The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 52 : 22 - ตื่น "พอเถอะนะ...ทัมมุซ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 ส.ค. 61

บทที่ ๒๒

ตื่น

ขอทรงวางพระทัย นั่นเป็นเพียงเลือดวัวที่ได้มาจากในตลาดเท่านั้นราชองครักษ์เอ่ยอย่างเรียบเฉยต่อเจ้าหญิงซึ่งร่ำร้องเจ้าคนทรายมันกลัวเลือด ไม่ทราบว่าองค์หญิงทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่

ไม่มีคำตอบจากเจ้าหญิงแอชลีนน์ เด็กสาวไม่แม้แต่จะมองเขา สายตาของเธอจดจ่ออยู่แต่กับภาพของเจ้าคนทราย ซึ่งเมื่อล้มลงก็ถูกนักรบหน่วยเรเวนเหวี่ยงแหลงครอบร่างอย่างปลา จัดการตามมาตรการคุมตัวที่แน่นหนายิ่งกว่าเพียงพันธนาการแค่มือหรือเท้า

ขอทรงวางพระทัยชายหนุ่มย้ำคำเดิม ดังขึ้น แต่ละพยางค์หนักหน่วงเหมือนตอกค้อนหากเขาสู้ต่อไม่ได้ เราก็จะไม่ฆ่าเขาเสียที่นี่ แต่พาตัวกลับไปคุมขัง รอการพิจารณาโทษตามเดิม

ไม่!เด็กสาวสะบัดเสียงมาพร้อมกับใบหน้าท่านต้องพาเขาไปส่งท่านเบเรค! พร้อมกับรูอาร์คและชาลัวห์! การพิจารณาคดีของพวกเขาจะจัดขึ้นที่เคนมารา! นี่เป็นคำสั่ง!

ฝ่าพระบาทยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ บัดนี้อำนาจการตัดสินใจยังคงเป็นของท่านผู้สำเร็จราชการดูลัสรู้สึกเหมือนตนกำลังหาข้ออ้าง แม้ว่าสิ่งที่พูดออกไปจะเป็นความจริง

และมันก็เป็นความจริงที่ต้องย้ำเตือนไม่ใช่หรือ หากยังมิได้อภิเษกสมรส เจ้าหญิงก็ยังคงอยู่ในความดูแลของผู้สำเร็จราชการ ยังมิใช่ราชินีซึ่งสามารถออกพระบัญชาได้.ฝผ่านทางราชา

ถึงข้าครองราชย์แล้ว...อำนาจในการตัดสินใจก็ไม่ได้เป็นของข้าอยู่ดี!

ดวงเนตรสีน้ำตาลกราดเกรี้ยวคลอด้วยอัสสุชล ชายหนุ่มนึกสะท้อนในใจ...เจ้าหญิงน้อยวัยสิบสามชันษามองเขาเช่นนี้หรือเปล่าหนอ เมื่อเธอฝังเขี้ยวลงบนท่อนแขนของเขาเพราะเขาขัดคำสั่งของเธอ

ในเมื่อทรงเข้าพระทัย กระหม่อมก็หวังว่าจะทรงยอมรับแต่โดยดี

แต่ข้าขอแค่เรื่องเดียว! เป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่ข้าจะขอจริงๆ !อีกฝ่ายยังคงร่ำร้องดูลัส ข้าไม่คิดจะไปกับเขาไกลกว่านี้เลย ขอแค่เขาปลอดภัย...ข้าก็จะกลับวัง ขอแค่ท่านยอมปล่อยเขาไป...ท่านจะให้ทำอะไรข้าก็ยอม ต่อให้ท่านขอเป็นราชา ข้าก็...

คำพูดกลั้วสะอื้นกลับกลายเป็นเสียงครางแผ่วเบาขณะที่ร่างของเด็กสาวทรุดงอลง

ครู่ต่อมา ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าเขาบีบแขนของเจ้าหญิงเสียเต็มแรง

ขอพระราชทานอภัยเสียงพูดของดูลัสแข็งขัดกระหม่อมไม่ใช่คนคดโกงที่ใครจะติดสินบนได้ ต่อให้เป็นพระองค์ก็ตาม

ใช่ นี่ไม่ใช่วิธีที่เขาต้องการได้ครอบครองเจ้าหญิง ให้พระองค์เสนอตนเองเข้าแลกด้วยความห่วงใยไอ้คนทรายนั่น

หากท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธประสงค์ให้ย้ายที่คุมขังและดำเนินคดีนี้ ก็ขอให้เขาถวายฎีกามาที่เมืองหลวงเอง เวลานี้ อำนาจในการคุมขังนักโทษยังคงเป็นของมณฑลหลวง เขตแดนของท่านผู้สำเร็จราชการ ตามหลักการ คดีเกิดที่ใด เจ้าหน้าที่มณฑลนั้นย่อมรับผิดชอบดูแล คดีนี้ท่านเสนาบดีตุลาการควบคุมโดยตรง ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้เท่ากับไม่ไว้หน้าท่าน

ใช่ เขาต้องใช้เหตุผล ต้องทำให้พระองค์เข้าพระทัยว่านี่เองคือเหตุที่การกระทำของพระองค์เป็นความผิด เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขด้วยกฎเกณฑ์และหลักการ นี่คือสิ่งที่คาดคะเนได้ว่าต้องเป็นไปตามนั้น

ทว่าคำถามต่อมาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ต่างหากที่ดูลัสไม่ทันคาดโดยสิ้นเชิงต่อให้พ่อของท่านตั้งใจฆ่าอาเมียร์...ท่านก็จะปล่อยให้เขาลงมืออีกครั้งหรือ!

ตรัสว่าอะไร

คนที่สั่งทรมานอาเมียร์กับชาลัวห์...คือพ่อของท่าน!เด็กสาวตะโกนอาเมียร์บอกว่าพระเถระมาดายพูดอย่างนั้น!

