The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 6 : 5 - โอกาสที่มาเยือน - “ข้ายังเชื่อในจอมทัพเนมอสอยู่..."

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 พ.ค. 60

บทที่ ๕

โอกาสที่มาเยือน

 

เวลาผ่านไปเกือบเดือน วันหนึ่งตอนบ่ายแก่ๆ จึงมีคนมาเคาะประตูบ้าน อาเมียร์ยังอยู่บ้านเพราะเพิ่งกลับมาจากงานกะกลางคืนถึงรุ่งเช้า เขานึกว่าเป็นท่านอาที่มีกำหนดกลับมาในเย็นวันนั้น จึงเปิดให้โดยไม่ถาม แต่กลับพบชายวัยกลางคนที่น่าจะมีอายุมากกว่าอดีตนักรบเล็กน้อย ร่างกายสันทัดแต่ก็ดูภูมิฐาน ไม่ถึงกับกำยำล่ำสันแต่ก็ไม่ได้ท้วมเกินควร ผมสีทองของเขาตัดสั้นเรียบร้อย ดวงตาสีเขียวน้ำเงินดูหลักแหลมจับมองทุกสิ่งอย่างพินิจพิเคราะห์

ท่านซิอ์บุลอยู่ที่นี่ใช่ไหม” เสียงถามของเขาสุภาพแม้จะไม่มีคำลงท้าย

ใช่ขอรับ อาเมียร์ตอบ มีธุระอะไรหรือ

ข้าชื่อบราน เป็นนายหน้าค้าบ้าน มีบ้านมาเสนอให้พวกท่าน อยู่ที่หมู่บ้านทราธ

 “ทราธ...หรือขอรับ” เด็กหนุ่มจำได้ว่าหมู่บ้านบนเนินเขาริมทะเลที่ชื่อทราธนั้นเป็นที่ตั้งของบ้านพักตากอากาศของเหล่าผู้มีอันจะกินและเจ้าของที่ดินจำพวกไร่สวนใหญ่ที่มีบ้านพักคนงานอยู่ในบริเวณนั้นพร้อมสรรพ แทนที่จะเป็นบ้านของชาวไร่เล็กๆ ซึ่งมีที่ดินแต่ละผืนเป็นของตนเอง นั่นเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อย และทำให้อาเมียร์อดสงสัยไม่ได้ว่านายหน้าค้าบ้านคนนี้เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า กระนั้นแม่ก็เชิญให้บรานเข้ามานั่งดื่มน้ำชา รอจนหัวหน้าครอบครัวกลับมาในอีกไม่นาน

จากนั้น อาเมียร์ก็นั่งฟังท่านอาพูดกับบรานไปเรื่อยๆ จนตกใจเมื่อได้ยินนายหน้าบอกพื้นที่ของบ้านและที่ดินอย่างชัดเจน รวมทั้งสิ่งอื่นๆ

บ้านสองชั้น มีห้องใต้หลังคากับห้องใต้ดิน ที่หลังบ้านมีบ่อน้ำ เลยไปเป็นสวนผลเอรี ทุ่งหญ้าโดยรอบ ท่านจะทำไร่อย่างอื่นหรือเลี้ยงปศุสัตว์ก็ได้

แค่ที่ดินอย่างเดียวก็กว้างกว่าไร่เดิมของพวกเขาในกลาสเดลสามเท่าตัว หากมีบ้านและสวนผลไม้พร้อมมูล ราคาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอีก อดีตนักรบรีบบอกทันทีว่าตนคงสู้ราคาไม่ไหว แต่บรานยังคะยั้นคะยอ ค่อยๆ ผ่อนไปก็ได้

กี่ปีจะหมด ท่านอาตอบกลับ

อาเมียร์คำนวณค่าผลผลิตที่น่าจะได้รับในแต่ละฤดูเก็บเกี่ยว หักลบรายจ่ายของคนอีกเจ็ดคน และค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีภัยธรรมชาติหรือภัยแล้งเงียบๆ ในใจ แล้วก็ได้คำตอบว่าเกินยี่สิบปีแน่นอน กระนั้นบรานยังพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก

ปีสองปีก็หมดแล้ว หากท่านสนใจงานที่ข้าเสนอให้

ท่านรับเป็นนายหน้าหางานด้วยหรือ ท่านอาถามอย่างเคลือบแคลง ครั้นบรานพยักหน้าก็ถามต่อ “งานอะไรให้เงินสูงขนาดนั้น

หัวหน้ากองกำลังป้องกันมณฑล บรานขยายความเมื่อคู่สนทนาเงียบไป ท่านเบเรค เจ้ามณฑลของเราได้ข่าวมาว่าท่านนำพวกชาวบ้านปราบโจรป่ากลุ่มหนึ่งจนราบคาบ แต่กลับไม่ได้ค่าตอบแทน ซ้ำถูกเจ้ามณฑลชอร์ซาขับไล่มาอย่างไม่เป็นธรรม ท่านเบเรคเสียดายคนมีฝีมืออย่างท่าน จึงอยากให้ท่านมาร่วมงานด้วย

เด็กหนุ่มเหลือบดู เห็นอดีตนักรบเริ่มขมวดคิ้วอย่างระแวง เรื่องของข้าไม่ใช่ข่าวใหญ่โต ท่านเจ้ามณฑลทราบได้อย่างไร

ในเวลาเช่นนี้ ขุนนางระดับสูงทุกคนล้วนต้องมีหูตากว้างไกลทั้งสิ้น บรานอธิบายเรียบๆ เพราะเราก็เหมือนกำลังสู้รบกันอยู่เงียบๆ

ท่านหมายถึงพิธีเลือกคู่ของเจ้าหญิงหรือ

บรานพยักหน้า เจ้ามณฑลชอร์ซาใช้พวกโจรเรียกเก็บเงินค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน นำเงินนั้นมาจ้างอาจารย์และนักรบที่มีฝีมือให้แก่ลูกชายเขาเพื่อเตรียมตัวสำหรับพิธีสยุมพร นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ยอมเสียค่าตอบแทนให้ท่าน และไล่พวกท่านออกมาแทน

นั่นอย่างไร อาเมียร์นึก เขาเดาไว้ตั้งแต่เห็นกับตาแล้วว่าลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาประพฤติตนไม่ต่างจากโจรเลย กระนั้น...คำตอบของท่านอาก็ขัดใจเขานัก

ขอปฏิเสธ ข้าอยากทำไร่เลี้ยงสัตว์เพราะไม่อยากจับอาวุธอีก และข้าก็ไม่มีความสามารถพอที่จะนำกองกำลังของมณฑลหรอก

แต่หากไม่มีทั้งความสามารถด้านกลยุทธ์และการรบ ท่านจะนำกลุ่มคนที่ไม่มีประสบการณ์ปราบโจรได้สำเร็จโดยไม่มีใครในกลุ่มบาดเจ็บหรือตายเลยได้อย่างไร

นั่นแค่โชคเข้าข้าง ข้าไม่มีความสามารถพอ ซ้ำยังเป็นคนพิการอย่างที่เห็น จะไปคุมใครได้

แล้วถ้าไม่ใช่งานที่ต้องสั่งการสู้รบล่ะ บรานยังหว่านล้อม แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความสามารถของท่านไม่ด้อยไปกว่ากัน

งานอะไรอีก” เสียงของท่านอายิ่งบอกความรำคาญขึ้นทุกขณะ

อาจารย์สอนอาวุธให้ลูกชายของท่านเจ้ามณฑล เพื่อเตรียมตัวสำหรับการประลอง บรานรีบเสริม วางใจเถอะ ข้าเคยพบลูกชายของท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธมาแล้ว เขาเป็นคนดี เหมาะสมกว่าลูกเจ้ามณฑลชอร์ซาแน่นอน หากท่านยังไม่แน่ใจ จะลองพบเขาดูก่อนตกลงรับงานก็ได้

