The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 54 : 24 - หัวอกพ่อแม่ "นั่งเสีย เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ไม่ควรฝืนร่างกายอย่างนี้"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 ก.ย. 60

บทที่ ๒๔

หัวอกพ่อแม่

 

ชาลัวห์ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

เขาจำได้เลือนรางว่าถูกใครก็ไม่รู้พาตัวไปขังไว้พร้อมกับรูอาร์คและกำลังจะถูกทรมาน แต่แล้วจู่ๆ ก็พบตนเองกำลังเดินไปตามทางเดินในอาคารสักแห่งโดยมีคนหิ้วปีกประคองทั้งซ้ายขวา สิ้นสุดลงที่ถูกพามานั่งในห้อง บนเก้าอี้นวมซึ่งสบายที่สุดในรอบหลายวัน มีหมอมาดูปากที่บวมเจ่อปวดแสบ และป้ายยาสมุนไพรกลิ่นฉุนให้

ดูเหมือนรูอาร์คจะอยู่ไม่ห่าง คงจะถูกพามาด้วยกัน เวลานี้เด็กหนุ่มนั่งบนเก้าอี้อีกตัวและมีสภาพเลวร้ายกว่าเขา ผ้าขาวที่หมอใช้ซับเลือดในช่องปากของอีกฝ่ายชุ่มไปเป็นผืนๆ ...เจ้าตัวรายงานว่าฟันข้างในเหมือนจะโยก คงเพราะถูกคนชื่อ เลวอน ถีบเข้าไปตรงหน้า

แต่เจ้าตัวแสบหัวแดงก็ย้ำว่าเรื่องแค่นี้ไม่หนักหนา ฟันจะหลุดก็ถอนมันออกไปเลย จนหมอต้องเตือนให้ห้ามพูดในเวลานี้ อย่างน้อยก็จนกว่าเลือดจะหยุด มิหนำซ้ำบอกว่าดีแค่ไหนแล้วที่ลิ้นไม่กระทบกระเทือนไปด้วย

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาได้แต่นึกขอบคุณสวรรค์ที่พวกตนยังไม่ตาย แทบไม่เหลือสติให้คิดสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน และทั้งสองจะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างน้อยก็จนกระทั่งชายวัยกลางคนคนหนึ่งรีบรุดเข้ามาในห้อง และเรียกชื่อเพื่อนร่วมทางของตน

รูอาร์ค!

ชายคนนั้นตรงเข้ามายืนค้ำร่างของเด็กหนุ่มซึ่งเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตากึ่งขุ่นใจกึ่งโล่งอก แต่ครั้นรูอาร์คจะขยับปากส่งเสียง หมอก็รายงานเรื่องฟันและการห้ามเลือดแทนเสียก่อน

เจ้ายังไม่ต้องพูดอะไร ให้หมอเขาดูแลก่อน อาการดีขึ้นแล้วค่อยว่ากันชายผู้เข้ามาออกคำสั่งก่อนจะหันมาถามผู้รักษาเวลานี้เขาเดินทางได้ใช่ไหม แล้วท่านหมอก็ร่วมทางไปกับเขาเลย ข้าคิดว่าให้เขากลับไปนอนพักที่จวนคงสะดวกสบายกว่า

ได้ขอรับหมอรายงานคนเจ็บอีกคนเพียงแค่ปากแตกเล็กน้อย ข้าทายาให้แล้ว จากนี้ไม่ต้องทำอะไร

ดูเหมือนจะเป็นเมื่อนั้นเองที่ชายวัยกลางคนเลื่อนสายตามามองคนเจ็บอีกคน

ครั้นเห็นสายตาของชายผู้นั้นชัดเจน ชาลัวห์ก็ตัวเกร็งขึ้นทันที

...สายตานั้นเหมือนจะเย็นชาเรียบเฉย กลบฝังความรู้สึกทั้งมวลให้มิดชิดดุจทะเลสงบไร้คลื่น แต่ที่แท้ไม่เป็นเช่นนั้น ประกายเคืองแค้นดุจเดียวกับในดวงตาของอาเมียร์ยังคงเล็ดลอดออกมา แม้จะไม่มากจนฉายชัดเท่าในดวงตาของเด็กหนุ่ม...

ขอบใจท่านหมอชายวัยกลางคนพูดเรียบๆพารูอาร์คออกไปเถอะ ข้ามีเรื่องต้องพูดกับคนเจ็บอีกคนตามลำพัง

อย่าโหดกับมันนักล่ะเด็กหนุ่มผมแดงพูดอู้อี้ทั้งที่ยังกัดผ้าห้ามเลือดอยู่ไอ้กะหลั่วนี่ใจเสาะจะตาย ถึงมันจะยอมโง่เป็นตัวล่อดูลัสกับข้า แถมยังสะเออะเถียงไม่ให้ข้าโดนไอ้เลวอนบีบเล็บจนมือหงิกเหมือนมัน

ไว้พูดกันทีหลัง เลือดจะกบปากอยู่แล้วยังไม่เจียมอีกชายวัยกลางคนตัดบทเสียงแข็ง ก่อนจะกำชับให้หมอและเจ้าหน้าที่อื่นๆ พารูอาร์คออกไปอีกครั้ง

เหลือเพียงชายหนุ่มกับเขาอยู่ในห้องตามลำพัง

เมื่อนั้นเอง ชายผู้มากวัยกว่าจึงได้ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา และแนะนำตัวข้าคือเจ้ามณฑลยาร์ลาธ

ชาลัวห์รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดขึ้นในทันที

เขาค่อยจำได้ว่าอีกฝ่ายดูคุ้นตาเหมือนกับเคยเห็นมาก่อน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้ใส่ใจจดจำนัก

พ่อของเฟย์ลิมคงเพราะชายหนุ่มเงียบไป อีกฝ่ายจึงได้เสริมด้วยเสียงหนักๆ

ขะ...ข้าทราบแล้วขอรับชาลัวห์ก้มหน้าลง เขาเริ่มลังเลว่าตนควรจะเลื่อนกายลงจากเก้าอี้ แล้วคุกเข่าลงขอขมาเสียเดี๋ยวนี้เลยไหม

และนั่นเองคือสิ่งที่ชายหนุ่มทำในชั่วครู่ต่อมา ทั้งมือและขาที่สั่นเทาซึ่งป่ายปะไปถูกโต๊ะรับแขกฝังมุกจนเขยื้อนและทำให้แจกันบนนั้นไหวคลอน

ขะ...ขออภัย...ที่...ฆ่าลูกชายของท่าน...ขอรับ

ชาลัวห์ได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าตนควรจะเอ่ยสิ่งใดต่อไป บอกไปว่าตนทำลงไปด้วยจุดประสงค์และความคิดตื้นเขินเพียงไร...หรือรับรองว่าตนจะสารภาพความผิดในศาล และยินยอมรับโทษทุกประการ ตามที่อาเมียร์ตั้งเงื่อนไขไว้ดีไหม

ความเงียบงันเนิ่นนานเหมือนจะกดร่างของเขาจนบี้แบนแนบไปกับพื้น ขณะที่แผลข้างปากปวดตุบๆ ...คงเพราะเวลานี้ศีรษะก้มต่ำเสียจนเลือดไหลลงมาคั่ง

