The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,812 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    96

    Overall
    5,812

ตอนที่ 63 : พิเศษ - ประวัติศาสตร์ของธีร์ดีเรโดยย่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 ม.ค. 62


ประวัติศาสตร์ธีร์ดีเรโดยย่อ

 

กำเนิดอาณาจักรธีร์ดีเร

 

            เดิมที แผ่นดินบริเวณอ่าวทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นธีร์ดีเรในปัจจุบันเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเผ่าเล็กเผ่าน้อยมากมาย ในบรรดาเผ่านั้นคือเผ่าไอซีนี ซึ่งเวลาหนึ่งปกครองโดยราชินีม่าย บูดิกา ผู้มีธิดาคนเดียวคือเอริน

            ช่วงเวลานั้นถือได้ว่าเป็นกลียุค เนื่องจากผืนดินทางเหนือต้องเผชิญกับการคุกคามของเหล่าปีศาจจากทะเลทางเหนืออยู่เนืองๆ ทั้งหญิง ชาย และกระทั่งเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีเคราจำต้องฝึกศาสตราวุธ และสู้รบเพื่อปกป้องตนกับเผ่า ด้วยความสามารถของบูดิกาและเอรินในฐานะผู้นำและนักรบ จึงสามารถรวบรวมเผ่าต่างๆ มาเป็นพันธมิตรได้มากมาย เพื่อร่วมมือต่อกรกับเหล่าปีศาจ

            อย่างไรก็ดี ความสามารถของมนุษย์ย่อมไม่เพียงพอ ชาวเผ่าจึงได้สวดอ้อนวอนต่อองค์สุริยเทพ ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และตำนานก็กล่าวไว้ว่า วันหนึ่งมีชายผู้หนึ่งเดินทางมาถึงประตูเมืองป้อมปราการของเผ่า ขออาศัยค้างแรมในเมืองแห่งนี้

            ตามธรรมเนียมของเผ่าในแผ่นดินเหนือ ย่อมไม่อาจปฏิเสธอาคันตุกะผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ทว่าในยามศึกยืดเยื้อ การรักษาเสบียงไม่ให้สูญเสียเกินจำเป็นก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ ทหารผู้เฝ้าประตูจึงถามชายหนุ่มแปลกหน้า ว่าเขาสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง

            ...ข้าสามารถโค่นต้นไม้ใหญ่ได้ในดาบเดียว... ชายผู้นั้นบอก

            ...เรามีนักรบผู้ชาญดาบอยู่มากมายแล้ว... ทหารตอบ

            ...ข้าสามารถใช้ธนูยิงนกอินทรีบนฟ้าร่วงลงมาได้... ชายผู้นั้นบอก

            ...เราก็มีนักรบผู้ชาญธนูอยู่มากมายแล้ว... ทหารตอบ

            ...ข้าสามารถล้มนักรบผู้สูงใหญ่กว่าข้าถึงสองศอกด้วยการต่อสู้มือเปล่า...

            ...นักรบที่ชำนาญการต่อสู้มือเปล่า เราก็มี...

            ...ข้าเล่นพิณและขับโคลงกลอนปลุกใจให้ฮึกเหิมได้...

            ...เราก็มีคีตธรที่ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว...

            ...ข้ารอบรู้วิชาแพทย์และยาสมุนไพร...

            ...เราก็มีแพทย์ฝีมือดีอยู่แล้ว...

            ชายแปลกหน้าฟังถึงตอนนี้ก็หัวเราะ

            ...แต่พวกท่านมีใครที่สามารถทำทุกสิ่งที่ข้าเอ่ยมาได้ในตัวคนเดียวบ้างไหม...

