The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,808 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    92

    Overall
    5,808

ตอนที่ 27 : 26 - ปิดบังความเศร้า "หากกระหม่อมมีหน้าที่ต้องรักษาสิ่งอื่นที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า กระหม่อมก็ต้องยอมสละความรู้สึกของตน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ส.ค. 60

บทที่ ๒๖

ปิดบังความเศร้า

 

อย่างนั้นหรือ... ซิอ์บุลเปรยขึ้นหลังจากฟังเรื่องเล่าโดยละเอียดจากรูอาร์ค ขณะที่ตนเอง สิมา กับเด็กหนุ่มนั่งล้อมวงบนพื้นไม้ในห้องว่างเปล่าของบ้านหลังเล็กในเมือง

อดีตนักรบเชื่อว่าอาเมียร์ไม่มีวันคิดฆ่าเฟย์ลิมแน่นอน แต่ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ เขาหวังว่าหากพระเถระลูเธียนเป็นผู้ไต่สวนก็น่าจะล้างมลทินให้แก่เด็กหนุ่มได้ไม่ยาก และถ้าสิ่งที่แฝงเร้นในตัวอาเมียร์สำแดงอำนาจออกมาจริงๆ ก็คงจะถูกผนึกได้อีกครั้ง

แต่ชื่อของพระเถระมาดายทำให้ซิอ์บุลกังวล

หลังจากคิดกำจัดพวกเขาในทะเลทรายเมื่อสี่ปีก่อน มาดายก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หากว่าพระเถระผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่จริงและไม่ทิ้งจุดมุ่งหมายเดิม...ไยจึงให้เรียกพระเถระลูเธียนผู้เป็นศัตรูกลายๆ มายังธีร์ดีเร แทนที่จะขอให้คุมตัวอาเมียร์ส่งไปยังซาเกรดา โซล เพื่อให้คณะพระเถระซึ่งเป็นฝ่ายตนประหารชีวิตในฐานะบุตรแห่งอสุรเทพเล่า... ซิอ์บุลสงสัยแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้เลย

ตอนนี้ อาเมียร์ถูกขังอยู่ใน คุกกรงน้ำ ขอรับ รูอาร์คพูดต่อ ไม่ทราบว่าพวกท่านเคยได้ยินเรื่องคุกนี้ไหม

ชายวัยกลางคนสั่นศีรษะ

มันเป็นคุกใต้พระราชวังติดทะเล ได้ยินว่าเรียกอย่างนั้นเพราะห้องขังในคุกมีลักษณะเหมือนกรงนกแขวนไว้เหนือน้ำ เรียกได้ว่าแทบไร้ทางหนีออกมาเอง” เด็กหนุ่มบอก “ซ้ำในบริเวณคุกยังมีห้องทรมานที่ทำไว้เป็นพิเศษด้วย ข้าเกรงว่าคนที่คิดป้ายสีอาเมียร์จะทรมานเขาให้ยอมรับสารภาพแน่ๆ

สิมาหันมาสบตากับซิอ์บุลอย่างกังวลแต่ก็ไม่พูดอะไร

อดีตนักรบใช่จะไม่กังวลเรื่องนั้น นั่นเป็นสิ่งแรกๆ ที่เขาคิดขึ้นมาและคิดตลอดทางตอนนั่งเกวียนมาที่นี่ด้วยซ้ำ

เป็นครั้งเดียวที่เขาหวังว่า สิ่งนั้น จะช่วยคุ้มครองอาเมียร์ไม่ให้ได้รับอันตราย...แต่คงไม่ร้ายแรงถึงขั้นสังหารใครก็ตามที่คิดคุกคามเด็กหนุ่มอีก

เขายังไม่อยากให้เรื่องทั้งหมดยุ่งยากไปกว่าเดิม

แล้วพอมีทางเข้าไปช่วยเขาไหม

ยากมากขอรับ รูอาร์คตอบ คุกนี่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง ตั้งบนเกาะในอ่าว ทางเข้ามีแต่สะพานใหญ่ด้านหน้ากับเรือเท่านั้น

ที่สะพานใหญ่ย่อมมีทหารยามเฝ้าอยู่ตลอดเวลา จะปลอมตัวลอบเข้าไปก็ยังต้องเจอการตรวจตราแข็งขัน เท่ากับเหลือหนทางเดียวโดยปริยาย

ถ้าลอบเอาเรือเล็กเข้าไปตอนกลางคืนล่ะ อดีตนักรบเสนอ เจ้าบอกว่าคุกกรงน้ำอยู่ติดทะเล แสดงว่าหากใช้เรือเข้าไปน่าจะมีโอกาสมากกว่าใช่ไหม

