The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 57 : 27 - มารในใจ "เป็นท่านต่างหาก ที่ถูกสะกดไว้ด้วย 'มารในใจ' ของท่านเอง"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ต.ค. 60

บทที่ ๒๗

มารในใจ

 

ท่านดูลัส อุตส่าห์มาเยี่ยมเยือนคนแก่เฒ่าอย่างข้าทั้งที ไยจึงไม่รีบเข้ามาเล่า

หลังจากส่งแขกผู้ชราเช่นกันออกไปจากห้อง พระเถระก็เอ่ยกับเงามืดที่หลังเสาในทางเดินด้วยเสียงเรียบเฉย ราวกับเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงการพูดคุยสามัญธรรมดา

เป็นดูลัสต่างหากที่พยายามระงับอาการใจสั่นของตน ด้วยไม่อยากแสดงพิรุธให้อีกฝ่ายล่วงรู้ ความลับดำมืดซึ่งหลุดลอดออกมาง่ายดาย...ราวกับใครบางคนจงใจหยิบยื่นให้

ข้าเองที่บอกว่าท่านเป็นผู้สั่งทรมานพวกเขา

ข้าคือชายชุดดำผู้นั้น และเราสองคนนี่เองที่เป็นผู้วางแผนการลอบปลงพระชนม์ และหลอกใช้พวกอัสลานทำการนั้น

หมายความว่าอย่างไร...ดูลัสตั้งคำถามกับตนเอง มาดายรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกแล้วหรือ

และหากรู้...ไยจึงบอกต่อเขา

แล้วท่านไม่อยากรู้หรือ ราชองครักษ์...ไม่สิ...พระคู่หมั้นดูลัสเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายดังใกล้เข้ามาบนพื้นหิน พร้อมกับเสียงเอ่ยราบเรื่อยในเมื่อท่านเป็นนักแสดงตัวสำคัญ ในมหรสพครั้งนี้แท้ๆ

เจ้า...ร่วมมือกับท่านพ่อมาแต่แรกแล้วงั้นหรือ!ชายหนุ่มขบฟันข่มความหวาดหวั่น มือเลื่อนหามีดสั้นที่เข็มขัด...แต่แล้วก็สบถในใจเมื่อพบเพียงความว่างเปล่าในที่ที่เคยเก็บมันไว้

เขาลืมไปว่าต้องฝากอาวุธทุกอย่างที่หน้าเขตอารามหลวงก่อนจะสามารถล่วงเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้

เขาทำทุกสิ่งเพื่อท่านนะพระเถระชราก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าเขา รอยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากดูราวกับนักบวชผู้มีเมตตา ทว่านัยน์ตาเยียบเย็น อาจไม่เกินไปหากจะบอกว่าหยามหยันและท่านเองก็ปรารถนาที่จะเป็นราชา เคียงคู่เจ้าหญิงที่รักของท่านมาตลอดไม่ใช่หรือ

แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีคดโกงอย่างนี้!

คดโกง?” มาดายหัวเราะเวลานี้ ท่านยังไม่ได้เรียนรู้อีกหรือว่าไม่มีความยุติธรรมอยู่ในสงครามและความรักมาแต่แรกแล้ว มีเพียงการได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เท่านั้นที่ขับดันนักแสดงทุกคนให้เต้นไปตามบทบาทของตน

แต่นี่ไม่ใช่ประโยชน์ที่ข้าต้องการดูลัสเข่นเสียงลอดไรฟันเจ้าหญิงต้องทรงได้รับความยุติธรรม เช่นเดียวกับฝ่าบาท พระราชินี และเจ้าชาย...และกบฏก็ต้องได้รับโทษ ประหารเจ็ดชั่วโคตรตามกฎมณเฑียรบาล!

แม้นั่นจะรวมถึงหัวของท่านด้วยหรือพระเถระชราถามดักได้ราวกับล่วงรู้จิตใจ

ชายหนุ่มยังคงพยายามจ้องตอบเขาอย่างแข็งกร้าวที่สุด...จนกระทั่งความเจ็บปวดระเบิดวาบในลำคอ

มันรุนแรงเสียจนดูลัสหลุดเสียงร้องออกมาได้แวบเดียวก็มีอันต้องทรุดลงคุกเข่า หนักเข้าก็ลงดิ้นทุรนทุรายกับพื้น สองมือกุมที่ลำคอซึ่งร้อนราวกับถูกแผดเผา และบีบเค้นให้หายใจไม่ออก ประหนึ่งบางสิ่งจะแตกกระจายออกจากภายใน

ความคิดเดียวที่แล่นพล่านอยู่ในใจคือ เขาไม่อยากตาย...ขอให้ความเจ็บปวดสิ้นสุดเสียที แต่มิใช่พร้อมกับชีวิตของตน

ขณะที่นึกว่าตนคงจะหมดลมหายใจเสียแล้วนั่นเอง...มาดายก็ดีดนิ้วเพียงเปาะเดียว ความเจ็บปวดบีบคั้นทั้งมวลพลันปลาสนาการไป

ทิ้งชายหนุ่มให้ได้แต่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น เหงื่อโซมกาย หอบปนไอโขลก ตระหนักได้ว่าตนไม่อาจต่อกรผู้มีเวทมนตร์ตรงหน้าได้เลย ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถสังหารเขาโดยไม่แม้แต่จะแตะด้วยปลายนิ้ว

นี่หรือ...วิธีสังหารของพวกมนตร์มืด

ใช่ การฆ่าท่านเสียตรงนี้ง่ายยิ่งกว่าตบยุงรำคาญสักตัวอีก พระคู่หมั้นดูลัสพระเถระเอ่ยต่อง่ายยิ่งขึ้นไปอีก...เพราะท่านยอมรับเครื่องรางของข้าไปพกติดตัวโดยไม่ลังเล มันอาจคุ้มกันท่านจากอาเมียร์หรือผู้มีมนตร์มืดคนอื่นได้ก็จริง แต่ก็เป็นสื่อให้ข้าดับลมหายใจของท่านได้ง่ายๆ เช่นกัน

“...บัด...ซบ...ชายหนุ่มพูดได้เท่านั้นเอง ก่อนอีกฝ่ายเหยียดยิ้มพึงใจ

เช่นที่ข้าบอก พระคู่หมั้นดูลัส ไม่มีความยุติธรรมในสงครามและความรัก แต่อยากรู้ไหม...สิ่งใดจะเกิดขึ้นหากเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดลมหายใจเสียตอนนี้หรือเร็วๆ นี้...ท่านจะให้เกียรติใครตายก่อนดีล่ะ

ครั้นคู่สนทนาไม่ตอบ ชายชราก็หัวเราะก่อนจะเอ่ยต่อไปเสียเอง

ข้าจะให้เกียรติท่านก็แล้วกัน หากท่านตายไปโดยที่ยังไม่ได้เป็นราชา บิดาของท่านจะไม่ปล่อยให้ธีร์ดีเรได้อยู่สงบสุขแน่ ในเมื่อเขาเสียลูกชายทั้งสามให้แก่อาณาจักรนี้ไปแล้ว อุลทูร์ในเวลานี้มีนักรบที่เข้มแข็ง ทั้งยังมีกำลังพลมาก เรื่องจะยึดอำนาจ ตั้งตนเป็นกษัตริย์เสียเองย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักหรอก...ในเมื่อมีข้าคอยช่วยอยู่เบื้องหลังเช่นเดิมด้วย

มาดายสบตากับชายหนุ่มที่พยายามยันตัวลุกขึ้น ดูลัสรู้สึกราวกับนัยน์ตาคู่นั้นแฝงนัยต่ำทรามน่าขยะแขยง แต่ขณะเดียวกันก็เรียบเฉยราวกับสิ่งที่ตนเอ่ยเป็นเรื่องธรรมดา

อ้า...การได้สิทธิ์อันชอบธรรมในการครองบัลลังก์อาจยากขึ้นเล็กน้อย แต่บิดาของท่านก็ยังไม่แก่ชราเกินไป น่าจะมีกำลังวังชาพอทำให้เจ้าหญิงมีโอรสผู้สืบสายเลือดนักรบแห่งอุลทูร์ ผสานกับสายพระโลหิตแห่งทายาทสุริยเทพ เป็นน้องชายผู้สูงส่งกว่าท่านได้นี่นะ

ใจของดูลัสกระตุกวูบ...สะอิดสะเอียนจนเกินสำรากคำด่าทอใดๆ ออกมา

ทว่าคำต่อไปของนักบวชชรา เป็นยิ่งกว่าน้ำมันราดเข้าใส่กองถ่านคุแดง ปลุกเปลวไฟให้ยิ่งคุโชน

“...ยิ่งมารดาใจง่ายของท่านเองก็ไม่ได้อยู่เป็นเสี้ยนหนาม เหมือนครั้งที่เขาต้องหย่าขาดจากภรรยาเก่า เพื่อให้ได้ลูกชายอันเป็นที่ปรารถนาอย่างท่านเสียด้วย

หุบรูโสโครกของเจ้าซะ! ไอ้จัญไร!

