The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 28 : 27 - เส้นทางใหม่ "ถึงอย่างนี้ท่านจะยังเชื่อข้า...จะช่วยให้ข้าหนีไปอีกหรือ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    16 ส.ค. 60

บทที่ ๒๗

เส้นทางใหม่

 

ไม่ขมจริงๆ หรือคะท่านหมอ แอชลีนน์แสร้งเบ้หน้าขณะพยายามซ่อนความดีใจขณะมองโหลแก้วใบเล็กซึ่งใส่ยาลูกกลอนสีดำเข้มหลายสิบเม็ดไว้ภายใน เธอเขย่ามันเล่นเบาๆ จนได้ยินเสียงดังกรุกกริก

องค์หญิงก็เคยเสวยแล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ

อย่างนั้นหรือ...ขอโทษนะ ตอนนั้นรับประทานยาหลายตัวเสียจนลืมไปหมดแล้ว ว่ายาตัวไหนมีรสอย่างไรบ้าง

หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ยาสมุนไพรนี้ไม่ขมมาก ยิ่งผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเช่นนี้ก็มีรสหวานจางๆ เสียด้วยซ้ำ แพทย์หลวงวัยกลางคนกราบทูล ผสมกับนมแล้วเสวยยังได้เลย

แล้ว...ถ้ารับประทานมากไปจะมีผลข้างเคียงไหม

อาจจะบรรทมนานกว่าปกติ หรือถ้าทรงตื่นก่อนเวลาก็อาจจะทรงง่วงบ้าง แต่ไม่มีผลข้างเคียงนอกจากนี้

ถ้าอย่างนั้นเราขอเลยนะ เด็กสาวหยิบโหลแก้วใส่ช่องกระเป๋าสำหรับเก็บผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อยาวตัวนอก หมู่นี้นอนไม่ค่อยหลับเลย แถมเมื่อคืนยังหลับไม่สนิทแล้วฝันเลอะเลือนด้วย คงเพราะมีเรื่องให้คิดมากแน่ๆ

พ่ะย่ะค่ะ แพทย์หลวงรับ หากพระโอสถตัวนี้ไม่ได้ผล ก็ขอให้ตรัสบอกกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้จัดพระโอสถที่แรงกว่ามาถวาย แต่...องค์หญิงไม่ได้เสวยพระโอสถขนานนี้มานานเป็นปีแล้ว กระหม่อมคิดว่าคงไม่มีอาการดื้อหรอกพ่ะย่ะค่ะ

เข้าใจล่ะ ขอบคุณท่านหมอมาก แอชลีนน์ลุกจากเก้าอี้ในห้องรับรอง เราขอตัวก่อนนะ ท่านหมอกรุณาอย่าบอกใครเรื่องยานี่ล่ะ เดี๋ยวนมกับเคียราจะเป็นห่วงเกินเหตุเปล่าๆ พวกนางยิ่งไม่อยากให้เรารับประทานยานอนหลับอีกด้วย

อย่างน้อยนั่นก็เป็นเรื่องจริง หลังจากเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ เจ้าหญิงแอชลีนน์วัยสิบสามชันษาก็ลุกขึ้นมาร้องไห้อาละวาดขว้างปาข้าวของเป็นพักๆ จนต้องเสวยพระโอสถระงับประสาทเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยาตัวที่อ่อนที่สุดและไร้รสขมอย่างยาลูกกลอนที่เธอเพิ่งได้มา ไปจนถึงยาผสมเหล้าและสมุนไพรอื่นๆ ที่แรงกว่านั้นให้หลับข้ามวันข้ามคืน และตื่นมาด้วยอาการง่วงซึมไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่ากว่าจะมีสภาพร่างกายและจิตใจดีพอให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ เด็กสาวก็ต้องทรมานกับการถอนยาอยู่เป็นเดือนเช่นกัน

หากไม่เสวยติดต่อกันนานๆ ก็เห็นจะไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ แพทย์หลวงรับรอง และหมอก็มีหน้าที่รักษาความลับของคนไข้อยู่แล้ว

ดีแล้วละ ขอบคุณมากเด็กสาวหัวเราะรับน้อยๆ

 

เมื่อแอชลีนน์ออกมาจากห้องรับรอง ก็พบเคียรารอเธออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเป็นกังวล ท่านหมอว่าอย่างไรบ้างเพคะ

ก็ไม่ได้ว่าอะไร เราคงคิดมากไปเองจริงๆ นั่นละเจ้าหญิงแสร้งพูด

แล้วท่านหมอไม่ได้ให้ยามาเลยหรือเพคะ

ท่านหมอบอกว่าถ้ามียาแก้โรคคิดมากก็คงให้เรามาแล้ว แต่ในเมื่อไม่มี จะให้รับประทานยาอะไร แอชลีนน์พูดแล้วก็เดินนำไป เดี๋ยวไปห้องสมุดต่อนะ เราว่าจะหาหนังสือมาอ่านสักหน่อย

หม่อมฉันกลับคิดว่าองค์หญิงควรจะทรงพักผ่อนมากกว่านี้นะเพคะ นางกำนัลสาวกลับแย้ง วันนี้เทียวเสด็จไปมาหลายที่เหลือเกิน ทั้งอาราม ท่าเรือเล็ก ป้อมปราการหน้าปราสาท แล้วยังนัดท่านเสนาบดีคลังไว้ตอนบ่ายอีก

ก็เราไม่อยากอยู่เฉยนี่ เด็กสาวให้ข้ออ้าง เราอยากทำอะไรให้ท่านเฟย์ลิมได้สักอย่าง ยิ่งเขา...อุตส่าห์มาหาเราทั้งทีอย่างนี้

องค์หญิง!” น้ำเสียงของเคียราหวาดหวั่นขึ้นทันควัน ยะ...อย่าตรัสแบบนี้สิเพคะ ตรัสว่าวิญญาณคนตายมาหานี่เป็นลางไม่ดีนะเพคะ

แต่เขาก็ไม่ได้มาร้ายนี่ แค่มายืนมองเราตรงปลายเตียงเท่านั้นเอง สีหน้าของเขาดูเศร้ามากเลยนะ

องค์หญิง...มะ...หม่อมฉันขอเถอะเพคะ อย่าตรัสอย่างนี้เลย

แอชลีนน์ซ่อนความยินดีเจือสำนึกผิดไว้ สิ่งที่เคียรากลัวที่สุดในชีวิตเห็นจะเป็นผีสางนี่เอง ไม่นึกเลยว่าแผนการหลอกนางกำนัลสาวจะได้ผลเกินคาด...ถึงจะดูไม่ดีต่อคนที่ตายไปจริงๆ สักเท่าไร

แค่เธอแกล้งทำเป็นตกใจตื่นกลางดึก แล้วผลุนผลันออกมาหน้าห้องเพื่อบอกให้ราชองครักษ์เรียกเคียราจากห้องพักนางกำนัล แล้วละล่ำละลักเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าเห็นวิญญาณของเฟย์ลิม วันนี้หญิงสาวก็ถึงกับยอมตามเธอต้อยๆ ไปทุกที่เพื่อทำพิธี ปลอบขวัญวิญญาณ ทั้งไปสวดมนต์ที่อารามของพระราชวัง ลงไปที่ท่าเรือเล็กของปราสาทเพื่อลอยดอกไม้ไว้อาลัย และขึ้นไปฟังเสียงระฆังมหาวิหารจากบนป้อมใกล้สนามประลองฝั่งตะวันออก เพื่อให้เสียงนั้นขับไล่วิญญาณร้าย แม้ไม่อาจออกไปสวดมนต์ในมหาวิหารได้ ซ้ำยังเชื่อสนิทเมื่อแอชลีนน์บอกว่าอยากพบเสนาบดีการคลังเพื่อขอให้ออกเหรียญกษาปณ์ที่มีรูปเฟย์ลิมเป็นการให้เกียรติ ในเมื่อครอบครัวของชายหนุ่มปฏิเสธการฝังศพเขาในสุสานของขุนนางผู้มีความชอบและจงรักภักดีในเขตอารามของพระราชวังไปแล้ว