ลุกขึ้นเถอะความเงียบพลันถูกทำลายด้วยถ้อยคำราบเรียบนั่งเสีย เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ไม่ควรฝืนร่างกายอย่างนี้

ชาลัวห์ค่อยๆ ทำตาม มือเท้าของเขายังคงไม่หายสั่น สายตายังไม่กล้าเงยมอง

ข้าเป็นเพียงญาติของผู้ตาย ไม่ใช่ผู้พิพากษา รายละเอียดอะไรในคดี เจ้าก็ไปรายงานต่อเขาแล้วกันเจ้ามณฑลเอ่ยต่อไปเวลานี้ คงต้องคุมตัวเจ้าไว้ในศาลาเมืองก่อน แต่หากอยากไปคารวะหลุมศพของเฟย์ลิม...ก็บอกมา ข้าจะจัดคนพาไปให้

ขะ...ขอรับชายหนุ่มรีบรับขะ...ข้าจะไปขอรับ ทะ...ทันทีที่ท่านสะดวก

ก็คงได้เร็วที่สุดพรุ่งนี้ เพราะวันนี้มีเรื่องวุ่นวายมากอยู่ชายวัยกลางคนตอบด้วยเสียงดังเดิมข้ามีงานต้องทำ เดี๋ยวจะให้คนพาเจ้าไปยังห้องขัง ข้ารู้ว่าในนั้นคงไม่สะดวกสบายเท่าไร แต่หากขาดเหลือสิ่งจำเป็นใดๆ ก็ขอให้บอกมา

ขะ...ขอรับ

ผ้าหุ้มเบาะขยับแสกสากเมื่ออีกฝ่ายลุกจากเก้าอี้ จากนั้นจึงมีเสียงสั่นกระดิ่งเรียกเจ้าหน้าที่ และเสียงฝีเท้า...ของทั้งผู้ที่เข้ามาประชิดตัวชาลัวห์ และผู้ที่กำลังจะออกไป

ทะ...ท่านเจ้ามณฑลขอรับชายหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้ และเรียกออกไปทันเวลา

มีอะไรหรือเป็นเสียงถามเรียบเฉยของชายวัยกลางคนซึ่งชาลัวห์ยังคงไม่กล้ามองตรงๆ เช่นเดิม

จะ...เจ้าหญิง...กับอาเมียร์...มาถึงที่นี่โดยปลอดภัย...ใช่ไหมขอรับ

เจ้าหญิงทรงปลอดภัยดี และอาเมียร์ก็เช่นกัน อย่าห่วงเลยอีกฝ่ายเอ่ยแผ่วเบา

เสียงปิดประตูดังตามหลังคำตอบแทบในทันที ทว่ากลับนำความดีใจมาให้แก่ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาซึ่งกลายสถานะมาเป็นผู้ต้องขังอีกครั้ง

แต่ด้วยหัวใจที่หนักอึ้งน้อยกว่าครั้งที่อยู่ในคุกกรงน้ำมากนัก

 

สำหรับซิอ์บุล วันที่อาเมียร์กลับมาในที่สุดนั้นไม่มีลางหรือวี่แววบอกเหตุล่วงหน้าอันใดเลย จู่ๆ ในเวลาบ่าย รถม้าของศาลาเมืองก็แล่นมาถึงบ้านพัก ผู้ที่ลงมาเป็นคนแรกคือชายผมทองในชุดอย่างชาวทะเลทราย กับหญิงร่างเล็กสวมชุดอย่างนางรำชาวทะเลทรายเช่นกัน

ทหารยามที่เฝ้าหน้าคฤหาสน์ตรงไปช่วยแบกร่างของใครอีกคนตามลงมา...ใครซึ่งทำให้อดีตนักรบรู้สึกทั้งโล่งอกและเป็นกังวลขึ้นมาพร้อมกัน

อาเมียร์!

หากไม่ติดว่าตนมีเพียงมือเดียว ชายวัยกลางคนก็คงจะเข้าไปอุ้มลูกชายซึ่งก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วเสียเอง ทว่าทหารยามทั้งสองนายบอกว่าจะนำตัวเด็กหนุ่มไปส่งให้ที่ห้องนอน และผู้มาเยือนอีกสองก็ดูท่าทางจะต้องการพูดคุยกับเขาตั้งแต่เดี๋ยวนั้น

ลูเธียน...มาลิอาซิอ์บุลเห็นชัดในไม่ช้าว่าพวกเขาเป็นใครพวกเจ้ามากันได้อย่างไร

คนทั้งสองค้อมคำนับอดีตนักรบอย่างนอบน้อม

นั่นเป็นเรื่องยาว ข้าคิดว่าเข้าไปพูดข้างในกันดีกว่าพระมหาเถระตอบและอย่าห่วงอาเมียร์เลย เขาเพียงแต่ใช้พลังมากจนเหนื่อยอ่อนจึงได้หลับไป ไม่ช้าก็จะตื่นขึ้นมาเอง

เชิญเลยชายวัยกลางคนผายมือไปทางประตูนี่ไม่ใช่บ้านของข้าเอง แต่ก็ทำตัวตามสบายเถอะนะ

เขาเดินนำคนทั้งสองเข้ามาในห้องรับแขกซึ่งกั้นฉากไม้เป็นสัดส่วนชัดเจน และตกแต่งอย่างหรูหราในความเรียบง่ายของบ้านพักตากอากาศในชนบท สิมาซึ่งเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใครดูเหมือนจะทั้งตกใจและดีใจขึ้นมาในเวลาเดียวกัน แต่ด้วยอาการของลูกชายคนโตจึงได้ขอตัวไม่อยู่ร่วมสนทนา แต่ขึ้นไปเช็ดตัวและเฝ้าอยู่ข้างเตียง หลังจากบอกให้ลีชาเตรียมน้ำชากับของว่างและดูแลเด็กๆ แทนเธอ

ท่านมีลูกอีกคนแล้วหรือลูเธียนเอ่ยทัก คงเพราะเห็นเด็กทารกผมดำที่พี่เลี้ยงสะพายหลังไว้

ใช่ ลูกชาย ชื่ออาซิซผู้เป็นบิดาตอบคลอดเมื่อเทศกาลเก็บเกี่ยวปีที่แล้ว เวลานี้ก็แปดเดือนได้

รู้สึกเหมือนครอบครัวของท่านวุ่นวายขึ้นเยอะเป็นคำเปรยของมาลิอาซึ่งปรายตาไปทางเด็กหญิงสองพี่น้องที่มาแอบเมียงมองหลังฉากพับ และพอรู้ตัวว่าผู้ใหญ่จับได้ก็วิ่งตึกตักหลบหายไป

เด็กๆ เยอะก็อย่างนี้ซิอ์บุลรับพร้อมกับยักไหล่

เขาอดนึกถึงวันเวลาที่ครอบครัวของตนยังมีสมาชิกน้อยจนเงียบกว่านี้ไม่ได้ นาสิรายังเป็นเด็กเท่าฟาร์ฮานาห์ในเวลานี้...แต่กลับมีเพื่อนเล่นที่ไม่ใช่มนุษย์ ฟาร์ฮานาห์เองก็ยังเป็นเด็กทารกและยังไม่ได้มาอยู่กับพวกเขา อาเมียร์ในตอนนั้นก็รับภาระหนักและจมจ่อมอยู่กับการหาทางช่วยเหลือผู้เป็นแม่เสียจนไม่ได้ใช้ชีวิตตามวัยยิ่งกว่าในตอนนี้ ส่วนสิมา...