ชายหนุ่มเงื้อหมัดออกไปตรงหน้า ทว่าไม่ทัน น้ำหนักมหาศาลไร้ตัวตนบางอย่างกดตัวเขาคว่ำราบลงกับพื้นโดยที่มาดายไม่ได้ทำแม้แต่กระดิกนิ้วด้วยซ้ำ

โสโครกงั้นหรือมาดายกลับหัวเราะอย่างพึงใจถามตัวท่านเองเถอะ พระคู่หมั้นดูลัส สิ่งใดกันแน่ที่โสโครกกว่ากัน...ระหว่างปากซึ่งเปล่งได้เพียงเสียงของข้า หรือรอยมือที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของบิดาท่านเอง...บนพระศพของราชินีบริอาเนีย

ดูลัสพลันเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ขณะไม่อาจห้ามความทรงจำที่ผุดขึ้นมา...เมื่อเขาส่งเจ้าหญิงแอชลีนน์ไปยังที่ปลอดภัยแล้ว และรีบควบม้ากลับมาเพียงเพื่อพบพระศพของเจ้าเหนือหัวทั้งสาม ท่ามกลางศพของเหล่าองครักษ์และคนร้าย

...

...พระศพของเจ้าชายที่เขาพลิกขึ้น ก่อนจะเบือนหน้าไปกลั้นน้ำตาแทบไม่ทัน...ทว่านั่นเป็นศพที่มีสภาพดีที่สุดแล้ว ในบรรดาทั้งสามร่าง...

...พระศพโชกพระโลหิตขององค์เหนือหัวที่มีรอยแทงมากมายกับรอยกรีดยาวทั่วใบหน้า พวกมันทำลายกระทั่งพระเนตรทั้งสองของพระองค์ และใช้พร้าด้ามหนึ่งปักคาไว้ในพระโอษฐ์ที่อ้ากว้าง...

...พระศพของราชินี...ร่างขาวโพลนนั้นเด่นชัดที่สุดบนเส้นทางกลางป่า...ทอดอยู่ห่างจากรถม้าที่เปิดประตูกว้างโดยไม่มีใครอยู่ภายใน ทว่ากลับมีเพียงสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่สารพัดสิ่ง...

มีดสั้นที่องค์เหนือหัวทรงพกประจำพระองค์ซึ่งเปื้อนเลือดโชก...เสื้อเนื้อหยาบแบบเดียวกับที่เขาพอเห็นบนศพของพวกคนร้ายตัวหนึ่ง...เศษผ้าไหมกับผ้าลูกไม้กระจัดกระจาย...รอยเท้าเปื้อนดินและคราบเลือด...ทั้งที่แห้งติดเบาะเป็นวงกว้าง และวาดเป็นทางลงจากรถม้า...ต่อด้วยรอยลากเป็นทางยาวบนดินจนถึงพระวรกายขององค์ราชินี ซึ่งบัดนี้ทอดหงายและมีดินเปื้อนเปรอะ มีเพียงเศษผ้าแบบเดียวกับในรถม้าเหลือติดพระวรกายน้อยเกินกว่าจะเรียกได้ว่าปกคลุม

พระเนตรที่เคยมองเขาอย่างอ่อนโยนเผยอค้างเช่นเดียวกับพระโอษฐ์ที่มีรอยแตกตรงมุมด้านหนึ่ง บนพระพักตร์ซีดเผือดยังมีรอยบวม พระศอมีรอยกรีดยาวเลือดโชกและพระอุระมีรอยถูกแทง พระหัตถ์ทั้งสองแบอยู่บนพื้น มีลูกธนูแทงทะลุลงไปปักพื้นข้างละดอกประหนึ่งจะตรึงร่างไว้กับที่

...และมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่เปลือยร่างเช่นเดียวกับคนร้ายส่วนมาก...มันมิได้ทิ้งกายลงกองกับพื้น แต่นั่งก้มหน้านิ่งใต้ต้นไม้ริมทาง แม้นร่างจะไม่ไหวติงเหมือนสิ้นลมหายใจไปแล้ว...

มันยังกำด้ามพร้าที่เปื้อนเลือดไว้ในมือ และบนลำต้นไม้เหนือหัวก็มีตัวอักษรสลักไว้อย่างหยาบๆ

...เผ่าอัสลานได้ชำระแค้นแล้ว...

บัดซบ! ไอ้พวกบัดซบ!

ไอ้อัสลานระยำ!

ร่างนั้นเองที่พวกทหารซึ่งตามมาสมทบก่นด่า ลากไปเตะถีบทั้งที่หมดลมหายใจไปแล้ว ทั่วร่างของมันมีรอยดาบมากมาย...เป็นที่มาของเลือดที่อาบแดงฉานติดเศษดิน แต่สาเหตุการตายเห็นจะเป็นรอยกรีดยาวที่คอ ผิดกับศพของคนร้ายอื่นๆ ซึ่งน่าจะถูกคนอื่นฆ่าตายด้วยดาบ...แบบเดียวกับดาบของพวกราชองครักษ์

มันฆ่าตัวตายหรือ...นั่นอาจดูสมเหตุสมผล แต่ด้วยเหตุใด และเมื่อใด ก่อนหน้านั้นมันยังจู่เข้าไปในรถม้า...ถอดเสื้อของตนทิ้งไว้...เป็นการประกาศเจตนาหรือ...แล้วก็สังหารองค์ราชินี...ไม่ก็ทำให้พระนางบาดเจ็บ...แล้วมันก็ลากพระองค์ลงมาตรึงบนพื้น...จากนั้นก็...

มันทำคนเดียวหรือมีคนช่วย...หากมีคนช่วยแล้วทำไมสภาพศพอื่นๆ ถึงดูเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับขั้นตอนนี้เลย หากดูจากรอยดาบและเลือดชุ่มโชกบนเสื้อของมัน...เทียบกับพระศพของราชินีซึ่งแทบไม่มีรอยเลือดติดอยู่เลยตั้งแต่พระอุระลงมา ก็แสดงว่าต้องเป็นก่อนหน้าที่มันจะได้รับบาดแผลพวกนั้น แล้วรอยเลือดบนพระศพที่อยู่ต่ำกว่านั้นเล่า...

...ทุกสิ่งดูประหลาดจนเกินไป...

ประหลาดเสียจนเขาพยายามร้องขอให้มีการชันสูตรพระศพ ตลอดจนศพของทั้งองครักษ์และคนร้ายทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบที่เกิดเหตุให้ละเอียดถี่ถ้วน...แต่ก็นั่นเอง ดูลัสไม่อาจได้สิ่งเหล่านั้นสมประสงค์ เหล่าทหารเห็นว่าพระศพของทุกๆ พระองค์ถูกลบหลู่จนเกินไปแล้ว และขืนทิ้งศพอื่นๆ ไว้ข้ามคืน ก็มีแต่จะถูกสัตว์ร้ายลากไปกินเสียเท่านั้นเอง

กระทั่งท่านพ่อซึ่งเขาหวังจะให้เข้าใจก็ยังยืนกรานว่าทุกสิ่งบ่งชี้กระจ่างชัดเจนเกินสงสัย เผ่าอัสลานเป็นคนร้าย และพระศพของทุกพระองค์ควรจะได้พักผ่อนอย่างสงบ ไม่บังควรถูกรบกวนยิ่งไปกว่านี้

...

