The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,808 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    92

    Overall
    5,808

ตอนที่ 38 : 8 - เรื่องที่ไม่เคยตั้งคำถาม "รู้สึกว่าฝีมือจะตกเพราะเอาแต่เฝ้าคลังแสงนะ คุณทหาร"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ก.ย. 60

บทที่ ๘

เรื่องที่ไม่เคยตั้งคำถาม

 

เอ้อ ไม่ทราบว่าท่านรูอาร์คจะมากะทันหันอย่างนี้ ข้าจะให้คนรีบจัดห้องรับรองให้นะขอรับนายด่านพูดอย่างนอบน้อมกับเด็กหนุ่มผมแดงที่อายุน้อยกว่าหลายปี ทั้งๆ ที่ฝ่ายหลังสวมชุดขะมุกขะมอมจากการเดินทาง ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่สมกับสถานะ แถมขอบตาดำคล้ำอิดโรย

ไม่ต้องมากพิธีหรอก ข้าพักในโรงทหารได้คนถูกพินอบพิเทากลับพูดง่ายๆตอนนี้ขออาหารเช้าก่อนก็พอ ข้าหิวแล้ว

ขอรับ เช่นนั้นไม่ทราบท่านจะรับอะไรดี ข้าจะได้สั่งให้พ่อครัวทำ...

โรงครัวทำอะไรเลี้ยงทหาร ข้ากินได้ทั้งนั้นรูอาร์คพูดพลางก้าวฉับๆ ไปยังอาคารไม้หลังใหญ่โดยไม่สนสายตาประหลาดใจของนายด่านและทหารจำนวนน้อยที่มองดูอยู่

เขาตรงเข้าไปหยิบถาดไม้แล้วเดินไปให้คนครัวตักเนื้อย่างราดน้ำเกรวี่ ก่อนจะหยิบขนมปังอีกก้อนไปนั่งแยกมุมจากทหารคนอื่นๆ ที่นั่งเกาะกลุ่มกันในโรงอาหารอย่างบางตา

แล้วรูอาร์คก็เริ่มก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่ใส่ใจใครอีกตามเคย ที่จริง ต้องเรียกว่าเขาจดจ่อกับเรื่องในวันก่อนจนถึงเมื่อคืนที่ผ่านมามากกว่ารสชาติหรือการตักอาหารเข้าปาก ซึ่งแทบเป็นกลไกสัญชาตญาณด้วยซ้ำ

เขาเป็นคนไม่ดีนักหรอกที่แวะไปที่แบบนั้นทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอ แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปพูดเรื่องนี้กับใครได้...

ข้ามันบ้ามากเลยใช่ไหม เด็กหนุ่มจบคำถามที่ตนไม่เคยตั้ง ทั้งกับตัวเองและใครอีกคนที่นั่งฟังเงียบๆ มาตลอด หลังจากที่ทั้งสองได้เข้ามาอยู่ด้วยกันในห้องนอนที่มีเพียงแสงตะเกียงสลัวและกลิ่นหอมฟุ้ง

ก็บ้าอย่างนี้เป็นปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอหญิงพราวเสน่ห์ผู้ฟังกลับแย้มยิ้มน้อยๆ ...แต่เขารู้ว่านั่นเป็นยิ้มที่ตั้งใจให้ลูกค้าสบายใจขึ้น และคำพูดต่อมาของนางก็ยิ่งฟ้องชัด บ้าต่อไปก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ท่านไม่สนอยู่แล้วนี่นาว่าใครจะมองตัวเองอย่างไร ขอแค่ตัวเองมีความสุขก็พอแล้ว

รูอาร์คฟังแล้วหัวเราะหึๆ ก่อนจะยกถ้วยไวน์ขึ้นจิบ

มีความสุขอย่างนั้นหรือ นั่นสิ เมื่อก่อนเขาไม่เคยตั้งคำถามเรื่องนี้ เขาไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดหรือรู้สึกอะไรกับเขาหรือสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว เขาทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ไม่แยแสชาติกำเนิดหรือหน้าที่ที่มีคนพร่ำบอกยัดเยียดให้ อยากออกจากจวนเมื่อไรเขาก็ไป อยากไปดูละครที่ไหนก็ไป อยากเที่ยวราตรีขึ้นมาก็เที่ยว ไม่เคยนึกสนใจความรู้สึกของใครเลยตั้งแต่สิ้นพ่อแม่แท้ๆ

...จนมาพบยายกระต่ายนั่น...

เด็กหนุ่มบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจเจ้าหล่อนนัก ก็รู้ทั้งรู้ว่านางคงเห็นผู้ชายทั้งโลกเป็นปีศาจไปหมดแล้วเพราะเรื่องที่เจอมากับตัว...ซึ่งคำว่าเลวร้ายยังน้อยเกินไปที่จะบรรยาย รู้ทั้งรู้ว่ายากเสียยิ่งกว่ายากที่จะให้เจ้าหล่อนเปิดใจยอมรับผู้ชายอีกคนเข้ามาในชีวิตจิตใจ แล้วถ้าลีชาอยู่ได้ในสภาพนี้ มีครอบครัวของท่านซิอ์บุลคอยดูแลไปเรื่อยๆ พอพูดจาสื่อสารกับคนอื่นได้ มันก็น่าจะพอแล้วนี่นา

พอสำหรับเจ้าหล่อน...หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไม่พอสำหรับเขาที่อยากเห็นรอยยิ้มของนาง อยากบอกเพื่อนร่วมชะตาชีวิตบัดซบอีกคนว่ายังพอมีความหวังในชีวิตที่เหลืออยู่ ถ้านึกอยากจะมีความสุขให้ได้จริงๆ

แต่เขาก็มองไม่เห็นความหวังเหมือนกัน...กับอดีตนางโลมหญิงม่ายสามีตายที่มีลูกไม่ได้อีก หากแล่นไปเอาตัวก็อธฟรีด์มาคืนให้เจ้าหล่อนได้ เขาคงรีบทำ แต่ตอนนี้...