ที่ห้องสมุด แอชลีนน์ทักทายท่านน้าคอนรอยในห้องทำงานของท่านกับท่านราชครูและคณะนักปราชญ์ตามสมควรแล้วจึงไปค้นหนังสือดู ไม่นานก็พบหนังสือต่างๆ ที่เธอต้องการ ตั้งแต่หนังสือภูมิศาสตร์ที่มีแผนที่ภูมิประเทศต่างๆ ในธีร์ดีเรแทรกอยู่ หนังสือประวัติการก่อตั้งเมืองหลวงกับแผนที่อย่างละเอียด หนังสือบอกชนิดและประเภทของเหรียญกษาปณ์ซึ่งเธอไม่เคยอ่านมาก่อน ซ้ำยังขอแผนที่พระราชวังมาได้ง่ายๆ โดยอ้างว่าจะมาดูพื้นที่ว่างซึ่งพอจะต่อเติมหรือสร้างอนุสรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งให้เฟย์ลิมได้

เด็กสาวขอยืมหนังสือเหล่านี้กับแผนที่ออกไปอย่างเงียบๆ แล้วก็ไปรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะพบเสนาบดีการคลังที่ห้องรับรอง เขานำเหรียญกษาปณ์ต่างๆ มาให้เธอดูและอธิบายมูลค่าของพวกมัน รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้เนื้อโลหะและตราประทับบนเหรียญ ซึ่งแตกต่างกันไปตามเขตเมืองหลวงกับสามแคว้นใหญ่ แอชลีนน์ฟังคำอธิบายเบื้องหลังระบบเงินตราที่ตนไม่รู้มาก่อนอย่างสนใจจนแทบลืมจุดประสงค์เดิม

แล้วถ้าเราจะให้ผลิตเหรียญที่มีรูปท่านเฟย์ลิมเป็นอนุสรณ์จะได้ไหมเด็กสาวแสร้งถามหลังจากฟังจบ

หมายถึงจะมีพระดำริให้ยาร์ลาธผลิตหรือพ่ะย่ะค่ะ เสนาบดีการคลังตอบ

เราหมายถึงเหรียญที่ผลิตในเมอร์คาห์ค่ะ แอชลีนน์บอก เขาเป็นถึงคู่หมั้นของเรา ถ้าไม่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นก็ย่อมได้เป็นราชาแห่งธีร์ดีเรไม่ใช่หรือ เราอยากให้เกียรติเขาในฐานะนั้น ถ้าเป็นเหรียญร้อยวีร์ของเมอร์คาห์ละคะ พระพักตร์ของเสด็จพ่อก็มีบนเหรียญห้าร้อยวีร์แล้วนี่

กระหม่อมเกรงว่าอาจสูงค่าไปพ่ะย่ะค่ะ อีกสองแคว้นที่เหลือคงไม่เห็นด้วย แต่ว่าไปชอร์ซาคงไม่มีทางต่อรองอะไรได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องคำนึงถึงอุลทูร์ให้มาก กระหม่อมคิดว่าเหรียญห้าสิบวีร์น่าจะเหมาะกว่า

เข้าใจละ ฝากท่านเสนาบดีจัดการด้วยนะ เด็กสาวรับ

พ่ะย่ะค่ะ ชายวัยกลางคนทำท่าจะเก็บเหรียญต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเข้าถุงกำมะหยี่ แต่แอชลีนน์รีบขัดขึ้น

เอ้อ...เราจะขอเหรียญพวกนี้ไปดูได้ไหม

ขอไปดูหรือพ่ะย่ะค่ะ เสนาบดีคลังถามอย่างสงสัย

ใช่...เราแค่อยากเก็บไว้ดูอะไรหลายๆ อย่าง เธอพยายามพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นความอยากรู้ธรรมดา เราเพิ่งยืมหนังสือเรื่องเหรียญกษาปณ์มา อยากศึกษาลักษณะของเหรียญ กับวิธีพิสูจน์เหรียญปลอม แต่เราจะไม่ทำให้เหรียญพวกนี้เสียหายหรอก ใช้เสร็จแล้วจะรีบคืนแน่ๆ

ตามสบายเถิดพ่ะย่ะค่ะ อีกฝ่ายกลับยิ้มอย่างเอ็นดู ทรงเก็บไว้เลยก็ได้ ถึงอย่างไรเหรียญเงินทั้งหมดในธีร์ดีเรก็ถือเป็นพระราชทรัพย์ของพระองค์กับพระราชวงศ์อยู่แล้ว ที่จริง จะทรงขอเบิกเหรียญเงินต่างๆ โดยตรงจากท้องพระคลังมาทอดพระเนตรก็ได้

นั่นสิคะ แต่ก่อนหน้านี้ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเบิกจากท้องพระคลังไปทำอะไร อยากซื้ออะไรก็ฝากคนอื่นๆ ไปซื้ออยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้แตะต้อง พระราชทรัพย์ ของตัวเองจริงๆ เด็กสาวพูดเล่น ขอบคุณมากนะ ท่านเสนาบดี แล้ววันหลังเอาเหรียญปลอมมาให้เราดูด้วยนะ จะได้ทดสอบว่าเราแยกออกไหม

ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะเสนาบดีคลังตอบง่ายๆ อย่างดูจะไม่สังเกตพิรุธอะไร ขณะที่เด็กสาวเก็บเหรียญไว้ในแขนเสื้อเช่นเดียวกับโหลยา

 

องค์หญิงไม่เสวยเอ็กน็อกให้หมดล่ะเพคะ เคียราตั้งคำถามหลังจากเข้ามาในห้อง และชะโงกดูถ้วยเงินใกล้มือของนายหญิงที่นั่งอ่านหนังสือเล่มใดสักเล่มซึ่งเพิ่งไปยืมมาวันนี้ใต้แสงตะเกียง ทั้งๆ ที่ค่ำเต็มทีแล้ว ก็ทรงขอให้คุณท้าวทราซาชงให้แท้ๆ นี่

เราพยายามแล้ว แต่นมเล่นชงเยอะจนจะดื่มได้สองคนอย่างนี้ ดื่มหมดคงท้องอืดไม่ก็ท้องเสียแน่ๆ เด็กสาวเบ้หน้าพลางเอามือกุมท้อง กระนั้นยังเอื้อมมือไปคว้าถ้วยทรงสูง ยกขึ้นใกล้ริมฝีปาก

เสวยไม่ไหวก็วางไว้เถอะเพคะ เคียรายิ้มอย่างอ่อนใจ คงเพราะช่วงหลังมานี้คุณท้าวไม่ได้ชงเอ็กน็อกให้องค์หญิงเลยกระมัง ถึงได้ทำเยอะไปหน่อย

แต่เกิดนมรู้ว่าเหลือคงเสียใจแย่เลย เด็กสาวมีสีหน้ากังวล

ก็เสวยไม่ไหวจริงๆ ไม่ได้อยากเสวยเหลือนี่เพคะ

แต่ว่า... เจ้าหญิงแอชลีนน์ถอนหายใจ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองเธอเหมือนนึกอะไรออก เคียราช่วยดื่มให้หมดได้ไหม นมจะได้ไม่รู้ แล้วก็ไม่เสียใจด้วย

แต่หม่อมฉัน... หญิงสาวลำบากใจทันที คงไม่ดีนะเพคะ ถ้าคุณท้าวทราซารู้ว่าหม่อมฉันดื่มของเสวยเข้าไป

ใครจะไปรู้ ก็เราอยู่กันสองคนเองนี่นาเจ้าหญิงทรงอ้าง น่านะ...เคียรา ช่วยเราหน่อยนะ นิดเดียวเอง

เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ก็ได้เพคะ

เคียรายกถ้วยเงินขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มของเหลวข้นรสหวานซึ่งปั่นจากนมผสมไข่ น้ำตาลและเครื่องเทศอื่นๆ เข้าไปให้หมดถ้วย ว่าไปเธอก็ไม่เคยดื่มเอ็กน็อกตำรับพิเศษของคุณท้าวทราซาเลย รสชาติของมันอร่อยสมกับที่เจ้าหญิงแอชลีนน์โปรด แต่ตอนนี้ออกจะเย็นชืดไปนิด

หญิงสาวนำถ้วยเงินออกไปส่งให้นางกำนัลข้างนอกเก็บล้าง แล้วจึงกลับมาอยู่รับใช้เจ้าหญิงแอชลีนน์อีกครั้ง เธอเคี่ยวเข็ญให้อีกฝ่ายยอมวางหนังสือ สวดภาวนา และเข้าบรรทมสำเร็จ โดยที่เจ้าหญิงต่อรองขอไม่ดับตะเกียงเพราะกลัวความมืด หรือที่จริงคือสิ่งอื่นซึ่งมากับความมืด

เคียราแอบยอมรับเงียบๆ ว่าตนกลัวเหมือนกันเลยไม่คัดค้าน ตะเกียงดวงเล็กบนโต๊ะอักษรจึงยังลุกไหม้ริบหรี่ ขณะที่นางกำนัลสาวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนหลังฉากไม้ที่มุมห้อง แล้วนอนบนฟูกที่ปูพื้นข้างเตียง เป็นเพื่อนร่วมห้องตามที่เจ้าหญิงขอไว้ตั้งแต่ตอนสาย

นึกดูวันนี้ก็แปลกดี เจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่พูดถึงคนทรายนั่นเลย หรือจะเป็นเพราะวิญญาณของพระคู่หมั้นมายืนยันว่าเขาเป็นคนร้ายจริงๆ กันนะ

ที่แปลกอีกอย่างคือพอพบวิญญาณเขาแล้ว เจ้าหญิงกลับดูปลอดโปร่งพระทัยขึ้น คงนับได้ว่าเขามาดีจริงๆ กระมัง

พอดีกว่า มืดค่ำอย่างนี้อย่านึกถึงวิญญาณเลย ประเดี๋ยวอีกฝ่ายจะมาหาจริงๆ เธอเองก็ไม่อยากพบอยากเจออะไรพวกนี้ด้วย

เคียราหาวหวอดขึ้นมาจนยกมือปิดปากแทบไม่ทัน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอื่นมองเห็น

เอ...ทำไมวันนี้ถึงได้ง่วงมากนะ คงเพราะเหนื่อยที่ติดตามเจ้าหญิงแอชลีนน์ไปหลายต่อหลายที่กระมัง

หญิงสาวหันหน้าหนีหน้าต่างห้องบรรทม แล้วหลับตาลง

เธอหลับลึกกว่าปกติในไม่ช้า

 

เคียรา แอชลีนน์เสี่ยงเรียกเบาๆ

ไม่มีเสียงตอบ เด็กสาวจึงลุกขึ้นนั่งทันทีก่อนจะก้มลงสะกิดแก้มและเขย่าแขนของอีกฝ่ายให้แน่ใจ ยาของท่านหมอหลวงได้ผลชะงัด

เมื่อเห็นเช่นนั้น แอชลีนน์ก็กลิ้งหมอนข้างมาไว้กลางเตียง คลุมด้วยผ้าห่มหนาที่ขยุ้มให้พองเหมือนมีคนนอนอยู่ข้างใต้ เสร็จแล้วก็รีบไขไฟตะเกียงขึ้นเพื่อเตรียมการขั้นต่อไป

เหรียญเงินสารพัดหน่วยอยู่ในถุงผ้าที่ซ่อนในอกเสื้อใน ทับด้วยโหลยาที่ได้มาจากแพทย์หลวง สร้อยประคำฝังพลอยสวมคอ เธอฉีกแผนที่จากหนังสือมาปะใต้กระโปรงชั้นในด้วยเข็มจากกล่องเย็บปักถักร้อย เอามีดสั้นประจำพระราชวงศ์ที่ได้ตกทอดจากเสด็จพ่อมัดไว้กับต้นขาให้แน่นด้วยผ้าผูกผม ยังดีที่เก็บช้องผมสีน้ำตาลเข้มที่เธอใช้สวมตอนปลอมตัวเป็นแอชเอาไว้

แอชลีนน์หยิบชุดนางกำนัลของเคียราซึ่งแขวนหลบอยู่หลังฉากกั้นมาเปลี่ยน ชุดของนางกำนัลสาวหลวมกว่าเธอนิดหน่อย แต่คงไม่มีใครสังเกตในเวลาค่ำมืดแบบนี้ กระนั้นเธอคงต้องใส่เจ้ารองเท้าส้นสูงคู่เดิมของตนไปก่อน เพราะเคียราตัวสูงกว่าเธอพอสมควร พอสวมชุดเสร็จ เด็กสาวก็สวมช้องผม คลุมทับด้วยผ้าคลุมผมของอีกฝ่าย

ครั้นแต่งตัวแล้ว เธอก็ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่กระจกบานยาวเต็มตัว...

พอดูเหมือนเคียราอยู่ หากเป็นองครักษ์คนอื่นที่ไม่ใช่ดูลัสก็คงไม่สังเกต ด้วยเหตุนี้เอง แอชลีนน์จึงรีบดำเนินการในวันที่ดูลัสยังไม่กลับมาพอดี

เด็กสาวตรวจสอบข้าวของต่างๆ อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตะเกียงแล้วเปิดประตูออกไป

คุณเคียราจะไปไหนขอรับ ราชองครักษ์ที่หน้าห้องถาม

กลับห้องค่ะ เจ้าหญิงบรรทมสนิทแล้ว ข้าเลยคิดว่าไม่อยู่รบกวนพระองค์ดีกว่า แล้วจะรีบกลับมาตอนเช้านะคะ

ขอรับ เธอรู้สึกเหมือนเห็นชายหนุ่มยิ้มเจื่อนๆ เป็นนางกำนัลนี่ก็ลำบากเหมือนกันนะขอรับ

คะ...ค่ะ เด็กสาวรับก่อนจะค้อมศีรษะ ขอตัวก่อนนะคะ

เด็กสาวเดินไปตามทางเดินที่มีตะเกียงจุดไว้เป็นระยะๆ เธอเพิ่งรู้สึกว่าทางเดินในพระราชวังตอนกลางคืนดูแปลกตาและน่ากลัวกว่าตอนกลางวันมากจริงๆ เจ้าหญิงลงไปชั้นล่างซึ่งเป็นที่พักของพวกนางกำนัล แล้วก็เลยลงไปยังบริเวณห้องเครื่อง โดยอ้างกับทหารยามว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงไหว้วานเรื่องบางอย่างมา

ดูเหมือนเธอจะกะเวลาได้ถูกต้องตามที่ไปเลียบๆ เคียงๆ มา ในครัวสำหรับข้าราชบริพารซึ่งอยู่ไม่ห่างแต่แยกเป็นสัดส่วนจากห้องเครื่องหลวง คนครัวกำลังเตรียมอาหารให้ทหารยามที่อยู่เวรรวมถึงทหารชุดใหม่ที่มาเฝ้าคุกกรงน้ำแทนราชมัลชุดเดิมซึ่งบ้างก็ลาออกไปแล้ว ที่เหลือก็บาดเจ็บจนต้องลางานระยะหนึ่ง

ข้าขอนำอาหารไปให้ทหารยามที่คุกกรงน้ำได้ไหมคะแอชลีนน์ในคราบของเคียราถาม ที่จริง...เจ้าหญิงทรงฝากข้าให้ไปถามอะไรพวกเขาหน่อยค่ะ ข้าจะได้ไปทีเดียวเลย

