The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 42 : 12 - ความกลัวและคำลวง "เสด็จพี่ต้องกลับมาให้ได้นะเพคะ! สัญญานะ!"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 ก.ย. 60

บทที่ ๑๒

ความกลัวและคำลวง

 

"ไง ไอ้เปี๊ยก สบายดีไหม" เด็กหนุ่มผมแดงซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงโต๊ะตัวหนึ่งโบกมือเรียกในทันทีที่เด็กสาวในคราบเด็กชายลงบันไดมา

แอชลีนน์อดยิ้มไม่ได้ที่ได้พบเขาอีกครั้ง...ถึงอีกฝ่ายจะยังทำตัวน่าหมั่นไส้ไม่หายก็เถอะ

"เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง"

"โธ่ ข้ามีม้าข้าก็ขี่มา มีขาข้าก็เดินมา ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย"

"ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย" เด็กสาวดึงเก้าอี้ออกนั่งตรงข้ามกับเขา "รู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่นี่ ถึงได้ตามมาถูก นั่นละที่ข้าอยากรู้"

ตอนที่แอชลีนน์นำข้าวของต่างๆ ขึ้นมาถึงตามที่ซานาแนะนำ อาเมียร์ก็หลับสนิทไปแล้ว เด็กสาวจึงคิดจะช่วยเช็ดตัวให้ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะหลับสบายขึ้น แล้วก็ตั้งใจจะเฝ้าอยู่ข้างๆ ...แต่ไม่ทันไร พนักงานโรงแรมคนหนึ่งก็ขึ้นมาเรียกเธอลงไปในชื่อ 'แอช' เนื่องจากมีชายผมแดงคนหนึ่งที่บอกเพียงว่าตนชื่อ 'กระรอกแดง' ขอพบและทิ้งท้ายว่าพูดเพียงเท่านี้ เธอก็น่าจะรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร

แอชลีนน์นึกออกเพียงคนเดียวเท่านั้น ว่าใครคือชายลึกลับคนนี้ แม้จะประหลาดใจมากว่าเขาตามมาเหมือนกับรู้ที่อยู่ของพวกเธอแน่นอนเช่นนี้ได้อย่างไร

"ก็พวกเจ้าทำวีรกรรมใหญ่ไว้ซะขนาดนั้น ข้าเข้าไปถามๆ ในหมู่บ้านที่โดนโจรปล้นก็ได้ชื่อกันมาทั้งสามคนแล้ว ยิ่งยังใช้ชื่อแอชเหมือนเดิมด้วย" รูอาร์คฉีกยิ้มยียวน "แต่คราวนี้รู้สึกจะดูมอมแมมเหมือนเด็กผู้ชายจริงๆ ขึ้นมาเยอะเลยน้า ต่อให้ยังแอบตุ้งติ้งอยู่บ้างก็เถอะ"

เด็กสาวทำหน้าง้ำ แต่แล้วก็นึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญที่อยากถามอีกฝ่าย "ครอบครัวของอาเมียร์เป็นอย่างไร ปลอดภัยดีใช่ไหม"

"อะไรกัน เจอหน้าข้าแทนที่จะถามว่าสบายดีไหม กลับไปถามถึงคนอื่น ข้าอุตส่าห์ให้คนตอกตะปูตัวเองปิดตายใต้ที่นั่งรถม้าอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะออกจากด่านมาได้ แถมยังขี่ม้าห้อแรดมาตลอดทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอนจนมาเจอพวกเจ้าเชียวนะ"

"ถ้ามีแรงตัดพ้อได้อย่างนี้แสดงว่ายังไม่ใกล้ตายหรอก" แอชลีนน์สวนกลับทันที "ว่าอย่างไร เจ้าช่วยครอบครัวของอาเมียร์ไว้ใช่ไหม ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า"

"ให้ตาย ใครสอนเจ้าให้ปากร้ายขึ้นเนี่ย" รูอาร์คกลอกตาแต่ก็พยักหน้า "พวกเขาปลอดภัยดี ตอนนี้พ่อข้าช่วยดูแลอยู่ ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมันเอาตัวไปได้ง่ายๆ หรอก"

"ดีแล้วละ" เด็กสาวค่อยยิ้มออกได้มากขึ้น

"แล้วอาจารย์ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง เห็นคนของโรงแรมบอกว่าไม่สบายนี่"

"ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แค่เมื่อคืนนอนไม่พอ เลยเป็นลมเท่านั้นเอง"

"หือ...ทำไมนอนไม่พอล่ะ"

"ก็ออกไปข้างนอกแทบทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอนน่ะสิ"

สีหน้าของเด็กหนุ่มผมแดงเปลี่ยนเป็นมีเลศนัยทันที "โอ้...ออกไปข้างนอกแทบทั้งคืนในอันเวียนนี่นะ เจ้าช่างใจกว้างจริงๆ เชียวที่ยอมปล่อยเขาไปได้"

"เอ๋" แอชลีนน์กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ก่อนที่ใบหน้าจะร้อนผ่าวขึ้น "มะ...ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! เขาออกไปตามชาลัวห์ต่างหาก!"

"อะไรกัน นี่พวกเจ้าให้อภิสิทธิ์คนร้ายออกไปเที่ยวราตรีได้ด้วยหรือ" เสียงของรูอาร์คแข็งขึ้นทันควัน จนเด็กสาวไม่แน่ใจว่าเขาล้อเล่นหรือไม่พอใจจริงๆ กันแน่

"เปล่าหรอก เขาออกไปเอง คือ...ข้าคิดว่าเขาไม่ได้ออกไปเที่ยวหรอก แต่มีเรื่องอะไรสักอย่างที่พวกเราไม่รู้กระมัง ดูเหมือนชาลัวห์จะรู้จักนางโลมคนหนึ่งในตรอกข้างหลังนี้ เมื่อวานนี้พวกเขาหลบไปคุยกันสองคน แล้วคืนนั้นชาลัวห์ก็ออกไปไหนไม่รู้ ก่อนจะถูกซ้อมกลับมา ทีแรกเราก็คิดว่าเขาอาจจะหนี แต่เขาไม่ได้เอาเงินไปด้วย อาเมียร์เลยออกไปตาม แต่ปรากฏว่าชาลัวห์กลับมาก่อน เลยสวนกัน"

"อ้อ" เด็กหนุ่มผมแดงกอดอกพลางพยักหน้า

"รูอาร์คพบเขาแล้วใช่ไหมล่ะ ข้าให้เขาเฝ้าเกวียนอยู่ข้างนอก"