รูอาร์คหัวเราะเฝื่อนๆ อีกครั้งขณะนึกถึงการกระทำของตนเมื่อคืน เขาเครียดเรื่องของนาง แต่ก็ยังมีหน้าไปแวะหาผู้หญิงอีกคนที่ประกอบอาชีพซึ่งเจ้าหล่อนเคยจำใจทำจนได้สิน่า

ผู้ชายด้วยกันคงมองว่ามันไม่ผิดหรอก เขากับยายกระต่ายยังไม่มีพันธะผูกมัดกัน แล้วฝ่ายผู้หญิงอายุมากกว่าที่มีเขาเป็นลูกค้าขาประจำก็นับว่าสนิทสนมดีพอที่เขาจะรู้ว่านางทำงานนี้โดยสมัครใจ...อย่างน้อยก็ในตอนนี้ และพอที่เจ้าหล่อนจะฟังคำบ่นสารพัดของเขาที่มีต่อผู้หญิงคนอื่นได้

แต่เด็กหนุ่มก็คิดว่าเจ้าหล่อนคงไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะจริงจังกับอดีตนางโลมคนหนึ่งถึงขั้นอยากแต่งงานด้วย ก็คงมองว่าเขากำลังหลงผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งตามประสาลูกชายเจ้ามณฑลที่ต้องการอะไรเป็นต้องได้เท่านั้นกระมัง

และแน่นอน...เขาไม่กล้าบอกอีกฝ่ายหรอกว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เขาแค่พูดไปว่าชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นสาวชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีเชื้อสายขุนนาง เขาอยากแต่งงานกับเธอ แต่บรรดาเครือญาติเจ้ามณฑลไม่ยอมรับเธอในฐานะภรรยาของเขาแน่นอน แถมสาวเจ้ายังหนีหน้า

คำแนะนำที่ได้จากสาวใหญ่เป็นเรื่องธรรมดาสากลที่สุด...ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ตื๊อมากๆ เข้าผู้หญิงก็ใจอ่อนเอง และครอบครัวก็ใจอ่อนเอง แล้วเด็กหนุ่มก็ใช่จะหน้าตาไม่ดีและหัวไม่รั้นพอที่จะทำแบบนั้นเสียเมื่อไร

เป็นคำพูดที่รูอาร์คเคยเชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม แต่ตอนนี้ไม่รู้จะเชื่อได้อีกหรือไม่

เรื่องนั้นเอง ที่ทำให้เขาเครียดบ้าบอมาจนถึงตอนนี้ ทั้งๆ ที่ตั้งใจไปหาเพื่อนดื่มเหล้าพูดคุยคลายเครียด จะได้สมองโล่งพอจัดการเรื่องช่วยท่านอาจารย์วัยเท่ากันแท้ๆ ทว่ากลายเป็นเขาดื่มจนเมาหลับไปก่อนจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการเมาค้าง แต่ยังเครียดไม่หายเสียอย่างนั้น

เสียงเปิดประตูไม้ ตามมาด้วยฝีเท้าของทหารจำนวนมากขัดความคิดของเด็กหนุ่ม เขาเงยหน้าขึ้น คิ้วเริ่มเลิกน้อยๆ เมื่อเห็นใครอีกคนที่ไม่ควรอยู่ได้ที่นี่กับทหารอีกห้าคน ทั้งหกล้วนสวมชุดเกราะทหารธรรมดา

รูอาร์คคงรีบหลบหน้าแล้วหากว่าอีกฝ่ายไม่สังเกตเห็นเขาก่อน กระนั้น ชายหนุ่มผู้เพิ่งเข้ามาก็เพียงแต่เดินนำทหารคนอื่นๆ ไปหยิบถาดมาตักอาหารเช้า แล้วก็แยกไปนั่งเป็นกลุ่มใหญ่ตรงโต๊ะที่ว่างอยู่

เด็กหนุ่มผมแดงหรี่ตามองชายคนนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ขณะที่อีกฝ่ายทำทีเป็นกินอาหารไปเรื่อยๆ โดยไม่แม้แต่จะสบตาหรือมองมาทางเขา รูอาร์คจึงลุกจากม้านั่ง ก่อนจะหยิบถาดไปเก็บแล้วออกไปนอกโรงอาหารในไม่ช้า

เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ พอเหลือบมองในคอกม้าก็เห็นม้าเร็วเพิ่มอยู่ในนั้นอีกหกตัว นายด่านทำความเคารพอีกครั้งเมื่อเขาเดินเข้าไปหาพร้อมคำถาม

ทหารที่เพิ่งเข้าไปอีกหกคนนั่นใคร

เอ้อ ทหารที่เมืองหลวงส่งมาช่วยราชการ แทนส่วนที่ขอไปดูแลด่านมณฑลหลวงกับชอร์ซาขอรับ

แล้วส่งมาจากไหน รู้ไหม

อืม...รู้สึกจะเป็นกองเฝ้าคลังแสงขอรับ

งั้นหรือรูอาร์คหรี่ตาลง

“...พวกเขา...ทำอะไรให้ท่านรูอาร์คไม่พอใจหรือขอรับ

ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่...เห็นหน้าคนหนึ่งในนั้นแล้วข้ากินข้าวไม่ลง เลยรีบหลบมาก่อน

หือ?” นายด่านมีสีหน้าสงสัยเป็นที่สุด

เอาเถอะ ไม่ใช่ความผิดของเขาที่มีหน้าตาไม่ชวนเจริญอาหารลูกชายเจ้ามณฑล อย่าไปพูดเรื่องนี้กับใครเลย

เอ้อ ขะ...ขอรับ

เด็กหนุ่มเหลือบมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของอีกฝ่าย แล้วก็ตัดสินใจชี้ยอดหอคอยสังเกตการณ์ที่ก่อจากไม้เดี๋ยวข้าขอขึ้นไปสูดอากาศบนนั้นหน่อย ถ้าพอใจจะลงมาเอง แค่ปล่อยข้าไว้เงียบๆ ก็พอ

แต่เรื่ององครักษ์อารักขา...

ใครมันขึ้นไปหาข้า...จะเพราะอะไรก็เถอะ ข้าจะจับเหวี่ยงลงมาจากยอดหอคอย ก็เท่านั้น

นายด่านค้อมศีรษะรับอย่างจนใจ รูอาร์คจึงก้าวยาวๆ ไปยังบันไดลิงปีนขึ้นหอ โดยได้ยินเสียงขอรับอ่อยๆ มาแว่วๆ

จากยอดบนนั้น เขามองเห็นรอบด้านได้ไกลพอดู แต่ยังไม่เห็นวี่แววของกลุ่มคนเดินทางผ่านแดนที่น่าจะเป็นอาจารย์กับยายเจ้าหญิงเปี๊ยก พ่วงด้วยเจ้ากะหลั่วซึ่งเขาสาบานว่าจะชำระแค้นกับมันให้พี่เฟย์ลิมด้วยตนเอง มีก็แต่ขบวนสินค้าขนาดค่อนข้างใหญ่ที่ใกล้มาถึงด่านในไม่ช้า

