The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 56 : 26 - สิ่งที่เริ่มต้น "เจ้ารู้ตัวใช่ไหม ว่าสิ่งที่เจ้าต้องการทำจะให้ผลอย่างไร"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ต.ค. 60

บทที่ ๒๖

สิ่งที่เริ่มต้น

 

เป็นอย่างไร อิสรภาพที่รอคอยมานานหอมหวานดีไหม” เจ้ามณฑลยาร์ลาธเอ่ยต่ออาเมียร์ซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อบ่ายของวันวาน และรับคำเชิญที่จะมาเป็นแขกดื่มน้ำชาของจวนในบ่ายวันต่อมา หลังจากที่ไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลานานหลายเดือน

มากขอรับ แต่ข้าคงต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย ตอนเป็นนักโทษนี่เหมือนกับได้นั่งกินนอนกินเสียจนเคยตัว ชายหนุ่มตอบพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆ

กลับมาทำงานให้ข้าสิ แล้วข้าจะใช้ให้คุ้มกับข้าวน้ำที่เลี้ยงเจ้าในตอนนั้นเอง ท่านเบเรคหัวเราะน้อยๆ เจ้าเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ว่าถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าง่ายๆ หรอก

ขอรับ อาเมียร์เสไปดื่มน้ำชา ขณะรอให้ผู้ใหญ่และเจ้าบ้านเริ่มธุระของตนเสียก่อน

เขาคิดว่าอีกฝ่ายยังคงต้องการให้ตนทำงานให้...กระนั้นยังเกือบสำลักกับคำพูดไร้พิธีรีตองต่อมา

ดังนั้น ยอมเป็นเขยของข้าเสียทีได้หรือยัง

ชายหนุ่มวางถ้วยชาลงและรีบเช็ดปากด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นทันที แต่ว่า...

อย่าอ้างเลยว่าเจ้าเคยเป็นคนต้องโทษหรือเป็นคนต่างชาติ ข้าช่วยฟอกเจ้าขึ้นมากับมือ และข้าก็ยินดีมีเขยเป็นคนต่างชาติที่มีทั้งความรู้ความสามารถกับคุณธรรมพร้อม มากกว่าลูกชายของรองเจ้ามณฑลการ์วอน ต่อให้ไม่เห็นแก่ข้า ก็เห็นแก่มณฑลยาร์ลาธกับฟิเดลมาบ้าง ชายวัยกลางคนเอ่ยจริงจัง เจ้าสนิทกับรูอาร์คขนาดนี้ เขาคงเผยไปนานแล้วว่าที่จริงเขาเป็นหลานของข้า เวลานี้ข้าเหลือลูกสาวอยู่คนเดียว ลูกชายที่จะฝากฝังมณฑลกับตระกูลก็ไม่มี ไม่เห็นเลยว่าจะมีใครเหมาะสมไปกว่าเจ้า ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะรังเกียจว่ารูอาร์คไม่ใช่เลือดเนื้อของข้าเอง หรือมีเลือดขุนนางแค่ครึ่งเดียว ตัวข้าเองก็ลูกพ่อค้า มีปู่เป็นคนฟอกหนัง ปัญหาคือใจเขาไม่ใฝ่ทางนี้เสียแล้ว บังคับให้มาทำก็ได้อาละวาดจนมณฑลข้าป่นปี้เท่านั้นเอง

...ข้าเข้าใจขอรับ อาเมียร์ตัดสินใจออกความเห็น แต่ข้าก็ยังคิดว่าข้าไม่เหมาะสมอยู่ดี ข้าไม่คิดว่าตนเองจะทำให้คุณหนูมีความสุขได้ และข้าก็ไม่คู่ควรจะปกครองมณฑลนี้หรอกขอรับ ถึงอย่างนั้น...ต่อให้ไม่ให้คุณหนูแต่งงานกับเลวอน ข้าก็คิดว่าขุนนางที่มีความสามารถและความเหมาะสมคู่ควรกับนางยังมีอยู่ขอรับ

เวลานี้ข้ายังมองไม่เห็นใครเลย เจ้ามณฑลยาร์ลาธถอนหายใจ เจ้าคงมองออก...เปลือกนอกธีร์ดีเรดูสงบมั่นคงก็จริง แต่ดุลอำนาจภายในปั่นป่วนเสียจนเดาทางไม่ถูก ยิ่งตระกูลขุนนางผูกขาดอำนาจฐานันดรกับตำแหน่งลงมาเป็นรุ่นๆ ...ลูกหลานเกิดมาไม่มีความสามารถพร้อม หรือมีใจคดโกงระรานประชาชนขึ้นมา ก็โกยกินจนคนธรรมดาทุกข์ร้อนวุ่นวายกันเท่านั้นเอง ไม่นับว่าสามมณฑลใหญ่เป็นคู่แข่งทางการเมืองที่ชิงดีขัดขากันเองอยู่แล้วด้วย

ชายหนุ่มฟังการวิเคราะห์สถานการณ์ของท่านเบเรคซึ่งตรงกับความรู้สึกของตนไม่มีผิด

ยิ่งเวลานี้ มณฑลชอร์ซากำลังเสื่อมอำนาจ หากดูลัสได้เป็นพระคู่หมั้น...และข้าก็เชื่อว่าเขามีแววชนะมากกว่าคาเฮียร์...อุลทูร์จะมีอิทธิพลและอำนาจเหนือราชสำนักมากขึ้น แล้วจะส่งผลกระทบมาทางยาร์ลาธด้วย ถึงเราจะไม่มีปัญหาบาดหมางกับทางนั้นมาก่อน แต่แฟคท์นานิยมการปกครองเด็ดขาดอย่างทหารมากกว่าทำการค้า เขาต้องการรักษาอำนาจของชนชั้นขุนนางและทหารมากกว่าเพิ่มฐานอำนาจให้พ่อค้า ก็อาจจะตั้งข้อจำกัดทางการค้าให้เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันอำนาจแทรกแซงจากอาณาจักรอื่นก็ได้ ท่านเบเรคนิ่งไปครู่หนึ่ง เจ้าก็รู้ อาเมียร์ ยาร์ลาธพึ่งพาการค้าขายเป็นหลัก เราทำการเกษตรไม่ได้มากเท่าชอร์ซา มิหนำซ้ำเวลานี้ชอร์ซาคงต้องการเป็นพันธมิตรกับอุลทูร์มากกว่าเรา ในเมื่อข้าไม่ยอมส่งตัวชาลัวห์ไปรับโทษที่ชอร์ซาตามที่คาลวาห์ต้องการด้วย

อาเมียร์พอรู้เรื่องนั้นมาบ้าง ทั้งยังเห็นได้ว่าท่าทางของชาลัวห์หลังจากที่บิดามาเยี่ยมในระหว่างการพิจารณาคดีกลับไม่ดูสดชื่นขึ้นหรือสงบลงอย่างคนที่มีที่พึ่งทางใจแล้วเลย