ราชองครักษ์นิ่งงันไปเพียงแวบ แม้ตนเองจะคาดการณ์ไว้เช่นนั้น

แล้วทรงเชื่อถือลมปากของคนทรายนั่นฝ่ายเดียวได้อย่างไรกระนั้น ชายหนุ่มยังคงตั้งคำถามหากทรงเชื่อเรื่องที่มันอ้างฝ่ายเดียว ก็จะทรงเชื่อเรื่องที่กระหม่อมกราบทูลด้วยใช่ไหม...ว่ามันอาจจะใช้เวทมนตร์โกงให้กระหม่อมแพ้ชาลัวห์ในตอนนั้น!

ใช่สิ! ข้าจะเชื่อท่านทุกอย่าง! ขอแค่ท่านยอมปล่อยอาเมียร์ไป...ต่อให้ท่านบอกว่านกว่ายอยู่ในน้ำ หรือปลาบินอยู่บนฟ้า ข้าก็จะไม่แย้งท่านแม้แต่คำเดียว!

ดูลัสคว้ามืออีกข้างของเจ้าหญิงแอชลีนน์ไว้ในทันที

ในกายของเขาพลุ่งพล่านกราดเกรี้ยว ทว่าเสียงที่ออกมากลับเยียบเย็นดุจนัยน์ตา ซึ่งมีสีเสมือนซีกหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งในอุลทูร์...ซีกที่ถูกครอบคลุมด้วยเงามืดเบื้องหลังแสงสว่าง

ขอทรงเลิกทำพระองค์เป็นเด็กๆ เสียทีชายหนุ่มสบตากับเด็กสาว เพื่อพยายามใช้ความแน่วนิ่งของตนข่มประกายกราดเกรี้ยวไร้เหตุผลในนั้นลงให้ได้จะทรงร้องขอจนพระสุรเสียงแหบแห้งอย่างไรก็ได้ กันแสงอาละวาด ด่ากระหม่อมเป็นปีศาจต่ำช้าอย่างไรก็ได้ แต่กระหม่อมจะไม่มีวันปล่อยตัวคนทรายนั่นไปเด็ดขาด หากไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากท่านผู้สำเร็จราชการ

ดูลัส!อีกฝ่ายยังคงร้องประท้วง อีกทั้งพยายามดิ้นรนสลัดสองแขนให้พ้นจากเงื้อมมือของเขาอย่างไร้ผล ทว่าราชองครักษ์ไม่ใส่ใจ เขาเพียงแต่หันไปทางนักรบหน่วยเรเวนกับราชองครักษ์อื่นๆ และออกคำสั่ง

เอาตัวมันไป! เราเสียเวลามาเกินพอแล้ว!

นักรบที่ยังคงตีวงล้อมร่างของอาเมียร์ในระยะห่างค่อยๆ ก้าวเข้าไปอย่างระแวดระวัง ภารกิจของพวกเขาใกล้เสร็จสิ้นแล้ว

แต่เมื่อนั้นเอง ร่างของคนทรายซึ่งควรจะหมดสติไปแล้วก็กลับสั่นเทิ้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ ...

...และไม่ช้า เสียงกรีดร้องโหยหวนดุจไม่ใช่เสียงของมนุษย์ก็ดังก้องขึ้นในที่แห่งนั้น...

 

เมื่อแอชถูกดูลัสคุมตัวไว้ อาเมียร์ตระหนักเพียงแต่ว่าตนต้องสู้ ฝ่าพวกมันออกไป ช่วยพาเธอหนีไปให้จงได้

แต่นั่นกลับเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน

พวกชาวประมงตัวปลอมยังพอรับมือไหว โดยเฉพาะเมื่อพวกมันเข้ามาทีละคน ไม่ได้กรูเข้ามาพร้อมกัน ทว่าพวกนี้ยังผิดกับพวกที่เข้ามาสมทบภายหลัง ซึ่งแต่งกายอย่างเจ้าหน้าที่ท่าเรือหรือนักรบที่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นคนของฝ่ายใด แม้จะเดาว่าคงเป็นคนของดูลัส

คนกลุ่มหลังล้วนแต่มีฝีมือดี อาจไม่เกินไปหากจะบอกว่าดียิ่งกว่าทหารของกองทัพหลวงตามปรกติซึ่งเขาเคยประมือด้วยในการทดสอบ ถ้าสู้กันตัวต่อตัวอาจชิงโอกาสฝ่าไปถึงตัวแอชและหลบหนีได้ไม่ยาก แต่ในเมื่อพวกมันตีวงเข้ามาทุกทาง ผลัดกันล่อหลอกโจมตี เด็กหนุ่มก็ไม่อาจทำได้

บางทีเขาไม่อาจห้ามความคิด หากว่าตนเก่งกาจเหมือนท่านอา ทุกสิ่งคงง่ายดายได้ยิ่งกว่านี้...

อย่างไรก็ดี อาเมียร์รู้ว่าเพียงความคิดไม่อาจช่วยอะไรได้ เขาไม่รู้ว่าจะหยุดต่อสู้ได้อย่างไร ต่อให้ใจด้านที่มีเหตุผลบอกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้เปล่าประโยชน์ ไม่มีทางที่เขาจะเข้าไปถึงตัวดูลัสและช่วยแอชได้ ไม่มีทางที่เขาจะโค่นล้มคนทั้งกลุ่มได้ โดยไม่ทำให้ใครบาดเจ็บขั้นรุนแรง หรือตายไปเสียก่อน

ไม่มีทาง ไม่มีทาง

คงเมื่อนั้นเอง ขณะที่รบกับทั้งกลุ่มคนติดอาวุธและความรู้สึกสิ้นหวังของตน ที่ของเหลวข้นเย็นกลิ่นคาวสาดกระทบร่าง แทบดับความคิดทุกอย่างลงโดยสิ้นเชิง

เหลือเพียงผัสสะ...ความคลื่นเหียน...เสียงแว่ว...ภาพสีแดง

น้ำสีแดงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทะเลโลหิตกำลังดึงให้เขาจมลง...จมลงไป

จมดิ่ง ตาเห็นภาพสีแดง หูได้ยินเสียงกรีดร้อง จมูกคลุ้งกลิ่นเหม็นคาว รสเหล็กฝาดเฝื่อนอัดแน่นเต็มลำคอและช่องปาก

สติของเด็กหนุ่มแทบดับไปแล้ว...หากไม่ได้ยินเสียงหนึ่งเสียก่อน เสียงที่เป็นเหมือนมือสีขาวท่ามกลางทะเลสีแดง มือที่ฉุดรั้งขึ้นมา

อาเมียร์!