เด็กหนุ่มผมแดงชักมีดสั้นออกส่องกับแสงแดดยามเช้า พลิกไปมาให้เกิดแสงสะท้อนบนใบมีดแทบพร่าตา ก่อนจะลดมันลงแล้วเก็บเข้าฝักเมื่อเห็นคนขี่ม้านำหน้าขบวนซึ่งคงเป็นคนคุ้มกันหยุดยืนม้าเงยมองอย่างสงสัย ก่อนที่เขาจะกระตุ้นม้าให้เดินต่อเมื่อไม่เห็นอะไรอีกหลังจากนั้น

น่าจะใช้ได้ คนข้างล่างมองขึ้นมาเห็น แล้วถ้าถอดรหัสไม่ออกว่าด่านนี้ไม่ปลอดภัยที่จะเข้ามาก็ไม่สมกับเป็นอาจารย์แน่ๆ ยิ่งไม่สมกับเป็นอาจารย์เข้าไปใหญ่ถ้าไม่สามารถหาทางอื่นเข้ายาร์ลาธได้นอกจากด่านนี้

รูอาร์คยืนเกาะระเบียงกั้นแล้วผิวปากเป็นเพลงเบาๆ พรัอมกับมองไปทางโน้นที ทางนี้ที ราวกับกำลังชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์

ต่อให้ราชองครักษ์ดูลัสในคราบทหารธรรมดาๆ จะเงยมองเขาบนยอดหอสังเกตการณ์อย่างระแวดระวังอยู่เป็นครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินจากไปกับทหารคนอื่นๆ จากคลังแสงก็ตาม...

 

องครักษ์หนุ่มซักซ้อมขั้นตอนที่จำเป็นกับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ จนเรียบร้อยในเวลาไม่นาน กระนั้นก็ไม่อาจไล่ความคิดที่รบกวนจิตใจตลอดการทำงานออกไปได้

ดูลัสจำได้ดี เด็กหนุ่มผมแดงที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารในโรงอาหารคนนั้นคือลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ไม่ผิดแน่

เด็กหนุ่มมาอยู่ที่ด่านแห่งนี้ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ เขาเป็นคนสุดท้ายที่อาเมียร์พูดด้วยก่อนถูกจับกุม มิหนำซ้ำ ถ้อยคำที่เจรจากันยังเป็นคำกระซิบซึ่งไม่มีใครรู้ความหมาย หากว่าชายคนทรายนั้นวางแผนการหนีไว้ จะมีคนร่วมมือนัดแนะสถานที่ก็ไม่แปลก

และชายหนุ่มก็เชื่อว่าจุดประสงค์ของเด็กหนุ่มผมแดงต้องเป็นการช่วยเหลืออาเมียร์แทนที่จะเป็นการจ้องล้างแค้นหรือจับกุม หากอีกฝ่ายเห็นเขาเช่นกันและจำได้ ก็อาจเข้าขัดขวางหรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของพวกเขาเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อคนทรายก็เป็นได้

เมื่อครู่ ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเพิ่งทำเช่นนั้นไปหมาดๆ ด้วยการยกมีดสั้นขึ้นส่องแสงแดดเป็นสัญญาณบางอย่าง โดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มจับตามองอยู่เงียบๆ

ถึงจะไม่ค่อยอยากเผชิญหน้ากันถ้าหลีกเลี่ยงได้ แต่ดูลัสคงต้องเตือนเรื่องการกระทำที่เห็นคาตากันอย่างนี้สักหน่อย

แต่หลังจากที่เขาบอกราชองครักษ์ในคราบทหารคนอื่นๆ ให้เข้าประจำที่และเริ่มก้าวไปทางหอสังเกตการณ์เพียงคนเดียว นายด่านที่มองอยู่ก็ขัดขึ้นทันทีเดี๋ยว เจ้าคนนั้นจะไปไหน

บนหอสังเกตการณ์มีคนอยู่ขอรับชายหนุ่มรายงานข้าคิดว่าเขาไม่ใช่ทหาร จึงไม่ควรขึ้นไปอยู่ที่นั่น

ช่างเถอะ อย่าไปรบกวนท่านทหารผู้มากวัยและมากยศกว่าสถานะปลอมของเขาโบกมือนั่นลูกชายท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธเอง ท่านอยากพักผ่อนเงียบๆ บนนั้นสักครู่

องครักษ์หนุ่มในคราบทหารขมวดคิ้วแต่ตามกฎ บุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทัพไม่ควรอยู่ในพื้นที่การทหารขอรับ

นายด่านขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์นักข้าบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไร ไปทำงานของเจ้าเสีย ด่านของเรามีวิธีของเรา

ดูลัสกลับยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับจ้องมองชายตรงหน้าอย่างแข็งกร้าว อยากพูดนักว่าด่านผ่านแดนของยาร์ลาธช่างหละหลวมและไม่เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์จนน่าหัวร่อ หากเป็นด่านของอุลทูร์ ต่อให้ลูกเจ้ามณฑลอย่างเขาขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์โดยพลการและไม่มีเหตุผลสมควร ท่านพ่อย่อมสั่งลงโทษตามกฎโดยไม่มีผ่อนผันแท้ๆ

กระนั้น ชายหนุ่มยังคงตัดสินใจแย้งเท่าที่ขอบเขตสถานะปลอมของตนจะอำนวย

ข้าทราบแล้วขอรับเขาพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ออกมาทางน้ำเสียงอย่างเต็มความสามารถแต่หากนั่นเป็นลูกชายของท่านเจ้ามณฑล ก็ยิ่งไม่ควรให้เขาอยู่เพียงลำพังบนนั้นขอรับ พี่ชายของเขาเพิ่งถูกลอบสังหารไป เขาอยู่ตัวคนเดียวอย่างนี้ ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกปองร้ายขอรับ

“...เรื่องนั้นข้ารู้ แต่ท่านห้ามไม่ให้เราขึ้นไปรบกวนบนหอสังเกตการณ์ เราก็คุ้มกันบริเวณข้างล่างให้แน่นหนาแทนแล้วกัน

แค่นั้นไม่เพียงพอแน่ขอรับดูลัสหมายจะให้อีกฝ่ายยอมจำนนด้วยเหตุผลให้ได้หากฆาตกรที่ฆ่าท่านเฟย์ลิมมีเวทมนตร์จริงๆ ...จะฆ่าใครอีกสักคนจากระยะไกล ย่อมทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว หรือต่อให้ไม่ใช่ฆาตกรที่มีเวทมนตร์ พลหน้าไม้ที่ซุ่มอยู่ในระยะไกลก็ทำได้ หากเกิดเหตุร้ายใดๆ ก็ตามกับลูกชายอีกคนของท่านเจ้ามณฑลขณะที่เขาอยู่บนหอสังเกตการณ์...ทั้งๆ ที่เขาไม่ควรไปอยู่บนนั้นตั้งแต่แรก เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นความหละหลวมของพวกเราที่ด่าน โดยเฉพาะท่านซึ่งเป็นหัวหน้าขอรับ

