The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 36 : 6 - อำนาจที่ตื่นขึ้น "..ท่านได้รับการปกป้องแล้ว..."

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ส.ค. 60

บทที่ ๖

อำนาจที่ตื่นขึ้น

 

ท่านดูลัสอุตส่าห์มาหาข้าเพื่อถามเรื่องนี้โดยเฉพาะเชียวหรือมาดายพูดราวกับขันน้อยๆ

ดูลัสตัดสินใจยกข้อสงสัยของเคียรามาเป็นคำถามแรกในการเข้าพบนักบวชชราซึ่งย้ายมาพักในเรือนรับรองของอารามประจำเมืองหลวงแทนที่คฤหาสน์ของตระกูลเขา หลังจากที่องครักษ์หนุ่มเองตรวจหลักฐานและหาข้อมูลเท่าที่ทำได้ในเมืองหลวงจนเสร็จสิ้น

ที่จริงมีเรื่องอื่นๆ อีก แต่ข้าคิดว่าเริ่มถามเรื่องนี้ก่อนให้แน่ใจก็ดีชายหนุ่มแก้คำพูด เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ดีเมื่อนึกไปว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไรที่ผู้มีการศึกษาเช่นเขาทำราวกับเชื่อเรื่องเวทมนตร์งมงายเช่นนี้

อืม...มาดายเอนหลังพิงเบาะกำมะหยี่ด้วยสีหน้าครุ่นคิดข้าคิดว่านั่นเป็นคำถามที่...น่าสนใจมาก

น่าสนใจ...ในแง่ใด

ก็...ในแง่จุดประสงค์ที่แท้จริงของชายชื่ออาเมียร์น่ะสินักบวชชราเอ่ยช้าๆหากคุมเจ้าหญิงของพวกท่านได้ก็เท่ากับคุมธีร์ดีเร จริงหรือไม่

ท่านมาดายหมายความว่า...มันอาจใช้มนตร์เสน่ห์หรือมนตร์สะกดให้เจ้าหญิงแอชลีนน์ยินยอมอภิเษกกับชาลัวห์หรือ

อะไรกัน ท่านเชื่อหรือว่าเขาร่วมมือกับชายคนนั้นมาดายกลับถามอย่างประหลาดใจ

องครักษ์หนุ่มหรี่ตาลงขณะอธิบายที่จริง ก่อนหน้านี้ข้าคิดไว้บ้างว่ามันอาจจะมีจุดประสงค์ของตัวเอง แต่ในเมื่อมันพาคนฆ่าเจ้านายเก่าที่มันเหมือนจะภักดีไปด้วย ก็น่าจะหมายความว่าทั้งสองคนร่วมมือกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ที่แสดงตัวเป็นไม่ถูกกันอาจเป็นแผนการให้คนอื่นตายใจก็ได้

ใช่ เขารู้สึกว่าทุกสิ่งประจวบเหมาะกันเกินไป ครอบครัวของเด็กหนุ่มอยู่ที่กลาสเดลได้ไม่นานก็มีโจรบุกปล้นให้มันกับพ่อได้แสดงฝีมือ แต่แทนที่เจ้ามณฑลชอร์ซาจะดึงทั้งสองมาเป็นพวกแทนโจรกระจอกให้สมความสามารถก็กลับขับไล่ไสส่ง โดยมีพิรุธข้อใหญ่คือนายอำเภอชาลัวห์เป็นผู้ทำหน้าที่นั้นเอง

และถึงจะแสดงตัวว่าไม่ถูกหน้ากัน ตอนอยู่ในคุกกรงน้ำก็ยังมีข่าวว่าอาเมียร์ใช้เวทมนตร์ฆ่าหัวหน้าราชมัลเพราะอีกฝ่ายคิดจะนำตัวชาลัวห์ออกมาทรมานต่อ ทั้งๆ ที่ตนเองรอดพ้นแล้วและไม่มีความจำเป็นต้องปกป้องคนที่ฆ่านายของตน และทำให้ตนถูกใส่ร้ายเลยแม้แต่น้อย

ทว่า...เขากลับคิดแย้งขึ้นมาได้ตอนนี้ ถ้าร่วมมือกับชาลัวห์จริง ทำไมอาเมียร์จึงไม่ปล่อยให้เขากับเฟย์ลิมถูก 'นาย' ของมันตีแตกไปในรอบที่สองเลย หากเป็นเช่นนั้น เส้นทางสู่การเป็นพระคู่หมั้นของลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาจะยิ่งปลอดโปร่ง ทำไมถึงต้องทำให้เฟย์ลิมชนะแล้วค่อยฆ่าทีหลัง และทำไมจึงไม่ใช้เวทมนตร์ปกป้องชาลัวห์จากการถูกทรมานในครั้งแรก ในเมื่อสามารถป้องกันตนเองได้อย่างเหนียวแน่นแท้ๆ

...แสดงว่ามีอะไรมากกว่านั้น...

หากเขาเป็นคนอย่างอาเมียร์ คงมีแต่แสร้งสวามิภักดิ์ต่อนายที่บกพร่องทั้งสติปัญญา ความเป็นผู้นำ และคุณธรรมอย่างชาลัวห์เพื่อเป้าหมายอย่างอื่นมากกว่า

หรือว่า...ดูลัสแย้งคำพูดของตนเมื่อครู่มันไม่ได้ร่วมมือกับชาลัวห์ แต่หลอกใช้?”