เขาคิดว่าข้าสารภาพเพราะถูกทรมาน ต่อให้ข้ายืนยันว่าข้าสำนึกผิดด้วยตัวเอง เขาก็บอกว่าจะช่วยข้า...จะหาทางให้ข้ากลับมาอยู่ชอร์ซา จะได้ไม่ลำบาก แล้วก็หาโอกาสลดโทษให้ได้เร็วๆ ...ข้ารู้ว่าเขารักข้าและเป็นห่วงข้ามาก แต่...ข้าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เขา...ทำร้ายคนอื่นเพื่อข้ามามากพอแล้ว

ชายหนุ่มเข้าใจความอาทรของพ่อแม่ดี และก็รู้ว่าหากเขาต้องโทษขึ้นมา ท่านเบเรคก็คงจะหาทางช่วยเหลือเต็มที่ กระทั่งท่านอาที่เกลียดการใช้เส้นสายยิ่งกว่าอะไรก็คงจะไปขอร้องให้เขาได้รับโทษในท้องที่ใกล้ๆ เพื่อที่ท่านกับแม่จะได้เดินทางมาเยี่ยมได้สะดวก...แต่ก็นั่นเอง ความรักลูกทำให้พ่อแม่ทำได้ยิ่งกว่าเกรงใจทั้งคนอื่นและตนเอง หรือยึดถือกฎเกณฑ์ความเหมาะสมใดๆ ไม่ใช่หรือ

อย่างไรก็ดี เมื่อชาลัวห์ได้รู้ว่าพ่อสามารถทำสิ่งใดเพื่อเขาได้บ้าง รวมถึงเรื่องของเกรเนียซึ่งชายหนุ่มเล่าให้อาเมียร์ฟังเมื่อไม่นานมานี้ เขาย่อมไม่สบายใจและกลัวว่าพ่อจะใช้วิธีคดโกงหรือทำเลวเพื่อช่วยเขาจนเกินไป

ทว่าอาเมียร์นึกได้เท่านั้นเอง คำพูดของเจ้ามณฑลยาร์ลาธก็ดึงความคิดของเขากลับมาอีกครั้ง

ดังนั้น ยาร์ลาธต้องมีเจ้ามณฑลคนต่อไปที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ด้านการค้ามากพอกับการศึกการปกครอง เจ้าได้เปรียบในเรื่องนี้เพราะไม่ใช่ชนชั้นขุนนางมาแต่เดิม ทั้งยังเคยอยู่ในอาณาจักรอื่น ร่วมเดินทางในขบวนสินค้า เห็นกลไกการค้าขายมาก็มาก

แต่ข้าเป็นลูกของนักรบรับจ้าง ไม่ใช่พ่อค้ามาแต่เดิมนี่ขอรับ

จะเป็นลูกของใครที่ไหนก็ไม่สำคัญมากไปกว่าเจ้ามองยาร์ลาธและธีร์ดีเรในมุมที่ต่างออกไปได้ ท่านเบเรคแย้ง และข้าต้องการคนเช่นเจ้ามาเป็นผู้สืบทอดของข้า

ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนใจ แต่ขณะเดียวกันก็พบช่องทางที่เขาจะรายงานเรื่องที่ตนรู้ต่อขุนนางผู้ใหญ่ได้อย่างสะดวกขึ้น

ท่านเบเรคอยากให้ธีร์ดีเรพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น...ใช่ไหมขอรับ

“...เจ้าถามอะไรประหลาดนะ” ชายวัยกลางคนเลิกคิ้ว

ข้าคิดว่าท่านคงทราบแล้ว ว่าปัจจัยสำคัญของการนั้นคือ เจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องทรงเป็นราชินีที่มีพระปรีชาสามารถด้วยพระองค์เอง และทรงมีสิทธิ์ในการปกครองอย่างชอบธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงเบี้ย หรือเครื่องมือแสวงหาอำนาจของราชา” อาเมียร์เสี่ยงพูด “ที่ข้าถวายการสอนให้พระองค์ และทูลให้พระองค์หนีจากวังมาด้วยกันก็เพื่อเข้าพบท่าน ให้ท่านช่วยเหลือในการนั้น

ข้าก็นึกอยู่” ท่านเบเรคมีสีหน้าเครียดขรึมขึ้นทันที “แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้ามณฑลอย่างข้าจะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงได้ ถึงอย่างไร ราชินีก็จำต้องอภิเษกกับราชา และไม่ดูลัสก็คาเฮียร์ย่อมได้ตำแหน่งนั้นมาอย่างชอบธรรมอยู่ดี

เรื่องนี้ไม่มีความชอบธรรมมาแต่แรกแล้วขอรับ” ชายหนุ่มแย้ง “แต่เป็นสิ่งที่ขุนนางคนหนึ่งในธีร์ดีเรสร้างขึ้นมา เพื่อให้ทายาทของตนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เพื่อการนั้น...เขาถึงได้วางแผนกับชายสวมผ้าคลุมสีดำที่มีเวทมนตร์ หลอกใช้ชาวอัสลานที่รอดชีวิตให้ปลงพระชนม์องค์กษัตริย์เพื่อล้างแค้น ฉวยโอกาสปลงพระชนม์พระราชินีกับเจ้าชายรัชทายาทไปพร้อมกัน และต่อมาก็หลอกใช้ชาลัวห์สังหารท่านเฟย์ลิม

แววตาของชายวัยกลางคนหลุดความประหลาดใจออกมาวูบหนึ่ง “อาเมียร์ เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้

ข้าไม่ได้คิด แต่ข้าทราบขอรับ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะ “ขออภัยที่ปิดบังท่าน เวทมนตร์ที่ข้า ‘เคย’ มีในตัว ทำให้ข้าเห็นความทรงจำของคนที่ข้าสัมผัสตัวได้เป็นบางครั้ง และข้าก็เห็นเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์...จากคนอัสลานที่รอดชีวิตในเหตุการณ์นั้นขอรับ

อาเมียร์เล่าต่อไปถึงคณะเดินทางที่ตนพบ ทั้งนักรบรับจ้างโทมา หมอหญิงซานา กับพรานป่าเกลหรือเนอร์กุยผู้เป็นใบ้ เช่นเดียวกับหนทางแก้ไขในความคิดของเขา

ข้าเชื่อว่าหากจะช่วยเจ้าหญิง ก็ต้องพิสูจน์ความจริงที่ว่าแฟคท์นาเป็นผู้บงการให้ได้ และยิ่งควรเชิญเสด็จเจ้าหญิงมาในที่ที่ปลอดภัยจากอำนาจของพวกเขาด้วย

อาเมียร์” ท่านเบเรคเรียกเสียงหนักทันที ชายทั้งสองต่างไร้ความสนใจในชาและของว่างที่เย็นชืดบนโต๊ะตรงหน้า “รู้ตัวไหมว่าเจ้าพูดอะไรออกไป

ข้าทราบดีขอรับ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะอีกครั้ง “ข้าไม่ต้องการกล่าวหาใครโดยไร้มูล แต่โดยตัวข้าเองก็ไร้หลักฐานยืนยันใดๆ นอกจากปากคำของตัวเองและคำพาดพิงถึงพรานใบ้คนนั้น ควรมิควรแล้วแต่ท่านเบเรคจะพิจารณา ว่าเชื่อถือคำพูดของข้าได้ไหม

