเป็นพิษและถึงตายได้

เนื้อตาย...หมายความว่าเป็นเนื้อที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้วหรือ แต่ทำไมถึงยังเจ็บมากเล่า แอชลีนน์อยากถาม...แต่ก็รู้ว่าไม่ควรถ่วงเวลาของหมอ เมื่อครู่เธอคิดว่าคงไม่มีวิธีการรักษาใดที่เจ็บปวดทรมานไปกว่านี้อีกแล้ว แต่เมื่อนึกภาพแผลไหม้ของรูอาร์คถูกขูดออกด้วยเครื่องมือเหล็กแบบนั้น หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าจะสยดสยองขึ้นไปอีกสักเท่าใด

ถึงอย่างนั้น เธอก็จะอยู่ดู อย่างไรก็ต้องฝึกตนเองให้รับรู้เรื่องไม่น่าดูต่างๆ นานาให้ได้ไม่ใช่หรือ...หากจะต่อสู้เพื่อธีร์ดีเรในหลายๆ ด้าน

แอช เจ้าออกไปก่อนดีไหม เดี๋ยวข้าจะอยู่ที่นี่เอง เสียงของอาเมียร์ดังขึ้นในใจของเธอ

ทำไมล่ะ! หญิงสาวตั้งคำถามอยู่ในใจ

ข้าจะใช้มนตร์ทำให้รูอาร์คหลับลึกไป เขาจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น...การรักษาหลังจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าดูอยู่ดี

ใช่ ข้าก็ไม่คิดว่ามันน่าดูหรอก แต่ข้าอาจต้องรู้เห็นมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ แอชลีนน์แย้ง

ไม่มีคำตอบจากชายหนุ่ม เจ้าหญิงเงยมองและเห็นเขาก้มหน้าลง นัยน์ตาทั้งสองแปรกลายเป็นสีทองในชั่วแวบก่อนที่เขาจะหลับตาปกปิดพวกมัน

เธอเลื่อนสายตาตรงไปเบื้องหน้า พบว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ยังคงกดร่างของรูอาร์คเอาไว้ ส่วนหมอเริ่มจรดเครื่องมือนั้นลงบนผิวเนื้อ ขูดเอาผิวหนังที่ไหม้เกรียมออกไป อาเมียร์คงตัดสินใจรีบใช้เวทมนตร์แทนที่จะโน้มน้าวเธอ มิฉะนั้นจะไม่ทันเวลา

เวทมนตร์ของเจ้าชายแห่งความมืดคงได้ผล ครั้งนี้ชายหนุ่มผมแดงไม่ได้ร้องหรือดิ้นรน ลมหายใจของเขากลับแผ่วช้าเหมือนคนนอนหลับ ส่วนใบหน้าก็นิ่งสงบ

แอชลีนน์อดคิดไม่ได้ว่าคนทั้งหลายในห้องคงจะสงสัย แต่ไม่มีใครพูดออกมา ผู้ที่มีหน้าที่ของตนก็ทำสิ่งนั้น ผู้ที่เฝ้าดูก็ยังเฝ้าดูต่อไปอย่างเงียบงัน

และทั้งๆ ที่รู้สึกพะอืดพะอมอยู่ไม่น้อย หญิงสาวก็มองดูต่อไปจนกระทั่งหมอขูดเนื้อหนังที่ไหม้ออกไปจนถึงผิวเนื้อสีชมพูปนเลือดแดงไหลซิบ แล้วจึงได้เช็ดด้วยยาและปิดด้วยผ้าพันแผล

จากนั้น หมอก็บอกให้เคลื่อนย้ายคนเจ็บไปพักผ่อนในห้องนอน รูอาร์คจึงถูกย้ายขึ้นมาบนแคร่แล้วพาออกไปอีกครั้ง ท่านเบเรคเดินตามหลังไปเช่นเดียวกับอาเมียร์และแอชลีนน์ จนออกมาถึงโถงกลางแล้วก็ต้องประหลาดใจอีกครา

มีบุคคลไม่คาดฝันอยู่ที่นั่นอีกคน

พระมหาเถระลูเธียน...กับเสื้อนักบวชสีขาวที่เปรอะเปื้อนเลือด ตรงชายเสื้อยาวและแขนเสื้อขาดวิ่น ปราศจากผ้าทอลวดลายซับซ้อนซึ่งคลุมทับบอกยศอีกชั้น

หมอดูเหมือนจะตกใจ แต่แล้วก็รีบตั้งสติและเข้าไปถามว่านักบวชหนุ่มได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่ครั้นอีกฝ่ายสั่นศีรษะ บอกว่าเป็นเลือดของคนเจ็บก็รีบพยักหน้ารับทราบ และตามไปกำกับกลุ่มที่เคลื่อนย้ายรูอาร์คไปยังห้องพักฟื้น

เมื่อนั้นเอง เจ้ามณฑลจึงได้เข้ามาถามลูเธียนอย่างแผ่วเบา

เกิดอะไรขึ้นหรือ พระมหาเถระ ใครได้รับบาดเจ็บกัน ท่านถึงได้มาที่นี่

คนรู้จักของข้า แต่เวลานี้ไม่เป็นไรแล้ว ที่ข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องด่วนต้องกราบทูลเจ้าหญิงนักบวชหนุ่มตอบอย่างเคร่งขรึมเป็นการส่วนพระองค์ ไม่ทราบว่าท่านจะอนุญาตหรือไม่

ข้าจะให้พวกเขาเปิดห้องหนังสือให้ท่านเบเรคพยักหน้าข้าเองคงต้องถามอาเมียร์ว่าเกิดอะไรขึ้น เชิญท่านตามสบายเถอะ

ลูเธียนรับคำก่อนจะปรายมองชายผมดำเพียงครู่เดียว พร้อมกับยกมือขึ้นแตะเสื้อของตน

ดูเหมือนอาเมียร์จะพยักหน้าน้อยๆ แต่แอชลีนน์ก็ไม่แน่ใจนักว่าเธออุปาทานไปเองหรือไม่ เพราะชายหนุ่มเดินตามเจ้ามณฑลไปโดยไม่พูดอะไรเลย ขณะที่คนรับใช้อีกคนนำทางเธอกับพระมหาเถระไปยังอีกห้องหนึ่ง

