The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,810 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    94

    Overall
    5,810

ตอนที่ 60 : 30 - ดวงใจที่สื่อถึง "ขอโทษที่ทำให้รอนานนะ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 ต.ค. 60

บทที่ ๓๐

ดวงใจที่สื่อถึง

 

ท่านมีอะไรจะพูดกับข้าหรืออาเมียร์เอ่ยถามขณะตามท่านอาออกมายังสวนหลังบ้าน ใต้ฟ้ายามค่ำหลังมื้ออาหารเย็น

ชายหนุ่มคาดเดาไว้ว่าคงเป็นคำตักเตือนหรือสั่งสอน ทำนองทำไมลืมพื้นฐานหรือทำไมใช้วิธีเสี่ยงตายอย่างนั้นแต่ถ้อยคำที่ตามมาผิดความคาดหมายทั้งมวล

เจ้าสู้ได้ดี

...หา?...

อีกฝ่ายเอนหลังพิงรั้วไม้แข็งแรง ใช้มือขวายันไว้อีกข้าง ใบหน้าไม่ได้หันมามองเขา

ดีอย่างไรอาเมียร์อดถามไม่ได้ท่านคาดหวังว่าข้าจะแพ้อย่างนั้นหรือ

ชายหนุ่มเอ่ยแล้วก็ชะงักไป...เขาไม่ได้ตั้งใจกล่าวหาอีกฝ่ายอย่างนั้น

แต่ไม่จริงหรือ ท่านอาเก่งกาจถึงเพียงนี้ กระทั่งนักรบหน่วยเรเวนห้าคนก็ยังเอาชนะได้ด้วยมือเปล่า ขณะที่ตัวเขามีดาบอยู่ในมือ กลับล้มพวกนั้นลงไม่ได้เลยสักคน ทำได้เพียงปล่อยให้แอชถูกจับตัวไปต่อหน้าต่อตา...

คนระดับท่านอา คนที่ยืนอยู่บนยอดเขา ไม่มีสิทธิ์คิดอย่างนั้นกับคนที่ได้แต่พยายามปีนป่ายอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างชายหนุ่มหรือ...

หากไม่ใช้กลโกงหรือยอมเสี่ยงเข้าแลก อาเมียร์ยังจะเอาชนะมาได้อย่างไร

ข้าไม่รู้เหมือนกัน ว่าตัวเองคาดหวังอะไรคู่สนทนาเอ่ยช้าๆหากเจ้าจะหาว่าข้าออมมือให้ ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้ ที่จริง ถึงปากบอกว่าจะทดสอบเจ้าด้วยการสู้กันเหมือนอยู่ในสนามรบ ข้าก็ตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ว่าเจ้าจะชนะหรือแพ้ ข้าก็จะอยู่ช่วยเจ้ากับธีร์ดีเร สิ่งที่ข้าต้องการพิสูจน์คือเจ้าตั้งใจจะทำเรื่องนี้จริงๆ และสู้ให้เต็มที่เท่านั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชัยชนะในสนามรบจะพิสูจน์ได้

ชายหนุ่มกำมือแน่น บังคับตนเองไม่ให้กระทบกระเทียบว่าต่อให้เขาแพ้คาดาบแรก ท่านอาก็คงจะยังบอกว่าเขาชนะอย่างนั้นหรือ...ใช่ เขารู้ว่าตนทุ่มเทความตั้งใจจริงและความพยายามจนสุดตัวแล้ว ไม่ได้กล่าวอ้างเพื่อโอ้อวด แต่นั่นเป็นสิ่งที่วัดได้หรือว่าสิ่งที่เขาต้องการทำจะสำเร็จ ว่าเขามีความสามารถพอที่จะฟันฝ่าไปถึงการนั้น

อาเมียร์ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ แล้วก็แอบถอนหายใจ เขาขุ่นเคืองอย่างแทบไม่อาจอธิบายทั้งๆ ที่เข้าใจดีว่าความพยายามสุดชีวิตไม่ได้รับประกันว่าตนจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดได้เลยแท้ๆ

ข้าต้องการอะไรจากท่านอากันนะ

ชายหนุ่มถามตนเอง เมื่อก่อนเขาอยากให้ท่านอาใช้ความสามารถของท่านช่วยยาร์ลาธและธีร์ดีเร ไม่สิ ที่สำคัญคือช่วยปกป้องผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย บรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งหลาย แต่ตอนที่ตั้งใจว่าจะช่วยแอชก็กลับคิดอีกทางไม่ใช่หรือ ว่าจะไม่ให้ท่านต้องมายุ่งเกี่ยวและลำบากด้วยอีก

แค่พวกเรเวนคุกคามครอบครัวของเขาครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว

และเจ้าก็ชนะข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว ชนะอย่างขาวสะอาดที่สุด

คำพูดกะทันหันฉุดอาเมียร์ขึ้นจากห้วงความคิด “...หมายความว่าอย่างไร

อดีตนักรบเหลือบมาทางเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

การเอาชัยชนะ ไม่ใช่ทำได้ด้วยกำลังอย่างเดียว และต่อให้ชนะได้ด้วยกำลัง ก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่หรือยั่งยืนเท่ากับการเอาชนะใจคนหรอก

คงเพราะชายหนุ่มยังนิ่งงันอยู่ อีกฝ่ายจึงได้ขยายความ

ข้าตัดสินใจช่วยเจ้าเพราะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าพูด ที่ว่าข้าไม่ควรนิ่งดูดาย มีขยะกองอยู่ในบ้านก็ต้องเก็บกวาด...เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือ

อา...อาเมียร์เพิ่งนึกได้แต่...ท่านบอกว่าจะอยู่เพราะเป็นห่วงข้า...

คนเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร มีได้แค่เหตุผลเดียวรึ จะมีสักกี่เหตุผล หรือไม่มีเหตุผลเลย มันก็คือการตัดสินใจของตัวเองเหมือนกันท่านอาหันกลับไปก็เหมือนกับเจ้า อยากช่วยธีร์ดีเร อยากช่วยเจ้าหญิง อยากช่วยผู้คน นั่นหลายเหตุผล หรือว่าเป็นเหตุผลเดียวกันล่ะ

ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันชายหนุ่มยักไหล่แต่ก็อย่างที่ท่านบอก ถึงอย่างไรมันก็คือการตัดสินใจของข้าเอง

และข้าก็ดีใจ...ที่เจ้าต้องการทำเพื่อเด็กคนนั้น

เป็นครั้งแรก...ที่อาเมียร์ได้ยินซิอ์บุลพูดถึงแอชอย่างนี้

นางทำเพื่อช่วยเจ้าถึงขนาดนี้ และเจ้าก็รู้เรื่องของนางมากขนาดนี้แล้ว หากนิ่งดูดายต่างหาก ข้าถึงจะยิ่งผิดหวัง เด็กคนนั้นไม่ควรถูกทิ้งไว้กับเรื่องทั้งหมดนี้ และนางก็คือผู้ที่สมควรปกครองอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพราะมีสายเลือดราชวงศ์ แต่เพราะนางมีความกล้าหาญ และความสามารถที่จะนำทางอาณาจักรนี้ด้วยตนเองได้อย่างแน่นอนชายวัยกลางคนเอ่ยต่อไปเจ้ารักนาง...ข้ารู้ มาลิอาบอกแล้ว ข้าจะไม่บอกว่าเจ้ากับนางควรทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกองกำลังหรือความรับผิดชอบของข้า แต่อยากทำสิ่งใดเพื่อนาง ก็ทำให้เต็มที่เถอะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

บางทีท่านอาคงนึกไปถึงเรื่องนั้น...เรื่องของเสด็จแม่กับเสด็จพ่อซึ่งท่านไม่อาจแก้ไขได้

