The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,810 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    94

    Overall
    5,810

ตอนที่ 55 : 25 - สิ่งที่สิ้นสุด "ข้าไม่อยากชนะเพียงแต่เขา"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ต.ค. 60

บทที่ ๒๕

สิ่งที่สิ้นสุด

 

ในยามเช้า ที่หน้าสุสานของตระกูลเจ้ามณฑลยาร์ลาธมีรถม้าจอดอยู่ถึงสามคัน

คันหนึ่งเป็นรถม้าของตระกูลซึ่งตกแต่งสมฐานะขุนนางใหญ่ ส่วนอีกสองเป็นรถม้าที่ติดตราของศาลาเมืองซึ่งวิ่งมาจากต่างที่กัน ทว่ามีจุดหมายอยู่ที่เดียวกัน คือหลุมศพที่ใหม่ที่สุดในพื้นที่กว้างขวางแห่งนั้น

เจ้ามณฑลยาร์ลาธกับรูอาร์คยืนรออยู่ที่เบื้องหน้าป้ายหลุมศพซึ่งมีดอกไม้สดวางอยู่แล้วสองช่อ เช่นเดียวกับชาลัวห์ซึ่งเวลานี้ถือช่อดอกไม้สีขาวอยู่ในมือทั้งสองที่ถูกจำตรวน และมีเจ้าหน้าที่สองนายตามประกบอยู่ไม่ห่าง

อาเมียร์ลงจากรถม้าคันหนึ่งของศาลาเมือง ตามด้วยบิดามารดา พระมหาเถระลูเธียน และแม่มดมาลิอา เด็กหนุ่มค้อมคำนับท่านเบเรคอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยขออภัยที่เมื่อวานไม่ได้ทำความเคารพท่านอย่างเหมาะสม

เจ้าก็พิลึกคน มาขอโทษอะไรกับเรื่องตอนไม่มีสติกันเล่า ชายวัยกลางคนยิ้มออกมา แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะเจื่อนเหลือเกิน เห็นเจ้าฟื้นขึ้นเป็นปรกติ ข้าก็โล่งใจมากแล้ว แต่ที่จริงพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบมาในวันนี้เลย

แต่ข้าก็มาแล้ว และข้าก็พักผ่อนเท่าที่ทำได้แล้วขอรับ เด็กหนุ่มให้คำตอบ ถึงแม้ว่ามันจะขัดกับระบายสีคล้ำชัดเจนใต้ขอบตาและความอิดโรยของตน

เมื่อคืนเขานอนไม่หลับ แม้จะบังคับตนเองให้กินอาหารฝีมือแม่ลงไปได้บ้าง ก่อนจะนอนพักต่อในห้องเดิมโดยมีลีชาพาน้องๆ ขึ้นมาเยี่ยม และในเวลาค่ำก็ได้ฟังเรื่องบางส่วนต่อจากพระมหาเถระลูเธียนซึ่งตนเพิ่งมารู้ว่าเป็นทายาทสืบสายสกุลจากผู้กล้าลูเธียนในครั้งนั้น กับแม่มดมาลิอา ผู้ร่วมมือกับพระมหาเถระผนึกอำนาจของ คัมภีร์อนธการ ในตัวเขาไว้ในค่ำนั้นเอง

อย่างไรก็ดี ทั้งสองยังเตือนว่านี่เป็นเพียงการสร้างผนึกชั่วคราวเพื่อไม่ให้เขาเผลอใช้อำนาจของคัมภีร์โดยไม่รู้ตัวในช่วงนี้เท่านั้น หากจะสร้างผนึกถาวรคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ และก็คงต้องให้เด็กหนุ่มตัดสินใจในเวลาที่พร้อมจริงๆ ว่าต้องการเช่นนั้นหรือไม่

มนตร์มืดแม้จะมีอันตราย แต่หากท่านยังต้องการใช้มันเพื่อปกป้องบางสิ่งอยู่ ข้าก็คิดว่าเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะเลือกด้วยตนเอง

อาเมียร์เหมือนจะรู้รางๆ ว่าแม่มดดำหมายถึงเรื่องใด เธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือให้เขาฟัง เรื่องจิตอีกดวงที่เขามีเช่นเดียวกับแม่ และเรื่องที่เธอเปิดเผยตัวตนกับแอช ไปจนถึงคำขอร้องก่อนจากกันของเจ้าหญิงแอชลีนน์

เด็กหนุ่มยังคงคิดว่าเขาต้องช่วยเหลือเธอและธีร์ดีเร แม้ที่จริงบางขณะจะเพียงอยากหนีไปให้พ้นเสียจากทุกสิ่ง ที่เคยคิดว่าเมื่อกลับถึงบ้าน ได้รู้ว่าแม่กับท่านอาและน้องๆ ปลอดภัยดีแล้วจะสบายใจขึ้นกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย ต่อให้พยายามคิดถึงเรื่องอื่นหรือสิ่งที่ต้องทำอย่างไร ความคิดความรู้สึกของเขาก็รังแต่จะวนเวียนไปจมอยู่กับความลับที่ได้รู้โดยไม่คาดฝันอยู่นั่นเอง

แต่เอาเถิด ถึงอย่างไร ครอบครัว ของเขาก็ไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว และหากคิดถึงเรื่องสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำ เอาไว้ให้มาก ก็อาจจะทำให้ความรู้สึกผิดที่ผิดทางนั้นเลือนลงไปได้บ้าง

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงตัดสินใจที่จะมาเคารพหลุมศพของเฟย์ลิมเป็นครั้งแรก หลังจากรู้ว่าชาลัวห์จะมาในเช้าวันนี้เช่นกัน

อาเมียร์วางช่อดอกไม้สีขาวซึ่งเจ้าหน้าที่จัดหาไว้ให้ลงที่หน้าหลุมศพ และทักทายชายหนุ่มผมทองที่มีปากบวมเจ่อ กับเด็กหนุ่มผมแดงที่หน้าหงิกแก้มโย้ไปข้างหนึ่งอีกเล็กน้อย รูอาร์คบ่นอู้เรื่องถูกถอนฟัน แต่เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมดำไม่อยู่ในอารมณ์พูดเล่นก็สงบปากสงบคำต่อหน้าผู้ใหญ่ทุกคนที่มา