ผู้ฟังพยักหน้าอีกครั้ง แต่ก็ไม่วายเปรย "ไม่กลัวมันขับเกวียนหนีหรือ"

"คงไม่หนีหรอก ถึงหนี เขาก็ไม่มีทางไปที่ไหนได้ แล้วสภาพแบบนั้นก็คงไม่คิดหนีด้วย" แอชลีนน์พูดก่อนจะนึกขึ้นได้ "ว่าแต่เจ้าคงไม่ได้ไปขู่ฆ่าเขามาใช่ไหม"

"ไม่ละ ข้าไม่คิดจะฆ่ามันหรอก" รูอาร์คเว้นไว้ชั่วอึดใจ "ถ้าไม่ได้ทรมานมันให้หายแค้นก่อน"

เด็กสาวไม่รู้จะคิดอย่างไรกับเรื่องนั้น เพราะเธอเองยังนึกอยากให้คนที่ฆ่าพ่อแม่พี่ชายของเธอได้ลิ้มรสความทรมานยิ่งกว่าที่ทั้งสามคนรู้สึกรวมกันเลยด้วยซ้ำ

"อาเมียร์ยอมพาเขามาด้วยเพื่อให้ไปขอขมาพ่อแม่ของเฟย์ลิม แล้วก็ให้สองคนนั้นตัดสินโทษแทน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็...ปล่อยเขาไว้เฉยๆ สักพักเถอะ"

"อาจารย์น่ะใจอ่อนเกินไป" เด็กหนุ่มผมแดงพูดขึ้น "ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องสักหน่อย ปล่อยๆ ให้มันเน่าตายในคุกกรงน้ำก็พอแล้ว ข้ายังคิดเลยว่าหอบหิ้วมันออกมาให้ทางการตามผิดทางแล้วเชือดทิ้งยังง่ายกว่ากันเยอะ"

"ยังมีอะไรมากกว่านั้นนะ" แอชลีนน์ติง "ชาลัวห์ถูกใช้เป็นเบี้ยใส่ความอาเมียร์ ถ้าเขาตายไป อาเมียร์คงถูกมองว่าเป็นคนร้ายจริงๆ ยิ่งถ้าอาเมียร์ฆ่าเขาเองด้วยแล้ว"

"วุ่นวายตายชัก" รูอาร์คกลอกตาพร้อมกับถอนใจเฮือก

"เอาเถอะ พาเขาไปด้วยก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักหรอก สำคัญกว่าคือเราต้องรีบเดินทางไปถึงยาร์ลาธให้เร็วที่สุดมากกว่า"

"นั่นละ ข้าตั้งใจมาบอกพวกเจ้าว่าพวกนั้นส่งราชองครักษ์ปลอมตัวเป็นทหารมาเฝ้าด่านทางบกเข้ายาร์ลาธ ดูลัสก็อยู่ในนั้นด้วย"

เด็กสาวพยายามสะกดความประหลาดใจไว้ "เป็นอย่างที่อาเมียร์คิดไว้จริงๆ"

"อาจารย์ก็รู้ตัวแล้วสินะ" เด็กหนุ่มผมแดงพูดเรียบๆ เหมือนกับไม่แปลกใจ

แอชลีนน์พยักหน้า "เขาตั้งใจให้พวกเราเปลี่ยนเส้นทาง เห็นว่าจะไปที่ดาวิมี แต่หลังจากนั้น ข้าก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนอีก ไว้เขาตื่นแล้วรูอาร์คไปคุยด้วยดีกว่า"

เด็กหนุ่มผมแดงพยักหน้า "ก็ดี ข้าจะได้หาอะไรกินรองท้องหน่อย นี่หิวไส้กิ่วแล้ว เจ้าช่วยป้อนทีสิ

เด็กสาวยิ้มเข่นเขี้ยว "อยากหาคนป้อนก็ไปหาเองข้างนอก มาถึงอันเวียนทั้งทีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าขึ้นไปเฝ้าอาเมียร์ก่อนละ"

รูอาร์คเริ่มทำหน้าเบ้ แต่ยังไม่วายตัดพ้อ "คำก็อาเมียร์ สองคำก็อาเมียร์ สนิทสนมกันดีจริงน้า ใช่ซี่ ข้ามันไม่น่ามาเป็นก้างขวางคอเลยนี่"

"พะ...พูดอะไรบ้าๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้นละ เขาแค่บอกให้ข้าเรียกชื่อเฉยๆ เพราะไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กันอีกแล้วเท่านั้นเอง!" แอชลีนน์รีบกลบเกลื่อน กระนั้นผิวหน้าก็ยังรู้สึกร้อนๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

"ไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน แล้วตอนนี้เป็นอะไรล่ะ" เด็กหนุ่มผมแดงกระซิบด้วยเสียงเหมือนผู้ถือไพ่เหนือกว่า "ก่อนเข้ายาร์ลาธ รีบหากระโปรงมานุ่งแล้วลากเขาเข้าโบสถ์กันเถอะ ข้าจะเป็นพยานให้เอง จากนั้นเจ้าค่อยไปประกาศให้พวกตาแก่หงำเหงือกในวังยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ให้ได้แล้วกัน"

แอชลีนน์เบือนหน้าหลบทันควัน แม้นลึกๆ ในใจจะไม่วายรู้สึกว่า...หากทำอย่างนั้นได้จะดีเพียงไร "ทำอย่างนั้นได้เสียที่ไหนเล่า"

"งั้นก็...ให้เจ้าดื่มยาแกล้งทำเป็นตาย แล้วข้านัดอาจารย์เข้าไปแงะสุสานหลวง พาเจ้าหนีไปยังแดนไกลดีไหม"

"จะทำได้อย่างไร ไม่ใช่ละครสักหน่อย" เด็กสาวเถียงก่อนจะรีบพูดต่อ "แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนรักกันด้วย พอเขาปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะกลับวังเสียที ที่ตามมาก็แค่เพราะเป็นห่วงเท่านั้นละ"

"แค่เป็นห่วงอย่างเดียวหรือ ไม่ใช่ว่าเป็นห่วงเพราะรู้สึกอะไรอีกอย่างด้วยหรือ"

"พอแล้ว ข้าจะขึ้นไปจริงๆ นะ" แอชลีนน์ลุกจากเก้าอี้ก่อนจะหันกลับไป แต่แล้วก็ชะงักเท้าอีกครั้ง

"ถามจริง เจ้าอยากแต่งงานกับองครักษ์หน้าบูดใจแคบ หรือผู้กองเจ้าระเบียบน่าเบื่อคนนั้นแทนรึไง"