พวกคนครัวดูแปลกใจแต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน พวกเขาเพียงแค่เตือนว่า ระวังตัวด้วยขอรับคุณหญิง

ค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก เด็กสาวทำเป็นยิ้มเจื่อนๆ แล้วดึงสายสร้อยที่สวมคอออกมา ที่จริง...ข้าก็ขอสร้อยประคำจากอารามมาป้องกันตัวไว้แล้วค่ะ

 

แอชลีนน์ไม่เคยไปที่คุกกรงน้ำเลย แต่ก็ได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่นั่นมาบ้าง ตอนเด็กๆ เสด็จแม่เคยขู่เธอว่าหากซนนักจะจับไปขังในคุกกรงน้ำ โตขึ้นมาก็ได้ยินพวกนางกำนัลพูดกันว่าที่นั่น ผีดุ เพราะมีนักโทษถูกคุมขังหรือทรมานจนเสียชีวิตไปมากมาย เธอยังเคยแปลกใจว่าทำไมถึงต้องทำคุกขังนักโทษไว้ในปราสาท เพราะใครๆ ย่อมไม่อยากให้มีคนตายกลายเป็นผีอยู่ในบ้านของตน แต่ในเมื่อบริเวณอารามของปราสาทยังมีสุสานที่ได้ชื่อว่ามีคนเห็นวิญญาณอยู่บ้าง เด็กสาวจึงไม่รู้ว่าอะไรประหลาดกว่ากันระหว่างคุกกับสุสานในวัง

ขณะที่เดินตามหลังทหารนำทางซึ่งถือไต้อยู่ท่ามกลางความมืดของผา แอชลีนน์ก็พบว่าเส้นทางไปคุกกรงน้ำดูวังเวงจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ใต้ป้อมกำแพงฝั่งตะวันตกใกล้กับสนามประลองนี่เอง พอมองลงไปจากริมทางเดิน เธอก็เห็นแต่ทะเลมืดมิด ได้ยินคลื่นสาดกระทบผาอยู่ครืนๆ และรู้สึกได้ว่าลมกระโชกแรงจนน่ากลัวจะพัดร่างกายคนปลิวไปได้ง่ายๆ

เด็กสาวอาศัยจังหวะที่เสียงคลื่นดังสนั่นไม่ขาดสายล้วงหาโหลยาในคอเสื้อ สำรับอาหารมื้อดึกสำหรับทหารยามห้าคนนั้นประกอบด้วยขนมปังห้าก้อนในตะกร้า ซ้อนเหนือชามซุปใหญ่ที่มีทัพพีให้ตักแบ่งใส่ชามไม้เล็กๆ ที่วางซ้อนกันบนมุมถาด ภาชนะทั้งหมดทำจากไม้เนื้อเบาจึงไม่หนักมาก เธอนำตะกร้าขนมปังขึ้นทูนศีรษะ เทยานอนหลับใส่หม้อซุปจนหมดก่อนจะโยนโหลแก้วว่างเปล่าลงทะเล จากนั้นก็รบรากับการรับน้ำหนักถาดอาหารด้วยมือเดียวและทรงตัวไม่ให้ขนมปังหล่นขณะเร่งใช้ทัพพีคนซุปและบี้เม็ดยาในชามสุดชีวิต

แอชลีนน์เผลอร้องเมื่อลมแรงวูบหนึ่งพัดตะกร้าขนมปังตกจากศีรษะ เคราะห์ยังดีที่เธอยึดผ้าคลุมผมไว้ทัน เกิดใครเห็นช้องผมที่สั้นกุดเป็นทรงผู้ชายขึ้นมาต้องไม่โสภาแน่ๆ

เป็นอะไรหรือขอรับ ทหารที่นำทางหันกลับมาถาม

มะ...ไม่เป็นไรค่ะ แต่ขนมปัง...

ลมแรงมากก็พลาดกันได้ขอรับ นำซุปไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวข้าจะย้อนไปเอาขนมปังใหม่ เดินเลยไปอีกนิดเดียวก็จะเข้าที่ร่มมีคบไฟแล้ว

ค่ะ ขอโทษนะคะ เด็กสาวรับแล้วก็ตัดสินใจบอกเมื่อนึกได้ เอ้อ เดี๋ยวข้าต้องอยู่พูดกับนักโทษค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะนานหรือเปล่า ท่านนำขนมปังมาส่งแล้วก็ไม่ต้องรอนะคะ ข้าจำทางเดินกลับได้

แต่ว่า...

เดี๋ยวข้ายืมไต้จากทหารข้างล่างขึ้นมาเอง ทำให้ท่านต้องเทียวไปเทียวมาอย่างนี้ ซ้ำต้องรอข้าอีก ข้าเกรงใจนะคะ แอชลีนน์พยายามโน้มน้าวเต็มที่ ปราสาทของเราก็มีการคุ้มกันแน่นหนาอยู่แล้ว จะมีอันตรายอะไรได้ล่ะคะ ไปทำหน้าที่ของท่านต่อเถอะค่ะ

ขอรับ ทหารคนนั้นตอบ แต่ถ้าขึ้นมาคนเดียวไม่ได้ ก็ให้ทหารที่เฝ้าคุกคนหนึ่งขึ้นมาส่งนะขอรับ นักโทษแค่สองคนแถมเป็นคุกกรงน้ำ งานเฝ้าจริงๆ ไม่หนักหนาเลย

อ้าว แล้วที่บอกว่านักโทษคนหนึ่งมีอาคมขนาดฆ่าคนได้ล่ะคะ

ถ้าไม่ไปยุ่งกับเขา ก็ได้ยินว่าเขาไม่ทำอะไรนี่ขอรับ ทหารตอบ ทหารที่เฝ้าคนหนึ่งก็เพื่อนข้าเอง ทีแรกเขาบอกว่ากลัวเหมือนกัน แต่เห็นนักโทษคนนั้นนั่งเงียบไม่พูดจา ไม่มีทีท่าจะทำอะไร อาหารกับน้ำยังไม่ยอมแตะ ดูๆ ไปก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยขอรับ ก็คนทรายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เห็นว่ายังเด็กกว่าพวกเราด้วยซ้ำ

...อย่างนั้นหรือเด็กสาวเป็นห่วงอาเมียร์ขึ้นมาทันใด

ที่จริง เขาจะฆ่าหัวหน้าราชมัลก็ไม่แปลกหรอกขอรับ พวกราชมัลที่คุกกรงน้ำเดิม...ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร ยิ่งหัวหน้านี่อย่าให้พูดเลย

ทำไมหรือคะ เขาเป็นอย่างไรหรือเธอถามอย่างสงสัย

เอ้อ...อีกฝ่ายยกมือขึ้นเกาศีรษะ ให้ข้าพูดคงไม่ดีต่อคนตายหรอกขอรับ

ที่จริงแอชลีนน์อยากขอให้เขาบอก แต่จุดมุ่งหมายของเธอไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ เด็กสาวจึงตัดบทแทน

ค่ะ ถ้าอย่างนั้นข้ารีบไปก่อนนะคะ เดี๋ยวซุปจะหายร้อนหมด

 

พวกทหารข้างในดูประหลาดใจเล็กน้อยที่คนนำอาหารมาส่งเป็นนางกำนัลคนสนิทของเจ้าหญิงแอชลีนน์ เมื่อเด็กสาวอธิบายว่าเจ้าหญิงทรงมีเรื่องฝากถามนักโทษ พวกเขาก็เตือนเธอเหมือนเดิมแต่อนุญาตให้ตามประสงค์ ทหารคนหนึ่งพาเธอเดินลึกเลยโต๊ะยาวที่พวกเขานั่งอยู่ไปยังบริเวณลานใต้กรงขังซึ่งดูเหมือนกรงนกทรงกลมขนาดยักษ์หลายกรง สภาพเก่าโทรมกว่าภาพที่แอชลีนน์เคยวาดไว้ในความคิด

