The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,804 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    88

    Overall
    5,804

ตอนที่ 58 : 28 - การไถ่ถอน "ศัตรูของฝ่าบาทคือศัตรูของกระหม่อม"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 ต.ค. 60

บทที่ ๒๘

การไถ่ถอน

 

ซากศพโชกเลือด ทั้งยังขยับเขยื้อนได้และส่งเสียงร้องโหยหวนกรูเข้ารุมล้อมรอบด้าน

อาเมียร์พยายามสะบัดพวกมันออกไป...แต่ไร้ผล เงื้อมมือเย็นเยียบไร้ชีวิตนั้นกลับแข็งแกร่งทรงพลังยิ่งกว่ามือของนักรบ พวกมันพยายามฉุดรั้งเขาลงไปในความมืด ทว่าที่สะกดตรึงยิ่งกว่ากลับเป็นภาพใบหน้าบิดเบี้ยวของผู้หญิงและเด็กเหล่านั้น...กลิ่นคาวเลือด...และเสียงร้องโหยหวน

...ไยจึงลืม...ไยจึงลืม...

...ลืมได้อย่างไร...สิ่งที่ทำให้ข้าเป็นข้า...และเจ้าเป็นเจ้า...

...สิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา’...

ถ้อยคำย้อนย้ำซ้ำเดิม เสียดแทรกประสานเสียงกรีดร้อง ถ้อยคำอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ...ความช่วยเหลือซึ่งเขาไม่เคยให้

เหมือนครั้งนั้น...ปิดตา ขดตัว หวาดกลัว ไม่ทำสิ่งใด...และบอกตนเองว่าไม่อาจทำ

...ชดใช้สิ! ...เด็กชายคนหนึ่งกรีดร้องกราดเกรี้ยว...ชดใช้ให้ข้า! ชดใช้ให้พวกเขา! เจ้ามันไม่ใช่ทัมมุซ! เจ้าก็แค่ซากไร้ชีวิตที่ไม่ควรมีอยู่! เสพสุขสงบจนพอแล้วก็หายไปเสียเถอะ!

ให้ข้ากลับมา...ให้ข้าได้ช่วยพวกเขา...ทวงหนี้ชีวิตเหล่านี้ คนที่ทิ้งความโกรธแค้นอย่างเจ้า...คนที่ไม่หวังอำนาจอย่างเจ้ามันไร้ค่าที่สุด!

อาเมียร์ไม่อาจตั้งสติ อารมณ์ความรู้สึกต่างหากที่แล่นพล่านผิดถ้อยคำที่ชะงักงัน เหล่าภูตพรายกดเขาลงไปเหมือนกับหลายมือที่กดและบีบอัดเขาลงในถัง เหมือนบรรยากาศที่เค้นคั้นยิ่งกว่านั้น

กดลงไปในห้วงโลหิต ให้มันหลั่งไหลเข้าปากและจมูก ท่วมท้นแทนที่อากาศ ให้ขาดใจตาย...

ทัมมุซควรมีชีวิตอยู่ อาเมียร์ควรตาย ทัมมุซจะรอด อาเมียร์จะตาย...

อาเมียร์!เสียงเฉียบขาดดังขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับแสงสว่าง

แสงนั้นแหวกทุกสิ่งอันมืดดำ ไขว่คว้าเขา และจับมืออันสั่นเทาไว้แน่น

ไหนท่านว่าจะสู้เพื่อข้าไม่ใช่เหรอ! จะสู้เพื่อช่วยข้ากับธีร์ดีเร...แก้ไขสิ่งที่จิตอีกด้านของท่านทำลงไป! อย่ายอมแพ้สิ!

“...แอช...

เพียงเรียกเท่านั้น ถ้อยคำทั้งมวลก็ถูกกลืนกินด้วยสัมผัสแผ่วเบาอบอุ่น ประทับยังที่ที่ควรเอ่ยมันออกมา ราวกับเติมเต็มอากาศที่ขาดหายจากคนจมน้ำ

อาเมียร์เห็นแจ่มชัด แอชอยู่เบื้องหน้าเขา เธอสว่างพร่างพรายราวกับอาบทอด้วยแสงตะวัน ขจัดปัดเป่าทุกสิ่งอันมีที่มาแต่ความมืด และขับไล่เหล่าภูตพรายที่หมายกลืนกินเขาไปจนสิ้น

ครั้นแล้ว เธอก็พาเขาขึ้นไป ประหนึ่งลอยตัวจากก้นหุบเหวสู่แสงสว่างเบื้องหน้า ราวกับเทพธิดาผู้มีปีกสีขาวแผ่สยาย...

 

ชายหนุ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็น

มันหนาวเสียจนเหงื่อบนร่างเย็นเฉียบ...แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงเหงื่ออย่างเดียว แผ่นหลังของเขาเอนราบไปกับพื้นดินปนหินและหญ้าชื้นน้ำค้าง แสงตะเกียงสลัวตรงหน้าส่องให้เห็นแม่มดที่กำลังรีบควานหากล้องยาและพระมหาเถระที่หอบอย่างเหน็ดเหนื่อย

ดื้อไม่เข้าเรื่องจริงๆเป็นคำแรกที่มาลิอาพูดหลังจากสูดยาเข้าไปบอกให้พักบ้างก็ไม่ยอมเชื่อ

อาเมียร์ยังงุนงงอยู่อีกครู่นี่ข้า...

เกือบโดนมันกินเข้าไปแล้วแม่มดดำยังทำเสียงเขียวน่ากลัวถ้าข้ากับนักบวชนี่ไม่ดึงขึ้นมา ก็เตรียมราตรีสวัสดิ์โลกนี้ชั่วนิรันดร์ได้เลย

ขะ...ข้าขอโทษชายหนุ่มก้มหน้าเจื่อนๆข้าไม่คิดว่ามัน...จะหนักหนาขนาดนี้

เอาเถอะลูเธียนเอ่ยขึ้นบ้างไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อย่าประมาทเป็นครั้งที่สองก็พอ

อืออาเมียร์พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้และเริ่มประหลาดใจแต่เมื่อครู่ ข้าเห็นเจ้าหญิง...

