The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,812 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    96

    Overall
    5,812

ตอนที่ 31 : 1 - ผู้หลบหนี “รู้ไว้เสียตอนนี้...ว่าเจ้ากำลังพูดอยู่กับเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์แห่งธีร์ดีเร!”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ส.ค. 60

บทที่ ๑

ผู้หลบหนี

อาเมียร์พายเรือลัดเลาะหลบใต้เงาสะพานมาจนถึงฝั่งในไม่ช้า แอชลีนน์เห็นว่าที่ที่ทั้งสามมาถึงน่าจะเป็นท่าเรือในเขตเมืองชั้นนอกเพราะมีเรือตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงใหญ่ที่ดูเก่าโทรมเทียบท่าอยู่มากมาย อีกทั้งมีอาคารไม้หลายหลังตั้งอยู่ กระนั้นที่นี่กลับร้างเงาผู้คนอย่างสิ้นเชิง

นี่ยังไม่เช้าหรือ ทำไมถึงไม่มีใครอยู่เลยเด็กสาวถาม

เด็กหนุ่มกลับมีความเห็นอีกอย่างที่นี่น่าจะเป็นสุสานเรือ เรือพวกนี้ดูเก่าเกินกว่าจะใช้ออกทะเลเสียอีก

แล้ว...พอเรือมันเก่าเกินก็เอามาทิ้งไว้เสียดื้อๆ อย่างนี้น่ะหรือเด็กสาวตั้งคำถามทำไมไม่เอาไปทำอย่างอื่นล่ะ

บางทีเจ้าของเรือก็ไม่รู้จะเก็บเรือผุๆ ไว้ให้เปลืองที่ของตัวเองทำไม แล้วก็เสียเวลาจะกำจัดเรือเอง เลยลากมาทิ้งไว้ที่สุสานเรือ ถ้าข้าจำไม่ผิด คงมีคนมารื้อเรือเอาส่วนที่ใช้การได้ไปปรับปรุงใหม่ เหล็กเอาไปหลอม ส่วนอื่นอย่างไม้ก็พอทำเชื้อเพลิงได้ แต่มันก็เป็นงานหนักอยู่ ดูอย่างเรือนั่นสิเขาชี้ไปยังเรือลำหนึ่งซึ่งไม้หายไปจนเห็นแต่โครงเหล็กเปล่าๆ อยู่ครึ่งลำ ก่อนจะเปรยแต่ถ้าเป็นที่นี่ก็ดี น่าจะใช้ซ่อนตัวได้ชั่วคราวจนกว่าข้าจะจัดการธุระจำเป็นเสร็จ

ธุระจำเป็น?” แอชลีนน์ทวนคำ

ก็เรื่องเสบียง เสื้อผ้า ม้ากับรถเดินทาง แล้วก็เราจะออกนอกเมืองได้อย่างไร

อ๋อ

อาเมียร์นำเรือเล็กมาจอดที่ท่าไม้เล็กๆ ที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง แต่เมื่อผู้โดยสารอีกสองขึ้นฝั่งหมดแล้ว เด็กหนุ่มกลับสาวเชือกขึ้นมาเก็บ ปล่อยเรือเล็กให้ลอยออกไป

แอชลีนน์ลองถามดู ก็ได้ความว่าทำอย่างนี้ทางการจะตามตัวได้ยากขึ้น เด็กหนุ่มคุมตัวชาลัวห์เหมือนเดิม แล้วก็พาทั้งสามไปตามแนวโกดังที่ดูรกร้างและผุโทรมไม่ต่างจากเรือข้างนอก

ถึงหน้าโกดังหลังหนึ่งที่มีกุญแจกับโซ่มัดแน่นหนา อาเมียร์ก็เข้าไปรื้อมันออกแล้วเปิดเข้าไป

เด็กสาวย่นจมูกกับกลิ่นอับในนั้น ขณะที่เด็กหนุ่มจุดตะเกียงขึ้น เผยให้เห็นอาคารที่เต็มไปด้วยลังไม้และถังไม้เก่าๆ ฝุ่นจับเขรอะ หยากไย่บนมุมเพดานสะท้อนแสงเห็นเป็นตาข่ายเรืองๆ

ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะออกไปซื้อของอาเมียร์พูดอย่างนั้น แต่กลับตรงไปเอาเชือกมัดแขนทั้งสองของชายอีกคนไพล่หลัง อีกฝ่ายไม่พูดคัดค้านอะไรแม้จะร้องออกมาเบาๆ ในทีแรกมีมีดสั้นอยู่ใช่ไหม เก็บไว้ให้ดีๆ ล่ะ

อื้อแอชลีนน์มองเด็กหนุ่มดึงตัวชายหนุ่มไปยังเสาไม้กลางโกดัง แล้วมัดปลายเชือกที่เหลือจากการมัดมืออีกฝ่ายรอบเสา

อย่าเข้าใกล้เจ้านี่มากไป แล้วถ้าเกิดอะไรก็ไม่ต้องไปสนใจมัน รีบหนีออกไปแล้วทิ้งมันไว้อย่างนี้แหละ มีเรื่องอะไรให้พยายามไปหาข้า...แถวหน้าโบสถ์ใหญ่ที่สุดของเมืองชั้นนอกก็แล้วกัน ถ้าข้าเห็นว่าเกิดเรื่องที่นี่จะไปตรงนั้นแทน

ได้เด็กสาวรับขณะดูอาเมียร์ถอดชุดเกราะของทหารยามออกไป คงไว้เพียงเสื้อและกางเกงธรรมดา

เดี๋ยวขอยืมช้องผมด้วย

แอชลีนน์ถอดผ้าคลุมออก ตามมาด้วยสิ่งที่เขาร้องขอ เส้นผมของเธอทิ้งตัวลงมาคลุมบ่าอย่างไม่เรียบร้อยนัก แต่เด็กสาวก็เดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มโดยไม่คิดจะหวีหรือปัดมันก่อน

