The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,804 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    88

    Overall
    5,804

ตอนที่ 21 : 20 - เสร็จสิ้นพิธีสยุมพร “เรายังมีอะไรต้องพูดกันอีก”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ก.ค. 60

บทที่ ๒๐ 

เสร็จสิ้นพิธีสยุมพร

 

หลังเสียงแตรสัญญาณในยามบ่าย แอชลีนน์ก็กลับมายังที่นั่งของตน ขุนนางและผู้ชมอื่นๆ ยืนทำความเคารพเธอ ก่อนจะนั่งลงโดยพร้อมเพรียง

ผู้เข้าประลองทั้งสองเข้าประจำขอบสนาม การประลองรอบสุดท้ายเริ่มขึ้นในไม่ช้าท่ามกลางเสียงร้องให้กำลังใจที่ค่อนข้างแผ่วในทีแรก คงเพราะคนที่มีผู้รู้จักและให้กำลังใจมากกว่าอย่างดูลัสกับคาเฮียร์ล้วนแพ้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ไม่นาน เสียงเหล่านั้นก็เริ่มดังกระหึ่มเมื่อการต่อสู้ทวีความดุเดือดขึ้นทุกขณะ ชาลัวห์เปิดฉากรุกเป็นชุดเช่นเดิม ทว่าเฟย์ลิมหลบหลีกได้อย่างง่ายดายแล้วพลิกตัว ฟาดดาบลงกลางหลังอีกฝ่ายจนเซไปหลายก้าว เรียกเสียงเฮจากบรรดาผู้ชม อย่างน้อยคนที่เอาใจช่วยเฟย์ลิมดูเหมือนจะมีมากกว่า หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เด็กสาวเองก็ดูการต่อสู้ด้วยใจที่เต้นระทึก เธอพลอยให้กำลังใจเฟย์ลิมโดยปริยายในเมื่อปักใจเชื่อว่าชาลัวห์วางยาโกงดูลัส เธอไม่เห็นเลยว่าชาลัวห์เก่งตรงไหน และยิ่งเฟย์ลิมต้อนอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ เธอก็พบจุดอ่อนที่ไม่ควรมีเต็มไปหมด ผู้ชมโห่อย่างไม่พอใจเมื่อเขาคว้าดินปนทรายขึ้นซัดใส่หน้าเฟย์ลิมแล้วฟันซ้ำ แต่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลก็หลบได้ทันท่วงที ซ้ำหมุนตัววางดาบจ่อหลังคอคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ทว่าชาลัวห์กลับไม่ยอมหยุดมือ จนกรรมการต้องเข้ามาแยกทั้งสองจากกัน

ข้ายังไม่แพ้! ข้าจะแพ้ได้อย่างไร!”

ดาบของคู่ต่อสู้แตะจุดตายท่านแล้ว

แตะจุดตายแล้วไม่ได้หมายความว่าโดนฆ่าเสมอไปสักหน่อย! ข้าขยับหลบได้ก่อน! แต่เจ้าไม่เห็นเอง!”

คำตัดสินของกรรมการถือเป็นสิทธิ์ขาด ท่านน้าคอนรอยพูดเสียงดังให้ได้ยินถึงในสนามประลอง

ใต้เท้า! แต่ว่า...“ ชายหนุ่มยังค้าน

หากเจ้ายังคัดค้านคำตัดสิน ก็เท่ากับลบหลู่พระเกียรติของเจ้าหญิงแอชลีนน์และราชวงศ์อลาชตาร์

นั่นทำให้ชาลัวห์ยอมเงียบและจับมือกับผู้ชนะได้ตามธรรมเนียม แม้ตอนเดินกลับเข้าไปจะยังแสดงท่าทางไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

กรรมการชูมือของเฟย์ลิมขึ้นพร้อมกับประกาศว่าเขาเป็นผู้ชนะ ผู้ชมโห่ร้องแสดงความยินดี เจ้าหน้าที่ทำสัญญาณให้ชายหนุ่มก้าวมาตรงหน้าแอชลีนน์ เธอลุกขึ้นยืน หยิบมงกุฎใบลอว์ราสอันเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะจากบนถาด แล้วก้าวไปยังระเบียงด้านหน้าอัฒจันทร์เพื่อพบกับเขา

เฟย์ลิมค้อมศีรษะคำนับตามธรรมเนียม แล้วก้าวเข้ามาใกล้ เขาไม่เงยมองเธอเลยขณะยืนอยู่ต่ำกว่า เด็กสาวเองก็ไม่เห็นความจำเป็นของการบอกให้เขาเงยหน้าขึ้น เธอสวมมงกุฎใบไม้ให้เขาและกลับหลังหันเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ขณะพยายามระงับคำถามที่ผุดขึ้นซ้ำๆ ในใจ ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะของชายที่จะได้แต่งงานกับเธอรู้สึกอย่างไรกันในตอนนี้...ดีใจ...และภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ ข้าแผ่นดิน ของธีร์ดีเรสำเร็จสมใจหรือ

แอชลีนน์ได้แต่ปลอบตนเองว่าอย่างน้อยผู้ชนะก็ไม่ใช่ดูลัสที่เคียราชอบ ไม่ใช่คาเฮียร์ที่เธอไม่รู้จัก ไม่ใช่ชาลัวห์ที่ไร้มารยาทซ้ำอาจคดโกง แต่เป็นคนที่เธอรู้จัก และอย่างน้อยก็ยังไม่เห็นข้อเสียร้ายแรงอันใดอย่างเฟย์ลิม

ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่รู้เลยว่าจะปฏิบัติต่อเขาในงานเลี้ยงฉลองคืนนี้อย่างไรดี

 

หลังจากถูกเคี่ยวเข็ญให้แต่งตัวงดงามที่สุดจนเย็นย่ำ แอชลีนน์จึงได้ออกมาในสถานที่จัดพิธีหมั้น อันเป็นโถงใหญ่มีเพดานสูง สว่างพราวแพรวด้วยโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ ท่านน้าคอนรอยเป็นผู้จับมือเธอแทนเสด็จพ่อ ขณะที่เฟย์ลิมซึ่งสวมชุดพิธีการก้าวมาตามพรมที่ปูเป็นทางยาว ถือกล่องกำมะหยี่ซึ่งเธอรู้ว่ามีแหวนหมั้นอยู่ภายใน ทั้งสองวงทำโดยสำนักพระราชวัง ในเมื่อพระสวามีของเธอย่อมถือเป็นผู้สมรสเข้าพระราชวงศ์