ข้าขอปฏิเสธ ซิอ์บุลพูดทันควัน “ข้าไม่เก่งขนาดจะสอนว่าที่พระราชา

ไม่เก่งขนาดจะสอนว่าที่พระราชา! อาเมียร์นึกขุ่นเคืองในใจ เสด็จอาผู้สอนเขาทุกอย่างเกี่ยวกับดาบตั้งแต่ยังสูงไม่ถึงเอวท่านหายไปไหนเสียแล้ว ท่านเคยบอกแท้ๆ ว่าการฝึกดาบไม่ใช่วิชาฆ่าฟัน และมิใช่เพียงการป้องกันตัว ทว่าเป็นการฝึกประสาทรับรู้ให้เฉียบคมและฝึกจิตให้นิ่ง ราชาที่ดีควรมีทั้งการรับรู้ที่แม่นยำ มองคนออกว่าใครไว้ใจได้และเป็นมิตร ใครกำลังระวังตัวหรือคุกคาม และมีจิตที่สงบ ไตร่ตรองได้รอบคอบถี่ถ้วน ตอบรับเหมาะสมในเวลาอันสั้น

ความขุ่นเคืองนั้นทำให้เขาพูดออกไปทันควัน ท่านเคยสอนดาบให้ข้านี่

อดีตนักรบหันมามองเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ แล้วก็ออกตัว นั่นมันนานมาแล้ว ก่อนข้าเสียแขนไปด้วยซ้ำ

แล้วพวกชาวบ้านล่ะ ท่านมีมือเดียวยังสอนพวกเขาได้เลย” เด็กหนุ่มไม่ลดรา

ข้าสอนเพราะพวกเขาขอมา แต่ก็ได้แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง

ข้าว่าท่านซิอ์บุลถ่อมตัวเกินไป บรานพูดขึ้นบ้างด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ถึงอย่างไรก็ลองดูเถอะ จะได้ค่อยๆ ผ่อนบ้านให้ครอบครัว ท่านเองก็อยากให้ภรรยาและลูกๆ ได้อยู่สุขสบายไม่ใช่หรือ

ขอโทษด้วย ข้าไม่อาจรับงานจากท่านเจ้ามณฑล และคงไม่สบายใจหากจะมีบ้านใหญ่เกินตัว อดีตนักรบยืนกราน ข้าไม่ใช่ชาวธีร์ดีเรแต่กำเนิด ไม่อยากยุ่งเกี่ยวเรื่องเหตุบ้านการเมืองของพวกท่าน และข้าไม่ชอบการเลือกคู่ครองแค่ด้วยความสามารถกับความเหมาะสม...ไม่ใช่ความสมัครใจ

ท่านเชื่อในรักแท้หรือ” น้ำเสียงของบรานแฝงความขบขัน

ข้าเชื่อ และข้าเกลียดการคลุมถุงชน ท่านอาพูดเสียงแข็ง

มันก็แค่เรื่องส่วนตัวนั่นล่ะ! อาเมียร์ร้องอยู่ในใจ ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าท่านเกลียดการคลุมถุงชนเพราะท่านรักแม่ข้า...แต่แม่ข้าต้องแต่งงานกับเสด็จพ่อเพราะความเหมาะสม ท่านเลยพาลเกลียดการแต่งงานเพื่อความเหมาะสมทั้งหมด

แล้วบางที...ท่านคงเกลียดข้าที่เกิดมาจากการแต่งงานครั้งนั้นด้วย ความคิดผุดตามมาโดยที่เขาไม่ต้องการ

เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตนคิดมากไปหรือไม่ ที่จริงท่านอาก็รักเขาตอนเป็นหลานชายตัวเล็กๆ มิใช่หรือ มิเช่นนั้นจะเล่นกับเขา สอนดาบให้เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ และยอมแลกแขนซ้ายกับชีวิตของเขาโดยไม่ลังเลได้อย่างไร