...แอช?...

ความมืดสีแดงค่อยๆ พร่าเลือน เป็นภาพของเด็กสาวที่กำลังดิ้นรนสุดแรงจากชายอีกคน...ดูลัส อาเมียร์พยายามขยับตัว แต่ไม่ได้...รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับอยู่ ไม่สิ...รัดพันร่างกาย...เป็นตาข่ายสีดำๆ...

แห?

เด็กหนุ่มเองพยายามดิ้นรน แต่ก็เหมือนร่างกายยิ่งกว่าหนักอึ้ง สติที่เหลืออยู่เลือนรางบอกว่าดิ้นจากแหไปก็เปล่าประโยชน์ มีแต่จะทำให้เส้นใยเหนียวพันยุ่งเหยิง ดาบตัดมันไม่ขาด มือของเขาก็แหวกมันออกไปไม่ได้

เท่ากับพ่ายแพ้จริงๆ แล้วใช่ไหม

ท่านจะยอมให้เป็นอย่างนี้หรือ เจ้าชาย เสียงลึกลับทว่าเคยคุ้นกลับดังแว่วขึ้นในศีรษะ จะยอมจำนน ทั้งๆ ที่ท่านมีอำนาจเหนือกว่าพวกมันมากมาย จะยอมให้เกิดโศกนาฏกรรม ทั้งๆ ที่ท่านอยากยับยั้งพวกมัน...ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมไม่ใช่หรือ...

ภาพที่ผ่านสายตาพลันแปรเปลี่ยน ต่อเนื่อง รวดเร็ว...เสด็จพ่อกลางวงล้อมของพวกนักรบสวมหน้ากาก...แม่ที่อุ้มนาสิรา อยู่กลางวงล้อมของชาวทะเลทรายโพกผ้าถือดาบโค้ง...เหล่าพี่หญิงของอารามฮอว์ธอร์นและแม่เล็กของเขาซึ่งถูกฆ่าฟันในแสงสว่างเบื้องนอกขณะที่เขาขดตัวอยู่ในความมืด

ใช่ อาเมียร์ ไม่สิ...ทัมมุซไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

เช่นนั้นก็ใช้พลังสิ...เสียงเล็กๆ ของเด็กชายเอ่ยฮึกเหิม ใช้พลัง สังหารพวกมัน ชิงผู้หญิงของเจ้าคืนมา

ร่างของเด็กหนุ่มกระตุกเฮือก เขารู้สึกเหมือนมีสิ่งหนึ่งไหวรัววิ่งพล่านในร่าง มันแล่นจากอกไปยังแผ่นหลัง ประหนึ่งฝูงงูใหญ่เลื้อยอยู่ในกระแสโลหิต

และระเบิดออกมา

เขากรีดร้อง ความเจ็บปวดประดังราวกับแผ่นหลังฉีกขาดเป็นริ้วใหญ่...เป็นแผลเหวอะหวะเหมือนกับภาพของแม่ในความฝัน

สิ่งที่กระชากเนื้อหนังออกมาคือปีกสีดำ ปีกซึ่งมีรูปทรงคล้ายปีกค้างคาว มีขนพลิ้วไหวเหมือนนก แต่ที่แท้ประกอบขึ้นจากหมอกควันมืดมัว

ปีกนั้นแผ่สยาย เส้นขนดำพร่าเลือนคมกริบยิ่งกว่าดาบใดๆ กรีดตัดเส้นใยแหจนกระจุยกระจาย พาร่างของเขาให้ลุกขึ้นยืน ยังผลให้วงของนักรบที่รุมล้อมอยู่แตกกระจายทันทีพร้อมกับเสียงอุทาน

สีแดงยังคงอาบคลองจักษุ แต่ไม่ใช่แดงที่ทำให้คลื่นเหียนสิ้นพลังอีกต่อไป มันแดงอย่างผ้าที่มีไว้ล่อวัวกระทิง เร่งเร้าโทสะให้คุกรุ่น กราดเกรี้ยว

ดี จากนี้ก็สังหาร

เด็กหนุ่มไม่คัดค้านคำคำนั้นแม้แต่นิดเดียว

หรือพูดให้ถูก...อาเมียร์ไม่เหลือสติที่จะคัดค้านคำคำนั้นของเจ้าชายทัมมุซอีกต่อไป

 

ดูลัสเบิกตาโพลงกับภาพไม่คาดฝันเบื้องหน้า

จู่ๆ คนทรายที่เขาคิดว่าถูกเลือดสาดหน้าจนสิ้นฤทธิ์ก็กลายร่างเป็นปีศาจปีกสีดำ มันทำลายแหจนยับเยินก่อนจะลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีทองส่องประกายเจิดจ้าแลตรงมาอย่างมาดร้าย

ราชองครักษ์หนุ่มสาบานได้ว่ามันไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ขณะที่ทั้งราชองครักษ์คนอื่นๆ และนักรบหน่วยเรเวนของเขาทรุดลงร้องโหยหวนบนพื้น ดิ้นทุรนทุราย และกุมลำคอของตน

เกิดอะไรขึ้น

ดูลัสไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ อย่างพวกเขา ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งได้เป็นปรกติและยึดแขนของเจ้าหญิงแอชลีนน์ซึ่งเงียบค้างไป ด้วยความรู้สึกราวกับภาพตรงหน้าเป็นละครมายาที่ตนไม่มีวันเข้าใจ

เขารู้เพียงว่าหากปีศาจร้ายมีจริง มันก็กำลังอวดโฉมหน้าและศักดาอยู่ต่อหน้าต่อตาเขานี่เอง

อาเมียร์!

