คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 43 : บทส่งท้าย - หยาดน้ำตาอันเป็นประกาย (ซานดร้า)


     อัพเดท 24 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 43 : บทส่งท้าย - หยาดน้ำตาอันเป็นประกาย (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 105 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


Legend of the Jumi
Epilogue: Glittering Tears (Pearl)

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ
บทส่งท้าย: หยาดน้ำตาอันเป็นประกาย (Pearl)




วันอันแสนสดใสในเดือนกันยายนดูสว่างเจิดจ้าในมหาวิทยาลัย ใบไม้สาดสีแดงฉานและเหลืองหญ้าฝรั่นเมื่อกลับมาสู่ฤดูใบไม้ร่วงอีกครั้ง เอสเมอรัลด้านั่งเทสารใส่หลอดแก้วอยู่ในห้องทดลองเคมีเพื่อทำการทดลองใหม่ หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง ประตูก็เปิดออก เด็กสาวผมสีดำคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะนำถุงมือพลาสติกใสมาส่งให้กับเอสเมอรัลด้า

"ขอบใจจ้ะ" เอสเมอรัลด้าเอ่ยโดยไม่ได้หันไปจากชุดทดลองของเธอ และหยุดพักงานเพียงครู่หนึ่งเพื่อสวมถุงมือเท่านั้น ขณะที่เด็กสาวอีกคนหนึ่งหันกลับไปก่อนจะเริ่มจัดชุดทดลองของตนเอง

"นี่ราเชล" เอสเมอรัลด้าพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นหลังจากเงียบไปเป็นระยะสั้นๆ "เรามาช่วยกันทำโจทย์ของพรุ่งนี้ด้วยกันนะ ข้อนั้นท่าจะยากอยู่"

เด็กสาวพยักหน้า เอสเมอรัลด้าจึงยิ้มให้เธอ ครู่ต่อมาประตูก็เปิดออกอีกครั้งก่อนที่ศีรษะที่มีผมยุ่งเหยิงของเซจจะโผล่เข้ามา

"นี่เอสมี่" เขาเรียก "การบ้านของเธอใกล้เสร็จยัง"

"จวนแล้วล่ะ" เอสเมอรัลด้าตอบ "เออนี่ แล้วสโนว์อยู่กับนายรึเปล่า ฉันเห็นเค้าครั้งสุดท้ายที่ห้องสมุดนี่"

"เดี๋ยวเขาก็มาน่า" เซจตอบก่อนจะเหลือบมองราเชลอย่างสงสัย "เออนี่ เธอก็ทำโจทย์ข้อนี้อยู่เหมือนกันเหรอ"

ราเชลพยักหน้าเงียบๆ

"คาบที่แล้วเธอเก่งจริงๆ เลย" เซจพูดต่อไป "เธอสอบได้ที่สองใช่มั้ยล่ะ ฉันทึ่งนะ"

"เลิกเซ้าซี้เถอะน่าเซจ" เอสเมอรัลด้าว่า "ฉันรู้ว่าราเชลไม่ค่อยชอบนะ แล้วอีกอย่างนึงมันจะทำให้นายดูไม่ดีเท่าไหร่ด้วย แต่จริงๆ แล้วเค้าเป็นคนดีนะราเชล" เด็กสาวเสริม "อย่าไปถือสาที่เค้าชอบถามเซ้าซี้เลย เค้าไม่มีพิษภัยอะไรหรอก"

"อ้าว...นี่ฉันทำตัวสอดรู้สอดเห็นไปงั้นเหรอ" เซจถาม ดูท่าทางประหลาดใจ "ขอโทษนะถ้าคำถามของฉันทำให้เธอไม่สบายใจน่ะราเชล"

ทว่าราเชลเพียงแค่เงยหน้าขึ้นเท่านั้น

"ไม่เป็นไรหรอก" เธอตอบเบาๆ

"เห็นมั้ยเอสมี่" เซจว่า "เค้ายังไม่ว่าฉันเลย"

ประตูเปิดอีกครั้งและสโนว์ก็เข้ามา

"นี่เอสมี่" เขาพูด "ไปดื่มกาแฟกันเถอะ"

"ฉันยังทำการทดลองไม่เสร็จเลย" เอสเมอรัลด้าตอบ

สโนว์เข้ามาในห้องก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นเซจกับราเชล เขาทักทายทั้งสองคนอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่สนใจเอสเมอรัลด้ามากกว่า

"นี่เกือบหกโมงเย็นแล้วนะ" เด็กหนุ่มเตือนความจำอีกฝ่าย "ก็เธอบอกว่าเย็นนี้จะไปเดทกับฉันนี่นา"

"อีกแป๊บเดียวแหละ" เอสเมอรัลด้าตอบอย่างใจเย็น

สโนว์นั่งลงใกล้ๆ เอสเมอรัลด้าก่อนจะแสร้งทำเป็นดูการทดลองของเธอ ทว่าท่าทางของเขานั้นฟ้องชัดว่าอยากจะรีบไปเสียมากกว่า เซจเหลือบมองเด็กหนุ่มอย่างอิจฉาพร้อมกับบอกว่า

"นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าโจทย์ข้อนี้สำคัญมาก ให้เวลาเอสมี่เค้าหน่อยสิ"

สโนว์ชำเลืองมองเซจครู่หนึ่งเมื่อจับความรู้สึกในน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้ แต่ดูเขาจะไม่สนใจและไม่ตอบว่าอะไร หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง ราเชลก็ลุกจากเก้าอี้

"เดี๋ยวฉันจะกลับมานะ" เธอบอก "ฝากดูหลอดทดลองของฉันได้มั้ยเอสมี่"

"ได้สิ" เอสเมอรัลด้าตอบ "ไปเลยจ้ะ ไม่ต้องห่วง"

"ฉันชอบเค้าแฮะ" เซจบอกหลังจากที่ประตูปิดตามราเชล "เค้าฉลาดนะ"

"ฉันก็ชอบเค้าเหมือนกัน" เอสเมอรัลด้าลงความเห็น "เค้าเป็นคนดีนะ แล้วก็ออกจะเงียบๆ ด้วย...ทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนคนนึงที่ฉันเคยรู้จักขึ้นมาเลย" หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กสาวก็เสริมว่า "แต่เค้าก็ยังต่างไปนะ ฉันว่า...ดูเข้มแข็งกว่าล่ะมั้ง"

สโนว์พยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร ไม่นานต่อมาเอสเมอรัลด้าก็สรุปผลการทดลองเสร็จและเขียนลงไปในรายงาน

ในที่สุดราเชลก็กลับมาขณะที่เอสเมอรัลด้ากำลังล้างมือ สโนว์ฉวยโอกาสนั้นคว้าแขนของเอสเมอรัลด้าไว้

"เสร็จแล้วนี่" เขาบอก "ไปกันเถอะ"

และเอสเมอรัลด้าก็ต้องตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

"เจ้าหมอนั่นเผด็จการเป็นบ้า" เซจเปรยขึ้นหลังจากประตูปิดตามหลังทั้งสอง "ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเอสมี่ทนคบกับมันได้ยังไง"

ราเชลไม่เงยหน้าขึ้นจากหลอดทดลอง แต่พูดว่า

"เธอชอบเค้ามากใช่มั้ยล่ะ"

