The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,804 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    88

    Overall
    5,804

ตอนที่ 46 : 16 - ปะทะ - "ข้าจะได้ออมมือให้พวกเจ้าง่ายขึ้น"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 ก.ย. 60

บทที่ ๑๖

ปะทะ

 

ซิอ์บุลรู้สึกเหมือนตนได้ยินเสียงของบางสิ่งตกกระทบพื้นอยู่ไกลๆ แล้วก็เสียงคล้ายเสียงร้องเบาๆ

ทั้งสองเสียงเลือนรางจนเหมือนหูแว่ว สิมายังคงคัดถั่วสำหรับทำอาหารเย็นต่อไปโดยไม่มีวี่แววจะสังเกต ทว่าอดีตนักรบไม่อยากละเลยสังหรณ์ของตน นั่นไม่น่าใช่เสียงลูกบอลที่ลูกสาวทั้งสองเล่นอยู่ในสวนดอกไม้หน้าบ้านหรือเสียงของเล่นชิ้นใดก็ตามของอาซิซ เขาบอกได้ว่าไม่เหมือน

อีกอย่าง เสียงร้องนั้นดูเหมือนจะเป็นเสียงผู้ชาย ไม่ใช่เสียงของเด็กหรือผู้หญิงเสียด้วย

...ชักไม่ดีแล้ว...

ชายวัยกลางคนลุกจากเก้าอี้เงียบกริบ จนภรรยาเงยมองอย่างสงสัยจึงได้กระซิบ

อาจมีคนลอบเข้ามา

สิมามีสีหน้าเคร่งเครียดตามทันที แต่ก็ยังดูสงบขณะนิ่งฟังสามีพูดต่อไป

ข้าจะตามเด็กๆ กับลีชาเข้ามา เจ้าปิดประตูหน้าต่าง ลงกลอนให้มิดชิด แล้วพาทุกคนไปหลบในห้องลับเสีย

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปเมื่อซิอ์บุลปลดดาบโค้งจากเข็มขัดส่งให้

ข้าเอาดาบออกไปไม่ได้ พวกมันจะไหวตัวทัน แต่ไม่ต้องห่วง เจ้าเก็บไว้เถอะ เผื่อต้องใช้

ภรรยาของเขารับมันไป พร้อมคำตอบแผ่วเบาระวังตัวด้วยนะคะ

ซิอ์บุลทำเป็นยืนยืดเส้นสายหน้าประตูหลังบ้าน จนได้ยินเสียงภรรยาลงกลอนประตู จึงได้เดินไปในสวนหลังบ้าน คอยเงี่ยหูฟังเสียง มองสอดส่องหาพิรุธ ขณะทำเหมือนกับว่าตนกำลังเดินเล่นธรรมดา

บ้านพักตากอากาศของท่านเจ้ามณฑลมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งสวนผลไม้ บ้าน และทุ่งเลี้ยงสัตว์ล้อมด้วยกำแพงหินสูงข้างนอก แล้วจึงมีรั้วไม้หรือพุ่มไม้สูงแซมดอก ซึ่งตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมล้อมอยู่ตามบริเวณต่างๆ

อดีตนักรบได้ยินเสียงสวบสาบบนพื้นหญ้านอกกำแพงพุ่มไม้ที่ขนาบข้างตัวบ้าน ห่างเกินกว่าจะมองลอดพุ่มไม้ออกไปเห็นตัว แต่เขายังไม่ต้องเร่งหาอีกฝ่าย เพียงเดินไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของตน จนล้ำหน้าเสียงเดินของใครก็ตามที่อยู่ข้างนอกนั้น พร้อมกับค่อยๆ แยกจากเสียงว่าอีกฝ่ายมากันกี่คน

มีเสียงแกว่งของดาบที่ข้างเอว แต่เสียงฝีเท้าบนพื้นหญ้าเหมือนรองเท้าบู๊ตหนัง ไม่น่าใช่ทหารหลวงที่แต่งเกราะโลหะมาพร้อมบุกโจมตี ว่าไปก็เหมือนเสียงของพวกยามอารักขาซึ่งท่านเบเรคส่งมาผลัดเปลี่ยนเฝ้ารอบคฤหาสน์ไว้ตลอดเวลา

แต่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเวรจะมีเสียงดังกว่านี้ และเสียงพูดคุยทักทายยามอีกผลัด รวมถึงทักทายคนในบ้าน คงเพราะพวกเขาเอ็นดูเด็กเล็กๆ ที่ช่างพูดช่างคุยและยังไม่รู้อะไร แม้ยามเหล่านี้จะรู้ว่าแขกที่ต้องอารักขาเป็นครอบครัวของผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าลูกชายของนายท่านก็ตาม

...ครั้งนี้ พวกเขามาเงียบเกินไป...

ซิอ์บุลเดินไปเรื่อยๆ จนเลี้ยวหัวมุมสู่สวนดอกไม้ด้านหน้าบ้าน เห็นลูกสาวทั้งสองเล่นโยนลูกบอลกัน ขณะที่ลีชาให้อาซิซนั่งตักบนชิงช้าตัวใหญ่ใต้ซุ้มกุหลาบ ทุกสิ่งเงียบสงบเป็นปรกติ ทว่าเสียงฝีเท้ากำลังไล่ตามมา...

สุดท้าย อดีตนักรบจึงตะโกนออกไป

นาสิรา! ฟาร์ฮานาห์! แม่ทำขนมอินทผลัมเชื่อมที่พวกเราชอบนะ! รีบเข้าไปกินกันเร็ว!

ทั้งลีชา นาสิรา กับฟาร์ฮานาห์หันมามองเขาเป็นตาเดียว ฟาร์ฮานาห์วิ่งตึกตักเข้ามาหาบิดาที่เดินมาเปิดประตูหน้าบ้านอย่างดีใจ นาสิราวิ่งตามมา แต่ด้วยสีหน้าสงสัย และถามเสียงดังแต่ที่นี่ไม่มีอินทผลัมนี่นา แม่เคยบอกว่าอินทผลัมในธีร์ดีเรแพง

ซิอ์บุลชะงักไปแวบหนึ่ง แต่ก็รีบพูดขณะที่เสียงฝีเท้าดังกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆเมื่อเช้า ลุงเบเรคเอาอินทผลัมมาให้ถุงใหญ่ แต่แม่ยังไม่บอก เพราะอยากให้พวกเราแปลกใจ

แล้วทำไมบอกตอนนี้ละจ๊ะ ถ้าจะให้แปลกใจจริงๆ ต้องไม่บอกจนเห็นขนมเองสิ

อดีตนักรบแทบสะอึกเอ่อ...พ่อหลุดปากไป

พี่นาสิรา ไปเถอะ รีบไปกินขนมกันดีกว่าเคราะห์ยังดีที่ฟาร์ฮานาห์ช่วยจับมือ เร่งเร้าพี่สาว แล้วเด็กทั้งสองจึงวิ่งเข้าไปในบ้าน ตามด้วยลีชาผู้อุ้มอาซิซ

