The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 59 : 29 - ศึกกลางคืน และศึกกลางวัน "ในสนามรบ กติกาของการชนะมีอย่างเดียว คือเจ้าต้องยืนอยู่ให้ได้จนการต่อสู้สิ้นสุด"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ต.ค. 60

บทที่ ๒๙

ศึกกลางคืน และศึกกลางวัน

 

ทำไมหน้าตาดูไม่ได้ทั้งคู่เลยนั่น

เป็นคำทักทายอย่างไร้พิธีรีตองจากพระมหาเถระผู้นั่งไขว่ห้างรออยู่ที่เดิมบนเขา ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นปรกติ ไม่มีอิดโรยเลยสักนิด

กระทั่งอาเมียร์ยังอดสงสัยไม่ได้ว่านักบวชขาวพักผ่อนเพียงพอได้อย่างไร ทั้งๆ ที่นอนผิดเวลาเหมือนกัน

ก็จิตอีกด้านของเจ้าชายน่ะสิเป็นมาลิอาที่ตอบก่อนเหมือนจะฟ้องตอนเขาหลับอยู่ยังจะออกมาแผลงฤทธิ์ ข้าเลยต้องเสี่ยงเข้าไปช่วยอีกรอบ เกือบหอบขึ้นตายกันทีเดียว

ลูเธียนเพียงแต่เลิกคิ้วเจ้าลืมลงอาคมสะกดมันไว้อีกรอบล่ะสิท่า

ผู้ฟังนิ่งอึ้งไปแค่ชั่วอึดใจ ครั้นแล้วก็ค้อนขวับ

ในสภาพอย่างเมื่อคืน ใครจะไปจำได้เล่าแม่มดดำเอ่ยเสียงขุ่นหรือท่านนักบวชขาวบางคนจำได้แต่ขี้เกียจบอก แบบนี้ถือเป็นความผิดของใครกันฮึ

เอ่อ...อาเมียร์เกาศีรษะเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว มาจัดการธุระของเราให้เสร็จไปโดยเร็วไม่ดีกว่าหรือ

ฮึเด็กสาวในชุดนางรำสะบัดหน้ามาทางเขาแวบหนึ่งก่อนจะตรงไปประจำที่คราวนี้ก็จับมันให้อยู่หมัดแล้วกินมันเข้าไปเสียเลยละ ไอ้จิตอีกด้านของท่านนั่น นี่มันแบ่งตัวออกมาแค่กระผีกเดียว ก็ยังเอาชนะมันไม่ได้เสียที

แล้วข้าควรจะเอาชนะมันอย่างไรล่ะ สร้างดาบมาแทงมันให้ตายหรือชายหนุ่มอดถามไม่ได้

นั่นก็แล้วแต่ท่านมาลิอากลับยักไหล่ ราวกับนั่นไม่ใช่ความสนใจหรือกระทั่งความรับผิดชอบของเธอถ้าไม่ฆ่ามันเหมือนในฝันนั่น แต่เปลี่ยนมันเป็นกระถางดอกไม้แทนได้ก็ตามใจ กระบองเพชรก็ดี ไม่รดน้ำสักเดือนก็ยังไม่ตาย

เอ่อ...อาเมียร์ขมวดคิ้วกับคำตอบ

ข้าคิดว่าตกลงกับมันให้ได้เห็นจะดีกว่าทำลายกระมังพระมหาเถระลูเธียนเอ่ยขึ้นบ้างก็เหมือนมิเรียมกับมาลิอา ขอแค่ท่านอย่าใจอ่อน ปล่อยให้มันออกมาดื่มเหล้าหรือคุกคามเพศตรงข้ามอย่างยายแม่มดหอบนี่ก็พอ

“‘คุกคาม’? เรื่องเด็กๆ พรรค์นั้นข้าไม่ทำหรอกนะเด็กสาวกลับยืดอกอย่างภูมิใจเต็มประดาต้องทำให้หลงใหลจนยอมสยบแทบเท้าเองต่างหาก

เจ้าชายแห่งความมืดได้แต่โคลงศีรษะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม เขาจัดท่าของตนให้สบาย และเริ่มเข้าสมาธิโดยไม่พูดอะไรอีก

บางที ความเงียบอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับแม่มดดำและนักบวชขาวก็เป็นได้

 

ท้องฟ้าสีแดงรอรับสายตาอีกครา

พร้อมกับพื้นสีดำปนแดง ปุพรุนเป็นหลุมบ่อเล็กใหญ่ ดูแล้วราวกับกำลังเดินบนก้อนเนยแข็งขนาดยักษ์ที่เวิ้งว้างไร้สิ่งใด มีเพียงอาคารอันเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายตั้งอยู่ไกลลิบ

มันชิงพื้นที่คืน...อย่างนั้นสินะอาเมียร์เปรยขณะบังคับตนเองให้มองรอบด้านอย่างสงบที่สุด

ใช่มาลิอาซึ่งปรากฏในรูปลักษณ์ของหญิงสาวผิวขาว ผมดำยาวตรงเอ่ยรับอยู่ข้างกายท่านรู้สินะว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

ชายหนุ่มพยักหน้า

เขาเปลี่ยนท้องฟ้าให้กลับเป็นสีฟ้า และพื้นประหลาดให้กลายเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ทั้งหมดทำได้ในเวลาไม่นาน เว้นเพียงบริเวณโดยรอบโกดังที่อยู่ไกลออกไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องเข้าไปใกล้ และต้องคอยระวังหลุมพรางต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้การรุกคืบเข้าไปไม่ได้พบอุปสรรคแต่ประการใด ไม่มีเงาร่างสีดำบนพื้น และกระทั่งในอาคารที่มีเลือดนองบนพื้นและเปรอะเปื้อนก็ยังไม่มีซากศพใดๆ เข้ารุมล้อมเขาอีก

ทุกสิ่งเงียบสงบ เว้นเพียงเสียงสะอื้น และคำถามซ้ำๆ เท่านั้นเอง ที่ทวีความดังและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

...ไยจึงลืม...ไยจึงลืม...

ข้าไม่ได้ลืมอาเมียร์พยายามตอบหนักแน่นเพียงแต่ปล่อยวางเสียเถิด ความแค้นนั้น ข้า...ไม่สิ เราคือเจ้าชายทัมมุซ นั่นคือความจริงที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนได้ชั่วชีวิต แต่ข้าไม่ต้องการบัลลังก์หรือฐานอำนาจใดๆ เพื่อชำระแค้นหรือกอบกู้อาณาจักรของเราขึ้นมาอีกแล้ว

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย น้ำเสียงและถ้อยถามยังคงเดิมแม้ในเวลาที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาประชิดถังไม้ และวางทั้งสองมือลงบนฝาของมัน

แล้วจึงค่อยๆ เปิดมันขึ้นมา...