เซจเพิ่งนึกได้ว่ามีเด็กสาวอีกคนอยู่ด้วย

"เอ้อ!" เด็กหนุ่มร้อง สีหน้าของเขาแดงเรื่อขึ้นครู่หนึ่ง "ก็...ชอบน่ะแหละ" เขายักไหล่ "แต่ยังไงเค้าก็ชอบสโนว์ที่สุดอยู่ดี ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม"

"ฉันแน่ใจว่าเค้ามีเหตุผลของเค้าแหละ" ราเชลตอบ

แต่เซจดูจะไม่พอใจกับคำตอบนั้นเสียเหลือเกิน จนราเชลต้องพยายามพูดปลอบใจเขาในทันที

"ไม่เอาน่า" เธอบอกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แล้วแตะมือของเด็กหนุ่มที่กำลังประหลาดใจด้วยนิ้วเล็กๆ ของเธอ "ฉันรู้ดีว่าเธอใจดีกว่าเขา เพราะฉะนั้นช่วยดีกับฉันมากกว่าที่เขาดีกับเอสมี่หน่อยนะ...ช่วยฉันทำการทดลองหน่อยเถอะ"

และเมื่อเจอคำขอร้องดีๆ แบบนั้น...เซจก็ได้แต่ทำตามเท่านั้น


หลังจากที่ไดอาน่าได้รับข่าวการตายของรูเบ็นส์แล้ว เธอก็หลบเข้าไปในห้องพักของตนโดยแทบไม่ออกมาเลย และเมื่อกระแสลมเย็นของเดือนกันยายนพัดผ่านนครอัญมณี ก็เริ่มมีเสียงซุบซิบข่าวลือในราชสำนัก...ว่าท่านหญิงไดอาน่ากำลังจะตาย

องค์หญิงฟลอริน่าทรงมิได้พบท่านหญิงเลยตั้งแต่วันที่องค์เทพีทรงประทานน้ำตาคืนให้กับชาวจูมิ องค์หญิงทรงส่งข่าวให้กับซาริสทินก่อนจะทรงงานในนครอัญมณีไปพลางรอให้เขากลับมา พระองค์ทรงมีพระราชภารกิจยุ่งมากในการช่วยชาวจูมิฟื้นฟูกฎเกณฑ์ของนครกลับมาอีกครั้ง ระเบียบเก่าๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไป และก็มีสิ่งที่ต้องทำมากมายเหลือเกิน ตามจริงแล้วการที่เกราะพลังเวทอันยิ่งใหญ่อันตรธานไปทำให้เหล่าชาวจูมิเป็นกังวล แต่ทว่าก็มีการวางมาตรการป้องกันอย่างอื่นไว้แทน ยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

อเล็กซานดร้านั้นจากไปโดยไม่ฝากคำพูดอะไรไว้เลย ท่ามกลางความชุลมุนหลังจากเทวทูตกลับคืนสู่สวรรค์ หญิงสาวก็หายตัวไปเสียเฉยๆ ไม่มีใครบอกได้เลยว่าเธอจากไปเมื่อไร หรือไปได้อย่างไร องค์หญิงฟลอริน่าทรงคิดถึงเธอ แต่ก็ทรงเข้าพระทัยว่าอเล็กซ์ต้องการเวลาคิดตามลำพัง พระองค์จึงได้ทรงงานรอต่อไป

ข่าวลือเรื่องอาการป่วยของจูมิแห่งเพชรดังมาเข้าพระกรรณในยามเช้าอันอ่อนโยนวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง องค์หญิงจึงได้เสด็จไปเยี่ยมเธอโดยเร็ว พระองค์ทรงพบไดอาน่านอนซมอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มสีขาวหิมะ เหลือเพียงร่างเล็กบอบบางที่จ้องมองเพดานห้องด้วยแววตาว่างเปล่า

องค์หญิงฟลอริน่าทรงตกพระทัยมากกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของไดอาน่า เธอดูซีดขาวเปราะบาง สีผิวซีดเผือดผิดปกติ พระองค์ทรงจับมือเล็กบางนั้นก่อนจะตรัสเรียกชื่อของเธอเบาๆ พร้อมกับทรงลูบหน้าผากอันเย็นชืดของไดอาน่า

ในที่สุดท่านหญิงไดอาน่าจึงได้สังเกตว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องด้วย

"องค์หญิงฟลอริน่า..." เธอเอ่ยอย่างเลื่อนลอย "...เสด็จมาหรือเพคะ"

"ใช่...เราเองค่ะ" ฟลอริน่าตอบ "ท่านหญิงไดอาน่าไม่สบายงั้นหรือคะ ให้เรารักษาท่านนะ"

ทว่าไดอาน่ากลับเบือนหน้าไปพร้อมกับหลับตาลง

"ช่างหม่อมฉันเถอะเพคะ" เธอพูดเสียงเรียบ

"ทำไมล่ะ" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสถาม "มีอะไรหรือคะท่านหญิงไดอาน่า"

ไดอาน่าไม่ยอมตอบ ทว่าหลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ฟลอริน่าก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายกระซิบว่า

"ก็เขาไปแล้ว...เขาจากไปตลอดกาลแล้ว"

"โธ่...ท่านหญิงไดอาน่า" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสพึมพำ บัดนี้พระองค์ทรงเข้าพระทัยแล้วว่านี่เองคือสาเหตุของความโศกเศร้าของท่านหญิงไดอาน่า แต่พระองค์ทรงไม่เคยเห็นท่านหญิงดูอ่อนแอ...ไร้ชีวิตชีวาถึงเพียงนี้เลย

พระองค์ทรงลูบมือของไดอาน่าพร้อมกับทรงมีปฏิสันถารกับเธอเบาๆ พยายามปลอบใจเธอ ให้กำลังใจเธอ...ทว่าได้ผลเพียงเล็กน้อยนัก น้อยครั้งที่ไดอาน่าจะตอบ และบางครั้งหญิงสาวดูเหมือนจะเหม่อลอย แทบไม่สังเกตเลยว่ามีจูมิแห่งฟลูออไรท์ประทับอยู่ข้างๆ

เมื่อเวลาผ่านไป องค์หญิงฟลอริน่าก็ทรงค่อยๆ สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสงสัย มือของท่านหญิงไดอาน่ายังคงวางทาบอยู่บนผลึกชีวิต พระองค์จึงทรงโน้มกายลงเหนือร่างไดอาน่า แล้วทรงเลื่อนมือของเธอออกไปอย่างแผ่วเบาเพื่อจะมองดูผลึกชีวิตให้ทรงแน่พระทัยว่ามันยังอยู่ดี ไดอาน่าก็ไม่ขัดขืนแต่ประการใด

แต่เมื่ออัญมณีอันใสกระจ่างถูกเผยต่อสายพระเนตร องค์หญิงฟลอริน่าก็ทรงรับรู้ด้วยความหวาดกลัวว่ามีรอยแตกเล็กๆ อยู่กึ่งกลางผลึกนั้น

พระองค์จึงทรงออกไปจากห้องของไดอาน่าและทรงขอให้เชิญท่านหญิงเพิร์ลมา

เช้าวันนั้นท่านหญิงเพิร์ลกำลังปฏิบัติงานอยู่ในเขตเมืองชั้นล่าง ต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งเธอจึงได้เดินทางมาถึง หญิงสาวเข้าไปในห้องของไดอาน่าด้วยเครื่องแต่งกายที่เธอมักจะสวมเป็นประจำในช่วงนี้ คือเสื้อคลุมสีเทาเหลือบมุก