เป็นไปได้ขอรับ รูอาร์ครับ แต่ข้าเกรงว่าเวรยามทางทะเลคงเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องสืบเรื่องการคุ้มกันให้แน่ชัดก่อน ถึงวางแผนว่าจะลอบเข้าไปช่วยอย่างไรดี

ซิอ์บุลกลั้นเสียงถอนหายใจ รู้ทั้งรู้ว่ามีแต่ต้องทำงานแข่งกับเวลาแท้ๆ แต่ก็จะรีบร้อนไม่ได้ เขาเองไม่ได้ฉลาดเจ้าแผนการเท่ากับคนที่อยากช่วยออกมาหรือคนที่เด็กคนนั้นเชื่อว่าเป็นพ่อของตนเสียด้วย

ข้าจะคอยสืบข่าวให้เองขอรับ รูอาร์คพูด พวกท่านก็ขอให้หลบอยู่แต่ในบ้านก่อน เดี๋ยวข้าจะออกไปซื้อของจำเป็นกับลีชา แล้วรีบกลับมา

จ้ะ ฝากด้วยนะ สิมารับ ลีชาไม่คุ้นกับคนพลุกพล่านเท่าไร รูอาร์คต้องดูแลนางดีๆ นะ

ขอรับ เด็กหนุ่มผมแดงรับรองแล้วลุกจากไป

ทันทีที่ประตูปิดลง อดีตนักรบก็หันมาสบตากับภรรยาทันทีข้า...ขอโทษนะ

สิมากลับยิ้มเจื่อนๆ ให้เขา แม้นัยน์ตาจะบอกความรู้สึกอีกอย่างเรื่องอะไรล่ะคะ

ก็...เรื่องที่... ซิอ์บุลเรียบเรียงคำพูดอย่างยากลำบาก ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้กับอาเมียร์ ซ้ำช่วยอะไรแกไม่ได้เลย

ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกค่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น หญิงสาวก้มลงมองมือของตนอย่างเลื่อนลอย ข้าก็ได้แต่หวังว่าเขาจะปลอดภัยดีเท่านั้น

...สิมา...

เธอเงยหน้าขึ้นส่งรอยยิ้มเฝื่อนให้เขาอีกครั้งข้าขอตัวไปดูแลพวกเด็กๆ ก่อนนะคะ หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะกำชับท่านซิอ์บุล...อย่าคิดมากเลยค่ะ เราต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำในส่วนที่เราทำได้ไม่ใช่หรือคะ ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ว่าอาเมียร์มีอันตรายหรือเปล่า เราไม่ควรทำให้เด็กๆ ไม่สบายใจไปด้วยนี่คะ

อืม... ซิอ์บุลรับแล้วก็มองภรรยาของตนเดินออกไปจากห้อง

ต่อให้เธอพูดเช่นนั้น เขากก็รู้ได้ว่าหญิงสาววิตกกว่าที่คิด อาเมียร์สนิทกับสิมามากกว่าที่สนิทกับเขาเสียอีก ถึงแม้ช่วงหลังสองแม่ลูกจะไม่ค่อยมีเวลาพบปะพูดคุยกันเลย

อาเมียร์เป็นศูนย์กลางความรักของซิอ์บุลกับสิมานับแต่ถือกำเนิดมาจนบัดนี้ เช่นเดียวกับศูนย์กลางความรักของใครอีกคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่อดีตนักรบหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะคอยคุ้มครองเด็กที่เขาคนนั้นรักเหมือนลูกเช่นกัน

ถ้าเป็นท่าน... อดีตนักรบอดนึกในใจไม่ได้ ถ้าเป็นท่านจะทำอย่างไรกัน...ท่านพี่

 

เรากับท่านผู้สำเร็จราชการบอกแล้วนี่ ว่าห้ามทรมานนักโทษเด็ดขาด!” แอชลีนน์คาดคั้นทันทีที่รองราชมัลพูดถึงตอนพาอาเมียร์กับชาลัวห์ไปห้องทรมาน หลังจากฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามคำสั่งของท่านน้าคอนรอยมาได้ครู่เดียว

พะ...พระอาญามิพ้นเกล้า เสียงของรองราชมัลยิ่งสั่นเครือ กระหม่อม...พวกกระหม่อม...มะ...ไม่ทราบเลยพ่ะย่ะค่ะ...พวกกระหม่อมก็แค่...แค่ทำตามคำสั่งของท่านหัวหน้าราชมัล...กระหม่อมไม่...ไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆ เขา...เขาอยากสร้างผลงานพ่ะย่ะค่ะ เขา...อยากให้ปิดคดีเร็วๆ ตนเองจะได้มีความชอบ จึงได้บังคับให้พวกกระหม่อมทรมานนักโทษพ่ะย่ะค่ะ