เงาสีดำตวัดวาบ

รวดเร็ว...อาเมียร์ไม่ทันตั้งตัวเมื่อความเจ็บแปลบวาบขึ้นที่กลางอกเหมือนถูกแทงด้วยคมดาบ เป็นครั้งแรกในโลกของใจที่รู้สึกเช่นนั้น

เจ้าชาย!มาลิอากรีดร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนและตื่นตระหนก

...ไม่เจ็บ...เขาบอกตนเองเช่นนั้น ขณะกลั้นใจมองคมสีดำไร้กรอบร่างชัดเจนที่ยื่นออกมาจากอกของตน ครั้นแล้วก็วางสองมือลงไป

ไม่ได้กำหรือดึงคมทมิฬออกมา เพียงแต่กุมเอาไว้ประหนึ่งกุมมือของเด็กหลงทางคนหนึ่ง

ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องเคียดแค้นอีกต่อไปแล้วชายหนุ่มเอ่ยพลางมองเข้าไปในถังใบนั้น สบกับแววตาสีทองตื่นตระหนกตะลึงงันของเด็กชายซึ่งมีใบหน้าที่เขาเคยมี

เด็กนั้นนิ่งงันอยู่อีกครู่ ก่อนจะแค่นเสียงและวาดมืออีกข้างเข้ามา รวดเร็วจนเห็นเพียงภาพวูบวาบสีดำ

ทว่ามันเป็นเพียงกำปั้นซึ่งชายหนุ่มรับไว้ได้เพียงตั้งใจนึก

เป็นอย่างที่ลูเธียนบอก เด็กคนนี้คือส่วนหนึ่งของตัวเขา เขาจะไม่ห้ำหั่นทำลายอีกฝ่าย แต่จะสร้างความเข้าใจ ปลอบโยนเช่นเดียวกับที่เขาเคยได้รับการปลอบโยนมา

ทัมมุซที่อยู่ในถังพยายามดิ้นรนสุดชีวิตประหนึ่งอาเมียร์เป็นข้าศึกที่จะจับตัวเขาไปฆ่า มือเล็กๆ ทั้งสองป่ายปัดขีดข่วน ปากแผดเสียงและเขี้ยวฝังลง...ณ ที่ใดก็ตามแต่จะมีโอกาส

ทว่าอาเมียร์ไม่ตอบโต้แต่ประการใด เมื่อใดที่เจ็บแปลบขึ้นมา เขาก็บอกตนเองว่าตนทนได้ และเด็กนี้เจ็บปวดกว่าเขามากมายนัก นี่เป็นความเจ็บปวดของเด็กที่ไม่เข้าใจ เด็กที่แค้นเคืองโลก และแค้นเคืองผู้ที่ตนไม่อาจคิดว่าเป็นมนุษย์...

ก็แล้วไม่จริงหรือ...พวกที่ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ต่อหน้าต่อตาเด็กชายยังคู่ควรจะเรียกตนเองเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ

เจ้าชายแห่งความมืดที่เติบโตขึ้นแล้วไม่มีคำตอบ แต่ถึงอย่างไร ผู้ที่ฆ่าฟันเองก็ถูกฆ่าฟันไปแล้ว ทั้งจากการโต้ตอบของเหยื่อของพวกเขา และท่านอาที่มาช่วยเขาพร้อมกับท่านยาย

อาเมียร์แปรร่างของตนเป็นหญิงคนนั้น แม่บุญธรรมของเสด็จแม่ซึ่งทัมมุซมีโอกาสอยู่ด้วยและทำความรู้จักแสนสั้นเหลือเกิน แต่ท่านยายเป็นผู้พาเขาขึ้นมาจากถังมืด โอบอุ้มข้ามพื้นนองเลือดและซากศพก่ายกอง...ก่อนจะต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องเด็กชายไปอีกคน

โกหก!เด็กชายกลับกรีดเสียง แม้เมื่อชายหนุ่มโอบกอดเขาไว้ในร่างของท่านยายท่านยายตายไปแล้ว! เหมือนทุกคนที่นี่! ตายไปเพราะไอ้ชั่วช้าพวกนั้น! อย่าหลอกข้าเลย!

แต่นางยังมีชีวิตอยู่ชายหนุ่มตอบอย่างใจเย็นนางยังมีชีวิตอยู่...ทั้งในตัวของเจ้าและข้า ในความทรงจำของเราทั้งสอง จำความเมตตาและความอ่อนโยนของนางไม่ได้แล้วหรือ นางต้องการให้เจ้าเคียดแค้นและฆ่าฟันผู้อื่น...ทั้งๆ ที่คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้นสิ้นชีพไปเนิ่นนานแล้วหรือ

แต่ซาเกรดา โซลยังอยู่!ทัมมุซแผดร้อง แม้จะไม่อาจสลัดตนเองออกจากอ้อมแขนของเขาลูกหลานของไอ้พวกคดโกง! พวกมือถือสากปากถือศีลนั่น! สาวกของเทพจอมปลอม! เห็นอย่างนี้แล้ว...เจ้ายังจะปล่อยให้มันผยองอยู่อีกหรือ! ไยไม่ทำให้อาณาจักรนี้เป็นของเจ้า! ทำให้เจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นผู้หญิงของเจ้า! เจ้าไม่ต้องการทั้งฐานอำนาจและหญิงที่เจ้ารักคนนั้นหรือ!