ครั้นถึงเบื้องหน้าเด็กสาว ชายหนุ่มก็คุกเข่าลง เธอยื่นมือไปให้เขาจุมพิตเบาๆ ตามธรรมเนียม ก่อนจะรับแหวนทองที่สลักตราราชวงศ์และลวดลายเงื่อนสอดสลับเกี่ยวพันไม่มีวันจบสิ้นจากท่านน้าคอนรอยมาสวมบนนิ้วนางซ้ายของเขา แหวนนั้นหลวมเล็กหน่อย แต่แหวนแบบเดียวกันซึ่งเฟย์ลิมสวมนิ้วนางซ้ายของแอชลีนน์มีขนาดพอดี เพราะเธอเคยลองแหวนวงนี้มาแล้วนั่นเอง

ทั้งสองไม่ได้ตั้งใจสบตากันเลย และเมื่อสายตาเผลอประสานกันแวบหนึ่ง เฟย์ลิมก็เบือนหลบเสียก่อนด้วย แอชลีนน์อดคิดไม่ได้ว่าเขาคงประหม่าจริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าเขารู้เรื่องที่เธอเป็นคนเดียวกับแอช และเคียราที่ชายหนุ่มได้พบในวันลูคนาซัธหรือไม่ จึงลังเลที่จะเข้าหน้าเธอเช่นนี้ แต่ไม่ทันคิดต่อ เสียงประกาศอวยชัยแด่ธีร์ดีเร เจ้าหญิงกับพระคู่หมั้นก็ดังสะท้อนในโถงหิน

พิธีไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เธอกับเฟย์ลิมยังมีหน้าที่เป็นคู่เต้นรำคู่แรก ชายหนุ่มจูงเด็กสาวมาที่กลางลานเต้นรำ ก่อนจะโค้งคำนับและโอบหลังเอวพร้อมกับจับมือเธอไว้หลวมๆ

ครู่นั้น ทั้งสองไม่อาจเลี่ยงการสบตาได้อีก แอชลีนน์บังคับตนเองให้แสดงสีหน้าเรียบเฉยที่สุด ขณะที่เฟย์ลิมกลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะกระซิบ ท่านเคียรา...เจ้าหญิงคือท่านเคียรา...หรือแอช...จริงๆ ใช่ไหมขอรั...พ่ะย่ะค่ะ

เด็กสาวไม่ตอบและก้มหน้าลงมองชายกระโปรง เสียงดนตรีเริ่มขึ้น บังคับให้ทั้งสองเต้นรำกันอย่างเงียบงัน เป็นพิธีรีตอง ผิดกับการเต้นรำอันแสนสนุกสนานในวันลูคนาซัธครั้งที่แล้ว เมื่อจบเพลง เสียงปรบมือแข็งๆ ก็ดังขึ้นตามธรรมเนียม

เฟย์ลิมคลายมือจากร่างของเธอและค้อมศีรษะอีกครั้ง แอชลีนน์จึงถอนสายบัวรับอย่างเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับหลังหัน ต้องขอตัวก่อน ขออภัยด้วย เรารู้สึกไม่ค่อยสบาย

เธอก้าวไปหาเคียรากับคุณท้าวทราซาที่ยืนประจำตรงมุมห้อง ทีแรกคุณท้าวยืนกรานให้รักษามารยาท แต่ครั้นเด็กสาวบอกว่าตนอยู่ร่วมงานไม่ไหวแล้วจริงๆ นางจึงยินยอมไปรายงานท่านน้าคอนรอย และแอชลีนน์ก็ได้รับอนุญาตให้กลับห้องบรรทมกับเคียรา

 

นอกห้องโถง ดูลัสผู้สวมเครื่องแบบราชองครักษ์ค้อมคำนับเด็กสาว ก่อนจะอารักขาเธอไปตามทางเดินในวัง

ดูลัสไม่ไปร่วมงานเลี้ยงหรือ ระหว่างทาง แอชลีนน์อดถามเบาๆ ไม่ได้

คนแพ้อย่างกระหม่อมไม่มีเรื่องใดให้ฉลองนี่พ่ะย่ะค่ะ

ดูลัส... เธอรู้สึกผิดและเจ็บในใจแทนเขาขึ้นมาที่ถาม “เราขอโทษ...”

พระอาญามิพ้นเกล้า...กระหม่อมเพียงแต่ล้อเล่นพ่ะย่ะค่ะ ที่จริงกระหม่อมไม่อยากพบชาลัวห์ในงานเพราะเกรงจะเกิดเรื่องวุ่นวายต่างหากองครักษ์หนุ่มพูดเรียบๆ

อย่างนั้นหรือ เด็กสาวรับ เขา...มางานด้วยหรือ

ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหมดได้รับเชิญมาในพิธีทั้งนั้นเพคะ รวมทั้ง...ผู้เข้าประลองและผู้ติดตามใกล้ชิดด้วย หม่อมฉันยังเห็นน้องชายของคุณชายเฟย์ลิม...กับคนทรายนั่นอยู่เลยเพคะ เคียราเอ่ยขึ้นบ้าง

แอชลีนน์เงียบไป ตลอดเวลาที่อยู่ในโถง เธอเอาแต่ก้มหน้า แทบไม่มองผู้คนรอบด้านเสียด้วยซ้ำ ทั้งสามเดินอย่างเงียบงันจนถึงห้องบรรทม เมื่อนั้นเองที่เด็กสาวตัดสินใจเอ่ย

ดูลัส เรา...เราขอพูดกับดูลัส...ตามลำพัง...แค่ครู่เดียวได้ไหม

ทั้งองครักษ์หนุ่มและนางกำนัลสาวมีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน

องค์หญิง! เรื่องแบบนี้... เคียราเริ่มค้าน

แค่ครู่เดียวเองนะ...เคียรา นี่เป็นเรื่องสำคัญมากด้วย เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พูดอีกเมื่อไร

...เพคะ หญิงสาวจำใจรับ หม่อมฉันจะดูต้นทางให้ แต่อย่านานนักนะเพคะ

แอชลีนน์พยักหน้าพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องของตน มีชายหนุ่มตามหลัง

ทรงมีเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ ดูลัสรีบถาม

เรา... เด็กสาวพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่ก็ไม่พบคำที่เธอคิดว่าเหมาะสมที่สุดจริงๆ เรา...หวังว่า...ดูลัสจะไม่เสียใจมาก...เรื่องประลอง...เรา...เราเชื่อว่าดูลัสมีฝีมือมากกว่านี้...เราเชื่อว่าต้องมีเรื่องผิดพลาดแน่ๆ

ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะดูลัสยิ้มอ่อนๆ

แต่ว่า...ถึงจะไม่ชนะ...ดูลัสก็...ไม่เป็นไรใช่ไหม

ทรงหมายความว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ ชายหนุ่มเริ่มขมวดคิ้ว

คือ...เราคิดว่า...มีคนที่... แอชลีนน์รวบรวมความกล้า มีคนที่...เรา...คิดว่าคู่ควรกับดูลัสอยู่ ถ้าดูลัส...เอ้อ...ไม่ได้หมายความว่าเราอยากให้ดูลัสจำใจรับรักกับคนคนนั้นหรอกนะ แต่ว่า...ถ้าดูลัสกับนางมีใจตรงกัน...เราจะ...จะดีใจมาก

ขอบพระทัยในพระเมตตาพ่ะย่ะค่ะ องครักษ์หนุ่มกลับพูดเสียงเครียด แต่...ไม่ว่านางจะเป็นใคร กระหม่อมคงต้องขอบังอาจปฏิเสธ ในเมื่อองค์หญิงทรงโทมนัสอย่างนี้...แต่ยังทรงมีพระเมตตา คำนึงถึงความสุขของกระหม่อมก่อนแท้ๆ

หมายความว่าอย่างไร เด็กสาวถามอย่างสงสัย

องค์หญิงทรงไม่ได้มีพระประสงค์จะเสกสมรสกับเฟย์ลิมไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ แค่เห็นในพิธีหมั้นเมื่อครู่ กระหม่อมก็ทราบแล้ว ชายคนทรายคนนั่นผลักดันให้เขาชนะจนได้ นั่นคือแผนการของพวกเขาไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ

เรา... แอชลีนน์รู้ว่าใจจริงเธอไม่อยากเสกสมรสกับใครในผู้เข้าประลองรอบสุดท้ายทั้งสี่คน...แต่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกหรือ

หากองค์หญิงทรงไม่พอพระทัย ก็ได้โปรดให้กระหม่อมช่วยเท่าที่ทำได้เถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะสืบ...ทั้งเรื่องที่กระหม่อมมีอาการแปลกๆ ตอนสู้กับชาลัวห์ และจุดมุ่งหมายของคนทรายพวกนั้น หากทราบแผนร้ายของพวกเขาได้ก่อนพิธีเสกสมรส จะได้เปิดโปงจับกุม และผลักดันให้มีการคัดเลือกพระคู่ใหม่

แอชลีนน์ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องการหรือไม่

แต่...เราไม่คิดว่าเฟย์ลิมโกงนะ เธอพยายามแย้ง ส่วนอาเมียร์...ถึงเขาจะมีแผนอะไร เราก็คิดว่าเขาเป็นคนดี เขาแค่...คิดถึงธีร์ดีเรมากกว่าใจของเราเท่านั้นเอง ดูลัสก็รู้

แต่องค์หญิงคือพระหถทัยของธีร์ดีเร หากองค์หญิงไม่ทรงสำราญแล้ว...ความสงบสุขของธีร์ดีเรก็ไม่มีความหมายพ่ะย่ะค่ะ

ดูลัส... เด็กสาวเริ่มไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ทำไมกันหนอ...เรื่องที่เธออยากพูดเกี่ยวกับดูลัสกับเคียรากลับกลายเป็นเรื่องไร้คำตอบของเธอเสียได้ แอชลีนน์ยิ่งตกใจเมื่อองครักษ์หนุ่มถึงกับคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธอ

ขอเพียงองค์หญิงตรัสมาคำเดียว ดูลัสก็พร้อมจะรับใช้ถวายชีวิตทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ

ดูลัส...เรา...

เสียงเคาะประตูอย่างร้อนรนดังขึ้น

องค์หญิง คุณท้าวทราซากำลังเดินมาเพคะ

ชายหนุ่มรีบออกไปจากห้องก่อนที่เคียราจะผลุบเข้ามาแทบทันควัน การสนทนาที่ไม่เป็นผลอะไรจึงจบลงเพียงเท่านั้น

 

ท่านได้พูดอะไรกับเจ้าหญิงไหม อาเมียร์รีบถามเฟย์ลิมในทันทีที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ ก่อนจะขยายความ ข้าได้ถามแค่ว่าเจ้าหญิงเป็นคนเดียวกับแอชกับเคียราหรือเปล่าขอรับ พระองค์ไม่ตรัสตอบ ข้ายังไม่ทันบอกเรื่องที่อาจารย์ฝากไว้ พระองค์ก็ทรงขอตัวออกไปก่อน ขออภัยด้วยขอรับ ตอนเต้นรำกันอยู่ข้าไม่กล้าเสี่ยงพูด กลัวทำอะไรผิดไปแล้วจะไม่ดีนัก

ไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องขอโทษหรอก ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษเด็กหนุ่มผมดำพยายามข่มความกังวลของตน

อาจารย์ เฟย์ลิมยิ้มอย่างอ่อนใจ เราก็พูดกันแล้วนี่ขอรับ

หลังจากเฟย์ลิมชนะ อาเมียร์ก็รีบขอเวลาพูดกับเขาและรูอาร์คตามลำพังทันที เพื่อเผยเรื่องที่เด็กหนุ่มรู้ว่าแอชกับเคียราในวันลูคนาซัธคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ ชายหนุ่มประหลาดใจและตกใจมากจริงๆ แต่เมื่ออาเมียร์ขอโทษที่ปิดบัง เขาก็บอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอโทษเลย

ถ้าอาจารย์บอกข้าแต่แรกว่าแอชคือเจ้าหญิงแอชลีนน์...ข้าคงวางตัวไม่ถูกจนเจ้าหญิงทรงไม่สบายพระทัยยิ่งกว่านี้แน่ๆ

เด็กหนุ่มตัดสินใจเล่าต่อว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์เลิกเสด็จมาเรียนเพราะเข้าใจไปว่าเขาต้องการจับคู่พระองค์กับเฟย์ลิม จึงฝากคำขอโทษให้เจ้าหญิงด้วยถ้ามีโอกาส ชายหนุ่มไม่ได้ต่อว่าเขาเรื่องนี้ รูอาร์คฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร กระนั้นยังแอบยิ้มมุมปาก และมองเขาด้วยสายตาเป็นนัย เหมือนจะบอกว่าข้อสันนิษฐานทั้งหมดของตนไม่ผิดเลย