 

มาลิอาบาดเจ็บลูเธียนเอ่ยขึ้นอย่างไร้พิธีรีตองทันทีที่ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องกว้างซึ่งเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ แต่จุดตะเกียงไว้บนโต๊ะเพียงดวงเดียว

เจ้าหญิงเบิกตากว้าง “...นาง...เป็นอะไรมากไหม

มาก...ข้าคนเดียวช่วยนางไม่ได้ จึงต้องขอร้องให้ท่านช่วยพระมหาเถระรีบพูดต่อไป

“...ข้าน่ะหรือเจ้าหญิงเลิกคิ้วอย่างสงสัยข้าจะทำอะไรได้

ท่านเป็นผู้สืบสายเลือดของสุริยเทพ ท่านมีอำนาจแสงสว่างอยู่ในตัว

แอชลีนน์กะพริบตาปริบๆ เธอรู้สึกเหมือนกับกำลังฟังเรื่องที่ออกมาจากนิทานปรัมปราหรือบทละครแนวอัศวินผู้กล้าปราบยุคเข็ญสักเรื่องหนึ่งข้าคิดว่าเรื่องที่ราชวงศ์ของเราสืบสายเลือดมาจากสุริยเทพลูคเป็นเพียงตำนานเสียอีก

จะเป็นตำนานหรือไม่ ข้าไม่รู้ รู้แต่ข้าสัมผัสได้ว่าในตัวท่านมีอำนาจแห่งแสงสว่าง หากได้รับการเบิกช่องทางพลังและฝึกฝนอย่างนักบวช ท่านก็จะใช้อำนาจรักษาได้ และนั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการนักบวชหนุ่มอธิบายเพื่อช่วยมาลิอา

เจ้าหญิงจำใจพยักหน้ารับ แม้จะไม่แน่ใจเอาเสียเลยว่าตนมีอำนาจตามที่เขากล่าวอ้างแล้วข้าต้องทำอะไร

ที่จริง การฝึกฝนต้องใช้เวลานานและต้องใช้แหล่งพลัง ควรทำในเวลากลางวัน แต่เรารอนานขนาดนั้นไม่ได้ เมื่อครู่ข้าบอกทางจิตให้อาเมียร์ตามมาพบพวกเราที่นี่แล้ว ข้าจะให้เขาใช้พลังหยุดเวลาของมาลิอาไว้ก่อน ส่วนข้าจะเบิกพลังให้กับท่าน แล้วช่วยท่านรักษานาง

แต่จะให้ข้าออกไปตอนนี้ได้หรือ ท่านเบเรคคงไม่อนุญาตแน่แอชลีนน์ติงอย่างกังวล

เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกเสียงของอาเมียร์ตอบมาจากข้างหลัง

หญิงสาวหันขวับไปเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าบานหน้าต่างซึ่งเปิดอยู่ก่อนจะปิดมันลงเบาๆ จึงได้เพิ่งตระหนักว่าชายหนุ่มสามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยโดยแท้

ข้าใช้มนตร์พรางกายพาท่านออกไปได้ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้ามาหาเจ้าหญิงกับนักบวชซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะ และหลังจากพูดกับเธอแล้วก็หันมาทางพระมหาเถระลูเธียนบ้างคนที่ทำร้ายมาลิอา...ใช่ภูตรับใช้ของมาดายหรือเปล่า

อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมข้าก็คิดว่าอย่างนั้น

ทำไม เกิดอะไรขึ้นหรือแอชลีนน์ถามอย่างสงสัย...ก่อนจะเริ่มคาดเดาได้รางๆอย่าบอกนะว่า...ที่ทำร้ายรูอาร์คก็เป็นพวกของมาดายเหมือนกัน

อาเมียร์ผงกศีรษะแวบเดียวและเอ่ยแผ่วเบาเป็นกระซิบเฟย์ลิม

หญิงสาวนั่งตัวชาอยู่กับที่ เธอรู้สึกราวกับถูกทุบเข้าที่ศีรษะจนมึนงง

ที่แน่ๆ คือในความมึนงงนั้นยังมีความโกรธเคือง มันโหดร้ายเกินไป เกินกว่าตอนที่เจ้าหญิงพยายามเตรียมใจยอมรับว่า วิญญาณของญาติที่เธอรักทั้งสามอาจถูกทัมมุซในร่างของมาดายกักขังไว้ใช้ประโยชน์เสียอีก

ยังมีเรื่องมากกว่านั้น แต่ไว้พูดกันทีหลังเถอะ ท่านลูเธียนคงอยากให้พวกเรารีบไปเจ้าชายแห่งความมืดพูดต่อท่านกลับไปที่ห้องก่อน ข้าจะพรางตัวเองขึ้นไปด้วย พอใช้มนตร์ทำให้เคียราหลับสนิทแล้ว เราค่อยออกมาด้วยกัน ท่านเบเรคสั่งให้ข้าค้างที่นี่ ดังนั้นข้าก็ต้องแอบออกไปเหมือนกัน

เช่นนั้นข้าจะออกไปรอข้างนอกพระมหาเถระลุกจากเก้าอี้ข้าขี่ม้ามาคนเดียว ท่านคงต้องยืมม้าที่จวนไปอีกตัว

ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นเลยชายหนุ่มแย้งเสียงเรียบขณะที่เจ้าหญิงได้แต่เหลือบมองอย่างสงสัย

 

ไม่ช้า แอชลีนน์ก็ได้รู้ความหมาย

เวลานี้กระแสลมเย็นพัดต้องใบหน้าของเธอ จนกระทั่งเส้นผมยาวซึ่งรวบมัดหางม้าไว้ไม่ให้เกะกะยังปลิวไปข้างหลังโดยแรง

หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะก้มลงมอง เธอเห็นทุ่งหญ้าซึ่งถูกขับจนเป็นสีน้ำเงินเข้มในยามราตรีอยู่ต่ำลงไปลิบๆ เบื้องล่าง ขณะที่ชายหนุ่มผู้มีปีกสีดำแผ่สยายเบื้องหลังอุ้มร่างของเธอไว้ ทั้งยังกำชับให้กอดคอเขาไว้ให้แน่น ตั้งแต่ก่อนที่จะโผบินขึ้นจากสวนด้านในของจวน และขออนุญาตเปิดการสื่อสารทางใจกับเธอ

ไม่มีใครเห็นเราจริงๆ หรือนี่ เจ้าหญิงนึกถามขณะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาเห็นฟ้าประดับดาวข้างบนซึ่งมีเมฆลอยอยู่เป็นหย่อมๆ และแทบแยกไม่ออกจากทิวเขาสีดำลิบๆ ที่เส้นขอบฟ้า

ไม่หรอก ข้ากางมนตร์กำบังไว้แล้ว เสียงของอาเมียร์ดังก้องขึ้นในใจ เมื่อครู่ เจ้านั่นเองก็วิ่งวุ่นไล่ตีคนอื่นอยู่หลายด้าน คงไม่มีอำนาจพอที่จะมาชนกับข้าตรงๆ ในตอนนี้แน่

แอชลีนน์ได้แต่พยักหน้ารับขณะทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากปากคำของชายหนุ่ม ซึ่งเล่าให้เธอฟังในห้องนอนขณะที่หญิงสาวเปลี่ยนเสื้ออยู่หลังฉากไม้เป็นชุดเสื้อกางเกง และรองเท้าบู๊ตเพื่อความคล่องตัว

ทัมมุซในร่างของมาดายไม่ได้ใช้เพียงเฟย์ลิม ทว่ายังมีกันซุคห์ และเสด็จพี่ไอลีช...ยืนยันข้อสันนิษฐานของอาเมียร์อย่างชัดแจ้งที่สุด

แต่ทำไมถึงต้องทำร้ายมาลิอากับรูอาร์คล่ะ หญิงสาวยังคงสงสัย ถึงมาลิอาจะเคยขัดขวาง...ทัมมุซ...แต่นางก็ช่วยล้างมลทินให้ท่านไม่ใช่หรือ แล้วรูอาร์คก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำไมต้องฆ่าเขาด้วย

ข้าไม่ค่อยแน่ใจ บางทีมันอาจจะอยากทำให้ข้าเสียใจถึงขีดสุด เพื่อที่มันจะได้ยึดครองร่างข้าง่ายขึ้นกระมัง หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะอยากได้วิญญาณของสองคนนี้ไปใช้งาน พวกเราจะได้สู้ลำบากขึ้น

แอชลีนน์นิ่งฟัง เธอคิดว่านั่นอาจเป็นไปได้ แต่กระนั้นก็ยังแปลก...พวกมันมีดวงพระวิญญาณของเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ อีกทั้งเฟย์ลิมเป็นตัวประกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ และทัมมุซก็น่าจะรู้ดีว่าอาเมียร์ไม่ใช่คนที่จะท้อแท้สิ้นหวังเมื่อพบกับความสูญเสีย เขามีแต่จะโกรธแค้นและมุ่งมั่นเอาชนะจิตอีกด้านของตนยิ่งไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ หากว่ามันกล้าทำร้ายใครก็ตามที่เขารักมากไปกว่านี้

ก็จริง อาเมียร์ตอบรับความคิดของเธอ แต่ข้าก็ไม่อยากให้ใครถูกทำร้าย และไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว เมื่อครู่ก่อนหน้าก็มีช่วงที่ข้ารู้สึกอยากให้ทุกอย่างมันจบไปเสียเหมือนกัน...โดยเฉพาะถ้าปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้ ข้าก็คง...

อาเมียร์... แอชลีนน์บีบไหล่เขาแน่นขึ้นครู่หนึ่ง ข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นอะไรไปหรอก เชื่อข้าเถอะ

เธอรู้ว่าเป้าหมายของทัมมุซคือตัวเธอ เป้าหมายของแฟคท์นาก็ยังคงเป็นตัวเธอ พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้เธอตายไป

แต่เจ้านั่นยังมีมนตร์ชุบชีวิต มันอาจ...ทำให้เจ้าฟื้นขึ้นมาเป็นทาสของมันอย่างสมบูรณ์ก็ได้

แต่ท่านบอกข้าเองไม่ใช่หรือ ว่าคนตายที่ฟื้นขึ้นมาเป็นเงาดำไม่สามารถให้กำเนิดลูกที่มีร่างกายอย่างมนุษย์ได้...เหมือนอย่างลูกของผู้กล้าลูเธียนกับเจ้าหญิงในสมัยของท่าน เจ้าหญิงแย้ง ดังนั้นทัมมุซจะไม่ฆ่าข้าแน่ และแฟคท์นาก็เช่นกัน

เจ้าชายแห่งความมืดเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ค่อยๆ โผลงพร้อมกับเอ่ยเพียงสั้นๆ ข้าเห็นท่านลูเธียนอยู่นั่น แล้วก็จับตัวตนของมาลิอาได้รางๆ เรามาใกล้ถึงแล้ว

แอชลีนน์ก้มลงมองและเห็นพระมหาเถระอยู่บนหลังม้าที่ควบเต็มฝีเท้าบนเส้นทางเบื้องล่าง เพียงแวบหนึ่งก่อนที่อาเมียร์จะบินล้ำหน้ามา

อีกครู่หนึ่ง เธอจึงพบว่าเส้นทางนั้นมุ่งหน้าขึ้นสู่เขา เมื่อมองลงมาจากมุมของนกที่กำลังบินอยู่บนฟ้าก็ดูแปลกตาจนหญิงสาวจำไม่ได้ในทีแรก แต่ไม่ช้ารายละเอียดต่างๆ ที่ผ่านสายตายามอาเมียร์ลดความสูงลงก็ช่วยย้ำเตือนความทรงจำว่านี่คือภูเขาที่เธอเคยขึ้นมาเก็บแบลเบอร์รีในวันลูคนาซัธปีที่แล้วนั่นเอง