แต่ตอนนี้ท่านอาคงมองเขาเปลี่ยนไป อาเมียร์รู้ตัวว่าเค้าหน้าของตนเหมือนกับเสด็จพ่อ ยิ่งไว้ผมยาวตามที่เสด็จพ่อทรงขอไว้ตามความเชื่อในแคว้นบ้านเกิดของเสด็จย่าว่าผมยาวหมายถึงพลังอำนาจก็คงยิ่งเหมือนพระองค์ ท่านอาอาจจะไม่ตั้งใจ แต่ก็คงสะกิดใจว่าอาเมียร์เป็นเหมือนหลักฐานความสัมพันธ์ของแม่กับชายอื่น เป็นส่วนเกิน ท่านอามีลูกแท้ๆ กับแม่จะสามคนแล้ว ท่านมองแต่ครอบครัวของตน ห่วงแต่ครอบครัวของตน หากเป็นเมื่อก่อนท่านคงไม่ยอมก้มหัวให้คนพวกนั้น คงเล่นงานพวกมันไม่ให้ผยองกดขี่คนอื่นได้อีก

ทว่าเขาโทษท่านอาได้หรือ คราวอยู่ในทะเลทรายยังมีนักรบอื่นๆ ที่นับถือท่าน คอยเป็นหูเป็นตาปกป้องครอบครัวของเขายามท่านออกรบ แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นแค่ผู้อพยพที่ไร้ความสำคัญในธีร์ดีเร มีชายแค่สองคน เด็กกับผู้หญิงอีกห้า ซ้ำชายคนหนึ่งยังกลัวเลือด ถึงมีวิชาต่อสู้ก็เหมือนไร้ประโยชน์

ใช่...ท่านอาเปลี่ยนไปจริงๆ และมีภาระรับผิดชอบมากมาย อาเมียร์ยอมรับ แต่นั่นหมายความว่าท่านอาควรปฏิเสธงานที่ตนเองทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ และเป็นประโยชน์ต่อคนอีกมากมายกว่านี้หรือ หากว่าลูกชายเจ้ามณฑลยาร์ลาธเป็นคนดี...ไม่ต้องดีขนาดเทวดา แต่ก็ดีพอที่จะใส่ใจทุกข์สุขของประชาชนบ้าง ท่านอาไม่ควรช่วยเขาหรอกหรือ

และหากท่านได้ทำงานกับพวกขุนนาง ความเป็นอยู่ที่บ้านย่อมดีขึ้นตามไปด้วย พวกเขาจะได้มีบ้านที่มีที่ทางมากกว่านี้ เรื่องความปลอดภัยก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเจ้ามณฑลต้องคุ้มครองคนของตนอยู่แล้ว

แต่ลูกชายของท่านเจ้ามณฑลเป็นคนดี สุภาพ และย่อมให้เกียรติเจ้าหญิง หากไม่ลองไปพบด้วยตนเองสักครั้ง ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าเขากับเจ้าหญิงจะเข้ากันไม่ได้” บรานยังพูดต่อไป

ข้าไม่ใช่เจ้าหญิง ต่อให้พบก็ไม่มีทางทราบได้ อดีตนักรบตัดบท กลับไปเถิด ถึงอย่างไรข้าก็จะไม่ซื้อบ้านนี้ และไม่รับงานของท่านด้วย ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา

บรานมองไปทางใครอีกคนในห้อง

คุณผู้หญิงเล่าว่าอย่างไร ที่จริงบ้านนั้นกว้างขวางอยู่สบายทีเดียวถึงราคาจะสูงสักหน่อย ถ้าสามีท่านรับทำงานให้ท่านเจ้ามณฑล ค่าบ้านรวมทั้งค่าใช้จ่ายของพวกท่านทุกคนก็ไม่เป็นปัญหาเลย ลูกๆ ของท่านจะได้สุขสบายขึ้นด้วย

