คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ตำนานแห่งเผ่าจูมิ

ตอนที่ 41 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 5 - ห้วงจักรวาล / ครึ่งหลัง


     อัพเดท 24 พ.ค. 49
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : NithiN ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NithiN
My.iD: https://my.dek-d.com/Anithin
< Review/Vote > Rating : 97% [ 16 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 3,151
41 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 41 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 5 - ห้วงจักรวาล / ครึ่งหลัง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 92 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


PART V: TWO PEARLS
Chapter V: Cosmos - Part II

ภาคที่ 5: เพิร์ลทั้งสอง
บทที่ 5: ห้วงจักรวาล - ครึ่งหลัง


ข้ามขอบราตรีอันยาวนาน
เร่รอนผ่านมหาสมุทรแห่งผืนทราย

กระแสเสียงแห่งเหล่าเทพคือภาพลวง
ขณะที่ผองชนถูกลืมเลือน

เงามืดซีดจางกระพริบไหวก่อนหยุดนิ่ง
ในภาพลวงตาเพียงชั่วครู่คราว

ความฝันของวีรบุรุษลุกโชนเป็นสีฟ้าโชติช่วง
ขณะผองชนหลับใหลชั่วนิรันดร์

- Wanderer of Time (Final Fantasy Pray)


ห้วงจักรวาลที่ล้อมกายเขาอยู่คือมหาสมุทรสีดำแห่งความว่างเปล่าที่พร่างพรายด้วยลำแสงหมุนวนของดวงดาราอันยิ่งใหญ่ ดั่งรัศมีอันอยู่ไกลแสนไกลจนไม่อาจเอื้อมถึงภายในห้วงสมุทรมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ชายหนุ่มเป็นเพียงเงาเงื้อมของดวงวิญญาณที่เปล่งแสงริบหรี่อย่างเดียวดายไร้ค่า ได้แต่ไขว่คว้าหาเปลวเพลิงสีฟ้าที่อยู่ไกลออกไป...ไขว่คว้าหาภาพแห่งความจริงที่ไม่อาจเอื้อมถึงซึ่งหลีกหนีเขามาตลอดชีวิต

ชาวเผ่าจูมิมีชีวิตอันยาวนาน...นานมากเสียจนอาจนานเกินไป นานเสียจนรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของความเดียวดายอันไม่อาจหลีกเลี่ยงที่สิ่งมีชีวิตซึ่งมีสำนึกทุกชนิดพึงรู้สึก นานเสียจนสัมผัสได้ถึงโศกนาฏกรรมของการคงอยู่ของพวกตนที่มีชีวิตแสนยืนยาว...ทว่าเปราะบางยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้ ทั้งชีวิตเขาจึงเฝ้าใฝ่หาเปลวเพลิงสีฟ้าอันระริกไหวที่ร้องเรียกเขาอยู่ ณ สุดขอบฟ้ามาโดยตลอด เฝ้าตามหาคำสัญญาแห่งสัจจะและความหมายของมันที่ยังคงคุกคามเขาอยู่ในยามนี้

แต่เราไม่มีวันได้พบหรอก ไม่จนกว่าเราจะตายและหลับใหลอยู่ในสุสานกลางทะเลทราย ห้อมล้อมด้วยมหาสมุทรแห่งดวงดาวที่ส่องแสงชั่วนิรันดร์ เหมือนกับที่มีอัศวินใกล้ตายคนหนึ่งทำนายไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว...

หากแม้กระนั้น...ณ ที่ใดสักแห่งหนึ่ง...ยังมีผู้ต้องการเขา...ต้องการเขาเป็นอย่างมาก


ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนกงล้อแห่งเปลวเพลิงที่เป็นมันปลาบบนท้องฟ้าสีแดงเลือดยามสนธยาในเดือนสิงหาคม เมื่อท่านหญิงแบล็คเพิร์ลเรียกตัวชาวจูมิทุกคนมาร่วมพิธีสำคัญในโรงสวดภาวนาซึ่งเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์อุทิศแด่เทวทูตจูมิที่ถูกทิ้งร้างในปัจจุบัน

ทุกคนจำเป็นต้องเข้าร่วมพิธีทั้งเด็กและคนชรา กระทั่งเหล่านักโทษยังถูกคุมตัวจากคุกที่ป้องกันอย่างแน่นหนาเข้ามาในโถงของโรงสวดโดยกลุ่มอัศวินอารักขา พวกเขายืนอยู่ห่างจากคนอื่นๆ เล็กน้อย และตกเป็นเป้าสายตาที่บอกความสงสัย บ้างก็เหยียดหยามเต็มที่ บ้างก็บ่งบอกความสมเพช และมีบางครั้งที่เผลอแสดงความเห็นใจออกมาชั่วครู่

เอลาซัลยังไม่ได้พบอเล็กซานดร้าเลยหลังเธอถูกพาตัวไป ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อหลังจากถูกจับกุมในวิหารโบราณที่ตั้งเครื่องย้ายห้วงมิติ ดาบอักขระรูนถูกยึดไปจากเอลาซัล และเขากับอเล็กซานดร้าก็ถูกพาตัวไปที่ห้องขังเล็กๆ ก่อนจะถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกันครู่หนึ่ง เอลาซัลใช้โอกาสนั้นเล่าเรื่องที่แบล็คเพิร์ลบอกกับเขาให้เธอฟัง ทั้งเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเทวทูต และจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน

เอลาซัลไม่เคยเห็นอเล็กซานดร้าตกตะลึงถึงขนาดนี้มาก่อน กระทั่งการที่เธอสันนิษฐานผิดๆ ว่าต้องฆ่าแบล็คเพิร์ลยังทำให้เธอรู้สึกละอายใจแค่ชั่วครู่เท่านั้น ซึ่งเอลาซัลเห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีวันยอมรับออกมาตรงๆ แน่นอน แต่ข้อมูลใหม่ที่ได้ทราบดูเหมือนจะทำให้เธอหวั่นไหวมาก หญิงสาวนิ่งอึ้งไปหลายนาทีขณะครุ่นคิดเรื่องที่เอลาซัลเปิดเผย ก่อนที่เธอจะเริ่มถามเขาช้าๆ พยายามเจาะลึกทุกแง่มุมของเรื่องจนกระทั่งสามารถปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

"เอาล่ะ" เอลาซัลถามเธอหลังจากอีกฝ่ายถามเสร็จ "จะว่ายังไงล่ะ อเล็กซ์"

หญิงสาวนั่งก้มหน้าอยู่บนม้านั่งแคบๆ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเธอก็ตอบว่า

"ถ้าคุณจะให้ฉันยอมรับว่าตัวเองคิดผิดไปล่ะก็...ฉันรู้แล้ว เทวทูตมีตัวตนอยู่จริง แต่การชุบชีวิตเทวทูตมีแต่จะทำให้ชาวจูมิเป็นอันตราย"

หญิงสาวเอ่ยเบาๆ แต่เอลาซัลนั้นกำลังเหน็ดเหนื่อย และอดไม่ได้ที่จะเห็นใจเธอที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เพียงคนเดียวในสถานการณ์อันตรายนี้

"ก่อนหน้านี้เธอไม่มีทางรู้หรอก" เขาบอก "แล้วจะยังไง เรื่องทั้งหมดก็ต้องมาถึงขั้นนี้อยู่ดีไม่ว่าเธอจะมีส่วนหรือเปล่า เทวทูตพยายามควบคุมแบล็คเพิร์ลมานานแล้ว ดาบแห่งชะตากรรมก็อยู่ในมือเค้าก่อนที่เราจะได้มันมาเสียอีก ทั้งหมดที่เราทำลงไปก็แค่ช่วยยืดเวลาออกไปนิดเดียวเท่านั้น"

"ก็จริง" ซานดร้ารับหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "แต่ถึงอย่างนั้น..."