ผู้ฟังนิ่งเงียบครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง “หากไม่ได้รู้จักเจ้ามาก่อน ข้าคงไม่เชื่อ ที่ข้าเกรงยิ่งกว่าคือนั่นเป็นสิ่งที่ปีศาจร้ายลวงหลอกให้เจ้าเห็นต่างหาก” เจ้ามณฑลตอบ “แต่ส่วนตัว...ข้าเชื่อว่าเป็นไปได้ พูดไปอาจไม่ดีต่อท่านแฟคท์นา...แต่ข้าเห็นว่าเขามีแรงจูงใจ และความโหดเหี้ยมพอที่จะทำเช่นนั้นได้จริง สมัยที่พระราชาออนรี พระอัยกาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ กับเจ้าชายเอย์วาร์ด พระอนุชาของพระองค์รบชิงบัลลังก์กัน แฟคท์นาเป็นมือขวาของราชาออนรี ส่งเสริมพระองค์จนชนะสงคราม ทั้งยังมีส่วนร่วมในการจับกุมพระราชวงศ์กับขุนนางฝ่ายพระอนุชาไปกักขังในคุกกรงน้ำจนสิ้นชีวิตกันไปหมดด้วย

แต่เมื่อเปลี่ยนราชบัลลังก์มาเป็นพระเจ้าอาร์กาด พระราชบิดาของเจ้าหญิง พระองค์ก็ทรงเป็นกษัตริย์ที่ไม่เข้มแข็งนัก จำต้องให้ตระกูลของพระราชินีบริอาเนียที่เป็นขุนนางเก่าแก่ในมณฑลหลวงช่วยค้ำจุน ได้ยินว่าแฟคท์นาไม่ใคร่ถูกกับตระกูลของพระนาง ทั้งเขายังสูญเสียลูกชายสองคนก่อนหน้าดูลัสไปในการรุกรานทางเรือของคนเถื่อนทางเหนือเพราะทัพเสริมของมณฑลหลวงเดินทางไปถึงช้าเกินไป...ไม่นับเรื่องการปักปันเขตแดนหลังตีเผ่าอัสลาน ซึ่งพระเจ้าอาร์กาดพระราชทานที่ดินใหม่ให้เป็นสิทธิ์ของมณฑลชอร์ซาทั้งหมด ทำให้ดุลอำนาจระหว่างสามมณฑลเสียไป เรียกได้ว่ามีหลายปัจจัยที่เขาคิดจะทำการใหญ่ หากแต่ไม่มีใครกล้าคิดว่าเขาจะทำ เพราะเขาจงรักภักดีต่อพระราชบิดาของพระเจ้าอาร์กาด และพระราชวงศ์เสียจนไม่มีใครนึกระแวง

อาเมียร์นึกชมความสามารถในการวิเคราะห์คนของท่านเบเรคครามครัน ทว่าไม่ช้าก็ต้องตั้งรับคำถามถัดมาซึ่งเครียดขรึมยิ่งกว่า “ถึงอย่างนั้น เจ้ารู้ตัวใช่ไหม ว่าสิ่งที่เจ้าต้องการทำจะให้ผลอย่างไร

ข้าทราบดีขอรับ” ชายหนุ่มรับ “หากแฟคท์นายังไม่ยอมปล่อยวางแผนการครองบัลลังก์ผ่านดูลัส ธีร์ดีเรย่อมแบ่งเป็นสองฝ่าย สงครามกลางเมืองจะไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าฝ่ายที่เปิดโปงแผนการของเขาและสนับสนุนเจ้าหญิง หรือฝ่ายของตัวเขาเองจะพ่ายแพ้ ถึงอย่างนั้น...นอกจากท่านเบเรค...ข้าก็มองไม่เห็นจริงๆ ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจพอที่จะช่วยเหลือเจ้าหญิงและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้สูญเสียทั้งหมดได้ ข้ามีอยู่เพียงชีวิตเดียว เป็นคนตัวคนเดียว ด้อยค่าเกินกว่าจะบอกได้ว่าข้าคนเดียวสามารถรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ทั้งเพื่อธีร์ดีเร เพื่อเจ้าหญิง และเพื่อท่านเฟย์ลิม ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอยู่นั่นเอง

แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป” เจ้ามณฑลยาร์ลาธตั้งคำถาม

ข้าจะขอให้พ่อพาแม่กับน้องๆ ไปหลบภัยเสียที่อาณาจักรอื่น ส่วนตัวข้าเองจะอยู่ที่นี่ ช่วยทำทุกอย่างที่ข้าทำได้” อาเมียร์ตอบอย่างแน่วแน่ “ส่วนท่าน...เวลานี้ข้าคงต้องขอร้อง หากท่านเห็นด้วยกับการเอาโทษแฟคท์นาและเปลี่ยนแปลงธีร์ดีเร ก็ได้โปรดส่งสายไปตามหาเกลที่เป็นพยานในเหตุการณ์นั้น ในเมื่อด่านของชอร์ซาเปิดตามปรกติแล้ว ข้าคิดว่าเขาอาจจะกลับไปที่หมู่บ้านเคทลินในชอร์ซาพร้อมกับท่านหมอซานา อีกด้านเราก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเสบียงและกำลังพล หากจะเกิดสงครามขึ้นจริงๆ

แล้วการช่วยเจ้าหญิงออกมาจากพระราชวังล่ะ

เรื่องนั้น ข้าจะเป็นคนทำเองขอรับ” ชายหนุ่มรับคำ “งานเสี่ยงเช่นนั้น จะให้ใครรู้ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ หากข้าพลาดพลั้ง ก็จะฆ่าตัวตายเสียก่อนถูกจับกุม ไม่เปิดโอกาสให้สาวมาถึงท่านได้โดยเด็ดขาด

ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่านั้น และนั่นเป็นเรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรก็ต้องหารือกันให้รัดกุม” ท่านเบเรคติง “เจ้าเองก็อย่าเพิ่งเร่งร้อน เรายังมีเวลาจนถึงวันอภิเษก ทุกสิ่งต้องเรียบร้อยก่อนเวลานั้น

 

ทุกสิ่งจะเรียบร้อยดี...