ขอบใจอาเมียร์เอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกมา แต่เธอกลับบอก

หันหลังมา

ข้าใส่เองได้

เดี๋ยวก็เก็บผมไม่หมดหรอก

เด็กหนุ่มจึงยอมหันหลังให้ตามคำบอก ถึงอย่างนั้น แอชลีนน์ก็แหงนมองเรือนผมของเขาที่สูงเลยศีรษะของเธอขึ้นไปก่อนจะพูดต่อ

ย่อตัวหน่อยสิ

เส้นผมสีดำของอาเมียร์ยังรวบมัดไว้เหมือนที่เห็นจนชินตา ทีแรกเธอคิดจะคลายผมออกมามัดใหม่ แต่พอสัมผัสดูก็พบว่าผมของเขาจับเหนียวเป็นกระจุก

ก็ไม่ได้สระผมมานานมากนี่นา... เธอคิดอย่างเห็นใจ

หลังจากนี้ ไปหาที่ล้างผมหน่อยก็ดีนะเด็กสาวเปรยขณะใส่ผมหางม้าของเขาลงไปในคอเสื้อ

ข้ารู้...เดี๋ยวก่อนออกไปคงต้องโกนหนวดก่อนด้วย ผมน้ำตาลแต่หนวดดำนี่คงดูประหลาดพิกลใช่ไหม

แอชลีนน์หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตั้งคำถามอย่างสงสัยแล้วจะใช้อะไรโกน

มีดสั้นทหารที่ฉกมาก็พอใช้ได้นั่นล่ะ

ก็ดี รีบโกนล่ะ ข้าชอบอาจารย์ตอนไม่มีหนวดมากกว่าครั้งนี้เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไร เด็กสาวเองก็เพิ่งนึกถึงเรื่องอะไรขึ้นมาได้เกี่ยวกับช้องผมแล้ว...อาจารย์...

เรียกอาเมียร์เฉยๆ ก็ได้ ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของใครๆ ทั้งนั้นแล้วนี่คำพูดของเขาทำให้เธอประหลาดใจว่าแต่มีอะไรหรือ

เอ้อ...ข้าแค่อยากถามว่า...จะให้ข้าปลอมตัวเป็นผู้ชายเหมือนเดิมดีไหม แต่...ไม่รู้สินะเธอแตะช้องผมเบาๆ แก้ประหม่าแต่งตัวเป็นผู้หญิงเหมือนเดิมคงไม่มีพิรุธใช่ไหม ช้องผมนี่ข้าจะได้ยกให้อาจารย์...เอ้อ...อาเมียร์ไปเลย หรือ...หรือแต่งตัวเป็นผู้หญิงจะรุ่มร่ามเกินไป

ก็คงไม่กระมัง ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าเราจะใช้รถม้าเดินทางไปจนถึงยาร์ลาธ ไม่ต้องเดินทางสมบุกสมบันนักหรอก

แล้ว...ท่านจะพูดอย่างไรล่ะ เวลาไปซื้อเสื้อผ้าผู้หญิง

ก็บอกว่าซื้อให้น้องสาวอย่างไรล่ะ ไม่เห็นจะยากเลย ข้าเคยตามแม่ไปซื้อเสื้อผ้าให้นาสิรากับฟาร์ฮานาห์เหมือนกัน—โอ๊ย!

ขอโทษแอชลีนน์บังคับเสียงของตนไม่ให้ห้วนขึ้น มือของเธอเพิ่งปาดเก็บผมของเขาแรงเกินไปจนเล็บเผลอโดนเนื้อของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้

“...มะ...ไม่เป็นไรอาเมียร์เว้นช่วงก่อนตอบเหมือนลังเล

แต่ท่านไม่เคยซื้อเสื้อรัดทรงกับเสื้อผ้าชั้นในแน่ๆ ล่ะ มีพี่ชายที่ไหนเขารับซื้อของแบบนั้นให้น้องสาวตัวเองบ้างเด็กสาวนึกเรื่องมาติงด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว

เอ่อ...เด็กหนุ่มรับนั่นสินะ

แล้วก็คงเลือกสีเสื้อผ้ากับลายที่ถูกใจผู้หญิงที่โตแล้วไม่เป็นด้วย เพราะฉะนั้น ซื้อเสื้อผ้าผู้ชายมาให้ข้าแทนก็แล้วกัน ซื้อช้องผมเพิ่มด้วย เอาสีคล้ายๆ อันนี้ล่ะจะได้ดูเป็นพี่น้องกันได้เด็กสาวพูดต่อข้าแต่งเป็นผู้ชายจนชินตาท่านแล้วนี่ เสร็จละ

เธอคลายมือจากช้องผมของเขา ก่อนจะถอยไปปัดๆ ฝุ่นบนลังไม้ใบหนึ่งแล้วนั่งลงบนนั้นรีบกลับมาล่ะ

อะ...อืออาเมียร์พยักหน้า

เด็กสาวมองเขาหยิบมีดสั้นกับถุงเงินออกไปนอกโกดังร้างก่อนที่ประตูจะปิดลง มีเสียงดึงโซ่มาพันที่จับประตูให้เรียบร้อยเหมือนเมื่อก่อนหน้า

พอไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วนั่นเอง เธอถึงได้ระบายลมหายใจดังฮึแล้วแกว่งขาจนกระทบกับลังไม้ดังกึกๆ

แต่แล้วเด็กสาวก็เลิกขยับขา เสหลบไปแล้วนิ่งเงียบไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อตระหนักได้ว่าสายตาอีกคู่หนึ่งกำลังลอบมองตนเองอย่างสงสัยจากบริเวณเสากลางโกดัง

เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา แอชลีนน์จึงรีบลุกย้ายไปยังลังอีกใบซึ่งอยู่ค่อนไปทางด้านหลังของชายที่นั่งอยู่หน้าเสาโกดัง แล้วก็นึกตัดพ้อใครอีกคนอยู่ในใจต่อไป

 

องค์หญิง! องค์หญิง! ทรงตื่นบรรทมเร็วเพคะ!