ทหารคนนั้นคงเกรงใจถ้าจะให้เธอตะโกนพูดแข่งกับเสียงน้ำตกและคลื่นทะเลเบื้องล่าง จึงช่วยชักรอกกรงของอาเมียร์ลงมาในระยะที่เขาบอกว่า พอสมควร คือไม่สูงเกินที่จะพูดคุยลำบาก แต่ก็ไม่ใกล้เกินจนเธอเป็นอันตราย...จากเวทมนตร์ แม้แอชลีนน์จะให้พวกเขาดูว่าเธอมีสร้อยประคำติดตัวมาด้วยก็ตาม

เด็กสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะมองกรงที่มีเด็กหนุ่ม ดูเหมือนเขาจะเห็นเธอนานแล้วเช่นกัน จึงได้ตรงมายืนชิดลูกกรงด้านที่ใกล้กับเธอ

เขาดูซูบลงและซีดเซียวกว่าปกติมาก นัยน์ตาลึกโหล ที่ริมฝีปากและคางเริ่มมีไรหนวดขึ้นเขียว เสื้อผ้าซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นชุดเดียวกับเมื่อวันไต่สวนดูหมองและสกปรกเหมือนไม่ได้ผลัดเปลี่ยนหรือแม้แต่จะซัก

นัยน์ตาสีดำของเขาฉายแววประหลาดใจ แต่ก็ค่อยๆ คลายลงเมื่อทั้งสองสบตากันเงียบๆ จนกระทั่งกรงหยุดในระยะที่เธอต้องแหงนมองเล็กน้อย ทหารยามหยุดหมุนรอกในตอนนั้น

มีอะไรก็ตะโกนนะขอรับ พวกเราจะรีบมาให้เร็วที่สุด เขาไม่วายบอก

ค่ะ ขอบคุณมาก แอชลีนน์ตอบตามมารยาท

เธอมองทหารยามคนนั้นจนกระทั่งเขาเดินไปจากบริเวณกรงขัง แล้วจึงหันกลับมามองคนที่เธอต้องการพบ

เจ้าหญิง...หรือ เสียงเรียกของอีกฝ่ายแหบแห้ง

เรียกแอชสิ เธอรีบแย้งก่อนจะตั้งคำถาม ท่านเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาทำอะไรท่านหรือเปล่า

อาเมียร์ทรุดตัวลงนั่งให้ระดับสายตาของเขาลงมาใกล้เธอมากขึ้น พยายามทำ...แต่ไม่สำเร็จ ว่าแต่ฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่ทำไมพ่ะย่ะค่ะ

ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์!” เด็กสาวเอ็ดเบาๆ รุ่มร่ามอย่างนี้เสียเวลาพูดกันแย่ ท่านไม่เป็นไรจริงๆ หรือ

เด็กหนุ่มพยักหน้า

แสดงว่าเป็น...หรือเจ้าหญิงรีบถามอย่างกังวล

เขาเปลี่ยนเป็นสั่นศีรษะก่อนจะออกตัวเก้อๆ ข้ายังไม่ชินกับการตอบคำถามปฏิเสธแบบธีร์ดีเร

ยังจะมาห่วงเรื่องนี้อีก!...แอชลีนน์คิดแล้วก็ถอนหายใจ

แล้ว...ท่านมาที่นี่ทำไมกัน แอช

ถามได้ ก็มาช่วยพาท่านหนีน่ะสิ

อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ

ต้องถามด้วยหรือว่าทำไม เธออ่านสายตาเขา ขืนอยู่ที่นี่ท่านต้องตายแน่ๆ ถึงท่านจะไม่ได้ฆ่าเฟย์ลิม...ข้าหมายถึง...ข้าเชื่อว่าท่านไม่ได้ฆ่าเฟย์ลิม แต่ท่านมีเวทมนตร์ใช่ไหม พวกเขาพูดกันว่าท่านฆ่าหัวหน้าราชมัลกับทำให้ราชมัลคนอื่นๆ บาดเจ็บได้อย่างประหลาด ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้ละก็...ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล ไม่ปล่อยท่านไว้แน่ พวกเขาจะเผาท่านทั้งเป็นนะ!”

แต่ข้า...ข้าฆ่าคนไปจริงๆ เด็กหนุ่มหลบสายตาของเธอ ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นถึงขั้นนี้ แต่มีแวบหนึ่งที่ข้าอยากให้ราชมัลเฒ่าตายแค่เพราะข้าโมโหเขา...แค้นเขา...ชังเขา...คิดไปว่าเขาโหดเหี้ยม...มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าข้า ฆ่าคนด้วยเหตุผลแค่นี้ไม่ผิดหรือ

แอชลีนน์ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

ใช่ เธอเชื่อว่าการฆ่าคนเป็นความผิด เพราะเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ของเธอล้วนถูกฆ่าอย่างทารุณ เธอคิดว่าหากฆาตกรที่ฆ่าทั้งสามพระองค์ต้องตายตกตามกันก็เป็นโทษที่สาสมแล้ว เพราะชีวิตย่อมล้างด้วยชีวิต

แต่เธอไม่อาจคิดถึงอาเมียร์ในแง่นั้น

อาเมียร์ที่ยิ้มแย้ม หัวเราะขณะเล่นกับน้องๆ แสดงท่าทางโมโหหรือรำคาญรูอาร์คบ้างแต่ก็ใช่จะโกรธเกลียดอีกฝ่าย และสำคัญที่สุดคือสอนเธอ เฟย์ลิม กับรูอาร์คให้เห็นคุณค่าของชีวิตในฐานะผู้ปกครอง...จะสามารถฆ่าคนจริงๆ ด้วยโทสะเพียงชั่ววูบ และอำนาจเหนือธรรมชาติได้อย่างไร

แต่ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ...ไม่ใช่หรือ เด็กสาวแย้งเมื่อตั้งสติได้ ท่านบอกว่าแค่อยากให้เขาตายขึ้นมาแวบหนึ่ง...เขาก็ตาย ท่านไม่ได้คิดจะฆ่าเขาโดยไตร่ตรองไว้แล้ว นี่ก็ไม่ใช่ฆ่าคนโดยเจตนาสิ แล้ว...แล้วถ้าข้า...ข้านึกอยากฆ่าใคร...ก็ทำให้เขาล้มลงตายเฉยๆ ได้ ข้าคงฆ่าคนไปมากกว่าท่าน...หลายรอบกว่าท่านแล้วด้วย ท่านก็รู้นี่ว่าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ของข้าถูกพวกคนเถื่อนฆ่าตาย ข้าแค้นพวกมัน...แค้นมาตลอดจนอยากฆ่าให้ตายเป็นสิบๆ รอบ อย่างนี้ข้าจะไม่สมควรตายเหมือนกันหรือ

เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายมีสีหน้าประหลาดใจบ้าง กระนั้นยังดูเหมือนจะแย้ง แต่ว่า...