ท่านหญิงเพิร์ลได้รูปลักษณ์เดิมที่เปลี่ยนไปคืนมาหลังจากเทวทูตคืนสู่สวรรค์...นั่นคือรูปลักษณ์ที่หวนกลับไปสู่ความเยาว์วัยอีกครั้ง ทั้งเรือนผมหนานุ่มเป็นประกายสีทอง กับดวงตาสีน้ำทะเลลึกล้ำ แต่แม้ว่าท่าทางของหญิงสาวจะดูอ่อนโยนขึ้น เธอก็ยังคงเฉลียวฉลาดและเข้มแข็ง ทั้งวาจาและความเงียบของท่านหญิงยังคงทรงอำนาจเหมือนแต่ก่อน เธอบอกว่ายามนี้เธอดูเหมือนกับตัวเธอในวัยเยาว์เมื่อพันปีก่อน เพียงแต่ฉลาดขึ้นด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาเท่านั้น

ท่านหญิงสละตำแหน่งในสภาและวางมือจากภาระการบริหารบ้านเมืองทั้งปวง เธออุทิศเวลาแทบทั้งหมดให้กับการรักษาผู้ป่วย ราวกับเงาที่ออกท่องจากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกแห่งหนหนึ่งในมหานครนี้ และให้ความสนใจทั้งหมดกับเขตชุมชนอันยากไร้ที่มีผู้ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ชาวจูมิให้ความเคารพเธออย่างสูง ทว่าสำหรับองค์หญิงฟลอริน่าแล้ว ดูพวกเขาจะเย็นชาห่างเหินกับเธอเสียมากกว่า องค์หญิงฟลอริน่าทรงคำนึงว่า...แม้ในยามนี้ ท่านหญิงก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเงาของบางสิ่งที่ได้ผันผ่านไปแล้ว...ราวกับความทรงจำอันลางเลือนที่ผู้คนขอลืมไปเสียดีกว่า

มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างตามเธอไปทุกหนแห่ง...คืออัศวินลาปิสลาซูลี่

ท่านหญิงไดอาน่ายังคงเฉยชาต่อเพิร์ลเช่นเดียวกับที่เฉยชาต่อองค์หญิงฟลอริน่าขณะที่หญิงสาวผมทองโน้มกายอยู่เหนือเตียง นิ้วมือของเพิร์ลแตะผลึกเพชรพร้อมกับหยดน้ำตาอันมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเธอลงไป หญิงสาวค่อยๆ รอผลของยาอย่างใจเย็น ทว่าท้ายที่สุดแล้ว...รอยแตกนั้นยังคงเปิดกว้างเป็นแผลลึก

"ไม่ได้ผล" เพิร์ลบอกในที่สุด "ตัวนางเองต้องร้องไห้ให้ได้เพคะ องค์หญิงฟลอริน่า นางต้องรักษาผลึกชีวิตของตนเอง"

"อย่างนั้นเหรอคะ" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสตอบ "ขอบคุณมากค่ะ ท่านหญิงเพิร์ล"

"จะให้หม่อมฉันกลับมาอีกไหมเพคะ" เพิร์ลถาม

ทว่าองค์หญิงฟลอริน่าทรงสั่นพระเศียร

"เราจะพูดกับเธอเองค่ะ" พระองค์ตรัสตอบ

ท่านหญิงเพิร์ลลากลับไป และองค์หญิงฟลอริน่าก็ทรงโน้มกายลงเหนือไดอาน่า พร้อมกับทรงกำพระหัตถ์อันอบอุ่นรอบมือเล็กเย็นเฉียบ

"ฟังเรานะคะ ท่านหญิงไดอาน่า" พระองค์ตรัส "ท่านต้องรักษาตัวเอง...แล้วกลับมาหาพวกเรานะคะ เรารู้ว่าท่านเข้มแข็งมากแค่ไหน ท่านต้องทำได้สิคะ"

"หม่อมฉันไม่อยากเข้มแข็งอีกแล้วเพคะ" คือคำตอบเลื่อนลอยของไดอาน่า "หม่อมฉันเข้มแข็งมาตลอดชีวิตแล้ว ตอนนี้หม่อมฉันขออ่อนแอสักครั้งเถอะ ปล่อยให้หม่อมฉันตายไปแบบนี้เถอะเพคะ ปล่อยให้หม่อมฉันจากโลกนี้ไปตามเขาเถอะ..."

"อย่าพูดอย่างนั้นสิคะท่านหญิงไดอาน่า" องค์หญิงฟลอริน่าทรงรู้สึกได้ถึงอัสสุชลที่หลั่งไหลลงมาตามพระปรางค์ของพระองค์ พระสุรเสียงสั่นเครือดึงความสนใจของท่านหญิงไดอาน่าไป เธอเลยสังเกตเห็นน้ำพระเนตรขององค์หญิงฟลอริน่า ท่านหญิงจึงได้ยกมือขึ้นเลื่อนลงมาเป็นทางตามรอยชื้นบนพระพักตร์สีขาวของจูมิแห่งฟลูออไรท์

"อย่าทรงหลั่งพระอัสสุชลให้กับคนอย่างหม่อมฉันอย่างเสียเปล่าเลยเพคะองค์หญิง" เธอเอ่ย "อย่าทรงสละพระพลานามัยกับพระกำลังของพระองค์เลย พระองค์ทรงเสียสละเพื่อสนองความเย็นชาและเห็นแก่ตัวของหม่อมฉันมามากแล้ว หม่อมฉันไม่อยากได้พระอัสสุชลของพระองค์อีกแล้วเพคะ"

รอยแย้มสรวลขององค์หญิงฟลอริน่าดูสั่นพร่าผ่านขนตาที่เปียกชื้น

"เราร้องไห้ให้ท่านเพราะเราเสียใจนะคะ...ท่านหญิงไดอาน่า"

"ทรงกันแสงเพื่อบาปที่หม่อมฉันได้ก่อเถิดเพคะ" ไดอาน่าทูลตอบ "หม่อมฉันทำได้เพียงหวังว่าองค์เทพีจะทรงรับความเสียสละจากเจตนาอันบริสุทธิ์ของพระองค์ แล้วให้อภัยจิตใจอันเลวร้ายของหม่อมฉันเท่านั้น"

ทว่าองค์หญิงฟลอริน่าทรงทำได้เพียงกระซิบ

"ท่านหญิงไดอาน่า เขาไม่ต้องการให้มันจบลงอย่างนี้นะคะ รูเบ็นส์ย่อมอยากให้ท่านหญิงอยู่กับพวกเรามากกว่า ท่านหญิงก็รู้ไม่ใช่หรือคะ"

ในเมื่อไดอาน่าไม่ตอบว่าอะไร องค์หญิงจึงได้ตรัสต่อไป

"ฟังเรานะคะ ท่านหญิงไดอาน่า เราจะบอกเรื่องที่เราไม่เคยพูดมาก่อนกับท่านหญิง ท่านหญิงคงรู้ว่าท่านรูเบ็นส์มีภารกิจหนักหนาแค่ไหนในการวางกฎเกณฑ์ดูแลเมืองนี้ ทั้งๆ ที่มีปัญหามากมายขนาดนี้ ท่านหญิงน่าจะรู้ว่าเขาจะเลือกใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้แบบเดียวกับตระกูลขุนนางอื่นๆ ก็ได้ แต่เขาก็ยังคงทำงานต่อไป ทั้งเพื่อประชาชนชาวเมือง...และเพื่อท่าน อย่าให้การเสียสละของเขาต้องสูญเปล่าเพราะการยอมแพ้อย่างนี้สิคะ เมืองของเราต้องการท่านหญิงนะคะ" พระสุรเสียงนั้นอ่อนโยน หากพระวาจานั้นหนักแน่น "ถ้าท่านหญิงยอมแพ้ นั่นจะเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวที่สุดของท่านหญิงนะคะ"