และหลังจากที่ตั้งจิตขอขมาเฟย์ลิมแล้ว อาเมียร์ก็ตัดสินใจบอกต่อเจ้ามณฑล

ข้าเองก็เป็นผู้ต้องหาเหมือนกัน ขอให้ท่านคุมตัวข้าไว้ในศาลาเมืองเช่นเดียวกับชาลัวห์เถอะขอรับ

แต่ชาลัวห์สารภาพแล้วว่าเจ้าไม่เกี่ยวข้อง ท่านเบเรคกลับแย้ง อยู่ที่บ้านกับครอบครัวเจ้าเถอะ

ชาลัวห์ยังไม่ได้ให้การในชั้นศาล และข้าก็ยังมีข้อหาเรื่องใช้มนตร์มืดกับฆ่าราชมัล ทั้งยังอาจถูกตั้งข้อหาเพิ่มที่แหกคุกกรงน้ำกับลักพาตัวเจ้าหญิงด้วย เพื่อรักษาความยุติธรรมและเพื่อความปลอดภัย คุมขังข้าไว้เถอะขอรับ อาเมียร์ให้เหตุผล ที่ท่านอนุญาตให้ข้าได้ใช้เวลากับครอบครัวคืนหนึ่งก็นับว่ากรุณามากแล้ว ข้าซาบซึ้งใจมาก แต่คงไม่อาจรบกวนมากไปกว่านี้ได้ขอรับ

อาเมียร์ เจ้ายังอ่อนเพลียอยู่ อยู่บ้านพักผ่อนอีกสองสามวัน ใช้เวลากับครอบครัวให้เต็มที่ก็ได้

ข้าไม่ได้เกรงใจ แต่คิดว่านี่เป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติขอรับ เด็กหนุ่มให้เหตุผล ข้าไม่อยากให้ใครครหาได้ว่า ท่านปกป้องคนของตนเองจนเกินไป

ให้ตายสิ เจ้านี่กล้าพูดตรงกว่าที่ข้าคิด เจ้ามณฑลหัวเราะน้อยๆ เอาเถอะ ถ้าเจ้าตัดสินใจอย่างนั้น ข้าก็ไม่ขัดข้อง ห้องขังของเราก็ใช่จะลำบากหรือน่ากลัวอะไร แต่ถ้าพ่อแม่เจ้าคัดค้าน ข้าก็ต้องฟังเสียงทางนั้นบ้างเหมือนกัน

พวกเราพูดกับอาเมียร์แล้วขอรับ ท่านอาเอ่ยขึ้นบ้าง และเห็นด้วยกับเขา

ใช่ ตั้งแต่ได้รับสารจากจวนของเจ้ามณฑลว่าชาลัวห์กับรูอาร์คปลอดภัยดี (แม้จะสะบักสะบอมไปบ้าง) และลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาตัดสินใจจะไปเคารพหลุมศพของเฟย์ลิมในเช้าวันรุ่งขึ้น อาเมียร์ก็ตัดสินใจว่าตนจะมาเยี่ยมที่พำนักสุดท้ายของอดีตลูกศิษย์เช่นกัน...และย้ายเข้าห้องขังในศาลาเมืองไปกับชาลัวห์นับแต่วันนั้น

แม่กับท่านอาไม่คัดค้าน แม้จะติงบ้างในทีแรกว่าเขาควรพักผ่อนให้สภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมก่อน ทว่าเด็กหนุ่มอ้างว่าตนคงพักผ่อนที่บ้านหลังนี้ไม่ได้ แม้จะสะดวกสบายและมีแม่คอยดูแล บ้านหลังนี้ก็ยังแปลกที่สำหรับเขา การเผชิญหน้ากับท่านอาและแม่หลังจากรู้ความจริงนั้นก็ยังกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก แม้ท่านอาจะพยายามพูดจากับเขาเป็นปรกติราวกับเด็กหนุ่มยังไม่รู้ความลับดำมืดจากปากของแม่เลย ทั้งๆ ที่อาเมียร์เดาได้ว่าแม่ต้องบอกท่านว่าเขารู้แล้วแน่นอน

หวังว่าคงเห็นด้วยเพราะถูกเจ้าเด็กผู้คุมกฎนี่กล่อมเอา ไม่ใช่เกรงใจข้าหรอกนะ ท่านเบเรคสัพยอก

ท่านอาเพียงแต่ยิ้มแห้งๆ โดยไม่ตอบอะไร ตามนิสัยไม่มักพูดเล่นและจริงจังของตัวท่านเอง ท่านเพียงแต่ฝากฝังให้ท่านเจ้ามณฑลช่วยดูแลเด็กหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เขาขึ้นรถม้าอีกคันไปกับชาลัวห์และผู้คุมทั้งสอง หลังจากที่การพูดคุยทั้งหมดเสร็จสิ้นลง

 

ทะ...ทำไมไม่อยู่กับครอบครัวเจ้าล่ะ ชาลัวห์เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเขากับเด็กหนุ่มคนทรายถูกพามาอยู่ในห้องขังเดียวกันในศาลาเมือง ต่างคนถูกจำตรวนตามกฎ ทว่ามีน้ำหนักค่อนข้างเบา จึงไม่ได้ขยับเขยื้อนลำบากจนเกินไปนัก

อาเมียร์นั่งกอดเข่าบนเตียงตรงข้ามกับเขา สายตาไม่ได้มองคู่สนทนา แต่ทอดไปไกลในห้วงความคิด

ข้าก็เป็นผู้ต้องหาเหมือนกัน จะให้มีอภิสิทธิ์ไปนอนอยู่บ้านเหมือนคนทั่วไปได้อย่างไร

แต่ท่านเจ้ามณฑลก็อนุญาตแล้ว

ท่านเป็นคนใจดี แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ...ต่อให้ไม่เสมอไปก็เถอะ เด็กหนุ่มผมดำเงียบไป และหลังจากผ่านไปอีกครู่ ชายหนุ่มผมทองก็พูดขึ้นอีกครั้ง

...พ่อแม่เจ้าดูเป็นคนดี ชายหนุ่มเปรยขึ้น ข้าเองก็ลืมไปว่าต้องขอขมาพ่อเจ้าด้วย ทะ...ที่ทำไม่ดีคราวนั้น จะมีโอกาสได้พูดไหมนะ

อยากให้เขามาพบก็บอกสิ อาเมียร์รับ ท่านเบเรคจะได้ให้คนไปบอก ช่วงนี้อยู่แต่ในบ้านพัก เขาคงไม่ค่อยได้ทำอะไรนัก