แต่ก็คงจะมีเรื่องอื่นๆ อีกมากด้วยกระมัง

ไม่ต้องห่วงหรอกสุดท้าย ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเอ่ยข้าตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว

ต่อจากนั้นคือความเงียบ กระทั่งชายหนุ่มได้ยินเสียงใบไม้ไหวเบาๆ ในสายลม

อาเมียร์นึกถึงเรื่องที่จะพูดกับท่าน...แต่ก็ยังไม่อาจนึกเรื่องใดออกเช่นเคย กลับเป็นท่านอาที่เริ่มต้นอีกครั้ง

แล้วอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงชีวิตแบบวันนี้อีก ต่อให้มีคัมภีร์คอยป้องกันอยู่

หือ?” ชายหนุ่มรับอย่างสงสัยในครั้งนี้ป้องกัน...ตอนไหน ข้าจำได้ว่าไม่ได้ใช้อำนาจของคัมภีร์เลยนี่

อดีตนักรบหันกลับมาหมายความว่าเจ้าไม่รู้ตัวหรอกหรือ

อาเมียร์สั่นศีรษะ

อีกฝ่ายมีท่าทางเหมือนอยากจะถอนหายใจ

ดาบสุดท้ายชายผู้มากวัยกว่าเอ่ยช้าๆ “...ข้ารั้งไว้ไม่ทันจริงๆ

ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้น

เขารู้ความร้ายแรงของสิ่งที่ท่านอาต้องการจะสื่อดี กระทั่งเป็นดาบในฝัก...ตีเข้าเต็มแรงอย่างนั้น ซี่โครงของเขาก็อาจจะเดาะหรือถึงแก่หักได้ง่ายๆ เช่นกัน

ใช่ว่าอาเมียร์ไม่เคยคาดคิดว่าตนต้องบาดเจ็บ แต่ครั้นรู้ว่าเพิ่งรอดพ้นจากการบาดเจ็บหนักขนาดนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียดก็ให้รู้สึกโชคดีประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

เอาเถอะ คัมภีร์เป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าเชื่อว่าเจ้ารู้ดีเกินกว่าจะต้องให้ข้าบอกว่าควรใช้มันอย่างไร ที่จริงข้าดีใจเสียด้วยซ้ำที่มีมันคุ้มครองเจ้าตลอดมา

นึกว่าท่านจะหาว่าข้าโกงเสียอีกที่มีโล่ล่องหนไว้คุ้มกันตัว

หึซิอ์บุลกลับหัวเราะก็พอๆ กับที่เจ้าคงหาว่าข้าโกงที่มีฝีมือเหนือกว่าเพราะประสบการณ์ผิดกันกระมัง

“...ก็จริงชายหนุ่มรับ

แต่บอกตามตรง บางครั้งข้าก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าฝีมือการต่อสู้ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ และก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ข้ามีความสุขเลยด้วยซ้ำเสียงของชายผู้มากวัยกว่าเรียบเรื่อยทีแรกที่ข้าฝึกวิชาต่อสู้เป็นเรื่องเป็นราว ก็แค่เพราะอยากทำเพื่อคนที่ตัวเองรักเท่านั้นเอง

“...อย่างไรหรือ

ผู้ที่อาจเป็นบิดาพูด และผู้ที่อาจเป็นบุตรชายฟัง

อาเมียร์ไม่รู้ว่านานเท่าใด แต่สุดท้ายเขาก็มายืนพิงรั้วอยู่ข้างอีกฝ่าย ลมราตรีเย็นเสียจนต้องกอดอก แต่ความหนาวก็หาได้ทำให้รำคาญแต่ประการใด ในเมื่อใจไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่คู่สนทนาเล่า

อาจเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเพิ่งตระหนัก...แม้หลังจากเคยรับรู้ชีวิตของคนอื่นๆ ผ่านอำนาจเวทมนตร์มาแล้ว...ว่าแม่ ท่านอา กับเสด็จพ่อยังมีหลายๆ ด้านของชีวิตที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนเช่นกัน และพวกท่านก็อาจจะไม่กล้าเล่าให้เขาฟังมาก่อนหน้านี้ด้วยเหตุประการต่างๆ

เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านอามีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก หรือแม่ของท่านเสียไปก่อนเวลาอันควรอย่างไร ไม่เคยรู้เลยว่าท่านอาพบเสด็จพ่อ ผูกมิตรเป็นสหายกัน และมีความทรงจำที่ดีต่อกันอย่างไร

อาเมียร์อดถามไม่ได้ว่า...เวลานี้ท่านไม่โกรธแค้นเสด็จพ่อแล้วหรือ และกับคำถามนั้น...ท่านอาก็บอกว่าอีกฝ่ายสำนึกผิด และได้ไถ่โทษอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งเวลานับพันปีที่ผ่านมาก็ยาวนานเกินกว่าจะถือโทษโกรธแค้นกันไม่ใช่หรือ

เขายังได้รู้ว่าท่านอาอ้างว้างอย่างไร...ในเวลาที่ถูกพรากจากแม่ ในเวลาที่ท่านตัวคนเดียวแบกรับทุกสิ่ง...หลังการระเบิดพลังของเขา และอาการของแม่ซึ่งทำให้พวกเขาต้องอาศัยเวทกักขังกาลเวลานานนับเพื่อแก้ไข

และก็คงเพราะได้รู้ในคืนนี้กระมัง ผลแพ้ชนะในเวลาชั่วครู่สั้นๆ จึงไม่มีความสำคัญอย่างใดอีกต่อไป

ราวกับเพียงใบหญ้าที่ปลิดปลิวในกระแสลม ผ่านพ้นและอันตรธาน

ก็เพียงเท่านั้นเอง

คงเกือบเที่ยงคืนแล้วกระมังที่แม่ถือตะเกียงออกมาถามว่าทั้งสองยังไม่เข้านอนกันอีกหรือ อาเมียร์ปล่อยให้ท่านอาตอบรับว่าสักครู่จะตามไป ดูเหมือนแม่จะบ่นกึ่งพูดเล่นเล็กน้อยว่าทำราวกับสองหนุ่มหลงเสน่ห์นั่งนับดาวเดือนรอคอยมาลิอากลับมา ดูเหมือนแม่จะคาดหวังว่าคืนนี้แม่มดดำเองก็คงหายแล้วหายลับอย่างพิกล

ข้ารู้ว่าเจ้าจะเก่งขึ้นได้อีกมาก เก่งจนเป็นเลิศในทางหนึ่ง...ไม่สิ...หลายๆ ทาง อาจไม่ใช่ในทางเดียวกับข้า แต่ก็ยังเป็นทางที่ยิ่งใหญ่เสียจนข้าเทียบไม่ติดท่านอาแหงนมองฟ้าและเอ่ยขึ้นอีกสักเล็กน้อย หลังจากบอกว่าควรรีบกลับเข้าร่มได้แล้วหากไม่อยากเป็นหวัดขอเพียงเจ้าระลึกไว้เสมอว่ากำลังสู้เพื่อสิ่งใด...หรือใครเท่านั้นเอง

ฮื่ออาเมียร์พยักหน้ารับก่อนจะยันร่างขึ้นจากรั้ว

...เพื่อพบความอบอุ่นห้อมล้อมกายโดยไม่คาดฝัน

“...ท่าน...ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัวเลยเมื่อชายผู้มากวัยกว่าสวมกอดเขาไว้ ไม่ได้รัดแน่น...แต่ก็ไม่คุ้นชิน

ท่านอาไม่เคยกอดเขาอีกเลย...ตั้งแต่วันที่อาณาจักรล่มสลาย วันที่คนสามคน แขนห้าข้างสวมกอดกันแน่นพลางร่ำไห้ด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งเจ็บปวด โศกเศร้า...แต่ขณะเดียวกันก็ยังโล่งใจที่มีกันและกัน