รักไม่ใช่การครอบครองอาเมียร์วางร่างของเด็กชายลงบนพื้น ครั้นแล้วจึงคุกเข่าลงตรงหน้า นึกถึงท่าทางของแม่ยามทำเช่นนี้เบื้องหน้าเขา...ตลอดจนถึงสีหน้าและน้ำเสียงของท่านยามเอ่ยต่อเขาอย่างจริงจัง ทว่าขณะเดียวกันก็ยังอ่อนโยนนักเจ้ารู้...ใช่ไหม ในเมื่อเจ้ากับข้าเป็นคนคนเดียวกัน ก็ย่อมรู้เรื่องนั้นไม่ใช่หรือ เสด็จแม่ของพวกเราต้องเจ็บปวดอย่างไรเพราะเสด็จพ่อ ข้าไม่ต้องการผูกมัดแอชในแบบนั้น และก็ไม่ต้องการดึงอาณาจักรนี้กับประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาชำระความแค้นที่จบลงไปแล้วนับพันๆ ปีด้วย...แอชเองก็ไม่ต้องการให้ภัยใดๆ เกิดขึ้นกับอาณาจักรของนาง เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรของเราไม่ใช่หรือ

เจ้าชายแห่งความมืดนึกถึงเจ้าหญิงพระองค์นั้น เจ้าหญิงซึ่งเป็นเหมือนแสงตะวันสว่างเรืองรอง เจ้าหญิงที่รักและยอมรับเขาซึ่งมีอำนาจอย่างปีศาจร้ายได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังรักธีร์ดีเร รักอาณาจักรของเธอมากเหลือเกิน

เขานึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนและสัมผัสอันนุ่มนวลของเธอ

ไม่มีใครอยากให้คนที่รักต้องกลายเป็นปีศาจหรอก ไม่จริงหรือ ทัมมุซชายหนุ่มโอบกอดเด็กชายผู้เปราะบางไว้ หมายให้ความอบอุ่นและความรู้สึกของเขาส่งผ่านไปเสด็จพ่อไม่ต้องการให้เจ้ากลายเป็นปีศาจ เสด็จแม่ ท่านอา ท่านตาท่านยาย...และแอชเองก็ไม่ต้องการเช่นนั้น เหล่าพี่หญิงที่อารามฮอว์ธอร์นก็เช่นกัน...วางมันลงเสีย ปล่อยมันไปเสียเถอะนะ

อาเมียร์ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด...จึงได้รู้สึกถึงสัมผัสรุนแรงบนแผ่นหลัง

เปล่าดอก หาใช่คมมีดอันใด ไม่ได้เจ็บปวดทิ่มแทงแต่อย่างใด กระนั้นยังรุนแรงเหลือเกิน...จากสองแขนผอมบางที่โอบรัดเข้ามา ปลายนิ้วที่จิกลงมา พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ และความเปียกชื้นที่แผ่นอก

มันจบไปแล้ว...แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้จบลงไป

ความแค้นควรสิ้นสุดลง แต่การระลึกถึงผู้ตายนั้นไม่จบสิ้น อย่างน้อยก็ไม่จนกว่าตัวเขาเองจะหมดลมหายใจ ทุกคนไม่ใช่ตัวเลขไร้ความหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความฝันสีแดง ทุกคนคือผู้มีพระคุณ คือคนที่ทำให้เขารอดชีวิตมาเพื่อมาถึงธีร์ดีเร พบกับแอช และช่วยเหลือเธอ เช่นเดียวกับพยายามช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่

ทัมมุซยังมีชีวิตอยู่ อาเมียร์ยังมีชีวิตอยู่

ทัมมุซคืออาเมียร์ และอาเมียร์ก็คือทัมมุซ

ข้าไม่ลืม จะไม่ลืมอีกต่อไปแล้วเจ้าชายแห่งความมืดลั่นวาจาสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา

ร่างของเด็กชายในอ้อมแขนค่อยๆ เบาบางลง

อาเมียร์รู้...จิตอีกด้านนั้นจะไม่ใช่จิตอีกด้านอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา ความเจ็บแค้นโศกเศร้าเสียใจที่เขาเคยกลบฝังไว้

อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มไม่ได้คาดคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา...ที่อกของเขาบังเกิดความร้อนบางอย่าง...ร้อนรุ่มอย่างไฟ แต่ก็ไม่ได้แผดเผาให้เจ็บปวดทรมานแต่ประการใด

เจ้าชายแห่งความมืดลุกขึ้นยืนก่อนจะมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างประหลาดใจ สิ่งหนึ่งผุดขึ้นจากอกของเขา ทอแสงสว่างสีดำ...หากว่าสีดำยังจะนับเป็นแสงสว่างได้

นั่นเป็นหนังสือปกหนังสีดำเล่มใหญ่หนา ขอบกระดาษเป็นสีเหลืองเก่าคร่ำคร่า

นี่คือ...อาเมียร์หันไปถามมาลิอา ซึ่งไม่รอกระทั่งให้เขาพูดจบ

คัมภีร์อนธการ

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

หากว่าท่านควบคุมจิตอีกด้านที่อยู่ในตัวเองได้ ข้าก็ว่าไม่มีอันตรายหรอกหญิงสาวยักไหล่คัมภีร์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่มีก้อนอำนาจมืดที่จะมาครอบงำหรือทรยศนาย หากมันจะทำอะไรลงไปโดยพลการ ก็เพื่อปกป้องท่านซึ่งเป็นนายของมันเท่านั้น

แต่ทำไมมันถึงปรากฏขึ้นตอนนี้ล่ะเขายังไม่หายแคลงใจ

ท่านมีคัมภีร์ แต่ท่านไม่รู้วิธีเปิดมัน ส่วนจิตอีกด้านของท่านรู้ แต่มันต้องหนีไปจากร่างที่มีคัมภีร์ของท่าน ก่อนถูกเราผนึกไว้เมื่อสี่ปีก่อนแม่มดดำอธิบายในเมื่อท่านกลืนกินจิตอีกด้านเข้ากับท่านได้แล้ว...ต่อให้เป็นแค่บางส่วนก็เถอะ...ก็เท่ากับท่านได้รับความสามารถในการเข้าถึงคัมภีร์มาด้วย

อา...อาเมียร์พยักหน้ารับแล้ว...ข้าควรทำอย่างไรกับมันดี

เท่าที่เคยฟังมาลิอากับลูเธียน คัมภีร์อนธการเป็นแหล่งรวมอำนาจความมืดอันมหาศาลและจารึกมนตราทุกบทซึ่งอมตเทพเคยถ่ายทอดให้แก่แม่ของเขา บางชั่วขณะ ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าหากมีอำนาจเหล่านี้ เขาอาจจะสามารถช่วยเหลือแอชได้ง่ายดายขึ้น และลดการเสียเลือดเนื้อของผู้อื่นลงไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เขาไม่คิดว่าอำนาจแห่งความมืดเป็นสิ่งชั่วร้าย มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอาจเป็นอันตรายอยู่ดีไม่ใช่หรือ