หมายความว่า...ชาลัวห์สารภาพเพราะถูกทรมานสินะเด็กสาวนึกได้ทันที

พะ...พ่ะย่ะค่ะ

แล้วอาเมียร์... แอชลีนน์รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด และศีรษะร้อนผ่าวขึ้นกะทันหัน อาเมียร์ถูกทรมานเหมือนกันใช่ไหม

หะ...หามิได้พ่ะย่ะค่ะ...พะ...พอจะ...จะทรมานเขา...เขาก็ทำร้ายพวกเราก่อนแล้ว ราชมัลรีบพูด

เขาฆ่าหัวหน้าราชมัลด้วยเหตุนี้ใช่ไหมท่านน้าคอนรอยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน

มะ...ไม่ใช่ขอรับ หัวหน้าราชมัลถูกฆ่าเพราะ...เพราะจะนำตัวลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซามาทรมานอีก คนทรายนั่นขู่เขาไม่ให้ทำ...แล้วก็...

เข้าใจแล้ว ท่านน้ารับ ว่าแต่ ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

กะ...ก็แค่...แค่ถูกบีบเล็บมือเดียวเท่านั้นขอรับ พวกเรา...ดูแลแผลตามสมควรแล้ว

ไปตามหมอมารักษาเขาด้วย ท่านน้าคอนรอยบอก

ขอรับใต้เท้า รองราชมัลมองไปรอบๆ อย่างไม่สบายใจนัก ข้าไปได้หรือยังขอรับ

อีกคำถามเดียว ท่านผู้สำเร็จราชการย้ำ เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าหัวหน้าราชมัลต้องการสร้างผลงาน

เอ่อ...

เขาบอกอย่างนั้นหรือ

ชะ...ใช่ขอรับ เขา...เขาบอกอย่างนั้น

เข้าใจล่ะ ท่านน้าคอนรอยพยักหน้า ขอบใจมาก เจ้าไปเถอะ

รองราชมัลรีบทำความเคารพ แต่แล้วก็ยืนนิ่งอยู่โดยไม่ออกไปตะ...ใต้เท้า ข้าไม่ทราบว่าเหมาะจะพูดตอนนี้หรือไม่ แต่...แต่ว่า...ได้โปรดอนุญาตให้ข้าลาออกนะขอรับ เขาอ้อนวอน ข้า...ข้าเพิ่งยื่นใบลาออกที่กรมตุลาการเมื่อเช้านี้ ข้าหวังว่า...

หากเป็นความต้องการของเจ้า ข้าก็ไม่ขัดข้อง ไปเถอะ

ขะ...ขอบคุณมากขอรับ

แอชลีนน์มองชายวัยกลางคนเดินตัวลีบออกไปนอกประตู แล้วจึงหันมาถามชายอีกคนในห้องเราไม่ต้องลงโทษเขาหรือคะ พวกนั้นขัดคำสั่งของเราไม่ใช่หรือ

เราต้องสืบก่อนพ่ะย่ะค่ะ ว่าพวกเขาเห็นชอบกับหัวหน้าราชมัลหรือถูกบังคับ แต่กระหม่อมรู้สึกเหมือนคำพูดของเขามีพิรุธ เขารีบพูดเกินไปและบอกโดยเราไม่ได้ถาม เหมือนมีคนซักซ้อมคำพูดให้ก่อนหน้านี้ ท่านน้าคอนรอยเอ่ยอย่างครุ่นคิดกระหม่อมจะให้คนจับตามองราชมัลที่เหลือ และสืบว่าก่อนหน้านี้หัวหน้าราชมัลติดต่อกับใครบ้าง

เด็กสาวพยักหน้ารับ ก่อนตัดสินใจเอ่ยปากแล้ว...จะเลื่อนการประลองระหว่างดูลัสกับคาเฮียร์ไปก่อนได้ไหมคะ แอชลีนน์รีบให้เหตุผล หลาน...ไม่ได้ระแวงว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งเป็นคนร้าย แต่หากคดียังไม่กระจ่าง ผู้ต้องหาอาจรับสารภาพเพราะถูกทรมาน ยิ่งดึงดันคัดเลือกพระคู่หมั้นก่อนคงเป็นที่ครหา...ใช่ไหมคะ

ตรัสได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านผู้สำเร็จราชการรับ

แล้ว...อีกเรื่องหนึ่ง หลานอยาก...ลงไปสอบปากคำผู้ต้องหาในคุกกรงน้ำด้วยตนเอง...จะได้ไหมคะ เด็กสาวเสี่ยงถาม แต่สีหน้าของท่านน้าให้คำตอบชัดเจนก่อนคำพูดเสียอีก