อาจารย์หาโอกาสไปพูดกับเจ้าตัวเองไม่ได้หรือ เด็กหนุ่มผมแดงแทรกใกล้ๆ ทั้งสอง ใครเขาจะอยากฟังคำขอโทษที่ฝากคนอื่นมาเล่า

ก็ข้าเข้าพบเจ้าหญิงได้เสียที่ไหน เด็กหนุ่มผมดำแย้งทันควัน

เข้าพบไม่ได้ก็ปีนเข้าห้องคืนนี้เลย ไหนๆ ได้พักในวังแล้ว ข้าไปตะล่อมถามนางกำนัลแถวนี้ให้ไหมว่าห้องบรรทมของเจ้าหญิงอยู่ที่ไหน จะได้ปีนสะดวก

อาเมียร์กำลังจะดุคนยุให้เขาหาเรื่องหัวขาดอยู่พอดี เมื่อท่านเบเรค ท่านหญิงภรรยา และคุณหนูฟิเดลมาเดินเข้ามา

คุยอะไรกันอยู่หรือพ่อหนุ่มทั้งสามท่านเบเรคถาม

เรื่องที่พี่เฟย์ลิมเพิ่งถูกสลัดรักกระมังขอรับ รูอาร์คโพล่งตอบทันควัน

รูอาร์ค นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว

เด็กหนุ่มผมแดงเพียงยักไหล่ ก่อนจะผละไปคุยกับหญิงในชุดราตรีอีกคน แล้วไม่นานก็ควงแขนกันไปเต้นรำ

เจ้าหญิงคงจะทรงพระประชวรจริงๆ ในพิธีหมั้นกับเต้นรำ ลูกทำถูกต้องตามธรรมเนียมทุกอย่าง อย่าห่วงเลย ท่านเบเรคดูเหมือนจะห่วงความรู้สึกของลูกชายคนโตไม่น้อย

ขอรับ ข้าก็ไม่ได้กังวลอะไรหรอก เฟย์ลิมตอบพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ

ไปพักผ่อนตามสบายเถอะ แต่ตอนนี้ลูกเป็นพระคู่หมั้นแล้ว ต้องวางตัวให้ดี ท่านเจ้ามณฑลบอก ก่อนจะหันมาทางลูกสาวคนเล็ก เอ้อ ฟิเดลมา ลูกอยากเต้นรำหรือเปล่า

เด็กสาวผมสีน้ำตาลก้มหน้าลงอย่างสำรวม

ถ้าท่านพ่ออนุญาตนะคะ

ถ้าอย่างนั้น...ไปเต้นรำกับอาเมียร์ไหม เด็กหนุ่มผมดำประหลาดใจขึ้นมาทันที ครั้นมองท่านเบเรค ก็เห็นอีกฝ่ายสบตากับตนเหมือนคะยั้นคะยอทางอ้อม ให้เกียรติเต้นรำกับลูกสาวข้าเถอะนะ

ข้า...ขออภัยขอรับ อาเมียร์รีบค้อมศีรษะ ข้าเต้นรำอย่างชาวธีร์ดีเรไม่เป็นขอรับ

อย่างนั้นหรือ น่าเสียดาย ชายวัยกลางคนรับเรียบๆ หากรู้ก่อน ข้าจะได้ให้เฟย์ลิมหรือรูอาร์คช่วยหัดให้ เอาเถอะ กลับไปแล้วค่อยหาโอกาสฝึกก็ได้

ให้ฟิเดลมาเต้นรำกับข้าก็ได้ขอรับท่านพ่อ เฟย์ลิมเสนอ

ก็ดี ถึงอย่างไรก็ได้มางานในวังหลวงแล้ว จะได้มีประสบการณ์ไว้ เสียแต่คู่เต้นรำต้องเลือกให้ดี ให้ได้คนที่เป็นสุภาพบุรุษและมีเกียรติ ท่านเบเรคลดเสียงลงขณะเหลือบมองอีกทาง เป็นครั้งแรกที่ดูคล้ายรูอาร์คขึ้น อย่างน้อย ก็อย่าเลือกอย่างรองชนะเลิศงานนี้เป็นอันขาด

ท่านหญิงยกพัดขึ้นป้องปาก ส่วนอาเมียร์กับเฟย์ลิมยิ้มออกมาแม้จะไม่สดใสนัก

ชายหนุ่มจูงมือน้องสาวไปที่ลานเต้นรำ ส่วนเด็กหนุ่มผมดำก็ได้รับคำบอกจากนายจ้างให้พักผ่อนตามอัธยาศัย เขาจึงเลี่ยงไปลองเครื่องดื่มและของว่างที่จัดไว้บนโต๊ะมุมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่อาจทำตนเองให้ชินกับบรรยากาศของงาน ซึ่งล้วนมีเพียงขุนนางชั้นสูง ซ้ำบางคนลอบมองหรือซุบซิบอย่างประหลาดใจที่คนต่างชาติอย่างเขาแต่งกายราวกับขุนนางเข้ามาในงานนี้ได้

สุดท้าย อาเมียร์จึงหลบไปสูดอากาศในสวนด้านนอกซึ่งมีตะเกียงจุดไว้เป็นระยะๆ และไม่มีคนมากนัก

ลึกเข้าไปอีก เด็กหนุ่มเห็นหลังคา ยอดป้อมกำแพง และหอคอยใหญ่หลังหนึ่งซึ่งสูงดึงดูดสายตาที่สุด เขาจึงสนใจพวกมันขึ้นมา

พระราชวังหลวงของธีร์ดีเรแตกต่างจากวังที่เขาเคยอยู่ ซึ่งประกอบด้วยหมู่อาคารเตี้ยหลายหลังบนพื้นที่กว้างขวาง ปราสาทหลังนี้สร้างบนเกาะในอ่าว ก่อด้วยหินแน่นหนาเหมือนป้อมปราการ มีทางเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ทางเดียว คือสะพานขนาดใหญ่ซึ่งมีกลไกชักรอกขึ้น เหมือนจะใช้ทะเลเป็นด่านคุ้มกันทางธรรมชาติอีกชั้นหนึ่ง กระทั่งในสวนเช่นนี้ กลิ่นเค็มเฉพาะตัวยังโชยเข้ามาแม้จะไม่ได้ยินเสียงคลื่น