ข้าเองมาลิอากลอกตาพลางใช้นิ้วป้ายริมฝีปากของตนอย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็นมากนักเลย เจ้าชาย ข้าเพียงแต่เลือกวิธีที่จะดึงสติท่านคืนมาอย่างได้ผลที่สุดเท่านั้นเอง

“...เอ่อ...ชายหนุ่มเริ่มร้อนวาบไปทั้งหัว ดับความหนาวในทันที

และท่านสอบตกแม่มดดำตอบหน้าตายปฏิกิริยาตอบรับไม่ได้เรื่อง แน่ใจนะว่าผ่านจูบแรกไปแล้ว

อุณหภูมิอันสูงผิดปรกติกระจายจากหัวไปทั้งตัว...พร้อมกับความต้องการที่จะแทรกแผ่นดินหนีอย่างพิกล หากว่าคู่สนทนาที่เหลือจะไม่โพล่งขึ้นด้วยสีหน้าตายพอๆ กับคนก่อนหน้า

ยายแม่มดขี้แกล้ง ไม่คิดว่าตัวเองล้อเล่นแรงไปหน่อยรึพระมหาเถระพูดหน้าตาย ก่อนจะหันมาทางอาเมียร์บ้างท่านก็อย่าคิดมากกับคำพูดของนางเลย อะไรที่เกิดขึ้นในความฝันก็เท่ากับไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของท่านทั้งนั้น

ใจร้าย!มาลิอาสะบัดเสียงพร้อมกับใบหน้าข้าอุตส่าห์สละริมฝีปากที่ถนอมมาให้คนคนเดียวเพื่อท่านแท้ๆ นะ

อย่ามุสาไปหน่อยเลย ยายแม่มดลูเธียนยังไม่เลิกราแค่นี้เจ้าชายยังรู้สึกผิดไม่พออีกหรือ

งั้นท่านนักบวชก็ช่วยฟังเขาสารภาพบาปเสียสิ จะได้หายรู้สึกผิดแม่มดดำเอ่ยเท่านั้นก็ลุกขึ้นยืน หมุนตัวไปยังทางลงเขา และก้าวยาวๆ ผละไปในทันที

ทิ้งให้นักบวชหนุ่มโคลงศีรษะ ก่อนจะกำชับให้อาเมียร์อย่าถือสาคำพูดของเธอให้มากนัก และกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนที่จะกลับเข้าไปในใจของตนในครั้งหน้า

อย่างที่มาลิอาบอก นึกถึงเป้าหมายและคนที่ท่านต้องการช่วยเหลือไว้ ข้าเชื่อว่าเจ้าหญิงย่อมเป็นกำลังใจให้ท่านเช่นกันพระมหาเถระทิ้งท้าย

 

เจ้าหญิงจะทรงเห็นด้วยกับข้า...ใช่ไหม

ดูลัสมองหญิงสาวที่ก้าวช้าๆ ไปข้างกาย ท่ามกลางแมกไม้ที่เป็นสีเขียวลึกล้ำเมื่อใกล้คิมหันต์ แซมช่อดอกไม้บางชนิดซึ่งผลิบานในปลายฤดูใบไม้ผลิ

เธอแทบไม่พูดอะไรเลย นอกจากเอ่ยปากชวนเขามาดื่มน้ำชาในสวนยามบ่ายเอง และพูดเรื่อยเปื่อยถึงดินฟ้าอากาศซึ่งยิ่งอบอ้าวขึ้นทุกทีเมื่อฤดูร้อนใกล้มาถึง

ชายหนุ่มเดาว่าอีกฝ่ายคงต้องการชดเชยเรื่องในห้องหนังสือวันนั้น และเขาก็ต้องการอย่างเดียวกัน จึงตอบรับตามสมควร และกระทั่งตอบแบ่งรับแบ่งสู้แทนที่จะปฏิเสธให้เด็ดขาดเมื่อเจ้าหญิงทรงเลียบเคียงให้เขามาเป็นคู่ซ้อมดาบบ้างหากมีเวลาว่าง

เขายังคงไม่เห็นด้วยที่พระองค์จะทรงฝึกวิชาการต่อสู้หรือทรงม้า สิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลยสำหรับเจ้าหญิง เขาจะเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองพระองค์เองไม่ใช่หรือ

นี่ไม่ใช่มารในใจอย่างที่มาดายพูด ปีศาจนั้นลวงหลอก มันต้องการให้เจ้าหญิงทรงหลงนึกไปว่าพระองค์ทำทุกสิ่งด้วยตนเองได้ ปกป้องคุ้มครองตนเองได้...ทั้งที่ในความเป็นจริง สตรีย่อมไม่มีกำลังพอที่จะสู้กับบุรุษได้เลย

แล้วยังเรื่องบริหารราชการ ต่อให้พระดำริของพระองค์ในเรื่องใดๆ นั้นเหมาะสมแล้ว หากไม่มีบุรุษเช่นท่านผู้สำเร็จราชการหรือราชาในอนาคตรับรองหรือสั่งการให้ เหล่าขุนนางก็ย่อมจะไม่เชื่อฟังนัก ถึงอย่างไร เจ้าหญิงก็ต้องมีผู้ปกครองร่วมที่เป็นชาย เป็นผู้ช่วยดูแลราชบัลลังก์อยู่ดี

ดูลัสคิดถ้วนถี่เพื่อพระองค์แล้วไม่ใช่หรือ จึงได้ข้อสรุปเช่นนี้

เขารอเวลา จนกระทั่งดื่มน้ำชาเสร็จแล้วจึงไปเดินเล่นในอุทยานชั้นในด้วยกัน ขณะที่เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านเป็นยามเย็น ผ่านคูน้ำและทิวต้นหลิวไปจนถึงผาริมทะเลที่มุมหนึ่งของอุทยาน เสียงคลื่นซัดสาดมาพร้อมกับลมเย็นชื่นใต้ท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยนเป็นสีทอง

กระหม่อม...มีสิ่งที่ต้องการถวายให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ

เขาเอ่ยแผ่วเบาเมื่อทั้งสองอยู่ไกลจากเหล่านางกำนัลและราชองครักษ์ที่ตามมาอารักขาห่างๆ