ซิอ์บุลกระซิบเบาๆ เมื่อเด็กสาวเดินผ่านลงกลอนประตูหน้า แล้วรีบไปหาสิมา ซ่อนตัวในห้องลับ

ลีชาหยุดนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าและเร่งฝีเท้าเร็วกว่าเดิม

ชายวัยกลางคนปิดประตูลงตามหลังเด็กสาว ครั้นได้ยินเสียงกลอนด้านในก็หมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับชายในเครื่องแบบทหารยามห้าคนซึ่งเดินเรียงแถวหน้ากระดานหลวมๆ เข้ามาก่อนจะค้อมคำนับ

บอกมาตามตรงดีกว่า ว่าพวกเจ้าเป็นใครอดีตนักรบพูดเคร่งขรึมขณะกวาดมองพวกเขาทุกคนอย่างละเอียดเพราะข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ใช่ยามที่นี่เด็ดขาด

 

เกอร์มอนคิดว่าภารกิจของตนกำลังไปได้ราบรื่นแท้ๆ ...จนกระทั่งชายคนทรายผู้เป็นคนเดียวในกลุ่มเป้าหมายที่มีวิชาต่อสู้มาเรียกลูกๆ กับหญิงธีร์ดีเรที่ดูเหมือนจะเป็นพี่เลี้ยงเด็กเข้าบ้าน...ก่อนที่พวกเขาจะทันได้เข้าใกล้ด้วยซ้ำ

เป็นคู่ต่อสู้ที่ประมาทไม่ได้จริงๆ สินะ

พวกข้าเป็นคนของทางการ ได้รับคำสั่งให้มาเชิญพวกท่านทุกคนไปในความคุ้มครองของเรา จนกว่าลูกชายท่านจะยอมมอบตัวหรือถูกจับกุมชายหนุ่มบอกหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือ เพราะเราไม่ต้องการใช้กำลัง

ชายร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าหรี่ตาข้ากับครอบครัวไม่ได้ทำผิดอะไร และหากพวกเจ้าได้รับคำสั่งจากทางการจริง ทำไมถึงไม่มาอย่างทหารในเครื่องแบบ แต่กลับปลอมตัวมา ซ้ำไม่แสดงหมายจับอีกฝ่ายแย้ง

นี่เป็นคดีพิเศษเกอร์มอนให้คำตอบเราจึงได้รับอนุญาตจากท่านผู้สำเร็จราชการให้ดำเนินการอย่างลับๆ ได้ ลูกชายของท่านไม่เพียงแหกคุกพร้อมกับลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซา ทั้งที่คดีฆ่าพระคู่หมั้นยังไม่สิ้นสุด แต่ยังลักองค์เจ้าหญิงแอชลีนน์ไปด้วย

แล้วพวกข้ามีความผิดอะไรคนทรายยังคงถามตอนที่ลูกข้าอยู่ในคุก พวกข้าอยู่ไกลถึงยาร์ลาธ จะช่วยเขาหนีออกมา หรือไปลักตัวเจ้าหญิงได้อย่างไร หากจะกล่าวหาว่าข้ามีส่วนฆ่าท่านเฟย์ลิม พวกเจ้ามีหลักฐานหรือ

พวกข้าเพียงได้รับคำสั่งมา นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตุลาการจะตัดสิน

ตัดสินพวกข้าในฐานะจำเลยคดีใด ในเมื่อเจ้ามาจับพวกข้าเป็นตัวประกันชัดๆ

เกอร์มอนรักษาท่าทางให้นิ่งไว้ ขณะอดคิดไม่ได้ว่านักรบรับจ้างชาวทรายนี้พูดจามีสติปัญญาเกินคาด

จะในฐานะใด ท่านก็ไปกับเราแต่โดยดีเถอะ ที่นี่มีทั้งเด็กและผู้หญิง ท่านคงไม่อยากให้พวกเขาเห็นภาพรุนแรง หรือเป็นอันตรายไปด้วยใช่ไหม ...หรือท่านคิดว่าตนเองสามารถเอาชนะนักรบหน่วยพิเศษถึงห้าคนได้

ชายวัยกลางคนมองตรงมาอย่างแน่วแน่ ครั้นแล้วก็สืบเท้าตั้งท่าเตรียมสู้ ทั้งมือขวาและแขนซ้ายที่ไร้มือยกขึ้นพร้อมป้องกัน

ก็ต้องลองดู

หัวหน้าหน่วยรบพิเศษเลื่อนมือไปแตะด้ามดาบ ยังผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกสี่ทำตามแทบพร้อมเพรียงกัน

แต่ก่อนอื่นนักรบชาวทรายกลับพูดขึ้นก่อนข้าอยากรู้ว่ายามทุกคนที่เจ้าเล่นงานไปเป็นอย่างไร และตอนนี้อยู่ที่ใด

วางใจเถอะ เราแค่ทำให้พวกเขาสลบ แล้วมัดไว้นอกกำแพงชั้นในเท่านั้นเอง

ก็ดีชายผู้มากวัยกว่าดูเหมือนจะยิ้มบางข้าจะได้ออมมือให้พวกเจ้าง่ายขึ้น

จะอวดดีไปได้ถึงไหน! ...นักรบธีร์ดีเรขบฟันก่อนจะชักดาบออกมาโดยเร็ว

ลงมือ!

สิ้นเสียงตะโกนสั่งของเกอร์มอน ผู้ใต้บังคับบัญชาสามคนก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายแทบพร้อมกันจากทั้งสามด้าน ดาบในมือเงื้อสุดแขนก่อนจะฟาดเข้าหาอีกฝ่ายเป็นจุดเดียว

ทว่า...ชั่วพริบตาก่อนที่ดาบจะทันถึงเป้าหมาย ร่างสูงใหญ่ที่หยุดนิ่งดังรูปปั้นพลันย่อกายหลบออกข้างซ้าย แล้วกระแทกฝ่ามือขวาสวนเข้าปลายคางนักรบทางซ้ายที่อยู่ใกล้ตัวสุดเต็มแรง

จากนั้นเขาก็พลิกตัวหลบดาบของนักรบทางขวา แล้วสับสันหมัดเข้าเต็มก้านคออีกฝ่ายจนล้มคว่ำแทบพร้อมกับนักรบคนแรก ก่อนจะโผนร่างเข้าปะทะนักรบคนที่สาม

เขากระแทกฝ่ามือขวาใส่ข้อมือข้างที่ถือดาบของอีกฝ่ายอย่างแรงจนดาบกระดอนหลุดไป แล้วใช้มือขวาโน้มคอฝ่ายตรงข้ามไว้แน่น พร้อมกับกระแทกเข่าใส่ติดกันสามครั้งซ้อนจนอีกฝ่ายล้มลงในชั่วอึดใจ

พริบตานั้น นักรบคนที่สี่ซึ่งพุ่งเข้าใส่จากด้านหน้าก็ฉวยโอกาสที่ซิอ์บุลเปิดช่องว่างหลังจัดการนักรบคนที่สาม โถมตัวเข้าแทงดาบใส่โดยหมายต้นขาเป็นเป้า...