มาดายพยักหน้าข้าก็คิดเช่นนั้น ท่านดูลัสจำได้ไหม ตอนถูกทรมาน ชาลัวห์ซัดทอดว่าอาเมียร์คือชายสวมผ้าคลุมที่เสนอให้เขาใช้เวทมนตร์โกงการทดสอบและฆ่าเฟย์ลิม ซ้ำยังยืนยันตัวได้เพราะแผลเป็นที่ชาลัวห์ไม่ควรเห็น คนเราคลุมผ้าทั้งตัวเพราะอยากปิดบังตัวตน ทำไมจะสะเพร่าให้เห็นแผลเป็นที่ข้อมือซ้าย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ที่ใดมีตำหนิก็ควรปกปิดอย่างแข็งขันยิ่งกว่าเดิม

องครักษ์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ ขณะคิดต่อไป แล้วจึงออกความเห็น "ข้าจำได้ว่าคนทรายนั่นถนัดขวา หากจะจับมือหรือหยิบส่งของก็ควรเป็นมือข้างนี้ ยิ่งรู้ว่ามีแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายยิ่งต้องปิดบังไม่ให้ใครเห็น เท่ากับมองได้สองแง่ หนึ่ง อาเมียร์ไม่ใช่คนที่ชาลัวห์เห็น แต่ถูกใครที่รู้ตำหนิของเขาดีสวมรอยใส่ร้าย...หรือสอง เขาจงใจสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนตนเองถูกปรักปรำ เพราะหากหลักฐานมัดตัวชัดเจนเกินไปโดยไม่ควร ก็ขัดกับนิสัยรอบคอบของเขา

ท่านดูลัสคิดซับซ้อนจริงมาดายเปรย

"เป็นธรรมดาในการเมืองการปกครองขอรับ ที่ต้องคิดเช่นนั้น" องครักษ์หนุ่มออกตัว "ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ หากศัตรูจะขอสงบศึก...มันจะทำกระด้างกระเดื่องเข้ามาอวดตัวว่าเหนือกว่า หากพวกมันจะรบต่อ...จะทำทีเป็นอ่อนน้อมยอมศิโรราบ ไม่ว่ามันจะทำอะไร ก็มักลวงไปในทางตรงกันข้ามเสมอ"

ชายชราพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะตั้งคำถามที่ทำให้ดูลัสนิ่งอึ้งไปนาน "แล้วท่านมองว่า การที่อาเมียร์พาชาลัวห์ไปกับเจ้าหญิงด้วยมีความหมายแฝงอย่างไร"

หนึ่งวันผ่านไปหลังจากเกิดเหตุ เขาเอาแต่เชื่อตามคนอื่นและสภาพการณ์ที่เห็นอยู่ชัดเจนว่าอาเมียร์กับชาลัวห์สมรู้ร่วมคิดกันจริง และเจ้าหญิงที่ทรงตั้งพระทัยให้เด็กหนุ่มทะเลทรายหนีไปคนเดียว (หรือไปกับชาลัวร์สองคน) ในทีแรกถูกเกลี้ยกล่อมหรือบังคับให้ไปด้วย เพราะพระองค์ต้องมีสำนึกในฐานะประมุขแห่งธีร์ดีเรว่าจะละพระเกียรติติดตามไปด้วยไม่ได้เป็นอันขาด

...หากว่าสำนึกนั้นจะไม่หายไป...และหากว่าอาเมียร์เป็นพวกเดียวกับชาลัวห์จริงๆ...

ดูลัสรู้ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นคนหัวแข็ง ลองปักใจเชื่ออะไรเสียแล้ว คนอื่นๆ จะคัดง้างตรงๆ อย่างไรไม่ได้ เปรียบก็เหมือนคิดจะหักท่อนเหล็กหนาตัน แต่หากค่อยๆ กล่อมด้วยเหตุผลและความรู้ที่มากกว่า ก็ไม่ต่างจากหลอมท่อนโลหะให้ละลายเป็นเหล็กเหลว จากนั้นย่อมตีหรือใส่พิมพ์เปลี่ยนรูปร่างได้ง่าย

ทั่วบริเวณไม่มีร่องรอยการต่อสู้ไม่ใช่หรือ เพื่อช่วยให้อาเมียร์และชาลัวห์หนีไป เจ้าหญิงทำทุกสิ่งโดยสมัครใจ คนทรายย่อมไม่เผยธาตุแท้ว่าตนทำงานให้ลูกเจ้ามณฑลชอร์ซาในตอนนี้ มันต้องหุบปีกหางให้สนิทไร้พิรุธ หมายความว่าหากจะพาชาลัวห์ไป ก็ต้องใช้เหตุผลที่ดูเหมือนว่าทั้งสองไม่ได้ร่วมมือกัน

หรือบางที ทั้งสองอาจจะไม่ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ต้นแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้ชาลัวห์เข้ารอบต่างๆ มาได้โดยมีพิรุธมากมายว่าโกงเช่นนี้ ซ้ำเด็กหนุ่มยังดูจะเป็นคนที่ทระนงในความคิดหรืออุดมการณ์อะไรก็ตามของตน มากกว่าสนใจทรัพย์สินลาภยศที่ตระกูลชอร์ซาอาจเสนอให้ด้วยซ้ำ

ถ้ามองในแง่หลักฐาน ทหารลาดตระเวนทางน้ำบอกเขาว่ากระแสน้ำน่าจะพัดเรือเปล่าที่ทั้งสามใช้หนีมาจากแถบท่าเรือของเมืองชั้นนอก เท่ากับว่าพวกเขาต้องเดินทางผ่านด่านตรวจคนออกจากเมืองอย่างแน่นอน แทนที่จะขึ้นฝั่งนอกเมอร์คาห์แล้วปล่อยให้เรือลอยไปจนเกยฝั่งที่หาดอีกแห่งหนึ่ง

นั่นหมายความว่า...

"มันพาชาลัวห์ไปด้วยเพื่อให้เราไขว้เขว!" องครักษ์หนุ่มพูดโดยเร็ว

หากว่าอาเมียร์หายตัวไปเพียงลำพัง หรือแม้แต่มีเจ้าหญิงไปด้วยแต่ทิ้งนักโทษอีกคนไว้ในห้องขัง เขาก็อาจพ้นมลทินเรื่องร่วมมือกับอีกฝ่ายจริงๆ แต่จะถูกตามจับง่ายขึ้นเพราะทางการย่อมพุ่งเป้าไปว่าเด็กหนุ่มน่าจะกลับไปหาครอบครัว ซึ่งมีข่าวว่าหายสาบสูญไปหลังจากเขาถูกจับกุมไม่นาน และขณะนี้มณฑลยาร์ลาธกำลังควานหาตัวอยู่

หากชาลัวห์มีค่าแค่นั้นก็คงถูกกำจัดทิ้งอย่างรวดเร็ว นี่อาจเป็นเหตุให้ทหารที่เมืองหลวงตรวจไม่พบชายผมทองบาดเจ็บที่มือขวาซึ่งเป็นลักษณะติดตัวอันโดดเด่นเกินปิดบัง...นอกเหนือจากเหตุอื่น เช่นทหารเริ่มกวดขันตรวจค้นช้าเกินไป หรือพวกนั้นใช้อุบายอื่นๆ หนีออกจากเมืองไปได้

"พวกมันต้องมุ่งหน้าไปที่ยาร์ลาธมากกว่า ชาลัวห์อาจมีค่าแค่ตัวประกันหรือเบี้ยใช้แล้วทิ้ง แทนที่จะเป็นนายของมันอย่างที่คนอื่นๆ คิด" ดูลัสสรุปแล้วก็แทบดีดตัวจากเก้าอี้ "ข้าต้องรีบไปรายงานท่านคอนรอย!"