ก็คงเพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าตนเป็นเด็กกระมัง

แต่ถึงอย่างไร อาเมียร์ก็ตระหนักว่าตนยังเป็นเด็กอยู่มาก...ไม่จริงหรือ ต่อให้มีอายุที่แท้จริงนับพันๆ ปี ก็ยังตั้งคำถามแบบเด็กๆ น้อยใจแบบเด็กๆ และโกรธด้วยความที่เป็นเด็ก มองแต่ในมุมของตัวเช่นนั้นเอง

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็อายุน้อยกว่าท่านอาอยู่ดีไม่ใช่หรือ

ชายหนุ่มตัดสินใจกอดตอบเบาๆ ...ก่อนจะได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหู

เจ้า...เป็นลูกชายที่พ่อรักและภูมิใจเสมอนะ อาเมียร์

อาเมียร์หลับตาลงก่อนจะระบายลมหายใจยาวนาน

...และตอบออกไป

ข้าก็รักและภูมิใจในตัวท่านเช่นกันขอรับ...ท่านพ่อ

เป็นครั้งแรกที่สามารถเอ่ยคำว่าท่านพ่อกับชายตรงหน้า ด้วยความรู้สึกที่ควรมอบให้แก่คำคำนั้นอย่างแท้จริง...ไม่ว่าเลือดครึ่งหนึ่งในกายของเขาจะเป็นของอีกฝ่ายหรือไม่ก็ตาม

 

แน่ใจนะว่าข้าไม่ต้องไปด้วย

เป็นคำถามจากชายคนหนึ่ง ถึงชายอีกคนบนเส้นทางลงสู่ใต้ดิน

ยิ่งกว่าแน่ใจ

ชายหนุ่มผมแดงผู้ถือไต้กลอกตากับคำตอบไร้เยื่อใย

จะไปหาสาวเลยลืมเพื่อนชัดๆ

ใครสาวใครเพื่อน เจ้าพูดให้มันดีๆชายผมดำผู้สวมผ้าคลุมอย่างนักเดินทางเอ่ยเสียงแข็ง พร้อมกับตรวจสัมภาระเล็กน้อยที่มีติดตัว

ก็รู้ๆ กันอยู่รูอาร์คยักไหล่อย่าหาว่างั้นงี้เลย ข้ากลัวเจ้าหลงทางจนบริจาคร่างให้หนูท่ออิ่มหนำกันอยู่ในนี้หรอก

ข้าว่าความจำข้าแม่นกว่าเจ้าเยอะนะ อย่างเรื่องที่ลีชาพูดกับเจ้าเมื่อสี่วันก่อน หรือเรื่องที่มาลิอา...

โอย...อีกฝ่ายทำเป็นครางพลางกุมหัวใจซึ้งแล้วขอรับ จะไม่สงสัยคนความจำดีอีกแล้วขอรับ

ฝากดูแลคนที่บ้านข้าด้วยอาเมียร์เห็นควรพูดจริงจัง (เสียที)แล้วก็อย่าทำอะไรให้ท่านเบเรคเป็นห่วง ต่อให้มีข่าวว่าข้าถูกจับก็ห้ามไปช่วยเด็ดขาด เจ้ากับใครก็ตามที่ยาร์ลาธจะติดร่างแหไปด้วยไม่ได้

“...เล่นพูดแบบนี้จะไม่ให้เป็นห่วงได้ไงเล่ารูอาร์คขมวดคิ้วทันควันเจ้ามั่นใจอะไรนัก ถึงได้คิดจะไปฉายเดี่ยวกลางถิ่นศัตรู มีแผนการอะไรนอกจากวิ่งเข้าไปค้านพิธีแต่งงานพลางยืดอกตัวเองรับหอกเล่นๆ

เจ้ามณฑลยาร์ลาธก็กังวลอย่างนั้นเช่นกัน ท่านไม่เข้าใจว่าคนทรายตัวคนเดียวจะสามารถลักลอบเข้าไปในพระราชวังใกล้เวลาอภิเษกซึ่งย่อมต้องมีเวรยามหนาแน่นขึ้นไปอีกและพาตัวเจ้าหญิงพระองค์เดียวแห่งธีร์ดีเรรอนแรมข้ามมณฑลออกมาได้อย่างไร แต่ท่านก็เข้าใจความร้ายแรงของสถานการณ์ในกรณีที่คนของยาร์ลาธถูกซัดทอดว่ามีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อพรรคพวกของรองเจ้ามณฑลการ์วอนจับตามองอยู่

เอาเป็นว่าข้ามีวิธีของข้าก็แล้วกันชายผมดำกลับยิ้มน้อยๆ และเอ่ยพร้อมดวงตาที่เป็นประกายแฝงนัยไว้รอดกลับมา...จะเฉลยให้เจ้าฟังก็ได้

เหอะ งั้นข้าจะรอฟังเรื่องสนุกๆ พาเจ้าหญิงเปี๊ยกกลับมาให้ได้ละรูอาร์คจับมือเขาบีบแน่นถ้าเป็นไปได้ ก็ฝากถีบหน้าไอ้ดูลัสให้เสียโฉมหมดหล่อ โดนตัดสิทธิ์พระคู่หมั้นด้วยยิ่งดี

ข้าต้องพาแอชกลับมาได้แน่อาเมียร์รับเตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับนางไว้ละ

งานแต่งเสียเลยเป็นไง

เอางานแต่งของเจ้ากับลีชาให้รอดเสียก่อนเถอะ

“...ชะ

เจ้าชายแห่งความมืดหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะปล่อยมือจากเพื่อนตาย แล้วตบไหล่กระรอกตัวยุ่งเบาๆ

รักษาตัวด้วย

เพียงเท่านั้น เขาก็ใช้มือขวาแตะผนังอุโมงค์ใต้ดินเป็นหลักบอกทาง ต่างฝ่ายเดินจากไปพร้อมกับแสงไต้ที่ลับหาย และเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาลงทุกที

อุโมงค์จากใต้จวนเจ้าเมืองยาร์ลาธมีช่องทางนำไปถึงอ่าวเล็กๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเคนมารานัก เป็นทางหนีทีไล่ที่เจ้าของจวนทำไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้หลบหนีไปขึ้นเรือได้สะดวก

ทว่าในวันนี้ มันไม่ได้ถูกใช้เพื่อการหลบหนี...แต่เป็นการแทรกซึม

กระทั่งการเดินทางออกจากเมืองหรือมณฑล อาเมียร์ยังต้องทำให้รัดกุมที่สุด เขาไม่แน่ใจว่าในยาร์ลาธยังมีสายลับของมณฑลอุลทูร์ หรือพวกของรองเจ้ามณฑลจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ เมื่อใดที่ชายหนุ่มออกเดินทาง พวกนั้นอาจส่งข่าวไปให้ทางมณฑลหลวงเพิ่มมาตรการการป้องกันยิ่งขึ้น ยิ่งหากท่านเบเรครับรู้การเดินทางของเขา พวกนั้นก็ย่อมคิดเชื่อมโยงกันได้ไม่ยาก ชายหนุ่มจึงต้องเดินทางมายังจวนของเจ้ามณฑลอย่างลับที่สุด และออกไปจากมณฑลอย่างลับที่สุดเช่นกัน

เมื่อได้รู้ว่ามีทางลับใต้ดินจากจวนไปถึงอ่าวนั้น อาเมียร์ก็ได้ความคิด ท่านเบเรคกับรูอาร์คเข้าใจกันว่าเขาจะเดินทางไปยังอ่าวเพื่อหาทางเข้านิคมชาวประมงแถบนั้น และขอติดเรือไปยังมณฑลหลวง จากนั้นจึงค่อยหาทางไปจนถึงเมอร์คาห์

