The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 64 : 2 - การหนีของทั้งสาม "เราจะไม่อภิเษก"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ต.ค. 60

บทที่ ๒

การหนีของทั้งสาม

 

...เสียงแปลกๆ ...

เหมือนเสียงเวลาเข้าใกล้ประตูน้ำ ทว่าดังกว่ามาก ราวกับก้องอยู่รอบทิศทาง

แถมยังรู้สึกเปียกๆ เย็นๆ เสียด้วย

เคียราลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เธอรู้สึกเหมือนกับตนเพิ่งฝันร้าย ในฝันนั้นเธอเข้าครัวลงไปทำนมร้อนใส่น้ำผึ้งให้เจ้าหญิง ด้วยหวังจะช่วยปลอบโยนพระองค์จากพระสุบินร้าย แต่เมื่อมาถึงห้องบรรทมก็กลับพบปีศาจร้ายปีกสีดำ จะพาตัวพระองค์ไป

จากนั้น...

เคียรา

เสียงเรียกแผ่วเบานั้นคุ้นเคย ตามด้วยมืออุ่นๆ ที่ทาบลงบนหน้าผาก

องค์หญิง นี่หม่อมฉัน...

ไม่เป็นไร เราอยู่ในน้ำแล้วละ

งั้นหรือเพคะ โล่งอก...

...ไปที...เคียราเพิ่งตระหนักถึงความแปลกประหลาดของคำตอบนั้น

ในน้ำ?

หญิงสาวเงยมองเลยวงพระพักตร์ของเจ้าหญิงขึ้นไป เห็นสิ่งที่ดูคล้ายริ้วแสงสว่างไหวระริกอยู่เบื้องบน...คล้ายเวลาลงเล่นน้ำในลำธารแล้วเงยมองแสงอาทิตย์เหนือผิวน้ำ ทว่าแสงนี้ยังสลัวเย็นกว่าแสงนั้นมาก

มิหนำซ้ำ...มีเงาดำรูปร่างคล้ายฝูงปลาว่ายผ่านไปเหนือศีรษะของทั้งสองด้วย

หญิงสาวกรีดร้องอีกครั้งพร้อมกับแทบโดดผลุงออกจากอ้อมแขนของผู้สูงศักดิ์กว่า

อย่าสิ! ใจเย็นๆ ! ถ้าเจ้าโวยวายเขาจะเสียสมาธินะ!” เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงร้องห้าม พร้อมกับรัดตัวเธอไว้ด้วยแรงที่มากเสียจนเคียราประหลาดใจ

แต่นั่นสินะ หมู่นี้เจ้าหญิงทรงฝึกการต่อสู้ จะมีพละกำลังมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ทว่าที่แปลกคือยังทรงพระทัยเย็นอยู่ได้ ทั้งๆ ที่...อยู่ในน้ำหรืออะไรก็ตามนี่ต่างหาก

ครั้นสายตาเริ่มปรับเข้าที่ เคียราก็เห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า สองแขนของเขายกขึ้นระดับอก ป้องฝ่ามือไปด้านหน้าด้วยท่วงท่าราวกับพ่อมดที่กำลังร่ายเวทมนตร์ เลยออกไปอีกเป็นพื้นที่พร่ามัวสีน้ำเงินเข้มที่มีเงาปลาว่ายผ่านมาเป็นระยะๆ

นางกำนัลสาวกลืนน้ำลายและเลื่อนสายตาลงมองพื้นที่ชายหนุ่มยืนอยู่ เจ้าหญิงในชุดอย่างบุรุษนั่งอยู่ ส่วนตัวเธอกึ่งนั่งกึ่งเอน

...ไม่มี...

หรือที่ถูกควรจะเป็นไม่เห็น’ ...เพราะเธอรู้สึกว่ามีพื้นรองรับร่างของตนไว้ แม้ว่ามันจะไม่แข็งราบเรียบ และให้ความรู้สึกเย็นๆ เหมือนกับกระจกเวลาเจออากาศเย็นจนเป็นฝ้า

พวกเธอสามคนอยู่ในน้ำจริงๆ หรือนี่

เขาใช้เวทมนตร์ ดูเหมือนจะสร้างเป็นปลาใหญ่ๆ ว่ายพาเราไป ตอนนี้เราอยู่ในตัวปลาเจ้าหญิงตรัสต่อข้าเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไร ถ้าขึ้นฝั่งแล้วลองถามเขาดูก็แล้วกัน

นางกำนัลสาวกะพริบตาปริบๆ ท้องไส้ของเธอเริ่มปั่นป่วนและใจสั่นอย่างประหลาด แม้ว่าสีพระพักตร์ของเจ้าหญิงแอชลีนน์จะไม่ได้แสดงความรู้สึกหวาดกลัวแต่ประการใด

องค์หญิง เจ้าปีศาจนั่นจะพาเราไปไหนก็ไม่รู้นะเพคะเคียราบังคับตนเองให้กระซิบ

เขาไม่ใช่ปีศาจ แล้วเราก็รู้ด้วยว่าเราจะไปไหนอีกฝ่ายกลับตอบอย่างมั่นใจ

แล้วนั่นมัน...

เป็นที่ที่ปลอดภัย ถึงที่นั่นแล้วเราจะติดต่อกลับไปที่วังเอง เคียราไม่ต้องห่วงหรอก

แต่ท่านดูลัส...พิธีอภิเษก...

เราจะไม่อภิเษก

เคียราแทบอ้าปากค้าง

สายพระเนตรของนายเหนือยิ่งกว่าจริงจังเราจะขึ้นครองราชย์ในฐานะราชินีด้วยตนเองโดยไม่ต้องอภิเษก อาเมียร์มาเพื่อช่วยเราทำอย่างนั้น

...เป็นไปไม่ได้...นางกำนัลสาวนึกออกแต่คำคำนี้

องค์หญิง...เรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกเพคะ!หญิงสาวแย้งปีศาจนั่นต้องหลอกลวงองค์หญิงอยู่แน่ มันต้องมีจุดประสงค์อื่นแน่เพคะ!

คำก็ปีศาจ สองคำก็ปีศาจ อาเมียร์เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อยเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงขมวดพระขนงเรารู้ว่าเขาเป็นคนดี และเราก็เชื่อใจเขาด้วย

แต่...คนดีที่ไหนเขา...เขาลักพาตัวคู่หมั้นคนอื่นมาอย่างนี้ล่ะเพคะ!

แววพระเนตรสีน้ำตาลอ่อนกลับเครียดขรึมขึ้นทันที

ไม่มีคำตอบใด แต่เพียงแววตานั้นกลับทำให้เคียราที่เตรียมจาระไนข้อกล่าวหาอื่นๆ ของชายคนทรายชะงักทันควัน

เคียรา ตอบเรามาซิเจ้าหญิงตรัสช้าๆเราเป็นเจ้าหญิงรัชทายาท ก่อนที่เราจะเป็นคู่หมั้นของดูลัสใช่ไหม

นางกำนัลสาวได้แต่ก้มหน้าลง และพึมพำว่า “...เพคะ

ในเมื่อเราควรมีสิทธิ์ครองราชย์ด้วยตนเอง และการหมั้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเราจริงๆ เราก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ ไม่ใช่หรือ

แต่มันเป็นกฎมณเฑียรบาลนี่เพคะเคียรายังคงแย้งผู้หญิงขึ้นครองราชย์ไม่ได้ ถึงได้มีกฎนี้ขึ้นมาไม่ใช่หรือเพคะ

คนตั้งกฎได้ ก็เปลี่ยนกฎได้เจ้าหญิงแอชลีนน์ดูเหมือนจะทรงเชิดพระพักตร์น้อยๆส่วนเรื่องผู้หญิงครองราชย์ไม่ได้...คนตั้งกฎกล้าไปพูดต่อหน้าราชินีบูดิกาหรือราชินีเอรินไหมล่ะ

องค์หญิง!หญิงสาวยังอดไม่ได้ปีศา...เอ้อ คนทรายนั่นทำให้ทรงคิดเช่นนี้หรือเพคะ!

เคียราจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ แต่เราคิดมาก่อนหน้านี้แล้วเจ้าหญิงเอ่ยหนักแน่นต่อให้เคียราพูดอย่างไร เราก็จะไม่เปลี่ยนใจหรอก

แต่ว่า...

ตอนนี้เรายังไม่ค่อยอยากคุยอะไร ไว้ขึ้นฝั่งแล้วค่อยพูดกันดีกว่าว่าจะทำอะไรต่อไป ถ้าเคียราไม่อยากไปกับเรา เดี๋ยวเราจะบอกให้อาเมียร์พาไปฝากที่หมู่บ้านหรือเมืองระหว่างทาง จะได้กลับวังก็แล้วกันอีกฝ่ายขยับออกห่างและนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนแล้วอย่าขัดสมาธิเขาจริงๆ ละ เกิดเวทมนตร์คลายขึ้นมา...พวกเราก็เหมือนโดนถ่วงน้ำเท่านั้นเอง เขามีเวทมนตร์อยู่แล้วคงไม่เป็นไร แต่ถึงเราว่ายน้ำพอได้ น้ำเย็นขนาดนี้คงมีแต่เป็นตะคริวจมน้ำตาย เคียราเองก็เหมือนกันใช่ไหมล่ะ

นางกำนัลสาวได้แต่กลืนน้ำลายฝืดๆ กับคำพูดนั้น แม่ของเธอเสียชีวิตไปเพราะจมน้ำตาย ทว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์คงจะทรงไม่ได้ตั้งพระทัยพูดให้เธอคิดขึ้นมากระมัง

ถึงอย่างนั้น คำพูดของพระองค์ก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะทำตาม

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน เพื่อที่จะได้ปกป้องพระองค์จากคนทรายมีเวทมนตร์นั่น

 

ยามรุ่งสาง...ปลาค่อยๆ ว่ายขึ้นสู่ฝั่งและสลายหายไป ทิ้งคนทั้งสามที่เคยอยู่ภายในตัวของมันให้ยืนนิ่งอึ้งอยู่ในน้ำทะเลสูงราวเข่า

ทางนี้อาเมียร์ก้าวนำหญิงทั้งสองลุยน้ำขึ้นหาดทราย แอชลีนน์เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาจึงกำชับให้เธอสวมรองเท้าบู๊ตสูงค่อนน่อง และรัดชายขากางเกงไว้ข้างในให้แน่น

ระดับน้ำยังสูงเลยรองเท้าและทำให้ขากางเกงเปียกได้อยู่ดี แต่ก็ยังเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเคียราซึ่งต้องเร่งยกชายกระโปรงยาวกรอมเท้าขึ้นเป็นพัลวัน...แน่นอนว่าไม่ทันกาล

เจ้าหญิงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยยกชายกระโปรงให้พร้อมกับร้องถามผู้นำทางอาเมียร์ ท่านมีเสื้อผ้ากับรองเท้าอีกไหม ข้าว่าเคียราคงต้องใช้

เธอเพิ่งสังเกตเต็มตาว่าผมสีดำที่เคยยาวลงมาถึงกลางหลังและรวบมัดหางม้าไว้นั้นหายไปแล้ว เวลานี้ปลายผมของเขาสั้นราวปลายคางเท่านั้น ทีแรกแอชลีนน์นึกไปว่าเขารวบผมเก็บเอาไว้ในคอเสื้อเพื่อความคล่องตัว แต่ไม่ทันนึกว่าจะตัดเสียจริงๆ ...ทว่านี่คงไม่ใช่เวลาถาม

ขอโทษนะ ข้าเอาติดมาแค่ชุดเดียวเขาเหลียวมาตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนถ้าไม่ติดเรื่องความคล่องตัว คงเอาของมาด้วยมากกว่านี้

เอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอกแอชลีนน์ตอบ

แต่วันนี้แดดน่าจะดี ไม่นานเสื้อผ้าคงแห้งเองอาเมียร์แหงนหน้าบอกเมื่อทั้งสามขึ้นมาถึงบริเวณผืนทรายละเอียดแล้ว

เลยไปเป็นแนวป่ารกครึ้ม หญิงสาวนึกอยากถามว่าเวลานี้พวกเขาอยู่ที่ใด...หากไม่ติดว่าเคียราซึ่งอาจต้องกลับก่อนจะรู้ไปด้วย

อาเมียร์นำพวกเขาเข้าไปในป่า แวะพักล้างหน้า ตลอดจนกรอกน้ำดื่มใส่ถุงหนังที่ลำธารสายหนึ่ง (รวมถึงเคาะทรายและล้างรองเท้าของเคียรา) ก่อนจะไปหยุดที่ลานแคบๆ ท่ามกลางวงล้อมของต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ

ชายหนุ่มมองตรวจตราโดยรอบอยู่อีกครู่ ครั้นแล้วจึงเดินวนรอบบริเวณนั้นหนึ่งรอบ พร้อมกับใช้นิ้วปาดบนลำต้นไม้เบาๆ ในแนวขวางและทิ้งตัวลงนั่งพิงโคนไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะหยิบถุงผ้าใบเล็ก ลักษณะเหมือนถุงใส่เสบียงของแห้งออกมา

ในนี้มีเนื้อแห้งกับผลไม้แห้ง หากหิวก็กินไปก่อน ไว้ข้าพักผ่อนแล้วจะหาของสดในป่ามาทำอาหารให้ เมื่อคืนใช้พลังเวทไปเยอะกว่าที่คิด

แอชลีนน์รู้สึกเหมือนตนรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าอีกฝ่ายเหนื่อยมาก ทั้งจากสีหน้าที่ค่อนข้างซีด เหงื่อที่ย้อมเส้นผม ตลอดจนท่าทางอิดโรยของเขา

ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่หิว ท่านพักไปเถอะหญิงสาวตอบโดยไม่คิดอะไรนัก ก่อนจะนั่งลงบนรากไม้ใหญ่ไม่ไกลจากนั้นบริเวณนี้คงไม่มีคนเข้ามาใช่ไหมล่ะ

ไม่น่าจะมี อีกอย่างข้าลงอาคมกำบังไว้แล้ว จะไม่มีใครเห็นว่าทางนี้เข้ามาได้ และไม่เห็นพวกเราด้วย

อย่างนั้นก็ดีแอชลีนน์พยักหน้าข้าจะเฝ้าให้เอง วางใจเถอะ

อาเมียร์พยักหน้าน้อยๆ ครั้นแล้วก็หลับตาลงและเงียบไป ลมหายใจของเขาแผ่วช้าเป็นจังหวะ

องค์หญิงเคียราซึ่งยังคงยืนถือชายกระโปรงเปียกอยู่พูดเบาเป็นกระซิบ

อ๋อใช่ เคียราต้องตากกระโปรงนี่นาเจ้าหญิงลุกขึ้นอีกครั้งพร้อมกับขยับมีดสั้นประจำพระราชวงศ์ซึ่งแขวนอยู่ที่เอวถอดชุดออกสิ เดี๋ยวเราตัดกิ่งไม้มาทำราวตากให้ ตอนเดินทางกับอาเมียร์ เราเคยเห็นเขาทำราวตากเสื้อมาแล้ว

องค์หญิง...ไม่ทรงคิดจะหนี...

เอ๊ะแอชลีนน์ขมวดคิ้วขับเน้นสีหน้าไม่พอใจของตนเราพูดกันไปแล้วนี่ เคียรา

แต่...แต่สิ่งที่ทรงคิดไว้...มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะเพคะ...นางกำนัลสาวดูเหมือนจะร้องไห้ออกมารอมร่อองค์หญิงทรงหนีออกมาอย่างนี้ พรุ่งนี้ก็วันอภิเษกแล้ว ในวังต้องวุ่นวายกันแน่ ยิ่งหนียิ่งมีแต่จะทำให้พวกขุนนางไม่ยอมฟังนะเพคะ

เราอยู่ต่างหากถึงไม่ยอมฟังเจ้าหญิงพยายามเอ่ยเรียบเฉยคิดดูสิ เคียรา เราอยู่ต่อหน้า พวกเขาก็ยังพูดเหมือนกับเราเป็นเด็กทรงทำอย่างนี้ไม่ได้’ ‘ทรงทำอย่างนั้นไม่ได้ถ้ายอมอภิเษกกับคนที่พวกเขาเลือกให้แต่โดยดีแล้วสวมมงกุฎเป็นราชินี พวกเขาจะหันมานับถือเรา หรือยังเห็นเราเป็นเหมือนลูกสาวที่ไม่มีปากเสียงเหมือนเดิมกันแน่

ก็องค์หญิงทรงอ่อนพระชันษากว่าพวกเขา แล้วก็...

