The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,809 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    93

    Overall
    5,809

ตอนที่ 35 : 5 - ผู้ช่วยเหลือ "ข้าเอาตัวรอดได้"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 ส.ค. 60

บทที่ ๕

ผู้ช่วยเหลือ

 

ท่ามกลางความอลหม่านและเสียงอึกทึกรอบด้าน แขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งของหมู่บ้านแค่นยิ้มขณะฉุดข้อมือสินค้าชิ้นหนึ่งที่ตนหามาได้ไปยังเกวียนที่พรรคพวกจอดรออยู่

ทีแรกสินค้าดื้อด้านชิ้นนั้นยังกรีดร้องและพยายามสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุม แต่พอเขาหันไปเอาดาบจ่อคอแล้วตวาดอีกครั้งก็ก้าวซวนเซตามมาโดยดี

เขาอยากเร่งให้ถึงเช้าโดยเร็ว เมื่อกลับไปถึงรังแล้วจะได้ดูหน้าตาของเจ้าหล่อนชัดๆ ว่าน่ามองขนาดไหน แล้วจะได้พักผ่อนให้สำราญเหมือนทุกครั้ง ให้คุ้มค่าเหนื่อยแรงในคืนนี้เสียหน่อย

เขามองแต่ความสุขที่คาดหวังไว้ แต่กลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่ทันคาดคิดบนแผ่นหลังเสียก่อน

สิ่งสุดท้ายที่โจรนั้นรับรู้ได้นอกจากความเจ็บปวด...คือเสียงกรีดร้องของสินค้าซึ่งเพิ่งหลุดจากมือ เขาล้มฟุบลงโดยไม่ทันได้เห็นอาวุธ หรือคนที่ถือมันในมือและเพิ่งปราดเข้ามาฟันตนเมื่อครู่ก่อนหน้าเลยด้วยซ้ำ

 

เฮ้ย!

ใครวะ!

อาเมียร์ไม่ตอบเสียงตะโกนเหล่านั้น แต่ผละจากทั้งร่างไร้วิญญาณของโจรและร่างของเด็กสาวที่เพิ่งวิ่งหนีเซอะเซิงไป หันมารับมือกับโจรอีกสองคนซึ่งเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่

เด็กหนุ่มแทงมันคนหนึ่งเข้าจุดตายที่อกได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะหมุนตัวพร้อมกับชักมีดสั้นออกมาปาดคออีกคน ดีที่ความมืดพรางไม่ให้เขาเห็นสีเลือด และผ้าที่มัดคาดปิดใบหน้าตั้งแต่จมูกลงมาก็ช่วยกันกลิ่นเลือดได้มาก

แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศ

โจรคนหนึ่งสะดุ้งผงะหงาย สาเหตุคือลูกธนูที่ปักคาอกอย่างเหมาะเหม็ง

อาเมียร์เหลียวหลังกลับไปเห็นร่างหนึ่งที่ถือคันธนูอยู่ในเงาตะคุ่ม พร้อมกับเงาร่างที่สูงกว่าอีกหนึ่ง ร่างหลังพุ่งปราดไปข้างหน้าพร้อมกับดาบในมือ ทำให้เด็กหนุ่มไม่มีเวลาจะเอ่ยอะไร และต้องรีบวิ่งไปยังเกวียนเช่นกันขณะที่ชายผู้ถือธนูเล็งยิงโจรร่วงไปเป็นคนที่สอง

ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ถ้ามาช่วยพวกเราก็ยินดีมาก!ชายที่ถือดาบพูดขึ้น

ข้าคงบอกไม่ได้ว่ายินดี...ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ข้าเป็นมิตรของพวกท่านแน่นอน!เด็กหนุ่มตอบหลังจากฟันโจรอีกคนล้มลงไป ขณะที่นักดาบซึ่งเขายังไม่รู้จักชื่อปัดดาบของโจรที่เหลือเป็นคนสุดท้ายแล้วแทงสวนไป เมื่อเขาถอนดาบ มันก็ทรุดลง

ไม่เหลือโจรที่มุ่งหน้าเข้าหาพวกเขาอีกแล้ว ทว่าเกวียนทั้งสองเล่มเริ่มเคลื่อนออกไป...พร้อมๆ กับเสียงร้องไห้ระงมของเชลยบนนั้น

เด็กหนุ่มลอบสบถอยู่ในใจขณะวิ่งกวดพลางนึกเสียดายที่เขาไม่ได้ขี่ม้าเข้ามาถึงในหมู่บ้าน แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าม้าตัวนั้นเป็นม้าสำหรับขนของ ไม่ใช่สู้รบ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งเขากับมันก็ยังไม่คุ้นเคยกัน ถึงจะให้สู้บนหลังม้าก็คงทำได้ไม่สะดวกนัก

ขณะที่เขาไม่รู้เลยว่าจะหยุดเกวียนของพวกโจรได้อย่างไร ใครคนหนึ่ง...หรือที่ถูกควรจะเป็นอะไรสักตัวหนึ่ง...ก็ช่วยทำเช่นนั้นแทน

นัยน์ตาเรืองแสงเหลือบเขียวปรากฏขึ้นบนทางเบื้องหน้าพร้อมกับเสียงคำรามลั่น ที่ตามมาคือเสียงร้องของม้าและสบถขรมของผู้ขับเกวียน

ดีมาก ควิน!

นักดาบผู้พูดวิ่งผ่านหน้าเขาไป ฟันที่ล้อไม้ของเกวียนเล่มหนึ่งจนหัก นั่นทำให้อาเมียร์วิ่งไปทำเช่นเดียวกันกับเกวียนอีกเล่ม ก่อนจะต้องหันไปรับดาบของโจรคนขับเกวียนที่กระโดดลงจากที่นั่งบนเกวียนและชักดาบเข้ามาหาเขา

อาเมียร์ถีบมันจนเซ ก่อนจะลงดาบปลิดชีวิตแล้วหันไปทางเหล่าเชลยบนเกวียนซึ่งพากันร่ำร้อง

ช่วยด้วย!