เสียงเคาะประตูและตะโกนเรียกดังๆ ทำให้หญิงสาวลืมตาที่หนักอึ้งขึ้น เธอรู้สึกปวดมึนศีรษะอย่างประหลาด

นั่นเสียงคุณท้าวทราซานี่นา เคียรารีบลุกขึ้น แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาในห้องจนสว่างทีเดียว นี่เธอตื่นสายขนาดนี้เชียวหรือ

พอมองไปบนเตียงก็เห็นโปงผ้าห่ม เหลือเชื่อจริงๆ ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ยังบรรทมอยู่ได้ทั้งๆ ที่มีเสียงดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง

องค์หญิง ทรงตื่นบรรทมได้แล้วเพคะ เช้าแล้ว…เคียราพูดได้เพียงเท่านั้นเมื่อเลิกผ้าห่มขึ้นก่อนจะเบิกตากว้าง

ไม่มีร่างของเจ้าหญิงแอชลีนน์ มีแต่หมอนข้างอยู่เท่านั้น

หญิงสาวมองไปรอบห้อง เธอเห็นหนังสือวางเปิดเป็นตั้งบนโต๊ะทรงอักษร มีรอยฉีกชัดเจน กล่องเครื่องเย็บปักถักร้อยเปิดค้างอยู่ข้างๆ หนังสือ และที่ฉากไม้ไม่มีชุดของเธอแขวนอยู่

ประตูเปิดเข้ามาตอนนั้น เคียราสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันไปเห็นร่างท้วมของคุณท้าวทราซาอยู่หน้าประตู อีกฝ่ายดูตกใจไม่แพ้กับเธอ

เคียรา! นี่เจ้าไม่ได้…

ร่างสูงร่างหนึ่งเบี่ยงตัวผ่านร่างของหญิงวัยกลางคนเข้ามา หญิงสาวในห้องยกสองมือขึ้นป้องปิดไหล่ของตนที่มีเพียงเสื้อนอนทับอยู่ตามสัญชาตญาณเมื่อพบว่านั่นคือดูลัส ใบหน้าของเธอพลันร้อนผ่าว

แต่ชายหนุ่มไม่สนใจเธอเลย เขาตรงไปที่โต๊ะอักษร พลิกดูหนังสือที่เปิดค้างอยู่เล่มบนสุดครู่หนึ่งก่อนจะรื้อดูเล่มอื่นๆ บ้าง แล้วก็เปรยขึ้นแผนที่บริเวณเมืองหลวงถูกตัดออกไป

หมายความว่าอย่างไรคุณท้าวทราซาตั้งคำถามหลังผ่านไปครู่หนึ่ง

เจ้าหญิงแอชลีนน์...ทรงเป็นคนพานักโทษทั้งสองคนหลบหนีดูลัสตอบอย่างเคร่งขรึม

เคียราแทบไม่เชื่อหูตนเอง ส่วนหญิงวัยกลางคนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทรุดลงเสียเฉยๆ จนนางกำนัลสาวรีบถลาเข้าไปประคองนางคุณท้าว!

เธอพยุงหญิงผู้มากวัยกว่าไปที่เก้าอี้ซึ่งดูลัสรีบเลื่อนเข้ามาให้ หลังจากนั้นคุณท้าวทราซาก็หยิบตลับยานัตถุ์ขึ้นมาสูดหายใจเฮือกๆ นัยน์ตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ

นี่มันเรื่องอะไรกันหรือคะ ท่านดูลัสนางกำนัลสาวตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้น นักโทษสองคน...หมายถึงลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซากับคนทะเลทรายนั่นหรือคะ เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงพาพวกเขาหนีไปได้อย่างไร

ดูเหมือนเจ้าหญิงจะทรงปลอมพระองค์เป็นเจ้าองครักษ์หนุ่มเล่าช้าๆ ด้วยเสียงที่ฟังเหมือนข่มอารมณ์ไว้เสด็จลงไปที่ครัว ขอนำอาหารไปให้ทหารยามที่คุกกรงน้ำ วางยานอนหลับในอาหารของทหารพวกนั้นแล้วพานักโทษลงเรือเล็กหนีไป ทีแรกพวกเรานึกว่าเจ้าเป็นคนทำเรื่องทั้งหมดแล้วหนีไปกับพวกมัน เพราะเจ้าลงไปที่คุกกรงน้ำแล้วก็หายตัวไป ไม่ได้กลับไปที่ห้อง

เคียราตะลึงงันกับเรื่องทั้งหมด กระนั้นใจยังจดจ่อกับเรื่องอีกด้านมากกว่า

แต่...เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เจ้าหญิงแอชลีนน์น่ะหรือจะทรงพาคนพวกนั้นหนี พวกมัน...พวกมันต้องจับเจ้าหญิงเป็นตัวประกันแน่ๆ เจ้าหญิงทรงไม่มีวันทำอะไรอย่างนี้เด็ดขาด!