พวกเรามีความสุขอยู่แล้วค่ะ แม่ตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ตอนที่รู้ว่าข้าท้องลูกคนนี้ สามีข้าก็สัญญากับตัวเองว่าจะวางมือจากอาชีพที่ต้องจับอาวุธให้เด็ดขาดเสียที หากนี่เป็นความตั้งใจของเขา ข้าจะไม่คัดค้านค่ะ ขอแค่เราได้อยู่กันพร้อมหน้า มีความสุขตามอัตภาพเหมือนตอนนี้ก็พอแล้ว

ว่าแล้วหญิงสาวก็กลับหลังหัน พูดขอตัวแล้วเรียกอาเมียร์ไปช่วยงานในครัว เด็กหนุ่มจึงจำใจเดินตามท่านไปแม้จะมีเรื่องที่อยากพูดกับนายหน้าหรือท่านอามากกว่านี้ เขารู้ว่าแม่เรียกตนเพื่อให้ท่านอาสบช่องปฏิเสธอีกฝ่ายได้เด็ดขาด กระนั้นบรานยังคงทิ้งท้ายเมื่อบอกลา

ลาก่อน แต่หากเปลี่ยนใจเมื่อไรก็ไปพบข้าที่ศาลาเมืองนะ ข้ารอคำตอบรับอยู่เสมอ

 

มื้อเย็นผ่านไปอย่างเงียบๆ รอบโต๊ะที่มีคนนั่งเบียดเสียดเช่นเคย จากนั้นลีชาจึงเก็บรวบรวมจานชามไปล้างตามกิจวัตร ส่วนแม่ซึ่งตั้งครรภ์ได้หกเดือนกว่าและเริ่มทำงานบ้านต่างๆ ไม่สะดวกนักพาลูกสาวทั้งสองเข้านอน

อดีตนักรบนั่งพักอยู่ที่โต๊ะ อาเมียร์จึงตัดสินใจเข้ามาพูดกับท่านตรงๆ ทำไมถึงปฏิเสธเขา

ท่านอาสบตากับเด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนประหลาดใจ เสียงตอบของท่านราบเรียบแต่แฝงแววเหมือนจะถามกลับในทีว่าทำไมเด็กหนุ่มไม่เข้าใจ ก็บ้านไม่เหมาะกับพวกเรา

ไม่ใช่เรื่องบ้าน เรื่องงานต่างหาก อุตส่าห์มีโอกาสขนาดนี้แล้วแท้ๆ” อาเมียร์คิดว่าท่านต่างหากที่ทำเป็นไม่เข้าใจ

ข้าไม่อยากจับดาบอีกหากไม่จำเป็นจริงๆ เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือ

กระทั่งจับดาบสอนคนอื่นก็ไม่ได้เลยหรือ” เด็กหนุ่มถาม เจ้ามณฑลยาร์ลาธเห็นความสามารถของท่าน ถึงขั้นให้เกียรติเชิญไปสอนลูกชายเขา ทำไมไม่ลองไปดูสักครั้ง ถ้าเห็นว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดีค่อยปฏิเสธทีหลังก็ยังได้

เจ้าคิดว่าคนดีคนไม่ดีดูออกง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ อดีตนักรบแย้ง ถ้าเป็นพวกเลวแล้วกร่างอย่างลูกเจ้ามณฑลชอร์ซายังพอว่า แต่ถ้าเป็นพวกที่เลวแล้วเก็บซ่อนหางมิดชิดจะไปรู้ได้อย่างไร

ประสบการณ์อย่างท่าน...อย่างน้อยต้องมองออกบ้างว่าพวกเขาเชื่อถือได้แค่ไหน ถ้าพวกเขาเป็นขุนนางที่ดี ก็ควรมีโอกาสทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอย่างเจ้ามณฑลชอร์ซากับลูกได้อาณาจักรไปครอง