กระนั้นยังยากที่จะเชื่อ...ท่านพ่อน่ะหรือที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้นเสียเอง กระทำการหยาบช้าต่อเจ้าชีวิตของพวกเขาเช่นนั้น...

วางใจเถอะ พระคู่หมั้นดูลัสเสียงของมาดายดึงเขากลับขึ้นมาอีกครั้งบิดาของท่านไม่ใช่คนมักมาก คิดจะข่มเหงราชินีด้วยตัณหาต่ำทรามแต่ประการใด เขาเพียงคำนวณถ้วนถี่แล้วว่านี่คือหนทางที่ได้ผลที่สุด ไม่มีสิ่งใดจะปลุกเร้าความเคียดแค้นของคนในอาณาจักรได้ดีเท่ากับพระศพของราชินีที่ถูกย่ำยีอีกแล้ว...ไม่ว่าพระวรกายของพระนางจะถูกล่วงละเมิดจริงหรือไม่ และด้วยมือของใครก็ตาม

แต่ทำไม...ชายหนุ่มทำได้เพียงถามอยู่ในใจ...อาณาจักรนี้ทำสิ่งใดต่อท่านพ่อ การสูญเสียพี่ชายทั้งสองไปทำให้เขาเคืองแค้นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...

ก็มีทั้งความแค้น...และความกระหาย ที่หล่อเลี้ยงมารในใจ’ ” พระเถระชราย่อมรู้คำถามของเขาก็เช่นเดียวกับมารในใจของท่าน ท่านเองก็แค้นเคืองสิ่งที่เขาทำลงไป ทั้งต่อพระราชวงศ์ที่ท่านเคารพและมารดาของท่านเอง เช่นเดียวกับที่แค้นเคืองอาเมียร์และกระหายในพระวรกายของเจ้าหญิง ตลอดจนอำนาจที่การครอบครองร่างกายนั้นจะมอบให้แก่ท่านโดยชอบธรรมไม่ใช่หรือ

ดูลัสทิ้งร่างลงพังพาบแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ไร้เสียง เรี่ยวแรง ตลอดจนสติที่จะคัดค้านถ้อยคำของคู่สนทนา

และนั่นเอง...จึงนำมาสู่อีกทางเลือก สังหารข้าเสียบัดนี้ จะได้หมดผู้ล่วงรู้แผนการชั่วของบิดาท่านไปคนหนึ่ง จากนั้น ท่านก็สามารถทำเป็นไม่รู้เรื่องราวใด อยู่ในฐานะพระคู่หมั้น อภิเษกกับเจ้าหญิงแอชลีนน์ตามที่ท่านกับบิดาต้องการ...แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่ง่ายดายนัก ท่านเห็นแล้วไม่ใช่หรือมาดายหัวเราะอีกครั้งพละกำลังของมนุษย์ไม่อาจเอาชนะเวทมนตร์ได้ แต่อย่าห่วงเลย เพื่อเป้าหมายของข้า ข้าต้องทำให้ท่านได้เป็นราชาแห่งธีร์ดีเร ดังนั้นหากท่านกับบิดาไม่แว้งกัดข้าเสียก่อน เราก็ยังคงมีจุดประสงค์เดียวกัน และข้าจะปกป้องท่านจากอาเมียร์จนถึงที่สุด เป็นเช่นนี้ เราต่างก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ

ชายชราคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาและทอดมองชายหนุ่มประหนึ่งนายหุ่นมองหุ่นตัวโปรดของตน ก่อนจะลูบศีรษะของเขาราวกับเอ็นดู

ดังนั้น ขอให้ท่านเป็นเด็กดีของท่านพ่อกับข้าต่อไปเถอะนะ ว่าที่องค์ราชัน

มาดายเอ่ยเท่านั้นก็ยืดกายขึ้น กลับหลังหันเดินจากไป โดยไม่วายหันกลับมาเอ่ยอีกครา

อ้อ...ท่านมาเพื่อถามวิธีขจัดมนตร์สะกดของอาเมียร์ออกไปจากเจ้าหญิงใช่ไหมพระเถระชราเอ่ยเรียบเรื่อยข้าเองก็เกือบลืมไป

ดูลัสไม่ตอบ เขาเพียงนอนนิ่งไม่อาจกระดิกกระเดี้ยอยู่ตรงนั้นด้วยอำนาจมนตรา แม้นทุกถ้อยคำที่ได้ยินจะเป็นดั่งค้อนตอกย้ำลงกลางใจ ...ช้าๆ ...ช้าๆ

เจ้าหญิงไม่ได้ถูกครอบงำด้วยมนตร์สะกดใดๆ เลย ...แต่เป็นท่านต่างหาก ที่ถูกสะกดไว้ด้วยมารในใจของท่านเอง

มารในคราบนักบวชเปล่งเสียงหัวเราะ ซึ่งค่อยๆ แผ่วหายไปตามระยะห่างที่เพิ่มขึ้น

 

ท่านพร้อมแล้วใช่ไหม เด็กสาวร่างเล็กในชุดผ้าคลุมสีดำถามเพื่อนร่วมทาง ขณะจัดเสื้อผ้าซึ่งเธอใช้เวทมนตร์ประคองไว้ ไม่ให้ลูกกระพรวนตามกำไลข้อมือข้อเท้าส่งเสียงดังขึ้น...อย่างน้อยก็ในบ้านหลังนี้

ใช่ เป็นเสียงตอบจากชายหนุ่มอีกคนในชุดทะมัดทะแมงสีเดียวกันที่ข้างหลัง

ดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันได้ มาลิอาบอกเขาก่อนจะเดินนำไปยังประตูหลังบ้านด้วยฝีเท้าแผ่วเบา อาศัยสัมผัสของเวทมนตร์นำทางไปท่ามกลางเหล่าเครื่องเรือนในความมืด

ทั้งสองไปได้เพียงครึ่งทาง...ก่อนที่ประตูห้องนอนใหญ่จะเปิดผาง ตามด้วยแสงตะเกียงและเสียงเข้มงวดแม้จะยังเบาอยู่ จะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ มาลิอา!”

เด็กสาวตาบอดชะงักกึกอยู่กับที่ ราวกับถูกเสียงนั้นสะกดตรึงแทนเวทมนตร์

เป็นเพื่อนร่วมทางของเธอเสียเองที่อุทานขึ้น แม่...

เสียงนั้นทำให้สิมาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่าเดิม มาลิอา! นี่กระทั่งลูกชายข้า...เจ้ายังคิดจะ...

มะ...ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอกนะ!” แม่มดดำละล่ำละลักให้อาเมียร์ได้ยินเป็นครั้งแรก เขาขอให้ข้าพาออกไปต่างหาก!”

พาออกไปไหน หญิงสาวเลื่อนนัยน์ตาสีอำพันมาทางลูกชายคนโตบ้าง และชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนดวงตาของแม่เรืองวาวราวกับนางสิงห์ด้วยแสงตะเกียง ลูกคงไม่ได้คิดจะไปเถลไถลที่ไหนใช่ไหม

ปะ...เปล่าขอรับ แม่ อาเมียร์เริ่มสงสัยว่าทำไมตนต้องตะกุกตะกักด้วย ข้าแค่...เอ้อ มีธุระที่ต้องขอให้นางช่วยนิดหน่อย

ธุระอะไรในยามวิกาลแม่ของเขาตั้งคำถาม อย่าอ้างล่ะว่าบอกแม่ไม่ได้

จนได้สิ...ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเวรกรรม เป็นมาลิอาเองที่บอกให้เขาปิดเรื่องออกไป สะกดจิตแก้อาการกลัวเลือด เป็นความลับต่อทุกคน และอาเมียร์ก็ค่อนข้างจะไม่อยากให้ท่านอารู้เรื่องนี้ด้วย

แต่ในเมื่อแม่ถึงกับจุดตะเกียงออกมาอย่างนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าท่านอาซึ่งหูไวกว่ามากย่อมได้ยินก่อนแล้ว เรียกได้ว่าเหลือหนทางเดียวคือยอมรับออกไปตามตรง