แล้วก็เป็นผู้หญิงแอชลีนน์ต่อให้อย่างรู้ทันคำวิเศษคำเดียว ที่ทำให้เราเป็นแค่ตัวบอบบางต้องทะนุถนอม รู้น้อยและอ่อนแอกว่าผู้ชายไปทุกเรื่อง แถมพูดอะไรก็ไม่มีผู้ชายที่ไหนเห็นเป็นจริงเป็นจัง

แต่คนทรายนั่นเห็นหรือเพคะ

เจ้าหญิงเหลือบมองลูกพี่ลูกน้องผู้มากวัยกว่าซึ่งมีสีหน้าตะลึงงัน ราวกับประหลาดใจเช่นกันกับคำที่ตนเพิ่งพูดออกไป

ใช่หญิงสาวเอ่ยแผ่วเบาทว่าหนักแน่นเขารับฟังเรามากกว่าใคร มากกว่ากระทั่งดูลัส

ตะ...แต่ถ้าเขาเอาพระทัยองค์หญิงเพราะต้องการอะไรบางอย่างล่ะเพคะ หรือเขาหลอกลวงให้องค์หญิงทรงวางพระทัย...หรือใช้มนตร์สะกด

มองตาเราซิ เคียราแอชลีนน์เดินเข้าไปหาเธอและพยายามสบตาด้วยนี่เป็นตาของคนที่ต้องมนตร์หรือ...หรือเคียราเห็นเราเป็นคนโลเล หลอกลวงง่ายอย่างนั้น

เคียราก้มหน้านิ่งงัน แลดูจนใจ แต่ขอแค่อีกฝ่ายเลิกพูดเรื่องนั้น เจ้าหญิงก็พร้อมที่จะพอเช่นกัน

ถอดชุดที่เปียกออกเถอะหญิงสาวเปลี่ยนเรื่องยังมีเสื้อผ้าชั้นในไม่ใช่หรือ อาเมียร์หลับไปแล้วจะได้สะดวกหน่อย มันน่าจะแห้งทันก่อนเขาตื่น

มะ...ไม่เป็นไรเพคะนางกำนัลสาวนั่งลงบนรากไม้อย่างไม่ใคร่สบายนักปะ...เปียกแค่นิดเดียว เดี๋ยวก็แห้งไปเอง

เจ้าหญิงยังคงคะยั้นคะยออยู่สองสามครั้ง ทว่าอีกฝ่ายก็เอาแต่ปฏิเสธตามเดิม สุดท้ายแอชลีนน์จึงตัดบท

ตามใจ

หญิงสาวนั่งลงใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ห่างจากอาเมียร์ ครั้นแล้วก็หยิบถุงอาหารแห้งขึ้นมากินเองเล็กน้อยหลังจากถามเคียราแล้วได้รับคำปฏิเสธ เจ้าหญิงรู้ว่าการเดินทางข้างหน้าคงยังอีกยาวไกล เธอควรเก็บแรงเอาไว้

และก็ควรห้ามตนเองไม่ให้คิดตามที่เคียราบอกว่า เวลานี้ในพระราชวังจะยุ่งเหยิงวุ่นวายแค่ไหน และดูลัสจะรู้สึกอย่างไร

ต่อให้ไม่ได้รักหรือขัดแย้งบาดหมางกันเพียงไร ชายหนุ่มก็เป็นคนที่เธอเคยรู้จักคุ้นเคยกันมานาน

ได้แต่หวังให้เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอ และไม่ทำให้เรื่องยุ่งยากไปกว่านี้กระมัง

...แม้ว่านั่นจะแทบเป็นไปไม่ได้อย่างไรก็ตาม

 

เป็นไปไม่ได้!

ดูลัสรู้แต่ว่าเรื่องที่ตนตื่นขึ้นมารับรู้ในเช้าวันนี้...อีกวันเดียวก่อนพระราชพิธีอภิเษกสมรส เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นไปได้เลย

ทั้งๆ ที่ไอ้คนทรายนั่นยังอยู่ไกลออกไป ซ้ำในนครหลวงเวลานี้มีเวรยามรักษาการณ์แข็งขัน กระทั่งนักรบหน่วยเรเวนมือดีก็ยังมารวมตัวกันอยู่ในเมืองเพื่อเตรียมการป้องกันภัยในพระราชพิธี

ทั้งๆ วางใจเต็มที่แล้ว

พวกเจ้าเฝ้ายามกันประสาอะไร!

พระคู่หมั้นหนุ่มถึงกับผรุสวาทใส่อดีตเพื่อนร่วมงานแม้มือจะกำแน่นเกร็ง เขาต้องห้ามตนเองเป็นอย่างหนักมิให้ทุบมันลงบนโต๊ะเบื้องหน้า

พวกเรา...ไม่เห็นอะไรผิดสังเกตเลยขอรับ เมื่อคืนตอนได้ยินเจ้าหญิงกันแสง เราก็ไปตามท่านเคียราที่ห้องข้างล่างมาช่วยดู ดูเหมือนจะทรงพระสุบินไม่ดีแต่ทรงไม่เป็นไร หลังจากท่านเคียรานำพระสุธารสมาให้เจ้าหญิงแล้วไม่ได้กลับออกมา เราก็คิดว่านางจะนอนอยู่เป็นเพื่อนเจ้าหญิงเหมือนเคย นอกจากนั้นก็ไม่มีใครผ่านมาทางหน้าห้องบรรทมอีกเลย...จนเรามารู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นในตอนเช้านี่เองขอรับ

หละหลวม...ต่อให้คาดหมายได้ว่านางกำนัลประจำพระองค์จะอยู่ร่วมห้องบรรทมด้วยก็ควรจะถามย้ำให้แน่ชัด บางทีหากถามก่อนก็คงจะรู้ว่าเกิดเรื่องผิดปรกติตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็อาจจะแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

กระนั้น ดูลัสเองยังตระหนักว่าไม่มีผู้บุกรุกผ่านทหารยามเข้ามา และไม่มีวี่แววของผู้บุกรุกในอุทยาน ไม่มีเสียงของการต่อสู้ ไม่มีเสียงดังโวยวาย...หากไม่นับเสียงร้องไห้ในทีแรกของเจ้าหญิง

แล้วยังมีหลักฐานที่สำคัญที่สุด ซึ่งบ่งบอกชัดแจ้งว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่ได้ถูกบังคับเอาตัวไป...อย่างน้อยก็ด้วยกำลัง

...จดหมายซึ่งดูลัสต้องห้ามตนเองเป็นอย่างหนักไม่ให้กำเสียยับยู่ยี่คามือ...

จดหมายนั้นมิได้จ่าหน้าถึงใครเป็นพิเศษ แต่ประกอบด้วยคำรับรองราวกับพินัยกรรม...แม้ชายหนุ่มจะไม่ต้องการมองในแง่ร้าย เจ้าหญิงทรงพระอักษรไว้แต่ต้นว่าตนมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนขณะที่เขียน และทรงประสงค์จะไปจากพระราชวังด้วยพระองค์เอง

เมื่อเสด็จถึงที่ปลอดภัยแล้วจะทรงติดต่อกลับมา

ไม่มีคำบอกว่าที่ปลอดภัยนั้นคือที่ใด เสด็จไปอย่างไร และไปกับผู้ใด

...เว้นแต่เคียรา ซึ่งหายตัวไปด้วย

แต่นางกำนัลคนเดียวย่อมไม่มีทางพาเจ้าหญิงหนีออกจากวัง ฝ่าเวรยามมากมายโดยไม่มีกระทั่งพิรุธไปได้เป็นแน่

ตัวการ...ไอ้คนที่พาเจ้าหญิงหนีไป ดูลัสนึกออกและก่นด่าได้เพียงคนเดียว

ไอ้คนทรายนั่น!