เขาจงใจใช้คำว่าพวกเราแทนท่านในทีแรก เพื่อให้ความรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงนายด่านที่ถูกกล่าวโทษ แต่เป็นทหารทุกๆ คนที่นี่

สีหน้าของนายด่านค่อยๆ เจื่อนลงเหมือนกับเพิ่งตระหนักได้ ทว่าเขายังคงแย้ง

แต่ท่านรูอาร์ค...ห้ามไม่ให้ใครรบกวนเด็ดขาด

หากท่านลำบากใจ ข้าจะไปพูดเองขอรับองครักษ์หนุ่มอาสาข้าเองเพิ่งมาใหม่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท่านก็ทำเป็นว่าไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับข้าก็แล้วกัน

อืมชายผู้มากวัยกว่ารับอ้อมแอ้มฝากด้วย

ดูลัสทำเป็นค้อมคำนับทั้งๆ ที่เหยียดหยามอีกฝ่ายอยู่ในใจลึกๆ ก่อนจะเดินหลบตามชายคาอาคารไปยังบันไดลิงขึ้นหอสังเกตการณ์ แล้วไต่ขึ้นไปอย่างเงียบกริบที่สุด

ร่างเพรียวบางที่ยืนพิงราวระเบียงอย่างสบายอารมณ์หมุนตัวกลับมาทันทีที่ร่างสูงใหญ่เข้าไปใกล้

ดูลัสแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อเห็นประกายสีเงินจากมือซ้ายของร่างนั้นแวบหนึ่ง ก่อนที่มาของประกายนั้นจะหยุดเบื้องหน้าลำคอของตนให้เห็นชัดว่าเป็นคมมีดสั้น แม้นดาบที่เขารีบชักออกมาถือในมือขวาจะหยุดลงชิดสีข้างของอีกฝ่าย

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบื้องหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกครู่หนึ่งก่อนจะกลับเป็นประกาย พร้อมกับที่ปากบนใบหน้าเดียวกันฉีกยิ้มกว้างยียวน เห็นฟันเขี้ยวชัดเจน

รู้สึกว่าฝีมือจะตกเพราะเอาแต่เฝ้าคลังแสงนะ คุณทหาร

ล้อเล่นอย่างนี้ไม่ตลกนะขอรับ ท่านลูกชายเจ้ามณฑลองครักษ์หนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มเครียด

รูอาร์คแค่นเสียงข้าบอกนายด่านไปแล้วว่าใครมันแส่ขึ้นมาหาข้า ข้าจะเหวี่ยงมันลงจากหอเอง แล้วเจ้าขึ้นมาทำไม

ขออภัยขอรับ ข้าขึ้นมาที่นี่โดยไม่ได้รายงานนายด่าน แต่ข้าเห็นว่า...ให้ลูกชายคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเจ้ามณฑลยาร์ลาธมาอยู่ในที่ที่เหมาะแก่การลอบสังหารอย่างนี้เสี่ยงอันตรายเกินไป

หึเด็กหนุ่มหัวเราะน้อยๆใครมันจะมาลอบฆ่าคนไม่เอาถ่านอย่างข้ากันนะ นอกจาก...คนที่รู้ว่าข้าเป็นใครแท้ๆ แล้วยังกล้าหันคมดาบใส่ข้า แล้วว่าไป...เจ้าเพิ่งมาใหม่ หากไม่ได้พูดคุยกับนายด่านมาก่อน จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นลูกชายเจ้ามณฑล

ชายหนุ่มลอบกัดฟัน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะจับพิรุธของเขาได้รวดเร็วเช่นนี้

ข้าเคยเห็นท่านในการทดสอบคัดเลือกพระคู่หมั้นรอบที่สองขอรับ ข้าอยู่ในการทดสอบเหมือนกันเขาแสร้งทำเป็นนึก

นั่นสิ ข้าลืมเจ้าในตอนนั้นไม่ลงหรอกรูอาร์คตอบกลับทันควันในเมื่อเจ้าเป็นคนที่เกือบทำข้าแขนขาดแท้ๆ ...ถ้าดาบที่พวกเราใช้ตอนนั้นเป็นดาบจริงละก็นะ ท่านราชองครักษ์ดูลัส

ผู้ถูกเรียกด้วยชื่อจริงกลับตีสีหน้าเรียบเฉยแทนในเมื่อรู้แล้วก็ดี ข้าจะได้ตั้งคำถามไม่อ้อมค้อม ว่าเมื่อครู่เจ้าคิดจะทำอะไร

คิดจะทำอะไร...จู่ๆ มีใครก็ไม่รู้บุกขึ้นมารบกวนเวลาพักผ่อนส่วนตัวของข้า ทั้งที่ข้าสั่งไว้แล้วว่าห้ามใครทำแบบนั้น ข้าก็ต้องป้องกันตัวน่ะสิเด็กหนุ่มผมแดงยังลอยหน้าลอยตาพูด

ข้าหมายถึงก่อนหน้านั้นดูลัสค่อยๆ ต้อนอีกฝ่ายอย่านึกว่าข้าไม่เห็น เจ้าเอามีดสั้นมาสะท้อนแสงให้คนนอกด่าน

ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าทำอย่างนั้นให้คนนอกด่านล่ะรูอาร์คย้อนถามข้าแค่ทำเล่นๆ แก้เซ็ง เพราะเห็นว่าเหล็กเวลาสะท้อนแสงดูเงาวับจับตาดีเท่านั้นเอง

แล้วที่เจ้าพลิกมีดสั้นให้แสงกะพริบเป็นรหัสว่าอันตรายล่ะองครักษ์หนุ่มถามเสียงเย็นคิดว่าข้าโง่จนอ่านรหัสแสงไฟไม่ออกรึ

ท่านราชองครักษ์ ข้าไม่คิดว่าท่านโง่เรื่องนั้น แต่ไม่คิดว่าท่านจะโง่จนไม่ทราบว่ารหัสแสงไฟนั่นเขาใช้ตะเกียงมีครอบหรือไต้ทำในยามราตรีเท่านั้นเอง หรือข้าพูดผิด แสงแดดสว่างโร่อย่างนี้ ใครกันจะคิดไม่เข้าเรื่องว่ามันเป็นรหัสลับ

ก็ไอ้คนทรายที่สอนเจ้าน่ะสิที่จะคิดไม่เข้าเรื่องเหมือนกันดูลัสได้ทีย้อนศิษย์อาจารย์มักได้ความคิดตามกันมา อาจารย์แหกคอก...ศิษย์ก็แหกคอก อาจารย์เห็นผิดเป็นชอบ...ศิษย์ก็มักเห็นผิดเป็นชอบตาม หรือไม่ใช่

เด็กหนุ่มผมแดงกลับยักไหล่ ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ออกมาอย่างปุบปับจนเขางง

ท่านราชองครักษ์ ข้าก็อยากโต้คารมกับท่านต่อหรอกนะ แต่มีอาวุธของท่านจ่อชิดเอวแนบเนื้อข้าอยู่อย่างนี้ ข้าก็เสียวจนพูดอะไรไม่ออกแล้วล่ะ ท่านเองก็คง...เสียวเหมือนกันสินะที่มีอาวุธของข้าอยู่ใกล้ปากแค่นี้เอง

เจ้า!ชายหนุ่มตวาด ทั้งๆ ที่หน้าร้อนผ่าวโดยไม่ทันห้าม อย่าเล่นลิ้นสัปดนกับข้า!!