ท่านเบเรคไม่วายติงว่าพวกชาวประมงอาจเห็นผิดสังเกตที่เขาเป็นคนต่างชาติ หรือเคยเห็นหน้าของเขาในประกาศจับมาก่อน แต่เมื่ออาเมียร์ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเร่ขายเครื่องมือเหล็กเล็กๆ น้อยๆ จำพวกตะปู เข็มหมุด หรือเข็มกลัดมาถึงหน้าจวนให้ท่านดู อีกฝ่ายก็จำต้องยอมรับว่าจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และยอมตามแผนการนั้น

ในขณะเดียวกัน อาเมียร์ก็ขอความช่วยเหลือจากมาลิอาในบางเรื่อง ก่อนจะรายงานต่อท่านเบเรคว่าพบคนทรายที่สามารถปลอมตัวและอยู่เป็นตัวแทนของเขาที่บ้านเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตได้ ทุกสิ่งคงดูลงตัวเหมาะเจาะกันไปสักหน่อย แต่เจ้ามณฑลก็ไม่ได้ตั้งคำถามมากนัก

ชายหนุ่มยอมรับว่าตนเองอาจจะพึ่งพาเวทมนตร์มากเกินไป แต่ในระยะเวลาที่เหลืออยู่เพียงแค่เดือนกว่าก่อนพิธีอภิเษกในกลางฤดูร้อน เขาก็มีแต่ต้องฝึกฝนใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์เต็มที่ก่อนออกเดินทางในวันนี้...เมื่อเข้าสัปดาห์สุดท้ายก่อนพิธี

อาเมียร์วางมือลงบนผนังหินเย็นชื้นพร้อมกับนึกถึงเส้นทางแผนที่ซึ่งท่านเบเรคให้เขาจดจำไว้ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลำบากนักท่ามกลางความมืดมิด นัยน์ตาของเขาซึ่งกลายเป็นสีทองยามใช้มนตร์สามารถมองเห็นได้ชัดเจนประหนึ่งสัตว์กลางคืน

แอช...รอข้าสักหน่อยนะ

 

กลีบกุหลาบสีแดง...

แอชลีนน์ไล้นิ้วบนผืนผ้าขาวซึ่งมีกลีบดอกไม้หอมนั้นโปรยกระจัดกระจาย...ไม่สิ ควรเรียกว่าวางเรียงรายตามลวดลายเงื่อนธีร์ดีเร ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดสิ้นสุด เป็นสัญลักษณ์แห่งนิรันดร

อาภรณ์สีขาวปักดิ้นทอง ลูกปัดแก้ว และไข่มุกให้สัมผัสสากผิวหนัง ไม่คุ้นชินเช่นเดียวกับมงกุฎหนักอึ้งและผ้าคลุมผมผืนยาวซึ่งเหมือนกับจะรั้งศีรษะไปด้านหลัง

ที่นี่คือ...

...ห้องของเรา?

......ไม่ใช่

ไม่ใช่ห้องบรรทมของเจ้าหญิง แต่เป็นห้องบรรทมของราชินี ห้องของเสด็จแม่ที่แอชลีนน์เคยเข้ามาเล่นตอนเด็กๆ ห้องนี้กว้างขวางกว่าห้องของเธอ พระแท่นบรรทมของเสด็จแม่ทั้งนุ่มและใหญ่โต หอมกรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้บางอย่างอยู่เสมอ

ห้องของเสด็จแม่ยังคงเหมือนกับครั้งนั้น...ครั้งที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ผิดแผกแตกต่างไปเสียเหลือเกิน

ดอกไม้หอมประดับอยู่ทุกมุมห้อง ท่ามกลางแสงตะเกียงพร่างพราย

ดอกไม้ในฤดูร้อน...กุหลาบนานาพันธุ์ ตลอดจนกุหลาบป่าที่ว่าหายากถูกเสาะหาตระเตรียมมาเพื่อราตรีนี้โดยเฉพาะ

นั่นยิ่งทำให้เจ้าหญิงรู้สึก...ผิดที่ผิดทางกระมัง ห้องของเสด็จแม่ก็คือห้องของเสด็จแม่เสมอมา...แม้หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไป ไยจะกลายเป็นห้องของเธอไปได้ อีกทั้งยิ่งมีเครื่องตกแต่งอย่างห้องหอ ทุกสิ่งก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละโลก

โลกของพระราชินีแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์

เคียงคู่กับพระราชาดูลัส ฟาร์รุล อลาชตาร์

ชื่อนั้นทำให้หญิงสาวเผลอเกร็งร่างขึ้น...ที่รู้สึกอ่อนล้าจนอยากทิ้งตัวลงนอนยิ่งต้องยั้งไว้ มิเช่นนั้นลวดลายเงื่อนมงคลจะเสียรูปไป เธอต้องรอเขา เขาจะมาเมื่อถึงเวลา

เวลา...อะไร แอชลีนน์ถามตนเอง ราวกับมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก

...ฤกษ์ส่งตัวอย่างไรเล่า...เสียงหนึ่งตอบขึ้นในใจของเธอ

พิธีอภิเษกผ่านไปแล้วหรือนี่ รวดเร็วจนเหมือนไร้ความทรงจำ...หรือเพราะไม่ได้ใส่ใจที่จะจดจำกันนะ หญิงสาวเหลือบมองประตูบานใหญ่ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง ประตูซึ่งเชื่อมระหว่างห้องบรรทมของราชา และห้องบรรทมของราชินี

หากเป็นสามีภรรยาทั่วไปก็คงจะนอนร่วมเตียงกันทุกคืน แต่เหตุใดราชากับราชินีจึงมีห้องบรรทมแยกกัน...แอชลีนน์ก็ไม่ใคร่เข้าใจนัก ถึงอย่างนั้น เธอก็เคยชินกับแบบผังของพระราชวังเสียจนไม่รู้สึกแปลกใจ และกลับคิดอยู่ว่าดีเสียอีกที่มีห้องส่วนตัวของตน แยกจากพระสวามี

ห้องนี้ก็กว้างขวางดี พอใช้อบอุ่นร่างกายตลอดจนฝึกซ้อมดาบได้ถ้าไม่อยากให้เอิกเกริก ตรงมุมห้องที่ยังว่างๆ อยู่ก็คงนำตู้กับโต๊ะเขียนหนังสือมาตั้งได้ เธอไม่ชอบเลยที่ต้องใช้โต๊ะเครื่องประทินโฉมต่างโต๊ะเขียนหนังสือ

จากนี้ก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยนไป ทำให้มันเป็นห้องของเธอเอง

มีเสียงประตูเขยื้อน

เจ้าหญิงยืดหลังตรง...ดูลัสคงจะมาถึงแล้ว

บานไม้เปิดเข้ามาพร้อมกับเสียงครางยาว แอชลีนน์สูดลมหายใจลึก...

ครั้นแล้วก็เบิกตากว้าง

...นั่นไม่ใช่คนที่เธอคาดคิดไว้แม้แต่น้อย

แอช

เขายืนอยู่ตรงหน้าประตู ทั้งน้ำเสียง และรอยยิ้มน้อยๆ นั้นเหมือนเสียจนไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นความฝัน

อาเมียร์!หญิงสาวผุดลุกจากเตียงนี่ข้า...ฝันไปใช่ไหม

ครั้นคนตรงหน้าเอาแต่ยืนยิ้มอยู่ แอชลีนน์ก็ก้มลงหยิกหลังมือตนเองแรงๆ ...ก่อนจะนิ่งอึ้งไป

ไม่เจ็บจริงๆ เสียด้วย

กระนั้นทุกอย่างยังคง...แจ่มชัดอย่างประหลาด หากว่าเธอกำลังฝันอยู่จริงๆ ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกับมีสติรับรู้ทุกอย่างได้ราวกับตื่นอยู่เช่นนี้ล่ะ

ปรกติเวลาฝัน ก็ไม่น่าจะตั้งคำถามได้ว่านี่คือฝันหรือจริงด้วยซ้ำนี่นา

ข้าเข้ามาในฝันของเจ้า

หา?”