แอชลีนน์บอกตนเองเช่นนั้นขณะเดินมายังบัลลังก์ที่ประทับในพลับพลาของสนามประลองฝั่งตะวันออก และนั่งลงหลังจากขุนนางทั้งมวลถวายบังคมเรียบร้อย

วันนี้คล้ายคลึงกับวันนั้น...วันประลองของสี่ผู้เข้ารอบสุดท้าย แต่ก็ยังต่างกันออกไป ริมสนามไม่มีริ้วธงประดับรื่นเริงใดๆ นอกจากธงประจำราชวงศ์อลาชตาร์ อีกทั้งไม่มีผู้ชมมากมายเนืองแน่นบนอัฒจันทร์ และไม่มีเสียงโห่ร้องให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันคนใดเลย

มีเพียงความเงียบหลังเสียงประกาศ เงียบเสียจนได้ยินเสียงเดินของเท้าในเกราะเหล็กของผู้เข้าประลองทั้งสอง

...และก็อาจจะได้ยินกระทั่งเสียงเข็มตกพื้น หลังจากกรรมการยกมือเป็นสัญญาณให้เริ่มการต่อสู้

หญิงสาวมองการต่อสู้เบื้องหน้า จับจ้องอย่างพินิจพิเคราะห์ขณะที่ดูลัสกับคาเฮียร์ก้าววนหยั่งเชิง ไม่มีใครคิดจะเปิดฉากชิงโจมตีในทีแรก

แล้วจึงเป็นดูลัสที่ทะยานออกไปก่อน

ดาบของเขารวดเร็ว ล่อหลอก ดึงคาเฮียร์ให้ปัดป้องอีกทาง ก่อนจะพลิกวนไปโจมตีอีกทาง ฟาดดาบหลอก...เปลี่ยนที่หมายการโจมตีกลางคัน หลายต่อหลายครั้ง

ใช่ว่าคาเฮียร์ไม่เก่ง แอชลีนน์รู้ว่าพื้นฐานของลูกชายแม่ทัพคาฮาลนั้นหนักแน่นสมกับที่มีบิดาเป็นทหาร ทว่าเป็นดูลัสต่างหากที่ทุ่มเทเต็มที่ ประหนึ่งว่านี่เป็นการต่อสู้ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

กระนั้น ชายหนุ่มก็ทุ่มตนเสียจนเรียกได้ว่าบ้าคลั่ง กระทั่งเปิดช่องว่างที่ไม่ควรมี

คาเฮียร์มองเห็นช่องนั้น ดาบของเขาพุ่งออกไปหมายเล็งลำคอของอีกฝ่าย...

ทว่าช้าไป

ปลายดาบของดูลัสแตะเข้าที่ชายโครงใต้รอยต่อของเกราะเขาก่อน จ่อนิ่งไว้เช่นนั้นขณะที่คมดาบของคาเฮียร์ค้างอยู่ก่อนถึงลำคอขององครักษ์หนุ่มราวหนึ่งฝ่ามือ

เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่จากเหล่าขุนนางบนอัฒจันทร์

กรรมการยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะประกาศชื่อของผู้ชนะ

ดูลัสยังคงหอบหนัก แต่ไม่ช้าลมหายใจก็ค่อยสงบลง เขาก้าวมาคุกเข่าถวายบังคมต่อหน้าเธอ ขณะที่แอชลีนน์ลุกขึ้นยืน ก่อนจะสวมมงกุฎใบลอว์ราสอันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะให้แก่เขา...เช่นเดียวกับที่เคยทำให้เฟย์ลิม

พิธีหมั้นจะมีขึ้นในค่ำนี้ ถึงแม้จะไม่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่มีการเต้นรำใดๆ เพื่อไว้อาลัยแก่พระคู่หมั้นคนแรกที่ถึงแก่กรรมไป การเฉลิมฉลองรื่นเริงและงานสมโภชทั้งมวลจะจัดพร้อมกับงานอภิเษกสมรส ตลอดจนพระราชพิธีราชาภิเษก

แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว แอชลีนน์ยังคงไม่อยู่ในอารมณ์รื่นเริงใดๆ เธอเพียงแต่ทำตามหน้าที่ของตนเพื่อให้ทุกสิ่งผ่านไปโดยเรียบร้อยดีเท่านั้นเอง

 

เจ้าคิดดีแล้วหรือ” ซิอ์บุลถามเสียงเครียดเมื่อได้ฟังคำขอร้องของลูกชายในเวลาค่ำหลังอาหารเย็น ในวันที่มีข่าวมาจากเมืองหลวงว่าบัดนี้ได้ตัวพระคู่หมั้นคนใหม่เรียบร้อย

อาเมียร์พยักหน้า “ข้าต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองอีกคนหนึ่งทำลงไป แต่ยิ่งไปกว่านั้น...ข้าอยากช่วยเหลือเจ้าหญิงแอชลีนน์ และอาณาจักรแห่งนี้” ชายหนุ่มเอ่ยเรียบเฉย “ข้ารู้ว่าคงทำให้พวกท่านลำบากและเป็นห่วงข้ามากขึ้นไปด้วย แต่ข้าอยากให้พวกท่านปลอดภัย ดังนั้นก็พาแม่กับน้องๆ ไปยังอาณาจักรอื่นก่อนเถอะ หากเรื่องทางนี้เรียบร้อยดี ข้าจะตามไปหลังจากนั้น

อดีตนักรบทอดสายตามองคนตรงหน้า อาเมียร์ยังคงพูดกับเขาน้อยคำและเอ่ยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นต้องเอ่ย สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล เรื่องที่ต้องกระทำ กระนั้นชายวัยกลางคนก็สัมผัสได้ว่านัยน์ตาของชายหนุ่มซึ่งเพิ่งล่วงวัยสิบแปดได้เพียงไม่กี่เดือนดูสุขุมยิ่งกว่านั้น สายตาของเขาแน่วนิ่งและพุ่งตรงไปยังสิ่งที่ต้องการอย่างหมายมั่น

หาได้รุ่มร้อน แค้นเคือง ไร้ความสงบ ต้องการพิสูจน์ตนเองอย่างเด็กร้อนวิชาในวันนั้นแม้แต่น้อย

ที่ไม่พูดจาไม่ใช่ต้องการหลบหน้า หรือสับสนว่าควรปฏิบัติต่อซิอ์บุลอย่างไร แต่เพราะรู้แน่แล้วว่าหากเลือกเส้นทางนี้ก็ย่อมต้องแยกจากกัน ทั้งยังตั้งใจจะไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือจาก ‘ท่านอา’ มากไปกว่านี้

แล้วถ้าข้าห้ามไม่ให้ทำล่ะ” อดีตนักรบตั้งคำถาม

ข้าก็ยังต้องทำให้ได้อยู่ดี” อาเมียร์ให้คำตอบ “ต่อให้ท่านพยายามรั้งตัวไว้อย่างไร ข้าก็บอกเรื่องนี้ต่อท่านเบเรคแล้ว และข้าจะลอบเข้าไปพาเจ้าหญิงออกมา หลังจากนั้นก็คงต้องอยู่ช่วยทางนี้ต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด ฟันเฟืองของเรื่องนี้ใหญ่โตเกินกว่าที่ท่านจะห้ามข้าได้แล้ว

ซิอ์บุลยังคงนั่งเฉยอยู่ นิ่งงัน เนิ่นนาน

ข้าจะเลือกธีร์ดีเร แต่ท่านย่อมต้องดูแลแม่กับน้องๆ ...พวกแกยังเล็กอยู่ ไม่ควรต้องพบเห็นสงครามฆ่าฟัน ไม่ควรแบกรับบาดแผลอย่างข้า ดังนั้น ก็ไปทำหน้าที่ต่อพวกเขาเถอะ ให้ความรักแก่แม่กับพวกเขา คุ้มครองดูแลพวกเขา...แทนส่วนของข้าด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยต่อไป “และ...หากเรายังมีชะตาต่อกัน เมื่อนั้นข้าจะกลับไปหาพวกท่าน จะอยู่ในโอวาท ดูแลพวกท่านจนแก่เฒ่า ไม่เรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว

อีกสามวัน” อดีตนักรบกลับพูดอีกอย่าง

“...หือ?”