กระหม่อมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่องค์หญิงถึงกับต้องทรงลดพระองค์ลงมาปฏิบัติเองพ่ะย่ะค่ะ

แต่หลานอยากฟังด้วยหูของตนเองค่ะ ว่าความจริงเป็นอย่างไร เธอแย้ง จะให้ฟังความข้างเดียวแค่รองราชมัลหรือคะ

ให้เจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้เป็นผู้สอบปากคำ แล้วกลับมารายงานดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ

แอชลีนน์ก้มศีรษะซ่อนสีหน้าผิดหวัง เธออยากพบอาเมียร์ อยากถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น อยากดูให้เห็นกับตาว่าเขาปลอดภัย แต่ก็นึกข้ออ้างอื่นไม่ได้อีก ถึงจะขอเคียราไปเยี่ยมเด็กหนุ่มที่ห้องขังอย่างลับๆ อีกฝ่ายย่อมไม่อนุญาตแน่นอน

องค์หญิง ท่านน้าคอนรอยเรียกด้วยเสียงเคร่งขรึมทันควัน กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลสักเรื่องได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ

ทำไมหรือคะ แอชลีนน์ได้แต่รับทั้งๆ ที่รู้สึกไม่ดีนัก

กระหม่อมทราบว่าองค์หญิงทรงรู้จักชายชาวทรายคนนั้นมาก่อนและทรงเห็นว่าเขาเป็นคนดี แต่ความเห็นส่วนพระองค์ไม่อาจสำคัญกว่าพยานหลักฐานที่ชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งทรงแสดงท่าทีเข้าข้างและเป็นห่วงเขาอย่างนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะ...ไม่เหมาะสมนัก องค์หญิงทรงเป็นประมุขแห่งธีร์ดีเร ย่อมต้องคำนึงถึงอาณาจักรก่อนพ่ะย่ะค่ะ

เด็กสาวลอบกำมือแน่น เธอรู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ตำหนิ แต่ก็ยังอยากยืนยันความคิดเดิม

ก็หลานรู้จักเขา...อย่างน้อยก็มากกว่าพวกขุนนางที่จ้องจับผิดเขานี่คะ หลานจะเป็นพยานให้เขาไม่ได้เลยหรือ

กระหม่อมไม่ได้จะทูลว่าพระวินิจฉัยขององค์หญิงผิดพลาด แต่คนนอกล้วนมากด้วยเล่ห์เหลี่ยมเกินไว้ใจเต็มที่พ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างนั้น กระหม่อมเชื่อว่าหากเขาไม่ใช่คนลอบสังหาร เราก็ย่อมทราบได้ด้วยพยานหลักฐาน และคำยืนยันของพระเถระจากซาเกรดา โซล

แต่ถ้าพระจากซาเกรดา โซล เอาผิดเขาแค่เพราะมีเวทมนตร์ละคะ แอชลีนน์นึกได้อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเขาไม่ได้ฆ่าเฟย์ลิม แต่ฆ่าหัวหน้าราชมัลหรือทำให้พวกนั้นบาดเจ็บเพื่อป้องกันตัว ศาสนจักรจะไม่...

นั่นเป็นเรื่องนอกเหนือจากความรับผิดชอบของเราพ่ะย่ะค่ะ

คำตอบนั้นยิ่งทำให้เด็กสาวกังวล หากอาเมียร์มีเวทมนตร์จริงๆ ...ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล จะปล่อยเขาไว้ได้อย่างไร

แอชลีนน์เคยได้ยินว่าผู้มีมนต์มืดเป็นสาวกของปีศาจร้าย เป็นศัตรูขององค์เทพแห่งแสงสว่างและมวลมนุษย์ แต่เธอไม่เคยรู้สึกเลยว่าอาเมียร์เป็นเช่นนั้น เด็กหนุ่มเป็นคนดี มีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น สาวกแห่งปีศาจร้ายจะเป็นอย่างนี้หรือแสดงละครตบตาทุกๆ คนได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เชียวหรือ

เธออยากเสี่ยงเชื่อความรู้สึกตนเองสักครั้ง

แล้วถ้าซาเกรดา โซลจับพ่อแม่กับน้องๆ ของเขามาลงโทษด้วยล่ะคะ เธอถามต่อ

ในเมื่อเรื่องนั้นยังไม่เกิด ก็ทรงอย่าเพิ่งกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ

แต่ก็เกิดขึ้นได้นี่คะ เสียงของเด็กสาวแข็งขึ้น ถ้ามีทางเป็นไปได้ จะไม่คิดเผื่อไว้เลยได้อย่างไร