อะไรกัน ข้าสัปดนตรงไหนไม่ทราบ ก็ข้าเสียว...ไส้จริงๆ นี่ หรือท่านไม่เสียว...คอ

ดูลัสยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นกับสีหน้ากวนประสาทของคนตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจไม่สนการตีรวนใดๆ ก็ตามจากคู่สนทนา

ถ้าอย่างนั้น...เจ้าลดมือก่อน แล้วข้าจะทำตาม

หามิได้ ข้าให้เกียรติผู้อาวุโสก่อนเสมอมันไม่วายพูดราวกับเคารพเขาเต็มประดา

ถ้าอย่างนั้น...เราเก็บอาวุธพร้อมกัน

หือ...ก็ไม่ได้เก็บอยู่ในตอนนี้หรือ

ราชองครักษ์หนุ่มแทบกัดฟันกรอด

ข้าหมายถึงดาบของข้า และมีดของเจ้า!

รูอาร์คกลับคราง

วาจาเมื่อครู่ของท่านถือเป็นการสบประมาทลูกผู้ชายด้วยกันอย่างรุนแรงที่สุดเชียวนะ ความยาวไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสักหน่อย

ดูลัสยิ่งรู้สึกเหมือนเส้นเลือดข้างขมับปวดตุบๆ เขาจำใจเลื่อนคมดาบออกห่างอีกฝ่าย ก่อนจะถอยออกมาแล้วเก็บมันเข้าฝักเสียเอง กระนั้นเด็กหนุ่มยังไม่วายหันไปพลิกมีดสั้นเล่มนั้นสะท้อนแสงแดดกลับไปมาเป็นจังหวะเหมือนกำลังเล่นสนุก

ขอบคุณที่แวะมาทักทายข้า แต่รีบไปทำหน้าที่ของท่านต่อเถอะ ท่านราชองครักษ์ที่ถูกลดขั้นฮวบมาเป็นทหารเฝ้าคลังแสง ก่อนจะขับไล่ไสส่งมายังหน้าด่านบ้านป่าเมืองเถื่อนเด็กหนุ่มพูดพลางโบกมือส่งๆ เป็นเชิงไล่เขาอย่าบอกนะว่าบกพร่องในหน้าที่ เลยถูกเมืองหลวงถีบกระเด็นมา

เจ้าจะอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ได้ชายหนุ่มพูดเสียงแข็งกลับไปเสีย อย่ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ แถวนี้อีก

พูดอะไรน่าขำ พ่อข้าเป็นเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ยาร์ลาธก็เป็นที่อยู่ของข้าเอง ทำไมข้าจะไม่มีสิทธิ์อยู่ในพื้นที่ด่านที่เป็นจุดเริ่มเขตแดนของตัวไม่ทราบ

กลับไปเสียดูลัสยังยืนกรานหากยังคิดจะปกป้องช่วยเหลือคนทรายนั่นต่อไป เจ้ากับท่านเจ้ามณฑลอาจมีความผิดไปด้วยก็ได้ อาเมียร์จะบริสุทธิ์หรือไม่ไม่สำคัญ แต่เขาเป็นนักโทษแหกคุกของธีร์ดีเร เป็นคนที่ทางการไม่อาจปล่อยให้ลอยนวลต่อไปได้

รูอาร์คกลับเหลียวมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงหัวเราะจนสั่นน้อยๆ ไปทั้งร่างราวขบขันเต็มประดา

ขำอะไรของเจ้า!

เปล่า ข้าก็แค่คิดว่า...เจ้ามาไล่ข้ากลับที่ที่ข้าควรกลับ แต่เจ้าเองกลับเสนอหน้ามาอยู่ในที่ที่เจ้าไม่ควรอยู่ยิ่งกว่าข้าเสียอีกนะ ท่านราชองครักษ์ผู้คุ้มครองเจ้าหญิงเด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ แล้วก็หันกลับมาส่งยิ้มแฝงนัยให้เขาข้าเลยอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าเหยี่ยวต่างแดนที่หนีออกมาจากคุกกรงน้ำ...นอกจากจะหิ้วไอ้นกยูงขี้โอ่ตัวหนึ่งออกมาด้วยแล้ว...ยังจะพานกน้อยในกรงทองที่แร้งสักตัวหมายตาหนีออกมาด้วยหรือเปล่าหนอ ถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อนเสียขนาดนี้

องครักษ์หนุ่มถึงกับยืนหน้าชาอยู่กับที่ เขาตะลึงงันในทีแรกว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมตรงหน้ารู้ได้อย่างไร ก่อนจะกลับกลายเป็นเดือดพล่านด้วยโทสะ แม้อีกฝ่ายจะโบกมือแล้วพูดด้วยเสียงรื่นเริงขึ้น

อ๊ะ ข้าล้อเล่น เจ้าได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอัจฉริยะจากวิทยาลัยหลวงนี่นะ จะถูกขอให้ละงานอารักขาเจ้าหญิงเพื่อปลอมตัวมาสืบเรื่องนักโทษอัจฉริยะที่หนีออกจากคุกกรงน้ำสำเร็จเป็นรายแรกก็คงไม่แปลกหรอก

ดูลัสลอบกำมือ เขาได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็วว่าอีกฝ่ายรู้เห็นเป็นใจกับเจ้าคนทรายแน่นอน ไม่อย่างนั้นมันจะพูดราวกับรู้แน่ๆ ได้อย่างไรกันเล่าว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ถูกอาเมียร์พาตัวออกมา

นั่นสิ ที่แปลกกว่าน่าจะเป็นคนที่ปักใจเชื่องมงายจนยอมช่วยฆาตกรที่ฆ่าพี่ตัวเองได้อย่างนี้มากกว่า