ทว่าหญิงสาวกลับเงียบไปอีกครั้ง เอลาซัลจึงได้ถาม

"แล้วถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำยังไงกันล่ะ ชาวจูมิคนอื่นๆ ต้องไม่เชื่อพวกเราแน่ แต่เราต้องทำอะไรสักอย่างนะ"

อเล็กซานดร้าไม่ยอมเงยหน้าขึ้น แต่ก็ตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่เพียงครู่หนึ่ง

"มีทางเดียวเท่านั้น"

ชายหนุ่มจับตามองเธออย่างตั้งใจ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาของเธอนั้นมืดมนและเยือกเย็น

"คุณต้องทำตามที่แบล็คเพิร์ลขอร้อง ฆ่าหล่อนซะ"

เอลาซัลขยับกายอย่างไม่สบายใจ แต่ก็ไม่แย้งคำของเธอ ทว่าหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นเบาๆ

"ถึงตอนนี้เธอก็ยังเกลียดเค้าไม่หาย"

หญิงสาวยักไหล่ก่อนจะเบือนหน้าไป

"ระหว่างชาวจูมิทุกคนกับเพิร์ล เลือกเอานะเอลาซัล"

เมื่อเอลาซัลไม่ยอมตอบ เธอก็เสริมขึ้น

"แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนั้น...ฉันก็ยังเหลืออยู่ตัวคนเดียว เป็นคนนอกสังคมอยู่เสมอ ไม่ว่ายังไงชะตาฉันมันก็เหมือนเดิม ไม่ตายที่นี่ก็ออกไปตายคนเดียวในโลกข้างนอก ฉันเลือกไม่ได้หรอก มีแต่คุณเท่านั้นที่เลือกได้"

"พูดอย่างนี้เห็นแก่ตัวเหลือเกินนะอเล็กซานดร้า" เอลาซัลว่า

"ฉันก็เห็นแก่ตัวอย่างนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ" เธอย้อนถาม

"เธอก็ขอให้ทุกคนยกโทษให้สิ"

"ฉันหยิ่งเกินกว่าจะทำอะไรแบบนั้น แล้วพวกเขาจะยกโทษให้ฉันได้ยังไง"

เอลาซัลไม่ตอบ อเล็กซานดร้าจึงได้เสริม

"ฉันไม่อยากให้ใครยกโทษให้ทั้งนั้น นอกจากคุณ...เอลาซัล"

"ฉันน่ะเหรอ" เอลาซัลถามพร้อมกับก้มหน้า "เรื่องอะไรล่ะอเล็กซ์"

"ก็เรื่องที่ฉันหักหลังคุณไง"

แต่เอลาซัลไม่พูดว่าอะไร เพราะนั่นเป็นความจริง เขายังไม่ให้อภัยเธอ และรู้สึกว่าจะอย่างไรก็ฝืนยกโทษให้ไม่ได้ อเล็กซานดร้านั้นเข้าใจ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็สั่นศีรษะ

"คุณก็เห็นแล้วนี่" เธอพูดเบาๆ "ถ้าขนาดคุณยังยกโทษให้ฉันไม่ได้ ฉันจะสนทำไมล่ะว่าใครจะยกโทษให้ฉัน แล้วฉันจะหวังให้พวกเขายกโทษให้ได้ยังไง"

ต่อมาพวกทหารก็มาพาตัวอเล็กซานดร้าออกไป แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลงนั้น หญิงสาวก็หันหน้ามาทางเขา

"สำหรับฉันแล้ว ที่นี่ไม่มีใครเลย...แม้กระทั่งฟลอริน่า เพราะจะยังไงที่นี่ก็ยังเป็นบ้านของเค้า แต่มันไม่มีวันเป็นบ้านของฉัน คงไม่มีใครเข้าใจนอกจากคุณ เอลาซัล..."

เอลาซัลเหลืออยู่เพียงลำพัง และมีเวลาให้คิดอะไรต่างๆ มากมายเหลือเกิน ทว่าในความเป็นจริงแล้วเขาไม่เหลือแรงพอจะทำหรือคิดอะไรอีกแล้ว เขารู้ดีว่าไม่ว่าจะพยายามทำอะไรก็ตามก็คงจะไร้ประโยชน์ ไม่มีใครยอมให้โอกาสเขาพูด ไม่มีใครยอมฟังเขา ไม่มีทางหนีหรือแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้ใช้เวลาส่วนมากนอนรอความพลิกผันของชะตากรรมที่อาจนำหายนะมาสู่ประชาชนของเขา...

เราก็รู้มานานแล้วนี่ว่าสักวันเงามรณะที่คอยคุกคามพวกเราต้องมาถึง...เขาคิด แต่เรายังคงดึงดันจะต่อต้าน พยายามดิ้นรนหนีจากใยของชะตากรรม เพราะสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิตนั้นแรงกล้าเกินไป

แล้วบางที...อาจจะเป็นอย่างที่อเล็กซานดร้าคิดมาตลอดก็ได้ว่าผลที่กำลังจะเกิดขึ้นมันสาสมแล้ว เราเป็นคนทำตัวเราเอง ด้วยการกระทำตามใจที่แข็งกร้าวเกินไป

แต่ถึงอย่างนั้น...การทำดีก็ใช่ว่าจะได้ดีเสมอไปนี่ ทั้งชีวิตคน...ทั้งศีลธรรมจรรยา ลงท้ายทุกอย่างก็เป็นแค่กับดักหลายด้านที่ไม่มีทางออกเท่านั้น...


แม้กระทั่งในยามนี้...เมื่อมาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้...เอลาซัลยังแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาแห่งหายนะที่คืบเข้ามาใกล้ ณ ที่นี่เบื้องหน้าประชาชนร่วมเผ่าพันธุ์ของตน สภาวะอันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขายังหาความเห็นใจจากพวกนั้นได้เพียงน้อยนิด ชาวจูมิเป็นอย่างนี้กันเสมอหรือ ชายหนุ่มนึกสงสัย หรือว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการป้องกันตัวที่ทำให้พวกนั้นกีดกันผู้ที่ใฝ่หาความเปลี่ยนแปลงกัน เขานึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินจากฟลอริน่าว่าการเยียวยาชาวจูมิอย่างแท้จริงต้องมาจากภายในตัวตนของพวกเขาเท่านั้น จะอย่างไร การเยียวยาก็ไม่มีทางมาจากเทวทูตได้อย่างแน่นอน

เอลาซัลคิดว่าอเล็กซานดร้าดูมีสภาพดีทีเดียว แม้ชาวจูมิจะเย็นชากับทั้งสอง แต่ก็ไม่ได้แสดงความโหดร้ายทารุณเกินความจำเป็นแต่อย่างใด กระทั่งเธอที่เป็นอาชญากรผู้ขึ้นชื่อที่สุดของเผ่ายังได้รับการดูแลอย่างดี เส้นผมสีเกาลัดที่ปล่อยสยายลงปรกไหล่ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ทำให้เอลาซัลประหลาดใจที่เพิ่งสังเกตว่าผมของเธอยาวขึ้นมากเท่าไรตั้งแต่เมื่อตอนที่อยู่ในคราบอเล็กซ์ แม้ยามที่เป็นซานดร้าเธอก็ยังรวบผมขึ้นอยู่บ่อยๆ เขารู้สึกขึ้นมาด้วยเหตุผลอันแปลกประหลาด...ว่ารายละเอียดเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่มีความสลักสำคัญใดๆ นี้ยังบ่งบอกถึงอะไรบางอย่าง...

ว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหรือกำลังจะเปลี่ยนไป...บางทีอาจจะชั่วนิรันดร์

แต่นอกจากนั้นอเล็กซานดร้ายังดูสงบนิ่งเหมือนเมื่อก่อน ยอมรับสภาพนักโทษของตนได้เป็นอย่างดี แม้เธอจะยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องโถง เธอก็ยังพยายามหันไปรอบๆ เพื่อมองหาเขา ในที่สุดหญิงสาวก็สังเกตเห็นเขาก่อนจะสบตากัน รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏที่มุมปากเหมือนจะบอกว่า...ฉันสบายดี  แต่เมื่อเอลาซัลไม่ยอมยิ้มตอบ รอยยิ้มนั้นจึงได้สลายหายไป บางทีเธออาจจะนึกถึงช่วงเวลาที่ทั้งสองคนได้อยู่ร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายขึ้นมา หลังผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ถูกพวกราชองครักษ์บดบังจากสายตาของเขาอีกครั้ง

วันนั้นร้อนอบอ้าว อากาศในโรงสวดภาวนาหนาแน่นด้วยความชื้น พักหนึ่งก่อนหน้าที่แบล็คเพิร์ลจะมาในที่สุด ท่านหญิงไดอาน่ากับบรรดาสมาชิกวุฒิสภาก็มาถึงก่อนจะมายืนรวมกับพวกชาวจูมิที่เหลือ เอลาซัลเห็นร่างหนึ่งในชุดสีน้ำเงิน และหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็จำได้ว่านั่นคือฟลอริน่า..