นักรบวัยกลางคนสืบเท้าหลบได้ แต่ทันใดนั้น ดาบที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าแทงเข้ามาตรงๆ พลันเปลี่ยนทางเป็นฟันกวาดเข้าใส่ขาของซิอ์บุลในทันใด

นักรบเจ้าของดาบลอบยิ้มอย่างลำพอง ด้วยหมายใจว่าอีกฝ่ายคงหมดท่าด้วยดาบนี้เป็นแน่

ทว่า นักรบชาวทะเลทรายกลับสลับเท้า ก้าวเข้าประชิดทางด้านซ้ายที่เปิดโล่งอย่างรวดเร็วผิดกับรูปร่าง และก่อนที่นักรบคนที่สี่จะทันได้มีโอกาสแสดงสีหน้าตื่นตะลึงใดๆ กำปั้นขวาของอีกฝ่ายก็ซัดเข้าเต็มปลายคาง ส่งเขาลงไปนอนกองพร้อมกับเพื่อนอีกสามคนแล้ว           

ภาพที่เห็นทำเอาเกอร์มอนชะงักไปด้วยความตะลึงงัน ตลอดชั่วชีวิตที่เคยผ่านการต่อสู้ในฐานะหน่วยรบพิเศษแห่งอุลทูร์มาอย่างโชกโชน เขาไม่เคยเห็นใครที่มีฝีมือรบรวดเร็วและเด็ดขาดเยี่ยงนี้มาก่อนเลย

ร้ายกาจอะไรอย่างนี้ ยิ่งกว่าหัวหน้าใหญ่ของพวกเราเสียอีก...หัวหน้าหน่วยย่อยแห่งหน่วยเรเวนตะลึงพรึงเพริดอยู่ในใจ

เขาอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ขนาดเหลือแขนเพียงข้างเดียวซ้ำไม่ได้ใช้อาวุธยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ หากฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมเล่าจะร้ายกาจสักเพียงไหนกัน...

"เหลือเจ้าคนเดียวแล้วสินะ" ชายวัยกลางคนเอ่ยปากพร้อมกับหันไปมองเกอร์มอนด้วยสายตาแข็งกร้าวขณะค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามาหา

แต่พริบตาที่ขาดความระวังชั่ววูบนั้นเอง นักรบคนที่สามซึ่งโดนเข่าถองจนร่วงไปก่อนหน้านี้ก็พลันยันตัวขึ้นจากพื้น ตรงเข้ารัดลำตัวของซิอ์บุลไว้จากด้านซ้าย...ซึ่งไม่มีมือไว้ปัดป้อง

"หัวหน้า!! ตอนนี้!!" นักรบผู้นั้นตะโกนจนสุดเสียงขณะรัดลำตัวของอีกฝ่ายไว้สุดแรง

เกอร์มอนได้สติในทันใด เขารีบถลันเข้าไปก่อนจะเงื้อดาบขึ้นในแนวขวาง หมายฟันขาของอีกฝ่ายให้บาดเจ็บเพื่อตัดกำลัง

ทันใดนั้น ศอกซ้ายของนักรบชาวทะเลทรายก็กระแทกโครมเข้าที่กลางศีรษะของนักรบที่จับตัวเขาไว้ราวกับเหวี่ยงค้อนฟาดใส่เสาปักรั้ว

นักรบผู้นั้นตาเหลือก เลือดออกปากและจมูก สิ้นสติไปในพริบตา

ครั้นจัดการคู่ต่อสู้ที่จับตัวไว้เสร็จ นักรบวัยกลางคนก็หันขวับมาหาเกอร์มอนด้วยประกายตาดุร้ายจนนักรบหนุ่มขนลุกซู่และชะงักเสียจังหวะไปชั่วขณะ

พริบตานั้น ฝ่ายตรงข้ามก็หมุนตัวหลบดาบของนักรบหนุ่ม ก่อนจะวาดขาเป็นวงโค้งสูงจนเกอร์มอนสัมผัสได้ถึงแรงลมวูบ ตามด้วยความรู้สึกเหมือนถูกของแข็งกระแทกเต็มแรงเข้าที่ก้านคอ

แล้วหลังจากนั้น เกอร์มอนก็ไม่รู้สึกอะไรอีกไปเป็นนาน

 

"ขอโทษที เขายังเหลือศอกซ้ายไว้ให้ข้า" ซิอ์บุลพึมพำเบาๆ ขณะมองร่างไร้สติของผู้บุกรุกทั้งห้าซึ่งกองกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

ครั้นกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขาต่อไปดี อดีตนักรบก็ได้ยินเสียงร้องของผู้ชาย...และเสียงโลหะกระแทกบางสิ่งดังแว่วมาจากข้างหลัง

...โธ่เว้ย!

เขาลืมคิดไปเสียสนิทว่าพวกมันอาจจะล่อตนเองออกมาเพื่อลอบเล่นงานคนอื่นๆ ในบ้าน อดีตนักรบรีบวิ่งอ้อมมุมบ้านไปยังประตูครัวด้านหลัง และพบว่ามันเปิดกว้าง...