"อะไรกัน รวดเร็วปานนั้นเชียว" มาดายมีสีหน้าประหลาดใจ "ท่านไม่รอฟังเรื่องเวทมนตร์ที่ตั้งใจมาถามข้าก่อนหรือ"

ชายหนุ่มชะงักไปเหมือนกับนึกได้ แต่ก็ตัดสินใจว่าการเปลี่ยนแผนรับสถานการณ์อย่างเร่งด่วนสำคัญกว่า "ขออภัยที่รบกวนท่าน แต่ข้าต้องรีบไปแจ้งข่าวในวังก่อนขอรับ แล้วจะมาหาอีกครั้ง ขอความกรุณาชี้แนะข้าเรื่องเวทมนตร์โดยละเอียดในตอนนั้นด้วย"

ว่าแล้ว ดูลัสก็ค้อมศีรษะก่อนจะออกไปจากห้อง ทิ้งชายผู้มากวัยกว่าให้มองตามพร้อมกับโคลงศีรษะ

ปกติก็ดูฉลาดหลักแหลมดี แต่พอเป็นเรื่องของเจ้าหญิงแอชลีนน์...กลับร้อนใจอย่างกับถูกไฟลน นักบวชชรานึกถึงชายที่เพิ่งออกไปจากห้อง เขารู้ถ้วนถี่ดีว่าชายหนุ่มมีความรู้สึกเช่นไรกับนายหญิงสูงสุดของตน

และเป็นจริงแท้...ผู้ฉลาดกลับโง่เขลาได้เพราะรัก

บิดาของชายหนุ่มก็โง่เขลาเช่นกันที่สั่งการลับหลังนักบวชชรา ให้พวกราชมัลทรมานนักโทษทั้งสองให้ยอมรับสารภาพ มิเช่นนั้นก็ตายคาเครื่องทรมาน เพื่อจะได้ปิดคดีลอบสังหารพระคู่หมั้นลงโดยเร็ว ให้ลูกชายของเขาได้เข้าประลองกับผู้ผ่านการทดสอบอีกคนเดียวที่เหลืออยู่ ขึ้นสู่ตำแหน่งอันทรงอำนาจสูงสุดในอาณาจักร

แต่มาดายไม่ใคร่แน่ใจว่าแรงจูงใจของเจ้ามณฑลชรานั้นเรียกได้ว่าความรักลูกเพียงอย่างเดียว เขาสัมผัสได้ว่าใจของอีกฝ่ายคุกรุ่นด้วยความรู้สึกมากมาย รัก...แค้น...ทะยานอยาก ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นักบวชชราสนใจนักเมื่อเทียบกับจุดมุ่งหมายของตน...ซึ่งยังต้องอาศัยสองพ่อลูกช่วยทำให้สำเร็จ

ดูลัสจะกลับมาหาเขาอีกในไม่ช้า เมื่อนั้น เขาย่อมไม่พลาดที่จะบอกอีกฝ่ายถึงตัวตนและจุดประสงค์ของ 'อาเมียร์' ผู้ขวางทางความรักขององครักษ์หนุ่ม

...ส่วนตัวเขาเอง ก็จะได้ 'อาเมียร์' ที่ตระหนักถึงความจริงแท้ของโลก และอำนาจมหาศาลในร่างของตนกลับคืนมาในที่สุด...

 

ภาพที่ผ่านสายตาของอาเมียร์กลับเป็นถนนลูกรังแคบๆ ขนาบข้างด้วยบ้านเก่าซอมซ่อซึ่งเคลื่อนผ่านไปโดยเร็ว

ก้มลงก็เห็นเท้าเปลือยเปล่าของเด็กไม่เกินสิบขวบวิ่งไปอย่างไม่เหนื่อยอ่อน ส่วนมือกำถุงเงินแน่น ความนึกคิดผุดขึ้นในใจราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของเท้าคู่นั้น เปี่ยมล้นด้วยความดีใจว่าตนทำสำเร็จ ถึงจะเป็นเงินที่ได้จากการลักขโมย เขาก็ยังหามาได้ด้วยมือของตนเอง หากได้เห็นเงินถุงนี้แม่คงจะดีใจ แม่จะได้ไม่ต้องออกไปทำงานอีก

เขาเปิดประตูหน้าบ้าน...เพียงเพื่อพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาเบิกโพลง ถุงเงินร่วงลงพื้น เหรียญน้อยใหญ่กลิ้งกระจัดกระจาย

เก้าอี้ไม้เก่าๆ ล้มตะแคงอยู่ข้างโต๊ะ เท้าเปลือยเปล่าโผล่พ้นชายกระโปรง ห้อยต่องแต่งลงมา

บางสิ่งห้ามเขาไม่ให้เงยมองสูงกว่านั้น...แต่เขาก็ทำลงไปจนได้

พอ...พอกันที! อาเมียร์รู้สึกเหมือนตนหลับตาลง ทว่าไม่อาจห้ามภาพนั้นให้ปรากฏในการรับรู้ เช่นเดียวกับภาพในเวลาต่อมา...เมื่อเด็กชายวิ่งเข้าไปในบ้านพลางตะโกนชื่อน้องสาวทั้งสอง แล้วก็พบพวกแกนอนหลับสนิทบนเตียงราวกับนางฟ้าน้อยๆ

...ซึ่งคงกลายเป็นนางฟ้าไปจริงๆ แล้ว เพราะร่างของทั้งสองเย็นเฉียบซีดขาว รอยช้ำเขียวเหมือนนิ้วมือยาวและผอมเกร็งประทับบนลำคอ...