พวกมันไม่เก่งพอจะทำได้หรอก” คำแย้งของท่านอาแสดงว่าท่านมองคนออก ขัดกับที่บอกเมื่อครู่ ขัดกันเกินไปจนเด็กหนุ่มเคืองนัก

แล้วถ้ามีคนที่เลวเหมือนพวกมันแต่เก่งกว่า...และซ่อนหางได้แนบเนียนกว่าล่ะ ถ้ารู้ว่ามีคนดีอยู่ตรงนี้แต่ไม่ยอมส่งเสริมเขา ก็เหมือนนิ่งดูดาย...ไม่ยอมทำอะไรให้ที่นี่มันดีขึ้นนั่นละ!”

อาเมียร์ เจ้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี

ท่านจะไปรู้ได้อย่างไรถ้าไม่ลองไปดู ข้ารู้ว่าท่านทำได้...มากกว่าแค่สอนดาบเสียด้วย แต่ก็ไม่ยอมทำเอง” เด็กหนุ่มลดเสียงลงแทบเป็นอ้อนวอน...ต่อใครอีกคนที่เขาเคยรู้จักในร่างตรงหน้า ข้ายังเชื่อในจอมทัพเนมอสอยู่ ข้าคิดว่า...ถ้าเป็นท่านผู้นั้น...จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบหมู่บ้านกลาสเดลอีก จะไม่ปล่อยให้ใครต้องเจอเคราะห์กรรมอย่างลีชา และจะไม่ปล่อยให้ทรราชได้ปกครองอาณาจักรแน่ๆ

อดีตนักรบกลับเบือนหน้าไปอีกทาง คำตอบของท่านเบาแทบเป็นกระซิบเช่นกัน

จอมทัพเนมอสเป็นแค่ตำนานไปแล้ว แต่ถึงมีตัวตนจริง เขาก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไม่ได้หรอก มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น อาเมียร์

ใช่ มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น แต่แน่ใจหรือว่ามันไม่ได้ยากเช่นกัน...เพราะท่านไม่แม้แต่จะพยายามเอง!

ในเมื่อมีโอกาสแล้ว...กระทั่งส่งเสริมให้คนดีเป็นกษัตริย์ก็ไม่ได้เลยหรือ

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าใครเป็นคนดีจริงๆ จะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร

ถึงอย่างนั้น...ก็เอาแค่คนที่ดูดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ก็ได้

เจ้าอยากให้ข้าไปช่วยคลุมถุงชนให้คนอื่นนักหรือ!” เขาฟังออกว่าท่านอาเริ่มเหลืออด ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นราชาก็ต้องแต่งงานกับเจ้าหญิง เคยคิดบ้างไหมว่าเจ้าหญิงจะมีความสุขที่ต้องแต่งงานกับคนที่ตัวไม่รู้จักหรือเปล่า

การแต่งงานของเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่ เจ้าหญิงต้องยอมรับเรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!”

ซิอ์บุลเบิกตากว้างเหมือนไม่คาดฝันกับคำนั้น นั่นทำให้อาเมียร์ประหลาดใจจนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ตัดสินใจพูดต่อ “ที่สำคัญกว่าคือคนคนนั้นต้องเป็นราชาที่ดีและมีความสามารถ...”

หยุดเดี๋ยวนี้!” อดีตนักรบพลันเงยหน้าขึ้น เสียงกร้าวเหมือนคำสั่งแม้จะยังแผ่วเบา

อาเมียร์นิ่งงันไปทันที เมื่อครู่เขายังพูดได้เหมือนน้ำบ่า ต้อนอีกฝ่ายด้วยวาจาใกล้จนมุม แต่แค่เพราะคำพูดสั้นๆ กับสายตาแข็งกร้าวเท่านั้น เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองถูกกดไว้ กดและบีบให้หดเล็กลง...ไร้พลัง...เป็นแค่ส่วนเกินที่พล่ามอะไรไม่เข้าเรื่อง

ข้าไม่อยากทำ ไม่ว่าใครพูดอย่างไรก็จะไม่ทำ พอเสียที เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่ม อาเมียร์พยายามมองตอบด้วยสายตาแข็งกร้าวเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าลงก่อน

เขาแพ้ สายตานั้นบ่งบอกชัดแล้วว่าตนสู้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น...