แต่ก่อนจะทันได้ใจหายอะไรมากไปกว่านั้น เขาก็เห็นสิมายืนอยู่หน้าประตูที่เชื่อมห้องครัวกับห้องโถง สองมือถือด้ามกระทะ ซึ่งมีรอยบุบนูนชัดเจนที่ก้น

"ท่านซิอ์บุล! อย่าเพิ่งเข้ามาค่ะ!" เธอร้อง

ชายวัยกลางคนรั้งเท้าได้ทันก่อนจะก้มลงมองพื้น เมล็ดถั่วแห้งเกลื่อนกระจาย และที่แทบเท้าภรรยาของเขาคือชายในชุดทหารยามซึ่งนอนสลบไม่ได้สติ

"เขาพังประตูวิ่งเข้ามาหาข้า ข้าเลยซัดถั่วไปบนพื้น เขาหยุดไม่ทันก็เหยียบถั่วล้มลง" หญิงสาวเล่าง่ายๆ "จากนั้นก็...เป็นอย่างที่ท่านเห็นนี่แหละค่ะ"

"เจ้าปลอดภัยใช่ไหม" ซิอ์บุลถามอย่างห่วงใย "น่าจะเข้าไปซ่อนกับเด็กๆ ไม่เห็นต้อง--"

"เข้าไปซ่อน แล้วให้มันหาจนเจอ หรือซุ่มโจมตีท่านอยู่ในบ้านหรือคะ" สิมายิ้มอ่อนๆ ขณะวางกระทะลงบนโต๊ะ "ในเมื่อท่านรับมือพวกมันอยู่ที่ประตูหน้า อีกทางที่พวกมันจะบุกเข้ามาก็คือประตูหลังนี่ละ"

อดีตนักรบหัวเราะออกมาเบาๆ เขานึกอยากเข้าไปกอดภรรยาเป็นรางวัลฝีมือเธอสักที แต่ก็ตระหนักได้ว่ามีเรื่องอื่นที่ตนต้องรีบทำ

"ช่วยเอาเชือกมาที ข้าจะมัดพวกมันไปส่งท่านเบเรค" เขาบอก หญิงสาวจึงได้เดินไปค้นตู้เก็บของโดยเร็ว

"ค่ะ ฝากบอกท่านเบเรคให้ส่งกระทะใหม่กับถั่วมาอีกกระสอบนะคะ เห็นแบบนี้แล้ว ข้าเริ่มคิดว่ามีติดบ้านไว้เยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน"

 

ท่านมีสิทธิ์อะไรมาจับคนของข้า!ชายหนุ่มผู้สวมเครื่องแบบทหารเอ่ยเสียงกร้าวกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าในห้องรับรองของกรมเมือง

แล้วคนของท่านมีสิทธิ์อะไรมาบุกรุกที่ดินของข้าเจ้ามณฑลยาร์ลาธย้อนเรียบเฉย

พวกเขาทำตามคำสั่งที่ข้าได้รับจากท่านผู้สำเร็จราชการ ท่านต่างหากที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่ยอมมอบคนทรายพวกนั้นให้ทางการ

เช่นนั้นข้าขอถาม...ที่นี่คือที่ไหนมังกรน้ำขมวดคิ้ว ชี้นิ้ววกเข้าหาอกของตนแล้วข้าเป็นใคร

ดูลัสขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าถึงท่านจะเป็นเจ้ามณฑลที่นี่ ก็ไม่ได้หมายความว่า

ราชองครักษ์ดูลัสเบเรคเรียกเสียงหนักและจงใจละคำแสดงความเคารพอย่างชัดเจน...คงเพื่อย้ำให้ชายหนุ่มรู้ว่าตนมียศและฐานะต่ำกว่าหลังได้รับสารจากท่านผู้สำเร็จราชการ ข้าก็ได้ให้ม้าเร็วนำสารตอบไปยังเมืองหลวงแล้วว่าชาวทะเลทรายเหล่านั้นอยู่ในการคุ้มครองดูแลของข้าเรียบร้อย...จะเรียกอีกทางว่าคุมตัวก็ไม่ผิดหรอก ถ้าท่านยังเห็นพวกเขาเป็นคนร้ายนัก ทั้งๆ ที่ไร้ข้อกล่าวหาที่มีมูลต่อพวกเขาด้วยซ้ำ

แต่พวกเขาอาจวางแผนกับอาเมียร์ชายหนุ่มยังคงแย้งและทำร้ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ข้อนี้ท่านปฏิเสธได้หรือ

“’เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ท่านว่า บุกรุกที่ดินส่วนตัวของข้าโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่มีหมายค้น ไม่มีหมายจับชายวัยกลางคนกล่าวช้าๆท่านผู้สำเร็จราชการมีคำสั่งอนุญาตให้ท่านนำหน่วยรบพิเศษของตนมาละเมิดผู้อื่นในอีกเขตการปกครองหรือ

ดูลัสลอบกำมือแน่นด้วยรู้ดีว่าไม่มีคำสั่งเช่นนั้นจริงๆแต่คนทรายนั่นทำร้ายพวกเขา

เพื่อป้องกันตัว...จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์ถึงหกคนพร้อมดาบครบมือมาบุกรุกบ้านที่ข้าอนุญาตให้เขาอยู่ ทำร้ายยามเฝ้าบ้านที่เป็นคนของข้า แถมข่มขู่จะพาตัวเขากับผู้หญิงอีกสองคน และเด็กอีกสามคนไป เขาตัวคนเดียว มีดดาบก็ไม่ได้ใช้ ไม่ได้เล่นงานใครจนกระดูกหักสักท่อน ทำเกินกว่าเหตุตรงไหน

ราชองครักษ์หนุ่มแทบกัดฟันกรอด เมื่อชายผู้มากวัยกว่ายกข้อโต้เถียงที่เขาไม่ทันพูดออกมาอุดช่องว่างเสียก่อน

ข้าไม่อยากไล่ใครให้จนตรอกหรอกนะ ราชองครักษ์ดูลัสมังกรน้ำพูดเมื่อเขาเงียบไปข้ารู้ว่าท่านเป็นหัวหน้าที่ดี ห่วงใยคนของตนเอง ข้าก็ห่วงใยคนของข้าเหมือนกัน

ดูลัสหรี่ตามองอีกฝ่ายขณะคาดเดาว่าเขาตั้งใจพูดอะไรต่อไป

เอาอย่างนี้ไหม เราพบกันครึ่งทาง ครอบครัวของอาเมียร์ก็อยู่ในความดูแลของข้าแล้ว ถ้าไม่มีใครเล่นตุกติกคิดลอบฆ่าพวกเขา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาซ่อนตัวหรือหนีออกนอกอาณาจักร รอแค่อาเมียร์เดินทางเข้ามามอบตัวกับชาลัวห์เพื่อให้พระมหาเถระลูเธียนไต่สวนและส่งเสด็จเจ้าหญิงกลับเมืองหลวง ข้าจะขอคุมตัวคนของท่านไว้หนึ่งสัปดาห์ก่อนปล่อยตัวตามบทลงโทษสถานเบาที่สุด และจะไม่แพร่งพรายไปว่าพวกเขาเป็นนักรบหน่วยพิเศษของอุลทูร์...แม้แต่กับท่านผู้สำเร็จราชการเอง หวังว่าท่านคงไม่ปฏิเสธ