อีกสามวัน ข้าขอประลองกับเจ้า” เขาสบตากับผู้ที่อาจเป็นบุตรชายอย่างแข็งกร้าว “หากต้องการให้ข้าปล่อยเจ้าไป ก็จงแสดงความมุ่งมั่นของเจ้าให้ข้าเห็น เราจะใช้ดาบจริง และสู้กันเหมือนอยู่ในสนามรบ...เพราะหลังจากนี้ เจ้าจะต้องพบกับสนามรบที่ดุเดือดยิ่งกว่านั้นอีกมากมายนัก

อาเมียร์ไม่หลบสายตา ทว่ากล่าวตอบหนักแน่นที่สุด “ข้ารับคำท้าขอรับ

 

เจ้าเลยอยากหาวิธีแก้อาการกลัวเลือดอย่างเร่งรัดงั้นหรือ” รูอาร์คเปรยเมื่ออาเมียร์พบเขาที่ลานฝึกซ้อมของจวนในวันต่อมา “สามวันนี่ตึงมือเอาเรื่องอยู่นะ

ข้ารู้ แต่หากแก้ไม่ได้ภายในสามวัน ก็ต้องแก้ให้ได้ก่อนเกิดการสู้รบจริงๆ อยู่ดี” ชายหนุ่มผมดำเปรยพลางควงดาบช้าๆ เพื่ออุ่นเครื่องก่อนฝึกซ้อมจริง “ไม่อย่างนั้น ข้าจะทำอะไรไม่ได้เลย เหมือนครั้งที่ทดสอบการรบจำลองหรือตอนพาแอชหนีในตรอกขนปลา เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าถ้ามันเป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข

แต่ใครใช้ให้มาคิดแก้เอาสามวันก่อนศึกสำคัญเล่า ข้าไม่มีเวทมนตร์เหมือนใครบางคนสักหน่อย จะได้เสกแวบเดียวทันใจ ไล่อาการกลัวเลือดออกไปจากตัวได้ในพริบตา” ชายผมแดงหยิบดาบขึ้นมาลองน้ำหนักเช่นกัน “จะใช้วิธีหักดิบจริงๆ ก็กลัวเจ้าไข้ขึ้นไปสามวัน หมดสภาพก่อนไปเจอท่านซิอ์บุล เลยแพ้แบบไม่ทันได้เริ่มสู้พอดี

เห็นมาลิอาบอกว่ามีวิธีสะกดจิต” อาเมียร์ตัดสินใจบอกตามตรง “นางว่าปมความกลัวของข้าอยู่ในใจ ก็ต้องแก้ไขที่ตรงนั้น นึกไปข้าก็ว่าเหมือนปมของลีชา หากไม่เผชิญหน้ากับมัน ก็ไม่มีทางจะหายได้

อืม...ก็คงใช่” กระรอกแดงกลับรับด้วยเสียงที่เลื่อนลอยกว่าที่คิด กระทั่งอาเมียร์อดสงสัยและถามไม่ได้

เห็นนาสิรากับฟาร์ฮานาห์บอกว่าตอนข้าถูกขังอยู่ เจ้าไปหาลีชาที่บ้านข้าบ่อยไม่ใช่หรือ แล้วทำไมหมู่นี้ถึงไม่ไปอีกล่ะ

หา?” รูอาร์คหันกลับมาอย่างสงสัย ก่อนจะฉีกยิ้มยียวนตามแบบฉบับทันที “ฮั่นแน่ อนุญาตให้ข้าจีบพี่สาวบุญธรรมเจ้าแล้วหรืออย่างไร

ชายหนุ่มลอบกลอกตา แม้ต้องยอมรับว่าเขาตัดสินใจปล่อยให้เรื่องของรูอาร์คกับลีชาเป็นเรื่องของพวกเขาสองคน ไม่หวงห้ามหรือสนับสนุนแต่ประการใด ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นว่าเจ้าตัวแสบหัวแดงมีความเป็นผู้ใหญ่ให้หญิงสาวพึ่งพาได้มากกว่าที่คิด แต่ส่วนที่สำคัญกว่านั้นก็เพราะรู้ว่าการมีกระรอกแดงมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องของเขากับเจ้าหญิงอยู่ไม่เว้นวันน่ารำคาญอย่างไรบ้าง

เปล่า แค่คิดว่าคนอย่างเจ้าไม่น่าจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ

อืม...คงอย่างนั้นกระมัง แต่ถ้ายายกระต่ายเกิดยอมรับกระรอกเขี้ยวหลออย่างข้าไม่ได้ ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ต่อให้หลอเพราะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อให้เจ้าหญิงเปี๊ยกกับตัวกลัวเลือดบางคนก็เถอะ

อาเมียร์นึกอยากบีบคออีกฝ่ายขึ้นมาสักตั้ง “หลออย่างไรก็ฟันกราม ไม่ใช่เขี้ยวสักหน่อย ทำเป็นพูดเล่นไปเถอะ ดีที่ฟันหน้าเจ้าไม่หายหรือลิ้นแหว่งไปสักองคุลี ขืนเป็นแบบนั้นจริงจะยังหน้าระรื่นอยู่ได้หรือเปล่า

ถ้าสาวยอมรับรัก ต่อให้ข้ากลายเป็นตัวอัปลักษณ์ที่สุดในโลกก็ยอมอยู่ดี” รูอาร์คกลับตอบ “เอาเถอะ...นางโกรธข้า ข้าก็ต้องแก้เอง จะมาอ้างว่าข้าไปค้างบ้านนางโลมชั้นสูงสักคน ตอบแทนบุญคุณที่อีกฝ่ายเขาช่วยพาแหกด่านไปหาตัวกลัวเลือดบางคนก็ฟังไม่ขึ้นหรอก

พูดเล่นน่า” เด็กหนุ่มหัวเราะน้อยๆ

พูดจริง

อาเมียร์พูดไม่ออกไปทันที

โธ่ ไม่ต้องทำหน้าไว้อาลัยให้กับความไร้เดียงสาของข้าหรอก” รูอาร์คหัวเราะพลางตบบ่าเขาปั้กใหญ่ “ข้าไม่เหมือนหนุ่มใสซื่ออย่างเจ้า ย่านโคมแดงในมณฑลนี้นี่เดินมาจนปรุแล้ว ไอ้เรื่องเอาใจสาวใหญ่สักคนเชี่ยวชาญยิ่งกว่าอะไรดี...ยายกระต่ายโกรธสิแสดงว่าหึงข้า แบบนี้ข้าก็พอมีหวังอยู่บ้างแหละน่า