ท่านน้าคอนรอยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ครั้นแล้วก็ตอบช้าๆหากเป็นอย่างนั้นจริง องค์หญิงต้องทรงชั่งน้ำหนัก ว่าจะทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้ โดยไม่กระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับซาเกรดา โซล หรือประชาชนชาวธีร์ดีเรซึ่งอยู่ในพระราชภาระรับผิดชอบโดยตรงของพระองค์ กระหม่อมเห็นว่าดีแล้วที่องค์หญิงทรงตรองเรื่องนี้ด้วยเหตุผลและความเป็นไปได้ แต่ก็ควรทรงวางพระทัยเป็นกลาง ไม่ตัดสินสิ่งต่างๆ ด้วยอารมณ์ และความรู้สึกส่วนพระองค์เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ

แล้วถ้าคนที่จะถูกลงโทษเป็นคนที่ท่านน้ารู้จักล่ะคะ!” แอชลีนน์อดพูดไม่ได้ ถ้าเป็นคนรู้จัก...เป็นเพื่อน...เป็นญาติ...เป็นใครก็ตามที่ท่านน้ารักมาก ท่านน้าก็จะปล่อยให้เขาถูกลงโทษ...ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นคนดีได้หรือคะ!”

ชายตรงหน้าเธอนิ่งงันไปเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะเอ่ยตอบเบาๆหากกระหม่อมมีหน้าที่ต้องรักษาสิ่งอื่นที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า กระหม่อมก็ต้องยอมสละความรู้สึกของตน ยิ่งผู้ปกครองเช่นองค์หญิง ก็ต้องทรงเรียนรู้ที่จะสละเพื่อส่วนรวม...ก่อนจะเป็นห่วงคนส่วนน้อยที่รู้จักเป็นการส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ

ท่านน้า... ความเจ็บแปลบในใจทำให้คอของเธอตีบตันจนเอ่ยได้เพียงเท่านั้น...ทั้งๆ ที่มีเรื่องอยากบอกมากมาย ว่าความคิดนั้นช่างเลือดเย็น ท่านน้าพูดออกมาได้เพราะไม่เคยต้องทนดูใครที่ตนรักและสนิทสนมตายไปอย่างอยุติธรรมแท้ๆ

แต่เธอพูดไม่ได้ ท่านน้าเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เธอเคารพ และที่จริง ท่านน้าก็สูญเสียเสด็จแม่ที่เป็นพี่สาวไปในเหตุลอบสังหารด้วยไม่ใช่หรือ

กระหม่อมเชื่อว่าองค์หญิงทรงหวังดีต่อทุกคน แต่ความหวังดีควรมาพร้อมกับความรอบคอบ และความคำนึงถึงพระราชภาระด้วยพ่ะย่ะค่ะ ชายวัยกลางคนลุกจากเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มเฝื่อน กระหม่อมมีงานต้องทำต่อ ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ

หามิได้ค่ะ แอชลีนน์จำใจรับและลุกไปจากห้องนั้นพร้อมกับเคียรา ซึ่งยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ ตลอดการสนทนา

เด็กสาวยังเร่งคิดว่าตนเองจะหาทางช่วยอาเมียร์ได้อย่างไร แทนที่จะห่วงพระราชภาระซึ่งเธอพบว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดีด้วยซ้ำ

หากไม่อาจปกป้องประชาชนเพียงครอบครัวเดียวเพราะต้องรักษาเกียรติของพระราชวงศ์หรือความสัมพันธ์ต่ออาณาจักรอื่นที่เห็นกฎสำคัญกว่าชีวิตคน เธอจะถือว่าตนเองมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวธีร์ดีเรได้อย่างไรกัน

 

ในตลาดอันจอแจ ลีชาก้มลงมองพื้นปูหินสลับกับเงยมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มร่างสูงผมแดงที่เดินนำหน้า มือหิ้วตะกร้าใส่เนื้อรมควันกับผักไปตามทางโดยพยายามไม่สนใจเสียงอึกทึกรอบด้าน

บางเสียงยืนยันข่าวร้ายว่าพี่ชายของรูอาร์คตายแล้วและอาเมียร์ถูกจับเป็นฆาตกร ตอนที่ท่านสิมาเล่าให้ฟังในเกวียน เธอแทบไม่อยากเชื่อ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเรื่องนั้นเป็นความจริงไปไม่ได้ ในเมื่อรูอาร์คพูดคุยทักทายบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำตอบคำถามของแม่ค้าร้านขนมปังอย่างร่าเริง

แหม...ไม่เห็นแผล็บเดียว แต่งงานตั้งแต่เมื่อไรกันจ๊ะ ภรรยาน่ารักดีนะ

ก็...ก่อนย้ายมาที่นี่ขอรับ

น่าอิจฉาจัง สาวใหญ่ร้านขนมปังถอนหายใจ แต่แต่งกันใหม่ๆ ก็ดูแลหน่อยสิ ดูซิ มือไม้ไม่ยักกะจับจูง เดี๋ยวผู้หญิงน้อยใจแย่