เป็นเจ้าหญิงที่เคลื่อนไหวก่อน เธอสะบัดตนเองออกจากการเกาะกุมของเขา...ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะทันไขว่คว้าเธอกลับมา

องค์หญิง! อันตราย!ดูลัสตะโกน แต่ก็ราวกับเสียงของเขาไปไม่ถึงเธอ ครั้นจะก้าวตาม ฝ่ามือทั้งสองก็เหมือนปะทะกับกำแพงที่มองไม่เห็นข้างหน้า

เขาได้แต่มองขณะที่เด็กสาววิ่งออกไป ผมซึ่งเป็นอิสระจากช้องผมแล้วปลิวสยายตามการเคลื่อนไหว

เธอตรงเข้าโผกอดปีศาจปีกสีดำนัยน์ตาทองที่ยืนนิ่งอยู่กลางลาน ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่เจ็บปวดทรมานและกำลังจะตาย

 

แอชลีนน์รู้เพียงว่าตนต้องหยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้จงได้

อาเมียร์! ไม่ได้นะ! ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้!เด็กสาวร่ำร้องขณะโอบรอบไหล่ของเด็กหนุ่มไว้แน่น หวังให้เสียงของเธอส่งผ่านไปถึงเขาอย่าฆ่าใครเลยนะ ท่านไม่อยากฆ่าคนไม่ใช่หรือ ท่านเป็นคนบอกเองนี่...ว่าการฆ่าไม่ว่าด้วยเหตุไหนก็ถือเป็นความผิดทั้งนั้น!

ปฏิกิริยาตอบรับของเขามีเพียงการยกมือข้างหนึ่งขึ้นโอบแผ่นหลังของเธอ รั้งร่างของเจ้าหญิงเข้ามาแนบชิดอย่างหวงแหน ทั้งๆ ที่สายตายังคงทอดมองไปโดยรอบอย่างเย็นชา ต่อหน้าผู้คนที่กำลังจะตายด้วยอำนาจอนธการของตน

ไม่นะแอชลีนน์สั่นศีรษะ สองมือเอื้อมขึ้นแตะข้างแก้มของเขา โน้มใบหน้าของอาเมียร์ลงสบตากับเธอต่อให้เพื่อข้า...ก็อย่าฆ่าใคร ข้าไม่อยากให้อาเมียร์ต้องเสียใจ พอเถอะนะ...

นัยน์ตาสีทองดูเหมือนจะหวั่นไหวไปวูบหนึ่ง

ไม่มีใคร...อยากให้คนที่ตัวเองรักต้องกลายเป็นปีศาจหรอกเด็กสาวกระซิบ ทั้งที่น้ำตาไหลอาบหน้าพอเถอะนะ...ทัมมุซ

เจ้าหญิงยืดกายขึ้นให้ริมฝีปากของตนสัมผัสกับริมฝีปากของเจ้าชายแห่งความมืด พร้อมกับหลับตาลง...

เธอมองไม่เห็นแววตาเบิกกว้างตะลึงงันของเขา หรือต่อให้ลืมตาอยู่ ม่านน้ำตาก็คงบดบังภาพรอบด้านจนสิ้น แต่แอชลีนน์เหมือนจะรู้สึกได้ ความกดดันคุกคามอย่างประหลาดค่อยๆ เจือจาง ครั้นแล้วก็อันตรธานหายไป ไม่ช้า มือที่เคยโอบรัดแผ่นหลังของเธอก็คลายแรง ก่อนจะตกลงข้างกาย

แล้วสุดท้าย ร่างกายของอาเมียร์ก็อ่อนยวบลงในอ้อมแขนของเธอ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนร่างบอบบางซึ่งพยายามหยัดยืนรับไว้ทุกๆ สิ่ง

...ทั้งน้ำหนักของร่างกาย และน้ำหนักของหัวใจ...

 

บ้าไปแล้ว...

ดูลัสได้แต่ยืนเซ่ออยู่ตรงนั้นขณะมองภาพเบื้องหน้านิ่งค้าง ราวกับตัวเขาเองเพิ่งตื่นจากฝันร้าย

ทว่านี่ไม่ใช่ฝันร้าย หรือหากเป็นฝันเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นฝันที่ยังดำเนินต่อไป มีร่างกายอ่อนระโหยของนักรบนับสิบๆ ที่กองอยู่บนลานใหญ่ของตรอกขนปลาเป็นหลักฐานยืนยัน...เช่นเดียวกับชายหญิงสองคนที่กลางลาน ราวกับคู่พระนางของละครรักอันแสนไร้สาระบนเวที

เมื่อครู่เขามองเห็นไม่ชัด แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์จะ...ทรงจุมพิตไอ้คนทราย นั่นอาจบอกตนเองได้ว่าตาฝาด ทว่าบัดนี้ที่เห็นชัดเจนเต็มตาก็คือพระองค์กำลังกอดร่างของมันอย่างทะนุถนอม

เวลานี้มันไม่มีปีกสีดำอยู่กลางหลัง และไม่มีนัยน์ตาสีทองวาวโรจน์อย่างสัตว์ร้าย อีกแล้ว ศีรษะของมันตกพับซบบ่าเล็กๆ ของเจ้าหญิง มือทั้งสองก็ตกลงข้างตัวโดยไม่มีทีท่าจะขยับเขยื้อน

...ตายไปแล้ว?...

ไม่หรอก ชายหนุ่มรู้ว่ามันยังไม่ตาย ด้วยเหตุนี้เอง มือของเขาจึงเลื่อนไปยังด้ามดาบ

เจ้าคนทรายมันอันตรายเกินไป มันใช้มนตร์เสน่ห์ล่อลวงเจ้าหญิงแอชลีนน์ เป็นปีศาจที่เพิ่งสำแดงอำนาจมนตร์ดำให้เห็นคาตา ต่อให้เขาฆ่ามันเสียที่นี่ก็ไม่มีความผิด...

และดูลัสก็คงปราดเข้าไปทำเช่นนั้นแล้ว...หากว่าเงาร่างอีกสองร่างจะไม่ปรากฏขึ้นขวางหน้าเขาเสียก่อน

เจ้าหญิงของท่านอุตส่าห์ทำให้ปีศาจร้ายสงบลงได้แล้ว ท่านก็อย่าเพิ่งไปแหย่หนวดเสือให้มันตื่นขึ้นมาอีกเลยเป็นคำพูดของหญิงชาวทรายร่างเล็กซึ่งแต่งกายอย่างนางรำ และมองตรงมาด้วยนัยน์ตาสีด้าน ข้างกายเธอคือชายนักดนตรีซึ่งเวลานี้ปลดผ้าโพกผมลง เผยเส้นผมสีทองอย่างคนดินแดนเหนือและถือคทาหัวโค้งของพวกนักบวช

พวกเจ้า...ราชองครักษ์หนุ่มขมวดคิ้ว “...นางรำกับนักดนตรีบนเรือลำเดียวกัน?”