ช่วยพวกเราด้วย!

ต่อให้เกวียนหยุดนิ่งแล้ว ทุกคนก็ไม่อาจหนีเพราะข้อมือข้างหนึ่งถูกล่ามไว้กับโซ่ที่เชื่อมติดกับขอบลูกกรงไม้กั้นรอบเกวียนซึ่งสูงราวเอว อันเป็นลักษณะเฉพาะของเกวียนขนทาสที่เด็กหนุ่มเคยเห็น

ไม่มีลูกกุญแจ จะไปค้นจากศพของโจรที่ขับเกวียนก็คงไม่ทันกาล เพราะเขาเห็นว่ากำลังเสริมของพวกโจรเกือบสิบคนกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เด็กหนุ่มจึงได้แต่ผละจากเกวียนตรงไปหาพวกมันพร้อมกับบอกสั้นๆ

รอเดี๋ยว!

ดาบกับมีดสั้นที่เขาถือไว้อย่างละข้างขยับฟาดฟันรวดเร็วใส่โจรสองสามคนแรกที่บุกเข้ามา และไม่นาน นักดาบอีกคนก็ตามมาสมทบ อาเมียร์เพิ่งได้เห็นใกล้ๆ ว่าฝีมือของเขาไม่เลวทีเดียว แม้ทางดาบจะต่างจากท่านอาที่เขาคุ้นเคยหรือนักรบชาวทรายอยู่บ้าง ต่างคนคอยระวังหลังให้กันแม้จะไม่มีช่องว่างสื่อสารกันด้วยคำพูด

ทว่าพวกโจรก็พยายามบีบล้อมเข้ามาด้วยจำนวนที่มากกว่า อาเมียร์สังเกตเห็นโจรคนหนึ่งจ้องเล่นงานนักดาบ แต่ทั้งเขาและตัวเป้าหมายเองก็กำลังสาละวนกับการรับหน้าศัตรูคนอื่นอยู่ เด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงตะโกน

ระวังทางซ้าย!

แต่แล้วโจรทางซ้ายก็ร้องออกมาก่อนจะทรุดลงไปเสียเฉยๆ เพราะมีดสั้นที่แทงเข้าข้างหลังจนมิดด้ามทะลุอก อาเมียร์มองแทบไม่ทันเมื่อร่างเพรียวบางที่ถือมีดสั้นในมือปราดไปหาโจรอีกคนอย่างรวดเร็ว แต่เขาเองก็ไม่มีเวลามองให้ถนัด เนื่องจากต้องหันกลับไปสนใจโจรที่มีเป้าหมายคือตน เขาได้ยินแต่เสียงของนักดาบพูดอยู่แว่วๆ เป็นเครื่องยืนยันว่าอีกฝ่ายรู้จักผู้ใช้มีดสั้นคนนั้น

ขอบใจมากเกล!

ไม่มีเสียงตอบจากชายที่ถูกเรียกว่าเกลแม้ทั้งสามจะกำจัดโจรที่เหลืออยู่จนหมดได้ในชั่วครู่ต่อมา เป็นตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่าผู้ใช้มีดสั้นกับนักธนูในตอนต้นน่าจะเป็นคนเดียวกัน เพราะชายคนนั้นยังมีคันธนูคล้องไหล่และกระบอกลูกศรสะพายหลัง

นักดาบเป็นคนแรกที่หันมาถามอาเมียร์ หลังจากที่โจรคนสุดท้ายล้มลงด้วยดาบของเขาหมดแล้วใช่ไหม

เด็กหนุ่มกวาดมองไปโดยรอบ ฟ้าที่ยังมืดทำให้ยากจะมองหาโจรคนอื่นๆ แต่เท่าที่เขารู้สึกในตอนนี้…คงใช่

แต่แล้วนักธนูก็วิ่งลิ่วไปอีกทางหนึ่งด้วยความเร็วราวกับตัวลอย พร้อมกับโบกมือบอกให้ทั้งสองตามไปโดยไม่พูดอะไร

ที่อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านยังมีเกวียนอยู่อีกสองเล่ม และเกวียนทั้งสองก็เริ่มเคลื่อนออกไปแล้ว

อาเมียร์สบถอยู่ในใจอีกครั้ง เกวียนทั้งสองอยู่ห่างเกินกว่าจะวิ่งไปถึงได้ทัน และนักธนูก็คงไม่กล้าเสี่ยงยิงออกไป

บ้าเอ๊ย! ถ้าแค่ทำอะไรกับล้อเกวียนได้ละก็...

มีเสียงดังกร็อบจากเกวียนเล่มหนึ่ง อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจเมื่อเห็นล้อข้างหนึ่งของเกวียนหนึ่งในสองเล่มทรุดหักเหมือนกระแทกของแข็ง แต่เขาก็ไม่มีเวลาคิดอะไรเมื่อชายอีกสองคนวิ่งนำหน้าไปยังคนขับเกวียนเรียบร้อยแล้ว

เด็กหนุ่มวิ่งตาม พร้อมๆ กันนั้นก็ภาวนาให้ล้อเกวียนอีกเล่มหักลงเช่นกัน ทว่าครั้งนี้กลับไม่เป็นผล เกวียนอีกเล่มยังคงแล่นโกกเกกไปตามทางได้ในขณะที่ทั้งสามรับมือกับโจรที่เป็นคนขับเกวียน และโจรอีกห้าคนที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เชลยบนเกวียนซึ่งกระโจนลงมากลุ้มรุม แต่ที่สุดก็มีอันต้องจบชีวิตไปด้วยดาบและมีดสั้นของชายสามคนในอีกไม่ช้า

คราวนี้หมดจริงๆ แล้วใช่ไหมนักดาบอีกคนถามเมื่อหมดศัตรูที่ต้องจัดการ

ถ้าไม่นับเกวียนที่ไปแล้วก็คงใช่เด็กหนุ่มรีบพูดขณะตัดเชือกผูกม้าเทียมเกวียนที่เหลือพวกท่านพอช่วยพวกชาวบ้านที่นี่ได้ใช่ไหม ข้าจะรีบตามพวกมันไป

ตัวคนเดียวน่ะหรือนักดาบตั้งคำถาม

ถ้าจำเป็นก็ต้องรีบไป ขืนปล่อยให้พวกมันไปไกลเกินกว่านี้ พวกคนที่มันจับไปจะยิ่งลำบาก!อาเมียร์พูดเสียงกร้าวขณะดึงบังเหียนให้ม้าเดินออกมา มันยังคงตื่นและดื้ออยู่บ้าง

ใช่...เขาจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกว่านี้อีกไม่ได้ มิเช่นนั้นก็คงมีเหยื่ออย่างลีชา หรือเลวร้ายกว่านั้น...