ไม่นานชายหนุ่มก็ลงสู่พื้นและวางร่างของหญิงสาวลงยืน เขาเดินนำไปยังหลืบหินเล็กๆ บนทางไหล่เขาซึ่งอยู่สูงขึ้นไปใกล้ยอดบนสุด ในบริเวณที่ชาวบ้านคงไม่ค่อยขึ้นมาเท่าใดนัก

ที่ซอกหินใต้รากต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบมีรอยเว้าเป็นโพรงเล็กๆ ตามธรรมชาติ ร่างของมาลิอานอนหมดสติอยู่ ณ ที่ตรงนั้น คลุมไว้จนถึงอกด้วยผ้าบอกยศของลูเธียน โดยมีผ้าคลุมและเสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนเลือดของแม่มดดำกองอยู่แถวปลายเท้า

อาเมียร์คุกเข่าลงข้างๆ แล้วเลิกผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผ้าพันแผลชั่วคราวซึ่งคงฉีกมาจากแขนเสื้อและชายเสื้อนักบวชตามที่ต่างๆ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ แกะพวกมันออก

แอชลีนน์หลุดเสียงร้องออกมา

บนร่างกายเปลือยเปล่าของมาลิอามีรอยแผลมากมาย มากกว่ารูอาร์ค มากจนนึกไม่ออกเลยว่าแม่มดยังรอดชีวิตมาได้อย่างไร...นอกจากรอยดาบเล็กๆ น้อยๆ บนแขนขา กับรอยขนาดใหญ่ที่พาดผ่านบ่าแล้ว ยังมีแผลไหม้จนเนื้อลอกเป็นสีแดงบนด้านหนึ่งของหน้าท้องด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่อุ้มร่างเล็กปวกเปียกของเด็กสาวออกมาจากโพรงไม้ บอกให้เจ้าหญิงปูผ้าคลุมบนพื้นหญ้าด้านนอกและจัดให้เรียบ ก่อนที่จะวางร่างของแม่มดลงนอนหงายเหยียดยาวบนนั้น

ครั้นแล้ว อาเมียร์ก็ชักมีดสั้นของตนออกมา ใช้ปลายขีดเขียนพื้นเป็นวงกลมรอบผืนผ้า เขาแตะที่รอยขีดนิ่งอยู่เบาๆ ก่อนจะชักมือออก และทิ้งตัวลงนั่งภายนอกวงกลมนั้น

ข้าใช้เวทหยุดเวลาไว้ คงพอถ่วงได้อีกสักพัก ได้แต่หวังว่าวิธีของลูเธียนจะได้ผล

เจ้าหญิงนั่งลงข้างๆ เขา

แล้ว...มนตร์มืดไม่มีมนตร์รักษาเลยหรือเธอถามแล้วก็ขยายความข้า...เคยได้ยินว่าราชินีสิมาริเมสรักษาคนเจ็บป่วยได้ไม่ใช่หรือ ไม่ได้จำกัดแค่คืนชีพให้แก่คนตายนี่นา

นั่นไม่ใช่การรักษาชายหนุ่มเอ่ยเบาๆสิ่งที่มนตร์มืดทำได้คือคงที่เวลาและย้อนเวลาเท่านั้น คนที่ได้รับความเป็นอมตะจากอีกด้านหนึ่งของเสด็จแม่ยังคงมีอายุเท่าเดิมเพราะเวลาของร่างกายถูกหยุดไว้ และเมื่อเป็นแผล ร่างกายก็จะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพก่อนได้รับแผล

แล้วถ้า...ย้อนเวลาให้คนที่ได้รับบาดเจ็บแล้วล่ะหญิงสาวตั้งคำถามอีกครั้ง

เขาสั่นศีรษะทันที

เขตอาคมหยุดเวลาในปัจจุบันยังทำให้มันเลิกทำงานได้ แต่ถ้าข้าย้อนเวลาให้ร่างกายของรูอาร์คกับมาลิอา และคงที่มันไว้ก่อนทั้งสองคนจะได้รับบาดเจ็บ...เวลาของทั้งสองคนนั้นจะไม่มีวันเดินไปข้างหน้าอีก นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากพอๆ กับร่างกายใหม่ที่สร้างขึ้นจากเงาดำเมื่อร่างกายเดิมตายไปแล้วนั่นละ

แอชลีนน์เงียบไป

ที่พ่อกลับมาแก่ชราได้อีก อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่โชคดีที่สุดแล้วก็ได้อาเมียร์พูดเรียบเรื่อยเพราะเขาเอามือไปรับดาบที่อาบพลังศักดิ์สิทธิ์แทนข้า เมื่อตัดเหนือรอยแผลก่อนพลังแสงจะลามไปทำลายทั้งร่างกาย พลังย้อนจึงรักษาได้แค่บาดแผลตรงที่ขาดไปแล้วก็สลายไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องแลกด้วยแขนทั้งข้าง

เขาพูดถึงตอนนั้นก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังเข้ามาใกล้ และทั้งสองจึงหันไปเห็นลูเธียนจูงม้าของตนเดินเข้ามา

นักบวชหนุ่มไม่พูดอะไรเมื่อเห็นเขตอาคมที่เจ้าชายแห่งความมืดทำไว้ เขาเพียงแต่รื้อค้นของบางอย่างจากกระเป๋าของตน จำพวกถุงหนังใส่น้ำและผ้าสะอาดซึ่งคงจะขอมาจากหมอที่จวนแล้วจึงตรงเข้ามาหาทั้งสอง

อาเมียร์ ท่านล้างแผลให้มาลิอาที ข้าจะเบิกพลังให้เจ้าหญิง

ชายหนุ่มรับคำเบาๆ ก่อนจะรับถุงน้ำไป ส่วนหญิงสาวหันเข้าหาลูเธียนซึ่งทรุดกายลงนั่งข้างหน้าตน