สิ่งใดมีโทษมหันต์ สิ่งนั้นก็มีคุณอนันต์ได้เหมือนกันมาลิอากลับแย้งส่วนตัว ข้าคิดว่าท่านมีอำนาจมหาศาลขนาดนี้ เก็บมันไว้เฉยๆ ก็เสียของเปล่าๆ ...ถึงอย่างไร ตอนนี้เราก็มีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือสะกดอำนาจของคัมภีร์ไว้อีกครั้งเหมือนคราวนั้น และสอง...ท่านต้องหัดควบคุมมันให้ได้ด้วยตนเอง เพื่อที่จิตอีกด้านซึ่งยังอยู่กับมาดายจะได้ไม่อาจชิงคัมภีร์ไป นอกเสียจากครอบงำท่านโดยสมบูรณ์ นอกเหนือจากนั้น ท่านจะใช้มันอย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องของท่านแล้ว

ชายหนุ่มพยักหน้ารับช้าๆ

ถ้าข้าหัดควบคุมมัน จะใช้เวลานานไหม

ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง แต่ด้วยอัตราการเรียนรู้ในสองวันที่ผ่านมา ข้าว่าไม่นานหรอก ยิ่งไม่นับว่าหลังจากนี้ ท่านจะทำสมาธิเข้ามาในโลกของใจแล้วก็เปิดดูคัมภีร์ ศึกษาเมื่อไรที่ต้องการก็ได้ จะทำในตอนเข้านอนยังได้เลย...ยิ่งไม่มีจิตอีกด้านมาคอยขัดขวางด้วยแล้ว

อาเมียร์พยักหน้าอีกครั้ง

ทางเลือกของเขาเป็นอันชัดเจน

 

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นพบกับลมหนาวของยามราตรี และท่าทางสงบนิ่งของเพื่อนร่วมทางทั้งสอง

มาลิอากับลูเธียนไม่ได้เอ่ยชม แต่ทั้งสองก็ดูเหมือนจะยินดีที่ปัญหาร่วมของพวกตนจบลงไป

อาเมียร์ขอบคุณพวกเขา อีกทั้งค้อมศีรษะให้อย่างยกย่องและนบนอบในฐานะอาจารย์และผู้ช่วยเหลือ โดยไม่ถือว่าที่แท้ตนมีอายุมากกว่ามากมายนัก

เขายังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการนี้ การประลองกับท่านอาจะมีในวันมะรืน ในเวลาอีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืนครึ่งที่เหลืออยู่ ร่างกายของชายหนุ่มต้องพร้อมรับการต่อสู้ครั้งสำคัญนั้น

ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายแห่งความมืดจึงได้แยกจากนักบวชขาวกับแม่มดดำ คนหนึ่งจะกลับไปยังอารามที่ตนพักอยู่ในละแวกใกล้เคียง ส่วนอีกคนคงจะเข้าเมืองไปหาเครื่องดื่มเพิ่มพลัง (ตามคำอ้างของเจ้าตัว) หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากงานมานั่นเอง

 

ซิอ์บุลมองคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนอย่างพินิจพิเคราะห์

อาเมียร์ซึ่งคาดทั้งดาบยาวและกริชสั้นไว้ที่เข็มขัดพร้อมมือยืนอยู่ห่างจากเขาราวสามสิบก้าว บนลานซ้อมของจวนเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ที่ริมสนามมีเจ้ามณฑลนามเบเรคยืนอยู่กับรูอาร์คเหมือนในวันนั้น ที่ขาดไปคือเฟย์ลิมผู้ล่วงลับ ทว่ามีพระมหาเถระลูเธียนกับแม่มดดำมาลิอาเพิ่มเข้ามาแทน

เมื่อครู่ชายหนุ่มเพิ่งถอดปลอกเหล็กที่สวมข้อมือข้อเท้ามาตลอดออก คงหมายจะเพิ่มกำลังร่างกายและความเร็วของตนยามปราศจากน้ำหนักส่วนเกิน อดีตนักรบจับสังเกตได้นานแล้วว่าอาเมียร์ใช้กลวิธีนี้ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้บอกอะไรเขาเช่นเดียวกับเรื่องแก้อาการกลัวเลือด แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ลูกชายตัดสินใจว่าต้องทำและไม่จำเป็นต้องรายงานต่อคู่ต่อสู้ไม่ใช่หรือ

อาเมียร์เลือกแล้วว่าครั้งนี้จะฝ่าฟันไปด้วยตนเอง และขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพียงจำเป็นที่สุดเท่านั้น

ข้าคิดว่าเราตกลงกติกาให้เรียบร้อยกันเสียก่อนดีไหมชายหนุ่มเป็นผู้พูดขึ้นก่อน

ในสนามรบ กติกาของการชนะมีอย่างเดียว คือเจ้าต้องยืนอยู่ให้ได้จนการต่อสู้สิ้นสุด โดยไม่สิ้นความสามารถในการต่อสู้หรือถูกศัตรูกุมชีวิตเอาไว้ชายวัยกลางคนตอบก็เท่านี้เอง นอกเหนือจากนั้นเจ้าจะล้มลงไปสักกี่ครั้งก็ได้...หากยังมีแรงลุกไหว หรือจะใช้กับดักลูกไม้ใดๆ ก็ตามสบาย

อาเมียร์เพียงแต่พยักหน้า ก่อนจะชักดาบออกถือและสืบเท้าตั้งท่าเตรียมพร้อม เป็นการวางท่าที่แน่วแน่ เก็บซ่อนความประหม่าหวั่นไหวใดๆ ไว้ให้มากที่สุด

เพียงมองเท่านี้ ซิอ์บุลก็บอกได้ว่าชายหนุ่มไม่มีแผนการรองรับใดๆ ให้มั่นใจเหมือนครั้งนั้น ทว่าตั้งใจมุ่งมั่นเพียงจะต่อสู้ให้ได้เต็มที่เท่านั้นเอง

อดีตนักรบยิ้มน้อยๆ กับตนเอง ครั้นแล้วก็เลื่อนมือข้างเดียวไปยังด้ามดาบโค้งที่เขาคาดไว้ และปลดตะขอที่เกี่ยวฝักดาบกับเข็มขัด พลิกมันมาถือในมือโดยเร็ว

ครั้นคู่ประลองผู้อ่อนวัยกว่าเลิกคิ้วอย่างสงสัย ซิอ์บุลก็ให้คำอธิบาย

ดาบข้าทั้งคมทั้งหนัก เจ้าก็รู้ ข้ากลัวเอาจริงขึ้นมาจะรั้งไว้ไม่ทัน แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ดาบทั้งฝักเหมือนกันหรอก

หึอาเมียร์หัวเราะน้อยๆท่านกำลังจะบอกว่า...ต่อให้ไม่ใช้คมดาบก็ล้มข้าได้ เหมือนตอนล้มนักรบชาวทรายนับสิบโดยไม่แม้แต่จะชักดาบต่อหน้าข้าสินะ

ชายวัยกลางคนยักไหล่ ก่อนจะตั้งท่า ถือดาบทั้งฝักชี้ปลายตรงมาด้านหน้าเช่นกัน

ก็แล้วแต่เจ้าจะคิดเขาหันไปทางท่านเจ้ามณฑลท่านเบเรค ขอท่านให้สัญญาณด้วย

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ซิอ์บุลจึงได้หันหน้ากลับไปจับจ้องคู่ต่อสู้ รวบรวมสมาธิ วิเคราะห์ท่าทางที่เห็น ตลอดจนทุกการกระทำที่จะตามมา

เริ่มได้!