อะไรหรือเจ้าหญิงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับเขา

แทนคำตอบ ดูลัสหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากถุงผ้าใบเล็กที่เขานำมา และส่งให้กับมือของพระองค์

สิ่งนั้นเป็นแผ่นเหล็กสีเทาเข้มเกือบดำ รูปทรงดูแวบแรกคล้ายวงรีอันยาว แต่มีปลายด้านหนึ่งเป็นมุมแหลม และปลายอีกด้านเป็นท่อกลวงขนาดเล็กเหมือนจะไว้ใส่บางสิ่ง

“...หัวลูกศร...หรือเจ้าหญิงทรงสันนิษฐานหลังจากหยิบมันขึ้นพลิกดูไปมาครู่หนึ่งของ...พวกอัสลาน ใช่ไหม

ทรงทราบได้อย่างไร

รูปทรงแบบนี้ไม่ใช่หัวลูกศรของธีร์ดีเร เนื้อเหล็กก็ไม่ใช่...ข้าอ่านมาจากหนังสือว่าลูกศรของพวกเขาทำจากทรายเหล็ก สีเลยเข้มกว่าโลหะปรกติ และมันก็มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก สามารถใช้แทนเข็มทิศได้ในบางเวลาด้วย ถึงจะไม่ได้แม่นยำนัก

ทรงค้นคว้ามาละเอียดจริงๆดูลัสอดไม่ได้ที่จะชม

แต่ท่านจะมอบมันให้ข้าทำไมหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ตรัสถาม

นี่เป็นหัวลูกศรที่กระหม่อมเก็บได้จาก...พระศพขององค์ราชินีชายหนุ่มตอบตามความจริง...เขาไม่จำเป็นต้องพูดปดในเรื่องนี้กระหม่อมเก็บมันมาตลอด เพื่อเตือนตนเองถึงความบกพร่องครั้งนั้น กระหม่อมสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง และจะลากตัวคนร้ายที่หนีรอดไปกลับมาลงโทษให้สาสมให้จงได้ กระหม่อมอยากให้องค์หญิงทรงเก็บมันไว้...เพื่อเป็นพยานของคำสาบานนี้

ครั้นอีกฝ่ายยังคงมองเขาอย่างสงสัย ดูลัสก็เอ่ยต่อไปอย่างหนักแน่น

ศัตรูของฝ่าบาทคือศัตรูของกระหม่อม และไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม กระหม่อมก็จะกำจัดมันเสีย เพื่อพระองค์

ใช่ ศัตรูของเจ้าหญิงกับเขาคือคนคนเดียวกัน ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม

ชายหนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสาว ก่อนจะเอื้อมหามือเล็กซึ่งกำหัวลูกศรไว้ ครั้นแล้วก็ประทับริมฝีปากลงบนหลังมือนั้น ราวกับจะใช้การกระทำนี้เป็นเครื่องสาบาน

หากว่าไอ้คนทรายนั้นยังคิดทำสิ่งใดอีก หรือว่ามาดายหรือท่านพ่อวางแผนใช้เจ้าหญิงของเขาเพื่อเป้าหมายส่วนตนอย่างใดก็ตาม...เขาเองจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก

ขอให้ตนมีอำนาจที่จะต่อกรกับพวกมันได้เสียก่อน หลังจากนั้น ต่อให้ต้องล้างบิดาบังเกิดเกล้า ดูลัสก็ยิ่งกว่าเต็มใจปลิดชีพไอ้กบฏหยาบช้าด้วยมือของตน

ขอเพียงเขาได้อยู่เคียงข้างพระองค์ ปกป้องพระองค์...

นี่คือหนทางที่จะเอาชนะมารร้ายในใจ แก้ไขสิ่งที่บิดาของเขากับมาดายทำผิดต่อพระองค์ไม่ใช่หรือ

ขอบคุณนะเจ้าหญิงตอบเบาๆ ก่อนจะชักมือของตนกลับไปแต่เวลานี้ยังมีศัตรูที่สำคัญกว่าเผ่าอัสลานมากนัก ขอให้ท่านช่วยเรากำจัดพวกมันด้วยนะ

ดูลัสเงยมองหญิงสาวอย่างสงสัย และพบว่าเธอทอดสายตาไปไกล

...ไกลเสียจนเขาเผลอหวั่นเกรง ว่าจะไม่อาจตามไปถึงสิ่งใดก็ตามซึ่งเจ้าหญิงของเขาทอดมองจนสุดสายตานั้นได้...

ความทุกข์ยากของชาวธีร์ดีเร ความอยุติธรรมทั้งมวลที่พวกเขาประสบ ข้าหวัง...ว่าจะช่วยแก้ไขเรื่องพวกนั้นได้...ร่วมกับท่าน

เธอเก็บหัวลูกศรนั้นไว้ในมือซ้าย ก่อนจะยื่นมือขวาที่ว่างเปล่าให้กับเขา

พระคู่หมั้นนิ่งงันอยู่อีกครู่จึงได้สัมผัสมือเล็กๆ นั้น...เวลานี้มันมิได้นุ่มนวลเช่นที่เคยเป็น ทว่าสากกร้านจากการฝึกซ้อมอาวุธ

พระหัตถ์บอบบางขององค์หญิงไม่ควรแตะต้องอาวุธ หรือบาดเจ็บด้วยเรื่องรุนแรงที่ไม่เหมาะกับสตรีหรอกพ่ะย่ะค่ะ...ดูลัสนึกถึงคำพูดของตนเมื่อปีก่อนขึ้นมา แต่ก็พบว่าตนเองไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้

มือนั้นคล้ายจะสั่นเล็กน้อยในทีแรก แต่ไม่ช้าก็บีบมือของชายหนุ่มไว้แน่น ขณะที่เขาลุกขึ้นยืน สบกับดวงเนตรอันอ่อนโยนที่มองตรงมา

ช่างคล้ายกับพระราชินีที่เขาไม่อาจปกป้องเสียเหลือเกิน

มืออีกข้างของชายหนุ่มเอื้อมไป หมายจะแตะที่ไหล่ของร่างเบื้องหน้า แต่แล้วก็ยั้งไว้อย่างลังเล