“...ข้าจะไปพูดกับลีชาให้” ชายผมดำพูดจริงจังขึ้น “นางจะได้รู้ว่าเจ้าไม่ได้คิดเที่ยวเล่นเสเพล ข้าคิดว่านางคงเข้าใจ

โฮ่ย ไม่ต้องเลย ถ้าจะไปบอกแม่กระต่ายน้อยของข้านะ ไปบอกเจ้าหญิงเปี๊ยกของเจ้าดีกว่าว่าเจ้าคิดถึงนางใจจะขาด อยากแล่นไปคัดค้านพิธีอภิเษกถึงในวิหารหลวง แล้วถีบหน้าแงไอ้องครักษ์เย็นชานั่นจนฟันร่วงยกแผง ก่อนฉุดเจ้าสาวหนีกลางงาน—เฮ้ยๆ

คนถูกหาว่าจะฉุดเจ้าสาวคนอื่นหนีกลางงานเงื้อเท้าไล่ถีบกระรอกฟันหลอ แทนที่จะได้ซ้อมดาบกันสมความตั้งใจเดิมไปโดยปริยาย

 

แอชลีนน์ไม่ค่อยคุ้นตาเท่าใดนักกับภาพของดูลัสในชุดอื่นที่ไม่ใช่ชุดเกราะของราชองครักษ์ ตลอดไปจนถึงดอกกุหลาบสีขาวช่อโตที่เขาถือไว้

ดูลัสกับช่อดอกไม้...ว่าไปก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้จริงๆ

หวังว่าองค์หญิงจะโปรด

เขาส่งช่อดอกไม้นั้นให้เธอ กุหลาบสีขาวดอกใหญ่ ลิดหนามและกิ่งก้านที่รกเกินเรียบร้อย ห่อด้วยผ้าลูกไม้ฉลุลายอย่างดี ผูกผ้าแพรสีขาวที่ปักลวดลายสีทองตรงปลาย ดูแล้วงดงามประณีตล้ำค่านัก

ดอกไม้สวยมาก ขอบ...เอ้อ...ขอบคุณนะ” เจ้าหญิงเพิ่งนึกได้ ปรกติเธอใช้คำว่า “ขอบใจ” กับเขาจนชิน ด้วยค่าที่อีกฝ่ายอยู่ในฐานะต่ำกว่า แม้จะมีวัยมากพอกับเสด็จพี่ไอลีชก็ตาม

แต่สถานะของเขาเปลี่ยนไปแล้ว...จากราชองครักษ์มาเป็นพระคู่หมั้น และต่อจากนั้นก็จะมีฐานะสูงกว่าเธอ เป็นราชาแห่งธีร์ดีเร และพระสวามีของเธอ

ก็ควรทำความเคยชินไว้เสียแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่หรือ

หญิงสาววางช่อดอกกุหลาบขาวบนโต๊ะข้างกองหนังสือที่ตนวางไว้ก่อน พักหลังนี้เธอพบว่าการมาอ่านหนังสือในห้องสมุดสะดวกสบายกว่านำกลับไปอ่านที่ห้องของตน จึงได้ขอให้เจ้าหน้าที่กั้นห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งในนั้นไว้เป็นห้องทรงพระอักษรโดยเฉพาะ...เป็นห้องที่ไม่มีอะไรรบกวนสายตา และมีเพียงชุดโต๊ะเก้าอี้ชิดผนัง ริมหน้าต่างซึ่งเปิดออกไปเห็นผืนทะเลเท่านั้นเอง

ไม่โปรดดอกกุหลาบขาวหรือพ่ะย่ะค่ะ

เปล่านี่” แอชลีนน์พยายามยิ้ม “ทำไมหรือ

ก็...ดูจะทรงไม่ดีพระทัยเท่าไร” ดูลัสยังคงขึงขังเช่นเคย “หากโปรดดอกไม้อื่นใดเป็นพิเศษ ก็ตรัสมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้หามาถวาย

หญิงสาวไม่รู้ว่าปรกติเวลาผู้ชายหาซื้อดอกไม้มากำนัลให้คนรักหรือคู่หมั้นจะถามไว้ล่วงหน้าหรือไม่ว่าต้องการดอกอะไร แต่ในเมื่อท่าทางเขาคาดหวังคำตอบ จึงได้นึกชื่อดอกไม้ชนิดแรกที่วาบขึ้นในใจ

อือม์...แนร์คิแซสกระมัง

แนร์คิแซส...หรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบอย่างแปลกใจ

แอชลีนน์พยักหน้า แม้นั่นจะไม่ใช่ดอกไม้ที่เธอชอบมาแต่เด็กเลยสักนิด

ทว่าพักหลังมานี้ เจ้าหญิงกลับคิดถึงดอกไม้ชนิดนั้นมากกว่าดอกไม้อื่นใดไปเสียแล้ว...โดยเฉพาะช่อที่ใครบางคนเคยยื่นให้เธอ ดอกไม้สีเหลืองทองกลิ่นหอมหวานจากหมู่บ้านดาวิมียิ่งหอมหวานขึ้นไปอีกเมื่อได้รับมาจากมือของเขาอย่างไร้เครื่องประดับตกแต่งอันเป็นศิลปะหรือพิธีรีตองใดๆ

ถ้าอย่างนั้น วันหลังกระหม่อมจะหาแนร์คิแซสมาถวาย” ชายหนุ่มตอบรับ ครั้นแล้วก็นิ่งไปอีกชั่วครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง “วันนี้อากาศดี เสด็จไปเสวยพระสุธารสชาในอุทยานชั้นในด้วยกันไหมพ่ะย่ะค่ะ

เหรอ...” แอชลีนน์รับอย่างไม่กระตือรือร้นนัก “เมื่อสายเราว่าจะไปซ้อมดาบ แต่แดดก็ร้อนเสียจนเหมือนเป็นฤดูร้อนแล้ว เลยไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกเท่าไร ดื่มชาในห้องสมุดแทนดีไหม

แล้วแต่จะทรงโปรดฯ พ่ะย่ะค่ะ

เมื่อคู่หมั้นรับเช่นนั้น เจ้าหญิงจึงทำท่าจะเดินออกไปสั่งข้ารับใช้ที่เธอมักให้รออยู่นอกห้อง...แต่เหมือนความประหม่าที่ต้องมารับรองอดีตราชองครักษ์ในฐานะพระคู่หมั้น ประกอบกับชายกระโปรงยาวและรองเท้าส้นสูงจะเป็นส่วนผสมซึ่งลงตัวเกินไปให้ก้าวพลาดสะดุดรอยนูนบนผืนพรมจนข้อเท้าแสบแปลบไปวูบหนึ่ง

หญิงสาวเผลอร้องออกมาเบาๆ ขณะถลาไปข้างหน้า ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนรับร่างของตนไว้ทัน

ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรไหมพ่ะย่ะค่ะ

ใช้เวลาตั้งสติอีกครู่หนึ่ง แอชลีนน์จึงได้สั่นศีรษะ

ไม่...ไม่เป็นไร

...นั่นอย่างไร รองเท้าเสริมความสูงสง่าที่อยากให้เจ้าหญิงสวมกันหนักหนา เกือบทำเอาล้มหัวฟาดพื้นคอหักตายจนได้ไหมเล่า...