"ข้าจะอยากแต่งงานกับใคร...มันก็ไม่สำคัญหรอก" เด็กสาวกลั้นใจพูดเบาๆ "ชะตากรรมเลือกใครให้ข้า...ข้าก็ต้องแต่งกับคนคนนั้นเพื่อธีร์ดีเร ก็เท่านั้นเอง"

แอชลีนน์ก้าวยาวๆ ไปจากรูอาร์คพร้อมกับสะกดเสียงถอนหายใจไว้ ถึงแม้จะมีเสียงของอีกฝ่ายดังตามหลังมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจพูดกับเธอ แต่จงใจให้เธอได้ยิน

"มัวแต่ยึกยักกันเสียอย่างนี้ เดี๋ยวก็หมดโอกาสจริงๆ หรอก"

 

แผ่นหลังของเสด็จพ่อปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นเสด็จพ่อในชุดออกศึกเต็มยศกับพระแสงดาบคู่มือ เบื้องหน้าพระองค์คือกองทัพนักรบแห่งอารามสุริยเทพซึ่งล้วนสวมหน้ากาก ดูกระด้างเย็นชาราวกับไม่ใช่มนุษย์

เสด็จพ่อโถมตัวไปข้างหน้าพร้อมดาบ ฟันฟาดใส่ข้าศึกที่ใกล้ที่สุด แต่แล้วคนอื่นๆ ก็กลับกลุ้มรุมเข้ามาพร้อมกัน คมดาบนับร้อยทิ่มแทงเข้ามาทุกทางสร้างเสียงร้องโหยหวน

"เสด็จพ่อ!" เจ้าชายทัมมุซกรีดร้องสุดเสียง ทว่าบางสิ่งกลับตรึงร่างของตนไว้จนไม่อาจเคลื่อนไหว ไม่อาจวิ่งออกไป ไม่อาจช่วยเหลือเสด็จพ่อได้ ได้แต่มองร่างที่มีรอยแผลยับเยินและเลือดชุ่มโชกค่อยๆ ทรุดลง...ไถลลงไปบนพื้นขณะที่ดวงวิญญาณหลุดลอย

"อาเมียร์!" เสียงหนึ่งกลับเรียกชื่ออีกชื่อของเขา เสียงที่อบอุ่นและนุ่มนวล

เสด็จแม่ ...ไม่สิ... แม่...หรือ

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นพบใครอีกคนอยู่ตรงหน้า ใครอีกคนที่เยาว์วัยกว่านั้น

"...แอช"

"ฝันร้ายหรือ" เด็กสาวถามอย่างห่วงใย "เมื่อครู่เห็นนอนกระสับกระส่ายมากเลย"

"...อย่างนั้นหรือ" อาเมียร์พยายามรับด้วยเสียงที่เรียบที่สุดแม้จะยังกังวลในใจ

...เขาคงไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ ออกไปให้เธอได้ยินใช่ไหม...

"เหงื่อออกอีกแล้ว มีไข้หรือเปล่า" มือของแอชทาบลงบนหน้าผากโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว ที่มาพร้อมกับสัมผัสบนหน้าผากคือภาพ...เศษเสี้ยวของความทรงจำที่เด็กหนุ่มรีบปัดออกไป

...พร้อมกับมือที่นำพามันมา...

เด็กสาวชะงักอยู่กับที่เมื่อเขาทำเช่นนั้น แววตาของเธอฉายความเสียใจชัดเจน จนอาเมียร์รีบพูด

"ขะ...ข้าขอโทษ แค่กลัวมือเจ้าเปื้อนเหงื่อไปด้วย"

"ถ้า...ไม่อยากให้ข้าแตะตัวก็ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องปลอบใจกันก็ได้" แอชกลับยิ้มเฝื่อนๆ ก่อนจะก้มหน้าลงขณะหยิบผ้าชุบน้ำจากอ่างเล็กข้างเตียงมาบิดให้หมาด

"ไม่ใช่อย่างนั้น" เด็กหนุ่มคว้ามือของเธอไว้

ภาพความทรงจำวาบเข้ามาอีกครั้ง อาเมียร์แทบปล่อยมือในทีแรก แต่แล้วก็ตัดสินใจจะจับไว้ให้มั่น

...เพราะมีเรื่องที่เขาอยากรู้แต่ไม่กล้าถามเธออยู่ในนั้น...

...

"เมื่อไรจะถึงเสียที"

พร้อมกับเสียงเล็กๆ นั้น อาเมียร์เห็นแนวต้นไม้...ได้ยินเสียงกุกกักและรู้สึกถึงการเขย่าอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของรถม้า ตามมาด้วยเสียงของหญิงที่มากวัยกว่าอีกคนหนึ่ง

"แอชลีนน์ นั่งดีๆ ดูซิ จะโตเป็นสาวอยู่แล้ว ยังทำกริยาไม่งามเลย" เสียงของเธอไม่ได้ดุมากนัก แต่มีความหนักแน่นทรงอำนาจพอที่จะให้ผู้ฟังทำตาม

ภาพในคลองจักษุเปลี่ยนเป็นภายในรถ ผู้พูดคือหญิงสาววัยสามสิบที่มีผมและตาสีเดียวกับเจ้าหญิงแอชลีนน์วัยสิบสามชันษา ซึ่งนั่งหลังตรงอยู่บนเบาะตรงกันข้าม หญิงผู้นั้นขมวดคิ้วน้อยๆ

"ก็ลูกเบื่อนี่เพคะเสด็จแม่ นั่งรถมาตั้งนาน เมื่อไรจะถึงวังตากอากาศเสียทีก็ไม่รู้" เด็กสาวยังไม่วายแกว่งเท้าที่โผล่พ้นชายกระโปรงผ้าไหมซ้ำไปมา

"โถ...เจ้าหญิงน้อยของพ่อ ฤดูใบไม้ผลิเพิ่งมาถึง จะใจร้อนไปทำไม" ชายวัยสี่สิบต้นๆ ท่าทางภูมิฐานมีสง่าซึ่งนั่งข้างหญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ แต่นัยน์ตาสีฟ้ารับกับผมสีทองสว่างยังฉายแววอ่อนโยน "ดอกไม้ไม่ชิงบานก่อนเราไปถึงหรอก"

"ลูกรู้เพคะเสด็จพ่อ แต่ลูกไม่อยากอุดอู้อยู่ในรถนี่นา" แอชลีนน์ทำหน้าง้ำ "ให้ลูกออกไปขี่ม้ากับเสด็จพี่ไอลีชไม่ได้หรือ"