เจ้าหญิงแอชลีนน์ดูเหมือนจะสังเกต พระพักตร์ของพระองค์ผินไปทางมือของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับมา และพยักบอกน้อยๆ

ดูลัสกอดพระองค์ไว้

ใช่ เขาอยากกอดพระองค์แนบแน่น ทว่าขณะเดียวกันก็ยังกลัวไปหลายสิ่ง...อาจไม่บังควร...อย่างน้อยก็ก่อนเข้าพิธีสมรส หรือมิเช่นนั้นเจ้าหญิงก็อาจจะทรงไม่พอพระทัย หากพระคู่หมั้นจะทำประหนึ่งฉวยโอกาสเยี่ยงนั้น

กลับเป็นเจ้าหญิงเองที่ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น พระเนตรสีน้ำตาลพยายามมองตรงมา พระเศียรผงกช้าๆ ...แม้มีแววสั่นไหว

ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลง ริมฝีปากประทับบนพระฉวีอันนุ่มนวล

มิใช่ที่ริมโอษฐ์...ทว่าเป็นพระนลาฏกลมมน

เจ้าหญิงแอชลีนน์ทอดพระเนตรเขาอย่างประหลาดใจ ทว่าดูลัสก็สบตาตอบพระองค์ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ขณะบีบพระหัตถ์บอบบางแน่นขึ้นครู่หนึ่ง

เขารู้ว่าพระองค์ยังไม่อาจลืมใครบางคนนั้น แต่เวลานี้ ทั้งสองมีสิ่งที่ต้องปกป้องร่วมกันไม่ใช่หรือ

จุมพิตเมื่อครู่ แทนคำสัญญาพ่ะย่ะค่ะ

ขอเพียงเท่านี้ เพียงสัญญาว่าเขาจะปกป้องพระองค์ตลอดไป ขณะที่พระองค์อยู่เคียงข้างเขา ขจัดมารในใจนั้นออกไป

ขอเพียงเท่านี้เอง

 

พี่อาเมียร์ยังหลับอยู่เลย พี่รูอาร์คช่วยปลุกหน่อยสิเสียงแจ้วๆ ของนาสิราดังแว่วมา

หือ...ทำไมพี่ชายพวกเจ้าถึงได้นอนกินบ้านกินเมืองยันเย็นแบบนี้ล่ะ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นแม่บอกว่าพี่อาเมียร์ไปซ้อมมาทั้งคืน คงจะเหนื่อย

ลีชาพยายามทำอาหารเย็นโดยไม่สนใจเสียงที่ดังมาจากสวนหลังบ้าน...ซึ่งกลับรบกวนจิตใจโดยไม่ควรเป็น

ข่าวลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลยาร์ลาธแวะหานางคณิกาชั้นสูงไม่กี่วันหลังบาดเจ็บดังแว่วมาเข้าหูหญิงสาวจากบทสนทนาของพวกยามเฝ้าบ้านพักที่ทราธ ซึ่งเสริมต่ออย่างขำๆ ว่าแสดงว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว

แต่นั่นยังหลังจากชายผมแดงมาที่บ้านพักในทราธด้วยสภาพปากแตกและแก้มบวมโย้เหมือนกับจะอวดแผลกับฟันที่หักหายไป...ราวกับว่าทำอย่างนั้นแล้วเธอจะเห็นใจมากขึ้น

ลีชาต้องยอมรับว่าเธอเป็นห่วงอีกฝ่ายอยู่...ในฐานะคนรู้จัก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าหากรูอาร์คตั้งใจจะจีบเธอ ทำไมถึงได้แวะไปหานางคณิกาคนนั้น

ไม่หรอก หญิงสาวบอกตนเองว่าเธอไม่ได้หึง แต่ตำหนิ ผู้ชายที่เที่ยวผู้หญิงมักไม่ใช่คนดี...ยิ่งคนที่เที่ยวผู้หญิงทั้งๆ ที่บอกรักผู้หญิงอีกคนไปแล้วและพยายามเอาชนะใจเธออยู่...ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

สรุปแล้ว รูอาร์คก็แค่คิดเล่นๆ ไม่ได้จริงจังกับเธอ บางทีเขาคงรู้แล้วว่าเธอไม่เล่นด้วยหรือหมดความสนใจในตัวเธอไปแล้ว...แต่ดูจะหันไปสนใจมาลิอา เด็กสาวตาบอดชาวทรายที่เป็นคนรู้จักของท่านซิอ์บุลกับท่านสิมา ซึ่งเวลานี้พักอยู่ที่บ้านของพวกเขาหลังจากย้ายกลับมายังอาแดร์

นั่นสินะ มาลิอาเป็นทุกสิ่งที่ตรงข้ามกับลีชา ทั้งๆ ที่ตามองไม่เห็น เด็กสาวก็ยังดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทั้งดื่มเหล้า และพูดคุยหยอกล้อกับพวกผู้ชายเสียจนท่านสิมายังต้องปรามให้ยอมแต่งตัวมิดชิดอย่างคนธีร์ดีเร และขอให้ทำตัวสำรวมเรียบร้อยเสียบ้างเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆ

ลีชาไม่อยากตัดสินใคร แต่เพราะได้ยินมาว่าพวกนางรำชาวทรายก็ถือว่าทำงานเป็นนางโลมไปด้วย ถึงได้ไม่อาจห้ามตนเองไม่ให้มองเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าด้วยความรู้สึกแปลกๆ ...แม้จะบอกตนเองว่ามีเหตุผลหลายๆ อย่าง ที่ทำให้คนคนหนึ่งเลือก...หรือไม่ได้เลือกแต่ถูกบังคับ...ให้เป็นนางโลมอย่างที่เธอเคยผ่านมา

และเอาเข้าจริง มาลิอาก็อาจจะไม่ได้เป็นนางโลม แต่ทำไปด้วยความชอบส่วนตัวก็ได้ แม้ลีชาจะไม่ชอบนิสัยหลายๆ อย่างของอีกฝ่าย ตั้งแต่นอนตื่นสาย ไม่ช่วยงานบ้าน ไปจนถึงดื่มเหล้าและเกี้ยวพาผู้ชายทุกเมื่อที่มีโอกาส...เธอก็ต้องยอมรับว่าเด็กสาวชาวทรายเป็นคนที่กล้าจนดูเหมือนจะไม่เกรงกลัวสิ่งใด และทำทุกสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่เกรงสายตาใคร (เว้นเพียงท่านสิมาในบางกรณี) โดยแท้

...ผู้หญิงแบบนั้น ก็เหมาะสมกับผู้ชายเจ้าสำราญอย่างรูอาร์คดีอยู่แล้วนี่นา...