รูอาร์คหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะหันมามองลีชาแวบหนึ่งไม่หรอกพี่สาว ภรรยาข้าเป็นคนเรียบร้อย แค่ออกมาเดินตลาดด้วยกันนางก็เขินแย่แล้ว

ลีชาหันหลบเพื่อซ่อนสีเรื่อบนแก้มของตน เธอบอกตนเองว่าไม่ได้เขินแน่นอน แต่ลำบากใจ และโมโหที่เขายังพูดเล่นกับเรื่องแบบนี้ได้ต่างหาก

โธ่! เอาเถอะ เดี๋ยวอยู่กันไปก็หายเขินเอง แต่ระวังนะ เขาว่าผู้หญิงที่ก่อนแต่งงานกับช่วงแต่งงานใหม่ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ลองแต่งกันไปนานๆ จะบ่นรัวจนฟังไม่ทัน ยิ่งมีลูกขึ้นมาละก็นะ

เด็กหนุ่มผมแดงหัวเราะอีกครั้ง ขณะที่เด็กสาวจึงตัดสินใจก้าวยาวๆ ไปจากร้านนั้นโดยไม่รอเขา

ก็รู้อยู่ว่าแค่เล่นละคร รูอาร์คเป็นคนวางบทและหว่านล้อมเธอให้ยอมร่วมมือด้วยเสร็จสรรพ เขาอ้างว่าตนอาจต้องกลับจวนหรือไปสืบข่าวที่อื่นบ้าง จึงต้องให้ลีชาออกมาซื้อของจำเป็นและอยู่รับหน้าชาวเมืองแทนคนทั้งบ้าน เพราะเธอเป็นชาวธีร์ดีเรซึ่งดูสะดุดตาน้อยกว่าครอบครัวของท่านซิอ์บุล ซ้ำพวกชาวบ้านที่หมู่บ้านเดิมก็ไม่ได้เห็นหน้าเธอบ่อยๆ จนจำติดใจด้วย

หากต้องทำเพื่อครอบครัวของท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาจริงๆ เด็กสาวก็ยินยอม ถึงจะหายใจไม่ทั่วท้องนักเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้จักมากมายในเมืองที่ตนไม่คุ้นเคยอย่างนี้ ทว่ารูอาร์คไม่เพียงเที่ยวแนะนำคนอื่นๆ ไปทั่วว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน แต่ยังหาแหวนแต่งงานจากที่ไหนก็ไม่รู้มาสวมติดนิ้วนางซ้ายของตน ถึงจะเป็นโลหะคนละสี มีลวดลายขดเป็นเกลียว ผิดกับแหวนแต่งงานสีเงินวงเกลี้ยงที่เกล็นมอบให้เธอ

เดี๋ยว! รอด้วยสิลีชา!” อีกฝ่ายหิ้วตะกร้าใส่ขนมปังวิ่งตามมาจนทัน อย่าโกรธสิ ข้าแค่พูดไปตามบทเท่านั้นเอง

เวลาแบบนี้ ท่านยังมีแก่ใจพูดเล่นอีกหรือ เด็กสาวพูดเบาๆ

จะให้ข้าตีหน้าโศกที่ลูกชายคนโตของท่านเจ้ามณฑลตายไป เหมือนรักกับเขามาแต่ชาติปางก่อนหรืออย่างไร รูอาร์คกลับพูด เราเล่นละครเป็นคู่แต่งงานใหม่ ข้าก็ต้องทำทุกอย่างให้เราสองคนดูสมกับเป็นคู่แต่งงานใหม่น่ะสิ

แต่ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้ ลีชายังคงแย้ง ใครทักท่านก็ต้องบอกให้หมดหรือ เรื่องแบบนี้น่าอายจะตายไป

ก็ถ้าสามีภรรยามาด้วยกัน สามีจะไม่แนะนำภรรยาให้คนรู้จักของตัวเองหรือ นี่ข้าอุตส่าห์พูดแทนเจ้าทุกอย่าง เพราะเห็นเจ้าไม่อยากพูดหรอกนะ

เด็กสาวปิดปากเงียบและก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าอย่างพยายามไม่สนใจอะไรอีก

จะไปไหน เด็กหนุ่มไม่วายถาม

กลับบ้าน

บ้านอยู่ทางโน้น หรืออยากเดินเล่นอ้อมเมืองด้วยกันข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ

ลีชาหยุดเดิน ปล่อยให้รูอาร์คก้าวขึ้นนำอีกครั้งก่อนที่เขาจะเลี้ยวไปอีกทาง

ถึงไม่ชอบก็ทนหน่อยเถอะ ออกจากตลาดไปคงไม่ค่อยมีคนแล้ว ข้าแค่หวังจะฝากให้พวกเขาช่วยดูแลเจ้ากับ ครอบครัวล่องหน ในบ้านเรา ตอนที่ข้าไม่อยู่จริงๆ เท่านั้นเอง

บ้านของท่าน ไม่ใช่บ้านของข้า เด็กสาวพูดเสียงแข็ง

ถึงอย่างไรก็คงต้องอยู่ด้วยกันในบ้านนั้นสักพัก คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเองเถอะ

ท่านต้องการอะไรจากข้ากันแน่ ลีชาตัดสินใจถามเบาแทบเป็นกระซิบเมื่อทั้งสองพ้นจากตลาดมายังบริเวณบ้านเรือนที่เรียงรายเป็นแถว ก็รู้อยู่แล้วว่าข้าเป็น...อะไร ทำไมถึงยังยุ่งกับข้าไม่เลิก

ก็เจ้าน่ารัก รูอาร์คพูดตรงๆ อย่างไม่อายฟ้าดิน ข้าชอบเจ้า เลยอยากมาพูดด้วย อยากมาอยู่ใกล้ๆ ...ผิดด้วยหรือ

ผิดสิ เด็กสาวเผลอตัวพูดเสียงดังขึ้น ข้ามีสามีแล้ว มีลูกแล้ว ไม่ใช่คนที่ท่านจะ...จะชอบได้หรอก

แล้วใครตัดสินล่ะว่าข้าชอบเจ้าไม่ได้ พามาคุยหน่อยสิ

ลีชาไม่อยากเชื่อเลยว่าในโลกจะมีคนกวนประสาทแถมดื้อแพ่งแบบนี้อยู่ ยิ่งไปกว่านั้น...พี่ชายท่านเพิ่งตายไปไม่กี่วัน อาเมียร์ก็ถูกขังคุก ท่านยังมีแก่ใจพูดเล่นอย่างนี้หรือ

เด็กหนุ่มผมแดงชะงักกึก แต่ก็ยังพูดต่อ นึกว่าเจ้าจะแยกออกเสียอีก ว่าคนแกล้งพูดเล่นปิดบังความเศร้า กับพูดเล่นจริงๆ มันต่างกันตรงไหน

เด็กสาวหยุดเดินตาม ดีที่ตอนนี้ทั้งสองอยู่ริมถนนที่ไม่ค่อยมีคนนัก จึงไม่มีใครมาสนใจให้เธอไม่สบายใจไปกว่าเดิม

ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พูดเล่นปิดบังความเศร้านี่ทำได้ด้วยหรือ

ทีเจ้ายังเคยยิ้มปิดบังความเศร้าเลย ทำไมจะไม่ได้

ลีชาเสหลบไปทางอื่น เธอบังคับตนเองอย่าให้ถามว่ารูอาร์ครู้ได้อย่างไร เพราะนั่นจะเป็นการยอมรับความจริงต่อหน้าเขา บางทีเด็กหนุ่มก็สายตาแหลมคม มองใจเธอทะลุปรุโปร่งเหมือนเกล็นจนเกินไป ทั้งๆ ที่การแสดงออกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

รูอาร์คถอนหายใจยาว

ข้าไม่อยากเอาแต่นั่งเศร้าในเมื่อรู้ว่ามีอะไรให้ทำดีกว่านั้นตั้งมากมาย ข้าร้องไห้ให้พี่เฟย์ลิมจนปวดตาแล้ว ส่วนอาจารย์น่ะไม่อยากร้องไห้เป็นลางแช่งแก ต่อให้ว่ากันตามจริง ข้าตีหน้าเศร้าให้เจ้าดูคงเรียกคะแนนเห็นใจได้มากขึ้นอีกโข

เรื่องแบบนั้น... เด็กสาวจะแย้งว่าประโยคสุดท้ายไม่เป็นความจริง ก็พอดีเขาพูดต่อไป

เจ้าก็เคยเล่นละคร น่าจะรู้นี่ นักแสดงน่ะ พอสวมบทอยู่ ต่อให้ปวดหัวปวดท้องจะแย่ก็ยังต้องเล่นต่อไปจนกว่าจะลงจากเวที ต่อให้ญาติพี่น้องนอนป่วยร่อแร่อยู่ที่บ้านก็ต้องหัวเราะเล่นตลกได้ ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องทำ ไม่อยากยิ้มก็ต้องยิ้ม มันเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ก็เป็นหน้าที่