ไดอาน่าไม่ตอบว่าอะไร เอาแต่จ้องมองผนัง องค์หญิงฟลอริน่าทรงถอนพระทัยเมื่อรู้สึกได้ถึงความโกรธเคืองของอีกฝ่าย ทว่าไม่มีอะไรที่พระองค์จะตรัสได้มากกว่านี้อีกแล้ว

พระองค์จึงทรงลุกจากเก้าอี้และเสด็จออกไปจากห้อง

เมื่อองค์หญิงเสด็จกลับมาในเย็นวันนั้น ท่านหญิงเพิร์ลกำลังนั่งอยู่ใกล้กับเตียงของไดอาน่า องค์หญิงฟลอริน่าทรงก้าวเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าไดอาน่านอนห่มผ้าหลับตาอยู่

"นางหลับไปแล้ว" เพิร์ลเอ่ยก่อนที่องค์หญิงจะทันตรัส "หลับอย่างสงบด้วย รอยแตกที่ผลึกชีวิตของนางเริ่มประสานกันแล้ว...ถึงจะอย่างช้าๆ ก็เถอะ นางคงต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักพัก"

องค์หญิงฟลอริน่าทรงยืนนิ่ง

"เธอร้องไห้ได้แล้วเหรอคะ" พระองค์ตรัสถาม

"ถ้าร้องไห้ได้แล้วล่ะก็...นางก็ปิดความลับได้ดีทีเดียว" เพิร์ลตอบ "เห็นทีจะไม่มีใครได้เห็นท่านหญิงไดอาน่าหลั่งน้ำตาหรอก"

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะมององค์หญิงฟลอริน่าด้วยดวงตาสีน้ำทะเลเหมือนจะค้นหาความจริงจากอีกฝ่าย

"หม่อมฉันไม่ทราบว่าองค์หญิงตรัสอะไรกับนาง...แต่กระบวนการเยียวยาเริ่มขึ้นแล้วเพคะ"

องค์หญิงฟลอริน่าไม่ตรัสว่าอันใด ท่านหญิงเพิร์ลจึงได้เอ่ยว่า

"พระองค์ทรงปราดเปรื่องกว่าหม่อมฉันเสมอ จูมิแห่งฟลูออไรท์ หม่อมฉันมีอำนาจที่จะทำได้ทั้งสิ่งที่ดีอเนกอนันต์ หรือชั่วร้ายอย่างมหันต์ กอปรกับความฉลาดในการดำเนินแผนการ ทว่ากว่าหม่อมฉันจะตาสว่างรู้ซึ้งถึงปัญญาที่แท้จริงก็ผ่านไปนานหลายปี หม่อมฉันจึงชื่นชมพระปัญญาจากพระทัยของพระองค์อยู่เสมอเพคะ"

"ท่านหญิงเองก็ผ่านความยากลำบากมามาก และยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างเข้มแข็งนี่คะ" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสตอบเบาๆ "ท่านหญิงน่าจะภูมิใจนะคะ"

ทว่าท่านหญิงเพิร์ลกลับลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันหลังให้องค์หญิงฟลอริน่า

"หม่อมฉันจะทูลพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นว่าความรู้สึกของไดอาน่าที่หม่อมฉันรู้คืออะไร จูมิแห่งฟลูออไรท์ พวกเราไม่ต้องการพระกรุณาของพระองค์ที่ทรงสงสารหญิงอ่อนแออย่างพวกเรา..." หญิงสาวเชิดศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองขึ้นครู่หนึ่งเหมือนกับแบล็คเพิร์ลคนเก่า "...ในฐานะที่พระองค์ทรงมีพระปัญญาสูงส่งกว่าพวกเราเพคะ"

"แล้วความชื่นชมของเราล่ะคะ ท่านหญิงเพิร์ล" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสถามพร้อมกับแย้มสรวลน้อยๆ "ท่านหญิงจะยอมรับความชื่นชมที่เรามีต่อท่านไหม"

"หม่อมฉันมิบังอาจรับเช่นกันเพคะ" ท่านหญิงเพิร์ลตอบก่อนจะเดินผ่านประตูออกไป แต่แล้วเธอก็หันหน้ากลับมาส่งยิ้มเศร้าๆ ให้กับองค์หญิงฟลอริน่า

"ขอเพียงพระไมตรีเท่านั้นเพคะ"


เอลาซัลได้แต่คิดว่าเวลาแต่ละเดือนช่างผ่านไปรวดเร็วราวสายลม จากเดือนกลายเป็นปี ฤดูใบไม้ร่วงกลับกลายเป็นฤดูหนาว ตามมาด้วยฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนตามลำดับ และบัดนี้ฤดูใบไม้ร่วงก็ได้หวนคืนมา ณ สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง

สามปีผ่านไปตั้งแต่อเล็กซานดร้าจากไปโดยไม่ได้ล่ำลา ชายหนุ่มน่าจะคิดว่าบางทีหญิงสาวอาจตายไปแล้ว แต่ในเมื่อผู้ที่จากไปคืออเล็กซานดร้า...เขาจึงรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง และบางทีสักวันหนึ่งเธออาจจะกลับมา

ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวด...ร้าวลึกลงไปในอกเมื่อเธอจากไปเช่นนั้น ทีแรกเขาโทษตนเองที่รู้ทั้งรู้ว่าต้นเหตุคือคำพูดอันรุนแรงของเขานี่เอง แต่เมื่อนึกถึงการกระทำของหญิงสาวขึ้นมาได้ ความโกรธก็เข้าบดบังความปรารถนาจะให้อภัยเธอ แต่แล้วเขาก็ต้องเผชิญกับความเสียใจและความโหยหาอีกครั้ง วงจรความรู้สึกนี้ค่อยๆ เลือนหายไปช้าๆ...ทิ้งไว้เพียงเงาของความเจ็บปวดอันด้านชา แม้นว่าเอลาซัลจะฝังความเจ็บปวดนั้นไว้ลึกลงไปภายในใจ...เขารู้ดีว่าแผลใจนั้นยังไม่ได้หายขาดเลย

ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาควรอยู่...เขารู้ดี นครอัญมณีค่อยๆ กลับสู่วิถีชีวิตดังเดิมอีกครั้งพร้อมกับปิดบังความลับเรื่องน้ำตาเยียวยาที่คืนกลับมาจากโลกภายนอก ทว่าเมื่ออเล็กซานดร้าจากไปแล้ว เอลาซัลก็รู้สึกเหมือนกับที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา แม้ชาวจูมิจะให้ความเคารพเขาอย่างสูง และเขามีเพื่อนที่ไว้ใจได้อย่างองค์หญิงฟลอริน่า ทว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซาริสทินกลับมาในฤดูใบไม้ผลิเมื่อสามปีที่แล้ว และตอนนี้องค์หญิงฟลอริน่าก็ทรงยุ่งอยู่กับครอบครัวใหม่ของพระองค์ที่กำลังขยายขึ้น สโนว์กับเอสเมอรัลด้านั้นก็ยังเด็กเกินไป ทั้งสองยังยุ่งอยู่กับการเรียน อีกทั้งสโนว์ยังต้องฝึกฝนเพื่อรับหน้าที่ในสภาต่อไปในอนาคตด้วย รูเบ็นส์จากไปแล้ว...แซฟไฟร์ก็จากไปเช่นกัน ส่วนอเล็กซานดร้าก็หายสาบสูญไป