"ถ้าลูกเป็นเด็กๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ลูกจะโตอยู่แล้วนะ" ผู้เป็นแม่ตอบแทน "เลิกเล่นซุกซนได้แล้ว หัดเรียบร้อยอย่างเคียราบ้างสิ"

เด็กสาววัยสิบเจ็ดซึ่งนั่งข้างเจ้าหญิงน้อยเพียงก้มหน้าลง มองมือที่ประสานกันบนตักอย่างสำรวมโดยไม่พูดอะไร

ในหมู่คนทั้งสี่ในรถม้า เด็กสาวเป็นคนที่แต่งกายเรียบที่สุด เธอสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเทาไร้ลวดลาย เส้นผมสีน้ำตาลรวบเป็นมวย คลุมไว้ด้วยผ้าลูกไม้สีขาวผืนเล็ก เหมือนชุดนางกำนัลในวังตามที่อาเมียร์จำได้

"เคียราโตกว่าลูกตั้งสี่ปีนะเพคะ" เด็กสาวย้ำ

"แค่สี่ปี...อีกแค่สี่ปีลูกก็จะอายุเท่าเคียรา แล้วอีกแค่สามปีลูกก็จะอายุเท่ากับแม่ตอนแต่งงานกับเสด็จพ่อพอดี"

"แล้วลูกต้องแต่งงานตอนอายุเท่าเสด็จแม่ด้วยหรือเพคะ" ใจของแอชลีนน์คัดค้านเรื่องนั้นเต็มที่

"นั่นเป็นอายุที่เหมาะสมจะแต่งงานสำหรับผู้หญิงนะลูก" หญิงสาวบอก แต่ก็ไม่วายเปรยอย่างอ่อนใจ "แต่ลูกนี่ยังทำตัวเป็นเด็กไม่เลิก ฝึกหัดมารยาทกับงานเย็บปักถักร้อยก็ไม่ค่อยจะยอมทำเสียเลย"

"ก็มันน่าเบื่อนี่เพคะ" เจ้าหญิงแย้งทันควัน

"เอาเถอะ ไว้โตขึ้นอีกสักนิดก็คงเรียบร้อยขึ้น อยากทำพวกงานฝีมือมากขึ้นเอง" ฝ่ายชายเอ่ยขึ้นบ้าง

"ก็เพราะฝ่าบาททรงเอาพระทัยแอชลีนน์เกินไปอย่างนี้น่ะสิเพคะ ถึงไม่ยอมโตเสียที ฝ่าบาทต้องปรามไอลีชว่าอย่าปล่อยให้น้องไปเที่ยวเล่นแบบเด็กผู้ชายมากนักด้วยนะเพคะ" ราชินีเปลี่ยนมาทูลต่อพระราชา "ไม่อย่างนั้นน้องจะยิ่งแก่นแก้วเข้าไปใหญ่"

ชายวัยกลางคนยกไหล่น้อยๆ ก่อนจะยิ้มแห้งๆ "เรารู้แล้ว บริอาเนีย"

รถม้าหยุดกะทันหันในตอนนั้น

ราชาอาร์กาดกับราชินีบริอาเนียหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ราชาจะมองออกไปนอกหน้าต่าง

"มีอะไรหรือ"

"ต้นไม้ล้มขวางทางพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ พวกองครักษ์กำลังพยายามหาทางเคลื่อนย้ายอยู่" เสียงตอบทุ้มต่ำอย่างเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าวัยผู้ใหญ่

"ไม้ล้มหรือ" แอชลีนน์เริ่มสนใจทันที "ไหนๆ ขอน้องดูหน่อยสิเพคะเสด็จพี่"

ราชินีถอนใจ "ลูกคนนี้เอาอีกแล้ว"                      

"เสด็จแม่เพคะ..." เด็กสาวหันมากะพริบตาปริบๆ ใส่หญิงสาวจนผู้ถูกมองถอนใจอีกครั้ง

"ก็ได้...ออกไปดูก็ได้ แต่ลูกต้องนั่งบนหลังม้าของพี่ไอลีชเท่านั้นนะ ห้ามลงไปวิ่งเล่นเด็ดขาด"

"ขอบพระทัยเพคะ" แอชลีนน์ยิ้มกว้างอย่างประจบก่อนจะรีบเปิดประตูรถ...แล้วก็แทบลอยขึ้นหลังม้าไปในอ้อมแขนของพี่ชายผู้โตกว่าถึงห้าปี

"ไหน...เอาแต่ใจจริงๆ นะเรา" เจ้าชายไอลีชแกล้งทำเสียงดุ แต่เด็กสาวก็ยังฟังออกว่าเพียงล้อเล่นเท่านั้น "ช่างเป็นเจ้าหญิงที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย"

"แหม...น่ารักไม่น่ารักก็เป็นน้องของเสด็จพี่อยู่ดี เสด็จพี่ไม่รักน้องหรือเพคะ"

"เอ้า...ยอมแล้วๆ บทจะอ้อนขึ้นมานี่ทำตัวเป็นนางฟ้าจำแลงทุกที"

"นางฟ้าจำแลงอะไร"

"จำแลงจากก็อบลิน"

"เสด็จพี่นี่!"

"ล้อเล่นน่า" เด็กหนุ่มหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะกระตุ้นม้าให้วิ่งไปข้างหน้า

นัยน์ตาของเด็กสาวกวาดมองไปทั่วอย่างสนใจ พวกราชองครักษ์ลงมาจากหลังม้ากันแทบหมด เหลือเพียงสองสามคนที่อยู่ล้อมหน้าหลังรถม้าพระที่นั่ง

เธอเห็นดูลัสอยู่ในกลุ่มที่ยืนม้าเฝ้าอยู่ จึงได้โบกมือพร้อมกับส่งยิ้มให้ และได้รับรอยยิ้มน้อยๆ จากอีกฝ่ายตอบมา

ครั้นล้ำหน้ารถม้า แอชลีนน์ก็เห็นต้นไม้ต้นเบ้อเริ่มอยู่ข้างหน้า พวกราชองครักษ์กำลังใช้เชือกผูกม้าของตนกับท่อนไม้นั้นเป็นจุดๆ

"ใหญ่จัง ม้าจะลากไหวเหรอ"

"เดี๋ยวพวกเขาจะช่วยกันงัดต้นไม้ด้วย"

"งัดยังไง"