เกลนักดาบเรียกชื่อ ชายที่ใช้ธนูและมีดสั้นพยักหน้ารับตามควิน แล้วก็เอาม้าสองตัวของพวกมันมานี่ ข้าจะรีบไปบอกซานาแล้วรีบกลับมา

เกลพยักหน้าอีกครั้ง แล้วก็วิ่งลิ่วไปด้วยฝีเท้าที่ยิ่งยืนยันต่ออาเมียร์ว่าชายคนนั้นว่องไวกว่าคนธรรมดามาก เขามองเกลวิ่งจากไปตะลึงอยู่จนกระทั่งนักดาบหันกลับมาพูดด้วย

เดี๋ยวเราสามคนไปด้วยกัน ข้าขอเวลาไปบอกเพื่อนร่วมทางครู่หนึ่งคงไม่เสียเวลามากใช่ไหม

นั่นทำให้เด็กหนุ่มตระหนักได้ว่าตนก็มีเพื่อนร่วมทางเช่นกัน ขืนเขาดึงดันตามพวกโจรไปโดยทิ้งแอชไว้ในเกวียนกลางป่าคนเดียวโดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด เธอก็คงเป็นห่วงและไม่สบายใจมาก

แล้วอีกอย่าง ถึงพวกมันจะมีเกวียนก็ยังบรรทุกคนเต็มเพียบตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เทียบกับชายสามคนบนหลังม้าคนละตัว ฝ่ายหลังก็น่าจะไล่ตามทันได้ในเวลาไม่นาน

ข้าก็มีเพื่อนร่วมทางเหมือนกันอาเมียร์ตัดสินใจพูดอยู่ในเกวียนนอกหมู่บ้าน เดี๋ยวข้าจะไปพาพวกเขามาที่นี่ แล้วค่อยตามพวกโจรไป ขอให้พวกท่านรอด้วย

พอได้ยินเสียงตอบรับว่าได้เบาๆ เด็กหนุ่มก็เหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าที่เพิ่งปลดมา แล้วควบออกไปทันที

เกวียนเล็กของพวกเขายังอยู่ดี เมื่ออาเมียร์เรียกชื่อแอชเบาๆ อีกฝ่ายก็ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากหลังผ้าใบ

อาเมียร์ เรียบร้อยแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง

ได้คนมีฝีมือช่วย ข้าเลยจัดการพวกโจรส่วนมากได้ไม่ลำบากอะไร แต่พวกมันหนีรอดไปได้บางส่วน จับคนไปด้วย เดี๋ยวข้าจะขี่ม้าตามไปกับพวกเขา เลยจะมาพาท่านเข้าไปรออยู่ในหมู่บ้านก่อน

เด็กสาวพยักหน้ารับแม้จะไม่วายเปรย

อันที่จริงข้าก็อยากไปด้วย แต่ท่านคงบอกว่ามันอันตรายเกินไปเหมือนเดิมสินะ

ใช่อาเมียร์รับง่ายๆ พร้อมกับตรงไปแก้มัดให้ชาลัวห์และคลายผ้าปิดปาก แล้วก็พูดกับอีกฝ่ายโดยตั้งใจให้แอชได้ยินด้วยประเดี๋ยวพวกเราจะเข้าไปในหมู่บ้าน ถ้ามีใครถามก็ให้บอกไปว่าเจ้าชื่อชาดาน เป็นเพื่อนของพวกเรา ข้าชื่อเอลม์ ส่วนเจ้าหญิงชื่อแอช เป็นน้องชายของข้า เกิดเจ้าหลุดปากอะไรออกมา ข้าจะไม่ปล่อยให้ทางการได้ตัวเจ้าไปแต่ฆ่าเจ้าทิ้งทันที อย่านึกว่าข้าทำไม่ได้ เข้าใจไหม

ชายหนุ่มผงกศีรษะปะหลกๆ

อ้อ แล้วแผลนั่น...บอกไปว่าถูกถังทับตอนขนชาดานแซร์ก็แล้วกัน ใครๆ จะได้ไม่สงสัยอาเมียร์เสริมดังๆ เมื่อนึกได้

ไม่นาน เด็กหนุ่มที่สวมช้องผมปลอมตัวเรียบร้อยก็ขับเกวียนเข้ามาโดยใช้ม้าของพวกโจรเทียมเกวียนแทนม้าตัวเดิม ตอนนั้นฟ้าเริ่มสางแล้ว พวกชาวบ้านออกมาเดินกันขวักไขว่ บ้างดับไฟที่ยังไหม้บ้านเรือน ขนศพมากองรวมกันบนลานว่าง หรือพยุงคนเจ็บไปยังอีกด้านหนึ่งของลานซึ่งมีเด็กสาวร่างเล็กคอยพยาบาลพวกเขาอยู่ นักดาบร่างสูงที่เขาพอจำได้กับนักธนูร่างเพรียวบางดูเหมือนจะช่วยอะไรก็ตามเท่าที่ทำได้อยู่เช่นกัน

ไม่นึกว่าม้าขนของสีเทาของเขาจะถูกผูกไว้แถวนั้นด้วย

พวกชาวบ้านบอกว่าเจอม้าตัวนี้แถวชายป่า ของเจ้าหรือเปล่านักดาบถามเขาเมื่อขับเกวียนเข้ามาถึง