ข่มขู่กันชัดๆ...ชายหนุ่มรู้แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ เขาเองทำผิดกฎจริงๆ ที่นำหน่วยเรเวนของมณฑลของตนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่หากเจ้ามณฑลยาร์ลาธรายงานเรื่องควบคุมตัวคนทรายเหล่านั้นไว้ ความรับผิดชอบย่อมตกแก่ตัวเจ้ามณฑลเอง ถ้าคนเหล่านั้นหายไปจากอาณาจักร...ไม่ว่าเขาจะตั้งใจปล่อยให้หนีไปเอง หรือพลั้งพลาดเผอเรอ ไม่ทันกลอุบายของพวกมันก็ตาม

ส่วนเรื่องของอาเมียร์ ชาลัวห์ กับเจ้าหญิง ก็ยังมีทางอื่นให้ดูลัสจัดการได้อยู่

จะดำเนินการอย่างไรก็สุดแท้แต่ท่านมังกรน้ำเถอะสุดท้าย ราชองครักษ์หนุ่มจึงตัดสินใจตอบง่ายๆข้าเป็นแค่ลูกกริฟฟินโง่เขลาเพิ่งหัดบิน จ้าวแห่งท้องทะเลตะปบลงน้ำแล้ว จะบีบกรงเล็บก็ตาย...จะคลายก็รอดเท่านั้น

เบเรคมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ และเพียงตอบรับเบาๆ เมื่อดูลัสขอตัวเพื่อไปดูลูกน้องซึ่งถูกขังไว้ในห้องขังของกรมเมือง

 

ที่ชั้นใต้ดินของกรมเมือง นอกจากจะมีคลังเก็บเอกสารและบันทึกต่างๆ แล้ว ยังมีเรือนจำกักขังนักโทษที่รอการไต่สวนหรือทำผิดคดีเล็กน้อยจนไม่ต้องถูกส่งเข้าพิจารณาคดีในเมืองหลวง หรือส่งไปใช้แรงงานตามชายแดนกันดารอยู่ด้วย

นักรบหน่วยเรเวนทั้งหกถูกขังรวมกันในห้องขังใหญ่ห้องเดียว พวกเขาทุกคนล้วนสวมตรวนมือและเท้า แม้ไม่หนักหนาถึงขั้นจำขื่อคาให้ขยับตัวไม่ได้ แต่ละคนดูจะได้รับการทำแผลแล้วตามสมควร ทว่ามีคนที่ดูอิดโรย ศีรษะแตก หรือคางบวมปูดอยู่บ้าง

ครั้นเห็นดูลัสเดินเข้ามา ทั้งหกก็ค้อมศีรษะคำนับเท่าที่ทำได้ ด้านชายหนุ่มคุกเข่าข้างหนึ่งลงที่หน้าห้องขัง พูดด้วยระดับสายตาที่เท่าเทียมกันและเสียงแผ่วเบาไม่ให้ทหารยามที่เฝ้าอยู่ข้างหน้าได้ยิน

พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง

บาดเจ็บกันไม่มากขอรับ แต่พวกข้าต้องขออภัยที่ไม่อาจทำงานสำเร็จตามคำสั่ง พวกข้า...ประมาทเกินไปจริงๆเกอร์มอนตอบคนทรายนั่น...เก่งจนไม่น่าเชื่อขอรับ ข้าขออภัย...แต่เขาอาจจะเก่งกว่าท่านหัวหน้าใหญ่ด้วยซ้ำ

ครั้นแล้ว หัวหน้าหน่วยย่อยก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นายฟังโดยละเอียด ขณะที่ดูลัสกัดฟันและตั้งคำถามอยู่ในใจ

บ้าน่า! จะเป็นไปได้อย่างไร...

กระนั้น สุดท้ายเขาก็พยายามตอบเรียบเฉย

ช่างเถอะ ข้าต่างหากที่ผิด ไม่ได้วางแผนให้ดี ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป

องครักษ์หนุ่มคิดไว้บ้างว่าซิอ์บุล อดีตนักรบรับจ้างผู้นี้ต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะเลิศล้ำจนเหลือเชื่อขนาดนี้ทั้งๆ ที่มีมือเพียงข้างเดียว

เขาเคยประมาณไว้ว่า อีกฝ่ายจะเก่งกาจอย่างไรก็ย่อมอยู่แค่ระดับนักรบรับจ้างมือดี มากประสบการณ์ ไม่อาจเทียบกับทหารหรืออัศวินระดับสูงที่ฝึกฝนเข้มงวดมาแต่วัยเยาว์ ที่สังหารพวกโจรซึ่งบุกกลาสเดลได้มากในทีแรกก็เพราะอาศัยความมืดและความพลั้งเผลอไม่ทันตั้งตัวของพวกมันเอง ที่ทลายรังโจรได้ง่ายดายก็เพราะมีพวกชาวบ้านช่วยอีกนับสิบ

แต่เท่าที่ฟังคนสนิท ดูลัสก็ต้องเปลี่ยนความคิดในทันที ซิอ์บุลมีดีมากกว่านั้น ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบไว จับสังเกตผู้บุกรุกได้รวดเร็ว ทุกการหลบหลีกและการโจมตีคุ้มค่า เล่นงานคู่ต่อสู้ให้ไม่อาจสู้ต่อได้ในเพียงการโจมตีครั้งเดียวต่อคนโดยไม่เอาชีวิตหรือทำให้พิการ มิหนำซ้ำ ภรรยาคนทรายด้วยกันก็ยังมีไหวพริบเกินหญิงทั่วไป ใช้เพียงเม็ดถั่วกับเครื่องมือทำครัวง่ายๆ ก็สามารถเล่นงานคนของหน่วยรบพิเศษหมอบราบคาบได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ดูลัสประมาทเกินไปจริงๆ จึงได้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เจ้ามณฑลบอกว่าอีกเจ็ดวันจะปล่อยตัวพวกเจ้า ระหว่างนี้ก็พักฟื้นให้มาก อย่าเพิ่งคิดกังวลอะไรชายหนุ่มบอกพวกเจ้าทำดีที่สุดแล้ว และอีกอย่าง ที่สำคัญคือตัวมัน ไม่ใช่ครอบครัวของมัน ข้ายังพอมีวิธีอยู่

ทีแรก เขาคิดว่าหากได้ตัวครอบครัวของอาเมียร์มาก็คงบีบให้เด็กหนุ่มยอมปรากฏตัวและส่งเจ้าหญิงแอชลีนน์คืนมาได้ไม่ยาก แต่ในเมื่อจับครอบครัวมันไม่ได้ ก็ย่อมต้องอาศัยการตรวจจับที่ด่านตามเดิม...