ถ้าเช่นนั้นเธอเองก็ถูกพาตัวกลับมาด้วยเช่นกัน เธอยังคงดำรงตำแหน่งองค์คลาริอุสอยู่ใช่ไหมนะ การที่เธอยืนอยู่ใกล้กับไดอาน่าบ่งบอกว่าใช่ แต่แล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรสำหรับองค์หญิงผู้เสด็จกลับมากันเล่า คงมีแต่จะต้องตายอย่างช้าๆ เท่านั้น...เอลาซัลคิดอย่างอ่อนเปลี้ย สิ่งที่ได้รับเหมือนจะเป็นโทษทัณฑ์ หาใช่ฐานันดรอันเปี่ยมด้วยพระเกียรติยศไม่ บัดนี้พระองค์ประทับอยู่ข้างๆ ท่านหญิงไดอาน่า ใกล้กับแท่นปาฐกถายกพื้นที่ครั้งหนึ่งถูกออกแบบไว้ให้นักเทศน์เป็นผู้ใช้ มีเพียงท่านหญิงแบล็คเพิร์ลเท่านั้นที่ขึ้นไปยืนอยู่เบื้องบนนั้น

เอลาซัลกวาดมองสำรวจแบล็คเพิร์ลที่ยืนอยู่บนแท่นปาฐกถาเหนือเหล่าชาวจูมิ อาภรณ์ของเธอนั้นเป็นชุดพิธีการสีขาว เส้นผมสีทองปล่อยสยายลงปรกไหล่เป็นลอนคลื่น ในมือถือดาบอักขระมนตร์อยู่ เขานึกขึ้นมาว่าเธอจะใช้ดาบเล่มนั้นเพื่ออะไรกัน...คงเป็นพิธีเปิดประตูสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย และชายหนุ่มก็นึกถึงคำพูดที่เธอเคยบอกกับเขา...ในกรงแห่งความฝันอันลางเลือนด้วยสายหมอกภายในวิหารโบราณ

จงใช้ดาบมาน่าฆ่าข้าเสีย เอลาซัล...

ท่านหญิงแบล็คเพิร์ลเริ่มเอ่ยขึ้น ทำให้ชาวจูมิที่เฝ้ารออยู่เงียบสนิท เมื่อยืนอยู่บนแท่นสูง น้ำเสียงของเธอก็ล่องลอยผ่านอากาศร้อนอันหนาหนักมายังวิญญาณทั้งสองพันกว่าดวงที่รวมอยู่ในห้องโถงใหญ่อย่างเนืองแน่นเพื่อรอคำพูดของเธอ

"ประชาชนของข้า..." แบล็คเพิร์ลกล่าว "พวกเจ้าได้รับทราบจุดประสงค์ของการประชุมครั้งนี้แล้ว พิธีการพิเศษนี้ถูกจัดขึ้นโดยความเห็นชอบของวุฒิสภา ท่านหญิงไดอาน่า และข้า"

ฝูงชนหันไปสนใจท่านหญิงไดอาน่ากับสมาชิกวุฒิสภาอยู่ครู่หนึ่ง ไดอาน่าที่ดูสง่างามและสงบนิ่งในชุดผ้าไหมสีขาวยืนอยู่ใกล้กับบรรดาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีเพียงรูเบ็นส์ผู้เดียวเท่านั้นที่หายไปอย่างชัดเจน หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มน้อยๆ

เอลาซัลนึกสงสัยขึ้นมาว่าแบล็คเพิร์ลบอกอะไรกับไดอาน่า ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม...ไดอาน่าก็ยังคงดูเหมือนเดิมทุกประการ งดงามบริสุทธิ์ ควบคุมทุกอารมณ์และชีวิตของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่สินะวิธีที่เธอปฏิบัติต่อการตายของรูเบ็นส์ เอลาซัลคิด แม้เมื่อเห็นภาพนี้เขาก็ยังรู้สึกตกใจเล็กน้อยว่าเธอช่างยอมรับความจริงได้ดีเหลือเกิน หรือบางทีเธอจะกำลังแสดงละครเหมือนเมื่อก่อน...พยายามล้อมกรอบตนเองด้วยกำแพงแก้วผลึกของมารยาทอันแสนดี การควบคุมตนเอง และความเสแสร้ง

ทว่าเอลาซัลนั้นยังมีเรื่องอื่นต้องคิดนอกจากหัวใจอันแข็งแกร่งราวกับเพชรของไดอาน่า แบล็คเพิร์ลกล่าวปราศรัยต่อไป น้ำเสียงทุ้มนุ่มดุจดนตรีของเธอสะท้อนก้องไปทั่วโถงใหญ่

"ดังที่พวกเราบางคนคงจำได้ว่าโรงสวดภาวนาแห่งนี้เคยมีไว้เพื่ออุทิศให้แด่ผู้ที่ประทานพรสวรรค์อันล้ำค่าที่สุดให้แก่ชาวเผ่าจูมิ ข้าหมายถึงพรสวรรค์ในการหลั่งน้ำตาเยียวยาซึ่งองค์เทวทูตจูมิทรงถ่ายทอดให้พวกเรา และโรงสวดภาวนาที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้ก็ได้สร้างอุทิศแด่องค์เทวทูต"

อย่างนี้นี่เอง...เอลาซัลคิด เขานึกถึงภาพเพิร์ลในวัยเยาว์คุกเข่าอยู่ในโรงสวดภาวนาหลังจากรอนแรมผ่านป่า เพ้อคลั่งเรื่องนิมิตจากองค์เทพีที่กลับกลายเป็นเทวทูตไป

"ชาวจูมิทั้งหลาย" แบล็คเพิร์ลเอ่ยสืบต่อ "เรามารวมกันที่นี่เพิ่ออธิษฐานกับองค์เทวทูตผู้ประทานพรสวรรค์นี้แก่พวกเรา เรามารวมกันที่นี่เพื่อสดุดีพระเกียรติขององค์เทวทูต เพื่อตอบแทนพระกรุณาด้วยความสำนึกยิ่ง และอธิษฐานขอพร บัดนี้พวกเจ้าจงคุกเข่าลงและสวดภาวนาร่วมกับข้า"

เหล่าราชองค์รักษ์รอบๆ เอลาซัลคุกเข่าลงพร้อมกับฝูงชน เอลาซัลย่อกายลงช้าๆ พลางปรายตามองอเล็กซานดร้า ดูเหมือนเธอจะพยายามขัดขืน แต่พวกอัศวินก็บังคับให้เธอคุกเข่าลงจนได้ เหลือเพียงแบล็คเพิร์ลผู้เดียวที่ยังยืนอยู่เหนือเหล่าชาวจูมิ

"องค์เทวทูตจูมิ" แบล็คเพิร์ลประกาศด้วยเสียงใสกังวานราวกับระฆังทอง "องค์เทวทูตผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราขอถวายคืนสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่พวกเรา แด่พระองค์ผู้ทรงทุกข์ทนเพื่อพวกเรา...พระองค์ผู้ทรงเสียสละเพื่อพวกเรา เราขอถวายสิ่งนี้แด่ท่าน..."

ดวงตาดำขลับของแบล็คเพิร์ลเปล่งประกายวาบ

"เราขอถวาย...น้ำตาเยียวยาของพวกเรา"

แสงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง อากาศอันชื้นแฉะสั่นไหว ลำแสงสีส้มของตะวันยามสายัณห์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทรงสูงบานแคบกลับวนอยู่รอบร่างที่เหยียดตรงของแบล็คเพิร์ล กระแสพลังงานอันส่องประกายสีทองไหลไปอยู่เบื้องหลังของหญิงสาวก่อนจะรวมเป็นปีกคู่ใหญ่ แบล็คเพิร์ลชักดาบอักขระมนตร์ออกชูขึ้นแตะแสงสีส้ม คมดาบที่ดูราวกับกระแสน้ำลุกวูบเป็นเปลวเพลิงสีขาวใส สาดประกายรอบร่างแบล็คเพิร์ลไปยังเหล่าชาวจูมิแทบเท้า แสงสีส้มแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทอง

ความรู้สึกอันคุ้นเคยกลับมาสู่เอลาซัลอีกครั้ง...ความรู้สึกที่ว่าเขากำลังขาดอากาศในปอด ผลึกชีวิตของเขาเปล่งแสงอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะรักษาตนเองไว้ในขณะที่พลังงานถูกสูบออกจากมันในปริมาณที่คุกคามชีวิตได้ถึงขั้นวิกฤต เส้นเลือดในหูเต้นตุบๆ แต่ชายหนุ่มยังได้ยินเสียงอันปรีดาของแบล็คเพิร์ลร้องก้อง

"องค์เทพีผู้ทรงศักดิ์! โปรดประทานหนทางสู่สรวงสวรรค์ให้ข้าด้วย! เหล่าจูมิบริวารของพระองค์มอบพลังชีวิตของพวกมันให้ข้าแล้ว ช่วยชีวิตพวกมันสิ! โปรดประทานหนทางที่ข้าปรารถนาด้วย!"