เอาเถิด เวลานี้พวกเขาก็มีความสุข และหากลูเธียนกับมาลิอามาช่วยจัดการแล้ว ทุกสิ่งย่อมเรียบร้อยดีไม่ใช่หรือ

นาสิรากับฟาร์ฮานาห์ก็กำลังโต ลองอาซิซถึงวัยวิ่งเล่นด้วยอีกคนก็คงจะตึงตังกันทั้งบ้านเขาเปรยต่อ

แต่ดูท่าทางท่านจะชอบให้เป็นอย่างนั้นนะพระมหาเถระตั้งข้อสังเกต

ตอนเด็กๆ ข้าอยู่ตัวคนเดียวกับแม่ ไม่มีพี่น้อง ได้กลับมาอยู่กับสิมาอีกครั้ง มีลูกๆ พร้อมหน้าพร้อมตา เท่านี้ก็เป็นสุขแล้วอดีตนักรบบอกตอนนี้เหลือแต่เรื่องของอาเมียร์ หากเสร็จเรียบร้อยดี ข้าคงต้องคิดว่าจะอยู่ที่นี่ต่อได้ไหม หรือจะย้ายไปที่อื่นเลย

ข้าว่า...เรื่องนั้นคงต้องพูดกันยาวนะมาลิอาลงความเห็นแต่เอาเถอะ นั่นเป็นเรื่องนอกเหนือความรับผิดชอบของพวกเรา เรื่องสำคัญในตอนนี้คือท่านจะให้เราทำอย่างไรกับทัมมุซ...หรืออาเมียร์ของท่านต่างหาก

จะสะกดพลัง และความทรงจำของเขาไว้อีกครั้งไหมพระมหาเถระเสริม

เรื่องพลัง...ข้าคิดว่าไม่มีเสียจะดีกว่า ส่วนเรื่องความทรงจำ...ก็แล้วแต่ทางเลือกของเขาเองซิอ์บุลให้คำตอบช้าๆแต่ถึงอย่างไร ข้าคิดว่าคนควรเลือกและต้องเลือก ก็ควรจะเป็นอาเมียร์เองเท่านั้น

ดูเหมือนทั้งจอมเวทขาวและจอมเวทดำจะไม่คัดค้านข้อนั้น แม้ลูเธียนจะดูเหมือนมีเรื่องที่อยากพูดต่อ

และเป็นเช่นนั้นจริง

ท่านทราบแล้วใช่ไหม ว่ามาดายอยู่ที่นี่

อดีตนักรบพยักหน้าอย่างเคร่งเครียดขึ้นทันที

และมันก็ควรจะตายไปแล้วนักบวชหนุ่มพูดต่อไป

ข้าก็คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น มัน...ไม่น่าจะรอดชีวิตมาได้เลยชายวัยกลางคนรับมีอะไรเกี่ยวข้องกับมันหรือ

ก่อนหน้านี้ อาเมียร์เคยแสดงอำนาจความมืดออกมาบ้างไหม

มีครั้งหนึ่งซิอ์บุลตอบหลังจากคิดอยู่ไม่นานตอนที่พวกโจรบุกหมู่บ้านที่เราอยู่ ข้าคิดว่าโจรคนหนึ่งตายเพราะคัมภีร์สำแดงพลังออกคุ้มครองอาเมียร์ ระเบิดคอของมันจากข้างใน

แล้ว...ในตอนนั้น อาเมียร์มีท่าทางแปลกไปหรือเปล่านักบวชหนุ่มดูเหมือนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำถามเช่น...เย็นชาหรือโหดเหี้ยมผิดปรกติ หรือพูดอะไรแปลกๆ บ้างไหม

“...ข้าคิดว่าไม่นะอดีตนักรบขมวดคิ้วตอนที่ข้าพบเขาอยู่กับศพ เขาดูเหมือนจะตกใจและกลัว แต่ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่มันถูกฆ่า ข้าไม่ได้อยู่กับเขา

มีครั้งนั้นแค่ครั้งเดียวหรือลูเธียนถามซ้ำ

เท่าที่ข้าจำได้ มีอยู่เท่านั้นชายวัยกลางคนตัดสินใจถามกลับทำไมหรือ

มาลิอาหันไปมองพระมหาเถระชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยขึ้นแทน

ข้าหารือเรื่องนี้กับลูเธียนแล้ว และคิดว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล อย่างที่ท่านรู้ ผู้มีโลหิตดำควรจะมีจิตภายในสองดวง อย่างท่านสิมาริเมสกับผู้ที่เกิดในฤกษ์แห่งคราสคนอื่นๆ รวมถึงตัวข้าเอง แต่ตลอดเวลาที่เราพบกันเมื่อสี่ปีก่อน ข้าไม่อาจสัมผัสได้เลยว่าอาเมียร์มีจิตอีกดวงอยู่ด้วย

แต่นั่นอาจเป็นเพราะ...พิธีสังเวยเพื่อให้อาเมียร์เกิดขึ้นมาไม่สมบูรณ์แบบไม่ใช่หรือซิอ์บุลคาดเดาสิมาริเมสอีกคนบอกข้ามาอย่างนั้น และข้าก็ไม่คิดว่านางจะหลอกลวงด้วย

ข้าไม่คิดว่านางรู้ทั้งหมดหรอกแม่มดดำแย้งเทพองค์นั้นไม่มีวันบอกความจริงทุกอย่างต่อลูกคนใดก็ตามแน่ๆ แต่เป็นไปได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา อาเมียร์ยังไม่มีจิตอีกดวง หรือไม่อย่างนั้น มันก็ฉลาดพอที่จะซ่อนเร้นตัวเองมาตลอด เพื่อรอโอกาส...

โอกาส...อย่างนั้นหรืออดีตนักรบรับคำ

ข้าอาจจะคาดเดามากเกินไป แต่คิดว่าเป็นไปได้สูงเด็กสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “...ว่าอาเมียร์มีจิตอีกด้านเหมือนกับพวกเรา เพียงแต่จิตนั้นแยกตัวไปอาศัยร่างอื่น ปิดซ่อนตนเองอย่างแนบเนียนมาอีกสี่ปี เพื่อดำเนินแผนการของมัน

นัยน์ตาของซิอ์บุลเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อนึกได้ถึงความเชื่อมโยงอันน่ากลัวอย่าบอกนะว่า...