รูอาร์คหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าเหมือนเดิม

ใครบอก...ตอนนี้ข้านึกอยากฉีกไอ้คนที่มันวางแผนฆ่าพี่เฟย์ลิมเป็นพันๆ ชิ้นมาเป็นพันๆ หนแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน มีกันกี่คน และใหญ่มาจากไหนก็เถอะเสียงของเด็กหนุ่มรื่นเริงผิดถ้อยคำแต่ข้าเชื่อว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่คนที่ทำอย่างนั้น คนที่เอาแต่ใช้สมองเพียงอย่างเดียวคงหาว่าข้าโง่ แต่ก็นั่นแหละ...พวกเขาไม่ได้มองด้วยหัวใจมากพอจะรู้ว่าอาจารย์ของข้าเป็นคนอย่างไร

เจ้าจะเชื่ออะไร ข้าไม่อาจก้าวก่าย แต่ใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือนักโทษร้ายแรงของธีร์ดีเรอาจถูกตั้งข้อหากบฏแผ่นดินตามไปด้วยก็ได้

เด็กหนุ่มกลับกลอกตาขึ้นแล้วผิวปากวืด

กบฏแผ่นดินอย่างนั้นหรือ ฟังดูน่าสน ข้าเป็นกบฏของตระกูลกับสังคมขุนนางผู้สูงส่งมานานแล้ว ได้เพิ่มตำแหน่งกิตติมศักดิ์อย่างนี้อีก ก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดเลยจริงๆ

นั่นสิ ไม่เสียชาติเกิด แล้วก็ไม่น่าเสียดายที่จะประหารเจ็ดชั่วโคตรด้วย ที่ปล่อยให้ลูกที่มีความคิดขบถอย่างนี้ออกมาผยองได้

หากว่ารูอาร์คจะไม่พอใจคำพูดพาดพิงบุพการีซึ่งหน้าเช่นนั้น ดูลัสก็ยังต้องชมว่ามันเก็บอารมณ์ได้แนบเนียนเหลือเกิน เพราะแววตาของเด็กหนุ่มเพียงเปลี่ยนไปแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา

ท่านราชองครักษ์ พ่อแม่แท้ๆ ของข้าตายไปก่อนหน้านี้แล้ว ข้ามันก็แค่ลูกกระรอกผ่าเหล่าที่ท่านเจ้ามณฑลเก็บมาเลี้ยงด้วยความสมเพชเท่านั้นเอง เห็นที ข้าจะไม่มีญาติมาให้ท่านประหารครบเจ็ดชั่วโคตรแล้วละ

แต่ตราบใดที่ใครก็ตามมีฐานะเป็นญาติของเจ้าทางกฎหมาย พวกเขาก็ไม่เว้นต้องพ้นโทษหรอก เราวัดกันที่ฐานะทางกฎหมาย ไม่ใช่สายเลือดองครักษ์หนุ่มเริ่มได้ทีลงไปเสีย แล้วอย่าคิดจะทำอะไรไม่ชอบมาพากลอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะรายงานเมืองหลวงแน่ๆ ว่าเจ้าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ และจากนี้ไป เจ้าจะเดินทางข้ามด่านนี้เข้ามณฑลหลวงไม่ได้เป็นอันขาด หรือหากจะอยู่ในด่านนี้ต่อไป ก็ต้องอยู่แต่ในเรือนรับรอง ออกมาเดินรอบบริเวณด่านไม่ได้เช่นกัน

เด็กหนุ่มยังคงทำหน้าเหมือนไม่ยี่หระจนดูลัสสำทับอีกครั้ง

ไม่ว่าข้าจะเป็นราชองครักษ์ หรือทหารที่ถูกย้ายมาจากคลังแสง ข้าก็มีสิทธิ์ตามหน้าที่แห่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพธีร์ดีเรทุกประการที่จะจัดการกับเจ้า ในเมื่อเจ้าไม่มีหน้าที่หรือฐานะที่จะมาวางอำนาจอยู่ที่นี่ หรือต่อให้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในฐานะลูกชายเจ้ามณฑล ข้าก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาด แต่จะเล่นงานเจ้ากับตระกูลให้จมดินเหมือนพวกชอร์ซา โทษฐานใช้อำนาจในทางมิชอบ

ขณะที่เขาพูดไปเรื่อยๆ สีหน้าของผู้ฟังก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนไม่อาจอ่านออก ไม่ใช่สีหน้าของคนที่ดื้อด้านต้องการเอาชนะ แต่ก็ไม่ใช่สีหน้าของคนที่ยอมจำนนเช่นกัน

เป็นสีหน้าที่ทำให้ชายหนุ่มมองไม่ออก ว่ามันจะมาไม้ไหนกันแน่

รับทราบขอรับ ท่านราชองครักษ์...หรือทหารเฝ้าคลังแสงก็ตามเถอะรูอาร์คตอบด้วยรอยยิ้มข้าขอตัวก่อนแล้วกัน ดูเหมือนวันพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศหลังนี้จะไม่สนุกเหมือนที่คิดไว้แล้วสิ

เด็กหนุ่มบอกก่อนจะเดินผ่านดูลัสไปไต่ลงบันได

ชายหนุ่มยังคงจับตามองอีกฝ่าย ตลอดเวลาที่คนผมแดงเจรจากับนายด่านข้างล่าง แล้วก็เดินผ่านชายสูงวัยกว่าที่มีสีหน้าก้ำกึ่งระหว่างงุนงงกับพินอบพิเทาไปยังคอกม้า จูงม้าพันธุ์ดีตัวหนึ่งที่สวมบังเหียนและอานพร้อมออกมา

เด็กหนุ่มเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้า ก่อนจะพูดอะไรกับนายด่านเล็กน้อย แล้วควบม้าออกจากด่าน กลับเข้าสู่มณฑลยาร์ลาธ

ราชองครักษ์หนุ่มมองตามม้าตัวนั้นไปจนลับสายตา กระนั้นก็ยังหรี่ตาลงอย่างไม่วางใจนัก

หมดตัวปัญหาไปหนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า

เจ้าเด็กผมแดงนั่นไม่เคยตั้งคำถามเลยหรือว่าไอ้คนทรายมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ในเมื่อประวัติของมันแสนคลุมเครือและไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารพี่ชายของตน มิหนำซ้ำยังพาตัวเจ้าหญิงแอชลีนน์ที่มันควรช่วยปกป้องในฐานะชาวธีร์ดีเรไป ด้วยจุดมุ่งหมายใดก็ไม่รู้

หรือว่าทั้งสองคนนั้นร่วมมือกันในแผนอันซับซ้อนกว่าที่เขาคิด

 