มันอาจยังคงมีเวทมนตร์...ต่อให้พระมหาเถระลูเธียนอ้างว่าขับไล่ปีศาจที่สิงร่างของมันไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นความจริงหรือไม่ บางทีลูเธียนเองก็อาจจะวางแผนไว้เหมือนกับมาดายหรือร่วมมือกับพวกของอาเมียร์ จึงได้ปล่อยตัวมันออกมาง่ายดายนัก อีกประการหนึ่ง เหตุครั้งนี้คล้ายคลึงกับการลอบสังหารพระคู่หมั้นเฟย์ลิมตรงที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอันมีพิรุธใดๆ นอกอาคารสถานที่เลย

เป็นไปไม่ได้เชียวหรือ...ที่มันจะพาตัวเจ้าหญิงไปด้วยเวทมนตร์

เอาเถอะ เรื่องไต่สวนหรือลงโทษให้พักไว้ก่อน สำคัญคือเราควรรีบหาเจ้าหญิงให้เจอโดยเร็ว และเลื่อนพิธีอภิเษกไปก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดสังเกตท่านผู้สำเร็จราชการที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นข้าคิดว่าควรประกาศไปว่าเจ้าหญิงทรงพระประชวร จึงเลื่อนพิธีอภิเษกไปจนกว่าพระอาการจะดีขึ้น ด้านการค้นหาก็ให้เฝ้าระวังที่ด่านผ่านแดนทุกแห่ง ติดต่อท่านแม่ทัพและเจ้ามณฑลทั้งสามให้กวดขันเรื่องนี้ด้วย

ขอรับ”  หัวหน้าราชองครักษ์ชานันรับด้วยเสียงเคร่งเครียด ดูลัสพอเข้าใจว่าอดีตหัวหน้าของตนจะรู้สึกเช่นไร ในเมื่อเกิดเหตุร้ายขนาดลอบสังหารและลักพาตัวเจ้าหญิง (เขาไม่อยากมองเรื่องนี้ในฐานะการหลบหนีของเจ้าหญิง) ติดๆ กันในความรับผิดชอบของท่านข้าขอเสนอเรื่องหนึ่งได้ไหมขอรับ

ว่ามาเลย ท่านชานันท่านคอนรอยรับ

เราควรให้พระเถระมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยไหมขอรับ ด้วยสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ข้ายอมรับว่าตนบกพร่องในหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องเช่นนี้ และข้าก็ตั้งใจจะสละตำแหน่งในทันที แต่สภาพที่เกิดเหตุทำให้ข้าคิดว่า...เราอาจเผชิญกับคนร้ายที่มีเวทมนตร์อีกครั้งแล้วก็เป็นได้

ท่านชานัน อย่าเพิ่งสละตำแหน่งเลย ข้าเข้าใจสำนึกรับผิดชอบของท่าน ขอท่านช่วยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาก่อนเถอะผู้สำเร็จราชการให้คำตอบส่วนเรื่องเวทมนตร์นั้นมีเหตุผล ข้าจะเชิญพระเถระมาดายมาตรวจสอบที่เกิดเหตุและให้คำปรึกษา และหากจำเป็นต้องให้พระมหาเถระลูเธียนมาตรวจสอบอีกครั้งก็ยังทำได้ เพราะพระมหาเถระยังคงพำนักอยู่ในยาร์ลาธนี่เอง

ชื่อที่ได้ยินทำให้ดูลัสปั่นป่วนในใจ

เขารู้ว่ามาดายร่วมมือกับท่านพ่อในการปลงพระชนม์พระราชวงศ์เมื่อสี่ปีก่อนหน้า เพื่อให้ดูลัสได้ขึ้นครองบัลลังก์ในฐานะพระสวามีของเจ้าหญิงรัชทายาท มิหนำซ้ำเวลานี้ยังอาจมีแผนการร้ายบางอย่าง

ชายหนุ่มย่อมไม่อยากให้มาดายเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้ ส่วนพระมหาเถระลูเธียน...

ยังไม่รู้แน่นอน

...หรือควรพิสูจน์...

ใช่...ดูลัสนึกขึ้นได้

ข้าจะไปพบพระมหาเถระเองขอรับพระคู่หมั้นหนุ่มพูดขึ้น

ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองมองเขาอย่างสงสัย

ข้าคิดว่า...เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับทางยาร์ลาธก็ได้ เพราะคนทรายที่ลักตัวเจ้าหญิงไปก็ยังอยู่ที่นั่น อีกทั้งเจ้ามณฑลยังคุ้มครองครอบครัวของมันมากจนผิดสังเกต ถึงขั้นนำตัวมันพ่อลูกมาทำงานด้านการปกครองและกองทหารดูลัสตัดสินใจบอกอีกอย่าง หลังจากคดีคราวนั้น มันก็ไม่ได้เข้ามารับการไต่สวนในเมืองหลวง กลับอยู่ที่นั่นมาตลอด เรายังยืนยันแน่ชัดไม่ได้ว่าเวทมนตร์ในตัวมันถูกทำลายไปแล้วหรือเปล่า

นี่ท่านกำลังจะบอกว่าพระมหาเถระ...ชานันเอ่ยช้าๆ

ข้าเพียงแต่สงสัยขอรับ จึงได้คิดว่าพระมหาเถระอาจให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งหากเจ้าหญิงถูกนำองค์ไปยังยาร์ลาธจริง เราอาจเชิญเสด็จพระองค์กลับมาได้เร็วขึ้น และหากเจ้ามณฑลยาร์ลาธกับคนทรายพวกนั้นร่วมมือกันวางแผนใช้พระองค์ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะได้...ชายหนุ่มพยายามเลือกใช้คำ “...ยับยั้งเหตุการณ์ไว้ได้ก่อน

ผู้สำเร็จราชการขมวดคิ้วมุ่นการกล่าวหาเจ้ามณฑลไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ ท่านดูลัส

ข้าทราบขอรับดูลัสยังคงตอบหนักแน่นข้ายังทราบดีด้วยว่าตนไม่มีหลักฐาน แต่ข้ามั่นใจถึงเจ็ดในสิบส่วนว่าเขาร่วมมือกับครอบครัวคนทรายทำบางสิ่งอยู่ และสิ่งนั้นเป็นภัยต่อเจ้าหญิงและธีร์ดีเร อีกสามส่วนนั้นต้องอาศัยหลักฐาน ซึ่งหากเป็นไปได้...ข้าต้องการที่จะเสาะหามาอย่างเต็มที่

แล้วท่านจะไปหาด้วยวิธีใดท่านคอนรอยตั้งคำถาม

ข้าจะไปที่ยาร์ลาธ นอกจากเพื่อขอพบพระมหาเถระแล้ว ยังเพื่อพบเจ้ามณฑล และพิสูจน์หลายๆ อย่างเกี่ยวกับครอบครัวคนทรายนั้นด้วย

ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเงียบไป

ข้าจะให้หน่วยเรเวนที่อยู่ในเมืองหลวงตอนนี้ตามอารักขา...ตามฐานะลูกชายของเจ้ามณฑลอุลทูร์ และจะไปในฐานะพระคู่หมั้นของเจ้าหญิง นั่นคงไม่ถือว่าละเมิดเขตการปกครองใช่ไหมขอรับชายหนุ่มตั้งคำถามซึ่งเขาไม่คาดหมายว่าจะได้รับคำตอบในทางอื่นขอท่านผู้สำเร็จราชการลงนามอนุญาตด้วย แล้วข้าจะไปโดยม้าเร็วในวันนี้เลย ยิ่งเนิ่นช้าเท่าไร โอกาสที่เจ้าหญิงจะทรงถูกพาไปที่อื่นอาจมีมากขึ้น

ข้าเข้าใจสุดท้ายท่านคอนรอยก็ตอบช้าๆแต่ย่อมต้องเตือนไว้ ท่านอย่าล่วงเกินเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำ นี่ไม่ได้หมายความว่าข้าเห็นท่านเป็นคนก้าวร้าว แต่ฝ่ายนั้นย่อมไม่ได้ฉายาว่ามังกรน้ำโดยไม่อาจพ่นพิษยั่วให้คู่ต่อสู้ลงดาบ