ข้าพูดจริงนะ

เจ้าหญิงกะพริบตาปริบๆ กับสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย ครั้นแล้วก็ตัดสินใจ

เอ้า! ฝันเป็นฝันกันละทีนี้!

งั้น...ในฝันนี่ ท่านก็เป็นเจ้าบ่าวของข้าสินะหญิงสาวหมุนตัว ชุดวิวาห์ที่เคยชวนอึดอัดกลับดูน่าอวดโฉมไปโดยปริยาย

เอ่อ...อาเมียร์หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาศีรษะ...เป็นท่าทางแก้เก้อที่แอชลีนน์เคยเห็นจนชินเสียจนแอบแปลบในใจ

“...ทำไมไม่ตอบรับล่ะ ถ้านี่เป็นฝันของข้า ท่านก็เป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมา ก็ต้องเอาใจข้าสิหญิงสาวขมวดคิ้วและเท้าสะเอว ไม่รู้สึกเลยว่าตนต้องรักษากิริยาอย่างกุลสตรี

แต่บังเอิญ ข้าไม่ใช่น่ะสิชายหนุ่มยักไหล่พลางส่งสายตาเป็นเชิงขออภัยว่าอย่างไรดี...ข้าแค่อยากลองติดต่อเจ้าดู แล้วก็...เข้ามาถึงนี่ ไม่ทันนึกเลยว่าเจ้าจะฝันเห็นตัวเองเป็นเจ้าสาวอยู่พอดี

“...ทำอย่างกับข้าอยากฝันเป็นเจ้าสาวอย่างนั้นละเจ้าหญิงในชุดวิวาห์เบือนหน้าไปอีกทาง ถ้อยคำหลั่งไหลพรั่งพรูราวกับรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอดทนอดกลั้นใดๆ อีกต่อไปหากเป็นในฝันทุกวันนี้...ข้าบอกตัวเองว่าทำเพื่อธีร์ดีเรทั้งนั้นนะ ถึงได้พยายามเข้ากับดูลัสให้ได้ ทั้งๆ ที่เขาน่ะ...

หญิงสาวพลันลังเลขึ้นมา แต่ครั้นแล้วก็พูดต่อไป

“...เขาไม่เข้าใจข้าเลย พักหลังนี้...ข้าเริ่มพูดเรื่องงานราชการกับเขา หลายครั้งเขาก็ตัดบทแค่ว่าไม่จำเป็น ข้าไม่เห็นต้องกังวลด้วยเรื่องพวกนี้เลย เขาจะทำทุกอย่างให้ข้าเอง แต่...อาเมียร์ก็รู้ว่าข้าไม่ต้องการอย่างนั้น!

ข้าขอโทษเสียงของชายหนุ่มเคร่งขรึมขึ้นขณะที่เขาก้าวเข้ามาใกล้เธอเจ้าคงกดดันมากสินะ และนี่ก็ไม่ใช่ฝันที่เจ้าต้องการด้วย

แอชลีนน์มองชายในฝันแน่วนิ่ง สายตาของเธออ้อนวอน ปรารถนาอยากให้เขากอดเธอแนบแน่น ในฝันเธอคิดและรู้สึกเช่นนี้ได้โดยไม่ผิดต่อคู่หมั้นไม่ใช่หรือ

กระนั้น เขาก็กลับเอาแต่ยืนเฉยอยู่ตรงหน้า ไม่แม้แต่จะสัมผัสร่างของเธอ ทว่า...

แค่ได้เห็นท่านก็พอแล้วละหญิงสาวพยายามยิ้ม...แม้จะรู้สึกเหมือนนัยน์ตาร้อนผ่าวอย่างประหลาดแค่ได้ฝันเห็นท่าน ข้าก็ดีใจมากแล้ว บางทีข้าก็ฝันเห็นเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่บ้าง...ถึงจะไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขาอยากบอกอะไรข้า แต่...แค่ได้เห็นก็ดีใจมากแล้ว

เจ้าไปจากที่นี่ได้นะ แอชอาเมียร์กลับเอ่ยอีกอย่างข้ามาหาเจ้าเพื่อพาเจ้าออกไป หลังจากนี้อีกสามคืน...ข้าจะมาหาเจ้า แต่ไม่ใช่ในความฝัน ครั้งนี้ข้าจะมาพบเจ้าจริงๆ

แอชลีนน์เบิกตากว้าง หญิงสาวทั้งสงสัย สับสน และงุนงงเมื่อชายหนุ่มจับมือของเธอไปกุมไว้ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้า

ข้าสัญญา อาเมียร์ บุตรแห่งซิอ์บุล และเจ้าชายทัมมุซแห่งอาณาจักรมนตรา สัญญาว่าจะช่วยเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ออกไป และจะช่วยให้ท่านได้ปกครองอาณาจักรธีร์ดีเรอย่างชอบธรรมให้จงได้

ริมฝีปากของเขาประทับลงบนหลังมือของเธอ...

...หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้น

เธอลุกขึ้นนั่งและเหลียวมองรอบกาย เห็นเพียงม่านที่กางกั้นรอบเตียงใต้แสงสลัวที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง

นี่เป็นเตียงของเธอและห้องของเธอเอง ไม่ใช่ห้องของเสด็จแม่

พิธีอภิเษกยังไม่มาถึง...แต่ก็อีกแค่สัปดาห์เดียว

เพียงแค่ฝันไปเท่านั้นเอง

เจ้าหญิงห่อไหล่ทั้งสอง ครั้นแล้วก็ถอนหายใจยาวในห้องที่มีตนเองอยู่เพียงลำพัง

เธอคงเครียดกับหลายๆ เรื่อง ทั้งกำหนดเวลาที่ใกล้เข้ามา การลองชุด และการจัดแต่งห้องราชินีใหม่เสียจนเก็บไปฝันเลื่อนเปื้อนจริงๆ

ถึงอย่างนั้น รอยน้ำเล็กน้อยก็ยังคงค้างอยู่ที่หางตา

แอชลีนน์ยกหลังมือขึ้นปาดพวกมันออกไปเช็ดกับผ้าห่ม ก่อนจะเอนกายลงตามเดิมและซุกตัวอยู่ท่ามกลางผืนผ้าหนาบนเตียง รายละเอียดของฝันนั้นยังคงแจ่มชัดเสียจนไม่น่าเชื่อ

แต่มันก็เป็นแค่ฝันไม่ใช่หรือ...

...ถึงอย่างนั้น...