ไม่ต้องพูดเลยว่าข้าคิดไปเท่าไรก็ไม่มีใครตาย แต่ท่านคิดขึ้นมาแล้วมีคนตาย เจตนาสำคัญพอกับ...ไม่สิ...สำคัญยิ่งกว่าผลของการกระทำอีกไม่ใช่หรือแอชลีนน์พูดต่อ ท่านจะยอมถูกฆ่าเพราะเรื่องแค่นี้ ไม่คิดเลยหรือว่าครอบครัวของตัวเองจะรู้สึกอย่างไร

พ่อกับแม่ยังมีน้องๆ อยู่ อาเมียร์อ้างแผ่วเบาแต่ก็ยังไม่ยอมสบตากับเธอ ถ้าได้ยินที่ข้าฝากรูอาร์คให้รีบไปแจ้ง ก็คงจะรีบหนีไปยังที่ปลอดภัยแล้ว พวกเขาน่าจะรู้ว่าข้าไม่มีทางหนีไปไหน และศาสนจักรย่อมลงโทษข้าแน่นอน

เด็กสาวได้ข่าวมาเช่นกัน นอกจากรูอาร์คจะหายตัวไปหลังออกจากห้องไต่สวน ครอบครัวของเด็กหนุ่มก็หายไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอยในเช้าวันต่อมา พวกเขานำม้าและเกวียนไป แต่ทิ้งไร่นา ปศุสัตว์ และเครื่องเรือนชิ้นใหญ่กับสิ่งของที่ไม่จำเป็นไว้ทั้งหมด

แต่เธอไม่เชื่อว่าพวกเขายอมทิ้งอาเมียร์ไปเฉยๆ แน่นอน

ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเคยทำอะไร และข้าไม่สน รู้แต่ข้าเชื่อว่าท่านกับครอบครัวเป็นคนดี ข้าไม่อยากให้ท่านตายถึงได้เสี่ยงลงมาช่วยท่าน...แต่กลับต้องฟังท่านพูดหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้น่ะหรือ!” แอชลีนน์พูดเสียงแข็ง อาเมียร์ที่ข้ารู้จักไม่ใช่คนอย่างนี้สักหน่อย!”

ข้าอาจไม่ใช่คนที่ท่านรู้จักมาตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้ เด็กหนุ่มกลับพูดขื่นๆ ก่อนจะหันมามองเธอ

สายตาของเขาทำให้ใจเธอร่วงวูบ...เพราะเธอไม่เคยเห็นและรู้จักสายตาเช่นนี้มาก่อนเลย

มันดูปวดร้าว มืดมน ไม่เหมือนดวงตาของอาเมียร์คนเดิม ไม่เหมือนดวงตาของใครเลยที่เธอเคยเห็น

แต่...ทำไมล่ะ เด็กสาวตั้งคำถาม ท่านจะบอกว่า...ที่ข้าเห็นในตอนนั้นไม่ใช่ท่านตัวจริง แต่ตอนนี้เป็นตัวจริงหรือ

อาเมียร์ก้มหน้าลงสั่นศีรษะ ข้า...ข้าก็ไม่รู้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามีตัวจริงหรือเปล่า ทุกสิ่งรอบตัวข้า...รู้สึกเหมือนมันไม่เป็นความจริงเลย

รวมทั้งข้าด้วยหรือ

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย แอชลีนน์แทบถอนหายใจดังๆ ด้วยความระอา ก่อนจะกลับหลังหันแล้วก้าวยาวๆ กลับไปยังที่นั่งพักของทหารยาม เดี๋ยวข้ากลับมา

เขาไม่ตอบคำพูดของเธอด้วยซ้ำ ในขณะที่ทหารยามทั้งห้าคนดูเหมือนจะฟุบหลับคาโต๊ะในท่าต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว บางคนกรนเสียงดัง ก้อนขนมปังที่มีรอยกัดคาอยู่ครึ่งก้อนวางบนโต๊ะ มีบางก้อนกลิ้งลงไปบนพื้น

ครั้นเห็นว่าปลอดคนอย่างสมบูรณ์แล้ว แอชลีนน์ก็รีบก้าวสวบๆ กลับไป เมื่อถึงลานด้านหน้ากรงขัง เธอก็มองมือหมุนรอกบนยกพื้นไม้ แล้วสลัดรองเท้าส้นสูงทั้งสองข้างออกอย่างไม่เบานัก ก่อนจะเดินเท้าเปล่าบนพื้นหินขรุขระเย็นเฉียบ และไต่บันไดไม้ขึ้นไปยังยกพื้นนั้น

จะทำอะไร!” อาเมียร์ผุดลุกขึ้นร้องทันที

ข้าตั้งใจมาช่วยท่าน ไม่ยอมออกไปมือเปล่าหรอก!” เด็กสาวแทบตะโกน รู้ไหมว่าข้าลำบากขนาดไหนกว่าจะมาถึงนี่ได้! ต้องหลอกใครๆ เขาไปทั่วกันกี่คน! แถมยังวางยานอนหลับไปอีกกี่คน! ถึงอย่างไรข้าก็ต้องเอาตัวท่านลงมาต่อยเรียกสติให้ได้สักเปรี้ยงนั่นล่ะ! ถึงตอนนั้นจะยังบอกว่าทุกอย่างรอบตัวไม่เป็นความจริงได้ไหม! คนอะไร! พ่อแม่พี่น้องก็มีครบ...กลับอยากตายด้วยความคิดบ้าๆ อย่างนั้น! แค่ข้าเห็นพ่อแม่กับน้องสาวของเฟย์ลิมต้องร้องไห้แบบนั้นก็แย่พอแล้วนะ!”

แอช...

มือหมุนนั้นแข็งและหนัก แอชลีนน์กัดฟันค่อยๆ รวบรวมเรี่ยวแรงแขนสาวกรงลงมา จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดอย่างจำนนของอีกฝ่าย

พอได้แล้ว แค่นี้ข้ากระโดดข้ามได้

เด็กสาวหันขวับไปมองอย่างประหลาดใจ ก่อนจะนึกได้ว่าอันที่จริงเธอต้องเลื่อนยกพื้นไม้ที่ดูท่าจะหมุนได้อีกอันไปรองไว้ใต้กรงเสียก่อน เธอเชื่อว่าอาเมียร์มีร่างกายแข็งแรงพอที่จะกระโดดได้ไกลพอสมควร แต่เขาก็ยังดูอิดโรยเพราะถูกขังในที่แคบและอดข้าวมาเป็นวันๆ ซ้ำยังมีของถ่วงน้ำหนักไว้เสียอีก

แต่ตรวน...เธอพยายามแย้ง

เด็กหนุ่มขยับมือกุกกักที่ตรวนข้อมือข้างหนึ่งก่อนที่มันจะหลุดลงมาอย่างง่ายดาย ตามด้วยตรวนข้อมืออีกข้างในเวลาไม่นาน เขาโยนตรวนคู่นั้นลงทะเล เกิดเสียงดังต๋อมเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา

แอชลีนน์อ้าปากค้าง ท่านทำได้อย่างไร!”

...ข้าไม่รู้ อาเมียร์ตอบขณะก้มลงปลดตรวนข้อเท้าของตนบ้างก่อนจะพูดเรียบๆ ที่จริง ข้าสังเกตว่ามันหลุดไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่ดึงออกเพราะกลัวทหารยามแตกตื่น

แอชลีนน์เริ่มทำสีหน้าไม่ถูกกับคำตอบของอีกฝ่าย

ถ้ากลัว...ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะเขาบอก

ไม่มีวัน!” เด็กสาวตอบทันที

ถ้าอย่างนั้นก็...อย่าเพิ่งต่อยข้าตอนออกมาได้ก็แล้วกัน อาเมียร์ดูเหมือนจะยักไหล่เศร้าๆ

ไม่ทันตอบ เธอพลันนึกอะไรเกี่ยวกับการ ออก ได้ เดี๋ยวก่อน ข้าต้องไปเอากุญแจจากทหา...“

คำพูดของเธอเงียบหายไปเท่านั้นเมื่อเด็กหนุ่มแตะที่ประตูกรง แล้วผลักมันจนหมุนเปิดออกมาง่ายดาย

แอชลีนน์มองตาค้างขณะที่เขาเขี่ยตรวนเท้าลงทะเลตามไปอีกคู่ ก่อนจะแกว่งกรงให้เหวี่ยงเป็นลูกตุ้มสองสามครั้งเพื่อเพิ่มแรงส่ง แล้วกระโดดลงมาบนพื้นได้ไม่ยากแม้จะเซไปบ้าง