หากไม่มีเพิร์ลอยู่ด้วย...เขาคงจะรู้สึกเดียวดายเหมือนเหลืออยู่เพียงตัวคนเดียวจริงๆ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองแปลกประหลาดนัก มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นราวกับพิธีกรรมอันละเอียดอ่อน แม้จะปราศจากคำพูดใดๆ เพียงเท่านี้ชายหนุ่มก็รู้ชัดเจนแล้วว่าเธอรักเขา แต่ทว่าหญิงสาวผู้ทระนงและเก็บงำความรู้สึกของตนไว้อย่างเงียบๆ ดังเดิมไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเขาเลยหลังจากเทวทูตคืนสู่สวรรค์ ทว่าเอลาซัลที่สังเกตเห็นว่าชาวเมืองปฏิบัติต่อเธออย่างไรก็ถูกดึงดูดเข้าหาเธอ...เฉกเช่นที่เขาถูกดึงดูดเข้าหาผู้ที่มีจิตวิญญาณเดียวดายเช่นกัน เขารู้แล้วว่าทั้งสองคล้ายกันมาก...ทั้งความตระหนักต่อภารกิจที่ใหญ่หลวงเกินกำลัง ความโหยหา และความอ้างว้างเดียวดายที่เป็นดั่งสายใยกระหวัดรัดเกี่ยวแน่นจนไม่อาจสลัดหลุด นี่เองคือสิ่งที่ชักนำเขาให้สนใจเธอตั้งแต่แรกพบ...เมื่อยามที่เขายังปรารถนาในตัวเธอเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

การพบกันครั้งแรกในงานประลองคัดเลือกอัศวินประจำองค์หญิงฟลอริน่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นตระหนกสำหรับความรู้สึกของเขา...เมื่อจู่ๆ มีสิ่งหนึ่งผุดขึ้นในใจและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาตลอดไป แต่เมื่อทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกัน ความสัมพันธ์นั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ และอ่อนโยน จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป ชาวจูมิก็เรียนรู้ที่จะยอมรับว่าอัศวินลาปิสลาซูลี่กับท่านหญิงเพิร์ลได้ครองคู่กัน..."ในที่สุด" ไม่มีใครออกความเห็นอะไรเลยในครั้งนี้ เอลาซัลเองก็สงสัยว่าใครเล่าจะมาสนใจ

แต่แล้ววันหนึ่งที่เอลาซัลกลัว หากยังโหยหาอยู่ลึกๆ ก็ได้มาถึง...

อเล็กซานดร้ากลับมาแล้ว...

ยามบ่ายที่ฝนฤดูใบไม้ร่วงโปรยปราย ชายหนุ่มกำลังเดินเล่นอยู่บนระเบียงด้านนอก องค์หญิงฟลอริน่าทรงจัดงานสังสรรค์เล็กๆ ในหมู่พระสหายขึ้น และทรงเชิญเพิร์ลกับเอลาซัลมาด้วย ชายหนุ่มชอบไปชมยามสนธยาอันขมุกขะมัวกับภาพของทิวเขาสีเขียวตัดกับขอบฟ้ากระจ่างจากระเบียงด้านล่าง เขาจึงได้ออกไปข้างนอกพร้อมกับคิดว่าจะไปเดินเล่นเพียงไม่กี่นาที สายฝนค่อยๆ ซาลง ทิ้งไว้เพียงตะวันยอแสงอันงดงาม เอลาซัลมองกลุ่มเมฆซึ่งดูราวกับคลื่นน้ำที่สะท้อนประกายสีทองตามขอบปุยลอยล่องผ่านขอบฟ้าอย่างอ่อนโยน

แต่แล้ว...สายตาของเขาก็สะดุดกับเงาที่ขยับวาบ

ชายหนุ่มหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่จะทันมองให้แน่ใจ...ร่างสูงเพรียวก็เหวี่ยงกายข้ามระเบียงมาหยุดอยู่บนพื้นตรงข้ามกับเอลาซัล

อเล็กซานดร้านั่นเอง เอลาซัลอดไม่ได้ที่จะจ้องเธอเขม็งอย่างตกใจ แม้เขาจะรู้ว่าช่วงเวลานี้ต้องมาถึง เขากลับไม่ได้เตรียมใจให้พร้อมรับเอาเสียเลย ความแปลกใจที่ได้เห็นเธอยืนอยู่เบื้องหน้าทำให้เขาตัวแข็งทื่อราวกับกลายเป็นหิน ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่พักใหญ่

"ว่าไง" อเล็กซ์เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง "สบายดีมั้ยลาปิสเพื่อนยาก"

เอลาซัลเริ่มขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงของเธอ แต่แล้วเขาก็เลื่อนสายตาลงมองพื้น นิ่งเงียบไป

"ว่าไงล่ะ" หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็ได้ยินเสียงเธอขยับเข้ามาใกล้ "ไม่ได้เจอกันซะนานนะเอลาซัล อย่าบอกนะว่าคุณไม่มีอะไรจะพูดกับฉันเลย"

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น เพิ่งรู้สึกได้ถึงความไม่แน่ใจของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอสวมชุดกระโปรงสีเขียวอันเป็นสีโปรดของเธอ เส้นผมปล่อยสยายลงยาวปรกหลัง แม้เธอจะสวมรองเท้าบู๊ทหนัง รูปลักษณ์ของหญิงสาวกลับไม่ดูเถื่อน หากแต่สวยสง่า ทำให้เขานึกสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งว่าเธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหนเมื่อสามปีที่ผ่านมา

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงได้ตอบช้าๆ

"ฉันสบายดี อเล็กซานดร้า แล้วเธอล่ะ"

รอยยิ้มแบบเดิมของเธอหวนกลับมาในทันที

"ดูห่างเหินจัง" เธอล้อ "ชอบทำตัวห่างเหินเย็นชาเสมอเลยนะคุณนี่"

ทว่าชายหนุ่มก็สังเกตได้ว่าหญิงสาวดูจะไม่สบายใจ ความละอายของเขาจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเห็นว่าเขาเงียบ หญิงสาวจึงได้หันไปมองสังเกตภาพโดยรอบอย่างเรียบๆ แทน

"เมืองนี้เปลี่ยนไปนะ"

"ก็ใช่น่ะสิ" เขาตอบเบาๆ

"งั้นช่วยบอกฉันหน่อยสิ" หญิงสาวเอ่ยเบาๆ ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งแกว่งขาบนราวระเบียง หากสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เอลาซัล "ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง"