มาลิอาจะช่วย...เอ้อ...แก้อาการกลัวเลือดให้ข้าด้วยการสะกดจิต แต่นางบอกว่าทำที่บ้านไม่ได้ ต้องไปในที่ที่มี...พลังวิญญาณมากๆ ...ข้าเห็นเวลานี้ค่ำแล้ว เลยไม่อยากให้ใครเป็นห่วง ข้าพูดจริง ท่านลูเธียนรอเราอยู่ที่จุดนัดพบตรงเชิงเขานี่เอง

แม่เงียบไปอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง ยิ่งไม่บอกต่างหาก ถึงจะยิ่งเป็นห่วง เสียงของท่านอ่อนลงบ้าง แต่ในเมื่อเป็นความจริง ก็ไปเถอะ แม่เชื่อว่าครั้งนี้ลูกไม่พูดปด เพียงแต่รีบกลับหน่อยก็ดี

...หมายความว่าแม่มองออกอย่างนั้นหรือ ว่าครั้งไหนเราพูดปด...อาเมียร์ชักหวั่นใจ กระนั้นก็ได้แต่รับคำ เพื่อให้ออกมาจากบ้านได้โดยเร็ว

 

เกือบไปแล้วเชียว มาลิอาเอ่ยขึ้นเมื่อพ้นชายคาบ้านของชายหนุ่ม ด้วยท่าทางโล่งอกจนน่าสงสัยพิกล

นี่ท่าน... อาเมียร์อดถามไม่ได้ ออกมาจากบ้านข้าตอนกลางคืนบ่อยๆ หรือ แม่ถึงได้ถามอย่างนั้น

โธ่! ข้าก็ต้องหาเวลาผ่อนคลายของตัวเองบ้างสิ เสียงเล็กๆ เริ่มกระเง้ากระงอด ให้อุดอู้อยู่แต่ในบ้านทั้งวันทั้งคืนกับฝูงเด็กแบบนั้น...ใครมันจะไปทนไหวเล่า!”

แล้ว...ท่านออกมาทำอะไรบ้างล่ะ

ก็ขี่ม้าเงาดำเข้าเมืองไปดื่มเหล้าบ้าง หาเพื่อนคุยเล่นบ้าง แม่ของท่านนี่ก็เหลือเกิน ตอนกลางวันก็กวดขันให้ข้าแต่งตัวให้เรียบร้อย ทำตัวเอี้ยมเฟี้ยมเป็นผ้าพับไว้ ไม่ทำอะไรเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อเด็กๆ ...ข้าสิจะตายเอา ต้องมานั่งเล่นนั่งเล่านิทานให้เด็กฟังมันสนุกเสียเมื่อไร อีกอย่าง เห็นอย่างนี้ข้าก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว จะจำกัดบริเวณนักทำไมก็ไม่รู้ รู้อย่างนี้ข้าไปเช่าห้องพักในเมืองคนเดียวเสียก็ดีหรอก แต่แม่ของท่านคงค้านสุดตัวจนได้

แต่...ท่านเป็นหอบหืดไม่ใช่หรือ ดื่มเหล้าไม่ดีต่อสุขภาพนักหรอกนะชายหนุ่มพยายามติง

ไม่ดื่มแล้วข้าจะไปเอาพลังเวทมาจากไหน เด็กสาวตาบอดหันมาค้อนเขา

เอ่อ...ดื่มเหล้านี่เพิ่งพลังเวทจริงๆ หรือ อาเมียร์ตั้งคำถาม

ก็ช่วยเพิ่ม เพราะมันทำให้สภาพจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ดื่มก็จะมีวิธีเพิ่มพลังเวทอีกวิธี คือดูดซับพลังวิญญาณจากคนอื่น ด้วยการ...อา...ก็รู้ๆ กันอยู่ละนะ มาลิอาเริ่มส่งยิ้มชวนขนลุกให้เขา จะให้เกียรติถ่ายพลังกับข้าสักหน่อยไหมล่ะ เจ้าชาย

ขอปฏิเสธ ชายหนุ่มตอบทันควัน และเด็กสาวก็หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะนำทางเขาต่อไป

มาลิอาบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าที่บนเขาของหมู่บ้านอาแดร์มีจุดที่พลังวิญญาณหรือพลังเวทมนตร์รวมตัวกันแน่นหนา บริเวณหินวางของสักการะซึ่งชาวบ้านวางเครื่องสังเวยในวันลูคนาซัธ จึงเหมาะที่จะเป็นจุดทำ พิธี ของพวกเขา

แม่มดดำอธิบายว่าวิธีการสะกดจิตนั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแต่เธอต้องเข้าไปคอยแนะนำและ รั้ง อาเมียร์ในจิตของตัวเขาเอง จึงต้องขอแรงพระมหาเถระลูเธียนมาเฝ้าระวังและใช้มนตร์แสงสว่างเข้าแทรกแซงในเวลาที่จำเป็น

ไม่ช้า ทั้งสองก็ไปถึงยังที่แห่งนั้น และพบชายหนุ่มผมทองผู้สะพายคทานั่งไขว่ห้างรออยู่ก่อนแล้ว

มาเสียที คืนปลายฤดูใบไม้ผลิที่นี่กำลังหนาวใช้ได้ เขายื่นไหดินเผาใบหนึ่งให้ทั้งสอง ดื่มเสียก่อนจะได้ตัวอุ่นขึ้น มีกำลังวังชาขึ้น งานหนักรออยู่

เอ่อ...นักบวชนี่เขาห้ามดื่มเหล้าไม่ใช่หรือ อาเมียร์ตั้งคำถาม

ถ้าไม่ดื่มให้พวกปากหอยปากปูเห็น แล้วไม่ไปเมาแประจนทำอะไรผิดบัญญัติเข้าก็ช่างมันเถอะ ลูเธียนตอบหน้าตาเฉย

ชายหนุ่มพอเข้าใจขึ้นรำไรว่า เหตุใดแม่มดดำกับนักบวชขาวจึงเข้ากันได้อย่างประหลาดนัก

มาลิอาส่งเสียงรับอย่างพอใจก่อนจะรับไหนั้นมายกดื่ม ราวกับคนเพิ่งหลงทางในทะเลทรายพบแหล่งน้ำ ครั้นแล้วจึงส่งให้อาเมียร์ ซึ่งดื่มของเหลวร้อนวาบลงไปพอเป็นพิธีเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย

เอาละ มาลิอาเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินโดยไม่เกรงกลัวว่าเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อน แล้วจึงผายมือบอกให้อาเมียร์นั่งลงตรงหน้า มาเริ่มกันเถอะ

 

การ เข้าไปภายในใจของตน ตามที่แม่มดดำบอก มีวิธีไม่ต่างจากการทำสมาธิเพื่อเตรียมใจให้สงบสำหรับนักรบเท่าใดนัก

กระนั้น อาเมียร์ก็รู้สึกได้ว่านี่ไม่เหมือนกับการทำสมาธิก่อนฝึกซ้อม จิตของเขาดิ่งลึกลงไปกว่าครั้งเหล่านั้นมาก ที่เคยรับรู้สภาพรอบกายเฉียบคมขึ้น พวกมันกลับเลือนหายไปราวกับกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ช้า ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกถึงมือของมาลิอาที่แตะไหล่ทั้งสองของเขา หรือแสงสว่างจากข่ายเวทมนตร์แสงที่ลูเธียนกางกั้นไว้รอบทั้งสาม จิตของเขาจดจ่ออยู่เพียงลมหายใจ รับรู้เส้นทางผ่านของมัน ตั้งแต่ปลายจมูก ลำคอ ต่อเนื่องลงไปถึงอก และหน้าท้อง

จนกระทั่งได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น มิใช่ด้วยประสาทหู แต่เป็นจิตใจ มองไปรอบๆ สิ

เสียงนั้นไม่คุ้นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นของคนรู้จัก

ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตนเองลืมตาขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าเปลือกตามีการขยับเขยื้อน ร่างกายนั้นเล่าก็เบาเหมือนกับไร้น้ำหนัก ต่างจากความรู้สึกหน่วงของปลอกข้อมือข้อเท้าเหล็ก ซึ่งเขาหามาใส่ไว้ตลอดเวลาหลังพ้นจากการจำตรวนในคุกเพื่อฝึกเพิ่มกำลังร่างกาย

รอบด้านไม่ใช่ความมืด แต่เป็นสถานที่ที่อาเมียร์จำกัดความไม่ถูก แวบหนึ่งดูเหมือนเนินสูงต่ำของทะเลทรายและกำแพงแตกกร่อนของป้อมปราการ แต่อีกแวบก็ดูเหมือนซากปรักหักพังของอาณาจักรของเสด็จพ่อ ใต้ท้องฟ้าอาบทอสีแดงฉาน ทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา

ที่บนพื้นมีเงารูปร่างคน...สีดำ ไม่ใช่ศพ แต่เป็นเงาสีดำราวกับตีตราลงไป หรือราวกับรอยเลือดที่แห้งกรังแปรสภาพ

นี่คือ... อาเมียร์เริ่มพูดอย่างไม่แน่ใจ

“‘ฐาน ในใจของท่าน เป็นคำตอบของหญิงสาวคนหนึ่ง...ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นข้างกายเขา

ชายหนุ่มมองเธออย่างประหลาดใจและสงสัย หญิงคนนั้นน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขา เธอมีผมสีดำยาวตรงปล่อยสยาย รับกับนัยน์ตาดำขลับเป็นประกาย ผิวขาวกระจ่างจนเหมือนจะเรืองแสงน้อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศสีแดงแสนประหลาด

อาเมียร์รู้สึกคุ้นหน้า แต่ก็แน่ใจว่าไม่เคยพบเธอเมื่อเร็วๆ นี้ ...อย่างน้อยก็หลังจากอพยพเข้าธีร์ดีเร ทว่าเครื่องแต่งกายอย่างนางรำซึ่งรัดกระชับกับทรวดทรงกลมกลึงก็ยังเตือนให้นึกไปถึงใครอีกคน

มาลิอา?

จะใครเสียอีกล่ะ ท่วงท่าการค้อนยังเหมือนร่างเนื้อที่ดูเด็กกว่าและมีผิวสีน้ำผึ้ง ลืมโฉมงามอย่างข้าไปได้อย่างไรกัน ท่านนี่

ก็...ข้าจำไม่ได้ว่าเคยเห็นท่านในร่างนี้มาก่อน เขาตอบเจื่อนๆ

ท่านเคยเห็นแล้ว แต่ตอนที่ร่างนี้เป็นของมิเรียม หญิงสาวบอกโดยไม่วายชายตามองอย่างหยอกเย้า ถ้าอยากดูให้นานๆ ก็มา ร่วมใจ กันบ่อยๆ แล้วกัน อยู่ในนี้ก็สบายดี เพราะข้ามองเห็นท่านชัดแจ๋วแหววเลยว่าหล่อกว่าที่คิดไว้เป็นกอง

อาเมียร์เสไปเกาศีรษะ แล้วรีบถามเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายชักชวนเขาไปทำอะไรนอกลู่นอกทางอีก

ว่าแต่ ฐานในใจ นี่คืออะไรหรือ

จุดเริ่มต้นของ ความฝัน ซึ่งจิตมนุษย์ส่งให้ร่างกายเห็นมาลิอาตอบแต่โดยดี

แต่จิตมนุษย์ของข้า... อาเมียร์ตั้งคำถาม

ไม่ใช่จิตที่มีสำนึกรู้ตัวในตอนนี้ ...จะว่าอย่างไรดี กระทั่งจิตใจของมนุษย์เพียงอย่างเดียวก็ยังแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ มากกว่าหนึ่ง ทั้งความปรารถนาที่ไร้ขีดจำกัด และจิตที่ควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ศีลธรรม ตลอดจนจิตที่มีสำนึกรู้ตัวซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง พยายามถ่วงดุลทั้งสองด้านเอาไว้ หญิงสาวในเครื่องนางรำอธิบายต่อไป ความฝัน เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลอย่างหนึ่ง ปรารถนาใดที่ไม่อาจสนองได้ในความเป็นจริงก็อาจจะได้รับการสนองในความฝัน และเช่นเดียวกัน...ความหวาดกลัวกดดันใดๆ ที่ไม่อาจระบายได้ในความเป็นจริง ก็จะปรากฏในความฝันเช่นกัน ...แต่เท่าที่ดู ฐานในใจของท่านไม่อยู่ในสภาพที่ดีเท่าไรเลย

ชายหนุ่มเองยังคิดเช่นนั้นขณะมองดูพื้นที่รกร้าง เหลือเพียงซากของทั้งสิ่งไร้ชีวิต และสิ่งที่เคยมีชีวิตรอบอาณาบริเวณ เขาเริ่มรู้สึกคลับคล้าย...เหมือนที่นี่คือที่ที่ฝันสีแดงของเขาเคยดำเนินอยู่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในหลากรูปแบบ

แล้วข้าจะแก้มันได้อย่างไร

แทนที่มัน

แทนที่?

นึกภาพสิ่งที่ดี สิ่งที่ท่านอยากเห็น แทนที่สถานที่แห่งนี้ ฟังดูเหมือนง่าย...แต่ที่ยากก็คือ ท่านต้องมีสติรู้ตัวว่า นี่คือความฝันมองทุกสิ่งเหล่านั้นให้ชัดเจน รับรู้สภาพของมันให้ถ่องแท้ จึงจะเปลี่ยนแปลงมันได้

ครั้นอาเมียร์ยังทำหน้างุนงงอยู่ มาลิอาผู้มีใบหน้าไม่คุ้นตาก็โคลงศีรษะก่อนจะเท้าสะเอวอย่างไม่สบอารมณ์

แหม...ท่านนี่ช่างไร้จินตนาการจริงๆ เดี๋ยวข้าทำให้ดูเป็นตัวอย่างก็ได้

เสื้อผ้าของหญิงสาวเริ่มพลิ้วไหว ครั้นแล้วก็เลือนรางลงกลายเป็นเส้นแสงสีขาว ทำให้อาเมียร์หน้าร้อนผ่าวและเบือนหน้าไปเกือบไม่ทัน

อะไรกัน จะเก็บสายตาของท่านไว้ดูเจ้าหญิงสุดที่รักคนเดียวเลยหรือ เจ้าหล่อนพูดเสียงแข็งขึ้น แต่ยังไม่อาจกลบความขบขันในนั้นได้หมด

ก็มันไม่เหมาะสมนี่ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกักได้เท่านั้น

เป็นเด็กดีจริงน้า...ถ้าเป็นพระเถระไร้อารมณ์นั่นคงมองข้าหน้าตายตลอดเวลา แถมพูดแค่ว่า แค่นี้เองหรือ เท่านั้นเองมาลิอาเลียนเสียงเรียบเฉยของอีกฝ่ายได้ไม่ผิดเพี้ยนก่อนจะหัวเราะน้อยๆ ข้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ท่านหันมาเถอะน่า

อาเมียร์จำใจทำตามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะพบว่าเวลานี้หญิงผมดำตรงหน้าสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวมีแขนยาวและคอตั้ง ทอลวดลายด้วยด้ายสีอ่อน เป็นสัญลักษณ์อันซับซ้อนตามแบบชุดนักบวชสตรีของซาเกรดา โซล

ข้าเปลี่ยนรายละเอียดของเครื่องแต่งกายตัวเองได้ และเสกสิ่งที่ต้องการขึ้นมาในนี้ได้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม มาลิอาบอกอย่างจริงจังตามเดิม ท่านก็เหมือนกัน ท่านจะเปลี่ยนชุด เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของตัวเองเป็นคนอื่น หรือกระทั่งเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ก็ยังได้ภายในโลกจิตใจของท่านนี้ ที่จริง การนึกภาพสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน ก็เป็นหลักของเวทมนตร์สร้าง ภาพมายา ด้วย