ภาพเบื้องหน้าสายตาเปลี่ยนไป...อาเมียร์เห็นเท้าในรองเท้าไม้เหวี่ยงเข้ามาเต็มแรง จากนั้นคือความมืด ความเจ็บของการกระแทก และอาการจุกที่ท้อง...

เหมือนสายตาพร่ามัวลืมขึ้น...เห็นเส้นแบ่งระหว่างพื้นกับผนังแทบเป็นแนวดิ่ง เก้าอี้ไม้เก่าๆ ล้มตะแคงแทบเป็นมุมเดิมกับภาพที่เคยเห็น แต่ที่เบียดชิดผนังคือหญิงคนหนึ่งในชุดชาวบ้านซอมซ่อ นางยังอยู่ในวัยสาว แต่ดูซูบโทรมไม่มีน้ำมีนวล แก้มข้างหนึ่งบวมช้ำ เด็กผู้หญิงเล็กๆ สองคนเกาะกระโปรงของนาง สีหน้าของนางหวาดหวั่นขณะที่เด็กทั้งสองร้องไห้ คนหนึ่งมีน้ำตานองหน้า ทว่าอีกคนไม่มีกระทั่งดวงตาจะให้หลั่งน้ำตา หรือแม้แต่มองดู

...แม่...กับน้องๆ...

แล้วก็ร่างหนึ่งที่ยืนค้ำร่างขดคุดคู้ของเขา ร่างที่สูงใหญ่ และปรากฏเป็นเงาทะมึนในคืนไร้ตะเกียง

"สวะเอ๊ย!" ร่างนั้นกระแทกเท้าลงมาอีกครั้ง บนสองแขนที่เขาพยายามยกขึ้นป้องกันใบหน้าอย่างป้อแป้ "เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกชัดๆ!"

พ่อ...เป็นอย่างนี้เสมอ ตั้งแต่เขาจำความได้...พ่อเรียกลูกๆ ทุกคนว่า 'สวะ' 'มารหัวขน' หรือ 'ลูกไม่มีพ่อ'...พ่อไม่เคยยอมรับทุกคนเป็นลูก...ไม่เคยยอมรับแม่เป็นเมีย...

เพราะทั้งสองผูกพัน...หรือที่ถูกคือควรเรียกว่าถูกมัดติดกันด้วยเงื่อนตายที่ไม่อาจคลายซึ่งเรียกว่า 'งาน'

งาน...ที่เขาในฐานะลูกชายคนโตต้องปฏิบัติเมื่อพ่อไม่ว่าง เขามีหน้าที่พาแม่ออกไปข้างนอกแทนพ่อ เจรจากับลูกค้าและเก็บเงินให้ได้ครบตามจำนวน งานที่ในทีแรกเขาปฏิเสธเสียงแข็ง ก็ทุกครั้งแม่กลับมาด้วยสีหน้าระทมทุกข์ ก็หลายครั้งแม่มีรอยแผลรอยฟกช้ำตามใบหน้าและเนื้อตัว ก็บางครั้งแม่อาเจียนและมีอาการที่ทำให้พ่อยิ่งโมโห ทุกครั้งจบลงด้วยการที่พ่อซื้อสมุนไพรบางอย่างมาให้แม่ต้มยากิน แล้วจากนั้นแม่ก็จะนอนซมจนไม่ต้องออกไปทำงานราวครึ่งเดือนในบ้านที่อวลด้วยกลิ่นคาวเลือด ก่อนทุกอย่างจะคืนสู่สภาวะปกติ

มีไม่ปกติบ้างครั้งสองครั้ง...คือครั้งที่แม่ของเขาให้กำเนิดน้องสาวทั้งสอง น้องสาวคนแรกรอดทั้งจากยาและมือเท้าของพ่อในตอนก่อนคลอดได้อย่างน่าอัศจรรย์ แกเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารัก แต่ก็ผ่ายผอมเพราะไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆ และหวาดกลัวพ่อเป็นพิเศษ แต่น้องสาวคนที่สองนั้นไม่มีดวงตาตั้งแต่เกิด มีเพียงเปลือกตาที่ปิดสนิท ราวกับปฏิเสธที่จะรับรู้ภาพอันไม่น่ามองใดๆ ก็ตามในบ้านหลังนี้ และมีแต่เสียงอืออาอ้อแอ้ที่ไม่มีวันเปล่งเป็นถ้อยคำ แกมักจะร้องไห้ตกใจเพราะเสียงดัง แต่ไม่เคยเข้าใจคำพูดที่พ่อเรียกแกว่า 'ลูกปีศาจ'

อาเมียร์ยังคงรับรู้ต่อไปราวกับทุกซอกมุมของชีวิตอีกฝ่ายถูกถ่ายทอดต่อเขาในทันทีอย่างไม่ปะติดปะต่อ กระนั้นเขาก็พอจับได้คร่าวๆ ว่าเด็กชายหนีออกจากบ้านหลังจากที่แม่และน้องๆ ตาย เขาฉกชิงวิ่งราวและขอทาน ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ซ้อม หรือโบยตีก่อนจะปล่อยตัวในไม่กี่วันต่อมาโดยไม่มีที่ไปเช่นเดิม เพียงเพื่อถูกชักจูงเข้ากองโจรหนึ่งเมื่อกลายเป็นเด็กหนุ่ม

ทีแรกเขาติงตนเองว่าการปล้นฆ่าเป็นบาป แต่แล้วก็นึกโมโหผู้ที่เคยสอนเขาเช่นนั้น...ซึ่งกลับปลิดชีวิตของนางเองกับลูกๆ อีกสองคนได้ลงคอ ทิ้งเขาเอาไว้เพียงลำพัง เด็กหนุ่มรู้แต่ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความฟอนเฟะ เขากอบโกยความสุขเข้าตนเอง สวาปามสุราอาหารดีๆ อย่างตะกละตะกลามโดยไม่กลัวเกรงว่าจะสำลักหรือท้องแตกตาย สิ่งใดที่อยากได้ เขาก็ปล้นเอามาหรือใช้เงินที่ได้ปันส่วนจากการปล้นมาซื้อหาบำเรอตน ไม่เว้นแม้แต่ความสุขที่ตนเคยสะอิดสะเอียนในวัยเด็ก