ก็ดีนะ เขาจะได้มาเยี่ยมเจ้าด้วย

เด็กหนุ่มไม่ตอบ แม้จะอดคิดไม่ได้ว่าต่อให้มาเยี่ยม ช่วงนี้เขาก็ยังไม่พร้อมจะพบหน้าอีกฝ่ายอย่างไรพิกล แต่เพราะอยากดึงความคิดออกจากจุดนั้น อาเมียร์จึงได้ตัดสินใจถามกลับ

ถ้าพ่อแม่ของเจ้ารู้ก็คงจะมาเยี่ยมเหมือนกันสินะ ท่านเบเรคน่าจะให้เยี่ยมได้อยู่แล้ว

...อือ ชาลัวห์รับแม้จะฟังดูเหมือนไม่ดีใจนัก แม่ข้าเสียไปนานแล้ว แต่ท่านพ่อก็คงจะมาแน่ๆ กระมัง ข้าคิดว่าข้าคงมีเรื่องต้องพูดกับเขายาวเหมือนกัน

ก็คงทั้งเรื่องคำสารภาพของตนและเรื่องของเกรเนียกระมัง อาเมียร์ได้แต่คาดเดา แต่ก็ใช่จะไม่ดีใจที่ตนเองไม่อาจใช้อำนาจในการรับรู้อยู่ในตัวได้อีกแล้ว...อย่างน้อยก็ในตอนนี้

เช่นเดียวกับอำนาจอื่นๆ ...เด็กหนุ่มลองขยับข้อมือที่ติดโซ่ตรวนดูพร้อมกับนึกในใจให้มันหลุดออก ก่อนจะโล่งใจเมื่อเครื่องพันธนาการของตนยังคงอยู่แน่นหนาดี

 

เวลาในฤดูใบไม้ผลิผ่านไปกับการคุมขังและการสอบสวน อย่างไรก็ดี ชีวิตคนต้องขังของอาเมียร์ก็ใช่จะอึดอัดอุดอู้จนเกินไปนัก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อเขากับชาลัวห์อย่างสุภาพ อาหารการกินก็เรียกได้ว่าสมบูรณ์พร้อม...อาจจะยิ่งกว่าชาวบ้านโดยทั่วไป ทั้งอาหารที่เจ้าหน้าที่จัดหาให้ และอาหารที่แม่นำมาฝากผ่านรูอาร์คหรือท่านอา เด็กหนุ่มจึงใช้เวลาว่างในห้องขังออกกำลัง ฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างที่ไม่ได้ทำมาเสียนาน ทั้งเพื่อฟื้นฟูร่างกายและดึงจิตใจของตนไปจากปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก

และในเมื่ออยู่ในห้องขังเดียวกับลูกชายของเจ้ามณฑลชอร์ซา อาเมียร์จึงดึงอีกฝ่ายมาเป็นคู่ซ้อมไปโดยปริยาย รวมทั้งช่วยหากิจกรรมฟื้นฟูมือที่เสียไป แม้นึกดูทีไรก็จะประหลาดใจทุกครั้ง ว่าเมื่อปีก่อนอีกฝ่ายยังเป็นนายอำเภอขี้โอ่ที่เขาชังน้ำหน้าแท้ๆ ...แต่เวลานี้กลับกลายเป็นคู่ซ้อมกึ่งลูกศิษย์ตลอดจนเพื่อนอีกคนหนึ่ง

บางครั้ง รูอาร์คที่ชอบมาเยี่ยมบ่อยๆ โดยไร้สาเหตุอื่นใดนอกจาก เบื่อ หรือ เซ็ง ก็ถึงกับขอเข้ามาร่วมวงในห้องขังด้วย แม้จะยังอดพูดเย้ยหยันหรือประชดชายหนุ่มผมทองไม่ได้ ทว่าเด็กหนุ่มผมดำก็เหมือนจะดูออก ว่าหลังจากประสบการณ์เฉียดตายของทั้งสอง (ซึ่งทั้งรูอาร์คกับชาลัวห์ยังงุนงงอยู่ว่าตนรอดจาก เลวอนมาได้อย่างไร แต่อาเมียร์รู้ความจริงทั้งหมดจากมาลิอาไปแล้ว) ปลาชาดานกะหลั่วก็เห็นจะ ชนะใจ กระรอกแดงปากแข็งไปได้ไม่มากก็น้อย

ถ้าแกสารภาพ เขาก็ไม่เอาปลาชาดานอย่างแกไปกุดหัวหรอกว่ะ อย่างเก่งก็จับยัดห้องขังตลอดชีพเน่าๆ ของปลาชาดาน ไม่ก็ส่งไปเป็นเสบียงทหารชายแดนมากกว่า ดังนั้นเตรียมนั่งเบื่อหรือโดนใช้งานงกๆ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ก็แล้วกันรูอาร์คเคยพูดในวันหนึ่ง

นอกจากเด็กหนุ่มผมแดงที่มาเยี่ยมบ่อยที่สุด ยังมีท่านอา พระมหาเถระลูเธียนกับมาลิอา และท่านเบเรค มีหลายครั้งที่พระมหาเถระกับแม่มดใช้ข้ออ้างว่าจะ สอบปากคำ ดึงตัวเขาไปพูดเรื่องอื่นเป็นการลับ เช่นเรื่องข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ จิตอีกด้าน ของเด็กหนุ่มกับพระเถระมาดาย ซึ่งเวลานี้อาเมียร์จำได้จากผนึกความทรงจำที่คลายออกบางส่วนว่าตนเป็นผู้ใช้อำนาจของคัมภีร์อนธการสังหารนักบวชชราเสียเอง เมื่ออีกฝ่ายบุกเข้ามาในที่ซ่อนตัวของแม่ นาสิรา กับเขา

ทั้งสองบอกว่าเป็นไปได้ที่จิตอีกด้านนั้นจะสิงสู่ศพของมาดายและดำเนินแผนการต่างๆ นานา เพื่อผลักดันให้ ทัมมุซได้กลายเป็นมหาราชัน