อาเมียร์เงยหน้าขึ้นมองเธอก่อนจะพยักหน้าเงียบๆ เด็กสาวจึงรีบไต่บันไดลงมาหาเขา

ข้าไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรอยู่ในตัวข้า เด็กหนุ่มเอ่ยแผ่วเบาแต่เคร่งขรึม มันอาจเป็นเวทมนตร์จริงๆ หรือเป็นอำนาจที่เลวร้ายกว่านั้น ข้าอาจฆ่าใครโดยไม่รู้ตัวอีกก็ได้ ถึงอย่างนี้ท่านจะยังเชื่อข้า...จะช่วยให้ข้าหนีไปอีกหรือ

เธอพยักหน้าหนักแน่น ข้าเชื่อว่าอาจารย์เป็นคนดี ใครจะว่าอะไรก็ช่าง

เขายิ้มเจื่อนๆ เหมือนอาเมียร์คนเดิมที่เธอรู้จักอีกครั้ง ข้าเกรงว่าท่านอาจเชื่อใจคนง่ายเกินไป แต่ก็...ขอบใจมากนะที่เชื่อใจข้า

นี่!” เด็กสาวร้อง แต่เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตั้งคำถามจริงจังอีกครั้ง

แล้วจะให้ข้าหนีไปจากที่นี่อย่างไร

มีท่าเรือเล็กอยู่ลึกไปข้างหลัง แอชลีนน์รีบบอก ข้าวางยานอนหลับทหารในคุกหมดแล้ว ท่านเอาชุดของพวกเขาคนหนึ่งไปปลอมตัว แล้วเราจะไปที่ท่าเรือด้วยกัน

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับและทำท่าจะเดินนำไปข้างนอก ขณะที่เด็กสาวสวมรองเท้าส้นสูงอีกครั้ง

แต่แล้ว...อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นโดยไม่คาดฝัน

เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป! ได้โปรด...ได้โปรดพาข้าไปด้วยเถอะ!”

แอชลีนน์เงยหน้าขึ้นเห็นชาลัวห์กำลังเกาะลูกกรงมองลงมา มือข้างที่มีผ้าพันแผลหนาโบกเปะปะ

ข้าไม่อยากตาย! ถ้าปล่อยข้าไว้ที่นี่...พวกมันต้องทรมาน...ไม่ก็ฆ่าข้าทิ้งแน่ๆ ! ขอร้องล่ะ!”

เด็กสาวขมวดคิ้ว เธอกำลังจะตอบพอดีว่าเธอจะช่วยชีวิตฆาตกรที่ฆ่าเฟย์ลิมไปทำไม แต่อาเมียร์กลับหลังหันเสียก่อนและเดินผ่านเธอไปเงยมองกรงนั้น

แล้วถ้าข้าพาเจ้าออกไป เจ้าจะยอมไปคุกเข่าขอขมา สารภาพความผิดกับพ่อแม่พี่น้องของท่านเฟย์ลิมแต่โดยดีไหม

ชายในกรงแขวนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ได้สิ! ได้! ข้าจะทำทุกอย่าง...ทำทุกอย่างที่พวกจะ...พวกท่านต้องการเลย!”

เด็กหนุ่มหรี่ตามองคนรับรองอย่างเย็นชา และเจ้าต้องยินดีรับโทษทุกประการที่พวกเขาตัดสิน

ชาลัวห์ชะงักไปอีกครั้ง

ต่อให้โง่แค่ไหน เจ้าก็รู้สินะว่าตัวเองอาจรอดตายจากที่นี่ แค่เพื่อระหกระเหินทรมานนานขึ้นก่อนถูกประหารชีวิตจนได้เท่านั้นเอง อาเมียร์พูดเรียบๆ ยังจะยอมไปด้วยไหม

อีกฝ่ายนิ่งคิดอยู่เป็นนานจนกระทั่งเด็กหนุ่มผมดำเร่ง เราไม่มีเวลาทั้งคืน

ปะ...ไป! ข้าจะไป! ได้โปรดเถอะ!”

อาจารย์ แต่ว่า... แอชลีนน์พยายามแย้งเบาๆ เขาเป็นคนฆ่าเฟย์ลิมไม่ใช่หรือ ถ้าเขาตายก็สมควรแล้วนี่

เขาเป็นแค่เบี้ยในแผนการที่ใหญ่กว่านั้น อาเมียร์ตอบเบาพอกัน เท่าที่ข้าปะติดปะต่อได้ มีคนปลอมตัวเป็นข้า ไปหลอกใช้ชาลัวห์ให้ฆ่าเฟย์ลิม แล้วใช้พวกราชมัลทรมานเราสองคนให้รับสารภาพ พวกนั้นยอมรามือจากข้าเพราะพระเถระมาดายห้ามไว้ และข้าก็ได้ยินจากพระเถระว่าพวกราชมัลทำตามคำสั่งของคนที่ชื่อแฟคท์นา...

ท่านแฟคท์นาน่ะหรือ...เป็นไปไม่ได้!” เด็กสาวตะลึงงัน

ท่านรู้จักเขาหรืออาเมียร์รีบถาม

เขา...เป็นพ่อของดูลัส แอชลีนน์รีบพูดต่อ แต่เป็นไปไม่ได้ ดูลัสไม่ทำอะไรแบบนี้แน่ ท่านแฟคท์นาก็เป็นข้าราชบริพารที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยเสด็จปู่ พวกเขาไม่มีทางฆ่าเฟย์ลิมหรอก

ข้าคิดว่าดูลัสน่าจะรู้มากกว่าที่เราคิด แต่เป็นไปได้ว่าเขาไม่รู้เห็นเป็นใจกับแผนลอบสังหารท่านเฟย์ลิม เด็กหนุ่มพูดเสียงเครียด ถึงอย่างนั้น ท่านบอกว่าแฟคท์นาจงรักภักดีต่อราชวงศ์ เขาอาจเห็นท่านเฟย์ลิมเป็นภัยเพราะมีคนต่างชาติอย่างข้าหนุนหลังอยู่ใช่ไหม

แต่ว่า...

ยังไม่มีใครรู้เรื่องที่ข้าจะลาออก นอกจากครอบครัวของท่านเบเรค กับดูลัสซึ่งท่านเป็นคนบอก

เด็กสาวเงียบไป ทั้งไม่เชื่อ...และไม่อยากยอมรับ

เอาเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องยุ่งยาก เราควรรีบหนีมากกว่า

อาเมียร์ตัดบทแล้วตรงไปไต่บันไดก่อนจะชักรอกกรงของชาลัวห์ลงมาโดยเร็ว ครั้นกรงลงมาถึงพื้นไม้ซึ่งเด็กหนุ่มเลื่อนมารองข้างใต้ด้วยรอกอีกตัว เขาก็ไต่ลงมา เดินไปแตะกลอนประตูกรงเฉยๆ เพียงเท่านั้นมันก็เปิดออกเองเหมือนกับประตูกรงใบก่อนหน้า

แอชลีนน์เห็นชาลัวห์มองการสะเดาะกลอนอย่างพิสดารของอีกฝ่ายด้วยตาโตแทบถลนออกมานอกเบ้า

เข้าใจเสียแต่ตอนนี้ว่าข้าไม่ได้ช่วยเจ้า ไม่ได้เมตตาสงสาร แต่คิดว่าญาติพี่น้องของเฟย์ลิมต่างหากที่ควรตัดสินโทษของเจ้าที่สุด เพราะฉะนั้น หากตุกติกขึ้นมา ข้าจะฆ่าเจ้าในทันที เด็กหนุ่มพูดกับชายที่ยืนตัวสั่นอยู่ในกรง ออกมา

ชาลัวห์ตาลีตาลานทำตามคำสั่งทุกประการ อาเมียร์ปลดตรวนมือเท้าของอีกฝ่ายด้วยการแตะเช่นเดียวกัน ก่อนจะบิดแขนซ้ายซึ่งมือยังดีอยู่ไพล่หลัง แล้วกระตุ้นให้เขาเดินออกไปพร้อมทั้งสอง