อาเมียร์ถีบเท้าปราดเข้าหาเขาทันทีที่ถ้อยคำแรกถูกตะโกน

ดาบแรกของชายหนุ่มเบี่ยงวิถี จากที่ดูเหมือนจะฟันเฉียงบนลงล่างกลับเปลี่ยนทิศทางโดยไร้สัญญาณล่วงหน้า และหักวกเสยขึ้นบน อย่างไรก็ดี ซิอ์บุลย่อมคาดหมายได้ว่าบุตรชายที่เขาสอนดาบมากับมือย่อมไม่ใช้การโจมตีที่ตรงจนเป็นทื่อ...หากไม่อาจคาดหวังผลว่าศัตรูไร้หนทางหลบหรือปัดป้อง การเบี่ยงหลบการโจมตีครั้งแรกและครั้งต่อไปจึงไม่ได้ยากเลยสำหรับเขา

อดีตนักรบหลบหลีกพลางรับพลางขณะจับสังเกตคู่ต่อสู้ผู้อ่อนวัย อีกฝ่ายว่องไวปราดเปรียวขึ้น สมาธิแน่วนิ่งขึ้น ดาบที่ฟาดเข้ามาแต่ละครั้งมีกำลัง หมายจบการต่อสู้โดยเร็วที่สุด

ซิอ์บุลชื่นชมความพยายามของอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องให้เกียรติด้วยความพยายามที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

จนอาเมียร์โถมโจมตีกระทั่งเปิดช่องว่างของตน ซิอ์บุลจึงสบโอกาสเสือกปลายดาบโค้งทั้งฝักออกไป

ชายหนุ่มกระโจนหลบพ้นเฉียดฉิว ทว่าการโจมตีระลอกแรกขาดช่วงในบัดเดี๋ยวนั้น เพราะคู่ต่อสู้ผู้อ่อนวัยกว่าชักดาบขึ้นกันดาบที่อาจตอบโต้ซ้ำแทบทันที แต่ผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่ได้ไล่ตามต่อ

นี่ไม่ใช่การขยี้ปลิดชีพศัตรูโดยเร็วที่สุด แต่เป็นการทดสอบว่าอีกฝ่ายมีความมุ่งมั่นเท่าใด และจะอยู่รอดในสนามรบได้เช่นไรต่างหาก

จังหวะหายใจที่เริ่มถี่เร็วขึ้นของคู่ต่อสู้ บอกต่อซิอ์บุลว่าบางทีเวลาในการต่อสู้ครั้งนี้อาจผ่านไปเกินครึ่ง...ก่อนที่ตัวเขาเองจะได้ชัยชนะ

อาเมียร์เลือกใช้ดาบสองคมปลายตรงแบบดาบธีร์ดีเร ความยาวปานกลาง น้ำหนักไม่จัดว่ามากหรือน้อย สมดุลทั้งฟันแทง ลักษณะของอาวุธกอปรกับการฝึกเพิ่มกำลังกายแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการใช้ความเร็วและคล่องตัวที่เหนือกว่าเป็นข้อได้เปรียบ หลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลบหลีกหรือป้องกันจนเปิดช่องว่าง แล้วจึงเล็งจู่โจมจุดอ่อนเมื่อสบโอกาส

การโถมโจมตียิ่งสำแดงจุดประสงค์นั้น

อย่างไรก็ดี การโถมโจมตีก็ยังมีข้อเสียเปรียบ หนึ่งคือลดทอนกำลังกายของผู้โจมตีเอง ยิ่งเมื่อฝ่ายรับมองออกว่าการลงดาบครั้งใดเป็นดาบหลอก ครั้งใดเป็นวิถีดาบหวังผล หลบเลี่ยงปัดป้องเท่าที่จำเป็นที่สุดเพื่อออมแรง ก็เท่ากับฝ่ายรุกเปลืองกำลังของตนโดยใช่เหตุ

และสอง ยิ่งรุกยิ่งเป็นการเปิดช่องว่างของตนเอง เสี่ยงต่อการถูกฝ่ายรับตีโต้เช่นเมื่อครู่...ที่ซิอ์บุลเลือกสวนกลับด้วยการแทงซึ่งไม่ใช่จุดแข็งของดาบโค้งแบบทะเลทราย แทนที่จะฟันสวนกลับไปนั้น บางคนอาจถือว่ายังกรุณา

แต่ก็เพื่อจะได้รู้ว่าชายหนุ่มจะปรับเปลี่ยนกลวิธีอย่างใดไม่ใช่หรือ

อดีตนักรบรู้เสียก่อนชายหนุ่มถีบเท้าอีกว่าเขาย่อมรุกเข้ามาอีกครั้ง วิถีดาบครานี้เหมือนจะคงเดิม...ฟันหลอกแล้วฟาดดาบตรง

ทว่าไม่

ซิอ์บุลรีบเลื่อนดาบทั้งฝักไปรับคมดาบที่ฟาดเฉียงลงล่างจากด้านซ้ายของตน...ก่อนที่หางตาจะเห็นชายหนุ่มใช้มือซ้ายชักกริชที่ข้างเอวออก แล้วเสือกแทงเข้ามา

แต่ยังช้าไป

ดาบโค้งพลิกกลับตวัดวาบ เล็งโจมตีแขนซ้ายที่ถือกริช พร้อมกับที่อดีตนักรบถีบเท้าออกห่าง เพื่อให้ศีรษะและท่อนบนของตนพ้นจากวิถีดาบตรงทางด้านซ้าย...อย่างไรก็ดี อาเมียร์ยังไม่ยอมเสี่ยงแลกและถอยกลับเช่นกัน

ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วแวบ ก่อนที่ชายผู้อ่อนวัยกว่าจะปราดเข้ามา ทั้งหนึ่งดาบตรงและหนึ่งมีดสั้น