ขอรับดูลัสรับคำหนักแน่น เขาเองก็รู้พิษสงของมังกรที่ว่าเป็นอย่างดี

และอย่าทำเรื่องเอิกเกริกเหมือนในตรอกขนปลาครั้งนั้นผู้สำเร็จราชการเอ่ยเสียงแข็งขึ้นกว่าเดิมเจรจากับเจ้ามณฑลด้วยดี และหากเจ้าหญิงทรงอยู่กับพวกเขาจริง ก็อย่าเพิ่งใช้กำลังปะทะกัน ให้ติดต่อมาเพื่อให้ข้าเป็นผู้เจรจาเสียก่อน

“...ขอรับครั้งนี้ เสียงตอบรับของพระคู่หมั้นทิ้งช่วงไปเล็กน้อย

ดูลัสยังคงกังขาว่าการเจรจาจะแก้ไขปัญหานี้ได้อีกหรือ หากว่ามังกรน้ำยังเล่นลิ้น คนทรายมันใช้เวทมนตร์ หรือเจ้าหญิงทรงดื้อแพ่งไม่ยอมเสด็จกลับเล่า ท่านผู้สำเร็จราชการจะรับมือได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มได้แต่รับคำไปก่อน แผนการใดๆ ก็ตามย่อมมีการแก้ไขเฉพาะหน้าตามความเหมาะสม

ที่สำคัญคือต้องนำตัวเจ้าหญิงของเขากลับคืนมา พาพระองค์ออกมาจากพวกนั้นโดยเร็วที่สุด

 

เคียรายืนหอบอยู่ตรงหน้าอากาศ...ซึ่งไม่ได้ว่างเปล่า

พอประทับนั่งได้ไม่นาน เจ้าหญิงแอชลีนน์ก็บรรทมหลับพิงต้นไม้ ชายคนทรายนั้นก็ยังหลับสนิท หญิงสาวจึงคิดว่าจะปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไม่ได้และตั้งใจจะเดินออกไปหาคนมาช่วย ทว่าอุปสรรคสำคัญกลับกลายเป็นกำแพงล่องหนซึ่งเธอเดินชนเข้าเต็มแรงจนแทบล้มหน้าหงายในครั้งแรก

นางกำนัลสาวตำหนิตนเองที่ประมาทอีกฝ่าย คนทรายนั้นมีเวทมนตร์ ที่บอกว่าใช้อาคมกำบังย่อมรวมถึงกำแพงประหลาดนี่ด้วยแน่ๆ

แต่เคียราก็รู้สึกว่าตนไม่อาจยอมแพ้ เธอลองใช้ไม้เขี่ยกำแพงที่มองไม่เห็นเบื้องหน้าและเดินวนรอบอาณาเขตของมัน แต่ปลายไม้ก็ไม่อาจแทงทะลุได้ สุดท้ายหญิงสาวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาขูด ทุบ ตลอดจนก้าวถอยหลังมาขว้างใส่มันแทน

ไม่มีสิ่งใดล่วงผ่านไปได้

ก้อนหินที่เธอเงื้อปาสุดแขนกระดอนกลับลงมากองอยู่บนพื้นหญ้าโดยไม่แม้แต่จะกลิ้งเลยสักนิด

ท่านปาเบาเกินไป

เสียงข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้งเฮือก เธอหันกลับไปเห็นชายจอมเวทที่ยืนขึ้นแล้วด้วยท่าทางสบายๆ

เวลาจะปา ต้องเหวี่ยงแขนให้กว้างกว่านี้ แล้วก็ใส่แรงไปทั้งตัว อย่างนี้เขาเงื้อแขนไปข้างหลังแล้ววาดกลับมาข้างหน้าโดยเร็ว

เคียราเห็นบางสิ่งเคลื่อนลิบๆ แหวกอากาศ ว่องไวแทบเหมือนเงา ก่อนที่เสียงเปรี้ยงจะดังขึ้นหลังจากนั้นเพียงชั่วแวบ

นางกำนัลสาวหันกลับไปทางกำแพงเวทมนตร์ เห็นก้อนหินลอยค้างอยู่กลางอากาศแม้จะแตกกระจายเป็นเสี้ยวเล็กเศษน้อย ครั้นเธอมองค้างอยู่ได้ครู่หนึ่ง พวกมันก็พากันร่วงผล็อยลงสู่พื้น

...เมื่อครู่นี้...

“‘กำแพงยังอยู่ดี ข้าไม่สร้างให้มันเปราะขนาดนั้นหรอกคนทรายพูดขึ้นพลางยักไหล่ไม่อย่างนั้น มันคงพังไปตั้งแต่ตอนที่ท่านโยนก้อนหินครั้งที่สิบสี่แล้ว

ร่างของนางกำนัลสาวแข็งเกร็งขึ้นทันที

เธอโยนหินใส่กำแพงล่องหนไปหลายครั้ง แม้จะไม่ได้นับไว้ก็รู้ว่าย่อมเกินสิบกว่าครั้งแน่นอน แต่พ่อมดตรงหน้ารู้ตัวมาตลอดหรือว่าหญิงสาวลุกขึ้นมาทำอะไรกับกำแพงนั้นบ้าง

ไม่หรอกน่า คงแค่บังเอิญตื่นเพราะเสียงนั่นละ...เคียราคิดในใจ

อืม...ข้ารู้ตัวอยู่ตลอดนะอีกฝ่ายพูดด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆทีแรกท่านเดินชนกำแพง แล้วก็เอาไม้จิ้มพร้อมกับเดินวนไปเรื่อยๆ อยู่หนึ่งรอบครึ่ง จากนั้นก็ปาหินใส่สิบแปดครั้ง โดยเปลี่ยนเป็นหินก้อนปัจจุบันหลังจากปาไปห้าครั้งแรก เพราะคิดว่าหินก้อนแรกเล็กเกินไป

นางกำนัลสาวยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักใหญ่กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ตะ...ตื่นอยู่ตลอดหรือ

เปล่า ข้าหลับอยู่ แต่เป็นการหลับในระดับของสัตว์ คือเปิดประสาทรับรู้บางส่วนไว้คอยระวังภัย ไม่อย่างนั้นจะอันตรายเกินไปชายคนทรายยังคงพูดยิ้มๆ ตามเดิมเช่น...มีใครสักคนเกิดอยาก...เขาลากนิ้วชี้ผ่านลำคอของตนโดยเร็ว

เคียรากลืนน้ำลายฝืดๆ ...ก่อนหน้านี้ เธอคิดแวบขึ้นมาเช่นกันว่าหากคว้ามีดดาบที่คนทรายวางไว้ข้างตัวอย่างเปิดเผยขึ้นมาสังหารเขาเสียจะได้หรือไม่ แต่เพราะค้นพบเสียก่อนว่าไม่มีทางออกไปจากกำแพงที่มองไม่เห็น หญิงสาวจึงได้กลัวว่าหากฆ่าเขาขึ้นมา เธอกับเจ้าหญิงอาจจะถูกปิดขังอยู่ในป่าที่ไม่มีใครมองเห็นไปจนตายเลยก็ได้

ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกพ่อมดนั่นรับราวกับล่วงรู้ความคิดของเธอถ้าแหล่งพลังเวท...หมายถึงตัวข้า...สิ้นลง เวทมนตร์ก็จะค่อยๆ สลายไปเอง แต่ท่านตัดสินใจถูกแล้ว เพราะต่อให้ข้าไม่ได้สั่งการ เวทมนตร์ในตัวก็ไม่ยอมให้ข้าตายได้ง่ายๆ หรอก

มะ...หมายความว่าอย่างไรนางกำนัลสาวกลั้นใจถาม

ต่อให้กลัวถึงเพียงไหน เธอก็ควรรู้เรื่องของเวทมนตร์ให้มากกว่านี้ จะได้หาทางช่วยเหลือเจ้าหญิงได้ ทว่าเคียรานึกได้เท่านี้ก็ใจหายวาบ เพราะเพิ่งตระหนักว่าชายคนทรายอาจจะกำลังใช้เวทมนตร์อ่านจิตใจของเธออยู่