เทวทูตกำลังใช้พลังจากผลึกชีวิตของชาวจูมิรวมกัน...เอลาซัลคิดอย่างมึนงง เพื่อที่จะบังคับเทพีให้มอบทางกลับสวรรค์ให้มัน...อย่างที่แบล็คเพิร์ลบอกไว้

ความรู้สึกคล้ายจะสำลักยิ่งทวีขึ้น มือของเอลาซัลเลื่อนไปป้องปิดผลึกชีวิตราวกับจะกันมิให้มันสลายไป เขาเผลอนึกว่าจะมีเลือดไหลซึมผ่านร่องนิ้วอันสั่นเทา แต่ทั้งหมดที่สัมผัสได้ก็มีเพียงแสงอันอบอุ่นของลาปิสลาซูลี่ที่กำลังกระพริบอยู่ ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติต่อต้านความอ่อนเพลีย พยายามจะตั้งสติกับสิ่งรอบตัว...กับอะไรก็ได้ที่จะทำให้เขาไม่หมดสติไปเสียก่อนเหมือนตอนที่แบล็คเพิร์ลสูบพลังจากผลึกชีวิตเพื่อทรมานเขา

ในทันใดนั้นเสียงร้องเสียงหนึ่งก็ดังเข้าหู

"แบล็คเพิร์ล! นี่หมายความว่ายังไงกัน!"

เอลาซัลฝึนเงยหน้าขึ้นเห็นร่างสีขาวที่ลุกขึ้นยืนอยู่ลางๆ จำได้ว่านั่นคือท่านหญิงไดอาน่า

แบล็คเพิร์ลเสียสมาธิร่ายมนต์ไปชั่วครู่ เธอเลื่อนสายตาอันมืดมนมาทางร่างบอบบางของไดอาน่า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับรังเกียจที่จะตอบ แต่ไดอาน่ายังคงจ้องมองเธออย่างเคืองแค้น แบล็คเพิร์ลที่สัมผัสได้ถึงอำนาจจิตอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายที่ต่อต้านจิตของเธออยู่จึงได้ตอบในที่สุด

"อย่างที่เจ้าเห็น ข้ากำลังทวงคืนสิ่งที่ครั้งหนึ่งข้าเคยมอบให้ชาวจูมิ...สิ่งที่เป็นของข้าโดยชอบธรรม!"

ดวงตาของไดอาน่าเปล่งประกายวูบ

"ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังใช้มนต์ดำอะไร" เธอร้อง "เธอบอกฉันว่าดาบมาน่าจะรักษาชาวจูมิได้ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอโกหก ฉันขอสั่งให้เธอหยุดเดี๋ยวนี้!"

"คุกเข่าลงซะ นังผู้หญิงชั้นต่ำ!" แบล็คเพิร์ลตอบกลับ "ที่นี่ไม่ใช่เมืองของเจ้าอีกต่อไปแล้ว จูมิแห่งเพชร จงเรียนรู้สถานะของตัวเองเสีย!"

หญิงสาวชูมือขึ้นในกระแสสีทองก่อนจะชี้ตรงมาที่ไดอาน่า จูมิแห่งเพชรถูกล้อมรอบด้วยแสงสีทอง ซวนเซไปครู่หนึ่งเมื่อถูกระลอกคลื่นมนต์ แต่เธอยังพยายามขัดขืน

"รูเบ็นส์ต้องล้างแค้นให้พวกเราแน่พอเขากลับมา!" หญิงสาวหอบฮั่ก "แกจะต้องชดใช้ แบล็คเพิร์ล!"

"นังผู้หญิงเย็นชาหน้าโง่!" แบล็คเพิร์ลโต้กลับด้วยน้ำเสียเจือความพอใจ "นี่เจ้าเชื่อจริงๆ รึว่าเขาจะกลับมา...ทั้งๆ ที่เจ้าจงใจส่งเขาไปตายเองแท้ๆ"

ไดอาน่าจ้องแบล็คเพิร์ลเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วเธอก็ซุกหน้าลงกับสองมือพร้อมกับกรีดร้อง

"ไม่! ไม่จริง!"

แบล็คเพิร์ลเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาเชือดเฉือน

"ข้าคงไม่ต้องบอกเจ้าหรอกนะว่าเจ้ารู้สึกอะไรอยู่ในใจมานานแต่ไม่ยอมรับ...จูมิแห่งทับทิมตายไปแล้ว"

ไดอาน่าที่มีสีหน้าซีดสลดวางมือลงบนผลึกชีวิตที่เป็นเพชร เธอยืนโงนเงนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้มลง แต่ร่างในชุดสีน้ำเงินข้างๆ ไดอาน่าก็พยายามลุกพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นคว้าร่างเธอไว้ได้ก่อนจะฟาดพื้น องค์หญิงฟลอริน่านี่เองที่ทรงพยายามต่อต้านพลังมนต์ใช้พระกำลังเฮือกสุดท้ายรับตัวไดอาน่าไว้ ทั้งสองทรุดลงไปพร้อมกัน โดยที่องค์หญิงฟลอริน่าทรงประคองท่านหญิงไดอาน่าที่สิ้นสติไป

เอลาซัลเพิ่งรู้สึกตัวว่าแสงสีทองที่ล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ จางลง ความรู้สึกหนาหนักถาโถมร่างราวกับกำลังดิ่งลึกลงไปในห้วงนิทรา ชาวจูมิรอบกายเขาค่อยๆ หลับใหลขณะที่ผลึกชีวิตของพวกเขากำลังถูกเทวทูตดูดกลืนพลังไป

มีเพียงแบล็คเพิร์ลที่ยังคงยืนอยู่ รัศมีของปีกสีทองยิ่งแรงกล้าขึ้นทุกที ประกายแสงจากเบื้องบนเริ่มสว่างตอบรับจากเหนือร่างของเธอ หนทางสู่สรวงสวรรค์ค่อยๆ คลี่คลายออกมาช้าๆ แบล็คเพิร์ลหลับตาลงปล่อยให้พลังงานอันร้อนแรงซึมเข้าสู่กระแสเลือด ร่างของหญิงสาวค่อยๆ เลือนหายหลอมรวมกับพลังศักดิ์สิทธิ์...กำลังจะเป็นหนึ่งเดียวกับแสงสว่าง

แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

"ดาบมาน่า...มอบพลังให้ผมด้วย!"

แบล็คเพิร์ลลืมตาขึ้น บนแท่นปาฐกถาเบื้องบนบันไดมีจูมิแห่งลาปิสลาซูลี่ยืนอยู่ รอบๆ โถงใหญ่นั้นร่างปวกเปียกของชาวจูมินอนกลาดเกลื่อน สิ้นกำลังได้แต่หลับใหลอยู่ภายใต้อำนาจมนตรา มีเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่รวบรวมกำลังก้าวขึ้นมาจนถึงแท่นปาฐกถาด้วยแต่ละย่างก้าวอันสั่นเทา

ใบหน้าของชายหนุ่มซีดขาวจากความพยายาม หยาดเหงื่อหลั่งลงมาตามหน้าผาก เส้นผมเปียกโชกด้วยความชื้นและความร้อนของห้องโถง ทว่าดวงตาของเขากลับลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าดุจเดียวกับแบล็คเพิร์ล ด้วยหลงอยู่ใจกลางเวทมนตร์ หญิงสาวจึงตอบรับช้าเกินไป เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระโจนพรวดโถมเข้าใส่แบล็คเพิร์ล พร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าดาบอักขระรูน

การแย่งดาบจากมืออีกฝ่ายนั้นง่ายดายราวกับว่าดาบเองก็ต้องการจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเทวทูตและช่วยอัศวินหนุ่ม จากนั้นเขาก็ถอยกลับในทันใดก่อนจะเลื่อนสายตามาจ้องใบหน้าของแบล็คเพิร์ล ลำแสงที่สว่างรอบร่างแบล็คเพิร์ลค่อยๆ จางลงช้าๆ แสงสีทองที่สว่างเรืองรองทั่วห้องโถงก็พลอยจางลงด้วย อัศวินลาปิสลาซูลี่ยังคงจ้องมองแบล็คเพิร์ลด้วยสายตาแข็งกร้าว มุ่งมั่น แต่เขาก็นิ่งเงียบไม่มีทีท่าจะโจมตี

ดวงตาดำขลับของแบล็คเพิร์ลสบกับดวงตาของเอลาซัล ก่อนที่เสียงไพเราะของเธอจะสะท้อนไปในห้องโถงเบาๆ

"แล้วทีนี้เจ้าจะทำอะไรล่ะ ลาปิสลาซูลี่"

เอลาซัลค่อยหายใจคล่องขึ้นเมื่ออำนาจของคาถาเสื่อมลง แสงสว่างจ้าค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยประกายสลัวเย็นตาของยามสายัณห์ แต่ชาวจูมิยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้น แบล็คเพิร์ลเอ่ยต่อไปอย่างแผ่วเบา

"เจ้าจะ...ฆ่านางกระนั้นหรือ"

เอลาซัลกลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเป็นเชิงท้าทายพร้อมกับพยายามมองลึกลงไปในดวงตาอันมืดมนของแบล็คเพิร์ล ดาบโบราณยังคงส่องแสงเรืองสลัวในมือของเขา ลำแสงที่ดูราวกับประกายของน้ำกระพริบฉาบปลายสีเงินคมกริบ เสียงใสราวดนตรีของเทวทูตยังคงเยาะหยันต่อไป