            ทหารยามจึงต้องยอมให้ชายผู้นั้นเข้ามา

            เขาเป็นนักรบฝีมือดีและเชี่ยวชาญสรรพศาสตร์เช่นที่เอ่ย ไม่ช้า จึงเป็นที่พอพระทัยของบูดิกาและเอริน

            จนกระทั่งวันหนึ่ง เหล่าปีศาจใช้เล่ห์กลแทรกซึมเข้ามาในเมือง ทำร้ายราชินีบูดิกาบาดเจ็บสาหัส และลักตัวเอรินไป ชายแปลกหน้ารีบติดตามไปช่วยเหลือเจ้าหญิงเอรินจากเงื้อมมือของพวกมันจนปลอดภัย และเผยว่าตนคือสุริยเทพลูค ผู้ลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวเผ่าจากเหล่าปีศาจ

            ไม่ช้า ด้วยความช่วยเหลือจากสุริยเทพ ชาวไอซีนีจึงสามารถปราบปรามปีศาจได้สำเร็จ สุริยเทพเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์หลังจากมีโอรสกับเอรินผู้ขึ้นเป็นราชินี นามว่าลาสเรน คอร์แมค

            เมื่อเจริญวัยขึ้น ราชาลาสเรนได้รวบรวมเผ่าต่างๆ ในบริเวณแผ่นดินเหนือเป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะแคว้นใหญ่ทั้งสาม คืออุลทูร์ทางเหนือ ยาร์ลาธทางใต้ และชอร์ซาทางตะวันออก เขาตั้งตนเป็นราชาของอาณาจักรอันมีศูนย์กลางอยู่ที่เนินเขาทาราอันศักดิ์สิทธิ์ ขนานนามว่า "ธีร์ดีเร" หรือ "ผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์"

 

* * * * *

 

ต้นกำเนิดราชวงศ์อลาชตาร์

 

            ทายาทของลาสเรนสืบสายเลือดเป็นราชาผู้ปกครองธีร์ดีเรแห่งราชวงศ์ทารา จนมาถึงเจ้าหญิงมาทิลดา แมฟ ทารา เป็นรัชทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์ทารา หลังจากที่พระอนุชาของเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวร

            ในสภาวะที่ธีร์ดีเรระส่ำระสาย แคว้นต่างๆ แก่งแย่งความเป็นใหญ่ เพื่อให้ได้ครองบัลลังก์และสืบทอดรัชทายาท ขุนนางต่างๆ จึงพยายามที่จะยึดครองแผ่นดินทาราและสมรสกับมาทิลดา ซึ่งถือตนเป็นนักบวชหญิงผู้ครองพรหมจารี

            อัศวินผู้มีนามว่าเชรุน อลาชตาร์ ได้ปราบปรามกบฏเหล่านั้น และอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาทิลดา

เชรุนตั้งตนเองเป็นต้นราชวงศ์อลาชตาร์ โดยรวมตราประจำราชวงศ์ทารา ซึ่งเป็นรูปกางเขน และตรารูปเหยี่ยวสยายปีกของตระกูลอลาชตาร์เข้าด้วยกันเป็นตราประจำราชวงศ์ที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งยังเริ่มศักราชใหม่ คือ อลาชตาร์ศักราช (อ.ศ.) โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระองค์ครองราชย์

            ในพิธีราชาภิเษก อัศวินฌอน ดาวิมี ผู้ร่วมรบเคียงข้างเชรุนมาโดยตลอด ทำหน้าที่เป็นนักรบแทนองค์กษัตริย์คนแรกของธีร์ดีเร และได้รับพระราชทานที่ดินของหมู่บ้านดาวิมีให้เป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูล

            มีตำนานเล่าลือว่าสงครามระหว่างเครือญาติในราชวงศ์ ซึ่งเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในสมัยหลัง มีที่มาจากคำสาปของมาทิลดา ผู้ไม่ยินดีในการอภิเษกสมรสครั้งนี้ และสาปแช่งให้ลูกหลานของผู้กลืนราชวงศ์ทาราต้องห้ำหั่นกันเองจนกว่าสายเลือดจะสิ้นสุดลง ดูเหมือนตำนานนี้จะเกิดขึ้นหลังจากมาทิลดาสิ้นพระชนม์เนื่องจากตกลงมาจากยอดหอคอยปราสาท หลังมีพระประสูติกาลเจ้าชายโอวิน เมเรดิธ อลาชตาร์ พระโอรสองค์แรกและองค์เดียว ในเวลาราวหนึ่งปีหลังจากการอภิเษก ไม่อาจทราบได้ว่านั่นเป็นอุบัติเหตุ หรือการปลงพระชนม์ชีพพระองค์เอง

 

* * * * *

 

สงครามพญาเหยี่ยว (อ.ศ. 78-81)