 

พวกเขาใช้เวลา ลอกคราบ ทหารยามสองคนอยู่อีกครู่ใหญ่ ที่นานเป็นเพราะเด็กหนุ่มผมดำต้องช่วยเชลยแต่งตัวอย่างเสียไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อาจใช้มือขวาซึ่งดามไม้ทั้งแผงและพันผ้าแน่นหนา

เห็นแอชเดินขัดๆ เพราะส้นสูงที่เธอถึงกับต้องถอดทิ้งตอนปีนบันไดไปชักกรงของเขาลงมา เด็กหนุ่มจึงเสนอให้เด็กสาวสวมรองเท้าหนังฟอกของเขาแทน มันอาจหลวมและถูกน้ำทะเลกับความชื้นจนหนังเสียรูปไปบ้าง แต่ก็พอใช้การได้ อย่างน้อยก็สวมสบายกว่ารองเท้าหนังเนื้อแข็งหุ้มเกราะเหล็กซึ่งเขา ยืม มาจากทหารคนหนึ่ง

เมื่อปลอมตัวเรียบร้อย เด็กสาวก็นำถุงเงิน แผนที่พระราชวัง รวมทั้งแผนที่อื่นๆ ซึ่งปักเข็มซ่อนไว้ใต้กระโปรงชั้นในมาให้เขาดู นั่นทำให้อาเมียร์ประหลาดใจและชื่นชมเธอขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากได้ฟังคร่าวๆ ว่าเจ้าหญิงวางแผนปลอมตัวเป็นนางกำนัล และวางยานอนหลับทหารยามของคุกกรงน้ำได้จนหมดอย่างไร

ใครที่หาว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรง พระเศียรช้า หรือ ไม่มีพระสติปัญญาเพียงพอ สมควรพิจารณาตนเองใหม่จริงๆ

ในความมืดและเงียบงัน ทั้งสามนำตะเกียงบนโต๊ะทหารยามมาให้แสงนำทางขณะเดินขึ้นไปตามแนวผา ก่อนจะลงบันไดหอคอยเวียนหลังหนึ่งมาถึงชั้นใต้ดิน แล้วลัดเลาะไปยังท่าเรือเล็กอันมีลักษณะเป็นแผงไม้กระดานยื่นออกไปในทะเล ในถ้ำโปร่งซึ่งเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตา มีเรือพายลำย่อมผูกอยู่เพียงสองสามลำ

แน่นอนว่าอาเมียร์ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรือมากที่สุดและมีมือที่ใช้การได้ครบถ้วนดีทั้งสองข้างคงต้องรับหน้าที่ฝีพายจำเป็น

ท่านนำเข็มทิศมาด้วยหรือเปล่า เขาถามแอช

เด็กสาวมีสีหน้าเจื่อนลงทันที เอ่อ...ข้าไม่ทันคิดเรื่องนั้นเลย

ไม่เป็นไร ตอนนี้ฟ้ายังมืด พอใช้ดาวดูทิศทางได้ เด็กหนุ่มปลอบ แต่เราคงต้องรีบไปถึงฝั่งก่อนเช้า

แล้วจะพายเรือออกนอกเมอร์คาห์ทันหรือ แอชลีนน์ตั้งคำถาม

ไม่น่าจะได้ แต่ตามแผนที่นี้ เมืองชั้นนอกก็มีท่าเรืออยู่ใช่ไหม

มี แต่ถ้าออกทางประตูเมืองจะถูกตรวจค้นนะ

ไว้ถึงฝั่งก่อนค่อยว่ากัน เด็กหนุ่มบอกขณะครุ่นคิด ท่านนำเงินมาด้วยมากขนาดนี้ เราหาทางรอดได้ไม่ยากหรอก

“‘เรา...นี่รวมข้าด้วยหรือเปล่าเด็กสาวพูดเสียงแข็งและสบตากับอาเมียร์ที่เพิ่งโบกมือบอกให้ชาลัวห์นั่งลงในเรือ ก่อนจะเริ่มแก้เชือกที่ผูกเรือไว้กับท่า เหมือนไม่คาดหมายว่าจะมีผู้โดยสารคนอื่น

เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบสั่นศีรษะ ไม่ได้ ท่านช่วยพวกเรามากเกินพอแล้ว ข้าให้ท่านเสี่ยงมากไปกว่านี้ไม่ได้เด็ดขาด

ตราบใดที่ท่านยังอยู่ในเขตเมอร์คาห์ ข้าก็ยังวางใจไม่ได้ อย่างน้อย มีข้าไปด้วยก็เหมือนมีตัวประกันชั้นยอดไม่ใช่หรือ แอชลีนน์รีบพูด ข้าจะไม่ถ่วงท่าน จะไม่สร้างปัญหา ขอแค่...ไปส่งท่านจนรู้ว่าถึงที่ปลอดภัยก็พอแล้ว

แอช...

ถ้าจำเป็น ข้าจะไปพูดกับท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธเองว่าท่านบริสุทธิ์ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเข้าใจ และปล่อยให้ท่านกับครอบครัวหนีออกนอกอาณาจักรแน่ๆ

อาเมียร์ยังคงไม่เห็นด้วย แต่พอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งพูดกับแอชเกี่ยวกับ ผู้บงการ ของแผนทั้งหมด ก็ตระหนักได้ว่าเธอจะถูกทิ้งไว้ในกำมือของคนคนนั้นแท้ๆ พวกขุนนางคงผลักดันให้ดูลัสกับคาเฮียร์ประลองให้รู้ผลกันในไม่ช้า และมีแววสูงว่าดูลัสที่มีชั้นเชิงมากกว่าจะชนะโดยไม่ต้องอาศัยกลโกงใดๆ

ต่อให้ดูลัสไม่รู้เห็นเป็นใจจริงๆ อาเมียร์ก็ไม่อาจยอมรับสิ่งที่บิดาของเขาทำ...ยืมมือราชมัลทรมานนักโทษหาแพะรับบาป เขายังเกรงว่าเจ้ามณฑลอุลทูร์กับพระเถระมาดายอาจหลอกใช้ชาลัวห์ให้สังหารเฟย์ลิมด้วยซ้ำ

มันคดโกงและสกปรกเกินไป คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นไม่มีทางคำนึงถึงความสุขของแอชหรือประชาชนชาวธีร์ดีเรเป็นสำคัญแน่นอน

ให้แอชไปด้วยน่าจะดีกว่า ท่านเบเรคย่อมปกป้องเธอจากอำนาจของคนพวกนั้น ขณะเดียวกันก็พยายามเปิดโปงแผนการของพวกมัน นี่ต่างหากที่ควรเป็นการช่วยเหลือธีร์ดีเร และทวงความยุติธรรมให้เฟย์ลิมอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มจึงสาวเชือกให้เรือเข้าใกล้ฝั่งยิ่งขึ้นก่อนจะส่งมือให้กับเด็กสาว ก้าวระวังนะ

แอชลีนน์ยิ้มให้อาเมียร์อย่างตื้นตันและจับมือเขาบีบแน่นหนา

คนสามคนลงเรือเล็กลำเดียว พายออกไปจากปราสาทกลางน้ำ สู่ชายฝั่งที่มีแสงไต้ริบหรี่ดูวังเวง

เวลานั้น พวกเขายังไม่รู้ดอก...ทว่าเจ้าชายไร้บัลลังก์แห่งแดนใต้ และเจ้าหญิงไร้อำนาจแห่งแดนเหนือ ได้เริ่มเส้นทางแห่งชะตากรรมที่จะเปลี่ยนแปลงธีร์ดีเรในไม่ช้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #99 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 02:22

    หนีตามกันไปเลยสนับสนุนๆ 5555

    #99
    0