จิตอีกด้านหนึ่งของผู้มีอำนาจมนตร์มืด...หรือที่เรียกอีกอย่างว่าผู้มีโลหิตดำ...สามารถแยกออกจากร่างกายของตน และสิงสู่ในร่างใหม่ได้ แต่กระบวนการ เปลี่ยนร่าง นั้นเรียกได้ว่าใช้อำนาจมหาศาลอยู่ เป็นคำอธิบายของแม่มดดำมาลิอา อย่างจิตอีกด้านของมารดาท่านแยกตัวออกไปอยู่กับร่างของกษัตริย์ดอร์มินเพื่อใช้มนตร์ผสานร่างกับแผ่นดินของอาณาจักรและสังหารพวกข้าศึก เปิดโอกาสให้พวกท่านหลบหนี หรือร่างที่ข้าอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่ร่างเดิมของข้าเอง ร่างเดิมของข้าชื่อ มิเรียม เจอเรื่องยุ่งๆ มาเยอะ จนตอนนี้ได้อยู่กับคนที่นางรักเสียที ข้าเลยแยกตัวออกมาอยู่อีกร่างหนึ่งไปเลย

แล้วร่างนี้... อาเมียร์นึกอยากถาม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถามอย่างไรดี

วิญญาณของเจ้าของร่างออกจากร่างนี้ไป กลับไปในที่ที่ควรอยู่แล้ว จะเรียกว่าเขายกร่างให้ข้าก็ได้

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเจ้าของร่างเดิม...เอ้อ...ตายไปแล้ว

จะว่าเช่นนั้นก็ไม่ผิดหรอก มาลิอาตอบเรียบๆ ตามเดิม นางชื่อลิเลียม เป็นเด็กกำพร้าตาบอดในคณะนางรำ โดนชาวเมืองเชรัมบารุมรังแกด้วยเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง ท่านซิอ์บุลบังเอิญมาพบเข้า ก็เลยช่วยทวงความยุติธรรมให้นางจนเกิดเป็นเรื่องปีศาจปิดล้อมเชรัมบา ดึงพระเถระหนุ่มสมัยยังไร้เดียงสากว่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นเหตุให้พวกเราได้พบกัน

พระมหาเถระผู้เคย ไร้เดียงสา ปรายตามองคนพูดอย่างหมายหัว

...แต่ช่างเถอะ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องคิดถึงในตอนนี้ เด็กสาวเอ่ยต่อไปโดยไม่สนใจ ประเด็นของเราคือ จิตมืดของท่านน่าจะสิงอยู่ในร่างของมาดาย และข้าคาดว่าในคืนที่อยู่บนเรือ มันคงแบ่งจิตของตัวเองบางส่วนมาแทรกซึมในร่างของท่านสำเร็จถึงได้พยายามเข้าหาเจ้าหญิง แต่เล่นระเบิดพลังยกใหญ่ไปเสียขนาดนั้น แถมเวลานี้ถูกสะกดแหล่งพลังในตัวอยู่ ก็คงได้แต่จำศีลไปสักพัก

ได้ยินอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นเกรงว่ามันจะตื่นขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ทว่าพระมหาเถระลูเธียนก็มอบยาเม็ดลูกกลอนบางอย่างให้เขาถุงหนึ่ง นี่เป็นยาสะกดที่ทางซาเกรดา โซลคิดค้นขึ้น มันยังไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ไม่มีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ หากรู้สึกไม่ค่อยดี ได้ยินเสียงแว่วในตัวเอง หรือรู้สึกเหมือนมันจะตื่นขึ้นมา ท่านก็กินป้องกันไว้เสียก่อนแล้วกัน ข้านำติดมาด้วยเผื่อจำเป็นต้องใช้

เพราะมียา อาเมียร์จึงอุ่นใจขึ้นได้บ้าง เขาพึ่งมันสองสามครั้งเมื่อรู้สึกปวดศีรษะอย่างประหลาดๆ หรือได้ยินเสียงเหมือนใครพูดด้วยตามที่อีกฝ่ายบอก จึงนับว่าไม่มีปัญหาอะไรทางนี้อีก เช่นเดียวกับด้านคดีลอบสังหารเฟย์ลิม

ทว่าการล่อผู้ร้ายที่แท้จริงออกจากถ้ำนั้นยากยิ่งกว่า

ข้ากับท่านเบเรคส่งสารไปทางเมืองหลวงว่าจะขอดำเนินการพิจารณาคดีที่นี่ และได้รับคำตอบว่าเสนาบดีตุลาการจะเดินทางมา อีกทางหนึ่งข้าก็เชิญมาดายมาร่วมพิสูจน์ แต่มันปฏิเสธ อ้างว่าเชื่อมั่นในการตัดสินของข้า และจะอยู่ชำระล้างมนตร์มืดที่ค้างอยู่ไปจากเจ้าหญิง...ระวังตัวแจเลยทีเดียวลูเธียนบอกเขา

แล้วแอช...ข้าหมายถึงเจ้าหญิง...จะไม่เป็นอันตรายหรือ

ข้าว่าไม่หรอก มาลิอาตอบ ถ้ามันเป็นจิตอีกด้านของท่าน จุดประสงค์ของมันคือทำทุกวิถีทางให้ท่านได้เป็นมหาราชันปกครองอาณาจักรนี้ ดังนั้นมันย่อมไม่ล่วงเกินเจ้าหญิงด้วยร่างหงำเหงือกของมาดาย และจะไม่ปล่อยให้ชายอื่นได้ครอบครองเจ้าหญิงก่อนหน้านี้ด้วย เพื่อให้ท่านได้อภิเษกกับนางอย่างชอบธรรม

แม่มดดำพูดตรงเสียจนเด็กหนุ่มต้องเหลือบใบหน้าที่ร้อนผ่าวไปอีกทาง

แล้วถ้าพวก...มนตร์สะกดล่ะ

อืม...ข้ายังไม่เห็นว่าสะกดให้เจ้าหญิงร้องหาท่านในตอนนี้จะช่วยอะไรได้ ในเมื่อท่านแล่นมาอยู่เสียไกลโข แถมถ้าทำอย่างนั้น ท่านคงจะถูกหาว่าเป็นพ่อมดทำเสน่ห์ใส่เจ้าหญิงให้เสียชื่อเปล่าๆ ...เอาเป็นว่าเวลานี้มันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะเจ้าหญิง ต้องมนตร์ ที่แนบแน่นกว่านั้นของท่านไปเสียแล้วกัน