ข้าจำเป็นต้องทำ จนกว่าจะพาแอชไปถึงที่หมายอีกฝ่ายรับแต่ก็อ่านเพียงความคิดหรือความรู้สึกของท่านในเวลาปัจจุบัน ในระดับพื้นผิวของใจเท่านั้น ไม่ได้ล่วงเข้าไปถึงความทรงจำหรือสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้นหรอก

หญิงสาวไม่ตอบว่าอะไร เธอพยายามทำสมองให้ว่างเปล่าอย่างร้อนรน...ทว่าผลกลับกลายเป็นตรงกันข้าม หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ต้องการให้เขารู้ผุดพรายฟุ้งซ่านไปหมด

ชายคนทรายยังคงยิ้มน้อยๆ และพูดต่อไป

ที่ท่านถามค้างอยู่หมายความว่าเวทมนตร์จะตอบโต้ใครก็ตามที่ลงมือเอาชีวิตข้า มีคนแบบนั้นตายเสียเองเพราะเส้นเลือดระเบิดหรืออาวุธสะท้อนกลับไปหาตัวเขามาแล้ว อย่างน้อยก็สองคน

อย่าขู่กันสิ...เหงื่อเย็นๆ เริ่มไหลลงข้างหน้าผากขณะที่เคียราเผลอนึกภาพลำคอของตนระเบิดออกมา เหมือนทหารเคราะห์ร้ายในห้องไต่สวนแม่มดครั้งนั้น

ข้าไม่ได้ขู่ แต่นั่นเป็นความจริง เลยคิดว่าควรเตือนไว้ก่อน ในเมื่อเราคงต้องร่วมทางกันไปอีกนาน

ต่อให้เป็นความจริง เนื้อแท้มันก็คือการขู่นั่นละเสียงพูดดังมาจากบุคคลที่สาม

นางกำนัลสาวหันกลับไปเห็นเจ้าหญิงของตนตื่นจากบรรทมแล้ว และไม่ช้าพระองค์ก็ลุกขึ้นยืนยืดเส้นสาย แม้สีหน้าจะยังดูงัวเงียอยู่บ้าง

แต่เจ้าคงไม่อยากให้นางเชือดคอข้าใช่ไหมล่ะชายคนทรายเอ่ยกับเจ้าหญิงแอชลีนน์โดยปราศจากถ้อยคำเคารพใดๆ

เคียราไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอกเจ้าหญิงทรงขมวดพระขนงใส่อีกฝ่ายอาเมียร์นั่นละ พอใช้เวทมนตร์ได้ก็ขู่คนของข้าฟอดๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าแกล้งกันชัดๆ

รอยยิ้มของชายเบื้องหน้าเจื่อนลงหิวหรือยัง

เอ๊ะ ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะเจ้าหญิงแอชลีนน์ยิ่งทรงวางท่าดุอย่าแกล้งเคียราอีกนะ แล้วก็สัญญากับข้าด้วย ว่าจะพานางไปส่งที่เมืองหรือหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดในทันทีที่ทำได้

อ้าว เจ้าไม่ต้องการให้นางคอยอยู่ดูแลหรือชายคนทรายกลับตั้งคำถาม

หือ?” เจ้าหญิงดูเหมือนจะทรงสงสัย พอๆ กับนางกำนัล

ก็...ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นช้าๆ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเคาะบนลำต้นไม้ที่เขาเอนพิงข้าเพิ่งนึกได้ว่าข้าเป็นผู้ชาย คงดูแลเรื่องหลายๆ อย่างของผู้หญิงไม่สะดวก ถ้ามีเคียราอยู่ด้วยน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ

อะไรกัน ข้าไม่ใช่คนจุกจิกขนาดนั้นสักหน่อยเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงแย้งแล้วถ้าเคียราไปด้วย ข้าว่าคงไม่คล่องตัวเท่าไรนะ

คนทรายไม่พูดอะไรอีก แต่ยังคงเคาะนิ้วต่อไป...ช้าบ้างเร็วบ้าง ขณะแลกสายตากับเจ้าหญิงโดยมีเคียรายืนมองอยู่อย่างลังเล

ว่าจะตามเสด็จไปคอยคุ้มกันเจ้าหญิง...หรือรีบกลับไปรายงานที่พระราชวัง

นางกำนัลสาวไม่มีวันไว้ใจชายคนทราย ต่อให้ผลการตรวจของหมอหญิงสร้างความโล่งใจให้แก่ทุกคนที่รู้เรื่องการหายพระองค์ไปในครั้งนั้น ก็ไม่มีหลักประกันว่าคนทรายจะไม่ล่วงเกินพระองค์ ในเมื่อครั้งนี้มันตั้งใจพาเจ้าหญิงแอชลีนน์มาเพียงลำพัง มิหนำซ้ำเจ้าหญิงยังตรัสว่าจะไม่เสกสมรสกับท่านดูลัสด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มผู้เพิ่งประกาศตนเองว่าอ่านใจได้ปรายมองเคียราด้วยสายตาเหมือนเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาและรอยยิ้มฝืดเฝื่อน ทว่าหญิงสาวจ้องตอบอย่างแข็งกร้าว

ไม่มีวันเสียละ!

ให้หม่อมฉันตามเสด็จไปด้วยเถอะเพคะนางกำนัลสาวหันไปอ้อนวอนนายเหนืออย่างน้อย...หม่อมฉันจะได้รู้ว่าองค์หญิงทรงปลอดภัยดี นะเพคะ

ข้าว่าให้นางไปด้วยจนกว่าเราจะพบเจ้ามณฑลยาร์ลาธก็น่าจะดีชายคนทรายเอ่ยขึ้นก่อนจะมีสีหน้าตกใจเอ้อ...ข้าเผลอหลุดปากให้นางรู้จนได้ว่าเราจะไปที่ไหนกัน

เคียรากะพริบตาปริบๆ หญิงสาวเพิ่งตามความหมายคำพูดของเขาทันก็เมื่อเจ้าหญิงของเธอ...ทรงแหว

ข้ารู้หรอกว่าท่านตั้งใจ...เอ้า! ก็ได้! ถ้าอยากให้เคียรามาด้วยนัก ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงสะบัดพระพักตร์แล้วเดินกลับไปนั่งบนรากไม้ที่เดิมข้าหิวแล้ว รีบไปหาอะไรมาให้กินเร็วสิ

พ่ะย่ะค่ะ องค์ราชินีชายหนุ่มกลับยิ้มรับน้อยๆ พร้อมกับค้อมคำนับ ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังหันแล้วเดินออกไปนอกกำแพงล่องหนอย่างง่ายดาย

ทิ้งให้นางกำนัลสาวได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ กับนายเหนือที่ออกอาการไม่สบพระอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

 

...เงาของท่าน...

แอชลีนน์แน่ใจว่าอาเมียร์เคาะนิ้วเป็นรหัสซึ่งอ่านได้เช่นนั้น

หมายความว่า เหตุผลที่เขาไม่ต้องการให้เคียรากลับพระราชวังไปก่อนเป็นเพราะนางกำนัลสาวคือเงาของเธอกระนั้นหรือ

แต่เงาในแง่ไหนกันเล่า จริงอยู่ว่าแอชลีนน์สนิทสนมกับเคียรามาแต่เล็ก กระทั่งมีหญิงสาวเป็นนางกำนัลคนสนิท คอยติดตามรับใช้ราวกับเงาตามตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอไม่อาจขาดเคียราได้ โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องเดินทางสมบุกสมบันเช่นนี้

มิหนำซ้ำ ในเวลาที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ เจ้าหญิงย่อมไม่อยากให้นางกำนัลสาวมาคอยย้ำซ้ำๆ ว่าเธอตัดสินใจผิดและควรจะกลับไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสเสียแต่โดยดี ไม่ใช่ยึดมั่นในความฝันลมแล้ง เชื่อใจคนทรายที่มีเวทมนตร์ ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ไม่รู้จุดประสงค์