เมื่อมีเสียงดังแว่วมาจากคนขับเกวียนว่าถึงแล้วชาลัวห์ก็ค่อยๆ ลืมหนังตาหนักอึ้งขึ้นช้าๆ แล้วมองไปทางผ้าใบคลุมเกวียนซึ่งถูกเลิกขึ้น เห็นหลังของหมอฝึกหัดสาวกับเจ้าหญิงในคราบเด็กชายอยู่ไวๆ ก่อนที่ทั้งสองจะลงไปท่ามกลางแดดจ้า

ข้าต้องลงไปด้วยหรือนี่... เขาโอดครวญในใจ ถึงจะไม่เหลืออาการที่ทำให้ต้องวิ่งไปทุ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว ความปวดแสบประหลาดที่ท้องก็ยังไม่หายไปสักที ทางเดียวที่จะทำให้รู้สึกได้ว่ามันทุเลาลงบ้างคือนอนขดตัวนิ่งๆ แล้วก็พยายามข่มตาหลับ...ถึงจะได้แต่กระสับกระส่ายจนหลับสนิทไม่ลง ต่อให้เจ้าอาการนี้จะช่วยให้เขาไม่ต้องออกไปทำงานตากแดดลม แต่มันก็ทรมานจนไม่รู้ว่าจะขอบคุณที่เป็นดีหรือเปล่า

แล้วถึงจะไม่ต้องออกไปช่วยงาน ชายหนุ่มก็ยังถูกเจ้าคนทรายลากลงจากที่นอนแต่เช้าตรู่เพื่อไปร่วมพิธีศพของใครๆ ที่เขาไม่เคยเกี่ยวข้องเลยสักนิด

นั่นเป็นงานศพที่พิลึกพิลั่นและโหวกเหวกที่สุดที่ลูกชายเจ้ามณฑลเคยเห็น โลงนับสิบๆ ใบถูกฝังในสุสานของอารามที่ดูแออัดยัดเยียดพออยู่แล้ว เครื่องบูชามีเพียงดอกหญ้าตามมีตามเกิด คนในงานสวมเสื้อผ้าเก่าปอนสีตุ่นคละกันมากกว่าสีดำ แถมยังมีเด็กเล็กเด็กน้อยร้องไห้กระจองอแงไร้ระเบียบ

อาการปวดท้องทำให้เขาคิดว่าทุกอย่างช่างน่ารำคาญ คนพวกนี้ไม่ใช่ญาติของเขา จะให้เขามาดูความทุกข์โศกของพวกนั้นทำไมกัน โลกนี้มีคนอยู่กี่ล้านคน ตายกันวันละกี่ร้อยกี่พันคน เจ้าคนทรายนั่นคิดว่าเขาควรเศร้าไปด้วยหรือ

งานศพไม่เคยทำให้ชาลัวห์เศร้ามากไปกว่ากลัว แม่แท้ๆ ของเขาเสียไปตั้งแต่ตอนคลอดเขา แต่ถ้านางไม่เสีย พ่อก็คงไม่เมตตาและรักเขาเสียจนยอมรับเป็นลูกเข้าตระกูลอย่างถูกต้อง...ทั้งๆ ที่แม่เป็นแค่อนุภรรยาคนหนึ่ง งานศพที่เคยผ่านมาในชีวิตของชายหนุ่มมีแต่ของญาติห่างๆ ผู้ชราซึ่งเขาแทบไม่รู้จัก เป็นงานที่หรูหรา โอ่อ่า แขกทุกคนสวมชุดสีดำตัดเย็บอย่างประณีต พวกผู้หญิงคลุมผ้าลูกไม้ถักลวดลายละเอียด และประพรมน้ำหอมอย่างดี โลงศพหินอ่อนแกะสลักประดับด้วยดอกไม้สีขาวจำนวนมาก สำคัญคือดอกลิลลี่ที่มีกลิ่นหอมเย็นสุภาพ นักดนตรีผู้สวมชุดสีดำเช่นกันเล่นเครื่องสายเป็นเพลงหม่นเศร้า ทุกสิ่งดูเคร่งขรึม และชวนให้เขาไม่สบายใจ

เขากลัวความตาย จึงไม่ชอบงานศพที่เน้นย้ำว่าสิ่งนั้นยังอยู่แค่เอื้อม แต่เล็กมา ชาลัวห์ป่วยออดๆ แอดๆ ตั้งแต่แรกคลอดก่อนกำหนด และจำได้รางๆ ว่าตนเคยอาเจียนแพ้อาหารจนพ่อต้องพึ่งทั้งหมอรักษาและนักบวชผู้สวดภาวนาให้เขารอดพ้นความตายมาได้ เขาแทบไม่เคยวิ่งเล่นกับพี่น้องคนอื่น แต่มักต้องอยู่ในห้องนอนกับของเล่นมากมายที่พ่อซื้อให้มากกว่าลูกคนไหน หากไม่ได้ยาและการดูแลอย่างใกล้ชิดของหมอมือหนึ่งหลายต่อหลายคนที่พ่อสรรหามา ชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าตนจะหายดีจากโรคที่รุมเร้าและรอดมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร

ภาพของเจ้าคนทรายที่เข้ามาใกล้ทำให้ความคิดของเขาสะดุดลง ชาลัวห์ทำเป็นหลับด้วยหวังว่ามันจะไม่ลากเขาลงไปทำอะไรประหลาดๆ อีก

ตื่นได้แล้วมือของมันเขย่าไหล่เขา แต่แค่แวบเดียวก็ชักออกทันควัน กระนั้น มันยังคงเรียกซ้ำ

ชาดาน ตื่น ถึงอันเวียนแล้ว อยากพักก็เข้าไปนอนพักในบ้านไป

ชาลัวห์สงสัยคำพูดของมัน...แม้จะไม่มากพอกระตุ้นให้อยากลุก แต่ก็ไม่อาจทนเฉยได้กับคำพูดต่อมา

จะลุกดีๆ หรือให้ข้าถีบ สาม...สอง...