"ก็นั่นอย่างไร เอาหินมาคานพื้น แล้วใช้แท่งไม้ยาวๆ งัดเอา"

"แล้วจะงัดไปเหรอเพคะ เหมือนเอาไม้ซีกมางัดไม้ซุงเลย"

เด็กหนุ่มหัวเราะ "ถ้าช่วยกันแล้ววางแผนดีๆ ก็ได้สิ ม้าช่วยลาก คนก็ช่วยงัดไป"

"แล้วพวกเขาต้องลากต้องงัดไปอย่างนี้ตลอดทางเลยหรือเพคะ เหนื่อยแย่เลย"

เจ้าชายไอลีชหัวเราะอีกครั้ง "ไม่ต้องหรอก แค่ถึงหัวโค้งตรงนั้น ให้รถเลี้ยวไปได้ก็พอแล้ว"

เด็กสาวเพิ่งเห็นทางโค้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ในป่าจริงๆ จึงได้พยักหน้ารับ

เธออดคิดไม่ได้ว่าป่าตอนนี้ช่างไม่สวยเอาเสียเลย มีแต่กิ่งก้านโกร๋นๆ ดูเหมือนนิ้วมือหงิกงอของปีศาจร้ายในตำนานไม่มีผิด แต่ตอนเดินทางกลับคงเป็นช่วงกลางถึงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว ต้นไม้ก็คงจะแตกใบเขียวน่ามองขึ้นกระมัง

พลันเสียงหวีดแหลมประหลาดคล้ายนกบางอย่างร้องดังแว่วมา ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างตกใจ

แอชลีนน์หันไปข้างหน้า เห็นก้านไม้ยาวปักอยู่บนต้นไม้...ปลายของมันแกว่งไกวเป็นสีน้ำตาลมัวๆ

กว่าเธอจะนึกออกว่านั่นคือลูกธนู เสด็จพี่ไอลีชก็ชักม้าให้กลับตัว และพวกองครักษ์ร้องตะโกนเสียแล้ว มีคนร้าย!

เหล่าองครักษ์ที่ม้ายังไม่ได้ถูกผูกกับต้นไม้ใหญ่ควบม้ามาล้อมรอบรถพระที่นั่งโดยเร็ว เด็กสาวเห็นสารถีเตรียมกลับรถ แต่แล้วเสียงเหมือนนกร้องก็ดังเฟี้ยวขึ้นอีกครั้ง

เธอเหลียวไปเห็นเชือกที่ผูกต้นไม้ใหญ่ขาด ม้าวิ่งเตลิด เหล่าราชองครักษ์ผู้สิ้นม้าชักดาบเตรียมพร้อม

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าหญิงเห็นพวกเขา...ทั้งก่อนเสด็จพี่ไอลีชควบม้าย้อนกลับไปทางเดิม พร้อมกับรถม้าพระที่นั่งกับองครักษ์บนหลังม้าคนอื่นๆ ...และตลอดไป...

......

เด็กสาวไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรู้แต่ว่าทั้งรถม้าและม้าทุกตัวกำลังวิ่งกลับไปตามเส้นทางเดิมให้เร็วที่สุด เสด็จพี่ไอลีชกระซิบเบาๆ ไม่ต้องกลัว ถ้าออกจากป่านี้ได้...เราก็ปลอดภัยแล้ว

พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนบนพื้น...และเสียงครืนลั่นเบื้องหน้า

แอชลีนน์สะดุ้งเฮือก เสด็จพี่ไอลีชก็ดูจะตกใจเช่นกัน ไม่นานรถม้าและม้าทุกตัวก็ทยอยกันหยุด เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นล้มขวางทางถนน

ฝ่าพระบาท...ทรงม้าหนีไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ! หัวหน้าราชองครักษ์บอก พร้อมกันนั้น องครักษ์คนหนึ่งก็ลงจากหลังม้าที่หน้าประตูรถพระที่นั่ง

เด็กสาวเห็นเสด็จพ่อแง้มประตู...และกำลังจะคว้าบังเหียนพอดี...เมื่อม้าตัวนั้นโผนหกหน้าก่อนจะวิ่งเตลิดไป

เกิดเสียงเฟี้ยวอีกครั้งที่อีกฟากรถม้า...ตามด้วยเสียงดังเหมือนของหนักกระทบพื้น...จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของเคียรา

แอชลีนน์กรีดเสียงเช่นกันเมื่อเห็นองครักษ์คนหนึ่งล้มลงโดยมีลูกธนูปักคาหลัง เสด็จพี่ไอลีชเลื่อนมือมาปิดตาเธอไว้ อย่ามองนะ!

เสียงลูกธนูแหวกอากาศอีกแล้ว...และก็เสียงอะไรสักอย่างร่วงหล่นกระทบพื้นอีกครา เสียงร้องของม้า...เสียงสารพัดผสมปนเป แล้วยังมีเสียงโห่ร้องอย่างที่เจ้าหญิงไม่เคยได้ยินมาก่อน...ประสานกันหลายเสียง...ครู่หนึ่งหวีดแหลม อีกครู่กลับทุ้มต่ำ เสียงฝีเท้าสวบสาบและเสียงเหล็กปะทะเหล็ก...

แอชลีนน์เริ่มหวั่นหวาดจนบีบแขนข้างหนึ่งของเสด็จพี่ไอลีชไว้แน่น เสด็จพี่!

ดูลัส มานี่เร็ว! เสด็จพ่อร้องขึ้น

พอเสด็จพี่ไอลีชยกมือจากตาของเธอ เธอก็เห็นว่าเขาอยู่เพียงข้างรถม้านี่เอง เสด็จพ่อกำลังประคองเคียราให้ขึ้นหลังม้าของดูลัสพร้อมกับพูด

พาเคียราไป...เจ้าต้องปกป้องนางกับแอชลีนน์ให้ได้!

พ่ะย่ะค่ะ! องครักษ์หนุ่มรับ

ไอลีช ดูแลน้องกับเคียราดีๆ นะ! เสียงของเสด็จแม่ดังขึ้นบ้าง

เสด็จแม่...แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ล่ะเพคะ! เด็กสาวร่ำร้อง

พอได้ม้าแล้วเราจะรีบตามไป...ลูกล่วงหน้าไปก่อนนะ เสด็จแม่ยิ้มน้อยๆ แม้จะฝืดเฝือ แอชลีนน์ทำตัวดีๆ อย่าสร้างปัญหาให้เสด็จพี่กับดูลัสเขานะ

ฝ่าบาท...ให้พระราชินี... เคียราขัดขึ้น

รีบไปเสีย! เสด็จพ่อกลับตัดบท ทั้งสองคน...ไปเร็ว!