แวบหนึ่ง ชายวัยกลางคนนึกเสียดายมือซ้ายของตนขึ้นมา ใช่เพราะมันไม่ทำให้เขาเสียเปรียบ แต่เป็นเพราะอยากรู้ว่าหากสามารถใช้อาวุธทั้งสองมือปะทะกับชายหนุ่มแล้ว...อีกฝ่ายจะเอาชนะได้หรือไม่

ใช่ นี่เป็นกลยุทธ์ที่ดี อาวุธสองชิ้นหมายถึงโอกาสโจมตีและปัดป้องที่เพิ่มขึ้น และศัตรูหลบหลีกได้ยากขึ้น แต่ขณะเดียวกันย่อมหมายถึงช่องว่างที่เพิ่มขึ้น

ช่องซึ่งซิอ์บุลค้นพบได้ไม่ยากเย็นนัก

จังหวะที่คู่ต่อสู้โยกตัวไปทางขวาของเขา ดาบโค้งซึ่งเงื้อสูงจากทางซ้ายก็ฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง

อาเมียร์หลบทันราวกับคาดหมายไว้แล้ว และแทงสวนมาในทันใด

...พอดีกับที่อดีตนักรบพลิกข้อมือ เหวี่ยงดาบขึ้นด้วยแรงสะท้อนกลับ ดาบในฝักปะทะดาบเปลือยจนเกิดเสียงดัง แล้วชายวัยกลางคนจึงชักเท้าถอยตามสัญชาตญาณ ก่อนจะประมวลและรอดูผลด้วยประสาทที่ยังไม่คลายความตื่นตัว

ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม...ไม่สิ...ถอยจากเดิมไปทางขวาของซิอ์บุลเกือบศอก รอยครูดบนพื้นทรายใต้เท้าบอกเขาเช่นนั้น

หยดของเหลวตกกระทบพื้นทราย และซึมกว้างเป็นสีแดง...ขณะที่อาเมียร์ลดสองแขนซึ่งค้างอยู่ในท่าปัดป้องลงมา

...เป็นอะไรมากไหม...

ซิอ์บุลค่อยโล่งใจเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้บาดเจ็บมาก บาดแผลนั้นเป็นรอยแตกอยู่แค่เหนือคิ้ว คงเกิดจากแรงสะท้อนซึ่งทำให้ด้ามดาบที่ยกขึ้นป้องกันกระดอนกลับไปกระแทกเข้า

แผลนั้นดูจะไม่ได้รบกวนจิตใจคนเจ็บนัก ชายหนุ่มเพียงแต่ยกหลังมือที่ถือมีดสั้นอยู่ขึ้นปาดคราบเลือด ครั้นแล้วก็ลดมือลงเพ่งมองด้วยสายตาเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง...ก่อนจะเช็ดมันกับข้างกางเกงแล้วตั้งท่าเตรียมสู้อีกครั้ง

นัยน์ตาสีดำสนิทดุจเดียวกันทั้งสองคู่สบกันอีกชั่วอึดใจ ก่อนที่อดีตนักรบจะตอบรับคำเชิญด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก และร่างที่โผนเข้าหาอีกฝ่ายโดยเร็ว

หากอาเมียร์ผ่านพ้นเรื่องนั้นมาได้ เขาเองก็ต้องเอาจริงขึ้นเช่นกัน

 

...ประมาทเกินไป...

อาเมียร์เตือนตนเองเช่นนั้นหลังจากซิอ์บุลพลิกกลับมาเป็นฝ่ายรุกแทน และเขาต้องถอยพลางหลบการโจมตีอันหนักหน่วงแต่ละครั้งจนแทบไม่อาจหาโอกาสตอบโต้

จุดได้เปรียบของหมาป่าทมิฬคือดาบโค้งของชาวทะเลทรายซึ่งยาวกว่าดาบตรงโดยทั่วไปของคนทางตะวันตกราวหนึ่งคืบ รัศมีของดาบที่ต้องระวังยามเข้าโจมตีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไม่นับว่าดาบโค้งคมเดียวนั้นออกแบบมาสำหรับฟันโดยเฉพาะ และตีด้วยกรรมวิธีเฉพาะของชาวทรายจนได้เนื้อโลหะที่น้ำหนักเบา เนื้อยืดหยุ่น และคมเสียจนเพียงหงายรับผ้าแพรที่ตกลงมา ก็สามารถทำให้ผืนผ้าบางนั้นขาดออกจากกันได้ เรื่องตัดผ่าเนื้อตลอดจนกระดูกภายในให้เรียบกริบเสมอกันนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เขารู้ว่าที่อีกฝ่ายตัดสินใจไม่เปิดคมดาบให้ หลายคนคงมองว่าเป็นการออมมือ หรือสิ่งที่พึงกระทำเพื่อความปลอดภัย แต่คงมีน้อยคนที่จะคิดไปว่าเป็นการข่มขวัญ

ทว่าชายหนุ่มมองเป็นอย่างหลังมากที่สุด และอย่างกลางรองลงมา

ต่อให้ใช้คมดาบเปลือย ท่านอาก็ออมมือให้อาเมียร์ได้อยู่แล้ว ในการประลองครั้งก่อนหน้าเป็นเช่นนั้น ที่กล้าเปิดคมดาบก็เพราะรู้ว่าสามารถเอาชนะเขาได้โดยไม่ต้องอาศัยคมฟาดฟันเข้าเนื้อ แต่เพราะครั้งนี้ตั้งใจว่าจะเอาจริงกว่าครั้งนั้น จึงได้ปรามเขาไปในตัวว่าฝีมือของลูกศิษย์ยังคู่ควรเพียงกับการเอาจริงด้วยอาวุธที่เหมือนไม่ได้เอาจริงเท่านั้นเอง เพราะต่อให้ดาบไร้คม กำลังที่คนร่างใหญ่อย่างท่านใส่มาในการฟาดดาบแต่ละครั้งก็ยังรุนแรงเสียจนคู่ต่อสู้ปลิวกระเด็นได้ง่าย

นี่คือการข่มขวัญ...ที่เคลือบแฝงไว้ด้วยข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย

เป็นครั้งแรก ที่อาเมียร์รู้สึกว่าตนมองท่านอาออกมากที่สุด ยิ่งกว่าครั้งที่เอาชนะได้ด้วยกับดักเสียอีก

ใช่ เพราะครั้งนั้นตั้งใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องใช้กับดักช่วย ชายหนุ่มจึงไม่ได้ใส่ใจกับลักษณะของดาบ จุดอ่อนของมัน ตลอดจนทางดาบที่สามารถสกัดและเอาชนะผู้ใช้อาวุธชนิดนี้ได้...ผิดกับครั้งนี้