 

ฝันสีแดง...อีกแล้ว

อีกครั้ง...และอีกครั้ง ที่สีแดงสาดกระจายอยู่เบื้องหน้า เงาร่างของผู้คนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน และเสียงกรีดร้องอื้ออึงอยู่รอบกาย ผิดกันเพียงครั้งนี้เขาไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด แต่ยืนอยู่กลางลานสีแดงนั้นเอง เป็นผู้เข่นฆ่าสังหารคนเหล่านั้นเอง ขณะที่ขนนกสีดำปลิววะว่อนโดยรอบ...ขนจากปีกของตนที่มีอำนาจกรีดแทง สังหาร ทำลายล้าง

ฆ่ามัน...ฆ่า...ฆ่า...ฆ่า...ฆ่า...

อาเมียร์! ไม่ได้นะ! ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้!

เสียงร้องห้ามเหมือนแว่วมาจากที่แสนไกล...แต่แล้วก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาพร้อมกับความอบอุ่นและน้ำเสียงอันนุ่มนวล

พอเถอะนะ...ทัมมุซ

สัมผัสแผ่วเบาประทับลงที่ริมฝีปาก...

ไม่มีใคร...อยากให้คนที่ตัวเองรักต้องกลายเป็นปีศาจหรอก

เสมือนสายน้ำริน ไหลเย็นดับความรุ่มร้อน ภาพสีแดงตรงหน้าค่อยๆ จางหาย เสียงอื้ออึงกลับแผ่วซา ทิ้งเขาให้ได้นิทราในความอบอุ่นเงียบสงบนั้น

แต่แล้ว ความอบอุ่นกลับมลายไปเช่นกัน เหลือเพียงความมืดมิดเหน็บหนาว เธอผู้ห้ามปรามปลอบโยนเขาไม่ได้อยู่ข้างกายอีกต่อไปแล้ว ทว่าจากไป...ไกลแสนไกล เขาไม่รู้ว่าตนรู้ได้อย่างไร แต่ก็รู้ รู้ด้วยความเจ็บปวด สองแขนได้แต่เอื้อมไขว่คว้าไปข้างหน้าอย่างมืดบอด ปราศจากปีกแห่งอำนาจที่จะนำพาตนไป

ทำได้เพียงร่ำร้อง หวังว่าเธอจะได้ยิน หวังว่าเธอจะกลับมา...

แอช...แอช!

อาเมียร์!

เสียงหนึ่งตอบรับ...พร้อมกับมือเล็กๆ ที่กุมมือของเขาไว้ เด็กหนุ่มบีบตอบ คิดว่าเธอกลับมา...และจะไม่มีวันจากไป

ทว่าไม่ใช่...

นัยน์ตาที่ลืมขึ้นค่อยๆ มองเห็น หญิงตรงหน้ามีผมสีเข้มกว่า...เป็นสีดำ และนัยน์ตาสีอำพันอันคุ้นเคยที่สุดแม้จะห่างหายไปแสนนาน

“...แม่...เสียงแผ่วเบาลอดจากริมฝีปาก รู้สึกโหยหาราวกับไม่ได้เรียกคำคำนี้มาเป็นสิบๆ ปี

จ้ะน้ำเสียงของแม่ยังคงอ่อนโยน ยิ่งกว่าน้ำทิพย์ชโลมรดใจไม่ต้องห่วง พักผ่อนให้มากๆ นะ ลูกปลอดภัยแล้ว ลูกกลับมาถึงบ้านแล้วนะ

สติของเด็กหนุ่มยังคงสับสน ราวกับตนเองหลงติดอยู่ในความฝัน นาน...นับนาน ฝันร้ายไร้ทางออก เต็มไปด้วยการสูญเสีย ความตาย ความทุกข์ ความปวดร้าวโศกเศร้า

กระนั้น...ยังคงมีสิ่งอันมีค่าอยู่ในฝันนั้นมากมายเหลือเกิน ทั้งความสุขในความทุกข์เหล่านั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทั้งสิ่งที่เขาอยากทะนุถนอมรักษาไว้...และคนคนหนึ่งในนั้น...

และก็เหมือนมีบางสิ่งย้ำเตือน ทุกสิ่งเป็นความจริง การพบพานตลอดจนพลัดพรากในรูปแบบต่างๆ ...ทั้งหมดเป็นความจริง

แอช!

อาเมียร์ อย่าเพิ่งลุกขึ้นสิ ลูก—“

เขาไม่ทันฟัง ไม่ทันได้ยิน ร่างกายเหมือนทะลึ่งพรวดขึ้นนั่งเองแม้จะวิงเวียนวูบไป มือของแม่ประคองไหล่ไว้ขณะที่นัยน์ตาของเด็กหนุ่มกวาดมองรอบด้าน ทั่วห้องนอนอันไม่คุ้นตา

แอช...แอชล่ะ

แอช?” แม่ทวนคำเจ้าหญิงแอชลีนน์น่ะหรือ

อาเมียร์พยักหน้า

นางมากับข้า ตอนนี้นางอยู่กับท่านเบเรคใช่ไหม ดูลัสไม่ได้พาตัวกลับไปใช่ไหม

ใจเย็นๆ ก่อนลูกแม่ลูบแผ่นหลังของเขาอย่างปลอบประโลมเรื่องนั้นแม่ไม่รู้ คนของท่านเบเรคแค่พาลูกมาส่งที่นี่ ประเดี๋ยวคงมีคนมาบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เวลานี้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน อย่าเพิ่งกังวลอะไรเลย

เด็กหนุ่มแทบอยากกระโจนออกจากห้องแล้วแล่นไปถามใครสักคนที่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ดูเหมือนทั้งแม่ และร่างกายของเขาเองจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น อาการวิงเวียนทวีขึ้นจนต้องนอนราบลงอีก ก่อนที่แม่จะนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามใบหน้าไล่ลงมา

พระมหาเถระลูเธียนก็มาที่นี่แล้ว แม่เชื่อว่าลูกไม่ได้ทำอะไรผิดแน่ ดังนั้นทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่เป็นไรแล้วนะ อาเมียร์

เขาไม่ตอบว่าอะไร แต่ปล่อยให้แม่ปลอบโยนต่อไป และพยาบาลตัวเขาต่อไป ต่อให้ยังเป็นห่วงแอช อีกใจหนึ่งก็บอกให้ยอมรับสภาพของตน เวลานี้เขาเหนื่อยอ่อนและปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับจะจับไข้ คงเป็นเพราะเลือดที่สาดเข้ามาตอนนั้น...

ภาพหนึ่งคล้ายจะปรากฏรางๆ ...ในคลองจักษุ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่าง

อาเมียร์เพ่งมองอย่างงุนงง

...

...น้ำ?...