ข้าคือพระมหาเถระลูเธียน ส่วนหญิงนางนี้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือข้าชายผมทองพูดขึ้นบ้างพร้อมกับหยิบหน้ากากไม้ที่แกะสลักเป็นรูปนกฮูกและปิดทาทองอย่างประณีตขึ้น ก่อนจะพลิกให้เขาดูตราแห่งอารามสุริยเทพ และชื่อที่จารึกไว้เบื้องหลังข้าเดินทางมาสืบสวนเหตุปีศาจร้ายที่อาณาจักรธีร์ดีเรตามพระบัญชาขององค์พระหาสังฆราช หลังจากถึงเมืองหลวงของธีร์ดีเร ข้าได้ตามร่องรอยของปีศาจมาจนถึงที่นี่ และพบว่าชายผู้นี้มีปีศาจซึ่งมีอำนาจแรงกล้าสิงสู่อยู่

ดูลัสขมวดคิ้ว หลักฐานแสดงตัวของอีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นของจริง ทว่าสภาพการปลอมตัวกับเพื่อนร่วมทางที่ดูอย่างไรก็เป็นคนนอกรีตแท้ๆ ทำให้เขาคลางแคลง

หมายความว่า...ท่านต้องกำจัดมันในฐานะปีศาจใช่หรือไม่

การกำราบปีศาจไม่ได้หมายถึงเพียงการเอาชีวิตมันเสมอไปชายร่างเล็กกว่ากลับตอบหากว่าปีศาจนั้นสิงร่างของผู้บริสุทธิ์อยู่ หน้าที่ของเรานักบวชก็คือขับไล่มันออกไปจากคนผู้นั้น เป็นหน้าที่ของเราที่จะวินิจฉัยอย่างละเอียดว่าปีศาจตนนี้อยู่ในข่ายใดกันแน่

เช่นนั้น ก็ขอให้ตามพวกเรากลับไปที่พระราชวังหลวง เพื่อดำเนินการสืบสวนที่นั่นดูลัสยืนกราน

เราจะทำเช่นนั้นแน่นอน...หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้งสองได้พักผ่อนที่นี่ให้สภาพจิตใจพร้อมแล้ว

ราชองครักษ์แทบไม่เชื่อหูตนเองท่านว่าอะไร

ความกดดันและการบีบคั้นไม่ดีต่อผู้ตกอยู่ในอำนาจของปีศาจร้ายนักหรอกเสียงของชายผู้อ้างตัวเป็นพระมหาเถระลูเธียนยังคงราบเรียบราวกับเพียงถ่ายทอดข้อเท็จจริงพวกท่านไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อคนเหล่านี้อย่างถูกต้อง ส่วนข้าเองก็ต้องเริ่มสอบสวนจากครอบครัวและคนใกล้ชิดของเขา ท่านคงไม่บอกให้พาเด็กและผู้หญิงเหล่านั้นเดินทางไปเมืองหลวง หรือคุมตัวคนทรายกับลูกชายเจ้ามณฑลอีกคนล่วงหน้าไปที่เมืองหลวงโดยไม่ให้เขาพบญาติมิตรครอบครัวก่อนหรอกนะ แม้แต่นักโทษก็มีสิทธิ์ที่จะมีผู้มาเยี่ยมหรือไม่ใช่

แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าท่านคือพระมหาเถระจริงๆ หรือเจ้ามณฑลยาร์ลาธจะไม่ช่วยให้พวกเขาหนีไป

ข้าคือพระมหาเถระตัวจริงหรือไม่ เชิญท่านมาดายหรือพระเถระอื่นๆ มาตรวจสอบดูย่อมรู้ ส่วนเจ้ามณฑลยาร์ลาธประกาศว่าคุมตัวครอบครัวคนทรายไว้แล้วและจะรับผิดชอบเต็มที่หากพวกเขาหายตัวไป อีกประการ ข้าเข้าใจว่าหน้าที่สำคัญของท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เป็นการอารักขาเจ้าหญิงรัชทายาทกลับพระราชวังหลวง และท่านก็คงไม่อาจรับมือกับเหตุการณ์อย่างเมื่อครู่ได้ไม่ใช่หรืออีกฝ่ายย้อนถามคนของท่านเกือบเอาชีวิตมาทิ้งตั้งมากมาย ต่อให้ตัวท่านเองมีเครื่องรางของพระเถระมาดาย จึงได้ไม่เป็นอันตรายไปด้วย ถึงอย่างนั้น ถ้าเมื่อครู่ท่านก้าวออกไปไกลกว่านั้นแค่ก้าวเดียว...ก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากพวกเขานักหรอก

หมายความว่าอย่างไรราชองครักษ์ตั้งคำถามกระทั่งอำนาจของพระเถระมาดายก็ยังต่อต้านเขาไม่ได้หรือ

ดูที่เครื่องรางของท่านแล้วจะรู้เองชายร่างเล็กกว่าเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

ชายหนุ่มจำใจล้วงลงไปในคอเสื้อ และหยิบถุงผ้าติดสร้อยซึ่งตนใช้เก็บสายประคำของมาดายออกมา

เพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้ว เขาก็ขมวดคิ้ว ครั้นรีบแกะถุงออกดูก็พบว่าลูกประคำแต่ละลูกแตกกระจายเป็นเศษแก้ว สายสร้อยโลหะขาดกระจุย กระทั่งตราของสุริยเทพยังเปราะร้าว

ดูลัสเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันใด

เขาไม่เคยเชื่อเรื่องเวทมนตร์ แต่ในเมื่อเห็นหลักฐานประจักษ์อยู่แก่ตา ยังจะปฏิเสธได้อีกหรือ