เอลาซัลก้าวเข้าไปใกล้ราวระเบียง หันหลังเอนพิงแนวลูกกรงก่อนจะกอดอก ถึงจะอยู่ข้างๆ อเล็กซานดร้า เขาก็ไม่ยอมมองเธอเลย และแม้เขาจะยังรู้สึกสงสัย...เขาก็ทำตามคำขอของเธอแต่โดยดี เขาเริ่มเล่าให้อเล็กซานดร้าฟังด้วยเสียงแผ่วเบาเรียบเฉยว่าเกิดอะไรขึ้นในนครอัญมณีในช่วงสามปีที่แล้วบ้าง

เมื่อชายหนุ่มคิดถึงเหตุการณ์ช่วงนี้ในภายหลังก็พบว่ามันช่างประหลาดเหลือเกิน...เพราะเขาเพียงแต่พูดถึงเรื่องเหตุบ้านการเมืองเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับว่าอเล็กซานดร้าไม่เคยจากไปเลย บทสนทนานั้นห่างเหินราวกับการเจรจาธุรกิจ ไม่มีอะไรอื่นอีก...ไม่มีความรู้สึกใดๆ เมื่อเอลาซัลย้อนคิดในภายหลัง...เขาก็เข้าใจปฏิกริยาตอบรับของทั้งสองเป็นอย่างดี พวกเขากลัวช่วงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากัน...จึงได้พยายามยืดช่วงเวลานั้นออกไปให้นานที่สุดตามปกติวิสัย

หลังจากเล่ามาได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมง เอลาซัลก็เงียบไป  เขาเหลือบมองอเล็กซานดร้าอีกครั้ง เธอเองก็หยุดถามแล้ว และเขาก็สังเกตว่าสายตาของเธอตรึงนิ่งอยู่ที่เขา ดวงตะวันใกล้ลับฟ้าสาดแสงแรงส่องหลังของทั้งสอง

"อืม..." เขาพูดขึ้นในที่สุด "แล้วเธอล่ะเป็นไงบ้าง...อเล็กซานดร้า"

หญิงสาวเบือนหน้าไป

"คุณอยากรู้จริงๆ งั้นเหรอ"

หลังจากผ่านไปพักหนึ่งเขาก็ตอบเบาๆ

"คงไม่มั้ง"

หญิงสาวหัวเราะสั้นๆ แต่แล้วก็รีบเอ่ยขึ้น

"เอลาซัล..."

ชายหนุ่มหันมาทางเธอ

"อะไรเหรอ"

หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างจริงจังก่อนจะสูดลมหายใจลึก และเขาก็บอกได้ว่าเธอกำลังจะถามเรื่องที่สำคัญมาก อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับ...อดีต ไม่ก็อนาคตกระมัง เขาจึงได้ใช้เวลาครู่หนึ่งเตรียมใจทั้งที่ยังกระสับกระส่ายและหวาดหวั่น

แต่แล้วอเล็กซานดร้าก็ถามว่า

 "แล้ว...ฟลอริน่าเป็นไงบ้าง"

"องค์หญิงสบายดี" เอลาซัลตอบราวกับหุ่นยนต์ "อยู่ข้างในนั่นแน่ะ"

ทว่าในสมองของเขากลับมีบางสิ่งเริ่มกรีดร้องอย่างโกรธเคืองจนแทบคุมไม่อยู่

ถามถึงเค้าทำไมเล่า...อเล็กซ์...แล้วเรื่องของฉันล่ะ?

อเล็กซานดร้าดูจะไม่ทันสังเกต

"ก็ดีนะ..." เธอว่า แต่แล้วคำตอบเรียบๆ ตามปกติของเธอก็ตามมาด้วยคำถามปุบปับ "คุณคิดว่าเค้าจะ...ทรมานมั้ยเอลาซัล"

"ทรมาน" เอลาซัลทวนคำ ความโกรธเคืองเมื่อชั่วครู่เลือนหายไป สมองของเขาค่อยปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปพร้อมกับบอกตนเองว่าไม่...เธอคงไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...และเขาก็จะได้รู้เรื่องทุกอย่างในไม่ช้านี้ "หมายความว่ายังไง"

อเล็กซานดร้ากระโดดลงจากราวระเบียง ก่อนจะหันกายมาเผชิญหน้ากับเขา

"เอลาซัล..." เธอเอ่ย อัศวินลาปิสลาซูลี่ตกใจเหลือเกินที่ได้ยินเสียงของอเล็กซานไดรท์สั่นพร่าขึ้นมากะทันหัน "ฉัน...ฉันคิดมาตลอดว่า...คุณว่า...ผลึกชีวิตของฟลอริน่าอาจจะ...เสียหายเกินกว่าจะรักษาแล้วหรือเปล่า"

หญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนจะระเบิดคำพูดออกไป

"ว่า...ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา...เค้าใช้พลังชีวิตของเค้ามากไปจนอายุขัยหดสั้นลง...ถึงแม้ว่าผลึกชีวิตของพวกเราจะได้รับการเยียวยาแล้วหรือเปล่า"

เอลาซัลไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนั้นมาก่อน และเขาก็สงสัยเหลือเกินว่าทำไมอเล็กซานดร้าจึงได้มองโลกในแง่ร้ายนัก แต่เธอก็เป็นอย่างนี้อยู่เสมอมิใช่หรือ...เขาคิด เธอมักจะคิดถึงแต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในตัวคนอื่นๆ...เช่นเดียวกับตัวเธอเอง

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ชายหนุ่มก็ตอบเบาๆ

"ฉันตอบไม่ได้หรอก ฉันไม่รู้จริงๆ"

หญิงสาวนิ่งเงียบไป เอลาซัลจึงได้เสริมว่า

"แต่นี่อาจจะทำให้เธอสบายใจขึ้นก็ได้...องค์หญิงฟลอริน่าสบายดี ตอนนี้อยู่ข้างในกับลูกเค้าแน่ะ"

อเล็กซานดร้าสะดุ้งเฮือก ดูตะลึงงันอย่างประหลาด

"ฟลอริน่ามีลูกแล้วเหรอ"

"เธอน่าจะรู้นี่นาว่าเค้าแต่งงานกับซาริสทินแล้ว"  แต่สีหน้าของอเล็กซานดร้ากลับบอกเอลาซัลว่าเธอไม่รู้จริงๆ ทำให้เขาสงสัยขึ้นมาอีกว่าสามปีนี้เธอไปอยู่เสียที่ไหน "สองคนนั้นมีลูกชายคนนึง ตอนนี้อายุสองขวบแล้ว"

"งั้นเหรอ" อเล็กซานดร้าตอบหลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง "แล้วหน้าตาเป็นยังไง"

"ผมสีขาว ตาสีฟ้า เหมือนซาริสทินมากเลยล่ะ เข้ามาดูเองสิ"

ทว่าอเล็กซานดร้ารีบสั่นศีรษะ

"ม...ม...ไม่เป็นไรหรอก ฉันแค่ถามเพราะว่า..." จู่ๆ หญิงสาวก็หัวเราะออกมา ทำให้ดูเหมือนกลับเป็นเธอคนเดิมอีกครั้ง "กลัวว่าเด็กคนนั้นจะผ่าไปหน้าเหมือนอเล็กซ์เข้าน่ะสิ!"