ถ้าเป็นเสด็จพ่อต้องไม่คิดอย่างนี้แน่ๆ... อาเมียร์กระซิบเบาๆ ถ้าเป็นเสด็จพ่อคงจะทำอะไรมากกว่านี้...ถ้าเป็นเสด็จพ่อล่ะก็...

คนคนนั้นตายไปแล้ว ซิอ์บุลพูดทันควัน พูดถึงขึ้นมาจะมีประโยชน์อะไร

ตายไปแล้ว...ใช่สิ เสด็จอาก็ต้องการให้เป็นอย่างนั้นนี่ ไม่อย่างนั้นจะมีวันที่เสด็จอากับเสด็จแม่ได้ครองคู่กันหรือ!” เด็กหนุ่มเริ่มเหลืออดจริงๆ เสียงของเขาห้วนแข็งและดังขึ้นโดยไม่ทันห้าม มือยกขึ้นกำจี้เขี้ยวราชสีห์ที่สวมติดคอ ซึ่งเคยเป็นเครื่องรางของเสด็จพ่อ หวังจะดึงพลังจากสิ่งที่พระองค์มอบไว้ “แต่ข้ายังไม่ลืมหรอก...ว่าเสด็จพ่อ...ว่าพ่อแท้ๆ ของข้าคือกษัตริย์ดอร์มิน อะไรบางอย่างในตัวทำให้ข้าอยู่เฉยไม่ได้ เพราะข้ารู้ว่าเสด็จพ่อไม่ต้องการให้ข้านิ่งดูดายอย่างนั้น

อาเมียร์...” เสียงของท่านอาแหบพร่า

ข้าคือทัมมุซต่างหาก!” เขาตวาดโดยไม่เงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องอยู่แต่ที่เขี้ยวราชสีห์ของเสด็จพ่อ เจ้าชายทัมมุซยังไม่ตาย เจ้าชายทัมมุซจะตายไม่ได้...

ใช่ เขาจะไม่ปล่อยให้ตนเองมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อีกต่อไป อาเมียร์ต่างหากที่ไร้ชีวิต ได้แต่ถูกหลอกหลอนด้วยฝันสีเลือดจนไม่เป็นอันทำอะไร ขณะที่เจ้าชายทัมมุซที่ควรตายไปแล้วยังคงอยู่ มีสำนึก...มีตัวตน...มีจุดมุ่งหมาย...

เลิกพูดจาเหลวไหลเสียที!” ท่านอาบอกเสียงแข็ง

ข้าไม่ได้เหลวไหล!” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาร้อนผ่าวพร่าเลือน คำพูดหลั่งไหลรวดเร็วกว่าหยดน้ำเหล่านั้น เสด็จอาได้แต่งงานกับเสด็จแม่สมใจ มีลูกๆ ของตัวเอง...อยากทำไร่ไถนาก็ได้ทำ...มีชีวิตตามที่ต้องการทุกอย่าง...แต่เสด็จอาเคยคิดบ้างไหมว่าข้าต้องการอะไร!”

ก็เจ้าไม่เคยบอก...”

ไม่เคยบอก...หรือท่านไม่เคยคิดจะฟังกันแน่!” อาเมียร์โต้กลับ ข้าพยายามหาหนังสืออ่านเท่าที่ทำได้ ข้าอ่านออกเขียนได้...ข้าทำได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้แต่ช่วยท่านทำไร่เลี้ยงสัตว์ ข้าว่าจะลองเป็นเสมียน...แต่ท่านกลับบอกให้ข้าไปทำงานโรงแรม คอยยกกระเป๋า...คอยยกอาหาร...คอยเลี้ยงม้าให้คนอื่น!”