 

            ราชวงศ์อลาชตาร์ปกครองธีร์ดีเรมาจนสิ้นรัชสมัยของราชาเอย์มอน ริชตาร์ด อลาชตาร์ ผู้เป็นหลานปู่ของเชรุน โอรสพระองค์โต ออนรี อัลวี อลาชตาร์ จึงขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อ เนื่องจากราชาออนรีเป็นผู้เด็ดขาดโหดเหี้ยม มักดำเนินนโยบายขัดแย้งกับพระอนุชา เอย์วาร์ด เบรสลิน อลาชตาร์ พระอนุชาเอย์วาร์ดจึงได้ก่อกบฏเพื่อยึดอำนาจจากพระเชษฐา จนเกิดเป็น "สงครามพญาเหยี่ยว" เนื่องจากตราประจำพระองค์ของออนรีเป็นเหยี่ยวสีดำ และเอย์วาร์ดเป็นเหยี่ยวสีขาว

            เจ้ามณฑลอุลทูร์ แฟคท์นา ฟาร์รุล ให้การสนับสนุนออนรี ส่วนเจ้ามณฑลชอร์ซา คีฮัน อันวาทาค (บิดาของคาลวาห์) และเจ้ามณฑลยาร์ลาธ คอร์ลี เทอร์ลุค ให้การสนับสนุนเอย์วาร์ด

            ฝ่ายของเอย์วาร์ดซึ่งมีเสนาธิการเอกบัณฑิตวิทยาลัยหลวง คอนน์ ได้เปรียบในทีแรก แต่ต่อมา ฝ่ายของออนรีก็กลับได้เปรียบด้วยความช่วยเหลือจากมหาอำมาตย์ คอนเลธ แดฟนิค (ปู่ของผู้สำเร็จราชการคอนรอย และราชินีบริอาเนียในเวลาต่อมา) นายทหารที่มีพื้นเพเป็นสามัญชน ชื่อ คัลแลน (บิดาของแม่ทัพคาฮาล) และพ่อค้าใหญ่เบ็กแลน ซึ่งรวบรวมสมาคมพ่อค้าในยาร์ลาธ ดำเนินการอย่างสายลับในมณฑลนั้น อีกทั้งคีฮันได้แปรพักตร์จากพระอนุชามาเป็นกำลังให้ราชาออนรี

            สุดท้าย สงครามจบสิ้นลงด้วยความพ่ายแพ้ของพระอนุชาเอย์วาร์ด พระราชวงศ์ที่อยู่ฝ่ายของเอย์วาร์ด ทั้งพระชายาและโอรส ตลอดจนขุนนางและครอบครัวของขุนนางที่ร่วมมือด้วยทั้งหมด รวมทั้งคอร์ลี เทอร์ลุค เจ้ามณฑลยาร์ลาธ ถูกจับกุมคุมขังในคุกกรงน้ำ และทรมานหรือประหารจนสิ้นชีวิตทั้งหมด เหลือรอดเพียงคอนน์ ซึ่งถูกทรมานจนขาพิการ และเนรเทศไปยังชายแดน

            ตำแหน่งเจ้ามณฑลยาร์ลาธที่ว่างอยู่ ออนรีได้พระราชทานให้แก่เบ็กแลน พร้อมทั้งบรรดาศักดิ์ในฐานะขุนนางตระกูลยาร์ลาธ (จุดชนวนความไม่พอใจให้แก่ตระกูลของการ์วอน มิคาสตา ตระกูลขุนนางเดิมซึ่งได้รับตำแหน่งรองเจ้ามณฑลใหม่) นายทหารคัลแลนเองก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ รวมทั้งรับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางตระกูลมาร์คาส ส่วนคีฮัน เจ้ามณฑลชอร์ซาถือว่าได้ใช้ความดีความชอบล้างโทษ

 

* * * * *

 

การก่อสร้างพระราชวังใหม่ (อ.ศ. 81-105)