ท่านอาเป็นผู้สอนเขาเองว่าดาบโค้งสำหรับฟันมีจุดอ่อนสำคัญสองประการ

หนึ่ง เป็นอาวุธที่มีวิถียาว เมื่อเทียบกับอาวุธสู้ประชิดตัวอื่นๆ แต่ในวงแคบแล้วถือว่าเสียเปรียบอาวุธที่มีวิถีสั้นกว่า...อย่างไรก็ดี วิธีแก้ปัญหานี้ง่ายดายจนเหมือนกำปั้นทุบดิน คืออย่าปล่อยให้คู่ต่อสู้เข้าคลุกวงใน หรือหากถูกรุกเข้ามาก็ต้องเร่งถอยออกไปเข้าระยะหวังผลของตนแทน

สอง การฟันเต็มแรงแบบหวังผลแต่ละครั้งจะทำให้ผู้โจมตีถลำออกมาข้างหน้า เปิดช่องว่างให้ถูกตอบโต้ได้หากคู่ต่อสู้สามารถหลบหลีกการโจมตีก่อนหน้า แต่ผู้ชำนาญในดาบโค้งพึงตระหนักถึงจุดอ่อนนี้ดี จึงได้พัฒนาท่าดาบสวนกลับ เมื่อฟันลงให้แล้วให้พลิกข้อมือปาดดาบเสยขึ้นโดยเร็ว...เมื่อฟันขึ้นก็ให้หมุนข้อมือทิ้งน้ำหนักกลับลงมาอย่างต่อเนื่อง

หมาป่าสะบัดเขี้ยว...นกเหยี่ยวทะยานฟ้า นกเหยี่ยวทะยานฟ้า...หมาป่าสะบัดเขี้ยว อาเมียร์ยังรำลึกถึงวันที่ตนถูกท่านอาเคี่ยวเข็ญให้ฝึกใช้ดาบโค้งและฟันกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งติดเป็นสัญชาตญาณว่าฟันหวังผลแบบโถมแรงเมื่อใด...ก็ห้ามลืมปาดดาบกลับทันทีไม่ใช่หรือ

ทีแรก ชายหนุ่มหวังว่ากริชของตนจะไวกว่าทันทีของท่านอา แต่เมื่อครู่ก็ประจักษ์แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

เพียงเท่านั้นยังไม่พอ

กับดักต้องซับซ้อนกว่านี้

อาเมียร์แสร้งขยับดาบยาวติดขัด แทบไม่ใช้อาวุธในมือขวาโจมตีหรือปัดป้อง ราวกับหวังพึ่งกริชในมือซ้ายแทนที่ เมื่อครู่ คู่ต่อสู้ย่อมเห็นว่าแขนขวาของเขารับแรงกระแทกเข้าไปด้วยตอนป้องกันกะทันหัน ย่อมไม่แปลกที่จะได้รับบาดเจ็บ

...กลยุทธ์เสือลำบาก...

ท่านอาวาดดาบขึ้น...ชายหนุ่มฉากหลบ ครั้นแล้วก็รีบพลิ้วกายเข้าไปโดยเร็ว ในขณะที่อีกฝ่ายฟาดดาบลงตามกระบวนหมาป่าสะบัดเขี้ยว

เข้าวงใน

อาเมียร์ชิงความได้เปรียบคืนมาด้วยกริช ซึ่งมีความเร็วและคล่องตัวกว่า ครานี้ซิอ์บุลกลับเป็นฝ่ายปัดป้อง ขณะที่ผู้อ่อนวัยกว่าตามรุกอย่างไม่ขาดช่วง ไม่เปิดโอกาสให้ถอยห่าง ทำทีเป็นเร่งร้อนเผด็จศึก...ก่อนที่อาการบาดเจ็บของตนจะยิ่งถ่วงให้เสียเปรียบไปกว่านี้

ดาบยาวในมือขวามีหน้าที่เพียงสกัดการโจมตี ขณะที่มีดสั้นจ้วงเข้าหวังผล

เสียแต่...ไม่ทันคาดฝ่าเท้าที่สะบัดเข้ามา

ชายหนุ่มรู้ว่าตนกลิ้งหลบไม่ทัน ได้แต่รีบรั้งทั้งสองแขนเข้ามาช่วยกันกระแทก กระนั้นร่างยังแทบลอยไปเกือบวา

เขาเริ่มหอบจริงๆ ก็ตอนรีบตั้งตัวจากการโจมตีเมื่อครู่นั้นเอง

ท่านอาก็คงจะเหนื่อยแล้ว...แต่ยังวัดยากว่าขีดจำกัดของร่างกายใครจะมาถึงก่อนกัน เมื่อครู่เขาแอบหวังว่าตนเองสบช่องแล้วจริงๆ ในวงแคบ ทว่าลืมตระหนักไปอีกประการ ว่าตลอดทั้งร่างกายของหมาป่าทมิฬคืออาวุธ

...ทั้งๆ ที่เราเคยสอนท่านเฟย์ลิมให้หัดใช้เท้าเองแท้ๆ ...

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร สู้จบครั้งนี้ ท่านอาคงบ่นเจ้าเด็กลืมพื้นฐานอย่างเขาเสียโขมงเป็นแน่

แต่นั่นยังไม่ใช่แผนสุดท้าย อาเมียร์ยังคงเหลือสิ่งที่ไม่ได้ทดลองซึ่งเขาเก็บแขนขวาไว้เพื่อการนี้ ชายหนุ่มรับพลางถอยพลาง เน้นอาการหอบของตนและดาบยาวที่ขยับติดขัด มุ่งอาศัยกริชในมือซ้าย ทำทีเป็นหาจังหวะเข้าวงในอีกครั้ง

เป็นดาบหมาป่าสะบัดเขี้ยวต่างหากที่ลงมาก่อนจากทางซ้าย

อาเมียร์ก้าวเบี่ยงซ้าย กริชแทงสวนออกไปขณะที่ซิอ์บุลเอี้ยวตัวหลบไปทางขวา พร้อมกับพลิกดาบ ปัดคืนในท่านกเหยี่ยวทะยานฟ้า

ชั่วเสี้ยววินาที ดูเหมือนกริชนั้นจะพลาดเป้า และชายหนุ่มจำต้องถอยหรือปัดป้องดาบโค้งที่ฟันเฉียงตรงมา...ทว่าเขาไม่ทำทั้งสองอย่าง