แอชลีนน์รู้ตัวตนที่แท้จริงของอาเมียร์มานานแล้ว และถึงแม้ว่าความเป็นมาของเขาจะแสนประหลาด เธอก็ไม่ได้หวาดกลัวเจ้าชายทัมมุซแห่งอาณาจักรมนตราที่ล่มสลายไปเมื่อหลายพันปีก่อน หรือที่ใครๆ เรียกขานกันว่าเจ้าชายแห่งความมืดแต่ประการใด เจ้าหญิงรู้ว่าเขาหวังดีต่อเธอ และเชื่อใจได้

แต่บางครั้ง ชายหนุ่มก็ยังอมพะนำ ซับซ้อนมีลับลมคมในจนเธอแทบตามไม่ทัน ยิ่งกว่าดูลัสเสียอีก

แล้วหญิงสาวก็เผลอคิดถึงคำว่าเงาในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างไม่สบายใจนัก

เธอเคยได้ยินเรื่องขุนพลเงาหรือคนที่มีรูปร่างหน้าตาละม้ายราชาหรือผู้ปกครองสำคัญ ซึ่งมีหน้าที่ปลอมตนเป็นอีกฝ่ายเพื่อล่อให้ศัตรูมาเอาชีวิตด้วยความเข้าใจผิด หรือวางตนแทนคนคนนั้นด้วยเหตุผลอื่นใด แต่ก็ไม่คิดว่าอาเมียร์จะวางแผนใช้เคียราในแง่นั้น แม้ว่าลูกพี่ลูกน้องผู้มีอายุมากกว่าจะมีเค้าหน้าเหมือนกับเธอแทบเป็นพิมพ์เดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ และแอชลีนน์เคยใช้เคียราให้ปลอมตัวเป็นตนเองอยู่ที่อาราม เพื่อที่เธอจะได้หลบออกมาเรียนวิชากับอาเมียร์มาแล้ว

แล้วเงานั้น มีความหมายว่าอย่างไร

อะ...องค์หญิงเสียงเรียกแผ่วเบาลังเลดึงเจ้าหญิงออกมาจากห้วงภวังค์

หือแอชลีนน์เงยหน้าขึ้น เห็นเคียราย่อกายอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับสีหน้าเป็นกังวล

กริ้วหรือเพคะ ที่หม่อมฉันขอตามเสด็จ หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงแต่อยากให้ทรงปลอดภัยเท่านั้นเอง

ไม่หรอกเจ้าหญิงตอบก่อนจะตัดสินใจว่าควรขีดเส้นบางอย่างไว้แต่ถ้าจะมาด้วย ก็อย่าพูดเรื่องอภิเษกหรือดูลัสขึ้นมาอีกแล้วกัน ถ้าเคียราไม่เคารพการตัดสินใจของเรา เราจะไม่พูดด้วยอีก เข้าใจใช่ไหม

เพคะนางกำนัลสาวรับคำง่ายๆ ก่อนที่ทั้งสองจะต่างเงียบไปเหมือนกับไม่รู้จะพูดสิ่งใดกันอีก

แอชลีนน์ทอดสายตาไปเรื่อยๆ อย่างเลื่อนลอย ก่อนจะสังเกตว่าชายกระโปรงของเคียรายังชื้นอยู่ มิหนำซ้ำเริ่มเปรอะเศษดินและเศษหญ้า แต่เมื่อทักขึ้นมา นางกำนัลสาวก็ยังคงปฏิเสธที่จะถอดออกมาตากแห้ง มิหนำซ้ำถึงกับมีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเจ้าหญิงเสนอให้ตัดชายกระโปรงยาวกรอมเท้าขึ้นมาราวๆ ค่อนน่อง จะได้เดินทางคล่องตัวขึ้น

ความเงียบจึงมาเยือนเป็นคำรบสอง จนกระทั่งอาเมียร์เดินกลับมาถึงที่พักพร้อมกับหิ้วตัวอะไรบางอย่างที่มีขนปุยๆ สีเทาน้ำตาลตัวยาวราวครึ่งแขนกลับมาด้วย

“...กระต่าย...หรือเจ้าหญิงตั้งคำถาม เมื่อเห็นส่วนหัวของสัตว์ร่างปวกเปียกนั้นชัดเจน ชายหนุ่มจับหูทั้งสองของมันอยู่

ใช่ กินได้ไหม

แอชลีนน์พยักหน้าโดยไม่ลังเล

ที่จริง ในพระราชวังไม่มีการกินเนื้อกระต่าย กระทั่งตอนที่เจ้าหญิงในวัยเด็กได้รู้ว่าคนในหมู่บ้านใกล้ทุ่งหญ้าหรือป่ามักล่ากระต่ายมากินเป็นอาหาร เธอยังคิดเลยว่าพวกนั้นช่างโหดร้ายที่คิดจะกินเนื้อสัตว์ขนปุยตัวเล็กน่ารักอย่างนี้ได้ลงคอ แต่หลังจากเดินทางร่วมกับอาเมียร์ เธอจึงได้กลับมาค้นคว้าที่ห้องสมุดในพระราชวัง จนกระทั่งพบว่าที่สามัญชนต้องล่ากระต่ายกินนั้น เป็นเพราะโดยมากปศุสัตว์อย่างหมู วัวหรือแกะจะมีราคาสูง ขณะที่กระต่ายมีชุกชุมในธรรมชาติตามทุ่งกับป่า และขยายพันธุ์รวดเร็ว พวกเขาจึงล่ากระต่ายมากินได้บ่อยครั้งกว่า แม้ว่าพวกมันจะถือเป็นเนื้อชั้นเลว เพราะมีเนื้อเหนียวและไม่มีส่วนไขมันมาก

ถึงอย่างนั้น แอชลีนน์ก็ยังได้ยินเหมือนกันว่ามีขุนนางท้องถิ่นบางคนที่ชื่นชอบการล่าสัตว์ เช่นกวาง หมูป่า หรือกระต่าย จึงได้กำหนดให้ป่าในท้องถิ่นของตนเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ ซึ่งหากชาวบ้านคนใดฝ่าฝืนและถูกจับได้ก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก เจ้าหญิงยังคิดเลยว่าสักวันเธอคงต้องแก้ไขเรื่องการจำกัดเขตห้ามล่าสัตว์ของขุนนาง เพื่อให้สามัญชนมีโอกาสล่าสัตว์ไปกินเองหรือนำไปขายมากขึ้น จะได้ช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของพวกเขา

ไม่ควรมีแต่เชื้อพระวงศ์และขุนนางที่มีสิทธิ์บริโภคเนื้อมากจนเกินพอ ในขณะที่ประชาชนบางส่วนยังอดมื้อกินมื้อ หรือกระทั่งกินได้แค่ข้าวต้มกับขนมปังเนื้อหยาบประทังชีวิตไปวันๆ

ปะ...ไปได้มาจากไหนน่ะเสียงถามของเคียราดึงแอชลีนน์จากห้วงความคิด

ก็ล่ามาอาเมียร์ตอบเรียบๆ

ล่ามา...อย่างไร

เจ้าหญิงเหลือบดูสีหน้าของนางกำนัล เห็นอีกฝ่ายแลดูพิพักพิพ่วน ราวกับไม่คิดว่าการล่ากระต่ายมากินเนื้อจะเป็นเรื่องที่ดี...หรือกระทั่งทำได้

ย่องเข้าไปหามันแล้วปามีดใส่ ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ให้มันเดินเข้ามาให้เชือดคอเองหรอกเสียงตอบของชายหนุ่มเหมือนจะกลั้วหัวเราะแต่ต้องยอมรับว่าข้าใช้เวทมนตร์นิดหน่อย ป้องกันไม่ให้มันได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงตอนเข้าไปใกล้

เคียราเงียบไป แอชลีนน์จึงถามขึ้นแทนแล้วจะกินมันอย่างไรหรือ

ย่างอาเมียร์พูดพลางเดินไปทางไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และทรุดกายลงนั่งยองๆ ข้างหลังมันแต่ก่อนนั้นต้องถลกหนังกับควักเครื่องในมันก่อน เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยน่าดูเท่าไร

แต่ข้าขอดูได้ไหมเจ้าหญิงกลับเอ่ยขอ

องค์หญิง!นางกำนัลสาวอุทานทันที ทว่าแอชลีนน์เพียงแต่ไม่สนใจขณะเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่หลังโคนต้นไม้