ใบหน้าเจ็บปวดของเด็กสาว...หญิงสาว...รวมทั้งเด็กที่ยังไม่เข้ารุ่นสาวผุดขึ้นในคลองจักษุของอาเมียร์หลายต่อหลายคน ท่ามกลางเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างคะนองของเหล่าเพื่อนโจร บนใบหน้าเหล่านั้นมีน้ำตา...ความขยะแขยงหวาดกลัว...นัยน์ตาเบิกโพลงหวาดหวั่น เลื่อนลอย หรือปิดแน่น...ริมฝีปากที่อ้ากว้างกรีดร้องหรือปิดสนิทอย่างคนข่มใจ...หรือแม้กระทั่งความนิ่งเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ที่พึงมีอย่างมนุษย์

มีบางครั้งที่เด็กชายซึ่งโตเป็นหนุ่มสะท้อนใจถึงแม่ของตน และน้องสาวที่แม่คงจะพาไปด้วยเพื่อไม่ให้ประสบชะตากรรมเลวร้ายยิ่งกว่านี้ แต่ครู่ต่อมาเขาจะกลบฝังมันไว้และบอกตนเองว่าโลกก็เป็นเช่นนี้ หากต้องการความสุขก็ต้องไขว่คว้ามาทุกวิถีทาง และทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่มีหรอกนรกสวรรค์ ไม่มีใครที่จะลงโทษพวกเขา...หากไม่ถูกทางการอันแสนหละหลวมจับตัวได้

นังผู้หญิงพวกนั้นมันดื้อด้านเอง หากยอมพวกเขาแต่ต้น หรือยอมรับแขกที่หอโคมแดงซึ่งพวกเขาเอาตัวไปส่ง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับกันให้เสียแรง แล้วพวกมันก็ซวยเอง ซวยที่เกิดมาหน้าตาดี ซวยที่มาอยู่ในหมู่บ้านที่พวกเขาตัดสินใจปล้น ซวยที่ถูกพวกเขาจับตัวไว้ได้ ซวยที่เกิดมาเป็นผู้หญิง

...ก็เท่านั้น...

"หยุด! พอเสียที!" อาเมียร์เค้นคำพูดขณะทรุดลงซบคอม้า หลังจากพยายามสั่นศีรษะที่ปวดแทบระเบิดโดยแรงเพื่อขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไป

"เป็นอะไรของแกวะ" โจรหันมาถามอย่างฉงนปนรำคาญ "อย่ามารยานะเว้ย!"

เด็กหนุ่มผมดำไม่ตอบ มีเพียงน้ำตาที่เริ่มคลอหน่วย เขารับรู้ได้จริง...หรือเพียงแต่หลอนตนเอง? ไม่เพียงแต่ภาพชีวิตของโจรคนนั้นที่ตีแผ่เบื้องหน้าเขา หากยังมีความรู้สึกนึกคิดทั้งมวล ความรู้สึกที่เด็กหนุ่มไม่เข้าใจ และไม่อาจยอมรับได้ทั้งหมด

อันที่จริง โจรนี้ก็น่าสงสารในบางแง่ เขาเคยเป็นเหยื่อมาก่อน แต่เขาก็ข้ามผ่านการเป็นเหยื่อเช่นกัน...ก้าวข้ามผ่านมาและสร้างเหยื่อมากมายไม่แพ้พ่อที่ตนเคยชัง

หากเป็นเช่นนี้...

อาเมียร์ลังเล เริ่มสงสัยว่าเขาคิดถูกแล้วหรือที่จะฆ่าชายคนนี้ แต่ไม่ช้าก็กังขาว่าความโหดเหี้ยมของอีกฝ่ายจะมีวันสลายหายไปได้หรือ เสด็จพ่อเคยตรัสไว้ว่าโทษประหารควรใช้แต่น้อย...กับผู้ที่น่าจะกระทำเป็นภัยบ้านเมืองต่อไป ขณะที่ผู้ใดซึ่งสำนึกผิดด้วยใจจริงก็ควรได้รับโทษเบากว่านั้น...ทัณฑ์ชีวิตที่มอบโอกาสให้เขาได้ไถ่โทษด้วยการสร้างสิ่งดีๆ ทดแทน มากกว่าดับสูญไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

...แล้วคนคนนี้จะสามารถกลับตัวได้ไหม...หากมีใครชี้แนะเขาสักคนจะเป็นเช่นไร...หากว่าอาเมียร์ทำหน้าที่นั้น...

เด็กหนุ่มผมดำตัดสินใจเรียกชื่อเขา ชื่อที่ทราบจากความทรงจำเมื่อครู่

โจรหันขวับมาอย่างตกใจทันที ขณะที่อาเมียร์ยังคงก้มหน้านิ่ง ไม่กล้ามองเขาให้ชัดเจนด้วยกลัวจะเห็นสิ่งอื่นมากกว่าที่ได้เห็นไป

"เจ้าเลิกเป็นโจรเถอะ แม่กับน้องสาวทั้งสองคนของเจ้าจะดีใจมากกว่า"

"กะ...แกว่าอะไร!" อีกฝ่ายอุทาน

"ข้ารู้...ว่าแม่ของเจ้าเป็นนางโลม นางฆ่าตัวตายพร้อมกับน้องสาวของเจ้าอีกสองคน น้องสาวคนเล็กของเจ้าตาบอดและพูดไม่ได้ ข้าเข้าใจว่าเจ้าโกรธนางที่ไม่ยอมพาเจ้าไปด้วยดี แต่นางทำอย่างนั้นเพราะเห็นว่าเจ้าดูแลตัวเองได้ นางหวังว่าเจ้าจะเข้มแข็ง...เป็นชายชาตรี เจ้าจะเติบโตเป็นคนดี และเลือกเส้นทางที่ดีได้ในอนาคต" อาเมียร์ตัดสินใจพูดจริงกึ่งหนึ่ง...และพูดตามใจคิดอีกกึ่งหนึ่ง "เลิกทำชั่วเสียเถอะ ข้ายินดีมอบเงินให้เจ้าไปตั้งตัว ขอแค่อย่าปล้นฆ่าฉุดคร่าใครอีก ตอนนี้โจรพวกนั้นก็ตายหมดแล้ว ไม่มีพันธะผูกเจ้าไว้กับพวกเขาอีกแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าไม่จำเป็นต้องไปมอบตัวก็ได้ แต่ขออย่าทำร้ายคนอื่นเลย ผู้หญิงทุกคนที่เจ้าทำร้ายก็เหมือนแม่กับน้องๆ ของเจ้า ยิ่งเจ้าทำเช่นนี้ พวกนางคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่"