เจ้าหญิงทรงนำแผนที่พวกนี้ไป นั่นแสดงว่าทรงวางแผนไว้แต่แรกแล้วชายหนุ่มติง

ไม่จริง...น้ำตาของเคียราเริ่มรื้นขณะที่เธอสั่นศีรษะเบาๆ

กระนั้น สิ่งที่ความทรงจำเรียกคืนมากลับฟ้องอีกอย่าง เจ้าหญิงแอชลีนน์เสด็จไปที่ท่าเรือเล็ก ขอพบท่านหมอหลวง ขอไปที่ห้องสมุดเพื่อนำหนังสือที่มีแผนที่พวกนี้มา ขอให้เธอมานอนอยู่เป็นเพื่อนที่ห้อง แล้วยังขอให้เธอช่วยดื่มเอ็กน็อกที่ยังไม่หมดให้ จากนั้นเธอก็หลับไม่รู้เรื่องราวมาจนถึงเมื่อครู่นี้

เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงทำอย่างนี้ได้อย่างไร ก็รู้ว่าเป็นห่วงชายชาวทะเลทรายคนนั้น แต่ลองอีกฝ่ายพาลูกเจ้ามณฑลชอร์ซาไปด้วยก็แสดงว่าร่วมมือกันอยู่แล้วแน่ๆ ไม่ใช่หรือ

คงไม่ใช่ว่าเจ้าหญิงทรงอยากช่วยชายชาวทะเลทรายนั่นไปคนเดียว แต่ก็กลายเป็นว่าเขาเผยธาตุแท้และจับพระองค์เป็นตัวประกันเพื่อหนีไปกับผู้สมรู้ร่วมคิดใช่ไหม

หรือว่า...มีอำนาจอะไรทำให้พระองค์ทรงทำอย่างนั้น ต้องใช่แน่ๆ เจ้าคนทะเลทรายนั่นมีเวทมนตร์ร้ายกาจ เรื่องสะกดบังคับจิตใจผู้อื่นจะทำไม่ได้เชียวหรือ

ข้าจะรีบไปแจ้งท่านผู้สำเร็จราชการเสียงเอ่ยของดูลัสดึงเธอออกจากห้วงความคิดเจ้าก็...รีบไปแต่งตัวเถอะ เคียรา

คะ...ค่ะหญิงสาวรับด้วยสีหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง

เธอเหลือบมองร่างขององครักษ์หนุ่มที่เดินออกไปจากห้องก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ด้วยความกังวล ขณะที่คุณท้าวทราซาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาอย่างไม่ปิดบัง

 

ผู้หลบหนีสองคนในโกดังนั่งอยู่ในความเงียบเป็นนาน

ชาลัวห์สังเกตเวลาที่เคลื่อนผ่านไปจากความสว่างของแสงซึ่งส่องลอดรอยแตกบนเพดานจุดหนึ่ง ดูเหมือนจะเช้าแล้ว ไม่รู้เจ้าคนทะเลทรายนั่นจะกลับมาเมื่อไร แต่กลับมาเร็วเท่าไรก็ดีเท่านั้น หวังว่ามันคงจะไม่ถูกจับไปเสียก่อน ถึงเนื้อแท้เขาจะไม่อยากเอาใจช่วยมันไม่ให้ถูกทหารจับได้นัก ทางรอดของเขาขึ้นอยู่กับมันเพียงคนเดียวแล้วตอนนี้

โดนมัดมือไพล่หลังอย่างนี้เมื่อยไหล่เป็นบ้า แถมปลายนิ้วขวาทุกนิ้วยิ่งปวดตุบๆ ชายหนุ่มอยากไปหาหมอฝีมือดีให้เร็วที่สุด แต่ในสถานการณ์นี้คงไม่มีทางต่อรองกับคนทรายนั่นได้แน่ๆ

เอ...หรือจะต่อรองกับแม่สาวที่จู่ๆ ก็เข้ามาพาเขากับมันหนีไปดี ขอให้ช่วยพูดกับเจ้าคนทรายนั่นสักหน่อยว่าเขาเจ็บแผลจะแย่อยู่แล้ว น่ากลัวแผลจะอักเสบ ผู้หญิงน่าจะใจอ่อนกว่าผู้ชาย และชาลัวห์เองก็มั่นใจว่าตนเองมีดีพอที่จะทำให้ผู้หญิงโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะอย่างน้อยเขาก็โน้มน้าวสำเร็จมาหลายคนแล้ว

นางกำนัลสาวนี่ก็ท่าทางจะไม่ใช่ผู้หญิงที่หวงเนื้อหวงตัวอะไรนัก เห็นพูดจาสนิทชิดเชื้อ ถูกเนื้อต้องตัวกับเจ้าคนทะเลทรายนั่นก็บ่อย คงถูกมันเกี้ยวตอนอยู่ในวังจนติดใจลมปาก...หรืออะไรก็ตามที่มากกว่านั้น...เลยยอมพาหนีออกมากระมัง

ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น...เขาก็นึกไม่ออกว่าเธอไปรู้จักกับเจ้านั่นได้อย่างไร แต่จะว่าไป หน้าตากับน้ำเสียงของเธอเท่าที่เห็นรางๆ ตอนอยู่ไกลๆ กับอยู่ใต้แสงสลัวก็คุ้นหูอย่างประหลาด ถึงตอนนี้จะเห็นไม่ชัดเพราะเธอย้ายไปนั่งอยู่แถวข้างหลังเขา จะเหลียวหลังไปมองก็นึกได้ว่าชายคนทรายเคยพูดว่าเธอมีมีดสั้น ไม่ควรประมาทดีกว่า

เพราะฉะนั้น เริ่มเจรจาก่อนให้คุ้นๆ กันไว้น่าจะดีที่สุด

เอ่อ...คุณผู้หญิง

หือ?” เสียงของอีกฝ่ายตอบรับ

คือ...ถึงอย่างไรเราก็ต้องร่วมทางกันไปอีกนาน มาทำความรู้จักกันสักหน่อยดีไหม

มีเพียงความเงียบพักหนึ่ง ก่อนเสียงที่เขาเคยฟังว่าหวานใช้ได้จะไม่หวานเสียแล้วเพราะกลับเป็นขุ่นเขียวแทน

ข้าไม่อยากทำความรู้จักกับฆาตกรอย่างเจ้า เงียบไปเลย

ฆาตกร...เจอคำนั้นตอกหน้าไปตรงๆ ชายหนุ่มก็หน้าชาไป แต่เพียงไม่นานความกลัวก็กลับกลายเป็นโทสะ เพราะมันทำให้เขานึกขึ้นมาว่าตนเองต้องตกอยู่ในสภาวะนี้เพราะใคร

ไอ้คนสวมเสื้อคลุมปกปิดหน้าตานั่นแท้ๆ ! เพราะมันมาชักชวนเขาให้ยอมร่วมมือโกงการประลองกับแม่มดนั่น...แถมพอเขาแพ้ก็ยังมายุให้เขาตกลงฆ่าเฟย์ลิมเพื่อขึ้นมาเป็นผู้ชนะแทนเสียอีก!