มิน่าเล่า แอชจึงบอกว่าใกล้ถึงปราสาทเมื่อใด สิ่งแรกที่บอกให้รู้คือกลิ่นไอเกลือ

ความคิดถึงเจ้าของชื่อทำให้เด็กหนุ่มสงสัยขึ้นมาว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไร อยู่ที่ใด สนามประลองอยู่ด้านหน้าสุดของปราสาท ขนาบข้างสนามใหญ่ด้านหน้าโถงท้องพระโรง ที่ประทับส่วนพระองค์คงอยู่ลึกเข้าไปข้างใน...ตรงส่วนที่มีหอคอยสูงๆ นั่นกระมัง แต่แอชคงไม่ถึงกับอยู่บนยอดหอคอย เหมือนเจ้าหญิงในตำนานพื้นบ้านแถบนี้ที่ต้องรอเจ้าชายมาช่วยหรอก

เด็กหนุ่มลองสำรวจในสวนไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบทางเดินต่อไปอีกด้านหลัง ทางนั้นมีทหารเฝ้าอยู่ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ทักหรือห้ามแต่อย่างใดเมื่อเขาเดินผ่านเข้าไป ข้างในเป็นสวนติดคูน้ำ ปลูกไม้ดอกและต้นหลิวไว้เป็นทิวดูร่มรื่นกว่าด้านนอก แลไปอีกก็เห็นระเบียงเล็กๆ ล้อมด้วยราวเหล็กดัด

...มีบางสิ่งสีขาวขยับไหวน้อยๆ บนนั้น...

อาเมียร์กะพริบตาเผื่อเขาจะตาฝาดไป แต่สีขาวนั้นยังคงอยู่ พลิ้วไหวเหมือนกับเนื้อผ้าบางเบา...บอกว่าร่างนั้นคงจะเป็นผู้หญิง

เขาลองก้าวเข้าไปใกล้แล้วก็แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง แอช!”

ร่างนั้นสะดุ้งเฮือกและหันมา เป็นคนที่เขาคิดจริงๆ เธอสวมชุดนอนสีขาวพลิ้ว มีผ้าคลุมไหล่ เส้นผมยาวปล่อยสยาย เด็กสาวกระชับผ้าคลุมไหล่แน่นขึ้นก่อนจะก้มลงถาม ท่านเข้ามาได้อย่างไร

ข้า... อาเมียร์ชี้ข้ามไหล่ไปข้างหลัง ก็เดินเข้ามาทางนี้

นี่เขตวังชั้นในนะ ทหารยามไม่ห้ามไว้หรือ

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ เห็นพวกเขาไม่พูดอะไร ข้าเลยเดินเข้ามา

เจ้าหญิงแอชลีนน์ขมวดคิ้วเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสเสียงเข้มขึ้น ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดจริง หรือใช้วิธีอื่นลอบเข้ามา แต่รีบออกไปเสีย เธอบอกก่อนจะกลับหลังหัน หากไม่อยากถูกลงโทษ

เดี๋ยวก่อน อาเมียร์ร้องห้ามทันควัน ข้า....กระหม่อม...มีเรื่องต้องกราบทูลให้ได้พ่ะย่ะค่ะ

เรายังมีอะไรต้องพูดกันอีกเด็กสาวเหลียวหน้ามาน้อยๆ

กระหม่อมฝากจดหมายขอโทษไปกับดูลัสตั้งแต่ก่อนกลับเมืองหลวง พระองค์ได้รับแล้ว...ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ

เจ้าหญิงหันกลับมาทางเขาเต็มตัว แต่ยังไม่เข้ามาใกล้ระเบียงนัก

ท่านคิดว่านั่นเป็นคำขอโทษหรือเสียงถามของเธอเริ่มขุ่นจนอาเมียร์ไม่เข้าใจ

ก็กระหม่อม...

ท่านขอโทษ! แต่ก็ยังรอวันให้ข้าเป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งธีร์ดีเร! เคยนึกถึงความสุขกับความต้องการของข้าในฐานะคนคนหนึ่ง...คนที่ไม่ใช่เจ้าหญิง...แต่เป็น...เป็นเพื่อนของท่านบ้างไหม! นั่นคือคำขอโทษของเพื่อนหรือ! จะมาพูดอะไรอีก...ในเมื่อท่านทำให้เฟย์ลิมชนะสมใจแล้ว!”

เพราะเป็นเพื่อนน่ะสิ...ถึงปล่อยให้ชาลัวห์ชนะไม่ได้ เด็กหนุ่มพยายามอธิบาย กระหม่อมได้ยินมาว่าชาลัวห์ชอบฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน แล้วพ่อของเขายังอยู่เบื้องหลังพวกโจรป่าที่เที่ยวปล้นเก็บค่าคุ้มครอง...พวกที่ฆ่าสามีของลีชาก็เป็นพวกนั้น กระหม่อมเชื่อว่าท่านดูลัสแพ้เพราะถูกโกงด้วยวิธีบางอย่าง แต่ในเมื่อยังพิสูจน์ไม่ได้...ก็มีแต่ใครสักคนต้องชนะชาลัวห์ ถ่วงเวลาให้ได้ก่อนเท่านั้น

...แล้วถ้า... เธอถามช้าๆ หลังจากเงียบไปอีกครู่ พิสูจน์ได้ว่าชาลัวห์โกงจริงๆ ท่านจะทำอย่างไร ผลักดันให้มีการประลองใหม่อย่างยุติธรรมหรือ

อาเมียร์ครุ่นคิด ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องการสื่ออะไรผ่านคำตอบนั้น

หากทรงต้องการให้เป็นเช่นนั้น ครั้นเขาพูดไปก็ได้ยินเด็กสาวถอนหายใจหยันๆ

ความต้องการของเราเคยสำคัญเสียที่ไหน

ถ้าทรงต้องการให้ดูลัสชนะ...กระหม่อมมั่นใจว่าเขาต้องชนะได้อย่างยุติธรรมแน่นอน เด็กหนุ่มเสี่ยงพูด

แอชลีนน์กลับจ้องเขม็งมาทางเขาทันควัน

แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราอยากให้ดูลัสชนะ เราอาจจะอยากให้ชาลัวห์ชนะ...อยากให้คาเฮียร์ชนะ...หรืออยากให้ใครก็ตามที่ไม่ได้ลงประลองตั้งแต่แรกชนะ ไม่งั้นก็ไม่อยากเป็นราชินีแห่งธีร์ดีเรด้วยซ้ำไป...ถ้าต้องแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักเลยอย่างนี้!”