ท่านคงยิ่งกว่าเข้าใจ เรื่องของปีศาจก็ปล่อยให้คนที่รู้เรื่องพวกมันจัดการดีกว่าลูเธียนเอ่ยต่อส่วนท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน รีบอารักขาเชิญเสด็จเจ้าหญิงไปในที่ปลอดภัยเถอะ

 

เมื่อเห็นว่าพระมหาเถระลูเธียนกับแม่มดดำมาลิอาตรงเข้าขวางหน้าดูลัส แอชลีนน์จึงยังคงประคองร่างของอาเมียร์ต่อไป ก่อนจะค่อยๆ ย่อกายลงให้ร่างของเขาได้ทอดนอนบนพื้น ศีรษะหนุนบนตักของเธอ โดยไม่รังเกียจผมชุ่มเลือดของเขาไปจนถึงพื้นที่สกปรกด้วยเลือดนองแดงฉาน

เด็กสาวรู้ว่า เวลาแห่งการลาจากได้มาถึงอย่างแท้จริงแล้ว

ดังนั้น ขอเวลาอีกเพียงนิดเดียวเถอะนะ...

ท่านเก่งมาก เจ้าหญิงเสียงกระพรวนดังไล่มาพร้อมกับคำพูดนั้น และร่างเล็กของผู้เอ่ยซึ่งทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเธอเมื่อครู่เป็นการระงับจิตทั้งสองของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว

ข้าก็แค่...รู้แอชลีนน์รับแผ่วเบารู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร และรู้ว่าเขาจะฆ่าเพื่ออะไร

ก็เป็นเช่นนี้เองมาลิอาเอ่ยเรียบเรื่อยมนุษย์ที่ฆ่าด้วยความชัง...ยังน่ากลัวน้อยกว่ามนุษย์ที่ฆ่าด้วยความรักเสียอีก

เขาจะเป็นอย่างไรต่อไปเด็กสาวตั้งคำถาม

นั่นก็ขึ้นอยู่กับทางเลือกของเขา แต่ข้ากับลูเธียนจะช่วยเหลือเขาให้ถึงที่สุด อย่าห่วงเลยแม่มดตอบอย่างน้อย พวกเราก็รู้ว่าเขาไม่มีความผิดตามที่กล่าวหา และหากอำนาจนั้นจะกลับคืนมาอีก เราก็จะสะกดมันไว้ จะสะกดความทรงจำที่หลอกหลอนเขาไว้อีกครั้งก็ได้

ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอร้องอะไรบางอย่างได้ไหมเจ้าหญิงเอ่ยได้เท่านั้นก็ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาทำ...ทำให้เขาลืมข้าไปเถอะนะ

ใช่แล้ว มันควรจะเป็นเช่นนี้ เจ้าหญิงแอชลีนน์กับอาเมียร์...หรือแม้แต่เจ้าชายทัมมุซไม่ควรได้รู้จักกันตั้งแต่แรก ยิ่งจดจำเธอได้ เขาคงมีแต่ต้องเจ็บปวด

ท่านกำลังขอให้ข้าทำสิ่งที่ยากลำบากมากนะ เจ้าหญิงมาลิอากลับพูดช้าๆเหมือนกับฝังสิ่งของลงในผืนทราย เมื่อถึงเวลาที่คลื่นสาดเข้ามา...ทรายที่กลบฝังมันไว้ก็ย่อมถูกซัดออกไป และเผยสิ่งนั้นขึ้นมาอยู่ดี

แต่...ก่อนหน้าคลื่นสาด ก็ยังพอมีเวลาไม่ใช่หรือเด็กสาวสั่นศีรษะไม่รู้สินะ...ข้าอยากให้เขาลืมตลอดไป แต่ถ้าหากเป็นไปไม่ได้...ก็...ขอให้ลืมไปจนกระทั่งเขารู้ว่าข้าไม่เป็นไร และข้ามีความสุขดีก็แล้วกัน

ถึงอย่างไร เธอก็ต้องเป็นราชินีของธีร์ดีเร เคียงคู่กับราชาที่มีความสามารถ หากถึงวันอภิเษกสมรสแล้ว อาเมียร์ย่อมรู้ว่าทุกสิ่งเรียบร้อยดี และเขาก็ไม่จำเป็นต้องผูกตนเองกับอาณาจักรแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว

 

ราชองครักษ์รู้สึกราวกับตนกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้วิญญาณ...

พระมหาเถระในคราบคนทรายกับหญิงนางรำจากไปแล้ว พร้อมกับนำร่างหมดสติของอาเมียร์ไปด้วย ทีแรกดูลัสเสนอว่าจะส่งนักรบของตนไปคุ้มกันจนถึงศาลาเมือง ทว่าพวกเขามีม้าตัวใหญ่สีดำมาตัวหนึ่ง และเพียงขอให้นักรบหน่วยเรเวนที่พอฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้วช่วยหามร่างของเด็กหนุ่มขึ้นบนหลังของมัน

เจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่คัดค้านที่คนแปลกหน้าทั้งสองพาอาเมียร์ไป ว่ากันตามจริง...เธอไม่พูดอะไรเลย เมื่อองครักษ์หนุ่มหาผ้าคลุมส่งให้สวมปกคลุมศีรษะและเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนเลือด เด็กสาวก็รับไปทำตามโดยไม่เกี่ยงงอน จะเอ่ยปากก็แค่เรื่องส่งตัวรูอาร์คกับชาลัวห์ให้ท่านเจ้ามณฑลเท่านั้น

แล้วเธอจะเดินทางกลับพระราชวัง

นั่นสินะ ไอ้คนทรายมันปลอดภัยแล้ว พระองค์เองก็ควรตระหนักถึงความถูกต้องเหมาะสม และหน้าที่ต่อธีร์ดีเรได้เสียที

เขาเองก็ต้องการแค่นี้ไม่ใช่หรือ อาเมียร์จะมีความผิดหรือไม่ ไม่สำคัญเลย ดูลัสแค่ต้องการให้เจ้าหญิงกลับคืนมา นอกวังเป็นสถานที่อันตรายสำหรับพระองค์ เป็นที่ที่เขาไม่อาจอยู่อารักขาพระองค์ได้ ...ต่อแต่นี้ทุกสิ่งจะกลับเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าชายหนุ่มจะเป็นผู้ชนะในพิธีสยุมพรหรือไม่ เขาก็จะถวายการรับใช้เจ้าหญิงและราชินีแห่งธีร์ดีเรต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะใด

ก็เท่านี้เองไม่ใช่หรือ

กระนั้น ชายหนุ่มกลับไม่อาจนิ่งเฉย ความคิดที่ยิ่งแล่นพล่านแทบทำให้ต้องลอบกำหมัดขบกราม ก็รู้ก็เห็นไม่ใช่หรือว่าเจ้าหญิงมีความรู้สึกอย่างใดต่อมัน ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่คนทรายชั้นต่ำ เป็นปีศาจปีกสีดำอันตราย น่าสะพรึงกลัว...