อย่างไรก็ตาม ลีชาเดาว่ารูอาร์คคงมาเพราะวันนี้อาเมียร์ไม่ได้ไปซ้อมดาบด้วยที่จวนแต่กลับนอนหลับอยู่ในห้องทั้งวันเหมือนกับไม่สบายมากกว่า เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชายหนุ่มเป็นอะไร ส่วนท่านสิมากับท่านซิอ์บุลแม้จะมีท่าทางเป็นห่วง ก็บอกว่าเขาเพียงแต่ออกไปซ้อมดาบมาทั้งคืนเท่านั้นเอง

...แต่ที่หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ ก็คือมาลิอาเองยังนอนตื่นสายกว่าปรกติ และมีท่าทางง่วงหาวสะลึมสะลืออยู่ทั้งวันอย่างประหลาด...

เสียงฝีเท้าในครัวทำให้ลีชาหันหน้าไป เห็นเด็กสาวชาวทรายหาวหวอดเข้ามาทรุดตัวนั่งที่โต๊ะอาหาร

เย็นนี้มีอะไรกินหรือ

สตูว์ เนื้อกับมันฝรั่งแม่ครัวตอบ

กลิ่นหอมดีอีกฝ่ายสูดจมูกฟุดฟิด ก่อนจะนั่งซบตาปรืออยู่กับโต๊ะต่อไปถ้าแกล้มเหล้าองุ่นแดงด้วยคงยิ่งดีขึ้นไปอีก

ไม่มีเหล้านะลีชาพูดเสียงแข็งท่านสิมาห้ามดื่มต่อหน้าเด็กๆ ไม่ใช่หรือ

ก็ไปดื่มลับหลังสิมาลิอาดูไม่อินังขังขอบนักรูอาร์คมาพอดี เย็นนี้ขอให้เขาพาข้าเข้าเมืองหน่อยดีกว่า

ถ้ากลับค่ำ ท่านสิมาจะลงกลอน...

งั้นไม่กลับคงไม่มีปัญหาสินะเด็กสาวชาวทรายกลับขัดอย่างยินดีคืนนี้ข้ามีนัดสำคัญที่ข้างนอกพอดี ไม่จำเป็นต้องกลับเข้ามานอนยังได้เลย

หญิงสาวชาวธีร์ดีเรไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นนัก แต่บางครั้ง...เธอก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าถ้ามาลิอาเป็นลูกหรือน้องสาวของตน จะปล่อยไว้อย่างนี้ได้เชียวหรือ

มาลิอา ทำแบบนี้มันไม่ดีนะ

ก็แล้วทำแบบนี้มันคืออะไรล่ะ ถึงได้ไม่ดี’” นัยน์ตาที่ไม่อาจมองเห็นของอีกฝ่ายกลับฉายแววยั่วเย้า

กะ...ก็...ลีชาเริ่มไม่เข้าใจ ว่าทำไมตนเองจึงเป็นฝ่ายตะกุกตะกักแทนก็...ดื่มเหล้า แล้วก็...ออกไปข้างนอกตอนกลางค่ำกลางคืน ตีสนิทกับ...ผู้ชาย ผู้หญิงดีๆ เขาไม่ทำกันหรอก

แล้วทำไมผู้หญิงดีๆ เขาถึงไม่ทำกันล่ะเด็กสาวทำเสียงสงสัย แต่สายตาบอกชัดเจนว่าแกล้งถาม

ลีชานิ่งอึ้งไปกะ...ก็เพราะมันไม่ดีน่ะสิ ถ้าทำแบบนี้ คนอื่นจะมองว่าเป็นผู้หญิงใจง่าย เป็นคนปล่อยตัว...

แล้วเป็นผู้หญิงใจง่าย หรือปล่อยตัวมันไม่ดีตรงไหนมาลิอาไม่วายแย้งข้ามีความสุขของข้าเอง ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่

ก็มันอันตราย...

“‘อันตรายกับไม่ดีมันคนละเรื่องกันนะเด็กสาวชาวทรายเริ่มคลี่ยิ้มอันตรายนั่นข้าไม่เถียง...สำหรับผู้หญิงธรรมดาๆ ...แต่ก็นะ บางทีมันก็แค่ข้ออ้างของผู้ชายว่าผู้หญิงทำตัวเสี่ยงอันตรายเอง ทำนองว่าหาเรื่องไปที่เปลี่ยวเอง แต่งตัววับแวมเอง ช่วยไม่ได้นี่หมาป่ามันก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น เวลามีลูกแกะเดินเข้ามาให้เคี้ยวถึงที่...ส่วนเรื่องไม่ดี มันก็แค่ตีคุณค่าผู้หญิงกันเอง เพราะเวลาเอาจริงก็อยากลงเอยกับสาวบริสุทธิ์เรียบร้อย หลังจากสนุกสนานกับพวกปล่อยตัวปล่อยใจ หรือพวกมืออาชีพไปแล้วแหละนะ

หญิงสาวธีร์ดีเรยิ่งน้ำท่วมปาก

แต่ก็นะมาลิอาเอ่ยต่อไปพลางยืดกายขึ้นผู้ชายบางคนก็ไม่สนใจหรอก ขอแค่รักคำเดียว ผู้หญิงจะเคยเป็นอะไร เคยทำอะไรมาก่อนก็ไม่สนใจ...ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็อยากเจอผู้ชายที่รักข้าแบบนี้บ้างจริงๆ

เจ้าพูดอะไรลีชาถามเสียงแผ่ว...แม้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ควรรู้เรื่องระหว่างเขากับเธอ ตลอดไปจนถึงอดีตของตัวเธอเองเป็นอันขาด

...จะท่านสิมา ท่านซิอ์บุล หรืออาเมียร์ ย่อมไม่เปิดเผยความลับของเธอโดยไม่จำเป็นแน่...

ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงนึกออกเพียงคนเดียวที่อาจพูดออกมา

เด็กสาวกลับเอาแต่ยิ้มน้อยๆ โดยไม่ตอบ จนศีรษะของบุคคลที่สามโผล่เข้ามาในห้องครัวกึ่งห้องอาหาร

หอมจริง วันนี้มีสตูว์เหรอเป็นชายหนุ่มผมแดงนั่นเอง

ลีชาจำใจพยักหน้า

หวังว่าคงมีพอกินเพิ่มอีกคนนะ ข้าบอกพ่อไว้แล้วว่าวันนี้จะไม่กลับไปกินข้าวที่จวนเสียด้วย

ท่านสิมาอนุญาตแล้วหรือคะหญิงสาวถามช้าๆ

จะท่านซิอ์บุลหรือท่านสิมา ข้ามาทีไรก็ชวนกินทั้งอาหารหลักอาหารว่างด้วยเสมอนั่นละรูอาร์คกอดอกพูดอย่างมั่นอกมั่นใจหรือเจ้ารังเกียจถ้าข้าจะร่วมโต๊ะอาหาร

ข้าเป็นแค่คนอาศัย จะห้ามได้อย่างไรละคะลีชาตอบเสียงขุ่น แล้วก็หันกลับไปดูหน้าเตา เธอหวังว่านั่นจะทำให้อีกฝ่ายยอมรามือ...กระนั้นยังอดพูดต่อไม่ได้จะแวะค้างบ้านผู้หญิงคนไหน ข้าก็ห้ามไม่ได้ และจะไม่ห้ามด้วย

“...นั่นแรงอยู่นะมาลิอาแทรกขึ้น

หญิงสาวนึกอยากอ้างได้เหลือเกิน ว่าการทำอาหารต้องใช้สมาธิ จะได้ขอให้ทั้งเด็กสาวชาวทรายกับชายหนุ่มผมแดงออกไปจากห้องเสียก่อน แต่ก็รู้ว่าเรื่องนั้นฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม รูอาร์คลุกออกไปในไม่ช้า ตามเสียงชวนเล่นของนาสิราและฟาร์ฮานาห์ จึงเหลือเพียงหญิงสองคนอยู่ในห้องครัวตามลำพัง

เมื่อนั้นเอง เด็กสาวจึงเอ่ยขึ้นอีก

เจ้าเป็นผู้หญิงที่แปลกดีนะ หึงเขาอยู่ก็ไม่ยอมรับออกไปตรงๆ ...มิหนำซ้ำยังหึงทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขากับเจ้ายังไม่มีอะไรผูกมัดกันแท้ๆ

ข้าไม่ได้หึงอะไรทั้งนั้นลีชาเอ่ยเสียงแข็งและข้าก็ไม่ได้ชอบเขาด้วย

มาลิอากลับหัวเราะรู้ไหม ข้าเคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งที่นิสัยเหมือนกับเจ้าไม่มีผิด นางแอบรักผู้ชายคนหนึ่งแต่ไม่อยากยอมรับ หึงที่ข้าไปใกล้ชิดเขา แต่ก็ยังปากแข็งว่าไม่หึง นี่ถ้าข้าไม่ช่วยกระตุ้นเสียบ้าง ก็ไม่รู้ว่าจะได้ลงเอยกันไหมนะ คู่นั้น

ข้าไม่ได้รักเขาหญิงสาวพูดซ้ำและนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรยุ่งด้วย

เอาเถอะ ข้าก็ว่าข้าไม่เห็นต้องชี้โพรงให้กระรอกรู้มากตัวนั้นอยู่แล้วแหละนะมาลิอาลุกขึ้นยืน ครั้นแล้วก็ยืดเส้นสายเหมือนกับเมื่อยตัวขอตัวไปดูเจ้าชายนิทราเสียหน่อยดีกว่า ขืนไม่ตื่นลงมากินอะไรบ้าง คืนนี้ก็ไม่มีแรงรบกันต่อพอดี

ลีชาได้แต่ขมวดคิ้ว มองส่งเด็กสาวร่างเล็กไปอย่างไม่สบอารมณ์ โดยพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่เธอพูดทั้งหมดมากนัก

 

ไม่มีทางหรอก!

เจ้ามันตัวปลอม! เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่! นี่ต่างหากร่างของข้า! นี่คือตัวตนและจุดมุ่งหมายของข้า!

เสียงเล็กๆ เอ่ยกราดเกรี้ยว ขณะที่อาเมียร์พบตนเองอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสีแดงอีกครั้ง ถูกรุมล้อมฉุดรั้งโดยซากศพในห้องสีแดง แขนขาของเขาเหมือนจะอ่อนเหลวเป็นน้ำด้วยกลิ่นคาวเลือด ในหูอื้ออึงด้วยเสียงกรีดร้อง

เหมือนกับทุกครั้ง...และทุกครั้ง ซึ่งจบลงด้วยการสะดุ้งตื่นพร้อมกับเหงื่อเย็นเฉียบที่โซมร่างและอาการใจสั่น พร้อมคำถามว่าเหตุใดเขาจึงรอดมาเพื่อทุกข์ทรมาน ไร้แผ่นดิน ไร้จุดมุ่งหมาย...ขณะที่คนมากมายเหล่านั้น...กระทั่งเด็กที่อายุน้อยกว่าเขามากนัก...ถูกกระชากช่วงชิงชีวิตไปได้ง่ายดายเหลือเกิน

ทว่าครั้งนี้ยังผิดกัน ชายหนุ่มไม่ยอมตื่น ไม่อาจตื่นขึ้นมา ต่อให้พยายามสะบัดตนเองออกจากเงื้อมมือของเหล่าซากศพอย่างไร ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากพวกนั้น ต่อให้พยายามบอกตนเองว่านี่เป็นความฝันที่ต้องตื่นขึ้น...