เป็นแขนขวาซึ่งควรบาดเจ็บต่างหากที่ขยับรวดเร็ว ส่งปลายดาบไปพาดข้างบ่าของคู่ต่อสู้ พร้อมกันนั้นเขาก็เกร็งร่าง เตรียมรับดาบโค้งซึ่งอาจยั้งแรงไว้ไม่ทัน

จากนั้นก็...วัดดวงว่าอาวุธของใครเข้าถึงจุดตายก่อนกันในสายตาของผู้ตัดสิน

 

ซิอ์บุลยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่แปรเปลี่ยนเมื่ออาวุธของเขากับคู่ต่อสู้นิ่งค้าง ก่อนหน้าเจ้ามณฑลยาร์ลาธจะประกาศยุติการต่อสู้

คมดาบของอาเมียร์จ่ออยู่ริมคอของอดีตนักรบ ส่วนคมดาบของเขาเองค้างอยู่ข้างชายโครงขวาของอีกฝ่าย ห่างจากผิวเนื้อเพียงชั่วข้อนิ้ว กระทั่งแลดูเหมือนเพิ่งรั้งดาบไว้ทันอย่างฉิวเฉียด

ทว่าเจ้าของดาบเองรู้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรพูดไป ชายวัยกลางคนจึงค่อยๆ ลดดาบลง ขณะที่อาเมียร์เก็บดาบกับกริชใส่ฝัก รอกรรมการเอ่ยขึ้นในไม่ช้า

ข้าคิดว่า...ดาบของอาเมียร์ถึงตัวท่านซิอ์บุลก่อน แต่หากท่านซิอ์บุลรั้งดาบไม่ทัน แล้ววัดผลแพ้ชนะกันที่ใครยังอยู่รอดจนการต่อสู้จบลง ก็เห็นจะได้ผลแพ้คู่กระมังเบเรคเปรยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะปรายตาไปทางลูกชายกับพระมหาเถระที่ยืนอยู่ข้างๆหรือคนอื่นๆ ว่าอย่างไร

เร็วจนข้ามองแทบไม่ทัน แต่ดาบของอาเมียร์ไปถึงจุดตายก่อนจริงๆรูอาร์ครับ ส่วนลูเธียนเพียงแต่พยักหน้า

ข้าก็ว่าเช่นนั้นซิอ์บุลรับเอาเถอะ ข้าไม่ได้คาดแผนแลกกันตายเอาไว้ ถ้าให้นับว่าใครมีลมหายใจอยู่ได้นานกว่ากัน ลูกข้าก็ควรชนะอยู่ดี

แวบหนึ่ง ชายหนุ่มเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจ คงไม่ทันคาดฝันว่าอดีตนักรบจะยอมรับความพ่ายแพ้อันหมิ่นเหม่ได้อย่างง่ายดายและเรียบเฉยนัก

ถึงขั้นยอมเอาชีวิตเข้าแลก ข้าจะไม่ปล่อยให้ไปทำสิ่งที่เขาอยากทำก็คงไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ชายวัยกลางคนเอ่ยต่อ พร้อมกับมองเจ้ามณฑลด้วยรอยยิ้มน้อยๆท่านเบเรค...ไม่ทราบว่าเวลานี้ยังมีตำแหน่งว่างในกองกำลังป้องกันมณฑลของท่านไหม ไม่ต้องเป็นถึงหัวหน้าก็ได้

ผู้ถูกถามดูจะนิ่งอึ้งไปไม่ต่างจากอาเมียร์ แต่ไม่ช้าก็หัวเราะน้อยๆอะไรกัน ยาร์ลาธมีที่ว่างสำหรับผู้มีความสามารถเสมอ ท่านอย่ากังวลไปเลย

แต่ท่าน...ลูกชายของซิอ์บุลเองกลับตั้งท่าจะถามอย่างลังเลแล้วแม่กับน้องๆ ...

ข้าพูดกับแม่ของเจ้าแล้ว หากสถานการณ์เป็นอย่างที่เจ้าบอก เรื่องนี้ก็ใหญ่โตเกินกว่าจะนิ่งเฉยไม่ใช่หรืออดีตนักรบแย้งข้าเองยังอยากให้น้องๆ เจ้ามีที่อยู่ในอาณาจักรนี้ อยากฝากตัวไว้กับที่นี่จนผืนดินกลบหน้า ให้อพยพไปเสียก่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาที่ไหนอีกดี ...เจ้าคงไม่บอกให้กลับทะเลทราย หรือขึ้นเรือไปอยู่กับพวกบนทวีปทางเหนือเสียหรอกนะ

อาเมียร์ยังดูไม่ใคร่แน่ใจ แต่ก็พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก

ซิอ์บุลตอบรับคำเชิญของเจ้าของสถานที่ให้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารกลางวัน แต่หลังจากนั้นก็ขอตัวกลับไปในยามบ่าย เพื่อสะสางงานในไร่ที่ยังค้างอยู่ ด้านมาลิอาเองก็ทำทีขอกลับในเวลาเดียวกัน ทว่าหลังจากพูดคุยกับอดีตนักรบเล็กน้อยแล้วก็แยกตัวไปเข้าเมืองเพื่อเดินเล่นเพียงลำพัง โดยที่เขายิ่งกว่ารู้ดีว่าเธอป้องกันตนเองได้ จึงปล่อยไป

ส่วนชายหนุ่มยังคงรั้งอยู่ที่จวน เนื่องจากเจ้ามณฑลบอกว่าในเมื่อได้รับอนุญาตให้อยู่ช่วยแล้วก็มีเรื่องที่ควรรีบหารือโดยไว ทว่าเมื่อใกล้เวลาเย็น เขาก็กลับมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นเช่นที่ทำเป็นประจำในช่วงหลัง ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวจากห้องขังในจวน

ชายวัยกลางคนรู้ว่าเวลานี้ลูกชายคงตระหนักถึงคุณค่าของเวลาที่อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวยิ่งขึ้น...ยิ่งเมื่อเขาตัดสินใจที่จะแยกตัวออกมาเพื่อจุดมุ่งหมายของตน ก็เท่ากับว่าเวลาเช่นนั้นยิ่งลดน้อยลงทุกที แม้อาเมียร์จะยังไม่ใคร่พูดอะไรกับเขาเช่นเดิม ต่อให้ซิอ์บุลตั้งใจไว้แล้วว่าจะคอยอยู่เป็นกำลังให้เขากับธีร์ดีเรเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีผู้เริ่มต้นพูดก่อน ในเวลาซึ่งถึงอย่างไรก็มีเพียงจำกัดนี้ไม่ใช่หรือ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น