ใช่แล้ว น้ำสาดเข้ามาเต็มหน้า ไม่สิ...บีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทาง เหมือนทั้งศีรษะและร่างกายจมอยู่ในน้ำ มืดมิด อึดอัด ไม่อาจหายใจ สองแขนไขว่คว้าหาอิสรภาพและอากาศ ทว่ามือที่รัดไหล่และกดศีรษะอยู่ไม่ปล่อยให้ทำเช่นนั้น แม้มือทั้งสองจะป่ายปะจนพบท่อนแขนที่ตรึงตนเองไว้ และจิกลึกเสียจนเข้าเนื้อก็ตาม

รอจนอากาศในปอดลดน้อยลงแทบสิ้นสติ...ใครอีกคนนั้นจึงได้ดึงตัวเจ้าของผัสสะที่เขารับรู้ขึ้นมา ใบหน้าที่เห็นผ่านสายตาพร่าเลือนดูคุ้นเคย แต่ขณะเดียวกันก็บิดเบี้ยวนักสำหรับอาเมียร์

พอๆ กับน้ำเสียงเย็นเยียบนั้น

ดิ้นทำไม ไหนว่าอยากตายไม่ใช่หรือบุรุษผมยาวตรงหน้าเอ่ยถ้าอยากตายก็ไม่ต้องดิ้นสิ

กลัว...เด็กหนุ่มรับรู้ความรู้สึกนี้ได้เต็มอกราวกับเป็นความรู้สึกของเขาเอง เจ้าของไหล่บอบบางที่ถูกชายตรงหน้ายึดไว้กำลังกลัว กลัวความมืดมิดและอึดอัดในห้วงน้ำซึ่งเกือบคร่าชีวิตของตนมาแล้ว

...แต่ที่หวาดกลัวยิ่งกว่าคือชายตรงหน้า...

ลงไปอยู่ในน้ำอีกทีดีไหมอีกฝ่ายสำทับคราวนี้ถ้าอยากตายจริงๆ ก็อย่าดิ้นเสียล่ะ

“...ไม่...ไม่...เสียงของหญิงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของแม่ น้ำเสียงเปราะบาง สั่นระริกอย่างที่อาเมียร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน “...ไม่เอา...กลัวแล้ว...

ชายผู้นั้นปล่อยมือ ทิ้งหญิงสาวที่เพิ่งถูกเขากดน้ำให้กอดร่างสั่นเทิ้มของตนเอง เธอนึกภาวนาว่าเขาจะปล่อยเธอไป เธออยากหนีไปจากที่นี่...ต่อให้ถูกแผ่นดินสูบลงไปก็ยินดี

ทว่าไม่เป็นเช่นดังหวัง

จู่ๆ มือของเขาก็คว้าไหล่ทั้งสองของเธออีกครั้ง ดึงตัวไปที่ขอบสระใหญ่และผลักให้นอนราบลงบนนั้น

“...ยะ...อย่า...หญิงสาวร่ำร้อง ทว่าใบหน้าถมึงทึงของเขายังโน้มลงมาชิด ย้ำเตือนความทรงจำอีกมากมายก่อนหน้านี้...ถึงทุกๆ ครั้งที่ทำได้เพียงร่ำร้องอยู่ในใจ ทว่าไม่อาจหลีกหนี...

จำต้องปล่อยให้ปีศาจร้ายดำเนินบทบาทของมันต่อไป ขณะที่ตนเองพร่ำภาวนาให้ช่วงเวลาอันเจ็บปวดและอับอายสิ้นสุดลงโดยเร็ว

...

ไม่! อย่า!เป็นอาเมียร์ที่ร้องขึ้นมาเสียเอง ขณะปัดมือของอีกฝ่ายออกไปตามสัญชาตญาณ

อาเมียร์! เป็นอะไรไปลูก!

แม่พยายามจับมือเขาไว้ แต่ยิ่งสัมผัสถูกตัว...ความทรงจำที่คล้ายกับเมื่อครู่ก็ยิ่งผุดพราย หญิงที่ถูกทำร้าย...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และชายที่ทำร้ายนางด้วยความเป็นสามี...ย้อนย้ำซ้ำเดิม...ความจริงที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับไม่ตนเองก็โลกทั้งใบจะพังทลายลงในชั่วครู่นั้น

สุดท้าย แม่คงสิ้นความพยายามที่จะรั้งเขาด้วยสัมผัสแล้ว เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตนลุกขึ้นนั่งอีกครั้งเมื่อใด แต่เวลานี้เขากำลังนั่งขดตัว สองแขนกอดตนเอง สั่นเทาไปทั้งร่าง แทนเจ้าของความทรงจำที่ตนเคยเห็น

น้ำตาหลั่งไหลออกมา ไม่อาจบอกได้ว่าด้วยความรู้สึกใดบ้าง แต่มันก็หลั่งไหลลงอาบใบหน้า

อาเมียร์...เสียงของแม่สั่นระริก แผ่วโหยแทบไม่ต่างจากครั้งนั้น

ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหม แม่...เด็กหนุ่มสั่นศีรษะโดยแรง หวังอย่างไร้ผลว่ามันจะช่วยไล่ภาพน่ารังเกียจเหล่านั้นออกไปได้เสด็จพ่อ...เสด็จพ่อน่ะหรือจะทำอย่างนั้น...จะ...ทำร้ายแม่อย่างนั้น...ไม่จริงใช่ไหม...

...ไม่ต่างจากชาลัวห์กับเกรเนีย หรือโจรคนนั้นกับหญิงอีกมากมาย...

ข้าน่ะหรือ...เกิดมาด้วยเรื่องหยาบช้าอย่างนั้น จากคนที่ทำร้ายแม่อย่างนั้น...

เพียงความเงียบเป็นคำตอบจากผู้ให้กำเนิด ...นิ่งงัน ยาวนาน กดดัน

ก่อนเสียงฝีเท้าตึงตังจะทำลายมัน ตามมาด้วยเสียงกระชากประตู และเสียงถามเร่งร้อน

สิมา! อาเมียร์เป็นอะไรหรือเปล่า! เมื่อครู่ข้าได้ยิน—“ เสียงของท่านอาขาดหายไป

เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แม่มองท่านอาหรือ...ด้วยสายตาอย่างใดกัน ราวกับผู้สมรู้ร่วมคิดที่รู้ความจริงอยู่เต็มอก แต่ก็ร่วมมือกันปิดบังเขามาโดยตลอด...หรือตื่นตระหนกที่ความจริงนั้นถูกเปิดเผยต่อเขาอย่างผิดประหลาด

ไม่มีอะไรค่ะเสียงตอบของแม่กลับราบเรียบอีกครั้งท่านออกไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะพูดกับอาเมียร์...นิดหน่อยค่ะ

ลูก...รู้อะไรแล้วใช่ไหมสิมาเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ขณะได้แต่นั่งนิ่งขึงบนเก้าอี้ และมองเด็กหนุ่มที่นั่งกอดเข่าบนเตียงโดยไม่กล้าแตะต้อง “...แม่รู้ว่าในตัวของลูกมีอำนาจบางอย่าง รวมถึงอำนาจในการอ่านความทรงจำและจิตใจด้วย

อาเมียร์ผงกศีรษะน้อยๆ จนแทบดูไม่ออกว่าเป็นคำตอบ ทิ้งให้หญิงสาวได้แต่คาดเดาจากคำถามอันน่าหวาดกลัวก่อนหน้านั้น

เธอเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กับเขา ไม่แพ้กับซิอ์บุลผู้เป็นสามีที่รัก และคงรวมถึงสามีที่ตนไม่เคยรัก แต่ก็รู้ไม่ใช่หรือ...ความลับยากที่จะมีในโลก สักวันลูกชายอาจต้องรู้ความจริง...และความจริงนั้นก็คือสิ่งที่เธอพยายามเรียบเรียงในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเวลาที่ตระหนักได้ว่าการเผชิญหน้าย่อมมาถึงในสักวัน