เด็กหนุ่มเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น...ไม่ก็คิดว่าตนเข้าใจ แต่ทว่า... เลิกหวังเถอะพ่ะย่ะค่ะ หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีแต่จะยิ่งทำให้เจ็บปวดพระทัยเมื่อผิดหวัง

แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นไปไม่ได้ เด็กสาวแย้งทันที

พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าเป็นไปได้

ก็ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้หรือ

หากพระองค์ไม่ปกครองธีร์ดีเร ใครจะปกครอง ความเป็นอยู่ของประชาชนนับแสนนับล้าน...ใครจะรับผิดชอบ เพื่อความสุขของพระองค์เพียงผู้เดียว...จะทรงทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะต้องการเสกสมรสกับคนที่ใครๆ ไม่มีวันยอมรับในฐานะราชาหรือพ่ะย่ะค่ะ

ท่านรู้ได้อย่างไรว่าใครๆ จะไม่ยอมรับ!” แอชลีนน์ร้อง ถ้าท่ะ...คนคนนั้นมีความสามารถ...เหนือกว่าใครหลายคน...เหนือกว่าคนที่ชนะการประลองด้วยซ้ำ! นั่นยิ่งดีต่อธีร์ดีเรไม่ใช่หรือ! ถ้าคนคนนั้นอยากให้ธีร์ดีเรสงบร่มเย็น...ไม่สิ...ถ้าเห็นข้าเป็นมากกว่าเบี้ย...หรือนายที่ข้าแผ่นดินต้องรับใช้...นั่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นอกเสียจาก...เขาไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกับที่ข้ารู้สึก ถ้าเป็นอย่างนั้น...ข้ายอมรับคำปฏิเสธได้...ถึงจะ...เสียใจ...อยู่บ้าง...ก็เถอะ

ใจของอาเมียร์กระตุกวูบ...ยิ่งเมื่อมองเด็กสาวที่หลบสายตาไปอีกทาง เห็นไหล่บอบบางสั่นที่น้อยๆ ราวกับแบกรับน้ำหนักเกินตัวมาเนิ่นนานเจียนไม่ไหว

เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าแอชเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง...เขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ต่างคนเป็นเพียงมนุษย์ ตัวเล็กกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับป้อมกำแพงและพระราชวังใหญ่โต สงคราม และกลไกขับเคลื่อนอาณาจักร ชาติกำเนิด...ฐานันดร...เปลือกที่ห่อหุ้มพวกเขาอยู่หาได้สำคัญอันใดเลย แอชเกิดมาเป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวที่เขาเกิดมาเป็นเจ้าชาย...แล้วอย่างไร จู่ๆ เขาก็เสียฐานะนั้นไป กลับกลายเป็นสามัญชนในชั่วพริบตา

ทั้งสองต่างกันเพียงไร ต่างกันจนสวมกอด ปลอบประโลมและเติมเต็มกันไม่ได้เชียวหรือ

ใช่ สิ่งที่ทำให้เธอเป็นเธอและเขาเป็นเขาอยู่ลึกลงไปกว่านั้น ทว่า...เปลือกนั้นไม่ใช่เพียงเปลือก มันเป็นตาข่ายที่โยงใยรัดพันพวกเขาไว้กับหลายสิ่ง เมื่อตาข่ายของเขาถูกกระชากออก มันดึงเอาชีวิตมากมายลงสู่ห้วงเหว อาณาจักรที่ไร้ผู้ปกครองเป็นแกนกลางนั้นอ่อนแอ ผู้คนมากมายต้องล้มตาย สิ่งใดจะรับประกันได้ว่าสงครามและการฆ่าฟันจะไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าเขาจะตอบรับใจของแอชในฐานะผู้อพยพคนทรายที่มีความสามารถแต่ไร้อำนาจ หรือเปิดเผยฐานะเจ้าชายทัมมุซแห่งอาณาจักรสาบสูญ ศัตรูของสาวกแห่งองค์สุริยเทพ ซึ่งรวมถึงธีร์ดีเร

เขาดึงเธอลงมาจากระเบียง มายืนอยู่บนพื้นแผ่นเดียวกันเพื่อสวมกอดในตอนนี้ไม่ได้ และไม่อาจเอื้อมถึงขั้นดึงเธอลงมาแบกรับสงครามอีกครั้ง เแอชเป็นคนที่ร่าเริงสดใส แต่ที่จริงก็รักธีร์ดีเรมาก เป็นคนที่เขาสนิทด้วยที่สุดนอกจากแม่กับน้องสาว แต่...เขาเผยใจต่อเธอไม่ได้

คนคนนั้น...ไม่อาจก้าวล้ำความเป็นข้าแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ สุดท้าย อาเมียร์ก็พูดออกไป ขออภัยด้วย

เพราะ...ไม่มีใจ...เกินข้าแผ่นดินอย่างนั้นหรือ คำถามของเธอแผ่วเบา...แทบขาดห้วงจนเขาไม่รู้ว่าตนฟังถูกหรือไม่

เด็กหนุ่มนิ่งงัน ไร้คำตอบ ก่อนหน้ารูอาร์คทัก เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่ตนมีต่อแอช...ไม่อยากให้เธอโกรธ...อยากพูดคุยด้วย...อยากให้เธอสบายใจ...อยากแบ่งปันสิ่งที่ตนจะให้ได้...เหล่านี้รวมกันเรียกว่าอะไร มันไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยรู้จักหรือเข้าใจ และคงไม่ใช่สิ่งนั้นไปได้ ในเมื่อรู้แต่ต้นว่าเธอเป็นคนที่ไม่อาจครองคู่...ความรู้สึกที่มีจะเรียกว่ารักได้อย่างไร

คนคนนั้น...เสียแผ่นดินที่เป็นของตนไปแล้ว อาเมียร์ตัดสินใจพูดช้าๆ สูญเสียรุนแรง...ในสงคราม เขาเห็นคนตายมากมาย เสียคนที่รักไปมากมาย เสียกระทั่งสิ่งที่ตนถูกกำหนดให้เป็นตั้งแต่เกิด เสียจนไม่รู้ว่า...ชีวิตของตนมีความหมายอะไรอีก เขาไม่อยากให้ธีร์ดีเรต้องสูญเสียเช่นนั้น ไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือดใดๆ ก็ตาม...โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเป็นต้นเหตุ จึงไม่อาจข้ามผ่านความเป็นข้าแผ่นดินไปได้...แต่แรกแล้ว

เจ้าหญิงแอชลีนน์เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว

เขาเคยสูญเสีย ข้าก็เคยสูญเสีย ถึงไม่อาจข้ามผ่านความเป็นข้าแผ่นดิน...ก็ยังพูดคุยกันในฐานะอื่นได้ใช่ไหม