เขาชักมีดออกมาแล้ว แต่ก่อนจะลงมือกับกระต่ายที่วางเหยียดยาวพาดรากไม้ก็หันมาสบตากับเธอถ้าไม่ไหว ก็ไม่ต้องดูต่อนะ

ไม่เป็นไรหญิงสาวตอบพร้อมกับสั่นศีรษะ

เธอรู้ว่าบนเส้นทางนี้อาจมีเลือดหลั่งนอง ต่อให้หวังอย่างไร้เดียงสาสักเพียงไรว่าจะไม่มีผู้สูญเสียก็ตาม หากไม่เริ่มทำตนเองให้ชินไว้ตั้งแต่วันนี้จะได้หรือ

อาเมียร์หันกลับไป เขาจรดมีดลงกรีดที่กลางท้องของกระต่ายเป็นรอยยาว

ทีแรก แอชลีนน์คิดว่าเลือดจะพุ่งกระฉูดออกมา แต่กลับเห็นเพียงเลือดซึมและเนื้อดิบ เลือดหยดออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในขณะที่ชายหนุ่มผ่าท้องควักเครื่องในของมัน จากนั้น เขาก็สับเท้าที่ยังติดหนังของกระต่ายป่าออกจนหมดเช่นเดียวกับหัว โดยวางเท้าหนึ่งแยกไว้ ก่อนจะถลกหนังกระต่ายทั้งตัวออกมาเป็นผืนเดียว ราวกับถอดเสื้อผ้าที่สวมแนบเนื้อ

ในเวลานี้ กระต่ายขนฟูเมื่อครู่ได้กลายสภาพเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ไม่มีหัว และมีแต่เนื้อสีชมพูหม่นๆ ซึ่งดูหดเล็กลงกว่าเวลามีขนสักเท่าหนึ่ง

แอชลีนน์เข้าใจถ่องแท้ในตอนนี้เอง ว่าเหตุใดเนื้อกระต่ายจึงเป็นเนื้อชั้นเลว

น่าจะพอกินกันสามคนแหละนะอาเมียร์พูดขึ้นแต่ถ้าไม่พอ ก็ยังมีอาหารแห้งอยู่ แล้วมื้อหน้าข้าจะหาอะไรมาเพิ่ม

หญิงสาวพยักหน้ารับเรียบๆ ...ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ท่านไม่กลัวเลือดแล้วหรือ

ต่อให้เมื่อครู่ไม่มีเลือดมาก และหากไม่เพ่งมองบรรดาเครื่องในนานๆ ก็ไม่ทำให้รู้สึกพะอืดพะอมเท่าใดนัก เจ้าหญิงยังคิดว่าตอนที่ชายหนุ่มลงมือฆ่ากระต่ายก็น่าจะมีเลือดบ้างอยู่ดี

มาลิอาช่วยแก้ให้ แล้วตอนฝึกใช้เวทมนตร์ ข้าก็หัดล่าสัตว์กินเองจนเริ่มชิน ถึงจะยังเกลียดอยู่เหมือนเดิมก็เถอะอาเมียร์หันมายิ้มน้อยๆ กับเธอก่อนจะยักไหล่ แล้วขอให้หญิงสาวช่วยหยิบถุงหนังใส่น้ำมาล้างเนื้อให้สะอาด

แอชลีนน์รับคำ แต่ไม่ทันลุกไปก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มถามมาอีกครั้งท่านชอบหนังกระต่ายไหม

หือ...กินได้หรือเจ้าหญิงเหลียวกลับไปอย่างประหลาดใจ

เปล่าอาเมียร์พูดกลั้วหัวเราะแต่เอาไปทำหมวกน่ะ

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ขณะนึกไปถึงหมวกขนสัตว์อุ่นๆ ที่ตนเคยสวมในฤดูหนาว และโปรดปรานขนนุ่มหนาของมันเหลือเกิน

ที่จริง ขนกระต่ายหน้าร้อนไม่หนาเท่าหน้าหนาว แต่ก็น่าจะใช้ได้ ข้าจะได้ล้างหนังกระต่ายเก็บไว้ แล้วจะเก็บเท้าหลังซ้ายไว้ทำเครื่องรางด้วย

เท้าหลังซ้ายใช้ทำเครื่องรางได้หรือแอชลีนน์เริ่มอยากรู้

ฮื่อ เป็นเครื่องรางแบบชาวทะเลทราย ช่วยนำชัยชนะและป้องกันภัยชายหนุ่มบอกเผ่าที่ครอบครัวข้าไปอยู่ด้วยเขาทำกัน ข้าเลยจำวิธีทำได้บ้าง

ก็ดีนะหญิงสาวรับ แม้ความคิดจะไพล่ไปอีกเรื่องหนึ่ง “...แต่ข้าอยากได้เครื่องรางอย่างอื่นมากกว่า

ครั้นชายตาไปเห็นอาเมียร์มองมาอย่างสงสัย แอชลีนน์ก็อมยิ้ม

เครื่องรางอะไรหรือเขาถาม

ถ้าอยากรู้...ก็อ่านใจข้าดูสิเธอตอบพลางประสานมือไว้ข้างหลังและวางท่าหยอกเย้า

ข้าไม่บังอาจอาเมียร์กลับบอกด้วยรอยยิ้มเจื่อน

อะไร ทีกับเคียรายังทำได้เลย

นั่นเพื่อป้องกันตัว ปรกติข้าไม่อยากทำหรอก โดยเฉพาะกับคนที่ข้าต้องการให้เกียรติ...อย่างท่าน

งั้นก็เก็บไปคิดเอาเองแล้วกันเจ้าหญิงยักไหล่ก่อนจะเดินต่อไป

ใบ้ให้หน่อยสิ

อืม...เธอแสร้งหยุดยืนคิดเกี่ยวกับของที่หายไปจากตัวท่านน่ะ

หือ...หัวใจข้าก็อยู่กับท่านแล้วนี่

แอชลีนน์ชะงักกึก ต่อให้รู้สึกว่านั่นเป็นบทพลอดรักที่หวานเลี่ยนไม่แพ้คำพูดทำนองข้าจะรักท่านชั่วฟ้าดินสลายหัวใจก็อดที่จะเต้นแรง และใบหน้าอดที่จะร้อนผ่าวขึ้นไม่ได้

ขะ...ข้าหมายถึงผมของท่านต่างหาก!หญิงสาวหันกลับไป

...และพบสีหน้าอมยิ้มเหมือนกับผู้ชนะรอต้อนรับอยู่ พร้อมกับการพยักพเยิดน้อยๆ ราวกับจะบอกว่าเฉลยออกมาเองตามคาด

เจ้าหญิงค้อนขวับใส่คนอมพะนำ ก่อนจะก้าวยาวๆ จากไปคุ้ยหาถุงน้ำโดยไม่รอคำตอบ

และก็มีอันต้องเบือนหน้าหลบเคียรา ซึ่งจ้องตรงมาทางนายเหนือนิ่งค้างราวกับตกใจถึงขีดสุด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 04:17
     กี้สสสสสส(เสียงกรีดร้องเมื่อตอนตีสี่ อ่าฮะๆ #ผิด) กรีดลั่นมากตอนอาเมียร์บอกหัวใจข้าอยู่กับท่าน กรี้ดจนกลัวห้องข้างๆด่า 55555
    ps.ทำไมนับวันยิ่งสงสัยเรื่องเคียราหน้าเหมือนองค์หญิงว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าลูกพี่ลูกน้องนะ...
    #62
    1
    • #62-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 64)
      26 พฤศจิกายน 2560 / 13:42
      5555 นานๆ จะได้หยอดความหวานกันทีค่ะ คู่นี้

      ส่วนเรื่องเคียราก็...รอดูกันต่อไปนะคะ
      #62-1
  2. #30 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 08:33
    น่ารักกกกกกกกกก เคียร่าเหมือนเป้น กขค เลย
    #30
    1
    • #30-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 64)
      12 ตุลาคม 2560 / 14:14
      555555 คนเค้าจะสวีทกันน่ะนะ ภาคนี้ได้อยู่ใกล้กันมากกว่าภาคก่อนๆ เยอะค่ะ
      #30-1