ใช่ ฝ่าบาท...เคยทำไม่ดีต่อแม่สิมาพยายามให้ถ้อยคำนั้นฟังเป็นปรกติธรรมดาที่สุดแต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อลูกเกิดมา เขาก็ไม่ทำอย่างนั้นอีก และแม่ก็ให้อภัยเขาได้แล้ว

แต่...ทำไม...อาเมียร์เอ่ยเสียงแผ่วข้าไม่เข้าใจ เสด็จพ่อดีต่อข้ามาตลอด แล้วเสด็จพ่อก็รักแม่...ทำไมถึงเกิดเรื่องอย่างนั้น

ลูกอยากรู้ความจริงทั้งหมด...ใช่ไหมหญิงสาวตั้งคำถามแม่คงให้ข้ออ้างอะไรได้มากมาย ข้ออ้างที่ลูกอยากได้ยินเพื่อความสบายใจของตัวเอง และแม่ก็อยากพูดเพื่อความสบายใจของแม่ด้วย เขาเองก็คงต้องการให้แม่พูดอย่างนั้น...แต่มันจะไม่ยุติธรรมต่อตัวลูกเอง ยิ่งในเมื่อลูกมีอำนาจที่จะค้นพบความจริงใดๆ ก็ตามนั้นอยู่กับตัวแล้วด้วย

สิมามองลูกชาย ขณะรวบรวมความกล้าของตน

ความจริงบาดใจคนได้ยิ่งกว่ามีด แต่แม่เชื่อ...เชื่อว่าลูกเข้มแข็งพอที่จะรับมันได้

 

นานมาแล้ว ยังมีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง กษัตริย์นักรบของอาณาจักรนั้นสร้างความเคืองแค้นต่อเจ้าหญิงของอาณาจักรซึ่งพระองค์ตีเป็นประเทศราช ทั้งโดยการสังหารเจ้าชายรัชทายาทผู้เป็นอนุชาของเจ้าหญิง และบังคับเจ้าหญิงนั้นให้เป็นชายาของพระองค์

พระชายาจากชาติเชลยสุมความเคืองแค้นขื่นขมในใจ เพื่อแลกมาซึ่งอำนาจในการให้สายโลหิตของพระนางได้ยึดครองอาณาจักรนี้...พระนางมีโอรสต่อกษัตริย์องค์หนึ่ง และประกอบพิธีสังเวยต่อเทพเจ้าแห่งความมืด จนได้เป็นทารกหญิงคนหนึ่ง

เด็กหญิงที่เกิดจากพิธีสังเวยนั้นคือธิดาแห่งเทพเจ้าผู้มีอำนาจมนตราแห่งความมืดเปี่ยมล้นในกาย พระนางให้สัตย์สาบานต่อองค์เทพเจ้าว่าจะให้หญิงนั้นเป็นชายาของโอรสของพระนางเมื่อทั้งสองเติบใหญ่ เพื่อให้กำเนิดพระโอรสผู้มีสายโลหิตแห่งเทพเจ้า และจะเป็นมหาราชันผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้

แต่ด้วยอำนาจแห่งชะตากรรม หรือความผิดพลาดไม่อาจทราบได้...เด็กหญิงพลัดหลงไปอยู่ในมือของพ่อแม่บุญธรรมผู้ไม่รู้ความจริงเบื้องหลังชาติกำเนิดของนาง พวกเขาให้ความรักต่อนาง เลี้ยงดูนางให้เติบโตขึ้นโดยไม่รู้จักความทุกข์ระทมใดๆ ของโลกภายนอก กระทั่งนางได้พบรักกับแม่ทัพผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่...ซึ่งก็คือโอรสของพระชายาผู้มีความแค้นผู้นั้น

ปมความแค้นของพระนางยิ่งฝังลึก เมื่อรู้ว่าแม่ทัพนั้นเป็นโอรสของกษัตริย์พระองค์ก่อนกับนางกำนัลซึ่งพระนางขับไล่เสียจากวังด้วยเหตุที่บังอาจมีครรภ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน พระชายาผู้กลายเป็นพระชนนีบีบคั้นโอรสของพระนางให้ชิงคู่หมั้นสาวของแม่ทัพมาเสีย รวมทั้งวางแผนแทรกแซงด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งนางตกเป็นของกษัตริย์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และแม่ทัพหลบหนีไปใช้ชีวิตนอกอาณาจักร ด้วยเข้าใจว่าหญิงคนรักของตนตายไปเสียแล้ว

ทว่าหญิงคนรักของเขายังมีชีวิตอยู่ และถูกบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกกับองค์กษัตริย์...ซึ่งหาได้ไร้พระทัยพอที่จะไม่โทมนัสกับความแปรผันทั้งหมด และใช่จะไม่อาลัยในแม่ทัพผู้เคยเป็นมิตรแท้เพียงคนเดียวของพระองค์ อย่างไรก็ดี กษัตริย์ก็หาได้เยือกเย็นพอที่จะทนรับการปฏิบัติ ไปจนถึงวาจาอันเย็นชาเชือดเฉือนจากพระชายาของพระองค์เอง ศักดิ์ศรีที่ถูกหยามหมิ่นทำให้พระองค์ตอบโต้ด้วยการใช้กำลังครอบครองนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เพื่อให้มหาราชันที่พระชนนีประสงค์ถือกำเนิดมา

ความเจ็บปวดเคืองแค้นยิ่งทำให้จิตอีกด้านที่ล่วงรู้อำนาจขององค์เทพเจ้าในตัวของพระชายาตื่นขึ้น และสำแดงตนออกมาทีละน้อยๆ ผลักดันตัวนางเองให้ไขว่คว้าตำแหน่งสูงสุดแห่งวังในอย่างโหดเหี้ยม สร้างกิตติศัพท์จนได้ยินไปถึงหูของอดีตแม่ทัพผู้กลายเป็นนักรบเร่ร่อนในทะเลทราย ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงหวนกลับมา...ประจวบเหมาะกับฤกษ์กำเนิดของมหาราชัน หาทางลักลอบเข้าวังจนได้พบกับนาง...