...ทรงหมายความว่าอย่างไร

ที่...ท่านพูดถึงเขา ข้าพอเข้าใจ แต่ในฐานะ...ผู้สูญเสียเหมือนกัน เราสองคนยังปลอบโยนกันได้ใช่ไหม

เขา...ไม่อยากพูดถึงสิ่งที่จบไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ อาเมียร์รีบปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ต้องการพูดมาเนิ่นนานเหลือเกิน ถึงเสด็จพ่อที่สวรรคตด้วยน้ำมือศัตรู เหมือนพระราชบิดาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ถึงความสูญเสียและการฆ่าฟันที่บังเกิดต่อหน้าต่อตา

แต่ไม่ได้ เขาจะให้แอชเข้ามาเกี่ยวข้องมากไปกว่านี้ไม่ได้

ถึงอย่างนั้น เด็กสาวเอ่ยอย่างลังเล ในฐานะข้าแผ่นดินของธีร์ดีเร เขายังสอนข้าได้...เหมือนกับที่สอนเฟย์ลิมใช่ไหม เขายังเป็น...ที่ปรึกษาของเราสองคนได้ไหม

อาเมียร์พลันเย็นวาบในใจ ไม่รู้ว่าตนเองหวาดระแวงเกินไปหรือไม่ แต่ก็เหมือนสังหรณ์ว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ยังไม่ได้ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง ถึงรู้ว่าไม่อาจครองคู่ ก็ยังหวังพบเขาและให้เขาอยู่ใกล้ๆ ...

เป็นภาพหลอนที่คุ้นเคยจนน่ากลัวเกินพอ เฟย์ลิมเป็นคนดี หากได้เสกสมรสกับเจ้าหญิง ก็ย่อมให้เกียรติและซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ไม่นานคงกลายเป็นความรัก...เหมือนที่เสด็จพ่อทรงรักเสด็จแม่ แต่...หากแอชเป็นเหมือนเสด็จแม่ ไม่อาจมีใจให้เฟย์ลิม...ยิ่งเพราะมีเขาอยู่ใกล้ชิดทั้งสองคนจนเกินไป...แล้วจะเป็นอย่างไร

อาเมียร์ไม่อยากเป็นเหมือนท่านอา ไม่อยากทำให้เฟย์ลิมเสียใจเหมือนเสด็จพ่อ ถึงเขาจะไม่ได้รักแอชลึกซึ้งเหมือนที่ท่านอารักแม่...เขารักเธอไม่ได้...และเสี่ยงให้เธอผูกพันกับเขามากไปกว่านี้ไม่ได้จริงๆ มันอันตรายเกินไป ไม่ดีต่อเฟย์ลิม แอช ตัวเขาเอง รวมทั้งธีร์ดีเรทั้งอาณาจักร

เด็กหนุ่มรีบตัดสินใจในบัดนั้น และค้อมศีรษะลงอย่างต่ำที่สุด ขณะเอ่ยคำปดที่เพิ่งคิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ

ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตัดสินใจได้พักใหญ่แล้ว...ว่าจะเลิกทำงานกับท่านเจ้ามณฑลเมื่อสิ้นสุดการประลอง

อะไรนะ!” เด็กสาวพลันก้าวเข้ามาชิดลูกกรงกั้นระเบียง สองมือเท้าบนราวขณะชะโงกมองเขา ทำไม!”

กระหม่อมคิดได้ว่าตนไม่เหมาะกับงานนี้เลย แค่สำคัญตนไปว่าจะช่วยธีร์ดีเรได้ แต่...ที่จริงก็เดินทางผิดเสียเอง

ถ้าท่านตั้งใจช่วยข้ากับธีร์ดีเรจริงๆ ท่านอาจทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็ได้ เจ้าหญิงแอชลีนน์กลับแย้งจนเขาประหลาดใจขึ้นมา ถ้า...ถ้าชาลัวห์โกงจริงๆ อย่างที่ท่านว่า...ก็ต้องมีใครสักคนหยุดเขา ท่านเพียงแต่บังเอิญเป็นคนของเฟย์ลิม ข้าไม่ว่าอะไรท่านอีกแล้ว ถ้าอยากช่วยธีร์ดีเรต่อไป...ก็มาช่วยข้าเถอะ...ช่วยชี้แนะข้ากับเฟย์ลิมว่าจะปกครองอย่างไรดีเถอะนะ

อาเมียร์สั่นศีรษะปฏิเสธ เขากลัวว่านั่นต่างหากคือการเดินทางผิดซ้ำสอง

ท่านเฟย์ลิมเรียนรู้จากกระหม่อมไปมากแล้ว และหากทรงต้องการผู้ชี้แนะจริงๆ ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากระหม่อมอยู่ไม่ห่างพระองค์นี่เอง ขออภัยด้วย

แต่ท่านจะไปทำอะไร ถ้าไม่ทำงานกับเฟย์ลิมกับท่านเจ้ามณฑล

ก็กลับไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ตามเดิม

แต่ความสามารถของท่าน...

กระหม่อมยังไร้ความสามารถนัก แต่ที่สำคัญกว่าคือ...กระหม่อมไม่อยากให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนอีกพ่ะย่ะค่ะ เด็กหนุ่มรีบอ้าง ครั้งนั้นดูลัสแค่ขู่ กระหม่อมทราบว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่หากกระหม่อมได้ทำงานในราชสำนัก ย่อมมีคนไม่พอใจทั้งเรื่องชาติกำเนิดฐานันดร หากขวางหูขวางตาใคร...พวกเขาอาจเล่นงานพ่อแม่หรือน้องๆ แทน กระหม่อมเห็นแก่ตัวมานานเกินไปแล้ว ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาให้มากกว่านี้

ข้า...ส่งคนไปคุ้มครองพวกเขาก็ได้ ให้พวกเขาย้ายเข้าเมืองหลวงก็ยังได้ อย่าห่วงเรื่องนั้นเลย

ท่านพ่อคงไม่ยอม ท่านอยากเป็นชาวไร่ ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองการปกครอง ตอนนี้...กระหม่อมก็ไม่อยากยุ่งเหมือนกัน

ครั้งนี้เด็กสาวนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด ถ้าท่านบอกว่า ไม่ต้องการ แต่แรก ข้าก็ไม่คัดค้านหรอกเธอถอนหายใจ ข้าจะไม่ฝืนใจท่าน...ข้ารู้ดีว่าฝืนใจตนเองเป็นทุกข์อย่างไร แต่ท่านยังเห็นข้าเป็นเพื่อนเหมือนเดิม...ใช่ไหม ว่างๆ ...ให้ข้ากับเฟย์ลิมไปเยี่ยมบ้านท่านอีกนะ...ถึงเราสองคนคงจะไม่ค่อยว่างนัก