หญิงสาวสะบัดมือ สร้างเป็นภาพตนเองซึ่งยืนยิ้มอ่อนหวานอยู่ข้างๆ

ท่านทำอย่างนี้ได้

ครั้นแล้ว เธอก็ประคองสองมือเข้าด้วยกัน ปรากฏหัวพืชสีน้ำตาลคล้ายหัวหอมอย่างหนึ่งงอกขึ้นมา ตามด้วยก้านสีเขียว ใบเรียวยาว และช่อดอกสีขาวอมม่วงน้ำเงินซึ่งส่งกลิ่นหอมเย็น และดูประหนึ่งจะเรืองแสงเองอย่างประหลาด

จับดูสิ มาลิอาพยักพเยิด

อาเมียร์ทำตามอย่างไม่ใคร่แน่ใจนัก ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสความเรียบลื่นของใบไม้ได้ชัดเจน

จับดอกมันก็ได้นะ หญิงสาวเสนอ ขยี้ให้แหลกคามือเลยยังได้

ชายหนุ่มต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อดอกไม้แตกช้ำตามรอยบีบของตน กระทั่งรู้สึกชื้นที่ปลายนิ้วจากน้ำหล่อเลี้ยงภายในกลีบของมัน แต่ครั้นชักมือกลับ ก็รู้สึกได้ว่าความชื้นนั้นหายไปโดยเร็วเหมือนกับไม่เคยมีมาก่อน มิหนำซ้ำยังไม่มีกลิ่นดอกไม้ติดมือมาเลยด้วย

ให้มีถึงขั้นนั้นน่ะได้ แต่หลอกสัมผัสของคนอื่นให้มากด้านเท่าไร ก็ยิ่งใช้พลังเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวอยู่ ข้าเลยพอแค่นี้ก่อน มาลิอาให้เหตุผลที่เขาสงสัย อย่าว่าเลย ถ้าใช้มนตร์มายาเก่งมากๆ ก็หลอกคนอื่นให้กอดอากาศอยู่ได้เป็นชั่วโมงเชียวล่ะ ...มีคนทำได้ถึงระดับนั้นมาแล้ว แต่เป็นใครท่านไม่ต้องรู้หรอก

อา... อาเมียร์รับได้เท่านั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก

เพราะฉะนั้น จะลองจับภาพมายาของข้าดูก็ได้นะ หญิงสาวคลี่ยิ้มหยาดเยิ้มพลางผายมือมาทางหญิงที่ดูเหมือนกับตนไม่ผิดเพี้ยนซึ่งทำเพียงยืนนิ่ง กะพริบตาเป็นระยะๆ ขณะยังแย้มยิ้มตามเดิม ตามสบาย ข้าไม่หวงห้ามอะไร ฝึกไว้ จะได้รู้ว่าสัมผัสเนื้อของผู้หญิงอ่อนนุ่มน่าจับอย่างไรเวลาไปสร้างเอง

เอ่อ...เวลานี้เราควรจะแก้ปัญหาในใจข้าก่อนไม่ใช่หรือ ชายหนุ่มทำสีหน้าไม่ถูก เรียกให้แม่มดดำหัวเราะเสียยกใหญ่

จริงของท่าน เจ้าชาย ท่านต้องเปลี่ยนสิ่งเลวร้ายในใจตัวเองเป็นสิ่งที่ท่านต้องการ แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้ ท่านต้องเพ่งมองรายละเอียดที่ไม่ชวนมองพวกนั้นให้หมดมาลิอากลับเคร่งขรึมอีกครั้งนอกจากจะใช้จินตนาการสร้างสิ่งใหม่ขึ้น...ท่านสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเองได้ไหมล่ะ

คำตอบของอาเมียร์คือการผงกศีรษะ...แม้ตัวเขาเองจะยังกังขาในใจ

ก็ข้าตั้งใจไว้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าจะทำทุกสิ่งเพื่อช่วยแอชให้ได้

...แล้วจะมายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มได้อย่างไร

 

ในห้วงความฝัน เวลาดูราวกับยาวนานเป็นชั่วนิรันดร์ หรือมิเช่นนั้นก็ไม่มีความหมายใดๆ เลย

อาเมียร์ยังคงอยู่ในโลกสีแดงแสนประหลาดนั้น เขาพยายามสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากความว่างเปล่า เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่นเมล็ดพืช ดอกไม้ ปากกาขนนก หนังสือ (ซึ่งหากไม่ได้ตั้งใจนึกชื่อเล่มตลอดจนเนื้อในให้ถี่ถ้วน ก็จะได้เป็นหนังสือที่มีแต่หน้ากระดาษเปล่าๆ หรือข้อความจากหลายเล่มผสมปนเปกันหมด) ไปจนกระทั่งถึงมีดสั้นและดาบ

หากเขาตั้งใจ ก็ใช้ดาบตัดฟันสิ่งของต่างๆ ได้ แต่หากไม่ได้เพ่งจิตว่านี่คือดาบมีคม นั่นคือวัตถุที่จับต้องได้ สิ่งสมมติทั้งสองก็จะซ้อนทับกัน ประหนึ่งต่างฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่เลย

ทั้งง่าย...และยาก สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา บางครั้งก็ไม่ได้ดูเสมือนจริง ไร้รายละเอียดพร่าเลือน หรือชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่เพียงบางส่วน กระนั้นมาลิอาก็เตือนว่านี่แค่เพียงเริ่มต้น

ไม่จำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์แบบในตอนนี้หรอก ขอเพียงท่านนึกภาพอะไรก็ตาม แทนที่ของที่มีอยู่เดิมได้ก็พอแล้วแม่มดดำชี้นิ้วขึ้นสู่ฟ้าสีแดงแรกสุด เริ่มจากสิ่งที่มีรายละเอียดน้อยๆ ก่อน ถึงจะกินบริเวณกว้าง มันมักเป็นสิ่งที่ต่อให้เราไม่ใส่ใจจะจดจำในความเป็นจริง ก็ยังนึกออกได้ง่ายๆ

อาเมียร์แหงนมองตามสายตาของเธอ ยังห้วงเวิ้งว้างสีเลือดในที่ที่ควรเป็นท้องฟ้า แดงยิ่งกว่าแดดยามโพล้เพล้ ไร้เมฆหมอก ไร้ดวงอาทิตย์...ราวกับมีใครนำผืนผ้าย้อมเลือดสดๆ มาขึงกั้นไว้

เขายังรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ก็น้อยลงมากเมื่อเทียบกับครั้งดิ้นรนอยู่ในความฝัน ทั้งเพราะปราศจากกลิ่นคลื่นเหียนและเสียงกรีดร้อง เวลานี้อาเมียร์บอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นเพียงสิ่งที่ใจของเขาสร้างขึ้นมาเอง อาจเพื่อบรรเทา...เพื่อป้องกันตน ทว่าเวลานี้กลับกลายเป็นอุปสรรค เป็นโซ่ที่รัดพันเขา

ด้วยเหตุนี้เอง จึงต้องปลดพันธนาการ

ชายหนุ่มนึกถึงอีกภาพหนึ่ง...ภาพของท้องฟ้าสีฟ้าใส เจิดจ้ายิ่งกว่าฟ้าใดๆ ฟ้าที่เคยเห็นในวันเที่ยวชมอุทยานกับเสด็จแม่...ฟ้าที่เคยเห็นเหนือหมู่บ้านอาแดร์ในวันลูคนาซัธ...ฟ้าที่เคยชมกับแอชในหมู่บ้านดาวิมี ระบายปุยเมฆขาวหลากรูปร่าง

สีฟ้าค่อยๆ แผ่ขยาย แทนที่สีแดง เชื่องช้า...แต่ก็กระจายกว้างออกไปอย่างมั่นคง จนสุดท้ายก็กลืนกินพวกมันหมดสิ้น ราวกับป้ายแปรงทับบนผืนผ้าใบ

ต่อไปก็พื้นหญิงสาวแนะนำต่อเริ่มจากที่ใต้เท้าของท่าน แล้วก็ค่อยๆ ขยายออกไป

อาเมียร์ก้มลงมองพื้นบ้าง ผืนดินปนทรายแตกระแหงยังดูเจือสีแดงอย่างประหลาด แม้ปราศจากแสงตกกระทบจากท้องฟ้า เขานึกถึงผืนดินสีดำและหญ้าที่ปกคลุมมัน...หญ้าในอุทยานของเสด็จแม่ หญ้าซึ่งเด็กชายที่เขาเคยเป็นรักที่จะนั่งลงบนนั้นและสูดกลิ่นชื้นเขียวของพวกมัน...หญ้าที่เคยรองรับร่างเวลาฝึกซ้อม