"เช่นนั้นก็ฆ่านางเสีย ลาปิสลาซูลี่ เหมือนกับที่นางบอกเจ้าในวิหาร แต่อย่าคิดว่าทำเช่นนั้นแล้วจะฆ่าข้าได้ แม้ดาบมาน่าจะชิงชังข้า แต่มันก็ไม่มีอำนาจเพียงนั้น มันทำได้แค่หยุดยั้งข้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่สักวันหนึ่งข้าจะกลับมาอีก"

เทวทูตแย้มยิ้ม

"นางทรมานมามากพอแล้วเจ้าว่าไหม หรือเจ้าคิดว่าความตายเป็นโทษทัณฑ์ที่สาสมแล้วสำหรับนางล่ะ ฆ่านางเลยสิ ลาปิสลาซูลี่ ฆ่าเพิร์ลเสีย"

เอลาซัลสูดลมหายใจลึก มือของเขาค่อยๆ ลดดาบเรืองแสงลง ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปหาเทวทูตซึ่งยืนนิ่งจ้องมองเขาผ่านสายตาของแบล็คเพิร์ล

"ไม่" ชายหนุ่มตอบ

"งั้นหรือ" เทวทูตถาม "ถ้าเช่นนั้นก็ระวังตัวไว้ล่ะ ลาปิสลาซูลี่"

มันก้าวเข้ามาหาเอลาซัลก้าวหนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องเขานิ่ง

"เพราะข้าจะจัดการกับใครก็ตามที่เข้ามาขวาง ข้าจะแย่งดาบกลับมาฆ่าเจ้า แล้วข้าก็จะร่ายมนต์ต่อ นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการงั้นหรือ"

เอลาซัลก้าวถอย ดาบมาน่ายังกระพริบอยู่ในมือของเขา ส่งให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงแรงผลักดันที่ต้องการเอาชีวิต...ต้องการชำระล้างหญิงสาวที่ถูกเทวทูตครอบงำ เขากัดฟันต่อต้านแรงกระตุ้นนั้น นิ้วมือกำรอบด้ามดาบเหมือนพยายามจะควบคุมมัน ทั้งที่ยังกลัวความปรารถนาอันแรงกล้าของมัน อีกเพียงครู่เดียวเขาก็จะแพ้แรงผลักดันของมันเหมือนในหอคอยแห่งกระจกเงา แล้วจากนั้น...

ชายหนุ่มรีบพูดขึ้น

"เทวทูตจูมิ ผมมีข้อเสนอให้ท่าน"

"ว่ามา" เทวทูตจูมิเอ่ยด้วยเสียงเยือกเย็น แม้จะเห็นได้ชัดว่ามันไม่เชื่อว่าสิ่งที่เอลาซัลกำลังจะบอกจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทว่ามันก็ยังยินดีที่จะฟัง เอลาซัลสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อไป

"ท่านต้องการพลัง...พลังมหาศาลใช่มั้ย ในตอนนี้ท่านพยายามจะใช้พลังของผลึกชีวิตของชาวจูมิ แต่ด้วยวิธีนี้ท่านไม่มีทางดึงพลังของผลึกชีวิตทุกอันออกมาได้สูงสุด อย่างมากที่สุดที่ท่านทำได้ก็คือเอาชีวิตของพวกเรามาขู่ให้องค์เทพีมาน่ายอมเปิดทางกลับสวรรค์ให้...แต่ถ้าองค์เทพีไม่ยอมล่ะ ชาวจูมิทั้งหมดก็จะตาย แล้วแหล่งพลังของท่านก็จะหายไป"

เทวทูตนิ่งเงียบไป บ่งบอกเอลาซัลว่าเขาพูดถูกแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบพูดต่อไปโดยแทบไม่ทันหายใจ

"เทวทูตจูมิ สิ่งจำเป็นสำหรับท่านคือผลึกชีวิตของตัวท่านเอง เพื่อที่จะใช้ทั้งพลังกายกับพลังจิตให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เหมือนเมื่อครั้งก่อนที่ท่านยังมีร่างเนื้ออยู่"

"แต่ข้าเสียผลึกชีวิตของข้าไปแล้ว" เทวทูตตอบในที่สุด "ตอนนี้ผลึกชีวิตของข้าอยู่ที่วิหารกลางป่า แต่แม้ข้าจะได้มันคืนมา ข้าก็สงสัยว่ามันจะช่วยอะไรข้าได้ มันเก่าและสูญพลังมาหลายปีแล้ว"

"ถ้าอย่างนั้น..." เอลาซัลเอ่ยด้วยน้ำเสียงรวดเร็วแผ่วต่ำ "ที่ท่านต้องการคือผลึกชีวิตอันใหม่"

"ใช่" เทวทูตตอบ

เอลาซัลก้มศีรษะลง เบื้องหลังเขานั้นหลายร่างกำลังขยับไหว ชาวจูมิทั้งหลายเริ่มตื่นจากหลับ บางคนรวมทั้งอเล็กซานดร้าเงยศีรษะขึ้น หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นคุกเข่า สายตาจับจ้องภาพเหตุการณ์ที่ปลายห้องโถง แม้เอลาซัลจะพูดเพียงเบาๆ คำของเขาก็ยังดังมาถึงหูของเธอ...หรือมิเช่นนั้นเธอก็คงรู้สึกได้จากผลึกชีวิต เนื่องด้วยความผูกพันพิเศษระหว่างชาวจูมิ หัวใจของเธอจึงได้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองและหวาดกลัว...

"เทวทูตจูมิ" เอลาซัลเอ่ยเบาๆ "ที่ท่านบอกให้ผมฆ่าเพิร์ลทำให้ผมนึกถึงพ่อของผม พ่อเป็นอัศวินที่มีฝีมือ แต่เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่พ่อเคยฆ่าคนในสนามรบมากกว่านักรบชาวจูมิคนไหนจนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรสังหาร มือของพ่อแปดเปื้อนเลือดไปหมด ผมรู้ว่าพ่อเห็นตัวเองเป็นสัตว์ประหลาด เพราะอย่างนั้นถึงพ่อจะฝึกให้ผมเป็นอัศวิน พ่อก็ยังสอนผมอยู่เสมอว่าชาวจูมิไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าฟัน เราต้องฆ่าเพราะความจำเป็น พวกเราเป็นผู้รักษา...ไม่ใช่นักฆ่า"

อเล็กซานดร้าลุกขึ้นด้วยสองขาอันสั่นเทา ปากของเธอเผยอเอ่ยคำพูดอันไร้เสียง

อย่านะ...เอลาซัล...

เอลาซัลเงยหน้าขึ้นจ้องตรงเข้าไปในดวงตามืดทะมึนของเทวทูต ก่อนที่น้ำเสียงของเขาจะประกาศออกมาอย่างแข็งกร้าว

"เทวทูตจูมิ ในเมื่อท่านบอกว่าผลึกชีวิตอันเดียวก็เพียงพอ งั้นก็เอาผลึกชีวิตของผมไปเถอะ!"

หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เทวทูตก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

"เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ข้าเคยติดต่อกับเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ลาปิสลาซูลี่ ข้ารู้ว่าผลึกชีวิตของเจ้ามีพลังแข็งแกร่ง และมีปฏิกริยาตอบรับภพแห่งวิญญาณเป็นอย่างดี มันจะช่วยให้ข้าบรรลุจุดประสงค์ได้แน่นอน" ดวงตาอันว่างเปล่าจ้องตรงมาทางชายหนุ่ม "แต่เจ้าจะไม่เสียใจหรือ ลาปิสลาซูลี่ เจ้าคงรู้ดีว่าตัวเจ้าเองจะต้องตาย"

"ผมไม่เสียใจหรอก" เอลาซัลตอบแม้จะรู้สึกว่าผิวกายของตนเย็นเยียบ

ไม่...เขาไม่อยากตาย แต่ว่า...