อาเมียร์เริ่มไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เพราะเหมือนจะเดาเวทมนตร์ที่ว่าได้ผ่านทางดวงตาของแม่มดดำที่ชายมาทางเขา

อย่างไรก็ดี เด็กหนุ่มยังคงยืนยันการตัดสินใจเดิมของตน ...ช่วยให้แอชได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรม แล้วจากนั้นเขาก็จะไปเสียจากอาณาจักรนี้โดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆ

ด้วยสภาวะพัวพันกับมนตร์มืดอย่างที่เป็นอยู่ เขาไม่อาจนั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงข้างเธอได้ดอก ทั้งยังยิ่งตระหนักได้ว่าตนทำผิดต่อเธอมากมายเพียงไรหากว่าด้านมืดของเขาอยู่ที่มาดาย เพราะมาดายเป็นผู้วางแผนร่วมมือกับแฟคท์นา ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ไปจนถึงสังหารเฟย์ลิม เพื่อให้แอชต้องเป็นราชินี ครองคู่กับราชาที่พวกเขาต่างวางตัวไว้...แม้จะเป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง

ก็เท่ากับเป็นอาเมียร์เองไม่ใช่หรือ ที่สังหารครอบครัวของเธอไปจนถึงเฟย์ลิม จึงสมควรยอมรับความผิดและไถ่โทษทั้งมวล ต่อให้นั่นเป็นสิ่งที่จิตอีกด้านกระทำไปโดยเขาไม่รู้ตัวก็ตาม

น่าประหลาด บางครั้งเด็กหนุ่มก็คิดว่าตนเป็นมนุษย์เหตุผล เย็นชาไร้หัวใจเกินไปหรือเปล่าหนอ จึงได้ยังยึดมั่นว่าถึงอย่างนี้ก็ต้องช่วยเหลือแอชด้วยการแก้ไขทุกสิ่งให้ถูกต้อง อีกทั้งยังคิดว่าต่อให้เธอจะโกรธเกลียดเขา ก็ต้องสารภาพความจริงที่ว่าเขาคือฆาตกรที่เธอสมควรโกรธแค้นคนนั้น

แต่ก็นั่นเอง เขาเพียงแต่ไม่ต้องการหนีปัญหา จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือหลอกลวงเธออีกต่อไปแล้ว

ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิใกล้สิ้นสุด อาเมียร์รอเวลาที่เขาจะได้รับอิสระที่ตนควรได้รับ และหาทางช่วยเหลือเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเร ซึ่งบัดนี้อยู่ห่างออกไปแสนไกลเหลือเกิน

 

ผลการพิจารณาคดีออกมาแล้วเพคะ

งั้นหรือ

ไม่ใช่ปฏิกิริยาตอบรับที่เคียราคาดว่าจะได้รับจากเจ้าหญิงแอชลีนน์ ซึ่งไม่แม้แต่จะทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากหนังสือบนโต๊ะ

องค์หญิงไม่ทรงอยากทราบเลยหรือเพคะ ว่าผลเป็นอย่างไร นางกำนัลสาวพยายามอีกครั้ง

ก็เรารู้ผลอยู่แล้วนี่ อีกฝ่ายตอบเรียบๆ คนผิดก็ต้องได้รับโทษ คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ได้ล้างมลทิน เท่านั้นเอง

เคียราไม่ใคร่เข้าใจ ...ทรงไม่ห่วงใยคนทรายนั่นแล้วหรือเพคะ

เอ๊ะ เคียรานี่ เสียงของนายเหนือชักขุ่น พอเราบอกว่าเป็นห่วงเขา เคียรากับใครๆ ก็หาว่าเขาต้องทำมนตร์ดำใส่เราแน่ๆ ละ หรือเขาไม่ใช่คนดีแน่ๆ บ้างละ แต่พอเราเฉยๆ ก็มาถามว่าไม่เป็นห่วงหรือ ตกลงจะให้เราทำอย่างไรกันแน่

ขะ...ขอประทานอภัยเพคะ หญิงสาวค้อมศีรษะแม้อีกฝ่ายจะไม่ผินหน้ามามองแม้แต่น้อย

...เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงเปลี่ยนไป...

นับแต่วันที่ราชองครักษ์อารักขาพระองค์กลับมายังพระราชวัง พระองค์ไม่ตรัสถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อใครเลย เว้นแต่ท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอยซึ่งเจ้าหญิงทรงมีพระประสงค์ให้เข้าเฝ้าเป็นการลับ และหลังจากนั้นก็มีการอนุญาตให้จัดการพิจารณาคดีที่มณฑลยาร์ลาธ แทนที่จะเป็นมณฑลหลวงเช่นเดิม

ด้านเจ้าหญิงก็ไม่ตรัสถึงคนทรายชื่ออาเมียร์อีกเลย และทรงเข้าพิธีชำระล้างด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนพิธีปัดเป่ามนตร์ดำจากพระเถระอย่างว่าง่าย เวลานอกเหนือจากนั้นก็ทรงพระอักษรอยู่ในห้องส่วนพระองค์หรือห้องสมุดอย่างเงียบๆ ดูเหมือนจะทรงครุ่นคิดอยู่เสมอ...และไม่ถึงกับทรงเรียบร้อย อยู่ในโอวาท ไปเสียทั้งหมด

เคียรายังจำได้ดีว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์กริ้วจนปิดตนเองอยู่ในห้องเป็นวันๆ หลังจากหมอหญิงมาตรวจพระวรกายเพื่อตอบข้อสงสัยของเหล่าขุนนางและข้าราชบริพารซึ่งรู้เรื่องที่ทรงหายพระองค์ไปกับพวกนักโทษหลายวัน ดูเหมือนพระองค์จะทรงเห็นว่านี่เป็นการ ดูถูก มิหนำซ้ำยังประชดไปเสียหลายคำ

ถ้าผลไม่ออกมาตามที่พวกท่านต้องการแล้วจะทำอย่างไร ...ปลดเราจากตำแหน่งรัชทายาทเหรอ! หรือจะให้เราเป็นราชินีตามลำพัง ไม่ต้องอภิเษก เพราะไม่มีใครเขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงมีมลทินอยู่แล้ว!”