ใช่อาเมียร์ตอบพร้อมกับลงจากเกวียนแล้วปลดม้าที่เทียมอยู่ออกมาขอยืมอานม้าจากพวกชาวบ้านได้หรือเปล่า อย่างนี้น่าจะสะดวกขึ้น

อานหรือ บ้านข้ามีพอดี เดี๋ยวจะไปเอามาให้ชายชาวบ้านคนหนึ่งรับแล้วก็วิ่งไป

ขอสามอันนะขอรับ!เด็กหนุ่มรีบตะโกนไล่หลัง ได้ยินเสียงตอบรับมาแว่วๆ ว่าได้

ชายนักดาบมองตามอาเมียร์ก่อนจะเกาศีรษะ แล้วแลเลยไปทางแอชที่นั่งบนเกวียนข้างที่ที่เขาเคยนั่ง และชาลัวห์ที่โผล่ศีรษะออกมาดูภาพรอบข้างอย่างตื่นๆ จากหลังผ้าใบคลุมเกวียน

เอ่อ...เราควรแนะนำตัวกันก่อนไหม ตอนไปด้วยกันจะได้เรียกกันสะดวกๆ ข้าชื่อโทมา เป็นนักรบรับจ้าง นี่คือเกล แล้วนั่นหมาของเกลชื่อควิน

นักธนูพยักหน้ารับรู้ ข้างๆ เขานั้นเด็กหนุ่มเห็นสุนัขตัวโตที่มีสีขาวสลับเทา หน้าของมันยาวเรียว หูตั้ง และหางดูเป็นพวงคล้ายสุนัขป่า นี่เองที่เป็นเจ้าของนัยน์ตาเรืองแสงสีเหลือง และเสียงคำรามที่หยุดเกวียนทั้งสองไว้

ส่วนคนที่กำลังรักษาพวกชาวบ้านคือซานา นางเป็นหมอ

แค่หมอฝึกหัดหญิงที่กำลังพันแผลตอบโดยไม่หันมามอง ทั้งน้ำเสียงและรูปร่างหน้าตาที่เห็นไกลๆ บอกว่าเธอยังอยู่ในวัยรุ่นราวสิบห้าสิบหกปีเท่านั้นเอง เส้นผมสีแดงของเธอรวบมัดเป็นหางม้าสูง ปลายสั้นประมาณบ่า เหนือชุดแบบหญิงชาวบ้านธรรมดามีเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวโคร่งจนต้องพับชายแขนเสื้อขึ้นสวมทับไว้โทมานี่ชอบพูดผิดอยู่เรื่อยเลย

เอาน่า รักษาคนได้ก็ถือว่าเป็นหมอแล้วไม่ใช่หรือชายหนุ่มแย้งพลางเกาศีรษะอีกครั้ง

อาเมียร์ค่อยหันมาสนใจเขาบ้าง โทมาดูจะอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ ร่างสูงใหญ่มีกล้ามเนื้อกำยำสมกับเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการต่อสู้ เขามีผมสีทองคำขาวตัดสั้นและนัยน์ตาสีเทา สวมชุดเกราะเบาที่ทำจากหนังทับเสื้อผ้าแบบนักเดินทาง ส่วนเกลนั้นผิวกร้านแดด ผมสีน้ำตาลแดง ดูผอมเพรียวเหมือนจะปลิวไปตามลม ร่างของเขาเตี้ยเล็กกว่าโทมาอยู่มากแต่ก็ดูคล่องแคล่ว นัยน์ตาสีเขียวหยกแหลมคมจับจ้องภาพรอบด้านอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาสวมเสื้อผ้าเหมือนนักเดินทางอย่างแท้จริงโดยไม่มีชุดเกราะ ทว่ามีสิ่งที่แปลกตาคือผ้าผืนเล็กซึ่งพันรอบคอไว้หลวมๆ ทั้งๆ ที่เลยฤดูหนาวซึ่งอาจต้องใช้ผ้าพันคอไปแล้ว

ไม่เหมือน รักษาแผลหรืออะไรง่ายๆ ก็ทำได้อยู่หรอก แต่ข้ายังไม่ได้ร่ำเรียนเป็นหมอเต็มตัวสักหน่อยเด็กสาวยังคงแย้งแม้มือจะง่วนกับผ้าพันแผลจะเรียกว่าหมอเลยก็เกินไป

อาเมียร์มองการเจรจาของทั้งสอง ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นเมื่อโทมาเงียบไปพร้อมกับเกาศีรษะอีกครั้ง

ข้าชื่อเอลม์ นั่นน้องชายของข้าชื่อแอช แล้วอีกคนในเกวียนเป็นเพื่อนชื่อชาดาน เราสามคนเป็นพ่อค้าชาดานแซร์

มีฝีมือไม่เบานี่ เป็นพ่อค้าหรือ ข้านึกว่าเป็นพวกนักรบรับจ้างเหมือนกันเสียอีกชายหนุ่มเปรย

อันที่จริง พ่อข้าเคยรับจ้างคุ้มกันขบวนสินค้า ข้าก็อยากเป็นนักรบรับจ้างเหมือนกัน แต่พ่อไม่อนุญาตเลยต้องเบนเข็มมาทางนี้อาเมียร์อ้างพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆแต่...เดินทางค้าขายแบบนี้ก็เจอเรื่องไม่คาดฝันได้บ่อยๆ เหมือนกันนั่นล่ะ

ก็จริงโทมารับพลางลูบศีรษะอีก ดูเหมือนนั่นจะเป็นนิสัยติดตัวของเขากระมัง

ว่าแต่ เราควรรีบไปกันดีกว่าเด็กหนุ่มพยักหน้าเมื่อเห็นชาวบ้านวิ่งกลับมาพร้อมกับอานม้าทั้งสามอันเดี๋ยวแอชกับชาดานจะอยู่ช่วยที่นี่