เพราะมัน...ถ้ามันไม่มาเสนอให้เขาทำเรื่องทั้งหมดนี้ แถมรับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าถ้าใช้เวทมนตร์จะไม่มีใครจับได้ เขาก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้หรอก...

ข้า...ข้าไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อยชาลัวห์คิดว่าตนควรยืนกรานไม่ยอมรับไปก่อน

อ้อเหรอเสียงของหญิงสาวบอกชัดว่าไม่เชื่อไม่ได้ฆ่าแล้วทำไมรับจะไปขอขมาพ่อแม่ของเฟย์ลิมเขาล่ะ

กะ...ก็ถ้าไม่ทำอย่างนั้น...ข้าต้องตายแน่ๆ นี่นา ขะ...ข้าก็แค่หาทางเอาตัวรอดไปก่อนเท่านั้นเอง!

เจ้าหล่อนส่งเสียงฮึเบาๆเจ้านี่มันน่าสมเพชจริงๆ

ทำไมถึงพูดอย่างนั้น!

ข้าจะเอาคำพูดเมื่อครู่นี้ไปบอกอาเมียร์ ดูซิว่าเขาจะทำอย่างไร

ยะ...อย่านะ!ชาลัวห์ร้องเสียงหลงขะ...ข้าไม่ได้...ข้าก็แค่...ข้าแค่พูดความจริง ข้าไม่ได้ฆ่าใคร ตะ...ตอนนั้นข้าก็แค่คิดว่าเจ้าคนสวมผ้าคลุมนั่นพูดเล่น ก็เลย...เลยรับคำไป

ในห้องไต่สวน นางแม่มดนั่นบอกว่าเจ้าสั่งให้นางฆ่าอาเมียร์ด้วย นั่นก็พูดเล่นๆ เหมือนกันหรือ อย่านึกว่าข้าจำไม่ได้นะ

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่ารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นดีที่สุด

ท่านอยู่ในห้องไต่สวนด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้น...ถ้าอย่างนั้นท่านก็คือนางกำนัลของเจ้าหญิงแอชลีนน์น่ะสิ อ้อใช่ คนที่ข้าไปพบที่หน้ามหาวิหารในวันก่อนประลองนี่เอง!

ใช่หญิงสาวรับเสียงเย็นคนที่เจ้าทำรุ่มร่ามด้วยนั่นล่ะ

โธ่! ข้าก็แค่จะจูบมือทักทายท่านหญิงตามมารยาทเท่านั้นเองขอรับ ว่าแต่...ท่านหญิงมารู้จักกับไอ้...เอ้อ...กับคนทะเลทรายนั่นได้อย่างไรขอรับ

ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ธุระอะไรที่ข้าจะต้องบอก

ข้า...ข้าเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์นะขอรับ ข้า...ที่ข้าบอกว่าเขาเป็นคนสวมผ้าคลุมนั่นเป็นเพราะข้าถูกทรมานให้รับสารภาพ ท่านก็เห็นมือข้าแล้วนี่ พวกมันทำเสียจนมือของข้าบาดเจ็บหนักขนาดนั้น ข้าพยายามทนไว้เต็มที่แล้ว...แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมสารภาพ ช่างน่าอดสูจริงๆ อะ...อันที่จริง ข้าเป็นคนรักความถูกต้องนะขอรับ

อ้อเหรอเธอรับอีกครั้งถ้ารักความถูกต้องจริงๆ ก็แสดงว่าเจ้าจะตอบคำถามต่อไปนี้ของข้าตามสัตย์สินะ

ขอรับ! แน่นอนขอรับ!

สาบานต่อองค์สุริยเทพ

ชาลัวห์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบขอรับ...สาบานขอรับ!

ถ้าเจ้าพูดความเท็จ ขอให้ถูกองค์สุริยเทพลงทัณฑ์เสียให้มอดไหม้ในนรกชั่วนิรันดร์ พูดมาตามนี้

เอ่อ...

พูดสิ!เจ้าหล่อนขู่ฟ่อ

ถ้าข้า...พูดความเท็จ ขะ...ขอให้ถูกองค์สุริยเทพลงทัณฑ์เสียให้...มอดไหม้ในนรก...ชั่วนิรันดร์

ชายหนุ่มบอกตนเองว่าคำสาบานมันก็แค่คำพูดลอยๆ เทพเจ้าไม่มีจริง แล้วจะมาลงโทษเขาจริงๆ ได้เสียที่ไหน คนที่เลวกว่าเขามีมากมายถมเถไป เขาไม่ใช่คนที่เลวที่สุดสักหน่อย

เขาได้ยินเสียงฝีเท้า แล้วจึงเห็นหญิงสาวเดินมานั่งบนลังใบเดิม แสงแดดที่ส่องลงบนพื้นทำให้เขาพอเห็นเธอชัดขึ้น

ดูเหมือนเธอจะเด็กกว่าที่เขาคิดในทีแรก น่าจะอยู่ในวัยไม่เกินยี่สิบ เส้นผมยาวปรกหลังไหล่ที่เขาเคยคิดว่าสีเข้มกว่านี้กลับดูสีอ่อนลง จัดอยู่ในสีระหว่างทองกับน้ำตาลเกาลัด ผิวขาวเหมือนคนไม่ค่อยถูกแดด ส่วนหน้าตาก็น่ารักจิ้มลิ้มไม่เลว ตาโตสีน้ำตาลเข้ม ปากนิดจมูกหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับสวยสะดุดตาจนต้องเหลียวมอง