หญิงสาวหลับตาลง เธอนึกถึงอาเมียร์...ภาพและเสียงของเขา พร้อมกับภาวนาให้ตนได้ฝันถึงเขาต่อไป อย่างน้อยก็อีกสักครั้ง

แต่ไม่เป็นผล แอชลีนน์ไม่อาจข่มตาหลับหรือฝันถึงสิ่งอื่นใดเลยในราตรีนั้น

 

อีกแค่สามวันก็จะถึงพิธีอภิเษก ดูลัสคิดว่าใจของตนควรจะสงบได้เสียที ทั้งเจ้าหญิงกับเขาต่างก็สัญญากันแล้ว และทางมณฑลยาร์ลาธก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวที่น่าเป็นห่วงแม้จะควรจับตามองให้มากขึ้น

กระนั้น เรื่องบางอย่างก็ยังคงรบกวนจิตใจ โดยเฉพาะคำถามอันไม่คาดฝันที่โต๊ะน้ำชาในบ่ายวันนี้

ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะดูลัสตอบทันควัน...ด้วยเสียงที่แข็งเกินความตั้งใจโดยไม่ทันห้าม

ทำไมล่ะสายพระเนตรของคู่สนทนาฉายแววรั้นเต็มที่

ชายหนุ่มต้องบังคับตนเองให้ใจเย็นไว้นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงพึงกระทำ

เพราะอะไรเจ้าหญิงแอชลีนน์ดูเหมือนจะคาดคั้นนี่เป็นอาณาจักร ของเราทำไมเราจะออกเยี่ยมเยียนราษฎรไม่ได้

แต่ชอร์ซาไม่ใช่ที่ที่เหมาะสม...ยิ่งเรื่องคดีเกี่ยวกับลูกชายเจ้ามณฑล กระหม่อมเกรงว่าจะมีอันตราย

ชายหนุ่มบอกตนเองว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ เวลานี้ยังมีศัตรูอยู่รอบด้าน ท่าทีของเจ้ามณฑลต่างๆ ล้วนไม่ชัดเจน แม้แต่บิดาของตนเอง

มิหนำซ้ำยังมีพวกคนทรายนั่นอยู่ข้างนอก กบดานอยู่ในธีร์ดีเร ไม่ยอมจากไปเสียที

ไม่เพียงแต่ไม่ยอมจาก เจ้ามณฑลยาร์ลาธยังคงอุ้มชูพวกมันไม่เลิก เมื่อไม่นานมานี้ ดูลัสเพิ่งได้ข่าวมาว่าซิอ์บุล พ่อของอาเมียร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยในกองกำลังป้องกันมณฑล ขณะที่อาเมียร์ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของเจ้ามณฑล เลวอนไม่รีรอที่จะให้คนเดินสารด่วนคาบข่าวนี้มาบอกเขาด้วยถ้อยคำรุนแรงที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากมุ่งหมายระบายโทสะของคนเขียน

แต่อย่างน้อยดูลัสก็ยังวางใจได้ว่าพวกมันไม่ได้ออกจากพื้นที่นั้น ตามคำรายงานของสายที่เขาให้จับตามองอยู่อีกทาง

อีกแค่สามวัน ต่อให้มันมีจุดมุ่งหมายอย่างใดในพิธีอภิเษก ก็ย่อมรีบเร่งเดินทางจากเคนมารามาทันแค่ฉิวเฉียด มิหนำซ้ำยิ่งใกล้งานสมโภช การตรวจตรากวดขันตามช่องทางต่างๆ ก็ยิ่งเข้มงวด ไม่ว่าทหารยามที่ใดย่อมรู้ดีเกินกว่าจะปล่อยให้คนทรายที่มีใบหน้าปรากฏบนประกาศจับมานานแรมเดือนกลับเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง

ขอแค่พิธีอภิเษกและพิธีราชาภิเษกผ่านพ้นไปด้วยดี ก็เท่ากับวางใจไปได้เปลาะใหญ่แล้ว

รอให้เจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นของเขาอย่างชอบธรรม หากมันยังขืนจะเอาตัวพระองค์ไป ดูลัสย่อมมีสิทธิ์ตั้งข้อหากบฏแผ่นดิน และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก

พระคู่หมั้นคิดเช่นนั้น แต่ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าหญิงทรงทราบความเคลื่อนไหวทางพวกคนทรายนั่นบ้างไหม เป็นไปได้มากที่จะทรงสดับมาจากท่านผู้สำเร็จราชการแล้ว ทว่าสำหรับต่างฝ่าย เรื่องนี้ย่อมถือเป็นหัวข้อต้องห้ามซึ่งไม่มีใครเอ่ยออกมาก่อนอยู่นั่นเอง

ก็เพราะรู้ว่าอาจจะมีอันตรายอย่างไรล่ะ จึงได้ขอให้ท่านไปด้วย ให้กองกำลังของมณฑลท่านช่วยคุ้มกันหญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม

ถึงอย่างนั้น ก็ทรงไม่ควรนำพระองค์เองไปเสี่ยงโดยใช่เหตุ มณฑลนั้นล้วนมีแต่ปัญหา โจรป่าชุกชุมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเกิดหน้าแล้ง...

ก็เพราะภัยแล้งนี่ละ เราถึงได้ตั้งใจจะไปสุรเสียงของเจ้าหญิงพลันแข็งขึ้นบอกไปแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ

ทรงส่งเสบียงไปบรรเทาทุกข์ล่วงหน้าก็เพียงพอแล้ว หรือหากไม่ไว้พระทัย จะให้กระหม่อมนำขบวนไปเองก็ยังได้ แต่ประทับอยู่ที่วังเถิดพ่ะย่ะค่ะ

แต่หากท่านไปคนเดียว ชาวมณฑลนั้นอาจจะคิดว่านี่เป็นการคุกคามหรือแสดงอำนาจ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นคนอุลทูร์

ใช่ว่าเขาไม่ตระหนักถึงเรื่องนั้น อุลทูร์กับชอร์ซาไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งด้วยเรื่องโจรป่าที่มาซ่องสุมตามรอยต่อพรมแดน ขุนนางที่ดีแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ประจบสอพลอ ลามไปจนถึงเรื่องผลการประลองเลือกพระคู่หมั้น ดูลัสเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขามีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อคนชอร์ซาโดยรวม

กระนั้น ชายหนุ่มยังพยายามเรียบเรียงคำตอบขอพระราชทานอภัย เวลานั้น กระหม่อมจะถือเป็นคนของพระราชวงศ์อลาชตาร์ ไม่ใช่ตัวแทนของมณฑลของตนเพียงอย่างเดียว

แต่คนอื่นจะไม่คิดเช่นนั้นเจ้าหญิงแอชลีนน์ยังคงแย้งยิ่งเราเพิ่งแต่งงานกัน การปฏิบัติราชกิจร่วมกันต่างหากจึงจะยืนยันต่อประชาชนได้ว่าเวลานี้ธีร์ดีเรเป็นปึกแผ่น และทั้งเรากับท่านใส่ใจในปัญหาของพวกเขา เราตั้งใจที่จะไปชอร์ซาเพื่อดูปัญหาของประชาชน ไม่ใช่รอให้ทางนั้นสงบกว่านี้ หรือหมดปัญหาเสียก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวเล่น เราต่างก็รู้ดีว่าขุนนางระดับสูงในนั้นมีนอกมีใน ยักยอกของหลวงกันอย่างไรบ้าง สิ่งที่เราต้องการคือทั้งเปิดโปงพวกเขา และสร้างขวัญให้แก่ประชาชน

มือของดูลัสเผลอกำหูถ้วยชาแน่นขึ้น ขณะที่เขาคิดว่าเจ้าหญิงทรงหวังไปไกลเสียเหลือเกิน

ใช่...เขาเองก็ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนพวกขุนนางชั่วทั้งหลายให้หมดจด แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาเองต้องจัดการ ไม่ควรจะให้พระหัตถ์ของพระองค์ต้องมาแปดเปื้อนไปด้วย

ไม่ควรให้ต้องทรงเสี่ยงอันตราย...ออกนอกวัง...อาศัยทางเสด็จที่เคยคร่าพระชนม์ชีพของทุกพระองค์ที่เขาไม่อาจปกป้อง

ท่ามกลางสถานการณ์และบุคคลน่าสงสัยทั้งมวล วังหลวงนี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