เจ้าหญิงนึกตำหนิอยู่ในใจ ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ในครู่ถัดมา...ว่าเวลานี้อ้อมแขนของชายหนุ่มโอบอยู่รอบกาย ใกล้ชิดเสียจนรู้สึกได้ถึงความอุ่นของอีกร่าง และใบหน้าที่ก้มลงมองเธอ นัยน์ตาสีฟ้าจางของเขาฉายแววโหยหาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

...ก่อนที่ใบหน้านั้นจะโน้มลงมา จนกระทั่งเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อน...

อย่านะ!

อารามตกใจ แอชลีนน์ผลักเขาออกไป แม้ตนจะซวนเซแทบเสียหลักอีกครั้ง

เมื่อเงยมองอีกครา เธอก็พบดูลัสจ้องตรงมา นัยน์ตาคู่นั้นบอกทั้งความประหลาดใจ และบางสิ่งที่คล้ายกับความไม่สบอารมณ์ ...อาจถึงขั้นขุ่นเคือง

ระ...เราขอโทษ” สุดท้าย หญิงสาวก็เสหลบและกลั้นใจพูด “เราแค่ตกใจ แต่ท่านก็ไม่ควรทำ...เช่นนั้น

เราเป็นคู่หมั้นกัน...” ชายหนุ่มเอ่ยช้าๆ “...ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ

ก็ใช่” เจ้าหญิงรับ “แต่ก็ยังเป็นแค่คู่หมั้น ยังไม่ถึงเวลา...

แล้วคนทรายนั่นเล่า

ถ้อยคำของเขาหยุดวาจาของเธอทันที ขณะที่ใบหน้าตลอดจนทั่วศีรษะของแอชลีนน์ยิ่งร้อนผ่าว

หมายความว่าอย่างไร” กระนั้น หญิงสาวก็ยังตั้งคำถาม

ก็หมายความว่า...” เสียงของดูลัสยิ่งเยียบเย็น “หากไม่ใช่กระหม่อม...แต่เป็นคนทรายนั่น ก็คงจะไม่ทรงทำอย่างเมื่อครู่นี้แน่

ดูลัส...” แอชลีนน์กำมือแน่นแม้จะรู้สึกเหมือนน้ำเสียงของตนเบาโหวง “ท่านกำลังดูถูกเรานะ

ใช่ กระหม่อมดูไม่เคยผิดหรอกกระมัง ต่อให้มันเป็นปีศาจ พระองค์ก็ยังกล้ากระทำสิ่งใด เราย่อมเห็นกันอยู่” เขาสืบเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวซึ่งบังคับตนเองให้ยืนนิ่งอยู่ “ในฐานะคู่หมั้น กระหม่อมไม่มีสิทธิ์หึงหวงหรือ

มันจบไปแล้ว” เจ้าหญิงเอ่ยเสียงหนัก “ข้ากับเขาจะไม่พบกันอีก ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือความรู้สึกใดๆ ต่อกัน เวลานี้ข้าเป็นคู่หมั้นของท่าน จะซื่อสัตย์ต่อท่านทั้งกาย วาจา ใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า...เวลานี้ท่านมีสิทธิ์สัมผัสข้าอย่างเมื่อครู่!

มือของชายหนุ่มนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะทันได้สัมผัสไหล่ของเธอ

เช่นนั้น กระหม่อมก็ขอประทานอภัย” เขาชักมือกลับแต่ยังคงไม่ก้าวออกห่าง ทิ้งให้แอชลีนน์เบือนหน้าไปทางอื่น “แต่เมื่อใดที่เราเข้าพิธีสมรสกันแล้ว กระหม่อมย่อมมีทั้งหน้าที่และสิทธิ์ต่อพระองค์ทุกประการในฐานะสามี ขอให้ทรงเข้าพระทัย

หญิงสาวหลับตาลง สองมือที่ตกอยู่ข้างตัวกำแน่นขึ้นจนแข็งเกร็งขณะพยายามระงับความคิดต่างๆ ไว้เพียงเท่านั้น

ต้องไม่นึกถึงจุมพิตและสัมผัสจากชายอีกคน...สัมผัสที่ทำให้หวาดหวั่นในใจ แต่กระนั้นใจหนึ่งกลับนึกอยากตอบรับโดยไม่หวงห้ามใดๆ ...หากว่านั่นคือสิ่งอันเป็นธรรมชาติของความรัก

ข้าเข้าใจดี และเมื่อนั้น...ข้าก็จะทำตามหน้าที่ของข้าเช่นกัน ทั้งต่อท่าน...และธีร์ดีเร

ความเงียบครอบคลุมทั้งสอง...ที่แท้อาจกินเวลาเพียงครู่เดียวแม้จะเนิ่นนานเหมือนเป็นนิรันดร์ในความรู้สึก จนสุดท้าย ก็เป็นดูลัสเองที่เอ่ยขึ้น

ขอประทานอภัย กระหม่อมเพิ่งนึกได้ว่าตนมีธุระ ดังนั้นคงอยู่ร่วมเสวยพระสุธารสชาไม่ได้ แต่จะกลับมาเข้าเฝ้าในวันหลังพ่ะย่ะค่ะ

ไม่เป็นไร” แอชลีนน์ตอบตามหน้าที่ของตน

...และหลังจากสิ้นสุดเสียงฝีเท้าหนักๆ บนผืนพรมกับเสียงประตูปิดลงที่ดังชัดเจนในห้องเล็กๆ นั้น เจ้าหญิงก็พลันทรุดร่างลงคุกเข่า

...ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ...หญิงสาวบอกตนเองขณะกำสองมือแน่นบนพื้น เธอกัดริมฝีปากที่สั่นระริก ต้านหยดน้ำตาที่พยายามจะไหลออกมา...เพื่ออาเมียร์...และเพื่อธีร์ดีเร...ข้าต้องทำได้ จะไม่ทำให้ใครๆ ต้องลำบากเดือดร้อนหรือเป็นห่วงอีกต่อไปแล้ว...

ไม่เป็นไร...หากข้าจะเป็นราชินี ก็ย่อมเผชิญเรื่องหนักหนากว่านี้มาก ข้าต้องสู้...สู้กับมันให้ได้ไม่ใช่หรือ...

 

ทำไมข้าถึงสู้มันไม่ได้!