ข้าไม่เข้าใจว่าท่านจะพูดอะไร เด็กสาวตัดสินใจบอกดื้อๆ

ถ้าตอนนี้ยังไม่เข้าใจ เก็บไปคิดทีหลังก็ได้ ที่จริง ข้าก็แค่อยากบอกว่ารู้...ว่าการจำใจเล่นตามบทที่คนอื่นเขียนให้ หรือบทอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เรามันเจ็บปวดแค่ไหน ก็เท่านั้นเอง

ลีชากลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วตัดสินใจพูดตรงๆ ด้วยหวังจะปรามเขาเสียก่อนคิดอะไรมากกว่าล้อเล่นด้วยวาจา

หมายความว่า...ท่านรู้สินะ ว่าก่อนแต่งงานข้าเคยเป็นอะไร

ฮื่อ รูอาร์คหันกลับมาสบตากับเธอและพยักหน้าขึงขัง

แล้ว...ทั้งๆ ที่รู้...ก็ยังบอกว่า...ชอบ...ข้าได้อีกหรือ ที่ว่าชอบ...หมายความว่าท่านคิดว่าข้าจะ...ยอมให้ง่ายๆ ใช่ไหม

เปล่า ข้าอยากให้เจ้ามอบใจให้ก่อนอย่างอื่นมากกว่า คำว่าชอบคงเบาไป ข้ารักเจ้า เลยอยากแต่งงานกับเจ้า

เด็กสาวเบิกตากว้างตะลึงงัน เธอบีบหูตะกร้าแน่นขึ้นไม่ให้เผลอทำมันร่วงลงพื้น

โกหก

ใช่ ต้องโกหกแน่ๆ มีผู้ชายที่ไหนเขาขอแต่งงานกันดื้อๆ อย่างนี้ ซ้ำกับผู้หญิงที่เขารู้ว่าเป็นนางโลมมาก่อน ไม่มีผู้ชายที่ทำอย่างนี้ได้เหมือนกันถึงสองคนแน่นอน

...และคนที่เคยทำคนหนึ่งก็ต้องมาร่วมแบกรับบาปของเธอ ซ้ำชดใช้มันด้วยความตายก่อนเวลาอันควรไปแล้วมิใช่หรือ...

ถ้าข้าคิดจะเที่ยวเล่น สู้ไปหาคนอื่นตั้งมากมายที่พูดคำเดียวก็ตกลงแล้วไม่ดีกว่าหรือ รูอาร์คยักไหล่ ข้าพูดจริงนะ ถ้าเจ้าต้องการเวลาพิสูจน์สักห้าปี...ข้ารอได้ สิบปีนานอยู่...แต่ข้าก็รอได้ ยี่สิบปี...เจ้าใจร้าย แต่ข้ารอได้ ห้าสิบปี...เราคงกลายเป็นตาแก่ยายแก่ไปแล้ว แต่ขอแค่มานั่งเลี้ยงหลานด้วยกันหลังขดหลังแข็ง ข้าก็รอได้ ขออย่างเดียวอย่าถึงร้อยปี หลุมศพมันมืดและเงียบดี...แต่คงไม่มีใครไปนอนกอดกันในนั้น

ลีชาตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก ไม่มีเสียงเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ไปเสียดื้อๆ เธอพูดได้อย่างเดียวเมื่อกล่องเสียงของตนยอมทำงานพะ...พอแล้ว

รูอาร์คเดินนำไปโดยไม่พูดอะไร แต่ผิวปากเป็นเพลงเกี้ยวสาวที่เธอจำเนื้อร้องได้รางๆ ว่า แม่ดอกไม้แรกแย้มจะประวิงเวลาไปไย ทำให้เด็กสาวได้แต่บังคับสองเท้าให้ยอมก้าวต่ออย่างแข็งขัด

เธอไม่เชื่อหรอก ไม่มีวันเชื่อ นั่นก็แค่คำพูดที่คนปากหวานใช้หลอกผู้หญิงชัดๆ ไม่เหมือนคำพูดของเกล็นซึ่งไม่ประดิดประดอย และฟังจริงใจกว่ากันเป็นไหนๆ

แล้วถึงรูอาร์คจะจริงใจและจริงจัง นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เธอเคยเป็นนางโลม เป็นหญิงม่ายลูกติด เป็นเหยื่ออารมณ์ของพวกโจรและชายอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเธอไม่เคยกล้านับ เป็นทุกสิ่งที่ไม่มีวันแต่งงานกับขุนนางระดับลูกชายเจ้ามณฑลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเธอไม่ได้รักเขาแม้แต่น้อย ต่อให้เด็กหนุ่มมองทะลุความเศร้าที่เธอปิดบังไว้ได้เหมือนเกล็นก็ตาม

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น