งานที่นั่นมันใกล้บ้านมากกว่า ท่านอาใช้เสียงหนัก พูดช้าๆ เหมือนกับพยายามข่มใจ  แล้วตอนที่ข้าไม่อยู่ ก็ต้องมีคนคอยดูแลบ้าน

แต่ข้าจำเป็นต้องทำงานแบบนั้นด้วยหรือถึงตอนนี้จะไม่ได้เป็นเจ้าชายอีกแล้ว...แต่ทุกอย่างที่ข้าเรียนมา...ทุกอย่างที่เสด็จพ่อเสด็จแม่กับท่านสอนให้...ข้าจะเรียนไปทำไม ถ้าลงท้ายก็ได้แค่ทำไร่ ใช้แรงงานแบบนั้นไปวันๆ !

อาเมียร์ ถ้าเจ้าอยากทำอย่างอื่น พ่อ...”

ท่านไม่ใช่พ่อข้า!”

ทั้งผู้พูดและผู้ฟังชะงักไปพร้อมกัน

อดีตนักรบก้มหน้าลง อาเมียร์เสมองไปทางอื่น ไม่นึกเลยว่าเขาเผลอหลุดคำพูดที่ไม่มีใครในบ้านอยากได้ยินออกไปอย่างง่ายดาย...ทั้งๆ ที่มันเป็นความจริง

ซิอ์บุลเป็นแค่พ่อเลี้ยง ถึงจะเป็นอาและญาติผู้ใหญ่ที่เขาเคารพ ก็ไม่มีทางเทียบเท่าเสด็จพ่อไปได้ ทุกวันนี้เขายอมเรียกอีกฝ่ายว่า พ่อ ต่อหน้าคนอื่นๆ แค่เพราะอยากให้แม่สบายใจ  และไม่อยากอธิบายเรื่องยุ่งยากให้คนนอกครอบครัวฟังก็เท่านั้นเอง

ถ้าเจ้าอยากทำอย่างอื่น ข้าก็ไม่ว่าอะไร ท่านอาพูดขึ้นเบาๆ เพียงแต่รอให้เรามีที่อยู่ลงตัว แล้วก็...รอเจ้าโตกว่านี้อีกหน่อย ขอแค่งานไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เจ้ามีสิทธิ์เลือกทำตามใจชอบทั้งนั้น

แล้วเมื่อไรท่านถึงจะคิดว่าข้าโตแล้วเสียที อายุสิบเจ็ดเขาไม่ถือว่าเป็นเด็กแล้วไม่ใช่หรือ อาเมียร์นึกอยู่ในใจ

ไม่ทันได้พูดถาม แม่ก็เข้ามาในห้องเสียก่อน เด็กหนุ่มจึงรีบขอตัวไปเข้านอน โดยอ้างว่าต้องรีบไปทำงานแต่เช้า และท่านอาก็ไม่รั้งเขาไว้

อาเมียร์จัดเสื้อผ้าสองสามชุด ดาบ มีดสั้น กับหนังสือที่ตนคิดว่าจำเป็นลงย่าม เด็กหนุ่มนอนแทบไม่หลับในคืนนั้น เขาคิด...คิดแล้วคิดอีก คิดอะไรมากมายในฐานะทัมมุซ เวลาพักผ่อนเล็กน้อยที่พอมีก็ยังคงถูกรบกวนด้วยความฝันสีเลือด จนเช้ามืดจึงได้รีบแต่งตัว คว้าย่าม แล้วออกจากบ้านเช่าเสียก่อนตะวันขึ้น

และเมื่อครู่นี้เองเขาก็ไปที่โรงแรม ก่อนจะไม่กลับไปทำงานที่นั่นอีกเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #90 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 04:27

    ขอบคุณครับสนุกมาก

    #90
    0