"เช่นนั้นเป็นอันตกลง" เทวทูตเอ่ย "แต่จำไว้ว่าจงอย่าขัดขืนข้าและยอมรับพลังทั้งหมดของข้าแต่โดยดี ไม่เช่นนั้นข้าจะต้องใช้พลังจากผลึกชีวิตของคนอื่นๆ ด้วย เจ้าหักหลังข้าไม่ได้หรอกนะ ลาปิสลาซูลี่"

"ครับ" เอลาซัลรับคำด้วยเสียงที่เข้มแข้งขึ้นในตอนนี้ เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าแบล็คเพิร์ลก่อนจะวางดาบลงแทบเท้าหญิงสาว แสดงความยินยอมแต่โดยดีตามที่รับคำไว้ เทวทูตยื่นมือของแบล็คเพิร์ลออกมา ทาบนิ้วขาวเรียวลงบนผลึกลาปิสลาซูลี่ แสงสีทองเริ่มสว่างขึ้นระหว่างชาวจูมิทั้งสอง ผลึกชีวิตของเอลาซัลค่อยๆ เปล่งประกายสีฟ้าจางๆ พร้อมกับปล่อยพลังงานออกมา เอลาซัลนิ่งไม่ยอมขยับ ปล่อยให้เทวทูตส่งผ่านพลังชีวิตนั้นให้กับตัวมันเอง ชายหนุ่มพยายามต้านแรงกระตุ้นให้ถอยกลับตามสัญชาตญาณของการป้องกันชีวิตตนจากการคุกคามอันรุนแรงของเทวทูต เพื่อที่จะกันไม่ให้คิดอะไรอื่นอีกเขาจึงได้หลับตาลง แต่ยังรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วที่ทาบทับบนผลึกชีวิตของเขา แต่ละนิ้วราวกับจะสูบเลือดออกมา โลกรอบด้านเริ่มพร่าเลือน ผลึกชีวิตของเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกถอนออกจากร่าง เขารู้ว่าอีกไม่นานนิ้วมือนั้นจะกำรอบผลึกชีวิตของเขา...สลายมันให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์

แสงสีทองที่อาบร่างแบล็คเพิร์ลทวีความสว่างขึ้น และขณะที่ร่างของเทวทูตเริ่มส่องสว่างขึ้นนั้น อัศวินลาปิสลาซูลี่ผู้อยู่แทบเท้าก็ทรุดลงกับพื้นช้าๆ แสงจากผลึกชีวิตของเขาค่อยๆ สลัวลางลง

"หยุดนะ!" อีกเสียงหนึ่งร้องขึ้น "ไม่นะ! หยุดสิ...หยุด!"

เทวทูตเงยหน้าขึ้นเห็นอเล็กซานดร้าลุกขึ้นยืน เธอเริ่มเดินมาทางแท่นปาฐกถา ทว่าแม้จะกัดฟันอย่างมุ่งมั่น...แต่ละย่างก้าวก็ยังสั่นเทิ้ม เห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีพละกำลังเหลือพอจะมาได้ถึง

"อเล็กซานไดรท์" เทวทูตเอ่ยอย่างเยือกเย็น "ผลึกชีวิตที่มีตำหนิของเจ้าไร้ประโยชน์สำหรับข้า ดังนั้นข้าจะไม่ฆ่าเจ้าเพื่อตอบแทนกับที่เจ้าเคยช่วยข้าในอดีต" น้ำเสียงหวานเยาะหยัน "เจ้าคงเห็นแล้วว่าตัวเจ้าไม่มีพลังพอจะหยุดยั้งข้าได้ ข้าขอแนะให้เจ้านั่งลงเงียบๆ รอให้ข้าประกอบพิธีกรรมเสร็จสิ้นเสียดีกว่า"

ทว่าอเล็กซานดร้าไม่สนคำพูดของเทวทูต แต่กลับเลื่อนสายตามาจ้องมองแบล็คเพิร์ลแทน

"เพิร์ล!" หญิงสาวร้องด้วยเสียงที่ดังขึ้น "ขอร้องล่ะ...หยุดเทวทูตที!"

"อา..." เทวทูตเอ่ยอย่างอ่อนโยน "เจ้าอยากพูดกับเพิร์ลอย่างนั้นหรือ ดี! ถ้าเช่นนั้นเรามาฟังซิว่านางจะว่าอะไร"

อเล็กซานดร้ายังคงทำเป็นไม่สนใจคำพูดของเทวทูต แต่รอคอยพร้อมกับจับจ้องสายตาอันร้อนรนไปที่แบล็คเพิร์ล มีเพียงความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง...ก่อนที่สีหน้าของแบล็คเพิร์ลจะเปลี่ยนไปและหันมามองจูมิแห่งอเล็กซานไดรท์ อเล็กซานดร้ารีบก้าวออกมาข้างหน้าจนแทบเสียหลักล้ม เธอประคองตนไว้ให้มั่นแล้วจึงรีบพูด

"เพิร์ล! ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอได้ยินเสียงฉัน หยุดเถอะ ฉันขอร้อง! เธอจะฆ่าเอลาซัลที่เธอรักได้ลงคอเหรอ!"

แบล็คเพิร์ลก้มลงมองเอลาซัลซึ่งแน่นิ่งอยู่แทบเท้าเธอ ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับคนตาย ลมหายใจก็แผ่วเบาเสียจนแทบสังเกตไม่ได้ เมื่อหญิงสาวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนั้นนุ่มนวลจนอเล็กซานดร้าจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของเพิร์ล

"เอลาซัล...ใช่...ข้ารักเขา"

"ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเขาสิเพิร์ล!" อเล็กซานดร้าร้องอย่างร้อนรน "อย่าปล่อยให้เทวทูตฆ่าเขาสิ!"

ทว่าเพิร์ลกลับยิ้มให้อเล็กซานดร้าอย่างอ่อนหวานก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเคลิ้มฝัน

"โอ...ไม่ต้องห่วง เอลาซัลไม่ตายหรอก"

"แต่ตอนนี้เขากำลังจะตายนะ!" อเล็กซานดร้าโต้กลับอย่างโกรธเคือง "เธอก็เห็นกับตาตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอ!"

แต่เพิร์ลยังพูดต่อไปเบาๆ โดยไม่สนใจเธอ

"เอลาซัลไม่ตายหรอก...วิญญาณของเขาจะไม่ตาย หลังจากพิธีกรรมเสร็จสิ้น เขาจะไปอยู่กับข้าบนสวรรค์ เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป...ตามที่เทวทูตสัญญาไว้กับข้า!"

อเล็กซานดร้าจ้องเพิร์ลเขม็งอย่างไม่อยากเชื่อและหวาดหวั่น เธอหันไปมองเอลาซัล พบว่าสีผิวของเขาซีดจนเขียว แสงจากผลึกชีวิตใกล้ดับลงทุกที น้ำเสียงแว่วหวานดั่งระฆังของเทวทูตเยาะเย้ยอยู่ในหูของหญิงสาว

"เห็นแล้วสินะ อเล็กซานไดรท์ ข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่มีทางขอให้แม่หนูเพิร์ลช่วยได้หรอก"

อเล็กซานดร้าไม่สนใจเทวทูต แต่เริ่มมองไปรอบๆ อย่างกระวนกระวาย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าชาวจูมิบางคนลุกขึ้นแล้ว สายตาของเธอไปปะกับองค์หญิงฟลอริน่าซึ่งได้แต่ทอดพระเนตรภาพเบื้องหน้าอย่างเงียบๆ ด้วยความพรั่นพรึง หญิงสาวจึงเอื้อมมือไปทางพระองค์อย่างอ้อนวอน

"ฟลอริน่า! เธอเป็นผู้เยียวยาคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของพวกเรา! เธอต้องช่วยเอลาซัลนะ! ได้โปรด...ทำเพื่อฉันเถอะ!"

ทว่าองค์หญิงฟลอริน่าทรงสั่นพระเศียร

"ที่รัก...ที่รัก...เราขอโทษ ผลึกชีวิตของเราแห้งเหือดไปหลายเดือนแล้ว เราไม่อยากให้เธอเสียใจ เราเลยไม่บอกเธอ" สายพระเนตรของพระองค์เศร้าสร้อย "เห็นทีความสิ้นหวังจะทำให้กลไกป้องกันตัวของเราเริ่มทำงานเสียแล้ว อเล็กซ์...เราสร้างน้ำตาเยียวยาไม่ได้อีกแล้ว"

แก้มของอเล็กซานดร้าเปียกชื้น เธอเลื่อนนิ้วขึ้นลากลงมาตามทางน้ำตาบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว

"ดูสิ!" หญิงสาวร้องบอกเทวทูตอีกครั้ง "นี่ไงล่ะพรสวรรค์ที่แกให้ฉัน! เทวทูตจูมิ! ฉันหลั่งน้ำตาได้ แต่น้ำตาของฉันไม่มีประโยชน์กับใครเลย!" รอยยิ้มทั้งน้ำตาของเธอช่างขมขื่นนัก "นี่ไงล่ะผลจากผลึกชีวิตที่มีตำหนิของฉัน! นี่ไงล่ะพรสวรรค์ที่แกให้ฉัน...เทวทูตจูมิ!"