ชาลัวห์มองเลยลงต่ำกว่านั้นตามความเคยชิน ร่างของเธอเพรียวบาง ไม่ได้มีทรวดทรงโค้งเว้าเด่นชัดเท่ากับผู้หญิงแบบที่เขาชอบ แต่ก็จัดได้ว่าน่ารักน่าทะนุถนอมดี

ทว่าคำพูดของเธอสิ ฟังดูไม่น่ารักน่าทะนุถนอมเอาเสียเลย

เจ้าโกงสอบข้อเขียนหรือเปล่า

เอ้อ...ชายหนุ่มเริ่มอึกอัก

ตอบมาตามตรง โกงหรือไม่โกง

ขะ...ข้าไม่ได้โกงนะ ท่านพ่อ...ท่านพ่อต่างหากที่จัดการให้

แล้วเขาจัดการให้อย่างไร

คือ...ในคณะกรรมการตรวจข้อสอบมีคนที่สนิทกับท่านพ่ออยู่ ท่านพ่อเลยให้...ให้เขาตรวจข้อสอบของข้า แต่...แต่ข้าก็ต้องทำได้เองอยู่ไม่น้อยละ

หญิงสาวไม่พูดตอบ แต่ถามต่อไปแล้วเจ้าโกงจับสลากการสอบแผนการรบหรือเปล่า

อะ...อันนั้นข้าก็ไม่ได้โกง แต่ท่านพ่อ...ช่วยฝากคนจับสลากให้...ให้ได้ที่ดีๆ

เธอทำสีหน้าเหมือนกับเหยียดหยามเขาเต็มประดาจนชาลัวห์รู้สึกโมโหขึ้นมา

เขาไม่ได้ทำผิดอะไรมากมายสักหน่อย เรื่องทดสอบใครๆ เขาก็ฝากฝังคนรู้จักกันทั้งนั้น ใช่จะมีเขาคนเดียว

แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร คิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนถึงได้ทำตัวเหมือนเป็นผู้พิพากษาเขาอย่างนี้ ลองได้เป็นนางกำนัลก็คงจะเป็นธิดาขุนนางสักคน แต่คงไม่มียศสูงมาก มิหนำซ้ำตัวเองยังลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับผู้ชายชาวทะเลทราย ถึงขั้นพาเจ้าคนทรายนั้นหนีจากคุกในวัง หากถูกจับกลับไปจะไม่ถูกลงโทษสถานหนักได้อย่างไร

แล้วถ้าตัวชายหนุ่มเองไม่ถูกมัดมือไว้เสียแน่นหนาอย่างนี้ แถมมือขวายังบาดเจ็บอยู่อีก เขาคงนึกอยากจะสั่งสอนเจ้าหล่อนให้หลาบจำสักทีสองที ลองทอดตัวให้ไอ้คนทะเลทรายนั้นไปแล้ว...เธอก็ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าพวกผู้หญิงในย่านโคมแดงที่เขาคุ้นเคยนักหรอก

ส่วนเรื่องโกงรอบที่สาม กับเรื่องสั่งฆ่าเฟย์ลิม เจ้าก็บอกว่าตัวเองทำไปเพราะคนสวมผ้าคลุมนั่นเกลี้ยกล่อมสินะ

ใช่เขาตอบห้วนๆแล้วเจ้าจะถามเรื่องทั้งหมดนี้ไปทำไม

ก็เพราะข้าอยากฟังกับหูของตัวเองน่ะสิเด็กสาวตอบด้วยสีหน้าแข็งกร้าวว่าเจ้าทำเรื่องทุกอย่างจริงๆ ใช่ไหม

ถ้าอย่างนั้นก็รู้ไว้เสียด้วยว่าข้าไม่ได้ทำ! คนอื่นๆ ต่างหากที่มาทำให้ข้าโดยที่ข้าไม่ได้ขอ! เป็นอย่างนี้แล้วข้าผิดด้วยหรือ!

คนฟังขมวดคิ้ว ใบหน้าดูบึ้งตึงขึ้นทันที

ถ้าอาเมียร์ไม่ได้อยากให้พ่อแม่เฟย์ลิมเป็นคนตัดสินโทษของเจ้าเอง ข้าจะสั่งให้พวกราชมัลทรมานเจ้าให้หนักที่สุดก่อนจะสั่งประหารชีวิตเจ้าแน่ๆ ! ข้าไม่เคยเจอใครที่หน้าด้านขนาดเถียงข้างๆ คูๆ ได้ว่าตัวเองไม่ผิด แถมยังโยนความผิดให้พ่อได้หน้าตาเฉยอย่างเจ้าเลย!

ก็ข้าไม่ผิดจริงๆ จะให้ข้าพูดอะไรได้!ชาลัวห์ย้ำ แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ถึงจะได้มาตัดสินโทษของข้า! เจ้ามันก็แค่นางกำนัลโง่ๆ ที่ติดใจไอ้คนทรายนั่นจนพามันหนีมาเท่านั่นละ! ถ้าถูกพวกทหารจับได้ก็ไม่พ้นโดนขังโดนทรมานโดนประหารเหมือนกัน! คิดดีอย่างไรถึงถือตัวมาตัดสินโทษของข้า!

คราวนี้เด็กสาวชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเธอพลันแดงก่ำขึ้น

เจ้าต่างหาก...คิดดีอย่างไรถึงพูดกับข้าอย่างนี้! ไม่รู้เลยหรือว่าเรื่องชั่วๆ ทั้งหมดที่เจ้าทำลงไปเป็นเพราะหวังจะครอบครองตัวข้าทั้งนั้น! เจ้าคิดแต่จะให้ได้ข้ามาครองทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำหรือว่าข้ามีหน้าตาเป็นอย่างไร...คิดอย่างไร...นิสัยใจคอเป็นอย่างไร!