ม้าของเสด็จพี่ไอลีชโผนไปข้างหน้า ในครู่นั้นเอง เด็กสาวเพิ่งเห็นพวกองครักษ์กำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง

พวกมันแต่งกายแปลกตา ใช้อาวุธเป็นมีดแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และมีธนูกับกระบอกศรคล้องหลัง

เธอไม่อาจถามว่าคนพวกนั้นเป็นใคร...ขณะที่เสด็จพี่ไอลีชควบม้าอ้อมต้นไม้ที่ล้มขวางไปโดยไม่สนใจ

...

เจ้าหญิงไม่รู้เสียแล้วว่าเจ้าชายควบม้าพาเธอไปท่ามกลางป่าที่มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าสองตัวดังก้องอยู่นานเพียงไร ดูเหมือนเสด็จพี่ไอลีชจะพยายามปลอบเธอ พยายามบอกว่าโชคดีที่พวกมันไม่ได้ตามทั้งสี่มา พยายามบอกว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่จะปลอดภัย...

แอชลีนน์ฟังไม่ถนัด เธอรับรู้แม่นยำเพียงเสียงธนูแหวกอากาศและการเอียงคว่ำของม้าในครู่หนึ่ง...ตามมาด้วยเสียงร้องเบาๆ ของเสด็จพี่ไอลีช...อ้อมแขนของเสด็จพี่...และเสียงร้องของตัวเธอเองขณะที่โลกหมุนคว้าง...ปิดท้ายด้วยแรงกระแทกที่ทำให้เธอถึงกับมึนงง

องค์ชาย! ทรงเป็นอะไรหรือเปล่า! ม้าของดูลัสควบเข้ามาใกล้ แอชลีนน์ยันตัวขึ้นนั่งก่อนจะกระเถิบลงไปจากร่างของเสด็จพี่ไอลีช เสียงกีบเท้ายังควบเร็วรี่ไปข้างหน้า ม้าของทั้งสองเตลิดหายไปเสียแล้ว

เสด็จพี่!

สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่สู้ดีนัก ริมฝีปากเม้มแน่น ขณะที่เขากุมแขนข้างหนึ่งซึ่งหักงอผิดรูปแทนที่จะตรง แขน...เรา...

เสด็จพี่บาดเจ็บ!

ไม่เป็นไร...นิดเดียวเท่านั้นเอง เสด็จพี่ไอลีชยังพยายามยิ้มและใช้มืออีกข้างลูบผมของเธอ เดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว

แอชลีนน์ไม่รู้จะตอบอะไร เด็กหนุ่มใช้แขนข้างที่ปกติยันตนเองขึ้นนั่งบ้างก่อนจะหันไปทางชายบนหลังม้าอีกตัว ดูลัส พาแอชลีนน์ไปด้วย

ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ...องค์ชายทรงม้าของกระหม่อมไปกับองค์หญิงแทนเถอะ กระหม่อมจะรออยู่นี่เอง

แขนเราเป็นอย่างนี้บังคับม้าได้เสียที่ไหน! เจ้าชายตรัสเสียงแข็ง

ชายอีกคนมีสีหน้าตะลึงงัน...ไม่อยากยอมรับเช่นเดียวกับแอชลีนน์

ม้ารับน้ำหนักผู้ชายสองคนพร้อมกันไม่ไหว เจ้าก็รู้ ดูลัส มีทางเดียว...เจ้าต้องพาแอชลีนน์กับเคียราไป

ไม่นะ! เด็กสาวสั่นศีรษะ น้องจะอยู่กับเสด็จพี่ เสด็จพี่อย่าไล่น้องไปสิเพคะ

พี่ไม่ได้ไล่ เสียงของเด็กหนุ่มอ่อนลง ไป...น้องไปกับดูลัสก่อน พี่จะไปช่วยเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ แล้วจะกลับมาด้วยกัน...เข้าใจไหม

ไม่...ไม่เข้าใจ! แอชลีนน์สะบัดคอจนผมปลิวปะทะหน้าโดยแรง

อย่าดื้อสิ ทำอย่างนี้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับพี่มีแต่จะเป็นห่วง เป็นเด็กดี...ไปรอพวกเรากับดูลัสกับเคียรานะ เสด็จพี่ไอลีชจูบที่หน้าผากของเธอเบาๆ ไป...รีบไปเร็ว เดี๋ยวพวกคนร้ายมันจะตามมาทัน

เสด็จพี่...

เด็กหนุ่มจูงมือน้องสาวให้ลุกขึ้นยืนด้วยกัน ให้ดูลัสเอื้อมมือมารับตัวเธอขึ้นนั่งข้างหน้าองครักษ์หนุ่ม

ฝากน้องของเราด้วย ดูลัส เจ้าต้องปกป้องนางด้วยชีวิต

รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ อีกฝ่ายรับคำหนักแน่น กระหม่อมจะพาคนกลับมาช่วยโดยเร็วที่สุด ขอให้องค์ชาย...ฝ่าบาทกับพระราชินีทรงรักษาพระองค์ให้ปลอดภัยถึงตอนนั้นนะพ่ะย่ะค่ะ

เจ้าชายรัชทายาทเพียงแต่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้ทั้งพระสหายและพระขนิษฐา รีบไปเถอะ

เสด็จพี่ต้องกลับมาให้ได้นะเพคะ! สัญญานะ!

แอชลีนน์ไม่ทันได้ยินเสียงตอบ...ม้าของดูลัสก็ควบออกไป

เธอยังคงเหลียวมองเสด็จพี่ไอลีช...เห็นรอยยิ้มของเสด็จพี่ เห็นมือที่โบกน้อยๆ เหมือนกับจะปลอบว่าไม่เป็นไร และเมื่อไม่อาจเห็นใบหน้าชัดเจนแล้ว ก็เห็นเด็กหนุ่มกลับหลังหันเดินจากไป...เหลือเพียงร่างที่เล็กลงทุกที...ทุกที...จนลับทางโค้งในป่า

ไม่รู้ว่านับจากนั้นไปอีกเมื่อไร...เด็กสาวจึงรู้สึกกลัวขึ้นมากับความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าของดูลัส...กลัวจนควบคุมตนเองไม่อยู่อีกต่อไป...และกรีดร้องออกมา...

...