"ชาวจูมิจะนำพรสวรรค์ที่ได้รับจากข้าไปทำอะไรนั้นไม่ใช่ธุระของข้า" เทวทูตตอบอย่างเย็นชา "พวกเจ้าได้รับพรไปแล้ว แต่กลับเปลี่ยนพรนั้นเป็นคำสาปเสียเอง"

ดวงตาของอเล็กซานดร้าวาวโรจน์อย่างเคียดแค้น

"โกหก!" เธอกราดใส่ "เพราะพรสวรรค์ที่ได้จากแก...ชาวจูมิถึงถูกล่าจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์! เพราะแก...ชาวจูมิถึงได้ถูกขังอยู่ในเมืองนี้! เพราะแก...ชาวจูมิถึงถูกดูดพลังไปเกือบพันปี! ทั้งหมดเป็นเพราะคำสาปที่แกให้พวกเรา...คำสาปที่แกยังมีหน้าเรียกว่าพร!"  หญิงสาวหัวเราะอย่างคั่งแค้น "ฆ่าพวกเราให้หมดเลยสิ! อีกสองสามร้อยปีหน้าก็คงไม่เหลือชาวจูมิอีกแล้ว! ทำไมถึงต้องดิ้นรนยืดชีวิตที่ถูกแกสาปต่อไปอีกล่ะ!"

"เงียบซะ!" เทวทูตตวาดด้วยเสียงอันน่าสะพรึงกลัว

แต่อเล็กซานดร้ากลับเชิดคางขึ้นยิ้มเยาะ

"ฉันไม่กลัวแกหรอก...ในเมื่อเอลาซัลกำลังจะตาย! แกก็ด้วยเหมือนกัน...แบล็คเพิร์ล! แกเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี่! แกมันก็เหมือนแมงมุมแม่ม่ายดำที่นั่งบัลลังก์อยู่ในเมืองที่ขังพวกเรา! ชักใยเวทมนตร์ดำสูบเลือดของพวกเราทุกคน! แกไม่ใช่คนที่จะช่วยพวกเรา...แต่เป็นคนที่จะทำลายพวกเรา...เป็นเครื่องมือทำลายล้างของเทวทูต!"

"เงียบซะ!" จูมิแห่งอเล็กซานไดรท์! เจ้ารู้ดีไม่ใช่หรือว่าตัวเจ้าเองก็ถูกองค์เทพีประณามเป็นนางบาป!"

แต่อเล็กซานดร้ากลับยิ้ม

"เปล่าเลย เทวทูตจูมิ ตัวฉันเองต่างหากที่มีตราหน้าตัวเองเป็นนางบาปเมื่อนานมาแล้ว เทพเจ้าที่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาประณามฉัน!"

ดวงตาว่างเปล่าของเทวทูตเปล่งประกายวาบอย่างโกรธแค้นก่อนจะยืดร่างตรงตระหง่าน ปีกสีทองแผ่สยายอยู่เบื้องหลัง อเล็กซานดร้าที่จ้องมองด้วยความหวาดกลัวนึกฉงนขึ้นมาในทันใดเมื่อเทวทูตยืดกายขึ้น...

ทว่าเพิร์ลกลับทรุดลงคุกเข่า

ดูเหมือนเทวทูตจะรู้สึกตัวในทันทีจึงได้กรีดร้องโหยหวน เมื่อปราศจากกายเนื้อแล้ว ร่างของมันก็สลัวเลือนลงในทันใด แสงสีส้มของดวงตะวันที่ใกล้ลับฟ้าหวนคืนสู่ห้องโถงอีกครั้ง


เพิร์ลกางแขนโอบรอบร่างอันแน่นิ่งของเอลาซัลก่อนจะก้มศีรษะลงซบเขา

"เอลาซัล..." เธอกระซิบ "เอลาซัล..."

ชาวจูมิค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ทีละคน หลายคนตื่นขึ้นหลังอเล็กซานดร้าไม่นาน แต่ทว่าเพิ่งรวบรวมกำลังพอจะลุกขึ้นได้ในตอนนี้

บนแท่นปาฐกถา เพิร์ลใช้ความพยายามพลิกร่างอัศวินลาปิสลาซูลี่ให้นอนหงาย ใบหน้าของเขาซีดคล้ำเหมือนคนตาย ดวงตาปิดสนิท ผลึกชีวิตไร้แสงโดยสิ้นเชิง เพิร์ลเอื้อมมืออันสั่นเทิ้มขึ้นแตะหยดน้ำตาที่รินหลั่งลงมาตามร่องแก้มของเธอ และหยาดลงมาตามปลายนิ้วราวกับพลอยเม็ดเล็กก่อนจะซึมผ่านร่องนิ้ว หญิงสาวลดมือลงปล่อยให้หยดน้ำที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตตกลงบนผลึกชีวิตของเอลาซัล ก่อนจะรอดูผลอย่างหวั่นใจอยู่เป็นเวลานาน...รอให้ประกายแสงหวนคืนมา

ทว่าผลึกชีวิตสีฟ้ายังคงมืดสนิท...

เพิร์ลเอียงศีรษะลงพิงเอลาซัลซึ่งยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมแขนของเธอ

"ไม่ได้ผล..." เธอกระซิบ "สายเกินไปแล้ว ข้าขอโทษ เอลาซัล...ข้าขอโทษ"

หญิงสาวซบหน้าลงกับบ่าของชายหนุ่ม น้ำตาไหลพรากทั้งๆ ที่รู้ว่าไร้ประโยชน์สำหรับเขา ทว่าเธอไม่สนอีกต่อไปแล้ว

ชาวจูมิมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างเงียบๆ องค์หญิงฟลอริน่าทรงเบือนพระพักตร์ไปก่อนจะทรงก้มพระเศียรลง อเล็กซานดร้ายืนตัวสั่นเทิ้ม สองตาจับจ้องเพิร์ลกับเอลาซัลนิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของเพิร์ลใบหน้าของเธอก็ซีดเผือด

"ไม่นะ!" หญิงสาวร้องก่อนจะทรุดลงคุกเข่าในทันใด ใช้สองมือปิดหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก

เพิร์ลซุกหน้าลงแนบกับผ้านุ่มที่บ่าของอัศวินหนุ่ม เธอไม่สนอะไรอีกแล้ว...เธอเพียงต้องการจะนอนอยู่ที่นี่เงียบๆ และทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง...

แต่แล้วหญิงสาวก็กลั้นหายใจในทันใด

บางสิ่งพูดกับเธอ...หรือบางทีจะเป็นเพียงแสงสว่างกันนะ แสงอันอบอุ่นกระพริบที่ผลึกชีวิต...ส่งผ่านความร้อนสู่กระแสเลือด

หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างสั่นเทา ก่อนจะยกมือขึ้นรับน้ำตาหยดหนึ่ง

น้ำตาของเธอเปลี่ยนไป แต่ละหยาดหยดส่องสว่างราวกับไข่มุกแท้ที่ใสกระจ่างและทอประกายเหลือบรุ้งราวกับส่องแสงได้ด้วยตัวมันเอง

และในทันใดนั้น เพิร์ลก็รู้ว่าเธอเคยสัมผัสประกายแสงนั้นมาก่อน...ในความฝันที่เห็นเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

"องค์เทพีผู้ทรงศักดิ์..." เธอกระซิบ "องค์เทพีผู้ทรงศักดิ์ ทรงตอบรับคำอธิษฐานของข้าบาทอีกครั้งแล้ว...ทรงมอบอำนาจเยียวยาให้ข้าบาทแล้ว!"

หญิงสาวหันไปนำหยาดน้ำตาหยดใส่ผลึกชีวิตของเอลาซัลด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะรอดูอย่างกระวนกระวาย

หลายครู่ผ่านไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้ว...

ประกายสีฟ้าเล็กๆ ก็สว่างขึ้นที่ใจกลางผลึกชีวิตของอัศวินหนุ่ม เป็นแสงอันริบหรี่สั่นพร่า แต่ต่อมาแสงนั้นก็เริ่มสว่างขึ้นแผ่ออกไปทั่วผลึกชีวิตที่มืดสลัว ให้แสงค่อยๆ กลับคืนมาอีกครั้ง...

เอลาซัลเริ่มขยับตัว เพิร์ลยืดกายขึ้นลูบใบหน้าของเขาด้วยมืออันสั่นเทา และรู้สึกได้ถึงลมหายใจอ่อนๆ

"เขายังไม่ตาย" เธอกระซิบก่อนจะร้องดังขึ้น "เขายังไม่ตาย!"