ชาลัวห์เริ่มงุนงงจนกะพริบตาปริบๆมะ...หมายความว่าอย่างไร

ไอ้คนเลว! เด็กสาวผุดลุกขึ้นยืนก่อนจะชี้ปลายมีดสั้นในฝักมาทางเขา รู้ไว้เสียตอนนี้...ว่าเจ้ากำลังพูดอยู่กับเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์แห่งธีร์ดีเร!

ชายหนุ่มอ้าปากค้าง และยิ่งแทบอ้ากว้างจนกรามค้างขึ้นไปอีกเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์บนฝักมีดสั้น แม้จะอยู่ไกล แต่ตราทองคำรูปไม้กางเขนซึ่งมีรัศมีวงกลมขนาดใหญ่วงหนึ่งล้อมรอบปลายเส้นที่ด้านบนทั้งสามเส้นนั้นคือตราประจำพระราชวงศ์อลาสตาร์แน่นอน

เด็กสาวตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาก็น่ารักอยู่แต่ท่าทางเอาเรื่องคนนี้น่ะหรือคือเจ้าหญิงแอชลีนน์?

ในความคิดของชาลัวห์...เขาเคยจินตนาการว่าเจ้าหญิงย่อมสูงส่งสวยสง่า พระจริยาวัตรงดงามเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี และที่สำคัญที่สุดคือมีพระสิริโฉมงดงามเลิศล้ำ หากให้เทียบตามลักษณะที่กวีมักจะขับลำนำชมโฉมไว้คือมีเกศาทองดั่งแสงภาณุมาศ เนตรสาดสีฟ้าชลาใสทั้งพระเศียรจรดพระบาทาย่อมงามเหนือหญิงอื่นๆ

แล้วพ่อก็บอกว่าหากได้อภิเษกกับเจ้าหญิง ชาลัวห์จะเป็นราชาที่มีอำนาจเหนือใครในแผ่นดิน ตระกูลชอร์ซาของเขาย่อมรุ่งเรืองขึ้นมาก ได้ทั้งหญิงงาม อำนาจ และชื่อเสียง...เช่นนี้แล้วใครกันจะไม่อยากแต่งงานกับเจ้าหญิงแอชลีนน์

ชายหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่าตั้งแต่ตอนที่ได้ข่าวพระราชา ราชินี และเจ้าชายรัชทายาทถูกลอบปลงพระชนม์ เขาก็ยึดมั่นกับความคิดนี้มาตลอด...โดยไม่แม้แต่จะตั้งคำถามด้วยซ้ำว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นคนงามจริงหรือ เขาเคยเห็นเจ้าหญิงจากที่ไกลๆ เพียงไม่กี่ครั้ง อย่างในงานประลอง และในห้องไต่สวน ในทั้งสองโอกาสนั้น พระองค์ประทับอยู่ไกล และเขาก็จดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นจนไม่ทันสังเกตจริงๆ ด้วยซ้ำว่าทรงมีพระสิริโฉมเป็นเช่นไร

ฝะ...ฝ่าบาท...กระหม่อมไม่ได้...ไม่ได้ตั้งใจจะ...กระหม่อมก็แค่ไม่ทราบว่าพระองค์คือพระองค์...ชาลัวห์รีบพูดตะกุกตะกัก

อ้อ! ใช่สิเจ้าหญิงแอชลีนน์รับเจ้าไม่เคยมองข้าตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เจ้าก็แค่อยากแต่งงานกับใครก็ตามที่มีฐานะเป็นเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเรเพื่ออำนาจ...ถึงจะต้องโกงหรือฆ่าคนอื่นเท่านั้นเอง!

กะ...กระหม่อม...กระหม่อมไม่ได้...

ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วเด็กสาวเอ่ยเสียงแข็งข้าเห็นธาตุแท้ของเจ้าชัดเจนหมดแล้ว และข้าจะบอกอาเมียร์เรื่องที่เจ้าบอกข้าทั้งหมดแน่นอน

ยะ...อย่านะ!!ชายหนุ่มร้องเสียงหลงมัน...มันต้องฆ่าข้าแน่ๆ ได้โปรดเถอะ!

แล้วตอนที่เจ้าคิดจะฆ่าเฟย์ลิมกับอาเมียร์...เจ้าเคยคิดย้อนอย่างนี้บ้างหรือเปล่า ไม่เคยมีใครสั่งสอนหลักของนักรบหรืออย่างไร ว่าถ้าพร้อมที่จะฆ่า ก็ต้องพร้อมที่จะถูกฆ่าด้วยกระทั่งข้าเป็นผู้หญิงแท้ๆ ยังได้เรียนมาเลย!

ตะ...แต่ข้าไม่ใช่นักรบนี่...ข้า...ข้าเป็นนายอำเภอ—

เถียงข้างๆ คูๆ อีกแล้ว!!เจ้าหญิงขึ้นเสียง

เสียงโซ่ที่ดังกุกกักอยู่หน้าประตูทำให้ทั้งสองเงียบไปทันควัน

ผู้ที่เข้ามาสวมหมวกฟางปีกกว้าง ถือถุงผ้าใบใหญ่ที่ดูพองโตด้วยข้าวของข้างใน และแต่งตัวเหมือนพวกคนระดับล่างซึ่งปกติชาลัวห์ไม่ใคร่ใส่ใจจะมองนัก

พออีกฝ่ายปิดประตูลงและถอดหมวกฟางออก ชายหนุ่มก็เห็นว่านั่นคือเจ้าคนทรายคนนั้นจริงๆ เขายังสวมช้องผมสีน้ำตาลอยู่แต่โกนหนวดแล้ว

เรียบร้อยเด็กหนุ่มหันไปบอกเจ้าหญิงแอชลีนน์ ก่อนจะถามเมื่อเห็นเธอยืนถือมีดสั้นนิ่งอยู่มีอะไรหรือ

ชาลัวห์กลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะที่ท้ายทอยเริ่มร้อนวูบวาบ เกิดเจ้าหญิงเอ่ยปากเรื่องนั้นขึ้นมาละก็...