เอลาซัลยิ้มน้อยๆ แต่เขาก็ไม่อาจบังคับตนเองให้ยิ้มแบบเดิม...ก่อนหน้าที่เธอจะทรยศเขา...ก่อนหน้าที่เธอจะจากไปได้

"เธอนี่ชอบมองโลกในแง่ร้ายเสมอเลยนะอเล็กซ์" เขาว่า "คิดไปได้...ว่าองค์หญิงฟลอริน่าจะอายุสั้น"

"ก็เพราะฉันมองโลกในแง่ร้ายมาตลอดนี่แหละ" เธอตอบ "ฉันถึงได้ชอบหัวเราะน่ะ"

ทั้งสองเงียบกันไปอีกครั้ง อเล็กซานดร้ายืนนิ่งจ้องมองประตูที่กั้นขวางระเบียงกับคนข้างในอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเธอนั้นเลื่อนลอยเหมือนกับกำลังชั่งใจว่าจะเข้าไปตามคำชวนของเอลาซัลดีหรือไม่ แต่แล้วอีกครู่หนึ่งเธอก็กลับหลังหันไปมองเทือกเขาซึ่งทอดยาวไปไกลลิบ

"เอลาซัล...คุณก็รู้นี่นาว่าฉันเข้าไปหาพวกเขาไม่ได้" เธอเอ่ย

"รู้สิ ถึงฉันจะกราบกรานขอร้องให้เธอเข้าไปก็เถอะ"

"ใช่...ถึงคุณจะขอร้องฉันยังไงก็ตาม"

"แต่เธอจะอยู่ที่นี่มั้ยถ้าฉันขอให้เธออยู่"

หญิงสาวสั่นศีรษะ

"คุณก็รู้นี่ว่าฉันทำไม่ได้...ยังไงก็ไม่ได้"

"เพราะว่าเธอไม่เคยเห็นใจฉันเลยน่ะสิอเล็กซานดร้า...ไม่เคยเลย เธอจะแคร์ก็แต่ความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น"

ถ้อยคำนั้นราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าอเล็กซานดร้ากลับสัมผัสความกดดันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ได้ หญิงสาวหันไปทางอัศวินลาปิสลาซูลี่ช้าๆ ดวงตาของเขาไม่ได้แข็งกร้าว สีหน้าไม่ได้ดูโกรธขึ้ง มีเพียงน้ำเสียงเท่านั้นที่บอกความรู้สึกทั้งเจ็บปวด เลื่อนลอย ขุ่นเคือง และการยอมรับอารมณ์เหล่านั้นอย่างเรียบๆ

"คุณไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ใช่มั้ย" เธอเอ่ย เริ่มร้อนรนขึ้นมาในทันใด "ฉันไม่ได้หมายความว่าเราต้องจากกันอีกนะเอลาซัล...ตรงกันข้ามเลยล่ะ" หญิงสาวสูดลมหายใจลึก "ฉันมาที่นี่เพื่อขอร้องคุณ...ขอให้คุณไปกับฉัน"

ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วเอลาซัลก็เบือนหน้าไป

"แล้วทำไมไม่บอกฉันตั้งแต่สามปีที่แล้วล่ะ"

รอยยิ้มของหญิงสาวราวกับจะเย้ยหยันตนเอง

"ฉันกลัวจนไม่กล้าบอก..."

"เธอไม่ควรจะหนีไปเลย"

"ก็คุณบอกว่าคุณไม่ยอมยกโทษให้ฉันนี่"

"แก้ตัวอย่างนั้นฟังขึ้นซะที่ไหน"

"ฉันก็เจ็บเป็นเหมือนกันนะ"

"เธอเลยทิ้งฉันไปอีก...โดยไม่บอกอะไรเลยซักคำงั้นสิ"

"ก็มันจำเป็นนี่"

"เพราะเธอแคร์แต่ความรู้สึกของตัวเองไม่เคยเปลี่ยนน่ะสิ"

แม้น้ำเสียงของทั้งสองจะยังไม่แปรเปลี่ยน...เสียงของชายหนุ่มราบเรียบ ขณะที่เสียงของหญิงสาวบอกความจริงใจ...คำพูดของทั้งสองกลับรัวเร็วเชือดเฉือนเสมือนลูกดอกที่ปาเข้าทิ่มแทงกัน ทว่าอเล็กซานดร้ายังไม่ยอมแพ้

"แล้วคุณคิดว่าฉันกลับมาทำไมกันล่ะเอลาซัล" คำพูดนั้นถูกเอ่ยเบาๆ "ถึงจะไม่ได้ขอให้คุณไปด้วยตั้งแต่แรก แต่ฉันก็อุตส่าห์มาหาคุณ...มาเพื่อพบคุณคนเดียวนะ"

ทั้งสองนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เอลาซัลจะเงยหน้าขึ้นมองอเล็กซานดร้า แล้วเอ่ยแผ่วเบา

"มันสายไปเสียแล้ว"

ความเป็นจริงในท้ายที่สุดดูจะทำให้ใจของหญิงสาวร่วงวูบ เพราะเธอทำได้เพียงยืนจ้องมองเขานิ่ง ก่อนที่จะพยายามรีบพูด

"ถ้างั้น...คุณก็มีคนอื่นแล้วสินะ"

สายตาของหญิงสาวมองสำรวจใบหน้าของชายหนุ่ม ทว่าเขายังตอบเรียบๆ

"ตอนนี้ก็...ใช่"

แต่หญิงสาวกลับสั่นศีรษะในทันใดหลังผ่านไปครู่หนึ่ง "ฉันไม่สน! ฉันไม่สนว่าคุณจะมีคนอื่นมั้ย! ฉันจะรอ...รอจนกว่าคุณจะตัดสินใจไปจากที่นี่ แล้วเมื่อถึงตอนนั้น...ขอให้คุณมาหาฉันนะ!"

เอลาซัลกลั้นหายใจก่อนจะตอบเบาๆ

"ไม่มีวัน"

อเล็กซานดร้าได้แต่จ้องเขาเขม็ง เอลาซัลจึงพูดต่อไป

"อเล็กซ์ ไม่รู้หรือไงว่าวันนี้เธอทำอะไรลงไป เธอทำลายความสงบสุขของฉันอีกครั้งแล้ว"

หญิงสาวขยับตัวอย่างอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งราวกับจะหาคำตอบ แต่เมื่อมองเอลาซัล เธอก็ตัดสินใจว่าเงียบไว้คงจะเป็นการดีที่สุด น้ำเสียงของเขานั้นแผ่วเบา ถ้อยคำเฉยชาพอกัน ทว่าแต่ละคำนั้นเจือด้วยความขมขื่น

"อเล็กซานดร้า...ในเมื่อเธอกลับมาแล้ว ฉันก็ไม่ต้องแกล้งแสดงละครตามที่รู้ๆ กันอยู่อีกต่อไป ฉันเคยหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะกลับมา...ว่าฉันยังรักเธออยู่"

หญิงสาวขยับตัวพร้อมกับกระซิบ

"แต่...ฉันก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่"

"ไม่" น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังคงด้านชา "ฉันใช้ชีวิตร่วมกับเธอไม่ได้หรอก อเล็กซานดร้า...ไม่ได้อีกแล้วในเมื่อทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ แล้วฉันก็จะไม่ออกไปจากเมืองนี้เพื่อเธอด้วย เธอทำร้ายฉันแสนสาหัสเหลือเกิน อเล็กซ์ รู้มั้ยว่าเธอทำอะไรลงไป ตอนนี้ฉันคงจะฝืนตัวเองให้ใช้ชีวิตร่วมกับเค้าไม่ได้อีกต่อไปแล้วเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นฉันจะทรยศกับทั้งเค้าและเธอด้วย"