ตื่น? เจ้าจะตื่นไปทำไมกัน...เสียงของเด็กที่ได้ยินยิ่งเยาะหยัน...เจ้ายังมีสิทธิ์ตื่นด้วยหรือ หากไม่ยอมชำระแค้นให้แก่ผู้ที่ตายเพื่อให้เจ้ารอดมา...แล้วเจ้าจะตื่นไปทำไม เพื่อการนั้นเจ้าต้องมีอำนาจ ต้องครอบครองเจ้าหญิงและอาณาจักรของนาง...แต่คนขลาดเขลาอย่างเจ้ากลับปฏิเสธทุกอย่างนั่น เจ้าลืมเลือนพวกเขา...ไอ้เนรคุณ!

ข้าไม่ได้ลืม!อาเมียร์ตะโกนตอบข้าไม่ลืม...ไม่มีวันลืมได้หรอก! เพียงแต่ข้าไม่ต้องการจมอยู่กับความแค้น! ข้าไม่อยากทำให้ใครต้องเจ็บปวดด้วยความแค้นของข้าอีก! ความแค้นไม่อาจช่วยพวกเขาได้!

อ้อ...งั้นสิ่งใดกันล่ะที่ช่วยได้ ความสุขสบายของเจ้าหรือ ดีนี่ ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข ทำไร่ไถนา แต่งงานมีลูก แก่ตายอย่างมนุษย์คนหนึ่ง ขณะที่พวกเขายังคงติดอยู่ที่นี่...กับความแค้นที่ไม่อาจชำระ นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องการงั้นหรือ!

ไร้คำตอบ ชายหนุ่มรู้ว่าตนต้องปลดปล่อยคนเหล่านี้...แต่ด้วยวิธีใดกันเล่า หากว่าไม่อาจชำระความแค้นให้แก่คนเหล่านี้ ก็ต้องให้ปล่อยวางความแค้นเสียใช่ไหม

ปล่อยวางเสียเถอะสุดท้าย อาเมียร์จึงเอ่ยขึ้นไม่มีประโยชน์ที่พวกท่านจะทรมานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ไปยังอีกภพภูมิ ยังโลกที่ท่านควรอยู่ พวกท่านล้วนเป็นคนดี เป็นผู้บริสุทธิ์ ปล่อยวาง...แล้วไปยังสรวงสวรรค์เสียไม่ดีกว่าหรือ

ปล่อยวางหรือ สรวงสวรรค์หรือ เสียงนั้นยิ่งเยาะหยัน ของพรรค์นี้มีอยู่จริงเสียที่ไหน!

ไร้ประโยชน์ เหล่าภูตพรายจากอดีตยังหลั่งไหลเข้ามา จับต้องเขาด้วยมือเย็นชืด กดร่างลง

และกัดกิน

กัดกิน...ใช่ ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกกับความเจ็บแปลบที่แขนขา ราวกับถูกฝังเขี้ยวและสูบเลือดเนื้อ เขารู้สึกเหมือนตนเองกรีดร้องออกมา ทว่ากลับได้ยินเสียงของตนแผ่วเบานัก

ไม่เหลือหรอก ตัวเจ้าจะไม่เหลืออีกต่อไป ซากตะกอนไร้ประโยชน์อย่างเจ้า...มีค่าแค่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงพวกเขาเท่านั้น ข้าต่างหากที่จะช่วยพวกเขา ปลดปล่อยพวกเขาได้

อาเมียร์แทบไม่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น เขารู้แต่ในคลองจักษุของตนเต็มไปด้วยสีแดง กระทั่งหลับตาหลีกหนีภาพซากศพที่กำลังกัดกินร่างของตนก็ยังเห็นเพียงสีแดงแทนที่สีดำ สีแดงชวนคลื่นเหียน เรียกร้องให้ดับสติ...

เจ้าชาย!อีกเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในใจอย่าเพิ่งยอมแพ้ง่ายๆ ได้ไหม!

...มาลิอา?...

เขากลั้นใจลืมตาขึ้น เห็นหญิงสาวผมดำยืน...ไม่สิ...ลอยตัวอยู่เหนือเขากับเหล่าภูตพราย สองมือเท้าสะเอว สีหน้าบึ้งตึง มิได้ทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือมากกว่านั้น

ให้ตายสิ ข้าอุตส่าห์เข้ามาทั้งๆ ที่ไม่มีคนกางเกราะป้องกันให้ แถมแหล่งพลังวิญญาณที่หยิบยืมได้ยังไม่มี นึกว่าข้าจะสร้างปาฏิหาริย์ กลายเป็นเจ้าหญิงมาดึงท่านขึ้นไปได้อีกรึไงแม่มดดำเอ่ยราวกับล่วงรู้จิตใจหัดตื่นนอนเองได้แล้ว ท่านโตกว่าข้าตั้งเป็นร้อยเป็นพันปี ยังต้องให้ข้ามาทำตัวเป็นพี่เลี้ยงอีกหรือ

แต่ว่า...อาเมียร์เพิ่งตระหนักว่าตนเริ่มรู้สึกชามากกว่าเจ็บปวด หากไม่คำนึงหรือร้อนรนว่าตนเองกำลังถูกกัดกินอยู่

นั่นอย่างไร พวกนี้ไม่ใช่วิญญาณที่แท้จริงหรอกนะมาลิอาติงขณะที่ยังยืนเฉยอยู่ท่านไม่ถูกพวกมันกินเข้าไปหรอก...ถ้าไม่คิดว่าจะถูกกินเข้าไป พวกนี้เป็นแค่พันธนาการในใจของท่าน เป็นเพียงความฝัน ในฝันทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ ท่านจะสร้างดาบขึ้นมาตัดฟันทำลายพวกเขาลงเสียก็ได้ นั่นไม่รวดเร็วและได้ผลกว่าหรอกหรือ

แต่ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้!อาเมียร์ตอบทันควัน แม้ตนเองจะยิ่งถูกบีบรัดรุมล้อม

ทำไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร ปล่อยให้พวกมันกลืนกินท่านแทนงั้นหรือแม่มดดำย้อนถามอย่างระอาความมุ่งมั่นของท่านมันก็แค่นี้รึไง กะแค่กับดักที่ดูเหมือนคนที่ตายไปแล้วพวกนั้น ท่านก็ยังไม่กล้าทำลายมัน!