เอ่อ มะ...ไม่มีอะไรเด็กสาวกลับตอบไปเช่นนั้นก่อนจะหันหลังให้อีกฝ่าย

ดูเหมือนเจ้าคนทะเลทรายจะไม่สังเกตพิรุธอะไร เขาวางถุงใบใหญ่ลงบนลังที่เจ้าหญิงแอชลีนน์เคยนั่ง ก่อนจะล้วงเข้าไปในถุงแล้วหยิบผ้าสองสามพับขึ้นมาพร้อมกับช้องผมสั้นสีน้ำตาลอีกอันเดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อในนี้นะ ข้าจะพาเจ้านี่ไปล้างแผลข้างนอก

ชาลัวห์ไม่รู้จะนึกขอบคุณเจ้าหญิงที่เงียบไว้ หรือขอบคุณเจ้าคนทะเลทรายที่อุตส่าห์มีแก่ใจนึกถึงแผลของเขาดีหรือเปล่า แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มค้นของจากในถุงใบใหญ่ย้ายมาใส่ถุงผ้าใบเล็กอีกใบ ในของพวกนั้นชายหนุ่มเห็นเสื้อผ้าสองสามพับคล้ายกัน ม้วนผ้าสีขาว กับขวดแก้วใบใหญ่สีเข้มใบหนึ่ง

เด็กหนุ่มถือถุงใบเล็กติดมือมาแก้เชือกที่มัดเสาไว้ แต่ยังไม่ยอมแก้เชือกที่มัดแขนของเขาไพล่หลัง แล้วก็พาเขาออกไปนอกโกดัง ก่อนจะไปอยู่ใต้ชายคาโกดังอีกหลัง

พอวางถุงใบเล็กลงบนถังไม้ใกล้ๆ แล้ว เจ้าคนทะเลทรายนั่นก็ขยุ้มผ้าอะไรไม่รู้ผืนหนึ่งมายัดปากเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง อารามตกใจ ชายหนุ่มพยายามดิ้นและส่งเสียงร้อง...แต่ก็ทำได้เพียงครางอู้อี้

อีกฝ่ายแกะผ้าพันแผลของเขาโดยไม่บอกอะไรเช่นเคย ปลายนิ้วแต่ละนิ้วของเขายิ่งเจ็บแปลบเมื่อสัมผัสอากาศโดยตรง ก่อนที่ชาลัวห์จะได้ยินเสียงเปิดจุกขวด และได้กลิ่นบางอย่างโชยมาเข้าจมูกนอกจากกลิ่นทะเล

นั่นเป็นกลิ่นที่เขารู้จัก...กลิ่นเหล้าอย่างแรงทีเดียว

ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อของเหลวนั้นราดรดแผล เขารู้สึกปวดแสบที่สุดในชีวิต...แทบพอๆ กับตอนที่ถูกบีบนิ้วสดๆ ความเจ็บปวดแล่นเป็นริ้วๆ ไปตามแต่ละปลายนิ้วจนน้ำตาของเขาเล็ดออกมาอีกครั้ง และอยากกรีดร้องให้สุดเสียง

เขารู้แล้วว่าทำไมเด็กหนุ่มต้องเอาผ้ามาอุดปากตนเองไว้ แถมยังต้องใช้อีกมือดึงเชือกที่มัดเขาอยู่แน่นหนาขนาดนี้

ชาลัวห์ไม่กล้าปริปากถาม แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องใช้เหล้า กระทั่งน้ำเปล่ากับน้ำสมุนไพรล้างแผลที่ราชมัลกับหมอนำมาล้างให้เขาในคุกกรงน้ำยังไม่ทำให้ปวดแสบได้ถึงเพียงนี้เลย

แผ่นหลังของชายหนุ่มเย็นวาบไปโดยทั่วขณะที่เจ้าคนทะเลทรายพูดขึ้นเรียบๆ ราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา หลังจากรอให้เหล้านั้นแห้งและเขาหยุดดิ้นรนไปเองเพราะความเหนื่อยอ่อน

เหล้าเป็นยาฆ่าเชื้อที่ถูกและหาง่ายที่สุดแล้ว และตอนที่เฟย์ลิมตาย...เขาต้องเจ็บปวดมากกว่านี้อีกสักกี่เท่า เจ้าคิดดูก็แล้วกัน

จะแย้งว่าเขาไม่ใช่คนผิดทั้งหมดสักหน่อยก็กลัวมันจะโกรธและฆ่าเขาทิ้งเสียตรงนี้ และถึงอย่างไรเขาก็มีผ้าอุดคาอยู่ในปากจนส่งเสียงแทบไม่ได้อยู่แล้ว

ชาลัวห์เริ่มนึกกลัวขึ้นมาอีกครั้งว่านี่คือทางรอดของตนแน่แล้วหรือ กระนั้น...เขาก็ไม่เห็นหนทางอื่นอีกแล้ว หากอยู่ในคุกกรงน้ำหรือถูกจับได้ในตอนนี้ก็มีแต่ความตายรออยู่

...ทางเดียวที่อาจช่วยให้ผู้หลบหนีคนนี้รอดชีวิตก็มีเพียงทำตามคำสั่งของคนร่วมทางอีกสองคน และภาวนาให้พวกเขาไปถึงที่ที่ปลอดภัยในที่สุดเท่านั้น...

...จากนั้น...ท่านพ่อจะต้องหาทางช่วยเขาออกไปได้แน่ๆ เขาเชื่อเช่นนั้น...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น