และกระหม่อมก็ไม่เห็นด้วยเพราะข้อแรกนี่เองดูลัสจึงยังไม่เลิกราพระองค์จะทรงนำตนเองเข้าเสี่ยงอันตรายโดยใช่เหตุ อาจมีใครก็ตามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์บนเส้นทางเสด็จเหมือนครั้งลอบปลงพระชนม์ก็ได้

เราพอป้องกันตัวเองได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น...เราเชื่อว่าท่านและคนของท่านปกป้องเราได้เจ้าหญิงตรัสช้าๆ พร้อมกับสบตากับเขาตรงๆครั้งอารักขาเรากลับจากยาร์ลาธ พวกท่านก็ทำงานกันได้ดีไม่ใช่หรือ

ชายหนุ่มเงียบไปนาน เรื่องครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่เขาไม่อยากนึกถึงเอาเสียเลยด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

หากท่านเกรงคำครหา ว่าเราลำเอียง ให้ความสนใจกับมณฑลชอร์ซาจนเกินไป ด้วยเหตุบางอย่าง...ดูเหมือนจะทรงเน้นสี่พยางค์หลังมากกว่าคำอื่นเราก็มีแผนเพิ่มเติม เรากับท่านจะเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วธีร์ดีเร เริ่มจากที่ชอร์ซาซึ่งมีปัญหามากที่สุด ต่อมาก็ที่อุลทูร์ จากนั้นจึงค่อยไปยาร์ลาธ แล้วกลับมาที่มณฑลหลวง

พระคู่หมั้นยังคงไม่ตอบ ขณะที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น

ที่จริง ส่วนตัวเราเห็นว่าตัดยาร์ลาธออกไปก็ได้เพราะเราเคยใช้เวลาอยู่ที่นั่นมากกว่ามณฑลอื่น และท่านเจ้ามณฑลกับคนของเขาก็มีความสามารถเกินพอที่จะได้รับความไว้วางใจจากเรา แต่ในเมื่อไปเยี่ยมเยียนมณฑลอื่นๆ จนครบแล้ว จะทำเป็นละเลยที่นี่ไปมณฑลเดียวก็อาจเป็นที่ติฉิน ไม่ใช่หรือ

หากว่าหูถ้วยชาของดูลัสเป็นดินอ่อน เวลานี้มันก็คงจะบิดเบี้ยวเสียรูปไม่เหลือเค้าเดิมไปแน่แล้ว ความเงียบของชายหนุ่มดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง

สุดท้าย ที่เขาเลือกที่จะตอบอย่างระแวดระวังก็คงเพราะเกรงพระองค์จะทรงรั้นไม่เลิกและทุ่มเถียงเอาชัยชนะให้ได้กระมังนั่นเป็นเรื่องใหญ่ หากทรงตั้งพระทัยเช่นนั้นจริงๆ ก็ขอให้หารือกันหลังพิธีอภิเษกเถอะพ่ะย่ะค่ะ เวลานี้ ท่านผู้สำเร็จราชการและขุนนางผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ ล้วนมีภาระยุ่งมากแล้ว

เราเข้าใจน้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับนุ่มนวลลงอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่ริมพระโอษฐ์เผยรอยยิ้มบางเบาเมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็ช่วยพูดให้เราด้วยนะ

“...พ่ะย่ะค่ะพระคู่หมั้นได้แต่รับด้วยความรู้สึกผิดแผกแปลกประหลาด ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าเจ้าหญิงผู้ดื้อรั้นเริ่มมีชั้นเชิงในการต่อรองสูงขึ้นจนเขาควรระวังเสียเอง ไม่ใช่เพียงดื้อแพ่ง ยืนกระต่ายขาเดียวอย่างไร้เดียงสาแบบเด็กๆ อีกต่อไป

ดูลัสอดมิได้ที่จะหวั่นเกรง นกน้อยเริ่มเชื่อว่าตนมีปีกกล้าขาแข็ง ชะรอยสักวันคงอาจหาญคิดว่าตนสามารถบินข้ามห้วงสมุทร เผชิญฝูงเหยี่ยวอินทรีและแร้งกาต่างๆ นานาได้โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของนกนักล่าตัวใดหรือทิ้งร่างเหนื่อยล้าลงสู่ห้วงน้ำเสียก่อน

เขาต้องปกป้องพระองค์ ก็สัญญาไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าจะกำจัดศัตรูทุกผู้ที่มาแผ้วพานพระองค์

จะไม่ให้พระองค์ต้องเผชิญกับภยันตรายใดๆ อีก

 

การสนทนาของคู่หมั้นซึ่งนางกำนัลสาวฟังอย่างไรก็ละม้ายการหารือเหตุบ้านการเมืองของราชากับข้าราชบริพารอย่างประหลาดดำเนินไปเพียงไม่นาน พระคู่หมั้นชายก็ขอทูลลากลับไป และหญิงสาวก็ตามนายเหนือหัวของเธอไปยังห้องสมุดที่เวลานี้เหมือนจะกลายเป็นห้องส่วนพระองค์แห่งที่สองไปแล้ว

ที่จริง...หม่อมฉันว่าองค์หญิงน่าจะทรง...ผ่อนคลายกับท่านดูลัสให้มากกว่านี้นะเพคะเคียราอดเปรยไม่ได้เมื่อแอชลีนน์อนุญาตให้ตามเข้ามาอยู่รับใช้ในห้องหนังสือใกล้วันอภิเษกแล้ว ก่อนงานมงคลเขาว่าต้องยิ้มแย้ม พูดแต่สิ่งที่ดีนะเพคะ

ถ้าทุกอาณาจักรสงบร่มเย็นได้แค่เพราะผู้ปกครองยิ้มแย้ม พูดแต่สิ่งที่ดี อย่างบอกว่าภัยแล้งจงหายไปมันก็หายไป ก็คงไม่มีอาณาจักรไหนในโลกนี้ที่มีความทุกข์หรอกเจ้าหญิงยังคงจริงจังไม่เลิก

“...องค์หญิงนี่ละก็นางกำนัลสาวพึมพำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองเป็นของพระราชานะเพคะ และหม่อมฉันก็เชื่อว่าท่านดูลัสจะดูแลธีร์ดีเรได้เป็นอย่างดีแน่ องค์หญิงเพียงแต่ทรงส่งเสริมท่านดูลัสก็พอแล้ว

ส่งเสริม...อย่างไรล่ะ

เคียราชะงักไปกับคำถามไม่คาดฝันกะ...ก็...เหมือนกับที่พระราชินีองค์ก่อนเคยทรงส่งเสริมพระราชาองค์ก่อน...อย่างนั้นกระมังเพคะ

เจ้าหญิงแอชลีนน์ดูจะครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถามถ้าเคียราเป็นราชินี เคียราจะทำอะไรบ้าง

อะ...องค์หญิง!นางกำนัลสาวอุทาน ด้วยความรู้สึกร้อนวาบตั้งแต่หัวลงไปถึงเท้าอย่าตรัสอย่างนี้สิเพคะ นรกจะได้กินหัวหม่อมฉัน...เอ้อ...