ก็ดี พวกชาวบ้านต้องการคนช่วยเท่าที่ทำได้โทมาพยักหน้ารับ แล้วก็รับอานไปสวมให้ม้าของโจรหนึ่งในสามตัวที่เพิ่งริบมา อาเมียร์กับเกลทำตามเช่นกันกับม้าสองตัวที่เหลือ

ไม่ช้า คณะผู้ช่วยเหลือทั้งสามก็ออกเดินทาง

 

แอชลีนน์มองความสับสนอลหม่านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างทำอะไรไม่ถูก รอบข้างมีคนเจ็บมากมายเป็นสิบๆ บางคนร้องโอดโอย ควันไฟยังคงพวยพุ่งจากแนวบ้านที่อยู่ไกลออกไปลิบๆ และศพยังถูกขนย้ายมาวางกองไว้ไม่ขาดสาย บางศพมีผ้าคลุม แต่ส่วนมากดูเหมือนจะไม่มีผ้าพอให้ทำเช่นนั้น หลายศพแดงฉานด้วยเลือด บ้างมีรอยแผลจากดาบบอกชัดว่าตายด้วยมือของพวกโจร ขณะที่ศพหลังๆ ไหม้เกรียมและมีแขนขางอเกร็งเหมือนเพิ่งดิ้นทุรนทุรายก่อนตาย

...คงทรมานมากสินะ..

เด็กสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะบังคับตนเองให้ละสายตาจากร่างพวกนั้นไปมองทางอื่น แต่ความคลื่นไส้ก็ยังก่อตัวในท้อง และเริ่มคืบคลานขึ้นมาตามลำคอ

เธอไม่เคยเห็นศพมนุษย์กับตามาก่อนเลยในชีวิต แม้แต่พระศพของเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ ได้ยินแต่คำลอบกระซิบของคนในวังที่เธอไม่ควรได้ยินว่าทั้งสามพระองค์ถูกสังหารอย่างทารุณและสะเทือนขวัญนัก

ทางนี้ตายยกบ้านเลย”

ข้าหาลูกสาวแกไม่เจอ คงโดนจับไปด้วยกระมัง”

เสียงพูดคุยของพวกผู้ชายที่ช่วยกันหามศพดังมาแว่วๆ เด็กสาวได้แต่มองด้วยความรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

เมื่อวานพวกเขาคงจะมีชีวิตธรรมดาๆ มีความสุขอย่างเรียบง่าย ทำไร่ไถนาเลี้ยงสัตว์กันตามปกติ แต่เพียงชั่วคืนเดียว ทุกสิ่งก็กลับกลายเป็นอย่างเช้าวันนี้

เธอกลืนน้ำลายอีกครั้ง แล้วก็ตัดสินใจลงจากเกวียนพร้อมกับถามดังๆ มีอะไรให้ช่วยไหม...ขอรับ”

ทางโน้นยังมีศพอยู่อีก เจ้าไปช่วยขนก็ดีเหมือนกัน” เสียงตอบมาจากชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังช่วยแบกหัวท้ายศพมากับอีกคนหนึ่ง

ยังเด็กอยู่เลย จะไหวเร้อ” ชายอีกคนกลับถามเมื่อมองเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่ม แล้วก็พยักพเยิดไปข้างหลังเธอ “เจ้าหนุ่มผมทองนั่นมาช่วยดีกว่า ส่วนเจ้าก็ช่วยแม่หมอเขาไป”

หมอฝึกหัดค่ะ!” ซานาร้องบอก แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ

ขะ...ข้าน่ะหรือ” ชาลัวห์ถามเสียงอ่อยอยู่ข้างหลังแอชลีนน์ เธอหันกลับไปเห็นเขายื่นมือขวาที่พันแผลไว้ออกมาโบกนอกประทุนเกวียน “คือ...มือข้าเจ็บเพราะถูกถังชาดานแซร์ทับ คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

ศพเด็กก็มี ผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็มี คงพอไหวน่า” ชายคนเดิมยังคะยั้นคะยอ

ไปช่วยหยิบของให้ท่านหมอซะ” เด็กสาวตัดสินใจเหลียวไปสั่งชายหนุ่มด้วยสีหน้าแข็งกร้าว ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันกลับมาบอกพวกชาวบ้าน “เดี๋ยวข้าไปช่วยขนศพทางโน้นเองขอรับ”

ไม่ต้องหรอก มาช่วยข้าทั้งคู่นั่นแหละ” ซานากลับขัดขึ้น แอชลีนน์หันไปเห็นเด็กสาววางมือจากคนเจ็บที่เธอกำลังเย็บแผลให้อยู่และเงยหน้ามองทั้งสอง “ข้างในสภาพแย่ยิ่งกว่านี้อีก ถ้าไม่คิดว่าตัวเองพร้อมจริงๆ ก็อย่าเพิ่งเข้าไปเลย”

 

เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มสบตากับอีกฝ่าย พยายามบอกตนเองว่าเธอพร้อมที่จะดูความทุกข์ยากของชาวธีร์ดีเรด้วยตาของตนและแบกรับบรรเทาความทุกข์นั้น ทว่านัยน์ตาจริงจังสีเขียวหยกของเด็กสาวผมแดงกลับเคร่งเครียดจนไม่อาจปฏิเสธ

คนเจ็บต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนกว่า แล้วเรื่องขนศพก็มีพวกผู้ชายตัวใหญ่ๆ ช่วยกันมากแล้ว”

พอซานาเสริมเบาๆ อย่างนี้ แอชลีนน์จึงพยักหน้าก่อนจะเดินมายังลานรักษาคนเจ็บแต่โดยดี

เด็กๆ ตรงนั้นถูกไฟลวก ต้องพอกยาสมุนไพรบ่อยๆ เจ้าไปทายาให้พวกเขาใหม่ที” เด็กสาวผมแดงบอกโดยเร็ว แล้วก็หันมาทางชาลัวห์ “ส่วนเจ้า ไปตักน้ำจากลำธารมาซิ ถังอยู่ตรงนี้ ตักให้ค่อนถังพอหิ้วมือเดียวได้ใช่ไหม”