จิตด้านมนุษย์ของหญิงสาวได้รู้จากเขา ว่าพ่อแม่บุญธรรมของตนหายสาบสูญไป และว่านางกระทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยรู้ตัวว่าตนเองกระทำลงไป กระนั้น นางยังคงหลอกตนเอง แล่นไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ตามลำพังเพื่อทวงถามความจริงในวันที่เป็นฤกษ์กำเนิด...เพียงเพื่อพบกับความเจ็บปวดซ้ำเดิม แต่กระนั้นก็แรงร้ายแหลกลาญลงไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี ชายคนรักยังคงอยู่เคียงข้างนาง แม้จิตด้านมนุษย์ของหญิงสาวที่ได้รู้ความจริงต่างๆ ซึ่งถาโถมเข้ามาจะรู้สึกสิ้นหวังกับทุกสิ่ง นางเลือกที่จะสมรสกับคนรัก ก่อนปลิดชีพของพวกตนเสียด้วยกันในคืนนั้น แต่ทั้งสองก็กลับรอดชีวิตมา...เพื่อพบว่าอีกชีวิตหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในกายของนางแล้ว

นางไม่รู้...จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้...ว่าชีวิตน้อยๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสามีที่หักหาญข่มเหงนาง หรือชู้รักที่ควรได้แต่งงานครองคู่กันอย่างถูกต้องเสียแต่แรก

อย่างไรก็ดี แม้กษัตริย์ทรงอนุญาตหากคนรักทั้งสองต้องการไปเริ่มต้นใหม่ในที่อื่น...ขอเพียงทิ้งทารกน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นมา ให้พระองค์เลี้ยงดูในฐานะรัชทายาท ทั้งสองกลับเลือกเส้นทางที่แยกจากกัน เพื่อรักษาไม่เพียงแต่ชีวิต...ทว่ารวมถึงดวงใจที่ยังไม่เดียงสานั่นเอง

นางกลายเป็นราชินี ส่วนเขาได้คืนสู่ฐานันดรพระอนุชาอย่างที่ควรเป็น คอยเลี้ยงดูเจ้าชายน้อยที่เติบโตขึ้น ในฐานะของมารดาและอา ปฏิบัติต่อกันในฐานะน้องเขยกับพี่สะใภ้...เช่นเดียวกับกษัตริย์ผู้สำนึกความผิดของตน และชดเชยต่อเด็กที่พระองค์เข้าพระทัยว่าเป็นโอรสของตนด้วยการมอบความรักอย่างบิดาให้เต็มเปี่ยม

อาเมียร์ฟังเรื่องทั้งหมดอย่างเรียบเฉย ยาวนาน...ราวกับตำนานเล่าขาน เหมือนจะเป็นความจริงที่ชัดเจนแจ่มแจ้งและมีอยู่เพียงเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนไม่ได้สรุปความรู้สึกอันมากล้นผันแปรของเหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้อง และเวลาอันยาวนานได้ถ้วนถี่เลย

สุดท้ายเขาก็รู้...แม่เอ่ยต่อไปเมื่อลูกโตขึ้นบ้าง เขาก็รู้เรื่องของแม่กับท่านเนมอส แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็เลือกที่จะรักลูกเหมือนเดิม เขาอยากไถ่โทษให้พวกเราทุกคน...ถึงขั้นเคยบอกแม่ให้บอกไปว่าพ่อของลูกคือท่านเนมอส ส่วนเขาเป็นเพียงคนเลวที่ทำไม่ดีต่อแม่ เพื่อให้ลูกยอมรับความสัมพันธ์ของเราสองคนได้ด้วยซ้ำ

แต่แม่ก็ยังเลือกที่จะบอกความจริงต่อเขา...ความจริงซึ่งไม่เพียงแต่บาดใจ ทว่าทิ่มลึกฝังคาอยู่ในนั้น กระนั้น...เขาก็คงเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ หากแม่เลือกที่จะหลอกลวงเพื่อรักษาจิตใจของเขาไว้ เพื่อให้เขามาค้นพบด้วยตนเองในภายหลัง

แม่รู้...ว่านี่เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร...ไม่ว่าจะเป็นฝ่าบาทหรือท่านเนมอส ทั้งสองต่างก็รักลูกในฐานะลูกแท้ๆ และต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูก ไม่ว่าแม่จะพูดอะไรออกไป แม่ก็เชื่อว่าลูกเห็น ลูกรู้ และลูกเข้าใจความรู้สึกที่พวกเขามีต่อลูกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

ใช่ อาเมียร์รู้ ครุ่นคิดได้ด้วยสติปัญญา เข้าใจได้ด้วยเหตุผล แต่ก็ยังรู้สึกมึนงง ตั้งตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไป

บางสิ่งในตนเองยังคงคัดค้านว่าเป็นไปไม่ได้ที่เสด็จพ่อซึ่งรักและอ่อนโยนต่อเขา ปฏิบัติต่อเสด็จแม่อย่างสุภาพ และให้เกียรติเสด็จแม่ในฐานะราชินีเสมอมาจะเคยกระทำหยาบช้าเช่นนั้นเพียงเพราะต้องการโอรสที่เกิดขึ้นมาเป็นมหาราชัน...หรือเพราะต้องการระบายโทสะที่มีต่อความกระด้างกระเดื่องของชายา

แต่เราก็เห็นแล้ว...ไม่ใช่หรือ แผ่นหลังของเด็กหนุ่มยังเย็นวาบกับภาพติดตา และความรู้สึกของแม่ในตอนนั้น...ความกลัวที่ทำให้ร่างทั้งร่างเหมือนจะกลายเป็นหิน และความเจ็บปวดของการถูกกระทำเป็นเพียงสิ่งของ

ความทรงจำไม่เคยหลอกลวง แม้จะนำเสนอให้เห็นจิตใจเพียงด้านเดียวก็ตาม

แต่นั่นหมายความว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไรกับเสด็จพ่อเล่า จะยอมรับได้อย่างไรว่าเสด็จพ่อที่รักตน กับเสด็จพ่อที่ทำร้ายแม่เป็นคนคนเดียวกัน จะยังรักและเคารพเสด็จพ่ออย่างเดิมได้อีกหรือ

แล้วแม่...กับท่านอา...

หากอาเมียร์เป็นลูกของเสด็จพ่อ ก็เท่ากับเป็นลูกของคนที่ข่มเหงแม่ เป็นเด็กที่เกิดมาโดยไร้ความรัก อีกทั้งแม่ยังไม่ได้ปรารถนา แต่หากเป็นลูกของท่านอา ก็เป็นเด็กที่เกิดมาอย่างผิดศีลธรรมจากการคบชู้...จากบาปซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดว่าแม่จะกระทำลงไปได้

ทว่าไม่ว่าอย่างไร...ไม่ว่าพ่อของเขาจะเป็นใคร...กำเนิดของเขาก็ทำให้แม่ต้องเจ็บปวด ทำให้แม่ไม่อาจอยู่ร่วมกับคนที่แม่รัก...ไม่ว่าคนคนนั้นจะใช่พ่อของเขาหรือไม่ก็ตาม

แล้วเขาควรจะทำอย่างไร...ควรจะรู้สึกอย่างไรกับตนเองและญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดที่สุดทั้งสามดี ในเมื่อเขาไม่อาจเคารพรักทั้งสามอย่างไร้เดียงสาได้เช่นเดิม แต่ก็ไม่อาจเกลียดชังหรือกล่าวโทษผู้ใด

ทั้งๆ ที่รู้เต็มอกว่าแม่ เสด็จพ่อกับท่านอาล้วนแต่รักและห่วงใยเขา อีกทั้งเรื่องทั้งหมดในอดีตนั้นจบลงไปแล้วโดยที่ตัวเขาเองไม่อาจแก้ไขได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ตนเองควรจัดการมากกว่าและเร่งด่วนยิ่งกว่าอย่างเรื่องข้อกล่าวหา อำนาจในตัวที่เริ่มน่ากลัวและน่ารำคาญขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงเรื่องของแอช ซึ่งตอนนี้เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอยู่กับท่านเบเรค หรือถูกดูลัสนำตัวกลับไป...แม้จะเดาไปในทางหลังมากกว่า