ก็แค่ถามว่าถ้าเท่านั้นเองนายเหนือหัวเลื่อนสายตาคมกริบมาทางเธอจะเป็นราชินีหรือยาจกก็คนเหมือนกัน ต่อให้พูดกันว่าเราเป็นลูกหลานของเทพเจ้า เราก็เป็นคนธรรมดา มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เวลาเป็นแผล เลือดที่ไหลออกมาก็เป็นสีแดงเหมือนกันไม่ใช่หรือ

เอ่อ...เคียรารับอึกอักก็จริงเพคะ แต่...หม่อมฉันไม่บังอาจแม้แต่จะคิดเรื่องนั้นได้หรอกเพคะ

ถ้าอย่างนั้น...เคียราคิดว่าราชินีควรจะทำอะไร บอกเราหน่อยได้ไหม

ก็...หญิงสาวก้มหน้า สองมือกุมกันแน่นอย่างลำบากใจ “...ก็ทำให้ราชาทรงสบายพระทัย...เวลาอยู่ด้วย ดูแลความเป็นอยู่ อย่างเรื่องเครื่องทรง...หรือเครื่องเสวย แล้วก็...เอ่อ...พระโอรสพระธิดา ก็เหมือน...ภรรยากับแม่ไม่ใช่หรือเพคะ

เขาพูดกันว่า ราชินีก็เหมือนกับแม่ของแผ่นดินเจ้าหญิงกลับตรัสลอยๆอย่างบูดิกา...หรือเอริน ลูกๆ ของราชินีไม่ได้มีแต่พระโอรสธิดาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคนบนแผ่นดินนี้ด้วย เรากลับคิดว่าราชินีไม่ได้มีไว้เพื่อดูแลราชาเพียงอย่างเดียวหรอก เราทำอย่างนั้นไม่ได้ และเราก็ไม่อยากจะทำด้วย

องค์หญิง...

เรารู้ เคียรา ใครๆ คงเห็นเราเป็นคนแผลงๆ เป็นผู้หญิงกระโดกกระเดก ขี่ม้าฟันดาบยิงธนู เถียงพวกขุนนางคอเป็นเอ็น ไม่ได้มีความนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีเลยสักนิด แต่เราอยากดูแลอาณาจักรนี้ได้ด้วยตัวเราเอง เพราะนี่คือสิ่งที่เสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ฝากไว้ให้ เราจะเก็บตัวนั่งเฉยอยู่แต่ในวัง ดูแลแค่ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองของอาณาจักรนี้ไม่ได้หรอก

“...ยิ่งตรัสแบบนี้ ท่านดูลัสจะยิ่งเสียใจนะเพคะเคียราอดพูดไม่ได้

เสียใจหรือ เขามีอะไรให้เสียใจล่ะถ้อยคำของเจ้าหญิงควรแฝงด้วยโทสะ ทว่าไม่เลย กลับฟังดูราบเรียบราวกับปลงตกอย่างประหลาดด้วยซ้ำเขาเลือกที่จะแต่งงานกับเราเอง ถ้าเขารักเราอย่างที่เคียราบอก เขาก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ ไม่ใช่บังคับให้เราเป็นอย่างอื่นที่เขาต้องการ

แต่บางครั้ง สิ่งที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงเป็นก็ยังยากเกินกว่าจะเข้าใจ และผิดแผกเกินกว่าจะยอมรับ กระทั่งนางกำนัลสาวยังรู้สึกเช่นนั้น...แม้จะไม่อาจพูดออกไป

เอาเถอะ เขาให้สัญญาไว้แล้ว และเราก็เชื่อว่าเขาเป็นคนที่จะรักษาสัญญาด้วย

พะ...เพคะนางกำนัลสาวได้แต่รับ แม้จะยังไม่รู้เรื่องสัญญาของทั้งสองเลยสักนิด

อย่างไรก็ดี นายหญิงของเธอดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจฟัง วรองค์บอบบางยังประทับยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทรงพระอักษร พระพักตร์ผินไปทางทะเลที่นอกหน้าต่าง สายพระเนตรเลื่อนลอย ขณะที่พระหัตถ์ยกขึ้นนับพระองคุลีช้าๆ

“...ฝัน...วันที่สามแล้ว...งั้นหรือ

มีอะไรหรือเพคะเคียรานึกกังวลขึ้นมา

หือเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงหันพระพักตร์กลับมาอ้อ ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกไปว่าเมื่อสองคืนก่อน...เราฝันอะไรแปลกๆ แค่นั้นเอง

ทรงพระสุบินว่าอะไรหรือเพคะ เป็นเรื่องไม่ดีหรือเปล่าหญิงสาวนึกห่วงใย หากมีฝันร้ายใกล้งานมงคลย่อมถือเป็นเหตุให้ยิ่งสมควรเข้าอาราม ปัดเป่าเคราะห์ภัยก่อนหน้าวันพิธีไม่ใช่หรือ

ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรเจ้าหญิงกลับตรัสตอบฝันว่านั่งรออยู่ในห้องหอ แล้วก็มีคนเข้ามาหา...ที่จริงน่าจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ

เคียรากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพลันรู้สึกตัวว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นทันควัน

แต่มันเป็นแค่ฝันเท่านั้นเองเจ้าหญิงแอชลีนน์ทิ้งพระวรกายลงนั่งบนพระเก้าอี้ และเปิดหนังสือที่ทรงค้างไว้บนนั้นคืนฤดูร้อนก็อย่างนี้ พวกภูตพรายชอบส่งฝันมาเล่นสนุกกับมนุษย์ไม่ใช่หรือ

 

แอช

...เสียงนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวยังคงหลับตาและขยับตัวอยู่บนเตียงของตน เธอหลับไม่ลงเลยตั้งแต่หัวค่ำ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด

...หูแว่วไปเองกระมัง...

แอช ลุกขึ้นสิ

เสียงบางอย่างดังมาจากทางหนึ่ง...คล้ายนกกระพือปีก และฝีเท้าแผ่วเบา

แอชลีนน์ผุดลุกขึ้นเพราะเสียงนั้นเอง แม้จะไม่กล้าเอ่ยคำใดออกไป

ต่อให้ไม่เคร่งครัดเรื่องโชคลางเท่าเคียรา หญิงสาวก็ไม่ใคร่กล้าเปล่งเสียงแสดงตัวตนกับใครหรืออะไรก็ตามที่ส่งเสียงประหลาดในยามวิกาลสักเท่าไร

เธอมองผ่านผ้าม่านโปร่งที่คลุมเตียงออกไป ก่อนที่นัยน์ตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเงาร่างสีดำยืนอยู่บนระเบียงเบื้องนอก ข้างหลังผ้าม่านอีกชุดที่กั้นระหว่างในและนอกห้อง ใต้แสงจันทร์สีเงินที่สาดกระทบอยู่เบื้องหลังร่างนั้น

เงาร่างที่ดูเหมือนมนุษย์ ทว่ามีปีกสีดำทั้งสองกลางหลัง ส่วนนัยน์ตาทั้งสองดวงเป็นสีทองเจิดจ้า

ราวกับปีศาจฝันร้ายในคราบบุรุษรูปงามซึ่งดูดกลืนวิญญาณของหญิงสาวผ่านทางความฝัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังสง่างาม ประหนึ่งรูปสลักของเทพยดาที่ไร้สีสัน ยากจะบอกว่าปีกที่แผ่สยายอยู่ข้างหลังควรเป็นสีใด

แต่แอชลีนน์รู้ว่าร่างตรงหน้าไม่ใช่ปีศาจราตรี ไม่ได้มีความรู้สึกคุกคามแต่อย่างใด หญิงสาวแหวกผ้าม่านและลุกจากเตียง สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวตรงเข้าไปหาเขา จากช้าเป็นเร็วขึ้น...เร็วขึ้น

มือที่รอรับเธออยู่นั้นอบอุ่น...มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่ภาพลวงตา

ข้ามาแล้ว ตามสัญญาเจ้าชายแห่งความมืดเอ่ยต่อเจ้าหญิงแห่งความฝันขอโทษที่ทำให้รอนานนะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #27 titania (@nilekia) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 21:00
    เย้! ปล้นเจ้าสาวได้แล้วก็สี่ตีนโกย-เอ้ย สองปีกบินล่ะ!
    #27
    1
    • #27-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 60)
      8 ตุลาคม 2560 / 22:41
      พากันบินหนีไปให้ไกลแสนไกลเลยค่ะ 5555
      #27-1