"แก...แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง"

"ข้าเป็นคนทรง" เด็กหนุ่มรีบพูดปด "ข้ารับรู้ได้ว่าวิญญาณของพวกนางยังคงอยู่กับเจ้า พวกนางยังอยากคุ้มครองเจ้าลจึงไม่ยอมจากไปไหน"

"คนทรงบ้าอะไร!" โจรกลับพูดเสียงแข็ง "แก...แกแค่เดาส่งใช่ไหม! จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง! ถ้าวิญญาณของแม่กับน้องๆ มีจริง...ทำไมถึงไม่มาหาข้า ทำไมถึงโผล่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้อย่างแกเห็นแทน!"

"ถึงเจ้ามองไม่เห็น พวกนางก็อยู่กับเจ้า และพวกเราคนทรงก็สัมผัสรับรู้วิญญาณได้ อีกอย่าง พวกนางยังอยู่ในใจของเจ้า ในความทรงจำของเจ้า พวกนางไม่อยากให้เจ้าเป็นคนเลว เจ้าเองก็รู้นี่ว่าใช้ชีวิตอย่างนี้ย่อมไม่พ้นถูกฆ่าหรือถูกจับไปประหารในสักวัน" อาเมียร์ยังพยายามหว่านล้อม

โจรกลับแค่นเสียง "แล้วแกจะให้ข้าทำอะไร"

"เอาเหรียญพันวีร์ไป" เด็กหนุ่มผมดำตัดใจยกมันให้...แม้จะยังไม่ได้ถามความเห็นชอบของเจ้าของจริงๆ เขาเชื่อว่าแอชย่อมเข้าใจหากตนกลับไปอธิบาย และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้นบนเส้นทางหลบหนีที่เหลือ "เอาไป แล้วไปทำอย่างอื่น ไปเรียนงานฝีมือ เรียนหนังสือ ค้าขาย หรือจะเข้าชนบทไปทำไร่ไถนา ทางเลือกที่สุจริตยังมีมากมาย"

ถึงจะเคยเป็นโจรมาก่อน อาเมียร์ก็เชื่อว่าอีกฝ่ายยังเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้ กระทั่งตัวเขาที่เคยสูงส่งถึงขั้นเจ้าชายรัชทายาท มีคนปรนนิบัติรับใช้ไม่เคยขาดเหลือสิ่งใด ก็ยังสามารถเรียนรู้วิชาชีพและงานบ้านที่จำเป็นได้ไม่ใช่หรือ คนคนนี้ลำบากมามากกว่าเขา น่าจะมีความอดทนสูงกว่า และดีใจกับชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องทำเรื่องผิดบาปอย่างนั้นมากกว่าด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มปักใจเชื่อ ก่อนจะได้ยินเสียงขึ้นหน้าไม้ และหันไปเห็นโจรหยิบมันขึ้นมาเล็งเขา...

"พันวีร์นั่นข้าเอาไปแน่" อีกฝ่ายพูดเสียงขรึม "แต่ให้ไปทำเรื่องสุจริตเรอะ คนอื่นมันจะได้ปล้นข้าแทนน่ะสิ ลาก่อนไอ้คนทรง แกชักจะทำให้ข้ารำคาญเกินไปแล้ว"

สัญชาตญาณบอกให้เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงจากหลังม้าโดยเร็ว แม้จะต้องเสี่ยงกับแรงกระแทกที่อาจหักกระดูกของตน แต่กลับมีอีกเสียง...บอกให้เขานั่งนิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ต้องทำอะไร ซ้ำร่างของเขาเหมือนจะถูกบังคับด้วยอำนาจลึกลับที่มากับเสียงนั้น

..ท่านได้รับการปกป้องแล้ว...

หน้าไม้ลั่นเสียงดัง...ตามด้วยเสียงบางสิ่งชำแรกเนื้อหนัง และเสียงร้องโหยหวน

อาเมียร์ไม่รู้สึกเจ็บ มีเพียงความตื่นตระหนกเมื่อเขาหันขวับไปเห็นเต็มสองตาว่าบนอกของโจรมีลูกดอกปักคาอยู่ มือของมันคลายจากหน้าไม้ที่ร่วงสู่พื้น แล้วร่างจึงเอนล้มจากหลังม้า

ต่อให้สายเอ็นของหน้าไม้ขาดอย่างไร...ก็ไม่น่าจะดีดปลายลูกดอกกลับไปโดนตัวมันเองได้เช่นนี้

กระนั้น อาเมียร์ก็พยายามบอกตนเองว่าไม่ใช่ความผิดของตน เขาให้โอกาสอีกฝ่ายแล้ว ทว่าโจรเป็นผู้ตัดสินใจฆ่าเขาก่อน...แล้วก็ตายเพราะอำนาจที่ปกป้องตัวเขาเอง

น่าขำ...ก่อนหน้านี้ข้ายังตั้งใจจะลองฆ่าเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ เด็กหนุ่มย้อนถามตนเองอย่างขื่นๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นอะไรแบบนั้นเสียก่อน...