แน่นอน บ้านของกระหม่อมยินดีต้อนรับฝ่าบาทกับท่านเฟย์ลิมเสมอพ่ะย่ะค่ะ เขาพยายามยิ้มตอบ

แล้ว...ท่านต้องอยู่ร่วมพิธี...ของพวกเราด้วยนะ อย่างน้อย...ก็อยู่จนถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับเถอะ

...พ่ะย่ะค่ะอาเมียร์ตัดสินใจรับแม้จะยังลังเล ที่จริงเขาคงปฏิเสธไม่ได้ เพื่อที่จะไม่ดูเหมือนหลบเลี่ยงจนเป็นพิรุธเกินไป

ขอบคุณมากนะ ที่จริง...ข้ายังมีเรื่องอยากพูดกับท่านมากมายเลย แต่ตอนนี้ท่านรีบกลับเข้างานก่อนดีกว่า มาคุยกันนานๆ อย่างนี้ในเขตหวงห้ามสำหรับท่านออกจะอันตรายไปหน่อย

รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ

รับด้วยเกล้าอะไรกัน เด็กสาวยิ้มอ่อนๆ แล้วก็ยักไหล่ ข้า...ยังเห็นท่านเป็นอาจารย์อยู่เหมือนเดิมนะขอรับ

...เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้น...ลาก่อนนะแอช

ลาก่อนขอรับ อาจารย์

เด็กหนุ่มโบกมือให้เด็กสาวบนระเบียงแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับหลังหันเดินจากไปด้วยใจที่ปลอดโปร่งขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลบางประการค้างอยู่

เขาไม่รู้อีกแล้วว่าสิ่งใดถูกหรือผิด รู้แต่ว่าสิ่งที่ตนคิดจะทำเพื่อช่วยธีร์ดีเรอาจไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริง ซ้ำคำพูดสวยหรูอย่าง อุดมการณ์ ที่ตนอ้างก็กลับกลายเป็นเรื่องเล่นๆ เอาสนุกเพียงเมื่อไม่มีชีวิตคนเป็นเดิมพัน และการสนองความสาสมใจส่วนตัวที่ได้รับจากการขัดขวางคนที่ตนชังอย่างชาลัวห์เท่านั้น เขาคิดถึงใจของคนที่อยู่กลางเรื่องทั้งหมด และได้รับผลกระทบทุกประการอย่างแอชกับเฟย์ลิมน้อยเกินไปอย่างไม่ควรอภัย

บางที เขาควรถอนตัวจากเรื่องบ้านเมืองของธีร์ดีเรและจากแอชกับเฟย์ลิมจริงๆ เพื่อให้ทั้งสองคนได้ช่วยเหลือกันและกัน ก้าวเดินต่อไปโดยไม่มีเขายุ่งเกี่ยว จะได้ดับโอกาสเกิดปัญหาอะไรก็ตามหลังจากนี้

 

แอชลีนน์มองตามร่างของอาเมียร์จนลับสายตาแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง

เธอคงยอมแพ้ง่ายเกินไป แต่เมื่อรู้ว่าอาจไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ..เด็กสาวก็ตระหนักว่ามัวแต่โกรธกันไปก็ไม่อาจทำให้สิ่งใดดีขึ้น

อาเมียร์รู้ความรู้สึกของเธอแน่ๆ ถึงได้หลีกเลี่ยงเสียขนาดนั้น แต่เขาจะมีใจตรงกับเธอหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ปัญหาใหญ่กว่านั้นเป็นไปตามที่เด็กหนุ่มติงทุกประการ ถึงจะมีความรู้ความสามารถเทียบเท่าขุนนาง อาเมียร์ก็ยังเป็นผู้อพยพต่างชาติ ไม่มีอำนาจหนุนหลัง แต่มีพ่อแม่และน้องเล็กๆ ให้เป็นห่วง แล้วยังเรื่องที่เขาพูดเป็นนัยให้เธอฟังอีก...

เด็กสาวเคยได้ยินมาบ้างว่าชนเผ่านับร้อยในทะเลทรายเป็นพวกป่าเถื่อน นิยมการสู้รบ แม้ไม่มีเรื่องแค้นเคืองก็สามารถยกพวกมารบราฆ่าฟันกันถึงขั้นล้างเผ่าได้ ที่จริง เธอยังเคยคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดเหมือนกัน ที่ชาวทะเลทรายซึ่งดูมีชาติตระกูลและความรู้อย่างครอบครัวของอาเมียร์อพยพเข้าธีร์ดีเร...เพียงเพื่อใช้ชีวิตเป็นชาวไร่อย่างนี้

บางที...คงมีเหตุอะไรมากกว่าพ่ออยากเปลี่ยนอาชีพจากนักรบรับจ้างเป็นชาวไร่ ครอบครัวของอาเมียร์อาจหนีจากการฆ่าล้างเผ่าในที่ตอนเขายังเล็ก เด็กหนุ่มจึงอยากให้ธีร์ดีเรสงบสุขขึ้น ความต้องการของเขากับเธอที่มีต่ออาณาจักรตรงกัน แต่ด้วยฐานะของอาเมียร์ในปัจจุบัน ปรารถนานั้นจึงเป็นเรื่องเกินตัวกว่าจะคิดถึงเรื่องร่วมมือช่วยเหลือกัน

ขุนนางแทบทั้งธีร์ดีเรคงยากจะยอมรับเขา และเธอก็ยังเคารพรักเสด็จพ่อเสด็จแม่ กับเสด็จพี่ไอลีชผู้ล่วงลับเกินกว่าจะทิ้งอาณาจักรที่ทั้งสามฝากไว้ให้ หรือแม้แต่นำความมั่นคงของชาติไปแลกความสุขส่วนตัว บางที...ความรู้สึกต่ออาเมียร์และความโกรธเคืองน้อยใจที่เธอมีก่อนหน้านี้คงเป็นเรื่องที่ไร้สาระและเห็นแก่ตัวเกินไปจริงๆ

ได้เวลาที่เธอต้องมองและยอมรับความเป็นจริงเสียที

ถึงแม้ว่า...ความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวและไม่อาจเป็นไปได้ จะยิ่งไม่อาจคลายจากใจเลยก็ตาม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #96 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 02:36

    ขอบคุณครับสนุกมาก ,

    #96
    0