ไม่ควรจะรู้เสียแต่แรก

ใช่ หากไม่รู้ เขาก็จะปฏิบัติต่อพระองค์ได้อย่างเดิม จะบอกตนเองได้ว่าที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงทุ่มเทพระองค์ช่วยเหลือไอ้คนทรายเป็นเพราะความผูกพันในฐานะศิษย์อาจารย์ ไม่มีเรื่องอื่นใดมากกว่านั้น คนของกองกำลังยาร์ลาธที่ร่วมมือกับเขาควรจะทำให้ทุกสิ่งเรียบร้อยเสียแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้

ว่าอย่างไร ดูลัส จับตัวไอ้คนทรายนั่นได้ไหม

เสียงถามดังอยู่เบื้องหน้าตรอกขนปลา จากเจ้าหน้าที่ท่าเรือที่มีวัยไม่มากไปกว่าเขาเท่าใดนัก และเป็นเพื่อนบัณฑิตวิทยาลัยหลวงของชายหนุ่มนั่นเอง

ควรจะจับได้เร็วกว่านี้ หากเจ้าดำเนินแผนการตามที่ข้าบอกองครักษ์หนุ่มเอ่ยเสียงหนักเลวอน

ครั้นอีกฝ่ายทำเพียงเลิกคิ้วอย่างสงสัย ดูลัสก็แทบไม่อาจห้ามอารมณ์อันโกรธกรุ่น

ข้าสั่งให้ใช้เลือดสาดหน้ามันทันทีที่พบ แต่คนของเจ้าไม่ทำตาม มัวแต่ไล่ตามมันให้เสียเวลา ยิ่งนานทหารของเจ้ามณฑลอาจรู้เรื่องที่เราปิดตรอกขนปลา นำกำลังพลไปซุ่มอยู่ แถมเจ้าหญิงอาจเป็นอันตรายไปด้วย

การจับกุมอาเมียร์เนิ่นช้าไปจากแผนการที่วางไว้ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากให้เลวอนใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ท่าเรือคุมตัวรูอาร์คกับชาลัวห์ไปขังไว้ก่อน ราชองครักษ์จึงได้ไปตามผลทางเจ้าหญิงกับคนทราย...เพื่อพบว่าคนของเลวอนที่ปลอมตัวเป็นชาวประมงและตรึงพื้นที่ตรอกขนปลาไว้กำลังต่อสู้พันตูอยู่กับอาเมียร์คนเดียว เลือดวัวซึ่งเขาบอกให้จัดเตรียมไว้ใช้ทีแรกก็จับตัวเป็นก้อน เสื่อมสภาพจนต้องรีบส่งคนออกไปหาซื้อใหม่จากโรงฆ่าสัตว์เป็นการด่วน ขณะที่นักรบหน่วยเรเวนกับราชองครักษ์อื่นๆ เข้าไปรับหน้าถ่วงเวลาคนทรายไว้ก่อน

ก็ข้าคิดว่าอย่างนั้นโกงไปหน่อยทหารท่าเรือกลับตอบหน้าตาเฉยแล้วอีกอย่าง ถึงจะเก่งแค่ไหน มันก็มีตัวคนเดียว ต่อให้ไม่เล่นลูกไม้กลโกง คนของยาร์ลาธก็ไม่ได้มีฝีมือด้อยไปกว่าหน่วยเรเวนของเจ้าเท่าไรหรอก

นี่ไม่ใช่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นแผนการ และคำสั่งราชองครักษ์เน้นคำหลังสุดอย่างชัดเจนมันจะเก่งหรือไม่ เป้าหมายของเราคือจับกุมมันโดยเร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ ผู้บังคับบัญชาสั่งไว้อย่างไร ผู้รับแผนการก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

เจ้าลืมอะไรไปหรือเปล่า ดูลัสเลวอนตอบเสียงขุ่นขึ้นข้าไม่ใช่ลูกน้องเจ้า เจ้าต่างหากที่มาขอความร่วมมือจากข้าเอง

แต่เจ้าเป็นคนพูดเอง ว่าอยากได้คนของหน่วยเรเวนมารับใช้ตระกูลของเจ้าเป็นกรณีพิเศษดูลัสย้อนนั่นไม่เท่ากับการแลกผลประโยชน์ และเจ้าต้องทำให้ข้าพอใจรึ

ไม่มีคำตอบจากทหารท่าเรือซึ่งจ้องตรงมาอย่างไม่สบอารมณ์

ราชองครักษ์ตีสีหน้าเครียดขณะพยายามแสดงความเยือกเย็นที่เหนือกว่า

หากสามารถใช้หน่วยเรเวนของตนเองจัดการได้ทุกอย่าง เขาก็คงไม่ยอมฝากเรื่องสำคัญไว้ในมือของคนแบบนี้ ตั้งแต่เรียนร่วมกันมา ชายหนุ่มรู้ว่าเลวอนอวดรู้ถือดีในฝีมือของตน ทั้งๆ ที่ตัวมันเองไม่ได้รอบคอบหรือเหนือกว่าใครเป็นพิเศษ

มิหนำซ้ำ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาก็ได้รู้เพิ่มอีกอย่างว่ามันเอาความเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง อีกทั้งยังทำตามอำเภอใจ ไม่เหมาะควรที่จะนำมาเป็นคนใต้บังคับบัญชาเด็ดขาด