เขารีบลุกขึ้นนั่งจนแทบหน้ามืด

อะไรอีก

ข้าบอกว่าถึงอันเวียนแล้ว ให้เข้าไปพักข้างใน เราจะจอดเกวียนไว้ตรงนี้

ข้างในที่ไหน

บ้านใครข้าก็ไม่รู้เหมือนกันคนทรายตอบอย่างลังเลแต่พวกของโทมาท่าทางจะรู้จัก

ชายหนุ่มจำใจสลัดผ้าห่มเนื้อหยาบจากตัว แล้วลุกขึ้นยืนค้อมหลังบนเกวียนซึ่งมีโครงเพดานเตี้ยก่อนจะก้าวลงมา เด็กหนุ่มชาวทรายไม่วายจับมือซ้ายของเขาไว้เป็นหลัก แม้เขาจะไม่อยากขอบใจมันเลยสักนิดเดียว

ระวังๆ หน่อยมันบอกโดยไม่มองหน้าเขา

อากาศที่นี่ร้อนจนเหมือนไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิ ข้างนอกแดดสว่างจ้า ทำให้พื้นดินทรายสีอ่อนปะปนเศษขยะสารพัดอย่างแทบสะท้อนแสงตามไปด้วย ไอร้อนลอยอ้อยอิ่งเป็นคลื่นไหวอยู่ไกลๆ เบื้องหน้าอาคารไม้เก่าผุซอมซ่อที่ตั้งเป็นแถวขนาบสองข้างทาง มีประตูไม้ตั้งเรียงรายบนนั้นเป็นระยะๆ ด้วยความแคบที่คะเนได้ว่าพอกับห้องห้องเดียวมากกว่าจะเป็นบ้านทั้งหลังด้วยซ้ำ

นี่หรืออันเวียนที่เขาเคยมา ชาลัวห์กะพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจ อันเวียนที่สว่างไสวด้วยแสงโคมสีแดง มีผู้คนพลุกพล่านและเสียงดนตรีกับเสียงหัวเราะในยามค่ำคืนจะเป็นสถานที่เดียวกับเมืองร้างแห่งนี้ได้อย่างไรกัน

เจ้าหญิงในคราบเด็กหนุ่มยังยืนรอทั้งสองอยู่ไม่ไกลกับผู้ชายเงียบๆ ที่คล้องธนู สุนัขตัวใหญ่ และม้าสี่ตัวที่ได้มาจากพวกโจร ส่วนหมอสาวกับชายอีกคนเดินไปเคาะประตูบ้านแต่ละหลังเบาๆ

และแทบทุกหลังจะมีหญิงคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาดูเสมอ หญิงพวกนั้นส่วนใหญ่ดูอายุไม่มากนัก แต่ก็อิดโรยผอมโทรม พวกนางสวมเสื้อผ้าเก่าปอนสกปรก ผมปล่อยสยายไม่ก็รวบหรือเกล้ามวยหยาบๆ ดูยุ่งเหยิง พวกนางออกมายืนรวมตัวกันใต้เงาแคบๆ ของชายคาบ้านเป็นกลุ่มเงียบๆ และหากจะพูดอะไรก็มักใช้เสียงแผ่วเบาที่สุด

คนพวกนั้นน่ะเหรอ...เขาได้ยินเสียงเจ้าหญิงแอชลีนน์พึมพำอย่างตกใจ แน่นอนว่าคนที่เธอพูดด้วยคือเจ้าคนทราย ซึ่งรับเบาพอกัน

ฮื่อ

คนพวกนั้น...คนพวกนั้นอะไร อย่าพูดให้รู้เรื่องกันแค่สองคนสิ! ชาลัวห์นึกในใจ แต่ก็ไม่กล้าถาม ก่อนจะค่อยๆ นึกได้ถึงคำพูดของใครอีกคนเมื่อวาน

ข้าเดินทางไปมา รักษาพวกนางโลมหรืออดีตนางโลมมาพอสมควร เสร็จเรื่องที่หมู่บ้านนี้ก็ว่าจะแวะไปดูที่อันเวียนเหมือนกัน

อย่าบอกนะ...ว่าหญิงพวกนี้คือนางโลมที่ว่า? ชาลัวห์ตั้งคำถาม พวกนางแต่ละคนไม่ได้มีเค้าความงามยวนใจที่ควรมีเลยแม้แต่น้อย

หญิงคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งมีผ้าเก่าๆ โพกศีรษะ ทิ้งผมสีทองบางปอยให้หลุดลุ่ยลงข้างแก้มเหลือบมาทางพวกเขากับเกวียนที่จอดอยู่ ในทีแรก ชาลัวห์รู้สึกเหมือนคุ้นกับแววตาสีฟ้าใสของเธออย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกเลยว่าเคยพบกันที่ใด

...ก่อนที่ความทรงจำจะวาบขึ้นในทันที...และทำให้เขาตะโกนเรียกชื่อของเธอโดยไม่ทันคิด

เกรเนีย!!

แทบทุกสายตาของคนโดยรอบหยุดอยู่ที่เขา ก่อนสีหน้าตะลึงงันของคนถูกเรียกจะค่อยๆ แปรเป็นอีกอย่าง...ทีแรกฉายแววแค้นเคือง...ก่อนจะลงเอยด้วยบางสิ่งซึ่งชายหนุ่มไม่อาจจำกัดความ คล้ายกับหน้ากากที่เขาไม่อาจอ่านออก

...เป็นสีหน้าเดียวกับตอนที่เธอมองเขา หลังจาก...

คนรู้จักหรือสีหน้านั้นถูกทำลายโดยคำพูดของซานา ซึ่งถามพลางมองไปมาระหว่างทั้งสอง

เพื่อนร่วมหมู่บ้านน่ะค่ะหญิงสาวตอบด้วยเสียงแห้งและแหบพร่าพร้อมกับยักไหล่น้อยๆไม่ได้พบกันนาน ข้า...ขอตัวไปพูดกับเขาหน่อยนะคะ

หมอสาวพยักหน้าน้อยๆ ส่วนหญิงคนนั้นเดินไปยังประตูบ้านหลังหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองชาลัวห์ แล้วเรียกด้วยเสียงเรียบเฉยมานี่สิ

ชายหนุ่มละล้าละลัง เขามีเรื่องอยากพูดกับเธอมากมาย นับแต่เธอหายไปจากชีวิตของเขาเมื่อนานมาแล้ว มีคำถามมากมายที่อยากถามหญิงผู้ดูเหมือนเงาบิดเบี้ยวของความทรงจำถึงหญิงอีกคนที่เขาเคยพบ แต่ทว่า...

ไปเถอะเขาหันกลับไปเห็นคนทรายยักไหล่ ซ้ำดูเหมือนมันจะยิ้มเฝื่อนๆเดี๋ยวเราจะเอาม้าไปขายในตลาด ค่อยกลับมาพบกันตอนเสร็จธุระก็ได้

ว่าแล้ว เด็กหนุ่มก็หันไปพยักพเยิดกับเจ้าหญิง แล้วช่วยกันจูงม้าพวกนั้นไปพร้อมกับชายร่างเล็กที่ปิดปากเงียบ และสุนัขตัวใหญ่

ทิ้งให้ชาลัวห์ได้แต่กลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะเดินไปหาคนในอดีตของตนซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ และยิ่งไม่รู้เลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

ทั้งๆ ที่...เขาไม่เคยตั้งคำถามเลยด้วยซ้ำว่าเธอหายไปที่ใดตลอดสามปีที่ผ่านมา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น