ในมือของเขามีสร้อยประคำร้อยจี้ตราของซาเกรดา โซลซึ่งมีขนาดใหญ่ และฝังแก้วผลึกกึ่งโปร่งแสงสีส้มแดงรูปทรงรีเหมือนไข่อยู่ที่กึ่งกลาง เม็ดย่อมกว่าไข่นกกระทาไม่เท่าใดนัก

ในผลึกนั้นมีแสงสีทองหมุนวนเริงรำ งดงามราวกับแสงแดดที่ไหวระริกยามส่องผ่านม่านใบไม้

นี่คือแก้วสุริยะ เป็นหินผลึกที่ผ่านพิธีกรรมอัญเชิญพลังของสุริยเทพมาสถิตอยู่ มีเพียงนักบวชชั้นสูงที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครอง และเป็นเครื่องมือประกอบพิธีการต่างๆ รวมทั้งพิธีเบิกมนตราพระมหาเถระอธิบายก่อนจะบอกให้เจ้าหญิงหลับตาลงและนั่งตัวตรง ปล่อยร่างกายตามสบาย

แอชลีนน์ทำตาม เธอค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลึกๆ เป็นจังหวะ...ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีความอบอุ่นรวมอยู่ที่หน้าผากและแผ่ซ่านออกมา

ในมโนภาพเหมือนจะปรากฏแสงสว่างซึ่งรออยู่ที่ปลายอุโมงค์มืดมิด ลูเธียนบอกให้เธอไปให้ถึงแสงนั้นและจับมันไว้ ประคองมันไว้ในสองมือ

ความอบอุ่นค่อยๆ อาบที่ฝ่ามือซึ่งเจ้าหญิงวางไว้บนตัก ราวกับอยู่ใต้แสงแดดอ่อนๆ ของยามรุ่งเช้า อบอุ่นเหมือนกับจับผ้าเนื้อนุ่มอุ่นไว้ในสองมือ ทว่าไม่ได้ร้อนเสียจนชื้นเหงื่อเหนอะหนะ

ลืมตาขึ้นสิ

แอชลีนน์ทำตามนั้น ก่อนจะยกสองมือของตนขึ้นมองอย่างประหลาดใจ

แสงสีทองที่เรืองรองบนฝ่ามือของเธอราวกับอาบอังตะเกียงสว่างวาบขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ดับหายไป

นี่มัน...

ข้าไม่แปลกใจเลยว่าท่านเป็นสายเลือดขององค์สุริยเทพ เบิกพลังให้ท่านยังง่ายกว่านักบวชชั้นพระเถระเสียอีกลูเธียนเปรยก่อนจะขยับเปลี่ยนท่าตนเองให้หันหน้าเข้าหามาลิอาซึ่งเวลานี้อาเมียร์คงล้างแผลและใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งเรียบร้อยเดี๋ยวข้าจะสอนวิธีการใช้มนตร์รักษาให้ อาจจะเหนื่อยสักหน่อย แต่ไม่ยากเลย...ขอเพียงท่านนึกถึงแสงสว่างเมื่อครู่ให้มั่น และหวังให้คนรับการรักษาหายดีอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้นเอง

 

เวลาคงผ่านไปหลายชั่วยามแล้วหลังจากดับตะเกียง ทว่าดูลัสยังได้แต่พลิกตัวไปมาบนเตียงของตน

เขาเหน็ดเหนื่อยอ่อนเปลี้ยและรู้ดีว่าพรุ่งนี้ต้องรีบออกเดินทางแต่เช้า กระนั้นก็ยังไม่อาจหลับได้ลง ยังคงนึกถึงสิ่งที่ไม่อยากย้อนนึกและสิ่งที่ไม่อยากคาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป

งี่เง่าสิ้นดี

ชายหนุ่มเคยค่อนขอดความรักของเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนในวิทยาลัย เคยดูถูกคนที่ยอมให้ความรักมีอำนาจเหนือตนจนกระทั่งเมื่อผิดหวังก็ดื่มเหล้าเมามาย ฟูมฟาย ปล่อยผลการเรียนการสอบของตนไปตามยถากรรม เคยรู้สึกว่าความรักของหนุ่มสาวเป็นเรื่องไร้สาระ และหาความมั่นคงแน่นอนไม่ได้อย่างที่สุด

ทว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเจ้าหญิงไม่เคยเป็นเช่นนั้น เขาภักดีต่อพระองค์และหวังเพียงจะดูแล ปกป้องพระองค์ให้ปลอดภัย ปลอบโยนให้ทรงพระสำราญ ก็เท่านั้นเอง

นั่นคือสิ่งที่เขาเคยคิด จนกระทั่งรู้ว่าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นจากเขาเลย

แต่กลับต้องการจากคนทรายนั่น

ดูลัสอยากร้องไห้ แต่ก็บอกตนเองว่าจะร้องไห้ไม่ได้...ร้องไห้แล้วอย่างไร ทุกสิ่งจะดีขึ้นหรือ เขาจะดูน่าเห็นใจมากขึ้น น่าสมเพชน้อยลงหรือ ไม่เลย ไม่แม้แต่นิดเดียว

ชายหนุ่มไม่เคยหวังคำปลอบโยนอยู่แล้ว พ่อมีแต่บอกว่าเขาต้องเข้มแข็งดั่งหินผา มิเช่นนั้นจะปกครองดูแลอุลทูร์ซึ่งเป็นปราการทางทะเลให้แก่ธีร์ดีเรไม่ได้ ส่วนแม่มีแต่บอกว่าเขาต้องพยายาม ศึกษาเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญตามที่พ่อกำชับไว้

ดูลัสอดคิดไม่ได้ถึงตอนที่ตนเองยังเล็ก วิ่งเล่นซุกซนแล้วก็หกล้มหัวเข่าแตก เขาร้องไห้ หวังว่าพ่อซึ่งเดินนำหน้าอยู่ไม่ไกลจะดึงตนขึ้นมา...แต่ก็ไม่ พ่อส่งสีหน้าแข็งกร้าวให้เขา บอกว่าล้มเองก็ต้องลุกขึ้นเอง