อเล็กซานดร้าจ้องมองชายหนุ่มตะลึงงัน เพราะเธอเพิ่งสังเกตเห็นในทันใดนั้นว่าเขากำลังสั่นสะท้าน ชายหนุ่มพูดต่อไปอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันหายใจ...ราวกับกระหายจะกรีดร้องด้วยความโกรธเคืองและเสียใจ

"ฉันไม่ควรจะรับความรักของเค้าเลย แต่เธอเป็นคนทรยศฉันก่อนนี่ เธอทำให้ฉันทั้งเจ็บ...ทั้งอ้างว้าง สามปีมานี้มีที่เดียวในเมืองนี้สำหรับฉันเท่านั้น...คือข้างๆ เค้า แต่ตอนนี้...อเล็กซ์...ตอนนี้...เธอทำลายความสงบสุขที่พวกเราได้พบไปอีกครั้งแล้ว...เหมือนกับที่เธอเคยทำมาก่อนหน้านี้"

อเล็กซานดร้าเลื่อนสายตาหลบไป นิ่งอึ้งไม่พูดว่าอะไรไปพักใหญ่ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ที่เธอพูดออกก็มีเพียง

"ท่านหญิงเพิร์ลที่น่าสงสาร..."

"สุดท้ายเธอก็มีแก่ใจเห็นใจเค้าจนได้งั้นเหรอ" น้ำเสียงของชายหนุ่มแข็งกระด้างประชดประชัน

อเล็กซานดร้าขยับตัววูบเหมือนกับจะผละจากไป แต่แล้วจู่ๆ หญิงสาวก็หันมาทางเอลาซัลอีกครั้งแล้วโอบแขนรอบตัวเขา

"ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะปล่อยคุณไปแล้วล่ะ" เธอเอ่ยเบาๆ "ฉันเข้าใจนะ...เอลาซัล"

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เอลาซัลก็ผละออกจากอ้อมกอดของหญิงสาวได้สำเร็จแล้วหันหลังให้เธอ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าประจิมทิศ ยามราตรีกำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เงาสีทองเลือนหายไปเสียแล้ว สายลมอ่อนฤดูใบไม้ร่วงพัดเส้นผมของซานดร้าจนพลิ้วไหวพร้อมกับพัดพากลิ่นไอมาจากเทือกเขา

และแล้ว...เอลาซัลก็พูดขึ้น

"อเล็กซ์..ครั้งนี้ฉันจะให้เธอเป็นฝ่ายตามหาฉันบ้าง อีกไม่นานฉันจะออกไปจากเมืองนี้แน่ๆ เพราะว่าที่นี่ไม่มีอะไรสำหรับฉันเลย...แต่ตอนนี้ฉันยังไปไม่ได้"

"แล้วจะให้ฉันไปหาคุณที่ไหนล่ะ?" หญิงสาวพึมพำ

"ในทะเลทราย" ชายหนุ่มตอบ "ไปหาฉันที่ทะเลทรายนะ...ในมหาสมุทรแห่งดวงดาว แล้วเธอจะได้พบกับฉันที่นั่น...สักวันหนึ่ง"

ไม่กี่นาทีต่อมา ฟลอริน่าก็ออกมาที่ระเบียงพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมพระกร รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้ามาแล้ว ขอบฟ้าเริ่มมืดครึ้มลง ดวงจันทร์ลอยล่องผ่านทะเลเมฆสีเทาอย่างอ่อนโยน ราตรีนี้เห็นจะเป็นคืนฤดูใบไม้ร่วงอันงดงามนัก นำพาทั้งความสดชื่นมาให้กับวิญญาณ...และความเปรมปรีด์มาให้กับหัวใจ

"เอลาซัล" พระองค์ตรัสเรียกเบาๆ "ไปไหนมาหรือจ๊ะ"

ทว่าอัศวินหนุ่มผมดำที่ยืนหันหลังให้กับนครอัญมณีและทอดสายตามองขุนเขาก็มิได้ตอบว่าอะไร

เด็กชายในอ้อมพระกรขององค์หญิงฟลอริน่าผู้มีเรือนผมสลวยกับดวงตาคมกล้าชี้นิ้วไปทางหนึ่ง

"มีคนอยู่ตรงนั้นฮะ" เด็กน้อยเอ่ยเสียงใส "ผมเห็นเงาไหวๆ ฮะท่านแม่"

"มีใครอยู่ตรงนั้นหรือจ๊ะ" องค์หญิงฟลอริน่าตรัสถามพลางทรงใช้พระหัตถ์ลูบผมของเด็กชายพร้อมกับแย้มสรวล "แค่เอลาซัลเองจ้ะ...ลูกรัก" พระองค์ทรงหันมาทางเอลาซัลอีกครั้ง "ตะกี้มีใครอยู่กับเธอหรือเปล่าจ๊ะเอลาซัล"

ทว่าอัศวินลาปิสลาซูลี่ไม่ได้หันกลับมา และมีเพียงเสียงของเขาที่ตอบเพียงแผ่วเท่านั้น

"ไม่มีใครครับองค์หญิง ไม่มีอะไรเลย..." ชายหนุ่มตอบ "...ก็แค่เงาที่เคลื่อนผ่านไปเท่านั้นครับ..."


Author's Comment: เกือบลืมโน้ตไปค่ะว่า "มุกแห่งเทพยดา (Angel Pearl)" เป็นชื่อของเครื่องประดับเสริมธาตุศักดิ์สิทธิ์ในเกม Vagrant Story นะคะ ฉันได้ความคิดเรื่องมุกเทพยดามาจากเกมนี้แหละค่ะ

Translator's Comment: ผมรู้สึกตอนนี้ให้ความรู้สึกกลับกันกับตอนก่อนๆ ในภาค 5 ที่มีผู้อ่านคอมเมนต์มาว่าเวอร์ชั่นของเพิร์ลดูหดหู่กว่าเวอร์ชั่นของซานดร้า แต่ไปๆ มาๆ ตอนจบของเวอร์ชั่นซานดร้าเสียอีกที่กลับหดหู่กว่าเวอร์ชั่นของเพิร์ล อืม...

ผมยอมรับว่าซานดร้าอาจจะเป็นผู้หญิงที่ทำตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอเห็นแบบนี้แล้วผมกลับรู้สึกเห็นใจซานดร้าขึ้นมาเหมือนกันแฮะ เพราะซานดร้ารู้ว่าเพื่อเป้าหมายของตัวเอง เธอก็ต้องทำร้ายคนที่เธอรักอย่างเอลาซัล แต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำอย่างนั้นเพื่อช่วยฟลอริน่า อันที่จริงตอนท้ายเอลาซัลก็เหมือนจะมีส่วนผิดอยู่เหมือนกันที่ไม่ยอมยกโทษให้ซานดร้า บางทีถ้าเอลาซัลคู่กับเพิร์ลไปตลอดอาจจะดีกว่าแบบซานดร้าเวอร์ชั่นนี่ล่ะมั้งนะ อย่างน้อยทั้งเอลาซัลกับซานดร้าก็ไม่ต้องเจ็บปวดกันจนเกินไป...เพิร์ลเองก็ไม่ต้องเจ็บปวดที่ต้องเสียเอลาซัลไปเหมือนกัน



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 43 : บทส่งท้าย - หยาดน้ำตาอันเป็นประกาย (ซานดร้า) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 105 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android