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเห็นชีวิตของมัน...เหมือนกับเป็นชีวิตของตนเอง

มันต่างอะไรกันนักหรือ อาเมียร์มีแม่กับน้องสาวสองคนเหมือนกัน เขาเพียงแต่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายในวัยเด็กเพราะเกิดมาเป็นโอรสกษัตริย์ ห้อมล้อมด้วยผู้ที่สอนสั่งให้เขารู้จัก 'ความดีงาม' ซึ่งคนรอบข้างยึดมั่นกันเท่านั้นเอง

แต่...คนที่เกิดและเติบโตมาอย่างโจรคนนั้น จะไม่อาจสัมผัสหรือกลับมาสู่ความดีงามได้อีกจริงหรือ

เด็กหนุ่มห้ามตนเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องบังคับม้ากลับไป และก่อนหน้านั้นก็ต้องแก้เชือกที่มัดมือของตนอย่างแน่นหนาเสียก่อน

ทว่าเพียงคิดเท่านั้นเอง...เชือกก็คลายออกร่วงผล็อยบนพื้นให้อาเมียร์นิ่งอึ้งกับอิสระที่ไม่ทันคาดคิด แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เครื่องพันธนาการของตนหลุดออกอย่างไร้เหตุผลก็ตาม

 

อาเมียร์ขี่ม้ากลับมาถึงหมู่บ้านในเวลาไล่เลี่ยกับเกวียนที่โทมากับเกลช่วยคุ้มกันกลับมาไม่นานนัก ครั้นเห็นว่าไม่มีกุญแจสำหรับไขโซ่ล่ามเชลยทุกคนบนเกวียนเล่มล่าสุดที่พวกเขาช่วยมา เด็กหนุ่มจึงอ้างว่าตนสะเดาะกุญแจเป็น แล้วก็ทำทีเป็นขอเข็มมาขยับในรูกุญแจกุกกัก แต่ที่จริงเพียงตั้งจิตนึกให้โซ่ตรวนหลุดออก เชลยทุกคนได้เป็นอิสระด้วยวิธีนี้ แต่ก็มีสองสามครั้งที่เขาต้องตั้งใจให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผล

แล้วไม่นานก็เหลือเพียงเกวียนเปล่าๆ กับเชลยที่ต่างเดินหรือวิ่งไปหาญาติมิตร...ทว่าบางคนคงต้องพบกับความผิดหวัง เด็กหนุ่มรู้ว่าค่ำนี้ย่อมไม่มีงานฉลอง แต่มีงานศพขนาดใหญ่รออยู่ในวันพรุ่ง การปล้นที่กลาสเดลกลายเป็นเรื่องที่อ่อนกว่ากันมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านนี้ คราวนั้นมีคนตายสามคน เทียบกับคนตายนับสิบๆ และบ้านที่ถูกไฟไหม้บางส่วนแค่ไม่กี่หลัง เทียบกับเกือบครึ่งของหมู่บ้านที่วอดวายในกองไฟ

แต่ไม่ว่าสักกี่ชีวิต จบสิ้นลงโดยไม่ควรก็ยังเป็นเรื่องเศร้าสลดอยู่ดี

ทันทีที่เห็นอาเมียร์ ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็แทบวิ่งมาหาจากลานคนเจ็บ

"...พี่เอลม์!"

"แอช เป็นอย่างไรบ้าง" เขาพยายามยิ้มให้เธอสบายใจ แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสีหน้าของเธอซีดเซียวเกินควร

"คนเจ็บเยอะมาก" เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มก้มหน้าลงพร้อมกับกุมมือ "แต่ข้าทำอะไรแทบไม่เป็นเลย ท่านหมอซานาจัดการแทบคนเดียว เจอคนเจ็บหนักขนาดไหนก็ยังใจเย็นได้...ทั้งๆ ที่เราอายุไม่ห่างกันแท้ๆ"

"นางฝึกเป็นหมอมาก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าถูกฝึกให้เป็นอีกอย่าง ถึงอย่างไรเรื่องที่ถนัดก็ต้องต่างกัน" อาเมียร์พยายามให้กำลังใจ

"ก็ใช่ แต่กระทั่งเรื่องของตัวเอง...ข้าก็ยังทำไม่ได้น่ะสิ" แอชกลับพูดเบาๆ “...ไม่เอาไหนเลยนะ

เด็กหนุ่มประหลาดใจที่จู่ๆ เด็กสาวก็ตำหนิตนเองเช่นนั้น แต่พอวางมือลงบนไหล่ของเธอ ก็พลันพบคำตอบโดยไม่ได้ตั้งใจ

...

"เพราะพวกทหารมัวแต่ไล่จับฆาตกรฆ่าพระคู่หมั้นไม่ใช่รึไง!" เสียงกราดเกรี้ยวดังมาจากหญิงคนหนึ่งซึ่งกอดร่างอ่อนปวกเปียกซีดเผือดของเด็กไว้ในอ้อมแขน "ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้...กะแค่ลูกขุนนางตายคนเดียวก็เอาคนไปไล่ตามมากมาย ชาวบ้านตายเป็นสิบกลับไม่มีใครสน เจ้าหน้าที่ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนไม่รู้...ไม่เคยมาช่วยเราเลย เราเสียภาษีเลี้ยงพวกนั้นไปเพื่ออะไร!"

นางพูดแล้วก็ร้องไห้โฮ ถ้อยคำและท่าทางสะท้านไปถึงใจของเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่ม ซึ่งพยายามรับหน้าที่ผู้ช่วยหมอจำเป็นโดยไม่แสดงพิรุธใดๆ

กระนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่านั่นเป็นความผิดของตนเอง...หากว่าเธอไม่ออกมากับทั้งสองคน ทางการอาจจะไม่ต้องเร่งตามหาพวกเขาจนถึงขั้นสั่งให้ทหารซึ่งประจำการอยู่ที่อื่นๆ ไปรับหน้าที่สกัดจับตามด่านต่างๆ มากเป็นพิเศษแทนอย่างนี้

และพวกทหารก็อาจมาถึงหมู่บ้านนี้ทันก่อนสถานการณ์จะเลวร้าย ก่อนมีคนตายและถูกจับตัวมากมายอย่างที่เห็น

...

แต่แล้ว...ทั้งภาพและความคิดที่ส่งผ่านกลับแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

...