ผืนพรมสีเขียวแผ่กระจายออกไป แต่ยังไม่อาจลบเลือนรอยเงาสีดำทั้งหลาย

ซากตะกอนของคน...นั่นยากอยู่มาลิอาเปรยขึ้นท่านแบกคนตายไว้ในใจตัวเองตั้งมากมายทีเดียวนะ

แบกไม่ได้ก็ต้องวางลงอาเมียร์บอกทั้งคู่สนทนา และตนเองไปพร้อมกันข้ารู้ว่าคงยาก แต่ถึงอย่างไร แบกไว้ก็ไม่มีประโยชน์ไม่ใช่หรือ

เขารวบรวมความกล้าและก้าวไปยังเงาบนพื้นแรกสุดที่ตนเห็น

เมื่อเข้าไปใกล้ มันก็ค่อยๆ กลับกลาย ที่เห็นเป็นเพียงเงาบนพื้นเริ่มมีรูปร่างรายละเอียดชัดเจนขึ้น...ร่างของชายฉกรรจ์ที่นอนหงาย มีลูกดอกปักคาอก ศพของโจรที่ตายเพราะคิดจะทำร้ายเขา

ใจของคนคนนี้ยังไม่อาจพ้นจากความชั่วร้ายที่เคยกระทำมาจนชินเป็นวิสัย...แต่นั่นเป็นเรื่องของวิญญาณของเขา อาเมียร์รับรู้ถึงน้ำหนักของการคร่าชีวิต แต่ก็บอกตนเองได้ ว่านี่คือสิ่งที่จบสิ้นไปแล้ว คัมภีร์อนธการสังหารโจรนี้เพื่อป้องกันตัวเขาเอง วิญญาณไปตามหนทาง ส่วนร่างกายย่อยสลาย เป็นอาหารให้แก่หนอนแมลงและพืชพรรณ

ดอกไม้...เขาเปลี่ยนร่างของโจรเป็นสิ่งนั้น ดอกแนร์คิแซสสีเหลืองทองที่ผลิบานเป็นกอใหญ่ เช่นที่เคยสร้างความงามรื่นรมย์ที่ดาวิมี จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังเงาร่างต่อไป...และต่อไป

โจรอื่นๆ ที่เขาเคยฆ่า...ราชมัลเฒ่า...เฟย์ลิม...เกล็น ทั้งคนที่เขาฆ่า คนที่ตายเพราะเขา และคนที่ตายไปโดยที่เขาไม่อาจช่วย อาเมียร์แปรภาพของคนเหล่านั้นเป็นต้นไม้และดอกไม้ เฉกเช่นที่เคยฟังเคยรู้ ร่างกายของมนุษย์เมื่อสิ้นชีพแล้วย่อมเสื่อมสลาย กลับคืนสู่ผืนดินที่หล่อเลี้ยงพืชพรรณให้เติบใหญ่ไม่ใช่หรือ

เจ้าชายแห่งความมืดมุ่งหน้าต่อไป เขาเปลี่ยนฝันสีแดงของตนให้กลายเป็นสีฟ้าเย็นตาและสีเขียวขจี ดังเช่นสวนของเสด็จแม่ สวนที่มีต้นฮอว์ธอร์นและไลแลคให้ร่มเงา สวนสวรรค์ซึ่งเขาหวังว่าเสด็จพ่อ เกล็น เฟย์ลิม และทุกๆ คนที่ตนรักใคร่ที่สิ้นชีวิตไปจะได้ไปถึงที่แห่งนั้น

สุดท้าย อาเมียร์ก็กวาดมองโดยรอบ ยังทุ่งสีเขียวสุดลูกหูลูกตา...ทว่ามิใช่ทุกทิศทาง

ที่ริมด้านหนึ่งของทุ่งปรากฏเป็นสีดำ...หลุมกว้างสีดำซึ่งส่งไอควันสีเดียวกัน พร่ามัวราวกับไอร้อนที่ก่อภาพลวงตาในทะเลทราย

ที่ตรงนั้น...ชายหนุ่มทัก

ปัญหามาลิอาตอบสั้นๆ ด้วยความรู้สึกที่เคร่งเครียดขึ้นจิตอีกด้านหนึ่งของท่านยังคงฝังตัวเองอยู่ที่นั่น

จิตอีกด้านหนึ่งของข้า? ไม่ใช่ว่าอยู่กับมาดายหรืออาเมียร์ถามอย่างสงสัย

ข้าคิดว่ามันแยกตนเองเป็นสองส่วน แทรกซึมกลับเข้ามาในใจของท่านในคืนที่ท่านตกจากเรือ ไม่ก็ตอนโดนถ่วงคุกกรงน้ำแม่มดบอกแต่ก็ยังไม่มีกำลังพอจะมายึดร่างของท่านจนถึงตอนนี้

แต่ข้าก็ต้องสู้กับมัน...ใช่ไหมเขาตั้งคำถาม

ใช่แม่มดดำรับแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเวลานี้หรอก คืนนี้พอก่อนเถอะ

ทำไมล่ะอาเมียร์ออกจะตกใจ

ตอนนี้ เราชิงพื้นที่คืนมาได้มากแล้ว ท่านเองเพิ่งใช้พลังขนาดนี้ ถึงอย่างไรก็ย่อมเหนื่อยอ่อนมากแล้วอยู่ดีหญิงสาวให้เหตุผล กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อน ทิ้งไว้คืนเดียว มันคงจะยังไม่ยึดพื้นที่ในใจท่านเพิ่มขึ้นได้อีกกี่มากน้อย...นอกเสียจากจู่ๆ ท่านจะจิตตกกะทันหันขึ้นมา

หมายความว่าอย่างไรอาเมียร์ไม่ใคร่เข้าใจ

สภาพจิตน่ะ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆ อย่าง เช่นในเวลานี้ท่านสามารถเปลี่ยนฐานในใจของตัวเองได้ค่อนข้างง่าย เพราะสภาพจิตของท่านสงบแน่วแน่ มีเป้าหมายให้พยายามทำเช่นนั้น แต่หากเป็นในฝันร้ายจริงๆ หรือในสภาวะจิตใจที่กำลังหดหู่ถดถอย มันก็อาจจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลับเป็นเหมือนเดิม หรือเลวร้ายกว่าเดิมได้เช่นกัน...เรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่าจะถึงวันตายนั่นละมาลิอาอธิบายอย่างละเอียดดังนั้นอย่าห่วงเลย เรายังมีเวลาอีกมาก

ถึงอย่างนั้น ข้าก็อยากรีบทำเวลาสักหน่อยอาเมียร์ค้าน

ยังเหลืออีกแค่สองคืนซึ่งเขาอยากเก็บไว้พักผ่อนให้เต็มที่ ก่อนการประลองที่ตนไม่อาจพ่ายแพ้ หากเวลานั้นยังคงกลัวเลือดอยู่ จะเอาชนะได้อย่างไร

มาถึงนี่แล้ว ข้าต้องทำได้สิเขาบอกตนเองเช่นนั้นก่อนจะก้าวเดินต่อไปโดยไม่รอคำค้านของเพื่อนร่วมทาง สู่หลุมสีดำซึ่งเห็นชัดเจนเบื้องหน้า ราวกับหุบเหวหรือบ่อของเหลวร้อนเดือดสีดำ

ยิ่งใกล้เข้าไป บรรยากาศก็ยิ่งหนาหนักกดดัน ราวกับเบื้องหน้าคือปากปล่องภูเขาไฟซึ่งจะปะทุขึ้นมาเมื่อใดก็ได้...