แม่จะเข้ามาช่วย พ่อก็พูดเสียงแข็งว่าไม่ต้อง แม่จึงได้แต่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่อย่างกริ่งเกรงจนเด็กชายตะเกียกตะกายลุกขึ้นจนได้

แต่ครั้นเขาจะวิ่งไปให้แม่ปลอบ พ่อก็ยังตวาดซ้ำว่าไม่ต้อง

ต้องลุกขึ้นเอง และต้องไม่อ่อนแอให้ใครเห็น

พ่อให้เขาฝึก ฝึก และฝึกเพื่อการนั้น ขณะที่ระยะห่างระหว่างเด็กชายกับแม่ค่อยๆ ขยายกว้างยืดยาวออกไปทุกที

และขาดสะบั้นลง ในชั่วยามที่ดูลัสรู้ว่าแม่พลัดตกจากระเบียงเสียชีวิต เมื่อเขามีอายุเพียงสิบปี

มีข่าวตามมาแว่วๆ ...ว่าอาลักษณ์หนุ่มซึ่งขอลาออกกะทันหันหลังการตายของแม่หายสาบสูญไปในไม่ช้า

พ่อไม่เคยบอกว่าเกิดอะไรขึ้น และพูดเพียงว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ ความจริงที่มีอยู่มีเพียงแม่ของเขาตายไปแล้ว ส่วนดูลัสจะมามัวแต่อ่อนแอโศกเศร้าถึงคนตายย่อมไม่เกิดผลดีอะไร

มีแต่การฝึกฝนเรียนรู้ มุ่งไปข้างหน้า ก้าวต่อไป และต่อไป

ไม่มีความรัก ไม่มีผู้หญิง...ดูลัสไม่รู้จะชอบพอใครในเมื่อรู้ดีว่าคู่ชีวิตของตนต้องเป็นคนที่บิดาจัดหาให้ เขาไม่อยากมีคนรักหรืออนุภรรยา ผู้หญิงล้วนแต่มีเรื่องจุกจิกยุ่งยาก

เขารู้สึกเช่นนั้นมาตลอด จนวันที่ตระหนักว่าตนเองอยากอยู่เคียงข้างเด็กหญิงคนหนึ่ง

เด็กหญิงน้อยไร้เดียงสา เธอร่าเริงราวกับนกตัวเล็กๆ ...แต่ขณะเดียวกันก็อยู่สูงสุดเอื้อม สูงจนมิบังอาจ สูงจนไม่บังควร

เด็กหญิงคนนั้นสูญเสีย เด็กหญิงคนนั้นอ่อนแอ เด็กหญิงคนนั้นร้องไห้ ดูลัสจึงได้อยากปลอบโยนเธอ...แม้ตัวเขาเติบโตมาโดยไร้คนปลอบโยน แต่เธอเป็นเด็กผู้หญิง จึงควรได้รับการปลอบโยนปกป้องไม่ใช่หรือ

ยิ่งพ่อแม่และพี่ชายของเธอล้วนฝากเธอไว้กับเขา ดูลัสจึงยิ่งรู้สึกแรงกล้าว่าตนต้องปกป้องเธอ ปกป้องเธอตลอดไปจนชั่วชีวิต ด้วยชีวิตของเขาเอง ทุ่มเททั้งชีวิตของเขาให้กับเธอ และภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของเธอ

แล้วคนทรายนั่นเป็นใคร มาจากที่ใด มันฉกฉวยเธอไปโดยไม่สนสิ่งใด ฉีกกระชากกฎเกณฑ์ ทำลายสิ่งที่เขาได้มาด้วยการเคี่ยวกรำฝึกฝนตนอย่างหนัก มันช่าง...

ใช่แล้ว มันช่างหน้าด้านจริงๆ พระคู่หมั้นดูลัส

ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเตียงทันทีเมื่อได้ยินเสียงอันไม่คาดฝัน

บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเล็กๆ ในห้อง มีเงาร่างสีขาวนั่งอยู่...โดยที่เจ้าของห้องไม่รู้เลยว่ามันเข้ามาได้อย่างไร

ข้าเข้ามาได้อย่างไรคงไม่สำคัญเท่ากับเรื่องที่ข้าตั้งใจมาพูดกับท่านกระมัง พระคู่หมั้นดูลัสชายชราในชุดขาวหัวเราะน้อยๆ ขณะโบกมือให้แสงตะเกียงบนโต๊ะข้างเตียงของเขาลุกไหม้โชนแสงขึ้นเอง

เจ้าต้องการอะไรดูลัสถามเสียงเครียดและชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมาทันที

หางตาของเขาปรายมองไปทางประตูห้องที่ปิดสนิท ดูลัสรู้ดีว่าย่อมมีนักรบเรเวนเฝ้าอยู่ข้างหน้านั้นตลอดเวลาตามคำสั่งของฟีอาครา จึงได้สงสัยว่าควรส่งเสียงเรียกออกไปหรือไม่

ไม่มีทางหรอก ข้าร่ายมนตร์ป้องกันไม่ให้ใครได้ยินการสนทนาของเราเป็นอันขาด ส่วนเรื่องที่ว่าข้าต้องการอะไร ไม่สำคัญไปกว่าท่านต้องการอะไรหรอกนะนัยน์ตาสีฟ้าเรืองของมาดายจ้องตรงมาทางเขาข้าผิดหวังในตัวท่านจริงๆ พระคู่หมั้นดูลัส เพียงเพราะเรื่องจดหมายแค่นี้...ท่านก็จะปล่อยให้ความพยายามของพ่อท่านและชีวิตมากมายที่เขาสละไปเพื่อการนั้นต้องสูญเปล่าแล้วหรือ

ข้าไม่ต้องการเป็นราชาด้วยวิธีคดโกงชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาจดปลายมีดออกมาข้างหน้า พร้อมกระโจนใส่ชายอีกคนในห้องได้ทุกเมื่อและเจ้าหญิงก็ทรงทราบแล้วว่าท่านพ่อร่วมมือกับคนมีเวทมนตร์ทำเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่นานคงจะสาวมาถึงตัวท่านแน่

แล้วอย่างไร

ซาเกรดา โซล จะเผาท่านทั้งเป็นในฐานะพ่อมดนอกรีต ในทันทีที่จับกุมท่านได้

พระเถระชราเพียงตอบด้วยเสียงหัวเราะร่วน

ขำอะไร!