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละด่านกับที่ดูลัสคิดไว้แต่แรก และพลุกพล่านสับสนวุ่นวายกว่าก็ตาม

 

ช่วงนี้ดูท่าจะงานหนักนะขอรับชายร่างสูงแต่กลับลงพุง ไว้หนวดเคราสีดำเช่นเดียวกับผมที่ค่อนข้างยาวถามทหารยามซึ่งกำลังเคาะข้างๆ ถังไม้ที่ไม่อาจเปิดดู ฟังเสียงให้แน่ใจว่าข้างในคือของเหลวมึนเมาตามคำอ้างจริงๆ

ก็เอาเรื่องอยู่ทหารผู้นั้นตอบไม่รู้ไอ้พวกที่ฆ่าพระคู่หมั้นมันใช้คาถามุดดินไปที่ไหน ยิ่งนานพวกเราสิยิ่งโดนเคี่ยวเข็ญ เมื่อวานก็โดนพวกพ่อค้าบ่นโขมงว่าให้รอจะครึ่งชั่วยามแล้ว โมโหมากก็ด่าเข้าให้อีก พวกข้าน่ะไม่อยากทำหรอก แต่เบื้องบนเขาสั่งมา

ข้าเข้าใจขอรับ ครั้งนี้เรื่องใหญ่ไม่น้อย ได้แต่หวังว่าจะจับคนร้ายได้เร็วๆ อุกอาจอย่างนี้แถมมีเรื่องภูตผีปีศาจเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก

หญิงสาวร่างสูงเกินมาตรฐานหญิงธีร์ดีเรทั่วไปซึ่งสวมหมวกปีกกว้างมีผ้าผูกรั้งใต้คาง กับชุดอย่างภรรยาของพ่อค้าแตะแขนชายลงพุง แล้วก็บีบไว้ค่อนข้างแน่นโดยไม่พูดอะไร แต่อีกฝ่ายก็ยังพูดต่อไปโดยไม่สนใจ จนกระทั่งทหารยามเสร็จสิ้นการตรวจถังไวน์ทั้งห้าถังแล้วหันมาสนใจสัมภาระอย่างอื่น

นี่หีบเสื้อผ้าของพวกเราขอรับชายลงพุงบอกหีบใหญ่หน่อย ท่านคงทราบแหละนะว่าปรกติผู้หญิงก็ช่างแต่งตัว ช่างเผื่อนั่นเผื่อนี่เยอะแยะ ว่าแต่เมียข้านี่จริงๆ นะท่าน ถึงพูดไม่ได้ ก็ยังแสดงออกได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่าหึงสะบัด ถึงได้ตามมาด้วยทุกครั้งเชียว อ้า...นั่นเสบียงของพวกเรา ถังชาดานแซร์ อ้อ ที่วางทับไว้ข้างบนคือเนยเถระเหม็น โธ่!...ข้าคงไม่ได้บอกช้าไปใช่ไหมขอรับ

ทหารที่เพิ่งเดินเข้าไปใกล้ถังปลาหมักวกตัวกลับมาทันที สีหน้าเหยเกกำลังได้ที่

ก็ดีกว่าบอกตอนข้าเปิดถังแล้วกระมังกระนั้นเขายังพูดแห้งๆ

พ่อค้าโคลงศีรษะ เขายิ้มเจื่อนๆ และขอโทษขอโพย ก่อนจะคว้ากระติกไม้ที่ข้างเอว รินน้ำสีขาวใสในนั้นลงในฝากระติก ซึ่งทำเป็นถ้วยสำหรับดื่มอยู่ในตัวท่านดื่มเหล้าพีราล้างปากหน่อยไหม บ่มเสียกลิ่นหอมกำลังดีทีเดียว ตัวอย่างสินค้าของข้าเองน่ะ

ทหารพูดอ้อมแอ้มทำนองว่ากำลังอยู่ในเวลางาน แต่เมื่อเหลียวไปเห็นว่าหัวหน้าหน่วยตรวจตรากำลังง่วนอยู่กับการซักประวัตินักเดินทางอีกกลุ่มซึ่งดูเหมือนจะเป็นนางรำชาวทรายร่างเล็ก กับนักดนตรีที่โพกศีรษะและสะพายเครื่องสายรูปร่างแปลกตาไว้ข้างหลัง ก็รีบรับถ้วยมาดื่มรวดเดียวโดยเร็วก่อนจะส่งคืนเร็วไม่แพ้กัน

จากนั้น เขาก็บอกให้พ่อค้าขายเหล้าช่างคุยกับภรรยาที่ปิดปากเงียบตลอดการตรวจค้นผ่านไปขึ้นเรือได้

 

อาเมียร์นั่งพิงผนังห้องพักเล็กๆ ของเรือ และกำลังจะบ้าตาย

เขาอยู่ในชุดผู้หญิง...แม้เวลานี้จะพยายามทำให้มันสวมใส่สบายที่สุด หมวกระบายลูกไม้ถูกเด็กหนุ่มถอดทิ้งเป็นอย่างแรกหลังจากเข้ามาในห้อง เรือนผมดำที่กระรอกตัวแสบบรรจงเกล้าเป็นมวยเสียดิบดี (ชนิดที่แอชเห็นแล้วทำตาโตว่าหมอนี่ไปเอาฝีมือทำผมผู้หญิงมาจากที่ไหน) ถูกคลายและรวบมัดหางม้าต่ำง่ายๆ ไว้ตามเดิม จากนั้น เด็กหนุ่มจึงขอให้ผู้หญิงตัวจริงของกลุ่มช่วยคลายสายรัดทรงแสนอึดอัดและกระดุมเสื้ออะไรก็ตามข้างหลัง รวมทั้งขยุ้มกระโปรงขึ้นสูงที่สุด แล้วก็นั่งเหยียดขาที่ยังคงสวมกางเกงผู้ชายไว้ข้างใน

อดีตลูกศิษย์ตัวแสบที่จัดแจงแปลงโฉมอดีตอาจารย์แอบกระซิบไว้ว่า เจ้าจะออกไปเดินเล่นรับลมบนดาดฟ้าเรือกับข้าก็ได้นะ อามีร่ายอดรัก แต่ให้ออกไปในสภาพทรงเครื่องแบบนั้น...อาเมียร์ยอมถูกถ่วงน้ำตายในคุกกรงน้ำยังดีกว่า

ทว่า ที่อยากยิ่งกว่าถูกถ่วงน้ำตาย คือถีบใครบางคนตกเรือจมน้ำตายก่อนเป็นที่สุด ...ขณะมองแอช ที่ (ในที่สุดก็ได้) ออกจากหีบเสื้อผ้ามานอนระโหยอยู่บนเตียงพับติดผนังเล็กๆ ในห้อง เธอสวมชุดผู้ชายอย่างที่เคยสวมจนชิน แต่เวลานี้ปล่อยผมสยาย ส่วนในอีกมุมหนึ่งของห้อง ชาลัวห์ก็กำลังโน้มคอตัวโก่ง ใช้บริการกระโถนในห้องพักเป็นคำรบสองเพื่อคลายความคลื่นไส้ที่เด็กหนุ่มผมดำใช่จะไม่เข้าใจ