พื้นเบื้องล่างพลันอันตรธาน

อาเมียร์ก้าวลงไปสู่ความว่างเปล่าสีดำ ร่างดิ่งละลิ่วลงพร้อมกับใจที่ร่วงวูบ...ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีมือหนึ่งฉุดแขนของตนไว้

เป็นมาลิอานั่นเอง เธอดึงเขาขึ้นมาได้ง่ายๆ ราวกับทรงพลังเกินร่างเล็กบอบบางนัก...แต่ที่จริง คงเพราะเวลานี้ทั้งสองอยู่ในโลกของจิตใจมากกว่า

ระวังหน่อยหญิงสาวบอกข้าว่ามันคงจะวางหลุมพรางไว้ทั่วแน่ๆ

ขะ...ขอบคุณชายหนุ่มบอก

เรื่องนั้นน่ะไม่ต้องหรอก แต่เพราะอย่างนี้ ข้ายิ่งอยากยืนยันความคิดเดิมเธอเอ่ยพักเสียก่อน นักรบที่เหนื่อยล้า ความระวังตัวย่อมลดลงเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ

ข้ายังไม่เหนื่อยอาเมียร์ยังคงสั่นศีรษะและมุ่งหน้าต่อไปอย่างระแวดระวังขึ้น

แม้จะได้ยินเสียงถอนหายใจน้อยๆ จากคู่สนทนา

 

มีหลุมพรางอย่างที่ว่าไว้มากมายจริงๆ ...พื้นดินซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตาแต่ที่แท้คือปากหลุมมืด พบเจอหลายครั้งเข้า อาเมียร์ก็อดถามเพื่อนร่วมทางไม่ได้ว่าหากตกลงไปจะเป็นอย่างไร แล้วก็ได้รับคำตอบว่าจะดิ่งลงสู่ภาพที่จิตอีกด้านของเขาต้องการให้เห็นโดยไม่ทันตั้งตัว ทำลายจิตมนุษย์ของเขา เพื่อที่มันจะได้ครอบงำร่างกายแทนอย่างสมบูรณ์

ทำอย่างนั้นได้ด้วยหรืออาเมียร์อดถามไม่ได้

ได้สิ แต่ข้าไม่เคยทำหรอกมาลิอาตอบที่จริง แม่ของท่านก็เกือบถูกจิตอีกด้านของตนเองกลืนกินไปครั้งหนึ่งก่อนท่านเกิด แต่นางก็สู้จนรอดมาได้ มิหนำซ้ำนิสัยเสียของพวกเราจิตอีกด้านก็คือชอบการท้าทายและเห็นทุกสิ่งเป็นการละเล่นจนเกินไป เลยมักจะปล่อยสิ่งที่มองว่าเป็นเสี้ยนหนามเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ให้แผนการไม่จืดชืดจนเกินไปด้วย...ถึงอย่างนั้น ลองสร้างหลุมพรางพวกนี้ไว้ทั่ว ก็แสดงว่าจิตอีกด้านที่อยู่ในตัวท่านหวาดกลัวมากแล้ว ถึงได้พยายามที่จะกลืนกินท่านให้ได้อย่างจนตรอกเช่นนี้

ชายหนุ่มบอกตนเองทันทีว่าจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ จนเขาค่อยๆ เข้าไปใกล้หลุมนั้นเอง จึงเริ่มเห็นรายละเอียดที่แท้จริงของมันชัดเจนขึ้น

อาคารหลังหนึ่ง

อาคารซึ่งเขาเคยเข้าไปเพียงครั้งเดียวในชีวิต ทว่ากลับจดจำได้ดีเกินพอ ตรึงติดฝังแน่นในความทรงจำ

...เพราะที่นี่เอง คือจุดกำเนิดของฝันสีแดง

เหมือนจะได้กลิ่นคาวเลือดโชยมา...เช่นเดียวกับแว่วเสียงร้องโหยหวนแผ่วเบา

มันเริ่มแล้วแม่มดดำยิ่งเคร่งขรึมท่านไหวแน่หรือ

ไหวสิอาเมียร์บอกตนเองพลางย้ำซ้ำไปมาว่านี่เป็นเพียงความทรงจำ...เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว...ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างตึงเครียด

มาลิอาก้าวนำไปยังประตูของอาคารที่เห็นนั้น มือเล็กๆ ของเธอเอื้อมออกไป แต่ชายหนุ่มขัดขึ้นเสียก่อน

ให้ข้าเปิดเองเถอะ

เด็กสาวจึงก้าวเลี่ยงไปด้านข้าง ขณะที่เขาก้าวขึ้นไปยืนคู่กับเธอ มือยกขึ้นสัมผัสมือจับของประตูไม้...ซึ่งตนแทบจินตนาการได้ว่ามีรอยมือสีแดงมากมายประทับอยู่บนพื้นผิวอีกฟากหนึ่งของมัน

อาเมียร์ตั้งสมาธิ เขาพยายามนึกว่าที่อยู่เบื้องหลังมันและภายในอาคารหลังนี้ไม่ใช่สถานที่สังหารโหดแห่งนั้น ทว่าเป็นบ้านของเขา...บ้านที่อาแดร์ซึ่งแม้จะได้กลับไปเพียงนานๆ ครั้งและเพิ่งอาศัยอยู่ต่อเนื่องกันหลังจากได้รับการปล่อยตัวไม่นาน ก็ยังเป็นสถานที่ที่อบอุ่นและปลอดภัย

ที่ที่มีร่างสูงใหญ่ของท่านอา...รอยยิ้มของแม่...เสียงหัวเราะวิ่งเล่นของนาสิรากับฟาร์ฮานาห์...และเสียงอ้อแอ้ของอาซิซ

เขานึกให้ถ้วนถี่ แล้วจึงผลักประตูเข้าไป

...ไม่เป็นผล...

กลิ่นคาวยิ่งโชยแรงขึ้นจากกองร่างทับซ้อนมากมายในห้องสลัวนั้น เลือดที่เจิ่งพื้นจนเฉอะแฉะค่อยๆ ไหลนองออกมาสู่พื้นภายนอก สัมผัสปลายเท้าของชายหนุ่มซึ่งทีแรกชักถอยออกด้วยความหวาดหวั่น

กระนั้น เมื่อตั้งสติได้ อาเมียร์ก็ก้าวลุยพวกมันเข้าไปอีกเล็กน้อยโดยไม่สนใจเสียงและความลื่นเหนอะหนะที่ใต้เท้า ชายหนุ่มตั้งสติมองหมู่ร่างระเกะระกะซึ่งผสมปนเปจนไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นใคร เพ่งมองและใช้ความคิดต้านผัสสะที่อีกฝ่ายต้องการให้เขารับรู้

แม่เล็กวาร์ดาห์ ชายาอีกคนของเสด็จพ่อ...ฟารา นางกำนัลคนสนิทของเสด็จแม่... ท่านธาอิส หัวหน้าภิกษุณีของอารามฮอว์ธอร์น...

ชายหนุ่มไม่คิดว่าเขาเคยเห็นสภาพศพของทั้งสามเต็มตาจริงๆ ...เช่นเดียวกับเด็กและผู้หญิงอีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ที่นั่น กับเขาในตอนนั้น ทว่าเป็นจิตใจต่างหากที่เติมเต็มภาพกองศพนั้นด้วยจินตนาการอันบิดเบี้ยว

มันคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เขาสร้างขึ้นเอง และเปลี่ยนแปลงได้...

อย่างน้อย อาเมียร์ก็เชื่อเช่นนั้น...จนกระทั่งแขนซีดขาวตัดกับคราบเลือดท่อนหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของตน

เขาก้มลง เห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่ง ที่ตนเหมือนจะจำได้...แต่ก็จำไม่ได้ ใบหน้านั้นชุ่มเลือด นัยน์ตาถลน ปากอ้ากว้าง...ถูกฟันด้วยคมดาบจนฉีกถึงใบหู

และไม่ทันตั้งตัว เหล่าร่างที่มีรอยฟันแทงยับเยิน ตลอดจนแขนขาด หัวขาด หรือไม่สมประกอบอีกมากมายก็ค่อยๆ ลุกขึ้นกรูเข้ามาหาเขา ดุจซากศพที่ถูกสิงสู่ด้วยมารร้าย

...แม้จะมีอยู่เพียงในจิตใจ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น