เมื่อครู่ท่านยังกลัวเจ้าหญิงจะทรงเกลียดชังท่าน ซ้ำยังคร่ำครวญว้าวุ่นว่าจู่ๆ ไอ้คนทรายนั่นมาแย่งของรักของท่านทำไม แต่พอข้ามาเสนอความช่วยเหลือฉันมิตร ท่านกลับขู่ฟอดๆ ใส่ข้า ราวกับแมวที่ถูกเสือไล่ต้อนจนมุมเสียอย่างนั้น

ชายหนุ่มขบฟันอย่างสุดกลั้น

ข้ามีเวลาน้อยนะ พระคู่หมั้นดูลัสมาดายลุกขึ้นยืนและยักไหล่แต่หากท่านถามว่าข้าต้องการอะไร...ข้าต้องการให้ท่านร่วมมือกับข้าเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม เพื่อให้เจ้าหญิงทรงปลอดภัย และเป็นราชินีของท่านอย่างสมบูรณ์

เจ้าจะหลอกลวงอะไรข้าอีก!

หลอกลวง? ข้าเคยหลอกลวงอะไรท่านหรือ พระคู่หมั้นดูลัส ข้าอุตส่าห์ยอมให้ท่านรู้ความจริงว่าบิดาของท่านเป็นคนเปิดเส้นทางให้ท่านมีสิทธิ์เอื้อมถึงเจ้าหญิงที่ท่านรักหรอกนะใต้แสงตะเกียง ใบหน้าซีกหนึ่งของชายชราดูจะเหยียดยิ้มแล้วในเมื่อพวกคนทรายนั่นใช้มนตร์ดำพาเจ้าหญิงไปจากท่าน ข้าก็ยินดีที่จะใช้มนตร์ช่วยให้ท่านได้เจ้าหญิงคืนมาเช่นกัน

เหงื่อเริ่มผุดพราวขึ้นข้างขมับของดูลัสด้วยความตึงเครียด ขณะที่พระเถระชราหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม

เป็นขวดแก้วเล็กๆ สูงเพียงหนึ่งฝ่ามือ ภายในบรรจุน้ำยาสีใสราวกับน้ำเปล่า

มาดายชูขวดแก้วให้ชายหนุ่มดูครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะแล้วพูดต่อไป

ไม่ใช่ยาพิษอย่างที่ท่านคิดหรอก พระคู่หมั้นดูลัส แต่เป็นยานอนหลับ และ...ยาที่จะทำให้เจ้าหญิงรักท่านเมื่อได้เห็นหน้าท่านเป็นคนแรกหลังตื่นจากบรรทมต่างหาก

ครั้นดูลัสเอาแต่ส่งสายตาเคลือบแคลงตรงมา ชายชราก็หัวเราะอีกครา

ไม่เชื่อก็ตามใจ ท่านจะเอาไปให้ใครลองดื่มก็ได้ ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ ไม่ว่าชีวิตใดก็ไม่มีทางจบสิ้นเพราะยานี้เด็ดขาด...แต่หากใช้กับคน ก็จงระวังอย่าให้เขาเห็นท่านเป็นคนแรกเสียแล้วกัน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดปัญหาเกินแก้ก็เป็นได้

ข้าไม่เคยได้ยินว่ามียาแบบนี้มาก่อนชายหนุ่มแย้ง

เช่นเดียวกับที่ท่านไม่เคยรู้ว่าเวทมนตร์มีจริง และชายคนทรายนั่นสามารถใช้มันพาตัวเจ้าหญิงไปจากท่านได้เพียงใต้จมูก แค่วันเดียวก่อนท่านได้สมรักกับพระองค์เช่นนี้เอง

ดูลัสต้องสะกดกลั้นโทสะเป็นอย่างหนัก กับคำตอบที่จงใจยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด

หากท่านใช้ยานี้กับเจ้าหญิง ปัญหาที่ทำให้ท่านว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับในคืนนี้ก็จะอันตรธานไปในทันที เจ้าหญิงจะยินดีเป็นราชินีของท่าน โดยที่คนทรายนั่นไม่อาจแย่งนางไปจากท่านได้อีก

ตกลงนี่มันยาวิเศษอะไรกันแน่

มาดายยักไหล่อีกครา

พระคู่หมั้นดูลัสไม่เคยได้ยินหรือ คำโบราณว่าไว้ ว่าการครอบครองสตรีนั้นทำได้สามรูปแบบ หนึ่ง...ใช้กำลังหักหาญ สอง...ใช้อำนาจหรือทรัพย์สินบังคับให้นางยินยอม และสาม...ทำให้นางยินดีมอบกายให้ด้วยความรักเอ่ยถึงตรงนี้ เสียงของนักบวชชราก็แผ่วเบาราวกับกระซิบซาบ ทว่ายังคงได้ยินชัดเจนยานี้จะทำให้เกิดผลประการที่สาม

ความร้อนผ่าวฉีดขึ้นใบหน้าและทั่วร่างของชายหนุ่มในทันทีหมายความว่าอย่างไร

อะไรกัน ท่านไม่เคยฟังเคยอ่านตำนานของทริสตันกับอิโซลท์ และยาแห่งรักที่ทำให้ต่างฝ่ายตกอยู่ในห้วงรักอย่างแรงกล้าจนไม่อาจหักห้ามเลยรึ