            ในสงครามพญาเหยี่ยว พระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่บนเนินทาราได้รับความเสียหายมากจากการสู้รบ และการวางเพลิง ราชาออนรีจึงดำริให้มีการเริ่มก่อสร้างพระราชวังใหม่ โดยทรงเลือกพื้นที่เกาะอวาลอนที่อยู่นอกอ่าวเมอร์คาห์เป็นสถานที่ตั้งพระราชวังหลังปัจจุบัน เนื่องจากมีความเชื่อว่านี่คือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่สุริยเทพลูคเสด็จกลับไปยังอีกภพหนึ่ง

การก่อสร้างสะพานหินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมระหว่างเกาะกับชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่ดำเนินไปหลายปี จึงได้มีการก่อสร้างพระราชวังขึ้น กระทั่งกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จโดยแท้จริง จึงกินเวลายาวนานถึงยี่สิบกว่าปี กระทั่งสิ้นสุดลงในรัชสมัยราชาอาร์กาด อัลเฟ อลาชตาร์ โอรสของออนรี ซึ่งขึ้นครองราชย์ในอ.ศ.100

 

* * * * *

 

ยุทธการป้อมเมียร์รอล หรือศึกเหนือวิปโยค (อ.ศ. 103)

 

            พายุหิมะในฤดูหนาวที่ผ่านมา ยังผลให้ดินแดนอีกฟากทะเลเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัยหนัก โจรสลัดทางเหนือจึงรวมพลจัดกองเรือใหญ่มาปล้นสะดมธีร์ดีเร ทว่าก่อนจะเข้าน่านน้ำของมณฑลหลวง ก็ถูกกองนักรบเรเวน ซึ่งเป็นกองกำลังป้องกันพิเศษของมณฑลอุลทูร์ต่อต้านไว้ การรบที่ป้อมปราการริมทะเล เมียร์รอล จบสิ้นลงด้วยชัยชนะของธีร์ดีเร แม้ว่ากองเรือรบของมณฑลหลวงและยาร์ลาธซึ่งเป็นกำลังเสริมจะส่งไปไม่ทัน

            ทหารกล้าทั้งสามร้อยสิบสามนายที่อยู่ป้องกันป้อมเมียร์รอลล้วนต้องสละชีวิต รวมทั้งดูลัส ฟาร์รุล และดูกิน ฟาร์รุล บุตรชายทั้งสองของแฟคท์นา เจ้ามณฑลอุลทูร์

 

* * * * *

 

การกวาดล้างเผ่าอัสลาน (อ.ศ. 111)

 

            มีสาส์นจากอาณาจักรซาเกรดา โซล มาขอความร่วมมือในการกวาดล้างเผ่าอัสลาน เผ่าคนเถื่อนร่อนเร่บนหลังม้าที่มีพรมแดนติดกับอาณาจักรของทั้งสอง โดยเสนอว่าจะยกพื้นที่ของเผ่าอัสลานทั้งหมดให้แก่อาณาจักรธีร์ดีเร

            ราชาอาร์กาดจึงทรงมอบหมายให้คาลวาห์ เจ้ามณฑลชอร์ซา (บุตรชายของอดีตเจ้ามณฑลคีฮัน) ซึ่งมีพรมแดนติดกับดินแดนของเผ่าอัสลานเป็นผู้จัดการ เจ้ามณฑลชอร์ซาจ้างกองทหารรับจ้างมาทำการนี้ และได้รับพื้นที่ทั้งหมดไปผนวกเข้ากับมณฑลของตน

            พฤติกรรมอันป่าเถื่อนของทหารรับจ้างในครั้งนั้น ทั้งการสังหารหมู่ชาวเผ่าอย่างทรมานและเลือดเย็น รวมถึงการกวาดต้อนหญิงชาวอัสลานมาบำเรอกองกำลังก่อนสังหารทิ้งเป็นที่โจษจัน และยังความไม่พอใจให้แก่แม่ทัพนายกองคนอื่นๆ ของธีร์ดีเรเป็นอย่างมาก

            หอคอยแห่งสายลม หอคอยสูงที่สุดในบริเวณพระราชวัง ถูกสร้างเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งนี้ แต่บ้างก็ว่าเพื่อปลอบโยน หรือสะกดดวงวิญญาณของชาวเผ่าอัสลานที่สิ้นชีวิตไป

 

* * * * *

 

การลอบปลงพระชนม์พระราชาอาร์กาด ราชินีบริอาเนีย และเจ้าชายรัชทายาทไอลีช (อ.ศ. 124)