แต่สุดท้ายคุณท้าวทราซาผู้เป็นแม่นมกับเคียราก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อมจนทรงยินยอม...เพราะดื้อแพ่งปฏิเสธไปก็ไม่เป็นผลดีต่อพระองค์เอง แม้จะเห็นได้ชัดว่ายังพิโรธอยู่มาก

แล้วผลตรวจก็ออกมาเป็นที่ประจักษ์โล่งใจของใครต่อใคร ผิดกับตัวคนรับการตรวจซึ่งไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย

นอกจากเรื่องตรวจพระวรกายแล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่นที่ทรงไม่ยอมใครอยู่อีกสองประการ คือเรื่องฝึกซ้อมอาวุธกับหัดทรงม้า ต่อให้คุณท้าวทราซาห้ามอย่างไร เจ้าหญิงก็ไปขอให้ท่านผู้สำเร็จราชการอนุญาตให้พระองค์ฝึกซ้อมอาวุธกับครูดาบในหน่วยราชองครักษ์ และทรงม้าในอุทยานชั้นในจนได้ คุณท้าวจึงได้บ่นว่าเจ้าหญิงทรงทำราวกับอยากกลับไปเป็นอย่างบูดิกาหรือเอริน พระอัยยิกาและพระมารดาของปฐมกษัตริย์ ในสมัยที่ขาดแคลนบุรุษนักรบเสียจนสตรีที่เป็นเชื้อพระวงศ์ต้องออกรบเอง...ทั้งๆ ที่แลดู ไม่งาม เอาเสียเลย

ทำไมไม่เอาเวลาไปทรงเตรียมพระองค์เป็นเจ้าสาวก็ไม่รู้

ใช่ เจ้าหญิงยังไม่โปรดการปักผ้าหรือทำงานฝีมือใดๆ เช่นเดิม แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เคียราถึงได้รู้สึกว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงเจริญวัยขึ้นมากในเวลาเพียงไม่นาน ต่อให้เรื่องคดีลอบปลงพระชนม์อยู่ในความรับผิดชอบของมณฑลยาร์ลาธแล้ว พระองค์ก็ทรงใช้เวลาที่เสด็จไปทรงค้นคว้าในห้องสมุดพบท่านผู้สำเร็จราชการ หารือเรื่องเหตุบ้านการเมืองต่างๆ เช่นปัญหาโจรปล้นตามหมู่บ้าน ปัญหาการลักลอบค้าทาสและนางโลม ตลอดจนความพยายามที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอาณาจักร บางครั้งก็ทรงให้ท่านผู้สำเร็จราชการเชิญเสนาบดีที่เกี่ยวข้องมากราบทูลถวายรายงานเรื่องต่างๆ

ดูราวกับเจ้าหญิงกำลังจะทรงกลายเป็นราชาผู้ปกครองเสียเอง แทนที่จะเป็นราชินี

แล้วผลเป็นอย่างไร เสียงเจ้าของห้องฉุดความคิดล่องลอยของนางกำนัลสาวขึ้นมา

เพคะ?

ไหนๆ รู้ผลแล้วก็ตั้งใจจะมาบอกเราไม่ใช่หรือ เจ้าหญิงแอชลีนน์ใช้แผ่นทองเหลืองฉลุคั่นหน้าหนังสือ ก่อนจะปิดมันลงแล้วหันหน้ามาทางเคียรา ว่ามาสิ

พะ...เพคะ หญิงสาวอดยำเกรงจนค้อมศีรษะน้อยๆ ไม่ได้ ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซารับสารภาพ ทั้งเรื่องโกงการทดสอบและลอบสังหารเฟย์ลิม เลยได้รับการลดหย่อนโทษกึ่งหนึ่ง จากประหารชีวิตเป็นส่งไปใช้แรงงานที่ชายแดนชั่วชีวิตเพคะ ส่วนคนทรายนั่น ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารพระคู่หมั้น เรื่องคดีฆ่าราชมัล พระมหาเถระลูเธียนบอกว่าปีศาจร้ายที่สิงอยู่ในร่างของเขาทำลงไปเองเพื่อป้องกันตัว ในเมื่อพระมหาเถระขับไล่ปีศาจร้ายออกไปแล้ว จึงถือว่าไม่มีความผิด และได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับครอบครัวของเขา ด้านคนชุดดำที่ชาลัวห์ซัดทอดว่าเป็นคนพาเขาไปพบนางแม่มด พระมหาเถระลูเธียนก็กำลังสืบหาตัวอยู่เพคะ

สีพระพักตร์ของเจ้าหญิงยังคงเรียบเฉย แม้แววพระเนตรจะไม่อาจปิดความโล่งพระทัยได้มิด ก็ดีแล้วนี่

พะ...เพคะ นางกำนัลสาวได้แต่รับ ก่อนจะทูลถามเมื่อนายเหนือทรงลุกจากเก้าอี้ จะเสด็จไปไหนหรือเพคะ

ไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ เจ้าหญิงตรัสตอบเรียบๆ เรื่องคดีจบสิ้นไปแล้ว จะได้ขอให้เร่งเรื่องคัดเลือกพระคู่หมั้นคนใหม่ได้เสียที

เพคะ

การกราบทูลจบลงเท่านี้เอง ไม่ช้าเคียราก็ตามเสด็จเจ้าหญิงแอชลีนน์ไปยังห้องสมุด ให้ท่านผู้สำเร็จราชการเข้าเฝ้า และตรัสให้เคียราออกไปทำหน้าที่อย่างอื่นเสีย

หญิงสาวจำใจออกมาทั้งที่ไม่รู้ว่าตนยังมีหน้าที่อะไรให้ทำอีก สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจไปดูแถวห้องพักของเหล่าราชองครักษ์ เผื่อว่าจะพบท่านดูลัสอยู่แถวนั้น

...แต่ก็ไม่พบ...เช่นเคย...

หลังจากอารักขาเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับมาถึงพระราชวังแล้ว ดูเหมือนราชองครักษ์หนุ่มจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน เขาเองก็เงียบและครุ่นคิดมากขึ้น เวลาที่เข้าประจำการถวายรับใช้ในฐานะองครักษ์ของเจ้าหญิงก็ลดน้อยลงเนื่องจากชายหนุ่มขอลาไปพักผ่อน เตรียมตัวสำหรับการทดสอบคัดเลือกพระคู่หมั้นครั้งใหม่ ซึ่งท่านผู้สำเร็จราชการกับเหล่าขุนนางได้ตกลงกันแล้วว่าจะจัดเป็นการประลองภายในที่ไม่เอิกเกริกนักระหว่างราชองครักษ์ดูลัสกับผู้กองคาเฮียร์ สองผู้เข้ารอบสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่

หญิงสาวเคยคิดว่าเขาจะดีใจที่เจ้าหญิงดูจะไม่ได้อาลัยในตัวคนทราย ราวกับเพียงแต่ต้องมนตร์ของมัน และเวลานี้ก็หลุดพ้นจากมนตร์สะกดนั้นแล้ว ยิ่งได้รู้ว่าเจ้าหญิงยังทรงบริสุทธิ์ไร้มลทินใดๆ ราชองครักษ์หนุ่มก็น่าจะกลับอารมณ์ดีเป็นปรกติ...ทว่าไม่เลย เขากลับเคร่งเครียดยิ่งไปกว่าเดิม เมื่อใดที่เคียราพูดให้กำลังใจว่าเขาย่อมได้ชัยชนะ หรือเจ้าหญิงเองก็ทรงมีพระประสงค์ให้เขาได้เป็นพระคู่หมั้น ท่านดูลัสก็ทำเพียงรับคำไปแกนๆ เท่านั้น

เอาเถิด หวังว่าเมื่อหมดปัญหากับคนทรายนั้นและได้เป็นผู้ชนะในการประลองที่จะมาถึงจริงๆ แล้ว องครักษ์หนุ่มก็คงจะรู้สึกดีขึ้น และกลับเป็นคนเดิมได้ในเร็ววันกระมัง

 

คนต่อไป

ชายหนุ่มแทบคำรามอยู่กลางลานฝึกซ้อม มือกำด้ามดาบไร้คมแน่นทั้งที่ลมหายใจยังหอบเป็นห้วงๆ และเสื้อผ้าทะมัดทะแมงบนร่างโซมเหงื่อจนชุ่ม

ที่ริมลานนั้นมีนักรบอื่นๆ ยืนอยู่หลายสิบคน ทั้งคนที่ประมือกับชายหนุ่มไปแล้วและจบลงด้วยความพ่ายแพ้ กับคนที่อยากเสนอตัวเป็นคนต่อไป ทว่ารั้งรออยู่ด้วยความเกรงใจผู้มีอาวุโสสูงสุดในที่นั่น

ไม่ว่าใครล้วนอยากมีโอกาสประดาบกับลูกชายของเจ้ามณฑล หรือว่าที่ เจ้าชีวิต ของพวกเขาทุกคนในหน่วยเรเวน ทว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจควรเป็นของ ท่านหัวหน้าหน่วย

ฟีอาครา...จ่าฝูงแห่งเรเวน ชายวัยกลางคนเจ้าของผมและเคราสั้นสีดำสนิท กับร่างกายสันทัดทว่ามีกล้ามเนื้อหนั่นหนา ประดับด้วยรอยแผลเป็นมากมายบนร่าง ประหนึ่งตราเกียรติยศแห่งนักรบมากสมรภูมิ

อาจารย์ โปรดเลือกคนต่อไป ดูลัสย้ำคำ หรือหากท่านไม่เลือก ใครอยากเข้ามาก็เชิญ

นักรบหน่วยเรเวนรุ่นราวคราวเดียวกันดูจะอยากตอบสนอง กระนั้นยังรั้งรออยู่กระทั่งบัญชามาจากครูฝึก

พอเท่านี้ ถ้อยคำของอีกฝ่ายสั้นและราบเรียบ ทว่าเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไปพักได้แล้ว นายน้อย

ข้ายังสู้ไหวขอรับ!”

สู้ไหวไม่ได้หมายถึงหักโหม

แต่ข้าไม่ได้หักโหมขอรับ!” ชายหนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง ไม่ช้าก็ต้องประลองแล้ว หากไม่ฝึกซ้อมให้มากจะพร้อมได้อย่างไร!”

ซ้อมหนักเกินไปต่างหาก ท่านจึงจะไม่พร้อม อีกฝ่ายเอ่ยพลางคลายแขนที่กอดอกอยู่เมื่อครู่ แต่เอาเถอะ หากอยากซ้อมต่อนัก ครั้งนี้ข้าจะเป็นคู่ให้ก็แล้วกัน

ชายผู้มากวัยกว่าหยิบดาบซ้อมอีกเล่มจากชั้นวาง เดินเข้ามาหยุดยืนประจันหน้าราชองครักษ์หนุ่มอย่างใจเย็น ทว่าเขาเพียงถือดาบชี้ปลายลงบนพื้นทรายข้างตัว ไม่ได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมโจมตีหรือป้องกันอย่างที่ควรกระทำแม้แต่นิดเดียว

เป็นดูลัสต่างหากที่เครียดเขม็งขึ้นทันที ชายหนุ่มยิ่งกระชับดาบในมือ...แม้เหงื่อที่ไหลโซมมานานจะทำให้ด้ามของมันลื่นเสียเหลือเกิน เขาพยายามบังคับสมองให้แล่นเร็วรี่ขัดกับความเมื่อยล้าของร่างกาย ประมวลว่าชายตรงหน้าจะเป็นฝ่ายรุกเข้ามาก่อนหรือกำลังรอตั้งรับ

ตั้งรับ...ท่าทางไม่อินังขังขอบนั้นมีไว้ล่อให้เขาประมาท อีกฝ่ายจะฉวยโอกาสขณะที่เขาโจมตีหาช่องว่าง และโต้กลับเต็มกำลังในดาบเดียว

ต้องรับมือโดยการไม่ผลีผลาม ไม่เป็นฝ่ายรุกเข้าไปก่อน ยันหลักตั้งรับเสียตรงนี้ รอให้คู่ต่อสู้เข้าใจว่าเขาจะไม่มีวันโจมตีเป็นดาบแรก จึงต้องเปลี่ยนแผน

ไวเกินคาดคิด นักรบวัยกลางคนถีบเท้าพุ่งตัวเข้าหา

ดูลัสรีบตั้งรับปัดป้อง ทว่ายังช้าเกินไป สันดาบของอีกฝ่ายฟาดเข้าที่แขนของเขาเต็มแรงจนชายหนุ่มไม่อาจถือดาบไว้อีกต่อไปและปล่อยมันหลุดร่วงลงบนพื้น