แอชลีนน์ได้แต่ไปตามคำสั่งขณะฟังเสียงพูดคุยที่ดังมาแว่วๆ

ตามแต่ท่านหมอแล้วกัน พวกเราไปต่อ”

หมอ ฝึก หัด...ค่ะ ข้ายังเป็นแค่หมอฝึกหัดนะคะ” ซานาย้ำด้วยเสียงที่เริ่มอ่อนลงในตอนท้าย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครฟังเช่นเดิม

 

รอยเกวียนจางลงเมื่อออกสู่ถนนโรยกรวด แต่สุนัขอย่างควินก็ยังวิ่งนำหน้าม้าทั้งสามโดยไม่มีการหยุดลังเล อาเมียร์ทึ่งมาตั้งแต่พบว่าเกลสามารถสั่งมันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด แต่เป่าปากกับมือของตนเป็นเสียงต่างๆ คล้ายนกหวีด แม้โทมาจะอธิบายให้เขาฟังเบาๆ ว่าเกลจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพราะเคยได้รับบาดเจ็บที่คอจนเส้นเสียงขาดจึงพูดไม่ได้ เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าการออกคำสั่งสุนัขโดยไม่ใช่ถ้อยคำแต่เป่าปากเป็นเสียงนกหวีดน่าจะบังคับระดับหรือลักษณะเสียงยากกว่าอยู่ดี

พวกท่านทำงานด้วยกันมานานแล้วหรือ” เด็กหนุ่มถาม

ก็...ราวๆ สามปีได้กระมัง” ชายหนุ่มตอบ “ไม่สิ สี่ปี ข้ากับซานารู้จักกันมาแต่เด็ก ส่วนเกลมารู้จักเมื่อสี่ปีก่อน แล้วควินก็เพิ่งเกิดปีต่อมา มันคงจะอายุสามปีได้”

แล้วพวกท่านมาจากเมืองไหนหรือ”

หมู่บ้านเคทลินในชอร์ซา”

เคทลินเป็นชื่อหมู่บ้านที่คุ้นหูอาเมียร์พอควร เขาเคยได้ข่าวว่าที่นั่นมีทะเลสาบขนาดใหญ่และทิวทัศน์สวยงาม ถึงจะไม่เคยไปเองจริงๆ

ชอร์ซา...ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...” เด็กหนุ่มฉุกคิดขึ้นมา

พวกเรายังไม่อยากเดินทางกลับเพราะมีการตั้งด่านตรวจหาคนร้าย เดี๋ยวจะยุ่งยากไม่เข้าเรื่อง” โทมาตอบง่ายๆ “ซานาเลยขอให้แวะไปที่เมืองอันเวียนก่อน แล้วเราก็ผ่านมาแถวนี้พอดีเจอพวกโจรเข้า”

อาเมียร์จำได้ว่าอันเวียนเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องย่านโคมแดงในเขตรอบนอกมณฑลหลวง แต่ก็ตัดสินใจไม่ถามเหตุผลที่พวกเขาจะไปที่นั่น ด้วยกลัวจะเป็นการละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวจนเกินไป

ว่าแต่...” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นบ้างพร้อมกับหันมามองเขา คิ้วหนาเหนือดวงตาของอีกฝ่ายขมวดน้อยๆ “ตอนวิ่งเข้ามาช่วยตอนนั้น ข้ารู้สึกเหมือนผมเจ้ายาว แล้วก็สีเข้มกว่านี้ไม่ใช่หรือ”

เอ้อ” เด็กหนุ่มเพิ่งนึกได้ว่าตอนนั้นตนเร่งรีบเสียจนไม่ทันได้สวมช้องผม เขาคงนึกชมสายตากับความจำของอีกฝ่ายหากนั่นจะไม่ทำให้ตนดูมีพิรุธขึ้นมา “ตาฝาดไปกระมัง ข้าตัดผมอย่างนี้มานานพอควรแล้ว”

อย่างนั้นหรือ” โทมารับเหมือนยังติดใจอยู่ แต่ไม่ทันได้ถามต่อ เกลก็หันมาทำมือบอกให้ทั้งสองเงียบก่อนจะลงจากหลังม้า

โทมากับอาเมียร์ลงจากหลังม้าเช่นกัน ควินเองก็ยืนเงียบ ส่วนเกลนั้นเงยหน้ามองไปรอบๆ ก่อนจะก้มลงเอาหูแนบกับพื้นอีกครู่แล้วขยับปากพูดอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มพออ่านริมฝีปากของเขาได้ถ้อยคำห้วนสั้น

ไปอันเวียน อีกห้าสิบนักซ์

เอาเข้าแล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าขรึมขึ้นทันควันก่อนจะรีบขึ้นหลังม้าโดยเร็ว

ทำไมหรือ” อาเมียร์ถามแต่ก็รีบทำตาม

พวกมันตรงไปอันเวียนเลย ไม่กลับรังก่อน เท่ากับว่าต้องรีบตามให้ทันก่อนถึงเมือง ไม่อย่างนั้นพวกเชลยคงถูกพาตัวไปขาย หรือซ่อนชนิดหาตัวกันไม่เจอแน่ๆ” โทมาอธิบายแล้วก็ไม่วายเปรย “ข้ารึหวังจะบุกเข้าไปเก็บพวกมันเงียบๆ แท้ๆ ต้องมาตะลุมบอนนี่เปลืองแรงขึ้นอีก”

เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไร แต่ก็คิดเช่นกันว่าการไล่ตามและบุกโจมตีซึ่งหน้ายากยิ่งกว่าการลอบเข้าไปในรังโจรขณะที่พวกมันไม่รู้ตัวจริงๆ

ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางเลือกแล้วหากจะรีบช่วยเชลยทั้งหมดกลับมา ซึ่งนั่นก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดที่เขาต้องการ