เป็นเขาถูกจับใส่อดีตถังชาดานแซร์ (แม้จะพยายามล้างให้เหลือกลิ่นน้อยที่สุดแล้วก็ตาม) แถมมีเนยแข็งกลิ่นเหม็นที่สุดในธีร์ดีเร (และอาจจะในสากลโลก) วางทับบนฝา แช่อยู่แบบนั้นนานเป็นชั่วยาม ก็คงจะคายของเก่าทิ้งในสภาพไม่ต่างกัน (ถึงแม้ว่าเขาคงพยายามกลั้นสุดชีวิตไม่ให้ทำเลอะรดตัวเองกับเสื้อผ้าในถังอย่างอีกฝ่ายเป็นแน่)

ดังนั้น คนที่เขาอยากถีบตกเรือจึงไม่ใช่คนที่กำลังอาเจียนอยู่คาตา แต่เป็นคนที่ทำให้ตนเองต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง และพวกเขาต้องเสียเวลานานเกินไปโดยไม่ควร จนแผนอาจแตกขึ้นต่างหาก

รูอาร์คตีบทพ่อค้าแตกกระจุยจนเกินไป

เขายอมรับว่าเด็กหนุ่มหัวแดง (ที่บัดนี้กลายเป็นชายผมดำไว้หนวดลงพุง) เข้าใจหาวิธี จัดวางของโน่นนี่ให้ไม่มีช่องว่างในการตรวจค้นที่ซ่อนของเพื่อนร่วมทางอีกสองคน รวมทั้งพูดดึงความสนใจของทหารได้มีจังหวะพอเหมาะอย่างที่อาเมียร์เองคงทำไม่ได้ แต่เจ้านั่นดูท่าทางจะเข้าถึงบทพ่อค้าเกินไปจนลืมสวัสดิภาพของคนในที่แคบเสียแล้ว

พอรูอาร์คขึ้นเรือได้เสร็จก็โดนพวกพ่อค้ากับนักเดินทางร่วมเรือดึงตัวไปขอชิมเหล้าในกระติกหลายต่อหลายคน จนกระทั่งดูเหมือนจะลืมเรื่องที่ต้องขนข้าวของ (และคนที่ซ่อนอยู่ข้างใน) เข้าห้องพักไปเสียสนิท ครั้นเด็กหนุ่มผมดำจะยกถังลากหีบเอง ก็ยังพบว่าเป็นเรื่องถึกเกินกำลังสภาพการปลอมตัวของตน และครั้นจะเรียกลูกเรือให้มาช่วย ก็จนใจที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ในสภาพนี้

อาเมียร์จึงได้แต่เดินตามไปพลางดึงแขนบ้าง สะกิดพ่อค้ากำมะลอบ้างด้วยหวังจะให้อีกฝ่ายรู้ตัวเสียที กว่าจะได้ผลก็ปาเข้าไปอีกราวๆ สิบกว่านาที ผลคือเมื่อถึงห้องพักเจ้าหญิงในหีบเสื้อผ้าก็เกือบเป็นลมไปแล้ว และอดีตคุณชายในถังก็เปรอะของเหม็นเปรี้ยวบางอย่างแทนชาดานแซร์ไปเรียบร้อย

ยังดีที่รูอาร์คพอมีน้ำใจออกไปขอน้ำจืด โดยอ้างว่าให้ภรรยา (มาเช็ดหน้า ล้างตัว หรือทำอะไรก็ตาม) ชาลัวห์จึงได้ทำความสะอาดตัวและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ถึงอย่างนั้น เด็กหนุ่มผมแดงก็หลบหายไปนอกห้องอีกเป็นนาน โดยบอกว่าพ่อค้าร่วมเรือที่คุยกันถูกคอเชิญไปร่วมโต๊ะ (ที่จริง รูอาร์คเสริมว่าเขาให้พาภรรยาไปด้วยก็ได้ แต่อาเมียร์ปฏิเสธ เนื่องจากไม่อยากไปนั่งเป็นหญิงใบ้ต่อหน้าคนไม่รู้จักอีกมากมาย รวมทั้งเดาได้ว่าตนอาจถูกกระรอกกะล่อนเผาไฟจนสุกเกรียมแทนอาหารด้วยคำพูดทำนองไหนได้บ้าง)

อาเมียร์ไม่สนหรอกว่ามันจะไปสำราญอยู่ที่ไหน ไม่อยู่ทำอะไรให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่านี้อาจนับเป็นพระคุณกว่า แต่เรื่องของเรื่องที่เด็กหนุ่มจะบ้าตายคือมันหายตัวไปนานเกิน ขณะที่มีอะไรบางอย่างต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

ถังไม้ที่เปื้อนยังคงอยู่ในห้อง มันใหญ่เกินกว่าที่จะจับทิ้งออกนอกหน้าต่างเรือ ซึ่งเป็นแค่รูกลมหุ้มขอบเหล็ก กว้างกว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย พอให้ยื่นปลายกระโถนออกไปเทอะไรก็ตามทิ้งข้างนอก และถึงแม้จะปิดฝาอดีตถังชาดานแซร์ไว้แล้ว มันก็กำลังโชยกลิ่นไม่พึงประสงค์อบอวลในห้อง หนำซ้ำสภาพของชายหนุ่มธาตุอ่อนที่พ่วงอาการเมาเรือเข้าไปก็ไม่ยอมกระเตื้องขึ้นเลย

เพื่อสวัสดิภาพของทุกๆ คน ต้องรีบนำถังไปทิ้ง และอย่างน้อยก็หายาหอมยาลมมาให้ชาลัวห์สักหน่อย

อาเมียร์เด็กสาวบนเตียงเรียกเขาเสียงอ่อนๆท่านว่านี่กี่โมงแล้ว

เด็กหนุ่มผมดำเหลือบดูความยาวของไส้ตะเกียงเราคงนั่งเรือมาได้สองชั่วยามกว่าแล้ว ก็น่าจะราวสองสามทุ่ม

“...รูอาร์คกินอาหารเย็นนานขนาดนั้นเชียว

เขากินเลี้ยง ก็คงติดคุยฮาเฮไม่ยอมเลิกกระมังอาเมียร์พูดอย่างปลงๆเจ้าก็รู้นิสัยเขา

แอชเงียบไปอีกครู่ จึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งท่านว่าเวลานี้คนจะเยอะไหม ออกไปเดินข้างนอกหน่อยจะได้หรือเปล่า