ภาพที่อาเมียร์รับรู้ดับวูบลงในตอนนั้น

อะ...อาเมียร์เด็กหนุ่มได้ยินเสียงแอชเรียกอย่างหวาดๆ ขณะที่มือของตนยื่นค้างอยู่เบื้องหน้า

ดูเหมือนภาพที่เห็นจะหายไปเพราะเธอขยับมือหลบนี่เอง

“...เป็นอะไรหรือเปล่า

หือเด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติได้เอ้อ ไม่มีอะไรหรอก

จู่ๆ ก็จับมือข้าไว้เสียแน่น ข้าตกใจนะเด็กสาวบอกแล้วยัง...จ้องอะไรก็ไม่รู้เขม็งเลย

อย่างนั้นหรืออาเมียร์รับแล้วข้า...จับมือเจ้าไว้นานเท่าไร

คนถูกถามกะพริบตาปริบๆ

อืม...สิบวินาทีได้กระมัง

สิบวินาที...เองหรือ

หืม?”

ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่...ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรเขาพยายามกลบเกลื่อนขณะครุ่นคิด

ตอนเห็นอดีตของเกลหรือเนอร์กุยเหมือนยาวนานทั้งชีวิต แต่คงเป็นแค่ชั่วจับมือไม่กี่อึดใจ ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน แต่น่าแปลกที่เขาเห็นอดีตของแอชน้อยกว่า ทั้งๆ ที่ใช้เวลามากกว่า

อาเมียร์นั่งมองมือของตนในความเงียบ จนกระทั่งได้ยินเสียงคู่สนทนาเอ่ยแผ่วเบา

ถะ...ถ้าอยากจับมือ...ก็บอกกันก่อนได้นี่

หาเด็กหนุ่มหันไปมองเด็กสาวซึ่งกลับก้มหน้าลง

คือ...เวลาไม่สบาย เราจะอยากมั่นใจว่ามีใครคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ใช่ไหมล่ะ จำได้ว่า...ตอนเด็กๆ เวลาข้ามีไข้ เสด็จพ่อก็จะ...ทรงคอยจับมือไว้เหมือนกัน ถึงจะไม่ชอบที่ไม่สบาย แต่ข้าก็ดีใจ...ที่ได้อยู่ใกล้เสด็จพ่อมากขึ้นอีกนิด

อาเมียร์ทำสีหน้าไม่ถูก

จับมือกับแอชน่ะหรือ...เขานึกได้ร้อยพันเหตุผลที่ไม่ควรทำเช่นนั้น ถึงอย่างนั้น...พอเห็นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตา ยื่นมือมาให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ความรู้สึกบางอย่างก็กลับพลุ่งขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่

เขาอยากจับมือเล็กๆ นั้นไว้ อยากจับแนบแน่น อยากดึงตัวเธอเข้ามาสัมผัสมากกว่านั้น อยากปลอบโยนจากความสูญเสีย ความโศกเศร้า ความแค้นเคือง ตลอดไปจนความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาซึ่งเขาเข้าใจดี...แต่ไม่อาจเปิดเผยได้ผ่านคำพูด

นี่ข้าเป็นอะไรไป คิดอย่างนี้ไม่สมกับเป็นข้าเลยนี่นา

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะเพื่อไล่ความรู้สึกอะไรก็ตามนั้นออกไป

...แอชอาจมีใจให้เขา แต่แอชก็ไม่ใช่แค่แอช ไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาๆ แต่เป็นเจ้าหญิงรัชทายาทแอชลีนน์แห่งธีร์ดีเร เป็นคนที่เหมือนอยู่คนละโลกกับเขา เป็นคนที่ไม่อาจเป็นของเขาคนเดียว แต่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทั้งอาณาจักร

...อาณาจักรที่เขาไม่อยากให้ล่มสลายไปเหมือนบ้านเกิดของตน...

ครู่ต่อมา...ใจของอาเมียร์สงบลงได้อีกครั้ง แต่แล้วก็กลับเย็นวาบในอีกแค่เสี้ยววินาที เมื่อเขาตระหนักได้ว่าใครอีกคนจะตีความหมายของการกระทำนั้นว่าอย่างไร

มะ...ไม่อยากก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าก็แค่...คิดขึ้นมาเท่านั้นเอง

แอช ข้า...เด็กหนุ่มเร่งนึกหาเหตุผลมาบอกเธอ ทว่าพบเพียงเหตุผลที่ไม่อยากตอกย้ำต่อเธอ และเหตุผลที่ไม่อาจบอกได้มากที่สุด...แต่กลับหลุดออกไปข้า...กลัว

กลัว?”

กลัว...

กลัวจะล่วงล้ำความทรงจำของเจ้ามากกว่านี้...กลัวจะเห็นสิ่งที่เจ้าไม่อยากให้ใครอื่นเห็นหรือล่วงรู้...กลัวว่าถ้าพูดไปแล้วเจ้าจะมองข้าอย่างเดิมไม่ได้อีก...

...แต่ที่กลัวที่สุดคือ...

ถ้าบอกไม่ได้...ก็ไม่เป็นไรหรอกเด็กสาวกลับเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เขาใครๆ ก็มีเรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ ข้าก็มีเหมือนกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่กลัวด้วยละก็...มีมากมายเลย...

แอชอาเมียร์พยายามนึกหาคำพูดปลอบเธอ แต่ไม่ทันก่อนประตูเปิดและเสียงอันคุ้นหูอีกเสียงดังขึ้น

ว่าอย่างไร คนนอนไม่พอในอันเวียน เพลียจนเป็นลมเชียวหรือนี่

คนสองคนในห้องหันขวับไปมองเด็กหนุ่มผมแดงที่ก้าวยาวๆ เข้ามาเป็นตาเดียวกัน

ดูเถอะ หน้าตาอิดโรยใช้ได้ แสดงว่ายังไม่ได้ลองยาดองพิเศษของอันเวียน สูตรรับประกันตาสว่างโต้รุ่งละสิ ไม่เป็นไร ข้าอุตส่าห์สั่งขึ้นมาให้ด้วย กรึ๊บเดียวรับรองตื่นทันใจ อึดทึดทนทานวิ่งรอบสนามได้เร็วและมากรอบกว่าม้าแข่งพันธุ์ดีอีก

เด็กหนุ่มผมดำแค่นยิ้ม กึ่งอ่อนใจกึ่งยินดีที่ได้พบเจ้าตัวแสบซึ่งหายหน้าไปนานอีกครั้ง...ถึงเจ้านั่นจะมีแก่ใจหอบหิ้วไหเหล้ากลิ่นฉุนกับถ้วยเล็กๆ สองใบขึ้นมาบริการเขาเสร็จสรรพโดยที่ไม่ได้ขอก็เถอะ