ใต้แสงแดดที่เริ่มส่องสว่างขึ้นทุกที อาเมียร์ได้แต่ภาวนาให้ตนสามารถรับภาพเลือดที่อาจสาดกระจายต่อหน้าต่อตาในไม่ช้าได้ ในเมื่อการต่อสู้กลางแจ้งคงทำให้เขาต้องเห็นภาพเหล่านั้นชัดเกินพอ

 

ภาพเหล่านั้นมาเร็วเกินคาดคิด

ม้าทั้งสามตัวควบเต็มฝีเท้าไล่กวดเกวียนซึ่งบรรทุกคนนับสิบทันในเวลาไม่นาน และได้รับการต้อนรับโดยพลหน้าไม้สองคนในหมู่โจรที่ยืนไล่ยิงพวกเขามือเป็นระวิง ท่ามกลางคนอื่นๆ บนเกวียนที่ก้มหลบให้ต่ำที่สุด

อาเมียร์ชักม้าให้วิ่งเลี้ยวลดเป็นแนวฟันปลา เช่นเดียวกับโทมาและเกลที่รู้กลวิธีนี้ นายพรานใบ้หมอบต่ำแทบติดหลังม้าพร้อมกับเป่าปากส่งคำสั่งบางอย่างให้ควินอย่างรวดเร็ว

สุนัขร่างใหญ่เปรียวตีคู่ข้างรถม้า และต่อมาก็ตัวม้า ครั้นแล้วก็ดีดตัวขึ้นไป เด็กหนุ่มบังคับตนเองให้มองทางด้านหน้าต่อ ขณะที่บนเกวียนเริ่มโกลาหลตั้งแต่ควินกระโจนเข้าใส่คนขับเกวียน ขย้ำกัดจนเกิดเสียงร้องโหยหวนของเจ้าตัวและเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของเหล่าเชลย เรียกเพื่อนร่วมปล้นให้หันกลับมามอง

แล้วเสียงแหวกอากาศหวีดหวิวก็ดังขึ้นโดยที่อาเมียร์ไม่ทันคาดคิดจากคันธนูของเกล ไม่ทันไรพลหน้าไม้ทั้งสองก็มีอันต้องทิ้งอาวุธพร้อมกับล้มฟุบลง ส่วนม้าเทียมเกวียนหยุดวิ่งในไม่ช้าเมื่อควินกระโดดจากศพคนขับเกวียนแล้ววิ่งไปดักขู่คำรามข้างหน้ามัน

โจรทั้งสามสิ้นชีวิตไล่ๆ กันในเวลารวดเร็วโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร เด็กหนุ่มกวาดมองแผ่นหลังของเชลยหญิงกับเด็กๆ ซึ่งขดคุดคู้เบียดเสียดเต็มเกวียนอย่างหวาดหวั่น ศพของโจรสองคนที่มีลูกธนูเสียบทะลุดูจะทับเกยร่างบางคนอยู่ แต่นอกจากนั้น...อาเมียร์คิดว่าตนไม่เห็นความเคลื่อนไหวอื่นๆ

คงไม่เหลือพวกโจรบนเกวียนอีกแล้ว...ทว่าทันทีที่เขาคิดเช่นนั้น ร่างร่างหนึ่งก็ผุดพรวดขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มเชลยพร้อมกับฉุดกระชากร่างเล็กกว่าที่สั่นเทาขึ้นมาด้วย ประกายของคมมีดที่จดคอตัดกับสีหน้าซีดเผือดของหญิงสาวที่ถูกมันจี้ไว้

อย่าขยับ!” โจรคนสุดท้ายที่ซุ่มตัวอยู่ตะโกน “ไม่งั้นนังนี่ตายแน่!”

ผู้ไล่ตามทั้งสามหยุดม้าของตนทันที กระทั่งควินก็รู้ดีพอที่จะไม่ผลีผลามกระโจนเข้าไปขณะยืนขวางหน้าม้านำเกวียนอยู่

 

ปะ...ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้!” โจรร้องอีกครั้ง อาเมียร์ฟังเสียงออกว่ามันตัดสินใจทำเช่นนี้ด้วยความจนตรอก ไม่ได้มั่นใจว่าได้ผล

หมายความว่ายังมีโอกาสให้พวกเขาไล่ต้อนมันได้

ให้ปล่อยน่ะได้ แต่เจ้าต้องปล่อยพวกชาวบ้านที่จับมาทั้งหมดก่อน” เด็กหนุ่มตัดสินใจเอ่ย “ลงจากเกวียนแล้วขี่ม้าออกไปเสีย เราต้องการแค่ตัวพวกชาวบ้านคืนเท่านั้น”

ผู้ฟังกลับกลืนน้ำลายฝืดๆ ปล่อยให้โง่น่ะหรือ...เดี๋ยวพวกแกก็เอาธนูมาส่องข้าข้างหลังน่ะสิ” มันแย้ง “อย่าไล่ตามมาเด็ดขาด ข้าจะไปทั้งเกวียนนี่ล่ะ”

แล้วเจ้าขับเกวียนเองได้หรือ” อาเมียร์ติง สิ่งที่เขาเห็นว่าสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องให้ตัวประกันทุกคนเป็นอิสระเสียก่อน “ถ้าเจ้าปล่อยมือจากนาง หมาของเราก็ไม่เอาเจ้าไว้เหมือนกัน”

โจรที่เหลือเป็นคนสุดท้ายเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะพยักพเยิดมาทางพวกเขา แกคนหนึ่งมาขับเกวียนให้ข้า ถึงเมืองแล้วข้าจะปล่อย”

แล้วปล่อยให้เจ้าเอาชาวบ้านพวกนี้ไปขายให้สบายรึ ขอโทษ อยากรอดชีวิตก็อย่าโลภให้มันมากนัก!” โทมาพูดเสียงแข็งอย่างเหลืออด

เด็กหนุ่มครุ่นคิดก่อนจะเสี่ยงต่อรอง ข้าจะไปเป็นตัวประกันเอง ตกลงไหม”