รอบด้านพร่ามัว...มีสีเขียวและน้ำตาลหนาแน่น...สัมผัสเปียกชื้นที่ดวงตากับแก้ม...ความร้อนรนในใจแทบระเบิดออกมานอกอก...ในวงแขนแข็งแกร่งเย็นชา เสด็จพ่อเสด็จแม่อยู่ข้างหลัง เสด็จพี่ที่ได้รับบาดเจ็บก็อยู่ข้างหลัง นั่นทำให้เด็กสาวกรีดร้องอย่างไม่อาจห้ามตนเอง

กลับไปนะ! ดูลัส! กลับไปเดี๋ยวนี้! กลับไปหาเสด็จพ่อ...เสด็จแม่...เสด็จพี่...ได้ยินไหม!! บอกให้กลับไป!!

ชายที่ถูกเรียกกลับไม่ตอบรับ เธอยิ่งขุ่นเคืองจนก้มหน้าลง ฝังเขี้ยวที่แขนข้างหนึ่งซึ่งกักร่างของตนอยู่ ด้วยความหวังอันไร้เหตุผลว่าการกระทำนั้นจะทำให้เขายอมเลี้ยวกลับไป...หรืออย่างน้อยก็หยุดบังคับม้าและปล่อยเธอให้เป็นอิสระ

...เธอยอมวิ่งกลับไปหาทั้งสามเองเสียจะดีกว่า...

...

อาเมียร์ชักมือออกในทันทีก่อนจะจ้องมองคนตรงหน้าตะลึงงัน

เขารับรู้อดีตของแอชได้จริงๆ หรือ

"พี่เอลม์" เด็กสาวเรียกเขาอย่างห่วงใย "เป็นอะไรไป"

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะและพยายามขับไล่ภาพเหล่านั้น

"ไม่มีอะไร ข้าคงเหนื่อยเกินไป" เขารีบออกตัว แต่ก็ยังอดพูดไม่ได้ "อย่าโทษตัวเองเลยนะ แอช เรื่องที่เกิดที่นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เป็นแค่เคราะห์กรรมที่ใครๆ ไม่อยากให้เกิดเท่านั้น"

นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้น

"ข้าก็แค่เดา ว่าเจ้าคงรู้สึกอย่างนั้น" อาเมียร์กลบเกลื่อน "อย่างที่เคยบอก มีคนที่ข้าไม่อยากให้ตายอยู่มากมาย และเรื่องครั้งนี้ก็คล้ายกับครั้งนั้นมาก"

ถึงอย่างนั้น คำว่า 'เคราะห์กรรม' ก็ยังคงเป็นเพียงข้ออ้างในสายตาเขา เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องมากมาย ความบกพร่องของทางการในการคุ้มกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พอๆ กับปราบปรามพวกโจร หรือป้องกันไม่ให้เกิดพวกมันขึ้นมาแต่ต้น ผู้ปกครองที่ดีคนใดย่อมอยากทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่นั่นก็เป็นแค่ความฝันถึงยูโทเปีย...เป็นแค่ดินแดนแสนงามในจินตนาการเท่านั้น

"เจ้าไม่ได้ตั้งใจ...ไม่ใช่หรือ" เด็กหนุ่มพูดออกไปแล้วก็นึกได้ว่าเด็กสาวเคยใช้คำพูดเช่นเดียวกันกับเขา และมันไม่อาจคลายความสำนึกผิดของตนได้

กระนั้น แอชก็ยิ้มเฝื่อนๆ ก่อนจะปาดน้ำตา "ข้ารู้ ข้าไม่มีวันตั้งใจให้เกิดเรื่องอย่างนี้ ก็จริงของท่าน" เด็กสาวตอบ "แต่พอเห็นอะไรแบบนี้...ข้ากลับรู้สึกเหมือนกับมันไม่ควรเกิดขึ้นเลย การสูญเสียอย่างไรก็เป็นการสูญเสีย ข้าอยากชดใช้ให้พวกเขา แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรได้"

"อย่าคิดมากเลย" อาเมียร์นึกอยากลูบศีรษะปลอบโยนเธอเหมือนกับน้องสาวคนหนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจไม่ทำ ด้วยกลัวจะละลาบละล้วงความทรงจำของเธอมากไปกว่านี้โดยไม่ตั้งใจ

"เอลม์! แอช!" โทมาตะโกนเรียกอยู่ไกลๆ "เที่ยงแล้ว พักกินข้าวกลางวันก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยมาช่วยงานต่อตอนบ่าย!"

เด็กหนุ่มโบกมือรับ "แล้วจะรีบไป!"

เขาหันมาพยักหน้ากับเด็กสาว ก่อนจะเดินนำไป แต่แล้วแอชก็เอ่ยขึ้นก่อน

"เอ่อ...อาเมียร์"

"ทำไมหรือ" อาเมียร์เหลียวกลับไป เห็นเด็กสาวก้มหน้าเหมือนลำบากใจอีกครั้ง

"คือ...ท่านคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม" เธอเริ่มพูดอย่างลังเล "ข้า...ยกชาดานแซร์ให้พวกชาวบ้านไปสี่ถังเลย"

อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย

"ก็...พวกเขากำลังขาดแคลนอาหาร ส่วนพวกเรามีปลาหมักกินกันแค่ถังเดียวพอแล้วนี่ เงินซื้อเสบียงอย่างอื่นก็มีเยอะแยะ แล้วพวกเราก็ไม่ต้องถูกตรวจค้นที่ด่านผ่านแดนอีก...จริงไหม" แอชให้เหตุผลเป็นชุด ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด กลับทำให้เขาพอยิ้มออกอย่างยินดีจริงๆ

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ข้าก็คิดจะให้อะไรพวกเขาเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว ที่เจ้ายกให้ไปก่อน ข้าก็เห็นด้วย"

รอยยิ้มของแอชค่อยสดใสขึ้น และเธอก็เริ่มก้าวตามเขามา

เด็กหนุ่มรู้ว่าเธอยังไม่คลายความกังวลทั้งหมดเช่นเดียวกับตน แต่อย่างน้อย นี่คงเป็นสิ่งที่เขาพอจะทำได้เพื่อปลอบโยนเธอในยามนี้ แม้จะไม่รู้เลยว่าอำนาจลึกลับของตนมีที่มาดีร้ายประการใด

...และทั้งสองจะต้องเผชิญกับสิ่งใดอีก บนเส้นทางการหลบหนีที่ค่อยๆ ผิดแผนไปเบื้องหน้า...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น