            ในฤดูใบไม้ผลิของ อ.ศ. 124 พระราชาอาร์กาดรวมทั้งพระราชินีบริอาเนีย เซียร์ลา อลาชตาร์ และพระโอรสธิดา เจ้าชายไอลีช อันราฮาน อลาชตาร์ กับเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ เสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักริมทะเลสาบในชอร์ซา แต่ระหว่างทางก็ได้ถูกกองกำลังของเผ่าอัสลานที่รอดชีวิตมาได้ลอบปลงพระชนม์อย่างโหดเหี้ยม

            ผู้รอดชีวิตมีเพียงเจ้าหญิงแอชลีนน์ นางกำนัลเคียรา โบรนัค (ธิดานอกสมรสของผู้สำเร็จราชการคอนรอย น้องชายของพระราชินี) และราชองครักษ์ดูลัส ฟาร์รุล (บุตรชายคนเล็กของแฟคท์นา เจ้ามณฑลอุลทูร์)

 

* * * * *

 

การคัดเลือกพระคู่หมั้น (อ.ศ. 127) และการลอบสังหาร (อ.ศ. 128)

 

            ในฤดูหนาว 3 ปีต่อมา ได้มีการคัดเลือกพระคู่หมั้นของแอชลีนน์ ซึ่งจะครองบัลลังก์เป็นราชาองค์ต่อไป การทดสอบสิ้นสุดด้วยชัยชนะของเฟย์ลิม ยาร์ลาธ บุตรชายของเบเรค เจ้ามณฑลยาร์ลาธ แต่เพียงหนึ่งวันหลังจากพระราชพิธีหมั้น พระคู่หมั้นเฟย์ลิมก็ถูกลอบสังหารในห้องพักของตนเองในพระราชวัง ด้วยลักษณาการที่เหมือนเวทมนตร์

            การสืบสวนนำไปสู่การจับกุมแม่มดเฒ่าเสียสติ ซึ่งให้การซัดทอดนายอำเภอชาลัวห์ อันวาทาค (บุตรชายของคาลวาห์ เจ้ามณฑลชอร์ซา) รองชนะเลิศในการประลองเลือกพระคู่หมั้น และสามัญชนชาวทรายชื่ออาเมียร์ว่าเป็นผู้บงการ เนื่องจากคดีเกี่ยวของกับไสยเวทมนตร์ดำ ผู้สำเร็จราชการคอนรอย แดฟนิค จึงดำเนินการตามพระประสงค์ของแอชลีนน์ ส่งสาส์นเชิญพระมหาเถระลูเธียนจากอาณาจักรซาเกรดา โซล ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามมนตร์ดำ มาร่วมพิสูจน์และพิจารณาคดี

            อย่างไรก็ดี ก่อนพระมหาเถระลูเธียนมาถึงธีร์ดีเร ทั้งชาลัวห์ กับอาเมียร์หลบหนีไปได้ด้วยความช่วยเหลือของหญิงผู้สมรู้ร่วมคิดคนหนึ่งเป็นเวลานานราวสามสัปดาห์ จึงได้เข้ามอบตัวกับเจ้ามณฑลยาร์ลาธ บิดาของพระคู่หมั้นผู้ล่วงลับ ชาลัวห์ให้การรับสารภาพว่ากระทำตามข้อกล่าวหา จึงได้รับการลดหย่อนโทษ ส่งไปใช้แรงงานในชายแดนเป็นเวลาสิบปี ส่วนอาเมียร์ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเพียงแต่ถูกปีศาจร้ายครอบงำ เป็นมูลเหตุให้แม่มดเข้าใจผิดและให้การซัดทอด หลังจากพระมหาเถระทำการขับไล่ปีศาจออกไปแล้ว จึงได้รับการปล่อยตัว

            การประลองคัดเลือกพระคู่หมั้นจัดขึ้นโดยเร็วหลังสิ้นสุดคดี โดยราชองครักษ์ดูลัส ชนะผู้กองคาเฮียร์ และได้เป็นพระคู่หมั้นคนต่อไป

 

* * * * *

 ผังตระกูลคร่าวๆ (เฉพาะตัวละครที่มีชื่อในนิยาย หรือบทความนี้)




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น