หือ” โจรขมวดคิ้ว

เด็กหนุ่มล้วงเข้าไปในถุงเงินข้างเข็มขัดแล้วหยิบสิ่งที่เขามั่นใจว่าจะทำให้อีกฝ่ายตะลึงงันเป็นที่สุดออกมาชู แต่ดูเหมือนโทมากับเกลจะเบิกตากว้างไม่ต่างจากโจรคนนั้น

ระ...เหรียญพันวีร์!” โจรร้อง

ต่อให้ขายคนทั้งคันรถก็ไม่ได้เงินมหาศาลขนาดนี้ จริงไหม” อาเมียร์ย้อนถามเรียบๆ ขณะพยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไมพ่อค้าชาดานแซร์ธรรมดาอย่างตนจึงได้มีเงินมหาศาลขนาดนั้น...เผื่อว่าเขาจำเป็นต้องตอบ “หากตกลงจะไปคนเดียว เจ้าก็นำเงินนี้ไปได้เลย”

“...แล้วพวกแกจะไม่เล่นงานข้าลับหลังรึ” อีกฝ่ายไม่วายถามอย่างระแวง

บอกแล้วว่าข้าจะไปเป็นตัวประกันด้วย” เด็กหนุ่มพูดพลางเก็บเหรียญเข้าถุง ก่อนจะถอดดาบกับมีดสั้นจากเข็มขัดยื่นให้โทมา แล้วบอกเขา “มัดมือข้าที”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียดขณะกระซิบ เจ้าเอาจริงหรือ”

ข้าเอาตัวรอดได้” อาเมียร์รับรองเบาๆ “รีบพาพวกชาวบ้านกลับไป แล้วบอกแอชแค่ว่า...ข้าอาจกลับช้าหน่อย เท่านั้นพอ”

โจรบนเกวียนดูเหมือนกำลังคิดหนักกับข้อเสนอของอีกฝ่าย ไอ้หนู ถ้าแกคิดจะเล่นอะไรตุกติก หรือนั่นเป็นเหรียญปลอมล่ะ”

ข้ารับรองได้ว่าคนอื่นๆ ที่เหลือจะไม่ทำอันตรายเจ้าหรือไล่ตามไปเด็ดขาด เจ้าจะมัดมือข้าเองเลยก็ได้ แล้วถ้านั่นเป็นเหรียญปลอม ข้าจะยอมให้เจ้าฆ่า ตกลงไหม”

ส่งเหรียญมาให้ข้าตรวจดูก่อน”

พวกเราตกลงจะให้เจ้ามากแล้ว หรืออยากเอาชีวิตมาทิ้งแต่ไม่ได้เงิน” เด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งแทนไม้นวม “จริงอยู่ว่าเราต้องการรักษาชีวิตตัวประกัน แต่หากยังดื้อแพ่งไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ เราก็พร้อมจะสละตัวประกันคนเดียวเพื่อฆ่าเจ้า หรือเจ้าจะเสี่ยงกับทั้งธนูของเพื่อนข้ากับหมาข้างหลัง”

โจรครุ่นคิดอีกพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ตกลง แกมากับข้า แต่ให้ไอ้คนนั้นทิ้งธนูก่อน แล้วเอาม้ามันมาด้วย”

พูดไม่ทันขาดคำ เกลก็ลงจากหลังม้า เขวี้ยงคันธนูของเขาลงข้างทางเหมือนไม่แยแส

อีกฝ่ายหยิบหน้าไม้เล็กที่ร่วงจากศพเพื่อนมาถือในอีกมือ ขณะออกคำสั่งให้อาเมียร์กับเกลผูกม้าทั้งสองตัวไว้ด้วยกันให้เว้นช่วงพอสมควร ไม่ให้คนบนหลังม้าทั้งสองตัวสามารถสัมผัสจับต้องตัวกันได้ จากนั้นก็สั่งให้โทมามัดมือของเด็กหนุ่ม แล้วให้ชายอีกสองถอยออกไปห่างๆ

เขาถือหน้าไม้เล็งมาทางอาเมียร์ที่นั่งเป็นเป้านิ่งตลอดเวลาจนขึ้นม้าอีกตัวได้สำเร็จ จากนั้นจึงสำรวจความแน่นหนาของเชือกที่มัดเชลยว่าเป็นที่น่าพอใจ แล้วก็เริ่มควบออกไป

ถึงอันเวียนแล้วข้าจะปล่อยแก อย่าทำอะไรให้ข้าโมโหก็แล้วกัน” โจรสำทับด้วยเสียงที่มั่นคงขึ้น ดูเหมือนมันจะชะล่าใจขึ้นมากแล้วในเมื่อมีทั้งอาวุธใกล้ไกล ตัวประกัน และรางวัลอยู่ในมือ

เด็กหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงเหลียวกลับไปมองเพื่อนร่วมทางที่เหลือขณะที่ม้าวิ่งไปข้างหน้า โทมากับเกลช่วยกันย้ายศพคนขับเกวียนเดิมไปพ้นทางก่อนจะบังคับม้าให้เลี้ยวกลับสู่หมู่บ้าน

เชลยทั้งหมดปลอดภัยแล้ว และเมื่อลับสายตาทุกคน เขาก็คงเริ่ม ‘แผนการ’ ขั้นต่อไปในไม่ช้า

อาเมียร์พยายามเพ่งจิตสังหารไปยังโจรนั้น ทั้งด้วยหวังจะกำจัดมันโดยเร็วและทดสอบว่าอำนาจลึกลับของตนเป็นความจริงหรือไม่ แต่ต่อให้ไม่สำเร็จ เขาก็มั่นใจว่าตนยังพอมีวิธีเอาตัวรอดทางอื่นเช่นกัน

ทว่า...หลังจากชั่วครู่ใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เด็กหนุ่มก็เบิกตากว้างเมื่อปรากฏภาพในสายตาและความรู้สึกทั้งในร่างกายและจิตใจซึ่งตนไม่ได้คาดคิดแม้แต่น้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น