สีผิวของเอลาซัลค่อยๆ หายซีดเขียว กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง ลมหายใจของเขาก็เริ่มถี่ขึ้นและดังขึ้นจนพอได้ยินเสียง เพิร์ลมองชายหนุ่มอย่างตั้งใจและยินดีกับสัญญาณแห่งชีวิตนั้น หลังผ่านไปสองสามนาที เธอก็รู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้และหันหน้าไป

จูมิแห่งอเล็กซานไดรท์ได้ยินเสียงเธอร้องบอก จึงได้เดินขึ้นแท่นปาฐกถามาก่อนจะเข้ามาใกล้ หญิงสาวทรุดลงข้างๆ อัศวินลาปิสลาซูลี่ หมดเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่พอจะรวบรวมได้

"ขอบคุณสวรรค์..." เธอเอ่ยพร้อมกับแตะนิ้วที่สั่นเทาลงบนแก้มของเอลาซัล "เอลาซัล...เอลาซัล ได้ยินฉันมั้ย"

เมื่อได้ยินเสียงเรียกของอเล็กซานดร้า เปลือกตาของเอลาซัลก็กระพริบ เขาลืมตาขึ้นก่อนจะหันหน้าไปมองเธอ

"อเล็กซ์" ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเลื่อนลอย "อะไร...นี่ฉัน...อยู่ที่ไหน"

หญิงสาวหัวเราะเฝื่อนๆ

"ที่รัก...ในเมื่อมีฉันอยู่ด้วยก็แสดงว่าไม่ใช่สวรรค์แน่นอนล่ะ"

ชายหนุ่มไม่ยิ้มตอบ แต่เลื่อนสายตากลับมาทางเพิร์ล ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นแตะใบหน้าของเธอแล้วปาดน้ำตาให้โดยไม่พูดอะไร หญิงสาวกุมมือของเขาแนบไว้ข้างแก้มเป็นเชิงตอบรับ แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง เมื่อมองเขา อเล็กซานดร้าก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น...บางทีอาจจะรู้สึกว่าตนเองกำลังเดินอยู่ในดินแดนอีกแห่งหนึ่ง...ดินแดนแห่งความฝันที่ไม่อาจจดจำได้กระมัง

"เอลาซัล..." เธอพูดเบาๆ "ฉันหวังว่า...บางทีสักวันหนึ่งคุณจะให้อภัยฉัน...แม้เพียงน้อยนิดก็ยังดี"

หญิงสาวโน้มกายลงเหนือร่างของชายหนุ่มพร้อมกับโอบสองแขนรอบคอของเขา แล้วซุกแก้มลงกับไหล่ของเขา

"แต่ตอนนี้...ลาก่อนนะ อัศวินลาปิสเพื่อนยาก ลาก่อน..."


"จูมิแห่งมุกเอ๋ย..." น้ำเสียงหนึ่งเรียก

เพิร์ลเงยหน้าขึ้นเห็นเทวทูตปรากฏกายขึ้นเหนือร่างของเธอโดยมีดาบมาน่าอยู่ในมือ ดาบอันทรงอำนาจบัดนี้ดูเหมือนเหลือเพียงเปลวเพลิงที่สั่นไหวราวกับกระแสน้ำ ตัวดาบถูกกลืนหายไปกับรัศมีพลังอันส่องสว่างของเทวทูต

เพิร์ลทำท่าจะถอยห่างตามสัญชาตญาณ แต่แล้วเทวทูตก็เอ่ยเบาๆ

"ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ทำอันตรายเจ้า จูมิแห่งมุก รวมทั้งลาปิสลาซูลี่และชาวจูมิอื่นๆ ด้วย"

"แล้วเจ้าต้องการอะไร" เพิร์ลถามแผ่วเบา

"ข้ามาเพื่อฝากพระวจนะขององค์เทพี" เทวทูตตอบ "องค์เทพีทรงเรียกข้ากลับสวรรค์เพื่อไปพิพากษาโทษ ข้าจึงได้มอบพรให้กับพวกเจ้าตามพระบัญชา"

"พรอะไรกัน" เพิร์ลถาม

"เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือ" เทวทูตกลับย้อนถามอย่างอ่อนโยน "เจ้าไม่เข้าใจหรอกหรือว่าเหตุใดเจ้าจึงสามารถร้องไห้ได้"

"เพราะว่า..." เพิร์ลนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเธอก็เอ่ยเบาๆ "ค่ะ...ข้าเข้าใจแล้ว"


องค์หญิงฟลอริน่าทรงหันไปทอดพระเนตรรอบๆ เมื่อเพิร์ลประกาศว่าเอลาซัลยังมีชีวิตอยู่ ครู่หนึ่งที่พระองค์ทรงไม่อาจเข้าพระทัยคำกล่าวของเทวทูต แต่แล้วก็ทรงเข้าพระทัย

พระปรางค์ของพระองค์นั้นเปียกชื้น พระองค์ทรงไม่ทันรู้สึกเพราะว่าความรู้สึกนั้นหาแปลกไม่สำหรับพระองค์ แต่บัดนี้พระองค์ทรงจำได้แล้ว

องค์หญิงทอดพระเนตรไปรอบๆ ทรงเห็นว่าใบหน้าของชาวจูมิรอบพระวรกายล้วนแต่นองด้วยน้ำตา บางสิ่ง...นิมิตอันลึกซึ้งบางประการกับน้ำเสียงอันอ่อนโยนได้เยียวยาและเปลี่ยนแปลงใจของพวกเขา

และพระองค์ก็ทรงนึกสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งว่า...เราหรืออเล็กซานดร้าที่คิดถูกกันแน่นะ

พระสุรเสียงขององค์เทพีใช่ไหมที่เยียวยาพวกเรา...หรือจะเป็นสิ่งอื่น...ประสบการณ์อันลึกซึ้งที่ทุกคนต่างรู้สึกร่วมกันที่ทำให้องค์เทพีทรงมอบน้ำตาเยียวยาคืนให้พวกเรา

แต่แล้วองค์หญิงฟลอริน่าก็ทรงสังเกตว่าไดอาน่าได้ลุกขึ้นมองภาพเหตุการณ์อย่างเงียบๆ เช่นกัน...

และมีเพียงใบหน้าของจูมิแห่งเพชรผู้เดียวเท่านั้นที่ขาวซีดและแห้งผาก


"ชาวจูมิร้องไห้ได้แล้ว" เพิร์ลเอ่ยเบาๆ

"ใช่" เทวทูตกล่าว "พวกเขาได้รับการเยียวยาแล้ว"

"แต่ทำไมท่านถึงได้เปลี่ยนใจล่ะ" เพิร์ลถาม

"เพราะข้าได้เห็นสิ่งอันเป็นปาฏิหาริย์น่ะสิ จูมิแห่งมุก" เทวทูตตอบ "และบางที...อาจเป็นเพราะข้ารู้ว่าองค์เทพีจะทรงตัดสินโทษของข้าตามสมควร ใจของข้าจึงได้สงบลงในที่สุด"

เพิร์ลไม่ตอบว่าอะไร เทวทูตจึงได้เอ่ยต่อไป

"แต่เจ้า...จูมิแห่งมุก เจ้าคือผู้ที่ได้ผ่านความทุกข์ทรมานมากกว่าใครทั้งหมด ดังนั้นในบรรดาชาวจูมิทั้งมวล เจ้าจะเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจเยียวยาแรงกล้าที่สุด ดังที่ดาบมาน่าได้สอนเจ้า

"ลาก่อน...ท่านหญิงเพิร์ล ขอให้ใจของเจ้าได้พบกับความสงบสุขเช่นกัน"

เพิร์ลเลื่อนสายตาไปเห็นอเล็กซานดร้าซบอยู่ข้างเอลาซัลอย่างเงียบๆ พร้อมกับเอาศีรษะพิงบ่าของเขาไว้ ชายหนุ่มกำลังหลับใหล แต่หญิงสาวนั้นนิ่งเงียบเพราะความทุกข์ในใจ เพิร์ลจึงรู้สึกเห็นใจหญิงสาวผู้ซึ่งกำลังจะสูญเสียทุกสิ่งที่เธอห่วงใยไปอยู่ลึกๆ เพราะมีบางสิ่งบอกเธอว่าอเล็กซานดร้าจะไม่อยู่ในนครแห่งนี้อีกต่อไป เธอไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เลย...

ด้วยเหตุนี้เพิร์ลจึงได้คิดว่า...

นางช่างเหมือนกับข้าเหลือเกิน...


เทวทูตชูดาบมาน่าขึ้นก่อนที่ทั้งสองจะกลายเป็นเปลวเพลิงสีทองโชติช่วง แต่หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง เปลวเพลิงนั้นก็สลายไป ไม่เหลืออะไรอื่นอีกนอกจากลำแสงอาทิตย์อันเงียบงันและอ้อยอิ่ง...


Author's Comment: จำเด็กผู้หญิงในบทนำได้ใช่มั้ยคะ? นั่นคือซานดร้าค่ะ
อย่างที่เห็นว่าเอลาซัลรับบทแทนตัวเอกที่เสียสละตัวเอง คราวนี้คงจะรู้ว่าทำไมฉันถึงได้ตัดตัวละครเอกไปสินะคะ (รวมกับเหตุผลอื่นๆ ด้วย)



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ตำนานแห่งเผ่าจูมิ ตอนที่ 41 : ภาคที่ 5 - เพิร์ลทั้งสอง / บทที่ 5 - ห้วงจักรวาล / ครึ่งหลัง , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 92 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android