กลับไปพักผ่อน ถนอมมือของท่านไว้ ฟีอาคราพลันคว้าข้อมือของเขาหงายขึ้น เผยให้เห็นรอยพุพองเสียดสีต่างๆ บนฝ่ามือซึ่งเวลานี้แตกออกจนมีเลือดไหลซึม หากไม่ต้องการให้แผลเหล่านี้ทำให้ท่านพ่ายแพ้ในการประลองจริงๆ

ราชองครักษ์หนุ่มเพิ่งรู้ตัว ความชาของกล้ามเนื้อมือที่กุมรอบด้ามดาบมานานทำให้เขาไม่ทันรำคาญกับความแสบแปลบ และไม่ได้นึกเลยว่าความลื่นนั้นมาจากเลือด แทนที่จะเป็นเหงื่อตามความคาดเดา

และอย่าลืมทำสมาธิ ดับ ไฟ ที่มันไหม้อยู่ให้หมด วันนี้ ท่านสู้ชนะมากี่คนๆ ก็แค่เพราะไฟมันโหมจนออกดาบเร็วกว่า ใจของท่านไม่ได้นิ่งเลย ดีแต่ปล่อยให้ไฟสู้แทนเท่านั้นเอง หัวหน้าหน่วยเรเวนพูดต่อไป ไยร้อนรนถึงเพียงนี้ คาเฮียร์ไม่ได้มีสิ่งใดน่ากลัว จากการประลองครั้งที่แล้ว ข้าเห็นว่าเขาสู้อย่างเถรตรงกว่าท่านมาก และฝีมือของท่านก็ยังเหนือกว่าเขาอยู่ขั้นหนึ่ง เหนือกว่าเฟย์ลิมที่ชนะเขาได้ด้วยซ้ำ

ข้าไม่อยากชนะเพียงแต่เขา ดูลัสกัดฟัน แต่ต้องการชนะขีดจำกัดของตัวเอง ต้องทำให้ได้ดีกว่านี้

ขีดจำกัดมีไว้เพื่อระมัดระวังไม่ให้พ่ายแพ้ ไม่ใช่ดึงดันเอาชนะ นักรบวัยกลางคนกลับปล่อยมือก่อนจะผละจากไป ข้าทราบว่าท่านทราบ แต่ไฟในใจท่านยังโหมแรงจนบดบังทุกสิ่งหมดสิ้น ข้าไม่อาจทราบได้ว่าไฟนั้นมีเชื้อมาจากไหน แต่ตราบใดที่ไม่ดับมันเสีย โอกาสที่ท่านจะเพลี่ยงพล้ำแก่คาเฮียร์ก็ยิ่งมากกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว

อาจารย์ผู้สอนดาบให้แก่ชายหนุ่มมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ทิ้งให้เขาได้แต่ก้มลงเก็บดาบซึ่งอาบเลือดและเหงื่อของตนที่ด้าม เช็ดถูให้สะอาดก่อนจะเก็บขึ้นชั้น ครั้นแล้วจึงตรงไปยังบ่อน้ำที่ริมลานซ้อม จ้วงถังตักน้ำเย็นเฉียบขึ้นราดศีรษะของตน ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

เขาจะเอาชนะเจ้าปีศาจร้ายนั่นให้ได้

ใช่...หากมันขืนกลับมายืนอยู่ต่อหน้าเขาอีก เขาจะต้องเอาชนะมัน ทำลายมันให้สิ้นซาก บดขยี้มันให้แหลกลาญ ไม่ว่า ปีศาจ ที่พระมหาเถระลูเธียนอ้างว่าอยู่ในกายของมันจะถูกขับไล่ออกไปจริงหรือไม่ประการใด

เขารู้ว่ามันยังไม่ได้ครอบครองพระวรกายของเจ้าหญิง แต่นั่นสำคัญอย่างไรเล่า พระหทัยของเจ้าหญิงยังคงถูกมันช่วงชิงไป หาไม่แล้วจะอธิบายท่าทีเฉยชาของพระองค์ต่อชื่อและเรื่องของมัน ตลอดจนถึงการที่ยังทรงปฏิบัติตามสิ่งที่มันสอนสั่ง...ทั้งทรงหนังสือตำรา ทรงดาบ ไปจนถึงทรงม้าได้อย่างไร

เขารู้ว่าที่ทำเป็นเฉยชาไม่สนใจก็เพราะทรงไม่ต้องการให้มันถูกเพ่งเล็ง ที่ยังทรงทำตามคำสอนของมันก็เพราะยังอาลัยมัน ยังหลงเชื่อเปลือกหน้า ที่มันเสี้ยมสอน หลอกลวงนกพิราบตัวน้อยที่เคยแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสวนสวรรค์ ว่าเจ้านกไร้เดียงสาสามารถบินออกไปเผชิญโลกโหดร้ายภายนอกได้อย่างพญาอินทรี

เจ้าหญิงไม่ต้องทรงทำเช่นนั้นเลย ข้ารับใช้ของพระองค์อยู่นี่แล้วไม่ใช่หรือ ทุกสิ่งของพระองค์...เขาจะปกป้อง จะดูแลคุ้มครองไม่ให้ภัยใดๆ แผ้วพาน ขอเพียงไม่มีไอ้ปีศาจจากทะเลทรายที่บังอาจใฝ่สูงไขว่คว้าดวงดาวของเขา ขอเพียงมันเลือนหายไปจากพระหฤทัยของพระองค์

ไฟในใจของเขาจะมอดดับลงได้...ก็เมื่อได้แผดเผาร่างของมันจนไหม้เกรียมสิ้นเชื้อเท่านั้นเอง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #24 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 06:09
    ยิ่งอ่านยิ่งรำคาณดูลัส มโนได้เกินจิงๆ
    #24
    1
    • #24-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 55)
      3 ตุลาคม 2560 / 22:35
      พอได้รับคอมเมนต์คนอ่านหลายคน ก็เริ่มเชื่อแล้วละค่ะว่าดูลัสนี่สายมโนจริงๆ 5555 จะว่าคิดมากคนละแบบกับอาเมียร์ได้หรือเปล่านะ
      #24-1
  2. #23 yafi (@yafi) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 22:10
    ไฟของดูลัสคงแผดเผาตัวเองในสักวัน ถ้ายังไม่หยุด
    #23
    1
    • #23-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 55)
      3 ตุลาคม 2560 / 22:10
      ถ้าดูลัสไม่เรียนรู้ที่จะหยุด ก็ต้องรับผลละนะ...
      #23-1