ดูลัสไม่ตอบ แม้ชาวธีร์ดีเรส่วนมากย่อมรู้เรื่องนี้...ตำนานรักต้องห้ามของอัศวินนามทริสตัน กับเจ้าหญิงอิโซลท์ผู้ที่จะเป็นชายาของลุงของเขา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองดื่มเหล้าซึ่งควรเป็นเหล้ามงคลในพิธีเสกสมรสด้วยความพลาดพลั้ง

นั่นเป็นเหล้าปรุงด้วยเวทมนตร์ซึ่งพระมารดาของเจ้าหญิงเตรียมไว้ เพื่อพันผูกให้เจ้าหญิงสามารถรักพระสวามีวัยคราวพ่อได้แนบสนิทใจ

และนั่นเอง ที่ทำให้ชีวิตของอัศวินกับเจ้าหญิงผู้ลอบรักกันใต้ฤทธิ์ยามนตราต้องประสบหายนะในท้ายที่สุด

อัศวินและเจ้าหญิงในตำนานรักคนที่ไม่ควรรัก แต่ท่านเป็นผู้ชนะในพิธีสยุมพร เจ้าหญิงจึงควรเป็นของท่านมาแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อยานี้ทำให้พระองค์รักและยินดีเสกสมรสกับท่าน คนทรายนั่นก็ไม่อาจขวางทางท่านหรือเรียกร้องอะไรได้อีกต่อไป ไม่มีเหตุให้พ่อของท่านทำลายธีร์ดีเรอีก ไม่มีสงคราม และท่านก็สามารถครองคู่ดูแลเจ้าหญิงไปได้ชั่วชีวิตตามที่ท่านต้องการนักบวชชราเอ่ยเรียบเรื่อยยาในขวดนี้มีส่วนผสมสองส่วน ส่วนแรกเป็นยานอนหลับซึ่งจะมีฤทธิ์อยู่ราวสามชั่วยาม ส่วนหลังนั้นเป็นยาที่จะทำให้เจ้าหญิงทรงรักชายคนแรกที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเมื่อตื่นขึ้นจากบรรทมหลังสามชั่วยามนั้น หลังจากนั้น ไม่ว่าท่านจะขอสิ่งใดจากพระองค์ พระองค์ย่อมยินยอม...ไม่สิ...ยินดีด้วยซ้ำ ใช่จะเหมือนครั้งที่พระองค์ทรงผลักไสเมื่อท่านจุมพิต หรือคืนที่ท่านอารักขาเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับพระราชวังหลวง...ซึ่งท่านพลาดโอกาสครอบครองพระองค์ในรูปแบบแรกไปโดยสิ้นเชิง เพราะความขลาดเขลาของตัวท่านเองต่างหาก

ดูลัสพลันรู้สึกสะอิดสะเอียน รังเกียจทั้งผู้พูดและตนเองที่มีความปรารถนาดำมืดเช่นนั้นขึ้นมาในทันที

ใช่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเคยคิด ในเวลาที่เฝ้าดูพระองค์อยู่เพียงลำพัง ในรถม้า ในยามราตรี ไฟที่แผดเผาใจยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อเผลอนึกไปว่าเจ้าคนทรายได้ล่วงล้ำก้ำเกินพระวรกายของพระองค์ไปแล้วหรือไม่

ในเวลานี้ คงมีแต่ความทรงจำในครั้งที่มาดายเกือบฆ่าเขาได้โดยไม่ต้องเข้าใกล้เท่านั้นเอง...ที่ยังรั้งร่างของอดีตราชองครักษ์ไว้อยู่

ลองตัดสินใจดูเถอะนะ พระคู่หมั้นดูลัสมาดายเอ่ยพลางเดินตรงไปที่หน้าต่างห้องพักซึ่งเวลานี้เปิดกว้างเพื่อรับลมในคืนฤดูร้อนเจ้าหญิงแอชลีนน์ตรัสว่าทรงไม่อยากให้เกิดสงคราม...ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ดีว่าท่านแฟคท์นามีแต่จะยิ่งก่อสงครามเมื่อเรื่องลอบปลงพระชนม์ถูกเปิดโปง นี่คือหนทางที่ดีที่สุดทั้งต่อท่าน เจ้าหญิง และธีร์ดีเร ท่านไม่เห็นด้วยกับข้าเลยหรือ

ไม่มีคำตอบจากดูลัส พระเถระชราวางมือทาบลงบนกรอบหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

ยานั้น ข้าจะฝากไว้กับท่าน และจะรอดูว่าท่านจะเลือกใช้มันเพื่อความสุขของตัวท่านเอง หรือจะใช้สารของเจ้าหญิง...เพื่อจุดไฟสงครามบนแผ่นดินธีร์ดีเร

เปลวไฟในตะเกียงส่งเสียงฟู่...ก่อนจะดับวูบไปในทันใด

ชายหนุ่มเผลอหันขวับไปทางตะเกียงดวงนั้น

เมื่อหันไปทางหน้าต่างอีกที ก็ไม่ปรากฏมาดายหรือใครอยู่ที่นั่นอีกต่อไป ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงการเล่นสนุกของภูตพรายในคืนฤดูร้อนเท่านั้น

ทว่าขวดใสใบหนึ่งยังคงตั้งอยู่บนโต๊ะ เสมือนหนึ่งหลักฐานยืนยันเพียงอย่างเดียวว่าดูลัสไม่ได้ฝันไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #37 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 22:11
    เกลียดดูลัสแล้ว แต่เกลียดมาดายยิ่งกว่า!! น่าจับฆ่าจิงๆ .....ส่วนดูลัส ถ้าคิดจะใช้ยานั้น ขอให้คนที่โดนเป้นผู้แทน เพี้ยง!!!
    #37
    1
    • #37-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 69)
      18 ตุลาคม 2560 / 21:41
      ไรต์อัพไวได้เพราะเป็นตอนที่เขียนตุนไว้น่ะค่ะ ตอนนี้เริ่มใกล้ล่าสุดที่เขียนไว้แล้วค่ะ ;w;

      กำลังนึกภาพดูลัสใช้ยาแล้วคนโดนเป็นนักรบเรเวนสักคนนี่คงไม่โสภาแน่ๆ 555555
      #37-1