ไม่รู้จะคิดเรื่องใดก่อนดี และไม่อาจบังคับตนเอง เพราะความคิดของเขามันรังแต่จะวนเวียนอยู่กับภาพที่เพิ่งเห็นและความจริงที่เพิ่งได้ฟัง เหมือนจะชาเสียจนไม่รู้สึกอะไร แต่ขณะเดียวกันก็เจ็บปวดเสียจนพูดไม่ออก

แม่ไม่ถามเขาว่าเป็นอะไรไหม และก็ไม่บอกว่าเขาควรจะทำอะไร เพียงแต่ถามว่าเด็กหนุ่มกินอาหารเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไร ครั้นได้คำตอบว่าเมื่อเช้า ก็บอกว่าเวลานี้บ่ายแล้ว แม่จะลงไปทำอาหารมาให้ ก่อนออกไปจากห้อง

ทิ้งให้อาเมียร์นั่งอยู่บนเตียงเพียงลำพัง กอดเข่า ทอดสายตาล่องลอยไปยังสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น

 

“...อาเมียร์รู้ความจริงแล้วอย่างนั้นหรือซิอ์บุลพึมพำขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว มองภรรยาเตรียมสมุนไพรและเครื่องปรุงทำซุปให้ลูกชาย

เขามองออกตั้งแต่ตอนเข้าไปครั้งนั้นแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมไม่ดีแน่ มิหนำซ้ำอาจร้ายแรงยิ่งไปกว่าเดิม กระนั้นก็ได้แต่ข่มใจกลับลงไปฟังข้อสันนิษฐานของลูเธียนกับมาลิอา รอจนหญิงสาวออกมาจากห้องพักของลูกชาย และบอกว่าขอพูดกับเขาในครัว จะได้เตรียมอาหารไปด้วย

ข้าบอกอาเมียร์ไปตามจริง...ทุกอย่างค่ะสิมาเอ่ยโดยไม่หันมาไม่ได้พูดปดอย่างที่คนคนนั้นต้องการเลย

อดีตนักรบระบายลมหายใจ ที่จริงเขาก็เคยคิดว่าการปิดบังความจริง หลอกลวงอาเมียร์ไปตามที่พี่ชายต่างมารดาของเขาสั่งไว้ต่อหญิงสาวอาจดีต่อความรู้สึกของเด็กหนุ่มไปจนถึงตัวซิอ์บุลยิ่งกว่า แต่ก็นั่นเอง...เมื่อหลอกลวงไปแล้ว สักวันหากความจริงปรากฏบานปลายขึ้นมา ผลของมันย่อมร้ายแรงไปกว่าเดิม

ดังนั้นเขาจึงไม่ตำหนิแม้แต่น้อย ที่ภรรยาตัดสินใจที่จะบอกความจริง เพียงแต่อดรู้สึกไม่ได้ว่าความจริงนั้นไม่ควรจะถาโถมเข้ามา ในขณะที่เด็กหนุ่มมีปัญหาต่างๆ รุมเร้ามากเกินพอ

แต่หากมีมาลิอาอยู่ด้วย...

เจ้าคิดว่าอาเมียร์...จะเลือกสะกดความทรงจำนี้ไว้ไหมซิอ์บุลตั้งคำถาม “...เรื่องภาพที่เขาเห็น แล้วก็เรื่องระหว่างเราสามคน

นั่นก็แล้วแต่เขา...ไม่ใช่หรือคะหญิงสาวกลับย้อนถามถึงแม้ข้าจะไม่เห็นด้วย เพราะไม่อยากให้เขาต้องมาเผชิญกับความรู้สึกรับไม่ได้ซ้ำอีกก็เถอะ การไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วร้ายแรงแค่ไหน เราต่างก็เห็นมาเกินพอแล้วไม่ใช่หรือคะ

ก็ใช่อดีตนักรบตอบขณะนึกไปถึงเหตุการณ์และผู้คนต่างๆ ที่เคยแสดงความจริงข้อนั้นให้เขาเห็นถึงข้าจะไม่อยากให้อาเมียร์ต้องเจ็บปวดมากไปกว่านี้ก็เถอะ

เจ้าของความเจ็บปวด...เป็นคนเดียวที่จะขจัดความเจ็บปวดนั้นไปได้ ส่วนคนรอบข้างทำได้เพียงช่วยปลอบโยนเท่านั้นเองค่ะสิมาเอ่ยหนักแน่นทว่าอ่อนโยนท่านเองน่าจะเห็นเรื่องนี้จากข้ามาเกินพอแล้วนี่คะ

ก็จริงซิอ์บุลพยักหน้าช้าๆ ขณะนึกถึงอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว...โดยเฉพาะความเจ็บปวดอีกมากมายซึ่งเขาไม่อาจขจัดไปจากเธอ และได้แต่รอให้เวลากับจิตใจของเธอเยียวยาตนเองได้เท่านั้น

หากว่าสิมาสามารถผ่านความทุกข์อันหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านั้นมาได้ เขาเองก็ควรเชื่อใจ และหวังว่าอาเมียร์จะข้ามผ่านมาได้เช่นกันไม่ใช่หรือ

ลูกชายของเขากับเธอไม่ใช่คนอ่อนแอจนเกินไปดอก


= = = = =

 * สำหรับผู้อ่านที่ติดตามใหม่ เนื้อเรื่องระหว่างซิอ์บุล (เนมอส) กับสิมา (สิมาริเมส) พ่อแม่ของอาเมียร์ เป็นเนื้อเรื่องที่อยู่ในนิยายอีกเรื่องคือ "ตำนานอาณาจักรมนตรา" เคยออกกับ สนพ. Simply Book - Chill Out เมื่อหลายปีก่อนนะคะ ตอนนี้หมดลิขสิทธิ์ไปแล้ว นิธินว่าจะนำมาลงซ้ำในเด็กดีอีกครั้ง ถ้าได้นำมาลงซ้ำจะแจ้งค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 03:33
    แล้วสรุปอาร์เมียร์เป็นลูกใครรรร
    //แต่ทำไมเรารู้สึกว่ามันไม่มีคำตอบอยู่แล้วนะ...
    #60
    2
    • #60-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 54)
      20 พฤศจิกายน 2560 / 12:39
      ในเรื่องไม่มีสรุปค่ะ แต่ถ้าถามคนเขียน ก็อยากให้เป็นลูกของซิอ์บุลมากกว่า แต่ก็สงสารกษัตริย์อีกคนเหมือนกันจนคิดไปว่า มีทายาทเหลืออยู่สักคนก็ดีนะ (อ้าว...)
      #60-1
    • 20 พฤศจิกายน 2560 / 23:38
      ถ้าเป็นสมัยนี้คงตรวจDNAไม่ได้อยู่ดีเนาะ ญาติสนิททั้งคู่ 5555
      #60-2