หมอเถื่อนที่ไหนมาโฆษณาสรรพคุณยาเกินจริง มันน่าแจ้งเจ้าหน้าที่มาลากคอไปเข้าคุกนักอาเมียร์ตอบกลับ

รูอาร์คหัวเราะหึๆ ก่อนจะปิดประตูห้องลงคนร้ายที่ไหนลักลอบพาเจ้าหญิงผู้ไร้เดียงสามาแวะค้างอ้างแรมในเมืองอโคจร มันน่าโดนลงโทษให้สาบานรับผิดชอบเจ้าหญิงไปตลอดชีวิตมากกว่า

เจ้าหญิงผู้ไร้เดียงสาหน้าแดงก่ำทันควันขณะลุกจากเก้าอี้ขะ...ข้าไปก่อนละ เชิญสองคนคุยกันตามสบายก็แล้วกัน

อ้าว ไม่อยู่ฟังด้วยหรือเจ้าหญิงเปี๊ยก เราจะได้หารือเรื่องเส้นทางดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเจ้าทั้งสองให้เรียบร้อยไปเลย

ไม่เป็นไรหรอก อาเมียร์ตัดสินใจจะไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น คนไม่ค่อยรู้อะไรอย่างข้าคงช่วยอะไรไม่ได้มาก เดี๋ยวข้าลงไป...ดูที่เกวียนหน่อยก็แล้วกัน

ที่เกวียนมีแต่ปลาชาดานเน่าๆ จะน่าดูกว่าสองหนุ่มรูปงามอย่างพวกเราได้ยังไง

เด็กหนุ่มผมดำแทบถอนใจ...กับคนที่จัดเขากับตนเองเป็นหนุ่มรูปงามไปเสียเสร็จสรรพ

แอช อยู่ฟังเถอะ เผื่อมีอะไรที่เจ้าไม่เห็นด้วยกับเส้นทางครั้งนี้กจะได้แย้ง

ไม่เป็นไร อย่างไรก็ได้จริงๆ ข้าขอตัวก่อนนะแอชส่งยิ้มให้เขาแม้จะดูไม่สดใสนัก แล้วก็ตรงไปที่ประตูโดยไม่พูดอะไรอีก

ทันทีที่ปิดประตู เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มก็ถอนใจเฮือกก่อนจะยืนพิงมัน เธอได้ยินเสียงรูอาร์คพูดอยู่แว่วๆ จากอีกฟากหนึ่ง แต่ก็ไม่ใส่ใจที่จะจับใจความนัก

เด็กสาวได้แต่ยกมือของตนขึ้นมอง ทั้งๆ ที่ไม่เหลือไออุ่นหรือร่องรอยจากมือของใครอีกคนค้างอยู่บนนั้นเลย

ถึงจะตกใจที่จู่ๆ เขาก็บีบมือของเธอไว้แน่น จนสุดท้ายจึงตัดสินใจสะบัดมือออก หลังจากนั้นแอชลีนน์ก็ต้องยอมรับว่าเธอดีใจ...ที่เขาจับมือของเธอไว้แบบนั้น

และไม่ชอบเลย เวลาที่เขาปล่อยมือของเธอทันทีเหมือนกำลังทิ้งสิ่งของที่ไม่สลักสำคัญอะไร เช่นตอนที่เขาปล่อยมือจากเธอในย่านโคมแดงเมื่อคืนที่ผ่านมา

เด็กสาวยกหลังมือของตนขึ้นประทับริมฝีปากเบาๆ แทนมือที่เคยกุมมันไว้ ก่อนจะนึกไปถึงคำพูดเมื่อครู่

เขากลัว...อะไรหรือ

อยากถามเหมือนกัน ว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่เธอกลัวหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่กล้าถาม เธอเองก็กลัวว่าจะไม่ใช่ กลัวว่าเธอเพียงแต่คิดเข้าข้างตนเองฝ่ายเดียว แล้วก็กลัวว่าทั้งสองจะไม่มีวันกลับมาพูดคุยเช่นนี้ได้อีกหากเอ่ยปาก

...ในเมื่อเธอได้ยินแจ่มแจ้งชัดเจน...ว่าเขาละเมอเรียกเสด็จพ่อและเสด็จแม่’...

อาเมียร์เป็นเจ้าชายจากอาณาจักรใดสักแห่งที่ล่มสลายไปแล้ว แต่เป็นอาณาจักรใดนั้นเธอไม่รู้ และเขาเองก็คงไม่คิดจะบอกเธอ

หากเปิดเผยว่าเขาเป็นเจ้าชาย ทั้งสองอาจมีโอกาสครองคู่กันอย่างเหมาะสมได้มากกว่านี้ ถึงอย่างนั้น แอชลีนน์ก็ยังมีเรื่องที่ไม่แน่ใจมากมาย ธีร์ดีเรไม่เคยเห็นแว่นแคว้นหรืออาณาจักรต่างๆ ในทะเลทรายเป็นดินแดนที่เจริญทัดเทียมตน พูดให้แรงและตรงกว่านั้นคือเห็นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เจ้าชายไร้บัลลังก์จากแดนทะเลทรายก็คงไม่มีค่าอะไรเช่นเดียวกับผู้อพยพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอกลัวที่สุดดอก เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะแยกจากเขาเมื่อสุดเส้นทางนี้ เธอจึงได้กลัว

...กลัวว่าจะไม่ยินยอมปล่อยมือของเขาไปอีก หากได้จับไว้อีกครั้ง...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #66 w-rabbit (@nene-zero) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 14:34
    ดีงามค่ะ มันสนุกมากกกกกกกกกกกกกกก !(ก ล้านตัว) เป็นเรื่องที่เผลอหลงเข้ามาอ่านจริงๆเพราะทั้งคำโปรย แล้วก็เป็นเรื่องที่อยากอ่านมานาน หาแนวแบบนี้อ่านย๊ากยากก T^T ชอบมากๆๆค่ะ ปั่นอ่านตั้งเเต่เมื่อวาน ชอบภาษาไรท์และนิสัยตัวละครต่างๆมาก สู้ๆนะคะไรท์ > < รีบมาเม้นท์ก่อนจะอ่านยาวจนลืมค่ะ 555
    #66
    1
    • #66-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 42)
      3 ธันวาคม 2560 / 20:52
      ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านและคอมเมนต์นะคะ >w< ไรต์จะพยายามต่อไปค่า
      #66-1