เอาเถอะ ในเมื่อได้ตัวเจ้าหญิงคืนมาแล้ว ข้าก็ว่าอะไรไม่ได้ เจ้าให้คนส่งตัวลูกชายเจ้ามณฑลทั้งสองคนให้เจ้ามณฑลยาร์ลาธ รีบไปเก็บกวาดที่เหลือ ปล่อยพวกชาวประมงตัวจริงออกมา และปิดปากพวกมันให้ได้สนิทก็แล้วกันดูลัสกำชับส่วนเรื่องขอคนของหน่วยเรเวน ข้าจะลองไปพูดกับท่านพ่อให้ แต่ขอเตือนไว้ข้อหนึ่ง...เรเวนทุกตัวจะสู้เพื่อนายเต็มที่จนตัวสุดท้าย อย่าให้พวกเขาต้องตายเปล่าเพราะความอวดฉลาดของเจ้า

ครั้นแล้ว เขาก็รุนหลังเจ้าหญิงในผ้าคลุมที่ยืนเงียบเฉยตลอดการสนทนา เดินผ่านนายทหารท่าเรือซึ่งฉายโทสะชัดเจนบนใบหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #22 me-dog (@dogfonza) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 23:26
    รู้สึกเห็นใจดูลัสแฮะ คือถ้าปิดฟิลเตอร์แม่ไก่ของตัวเองแล้วลองพิจารณาจาก POV พี่แกแล้วก็จะพบว่า อืม คนต่างชาติที่มีประวัติความเป็นมาลึกลับ มีเวทมนตร์ (และเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์) นี่ไม่เหมาะสมที่จะให้เจ้าหญิงรัชทายาท/คนที่เราดูแลมาแต่อ้อนแต่ออกอยู่ใกล้ๆ ด้วยประการทั้งปวง แต่ก็นั่นแหละ -การที่ยึดมั่นในหลักการและเหตุผลในทุกสถานการณ์มันใช้ได้ซะที่ไหน.. (บางทีก็รู้สึกว่าพี่แกออกจะ protective เกินไปหน่อยแล้ว) แต่เพราะเป็นตัวละครแบบนี้เลยคิดว่ายังไงดูลัสก็ไม่มีทางจะเห็นด้วยกับสิ่งที่แฟคท์นากำลังทำแน่ๆ ก็วางใจในระดับนึงละ /นั่งรอดราม่าพ่อลูก
    ตอนนี้แอบขัดใจแอชนิดหน่อยแฮะ เข้าใจแหละว่าสถานการณ์มันตึงเครียด แต่ทำไมถึงคิดว่าจะใช้มุก 'ขอแค่ปล่อยอาเมียร์ไปจะยอมทำทุกอย่าง' กับคนอย่างดูลัสได้ผลกัน(ฟะ)
    จะรอติดตามต่อไปค่ะ :D
    #22
    1
    • #22-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 52)
      30 กันยายน 2560 / 10:38
      ถ้ามองด้วยมุมมองของดูลัสที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาเมียร์ ก็จริงเลยค่ะที่ไม่น่าจะไว้ใจอาเมียร์ให้เข้าใกล้เจ้าหญิงหรือเป็นคนรักของเจ้าหญิงได้ ไม่ว่าจะในฐานะข้าแผ่นดิน องครักษ์ พี่ชาย หรือแม้แต่ผู้ชายที่ชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่

      ส่วนแอชตอนนี้อำนาจต่อรองไม่มีเลยค่ะ คิดว่าถ้าอาเมียร์ไม่ระเบิดพลังคงมีอันถูกจับไปกันทั้งคู่แน่ๆ จริงๆ ถ้าเชื่ออาเมียร์แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวยังจะมีโอกาสมากกว่า
      #22-1
  2. #21 harp-life (@fate13) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 21:39
    ยิ่งอ่าน ยิ่งเกลียดดูลัส น่าให้อาเมียรฆ่าตายจิงๆ
    #21
    1
    • #21-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 52)
      30 กันยายน 2560 / 10:32
      อา คนอ่านทักกันเข้ามาเยอะจนไรเตอร์เรื่มรู้สึกเหมือนดูลัสเป็นจอฟฟรีย์ใน GoT อย่างพิกล...
      #21-1
  3. #20 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 21:31
    ตอนนี้กลับมาเป็นขาวอย่างชาวเหนืออีกแล้วอะ...
    ดูลัส อ่านกี่รอบก็เกลียดความมโนจริง ๆ
    #20
    1
    • #20-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 52)
      30 กันยายน 2560 / 10:31
      เดี๋ยวนิธินอาจจะปรับแก้ให้เป็น ไม่ชาวตะวันตก ก็ชาวเหนือไปเลยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะคะ ขอบคุณที่ทักค่ะ ^ ^<br /> <br /> ส่วนดูลัสสายมโน 555 เขียนหมอนี่แล้วขนาดคนเขียนเองยังรู้สึกเลยว่า 'เก็บกดจริงน้า...'

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 กันยายน 2560 / 20:22
      #20-1
  4. #18 yafi (@yafi) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 22:25
    หวังว่าไรท์จะมีบทให้ดูลัสสำนึกบ้างนะ ขนาดบทชาลัวร์ ตอนแรกเรายังไม่คิดเลยว่าไรท์จะหาทางลงให้อย่างนี้ คิดว่าดูลัสเองก็เหมือนกัน คาดหวังว่าไรท์จะทีบทสำนึกที่ดีให้องครักษ์ผู้ภักดียิ่งคนนี้เหมือนกัน
    #รีดอินไปหน่อยยยยยย
    #รีดหมั่นไส้ดูลัสมากกกกกกก
    #18
    2
    • #18-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 52)
      30 กันยายน 2560 / 10:21
      ช่วงนี้ดูลัสคะแนนติดลบจริงๆ TwT ยังไงก็รอดูกันตาอไปยาวๆ เนอะว่าท่านราชองครักษ์จะเป็นยังไงกันต่อไปอีก
      #18-1
    • #18-2 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 52)
      30 กันยายน 2560 / 10:21
      ช่วงนี้ดูลัสคะแนนติดลบจริงๆ TwT ยังไงก็รอดูกันต่อไปยาวๆ เนอะว่าท่านราชองครักษ์จะเป็นยังไงกันต่อไปอีก

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 กันยายน 2560 / 10:22
      #18-2