ดูลัสกำหมัดฟาดผนังรถม้า ซึ่งเวลานี้มุ่งหน้าสู่วิหารหลวงแห่งเมอร์คาห์

ก็จะได้อยู่เคียงข้างและคุ้มครองพระองค์สมความตั้งใจแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดใจของเขาจึงไม่อาจสงบ เหตุใดไฟจึงไม่ยอมดับลงเสียที

หรือเพราะรู้อยู่เต็มอกว่ามันยังคงอยู่...แม้ไม่ได้อยู่ข้างพระวรกาย ก็ยังอยู่ในพระหทัย ที่ทรงผลักไสเขาก็เพราะอาลัยรักมัน ที่ยินยอมหมั้นกับเขาก็เป็นเพียง ‘หน้าที่’ ในฐานะเจ้าหญิงรัชทายาท ที่รับจะมอบพระวรกายให้ก็เพราะถูกผูกมัดด้วยหน้าที่ของภรรยา ไม่ได้มีความยินดีผูกพันใดๆ เลย

กระทั่งกับเฟย์ลิมที่ตายไปแล้วยังดูจะทรงพระสรวลด้วยมากกว่านี้ โสมนัสเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่านี้

หมายความว่าเขาเป็นตัวอะไร

ใช่ว่าดูลัสไม่อยากดีต่อพระองค์หรือไม่อยากถวายความสุขให้ แต่ในสภาพเมื่อครู่ เขานึกอะไรไม่ออกอีกแล้ว นอกจากอยากให้ทรงตระหนักว่าเขาเจ็บปวด และพระองค์คือผู้สร้างรอยแผลนั้น

แต่เขาก็รู้สึกเหมือนตนเองทำผิดไปจริงๆ ...จูบแรกของเขากับพระองค์ควรเป็นจุมพิตสาบานในพิธีอภิเษกสมรส ไม่ใช่กระทำโดยไร้พิธีรีตองอย่างคนเถื่อน แค่ตอบสนองความต้องการโดยไร้สำนึกถึงความถูกต้องเหมาะสม

เขาจะขออภัยในครั้งหน้า จะแก้ไขสิ่งที่ตนเคยทำพลาดไป จะถวายของกำนัลที่พระองค์ทรงพอพระทัยมากกว่านี้ให้

แต่เวลานี้ ชายหนุ่มต้องการพบใครอีกคนก่อน...คนที่เขาจะถามเกี่ยวกับมนตร์มืดและอำนาจของปีศาจร้ายได้

ด้วยหวังจะได้รู้ว่า เขาจะช่วยให้เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงพ้นจากอิทธิพลของมันอย่างสมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ได้อย่างไร

 

มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้

ก็แล้ว ‘อะไร’ กันล่ะ ที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้” มาดายกลับคลี่ยิ้มผิดความเคร่งเครียดของคู่สนทนา

รูปคดี” แฟคท์นาเอ่ยเสียงหนัก “มันจะดีต่อพวกเราหรือ อย่าบอกล่ะว่าท่านไม่รู้...ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซายอมรับสารภาพก็จริง แต่ไอ้คนทรายนั่นรอดไปอย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งคดีฆ่าราชมัล ลูเธียนยังบอกหน้าด้านๆ ว่ามันทำลงไปเพื่อป้องกันตัว และเวลานี้ขับไล่ ‘ปีศาจร้าย’ ที่สิงร่างมันออกไปได้แล้ว!

แต่เราก็ได้ตัวคนผิดสมใจไม่ใช่หรือ ท่านแฟคท์นา” พระเถระเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ “คนผิดที่มีส่วนร่วมโดยแท้จริง ไม่ได้เป็น ‘แพะ’ ใดๆ ...พิธีอภิเษกจะได้มีขึ้นตามที่ท่านและดูลัสต้องการ กระทั่งเจ้าหญิงของพวกท่านเองยังทรงเร่งให้มีการเลือกพระคู่หมั้นคนใหม่โดยเร็วด้วยซ้ำ

เด็กผู้หญิงนั่นว่าง่ายกว่าที่คิด” เจ้ามณฑลอุลทูร์เปรยด้วยเสียงอ่อนลง “นับว่าดี แต่ข้ายังอยากปิดปากไอ้คนทรายให้สนิทอยู่นั่นเอง มันอาจรู้อะไรมากเกินไป

แต่มันก็รู้ดีพอที่จะไม่ซัดทอด ว่าข้าเองที่บอกว่าท่านเป็นผู้สั่งทรมานพวกเขา เช่นเดียวกับราชมัลพวกนั้น” มาดายติง “ข้าว่าไม่ต้องห่วงอะไรหรอก อีกประเดี๋ยว ทั้งมันกับครอบครัวของมันก็จะย้ายหนีไปเอง โดยที่เราไม่ต้องเปลืองแรงเลย

แต่ ‘คนชุดดำ’ ที่เกลี้ยกล่อมชาลัวห์ให้ไปหานางแม่มดด้วยกันเล่า” แฟคท์นาขมวดคิ้วที่หงอกหนา “ถึงพระมหาเถระลูเธียนจะให้ปิดคดีและลงโทษคนที่รับสารภาพก่อน แต่มันก็ยังอยู่หาตัวคนร้ายปริศนานั่นต่อ แล้วถ้าเกิดไอ้หน้าไหนโยงเรื่องคนชุดดำในตอนนี้กับเหตุลอบปลงพระชนม์ครั้งนั้น...

ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ท่านแฟคท์นา” พระเถระชรากลับเผยรอยยิ้มน้อยๆ

...ทั้งต่อเจ้ามณฑลผู้มักใหญ่ใฝ่สูง และ ‘ผู้ฟังอีกคนหนึ่ง’ ซึ่งซุ่มอยู่เพียงหน้าประตูนั้นเอง

ด้วยเวทมนตร์ของข้า ข้ารับรองได้ว่าไม่มีไอ้หมาอัสลานตัวไหนที่รอดชีวิตไปส่งเสียงเห่าหอนบอกคนภายนอกเด็ดขาด...ว่าข้าคือชายชุดดำผู้นั้น และเราสองคนนี่เองที่เป็นผู้วางแผนการลอบปลงพระชนม์ และหลอกใช้พวกอัสลานทำการนั้น

แฟคท์นาปรายมองคู่สนทนาอย่างไม่สบอารมณ์...ตามความคาดหมายของพระเถระ

อย่าพูดจาชัดเจนอย่างนี้สิ ท่านมาดาย” เสียงของเขาแผ่วเบาเป็นกระซิบ “ที่นี่ไม่มิดชิดนัก กำแพงมีหู ประตูมีช่อง

ขอท่านอย่าได้กังวลเลย” นักบวชหัวเราะสั้นๆ “ข้าร่ายมนตร์ป้องกันไว้แล้ว ไม่มี ‘คนนอก’ คนใด ได้ยินสิ่งที่พวกเราพูดกันทั้งนั้น

ใช่...ผู้ที่ได้ยินมันอีกคนหนึ่งไม่ใช่คนนอกเลยแม้แต่น้อย ทว่าเป็นผู้ที่ควรรู้เรื่องนี้ที่สุดต่างหาก

มาดายลอบส่งรอยยิ้มไปทางประตู...ซึ่งตนใช้มนตร์เปิดให้แง้มออกเพียงเล็กน้อยโดยไร้เสียง

ดวงตาสีฟ้าจางคู่หนึ่งเบิกค้างอยู่ข้างหลังมัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น