น่าจะได้ ค่ำๆ ดึกๆ ไม่น่าจะมีใครอยากขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือหรอก มืดแล้วก็คงอยากอยู่ในห้องพักมากกว่าอาเมียร์พูดแล้วก็นึกอะไรได้ เขาลุกขึ้นยืนและสลัดชุดรุ่มร่ามไปให้พ้นตัวแต่ใครจะเห็นก็ช่างมัน คนบนเรือมีกันเยอะแยะ พวกเขาจำกันไม่ได้หรอกว่าใครเป็นใคร

ท่านอยากไปเหมือนกันหรือเด็กสาวถาม เขาคงไม่ได้คิดไปเองว่าเสียงของเธอฟังร่าเริงขึ้น

เด็กหนุ่มพยักหน้าข้าก็เบื่อที่ต้องอุดอู้เหมือนกัน แล้วเรายังต้องเอาถังไปกำจัดด้วย ทิ้งน้ำตอนกลางคืนจะสะดวกกว่า

แอชดูดีใจอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ เธอรีบรวบผมของตนซ่อนไว้ในคอเสื้อและสวมช้องผมทับโดยไว

ชาลัวห์เพียงเงยหน้าอ่อนระโหยจากกระโถนขึ้นมาเหลือบมองทั้งสอง แล้วก็โบกมือก่อนจะพูดอย่างเพลียๆ ว่าเชิญไปตามสบาย จะอยู่เฝ้าห้องให้ จนอาเมียร์นึกขึ้นมาในใจว่า...บางทีหมอนี่ก็ทำตัวน่ารักว่าง่ายกว่ารูอาร์คอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ไม่เอาน่า อย่าเล่นตัวเลยน้องสาว

ยังไปได้ไม่ถึงดาดฟ้าเรือ เด็กหนุ่มกับเด็กสาวก็บังเอิญได้ยินเสียงโฮกฮากจากแถวบันไดเสียก่อน

อาเมียร์รีบกางแขนกั้นหน้าแอช พร้อมกับส่งสายตาท่าทางเป็นเชิงให้เธอเงียบและอยู่รอ จากนั้นจึงก้าวเข้าไปใกล้แม้จะยังหนีบปากถังไม้ด้านที่ไม่เปื้อนติดข้างเอวอยู่

ใต้แสงตะเกียงที่ตามไว้เป็นระยะๆ ในครอบแก้วบนผนังเรือ เด็กหนุ่มเห็นชายร่างใหญ่สามคนยืนค้ำร่างเล็กกว่าอยู่แถวซอกใต้บันไดไม้ลงไปชั้นล่าง ซึ่งนำไปสู่ห้องพักรวมของบรรดาผู้โดยสารชั้นสามที่มักเป็นนักเดินทางกลุ่มเล็กๆ หรือตัวคนเดียว ซึ่งจ่ายค่าโดยสารน้อยที่สุด...เพื่อไม่แลกกับความสะดวกสบายอะไรเลย

ครั้นเข้าไปใกล้ขึ้นอีก เขาจึงเห็นว่าร่างนั้นเป็นเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้า แต่งกายอย่างนางรำชาวทะเลทราย

อาเมียร์รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยพบเธอ...คงตอนรอตรวจสินค้าอยู่ที่ท่าเรือกระมัง

รำให้พวกข้าดูหน่อยไม่ได้รึไง มีเงินจ่ายนะคนพูดไม่พูดเปล่า แต่เขย่าถุงที่ข้างเอวให้เกิดเสียงกรุ๋งกริ๋งด้วยเผลอๆ จะให้ดีกว่าไอ้พวกพ่อค้าเมื่อกี้ ทั้งที่เหนื่อยน้อยกว่าด้วย

ขอโทษนะ ข้ารำอะไรแบบที่พวกเจ้าอยากดูไม่เป็นหรอกเสียงเล็กๆ ของอีกฝ่ายตอบอย่างไม่กลัวเกรงยิ่งถ้าจะให้รำเนื้อแนบเนื้อในที่รโหฐาน...แบบที่พวกเจ้าคิดอยู่ยิ่งไม่เอา เงินน่ะข้าไม่สนหรอก แต่วิธีขอของพวกเจ้ามันไม่น่าพิศวาสเลย ไปต้มตำราสุภาพบุรุษกินสักสิบเล่ม ให้ซาบซึ้งในวิธีปฏิบัติต่อสุภาพสตรีก่อนดีกว่าไหม

นังนี่!หนึ่งในสามชายโฉดสบถวอนเจ็บตัวรึไง ไอ้เรารึอุตส่าห์มาซื้อดีๆ!

อยากโดนถ่วงน้ำเป็นผีเฝ้าทะเลนักเรอะ นังหนูอีกฝ่ายกรรโชก มือทั้งสองคว้าข้อมือของเด็กสาว บีบแน่นตรึงกับผนังเรือหลังจากพวกข้าเสร็จธุระกับแกแล้วน่ะนะ

ก็ลองดูสิหญิงชาวทรายร่างเล็กกลับตอบเหมือนไม่ยี่หระ แต่อาเมียร์คิดว่าตนคงอยู่เฉยอีกไม่ได้

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่บุ่มบ่ามพรวดพราดเข้าไป แต่รีบวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น พวกมันมีกันถึงสามคน และต่อให้เด็กหนุ่มคาดว่าตนมีฝีมือมากกว่า ก็ยังไม่อยากลงไปคลุกกลางวงตรงๆ ให้เสี่ยงเจ็บตัวโดยใช่เหตุ

...ก็นับว่ายังดีที่มีอุปกรณ์ช่วยไม่ใช่หรือ...

เด็กหนุ่มกะองศาถ้วนถี่ ให้แน่ใจว่าคนที่เขาต้องการช่วยจะไม่ถูกลูกหลงไปด้วย ครั้นแล้วก็จับถังตะแคง ผลักเต็มแรงให้กลิ้งหลุนๆ ลงบันได

ได้ผลเกินคาด มันชนชายร่างใหญ่คนแรกไปชนคนที่สอง...แล้วก็คนที่สามล้มระเนระนาด เสียงร้องจากความตกใจดังอยู่ครู่เดียวก็กลายเป็นโอดโอย ปนขยะแขยงเมื่อถังไม้เก่าผุถึงกับแตก และเผยให้เห็นของเสียข้างใน

โอ๊ะอาเมียร์แสร้งอุทานขอโทษที ถังมันหลุดมือไป น่าเสียดายจริง

น่าเสียดาย บันไดไม่ได้ชันหรือยาวมาก ความเร็วและแรงของถังจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากพอจะทำให้พวกมันสลบเหมือดในทีเดียวจากแรงปะทะ แต่เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเป็นอย่างนี้ก็ใช่จะเลวร้าย

ได้ยืดเส้นยืดสายหลังจากเดินตัวเกร็งเป็นผู้หญิงมาค่อนวันก็ดีเหมือนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น