ไม่...เขาจะไม่เลือกเส้นทางแห่งการทำลายล้าง อาเมียร์บอกกับตนเองพลางรบรากับความคลื่นเหียนที่อยากขับดันให้ตัวเขาหลับตาและดับสติลง

นั่นอย่างไร ไม่ทำลายก็แทนที่สิ เพิ่งเรียนไปหมาดๆ แล้วยังลืมอีก ข้าสอนให้แล้วจำไม่ได้หรือไง

ชายหนุ่มพยักหน้า ครั้นแล้วก็พยายามนึกภาพหมู่คนเบื้องหน้าในยามมีความสุข...แม่เล็กวาร์ดาห์ที่วิ่งเล่นไร้ความทุกข์ร้อนราวกับเด็กเล็กๆ ...ฟาราที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงของเขา...แม่นม...ท่านธาอิสที่ยิ้มให้เขาอย่างใจดี...เหล่าพี่หญิงของอารามฮอว์ธอร์นที่ชวนเขาร่วมทำงานฝีมือด้วยและสอนเขาร้องเพลง

ทุกคนไม่อยากสิ้นชีวิต...ทุกคนไม่อยากถูกฆ่าฟันเป็นผักปลาอย่างที่เป็นไป

ต่อให้เป็นแค่ภาพมายาในใจ เขาก็ยังอยากเห็นทุกคนมีความสุข ไม่ใช่ทิ้งร่างลงโชกเลือดอีกครั้ง กลายเป็นเศษซากอันแหลกลาญยิ่งกว่าเดิม

แต่ก็ยังไม่เป็นผล

บางครั้งแค่นึกภาพมันก็ไม่พอหรอก ท่านต้องสัมผัส ต้องจับต้องมัน เผชิญกับความกลัวของตนเอง

เจ้าชายแห่งความมืดกลั้นใจเอื้อมมือออกไป

...และแตะที่ใบหน้าของซากศพที่ใกล้ที่สุดเพียงแผ่วเบา

สัมผัสนั้นเหนอะหนะ...เย็นลื่น ทว่าอาเมียร์พยายามนึกถึงเป้าหมายของเขา นึกถึงความอบอุ่นของชีวิต ตลอดจนความนุ่มนวลของผิวเนื้อ...กระทั่งนัยน์ตาเบิกค้างไร้ชีวิตค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป

มีแววระลึกรู้ จดจำ รอยเลือดและรอยแผลจางหาย ขณะที่สีเลือดกลับคืนสู่ใบหน้า

การคุกคามค่อยๆ ถดถอย

ชายหนุ่มทำเช่นเดียวกันกับร่างอื่นๆ ที่รุมล้อมเข้ามา เขาสัมผัสและโอบกอด นึกภาพของคนเหล่านั้นในสรวงสวรรค์เช่นที่ตนอยากให้เป็น ดุจเหล่าเทพยดาที่ปราศจากความทุกข์ร้อนใดอีกต่อไป

ใช่ ที่จริงพวกเขาเพียงต้องการความช่วยเหลือ ที่กรูเข้ามานั้นหาได้เพื่อทำร้ายให้เขาเจ็บปวด หรือกดลงสู่ห้วงแห่งความทุกข์ทนแต่ประการใด

ไม่รู้นานเท่าใด แต่สุดท้ายก็ไม่มีภูตพรายซากศพอีกต่อไปแล้ว...เพียงร่างในชุดขาวมากมายที่ยืนนิ่งอยู่ สว่างเรืองรองและประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ราวกับภาพวาดในอารามซึ่งอาเมียร์เคยเห็น

ข้าขอโทษเขาตัดสินใจเอ่ยกับผู้คนเหล่านั้นขอโทษที่ปกป้องพวกท่านไม่ได้ แต่ก็ขอบคุณ...ขอบคุณที่พวกท่านปกป้องข้าไว้ด้วยชีวิต ข้าจะไม่ทำให้สิ่งที่พวกท่านสละตนเองเข้าแลกต้องเสียเปล่าแน่นอน

ไร้คำตอบจากร่างเหล่านั้น อาเมียร์เองก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่าวิญญาณของพวกเขา...ผู้คนซึ่งตายไปก่อนนี้นับพันๆ ปีจะสามารถรับรู้ได้หรือไม่ หรือว่าเวลานี้ไปอยู่เสียที่ใด แต่ตัวเขาเองก็หวังและต้องการเชื่อมั่น

ว่าตนได้รับการให้อภัย ไม่สิ...สามารถให้อภัยตนเองที่อ่อนแอไร้พลังในเวลานั้นได้

เหล่าผู้วายชนม์ค้อมศีรษะช้าๆ เสมือนตอบรับ ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป เป็นละอองแสงงดงามราวกับฝูงหิ่งห้อย หรือปุยเกสรแดนดีไลออนที่กำลังทอประกายด้วยตนเอง จนสุดท้าย ก็เหลือเพียงชายหนุ่มกับหญิงสาวอยู่ในห้องที่มีรอยเลือดบนผนังตลอดจนนองท่วมบนพื้น

และถังไม้เพียงใบเดียวที่มุมห้อง...ซึ่งดูสั่นไหวเหมือนกับมีการขยับเขยื้อนอยู่ภายใน

อาเมียร์รู้ดีว่าในนั้นมีอะไร...ก่อนที่มาลิอาจะเปรยขึ้นเสียอีก

มันอยู่ในนั้น

ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเข้าไป...

ติดแต่หญิงสาวยกแขนขึ้นขวางหน้าเสียก่อน

ถ้าข้าบอกให้พัก คราวนี้จะเชื่อกันไหมมาลิอาเอ่ยเรียบๆ

อ...อือเขาจำใจรับ แต่ที่จริงก็ซึ้งกับตนว่ายิ่งกว่าควรรับฟังคำแนะนำของแม่มด

ดังนั้น รีบตื่นขึ้นโดยข้าไม่ต้องจุมพิตเถอะ เจ้าชายหญิงสาวเอ่ย พลางชะโงกใบหน้าเข้ามาใกล้เสียจนอาเมียร์เผลอก้าวถอยคืนนี้ต่างหาก...ศึกที่แท้จริง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น